ภาคใต้

เที่ยวสุขใจ ซาลามัตชายแดนใต้ @นราธิวาส

สามจังหวัดชายแดนใต้ ดินแดนแห่งความสดใหม่ไร้การปรุงแต่ง ดินแดนแห่งรอยยิ้มและมิตรไมตรี ดุจคำกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนว่า ‘ซาลามัตชายแดนใต้’ วันนี้เราได้ไปเที่ยว จังหวัดนราธิวาส สัมผัสวิถีและความงามในหลากแง่มุม ทั้งชีวิต วัฒนธรรม อาหารการกิน ธรรมชาติ และการช้อปปิ้ง ที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัย Silver Age ที่แม้จะมีอายุมาก แต่ก็เที่ยวนราธิวาสได้สบาย ไปกับ 30 จุดท่องเที่ยว ที่เราคัดสรรคมาอย่างดีสำหรับคุณ

(1) ‘เกาะกลางน้ำบางนราแสนน่ารัก’ ชุมชนกาแลตาแป อ.เมืองนราธิวาส 

เป็นชุมชนเก่าแก่บนเกาะกลางน้ำเล็กๆ อันสุขสงบกลางแม่น้ำบางนรา ผู้คนทำอาชีพประมงเป็นหลัก นำปลาที่ได้มาขาย หรือแปรรูปเป็น ‘กรือโป๊ะ’ ข้าวเกรียบปลาทะเลแสนอร่อย ใครอยากเห็นเรือกอและ ซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้านของปักษ์ใต้อย่างใกล้ชิด มาเที่ยวชมชุมชนนี้ไม่ผิดหวัง แต่ต้องให้ความเคารพในวิถีพี่น้องชาวมุสลิมที่นี่ด้วยนะจ๊ะ (2) หาดนราทัศน์ อ.เมืองนราธิวาส ‘หาดแห่งการพักผ่อน ที่ซึ่งเสียงคลื่นและเสียงกิ่งสนล้อลมแสนไพเราะ’ 

เป็นหาดรับแขกของเมืองนราธิวาสเลยก็ว่าได้ เพราะว่ากันว่าเป็นชายหาดสวยที่สุดของจังหวัดนี้ ทอดตัวยาวกว่า 4-5 กิโลเมตร สุดลูกหูลูกตา งามอย่างละมุนละไมด้วยเม็ดทรายละเอียดสีน้ำตาลอ่อนค่อนไปทางขาว ริมหาดมีแนวต้นสนทะเลขนาดใหญ่เรียงรายร่มรื่น เหมาะไปนั่งพักผ่อนหรือลงเล่นน้ำชิลชิล หรือจะไปนั่งฟังเสียงสนล้อลม ชมความงามของเกลียวคลื่นที่ทยอยกันสาดซัดเข้าหาฝั่ง นี่คือความสุขสงบในมุมเล็กๆ ของ ‘นราเมืองน่ารัก’
(3) หาดบ้านทอน ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ‘หาดแห่งเรือกอและ’

หาดบ้านทอน เป็นหาดทรายสีเหลืองนวลเนื้อนุ่ม ทอดตรงยาวหลายกิโลเมตร เคียงขนานไปกับอ่าวไทยสีฟ้าอ่อน ไอแดดเจิดจ้า ชายหาดมีเรือกอและของชาวประมงพื้นบ้านจอดเรียงราย มักจะแล่นออกทะเลหาปลากันตลอดคืน แล้วกลับเข้าฝั่งในยามเช้า หมู่บ้านทอนนี้มีการผลิตเรือกอและจำลองขายให้นักท่องเที่ยวด้วย เราจึงสามารถไปชมวิวทะเล เล่นน้ำ นั่งปิกนิก สัมผัสวิถีชุมชน ดูอู่ต่อเรือกอและ อันเป็นเสมือนจิตวิญญาณของพี่น้องชาวมุสลิมท้องถิ่นแห่งนราธิวาส

(4) อ่าวมะนาว ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส ‘หาดสงบงาม ณ ที่ท้องฟ้าจุมพิตผืนน้ำ’ 

ได้ยินชื่ออ่าวมะนาว อย่าสับสนกับอ่าวมะนาวที่ประจวบคีรีขันธ์เด็ดขาด เพราะอ่าวมะนาวนราธิวาสนั้น สวยบริสุทธิ์ เงียบสงบ มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง อ่าวมะนาวทอดตัวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง หาดนี้ยาวกว่า 4 กิโลเมตร สลับกับโขดหินเป็นช่วงๆ โดยด้านหนึ่งติดกับเขาตันหยงและพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ด้วย ริมหาดมีแนวต้นสนและป่าชายหาด (Beach Forest) ร่มรื่น เหมาะนั่งปิกนิก แต่ชายหาดน้ำลึกและคลื่นแรง ลงเล่นต้องดูความปลอดภัยดีๆ
(5) วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) หมู่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘หมุดหลักปักเขตแดนสยาม ความงามแห่งพุทธศิลป์ริมน้ำตากใบ’ 

เป็นหนึ่งในวัดสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ในยุคอาณานิคมอังกฤษ รัฐบาลไทยใช้วัดนี้ รวมถึงพุทธศาสนา และพุทธศิลป์ เป็นเครื่องต่อรอง อังกฤษจึงไม่ยึดผืนดินส่วนนี้ไป วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ มองไปทางขวาจะเห็นสะพานคอยร้อยปีที่ทอดเข้าสู่เกาะยาวได้ชัดเจน ภายในวัดมีศาลาไม้ลวดลายสีสันงดงาม เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาสมบัติโบราณล้ำค่าของท้องถิ่น และมีพระอุโบสถหลังเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 งดงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือพระภิกษุชาวสงขลา ประดิษฐานพระประธานปิดทองอร่าม จนแลไม่เห็นพระโอษฐ์สีแดง และพระเกศาสีดำ วัดนี้บรรยากาศเงียบสงบดีมาก ไปนั่งเล่นที่ศาลาไม้ริมแม่น้ำตากใบ ชื่นชมธรรมชาติได้ชิลๆ
(6) สะพานคอยร้อยปี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘สะพานแห่งความโรแมนติก เชื่อมวิถีสองฝั่งลำน้ำตากใบ’ 

สะพานคอยร้อยปี ทอดเข้าสู่ชุมชนบนเกาะยาว เกาะที่ด้านหนึ่งติดแม่น้ำตากใบ อีกด้านติดทะเล มีหาดทรายขาวนวลน่าเที่ยว แต่กว่าจะมีการสร้างสะพานให้คนสัญจรสะดวก จากเกาะยาวข้ามมาฝั่งที่ทำการอำเภอตากใบ ก็ต้องรอกันนานถึง 100 ปี จึงเป็นที่มาของชื่อสะพานนี้ ขอบกว่าบรรยากาศบนสะพานสวยมาก อากาศสดชื่น เห็นแม่น้ำตากใบไหลเอื่อยๆ เย็นชื่นใจ ปัจจุบันสะพานไม้เก่า ยาว 345 เมตร เคียงคู่ด้วยสะพานปูนใหม่เอี่ยม เชื่อมโยงธรรมชาติและวิถีชีวิตสองฝากฝั่งเข้าด้วยกันอย่างสนิทแนบ
(7) ปลากุเลาเค็ม อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘สุดยอดอาหารถิ่น ที่ใครมากินก็ต้องติดใจ’ 

ปลากุเลา เป็นปลาทะเลชั้นดีมีราคา ที่คนนราธิวาสนิยมนำมาทำเป็นปลากุเลาเค็มแดดเดียว ทอดกินกับข้าว บีบมะนาวนิด ซอยหอมแดง โรยหน้าด้วยพริกขี้หนูลงไปหน่อย แหม แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว กินกับข้าวสวยร้อนๆ นะ เรียกว่าต้องเติมข้าวจานสองจานสามโดยไม่รู้ตัวเชียว มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปลากุเลาเค็มอำเภอตากใบ เราสามารถซื้อขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้ เพราะเขามีกรรมวิธีแพ็กห่อพลาสติกและใส่กล่องเก็บกลิ่นอย่างดี มีหลายร้านให้เลือก เช่น ร้านอ้อยูงทองปลากุเลา โทร. 0-7358-1044, 09-2996-5641 และ ร้านปลากุเลาเค็ม คุณประสิทธิ์ ชัยกิจวัฒนะ โทร. 08-1766-3455 เป็นต้น
(8) สวนอาหารนัดพบยูงทอง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

เป็นร้านอาหารขึ้นชื่อ คล้ายร้านรับแขกบ้านแขกเมืองของอำเภอตากใบ เปิดมานานหลายสิบปี มีเมนูท้องถิ่นเด็ดๆ ให้ชิมเพียบ เช่น ปลากุเลาเค็มตากใบทอด, ยำมะม่วงเบา, ยอดใบเหลียงผัดไข่, ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว, กุ้งต้มกะทิ, น้ำบูดูกุ้ง และอื่นๆ อีกเพียบ ปิดท้ายด้วยขนมหวานท้องถิ่นหาชิมยาก อย่างตะโก้มัน และขนมชั้นรูปดอกไม้หลากสี (โทร. 0-7358-1141, 08-7290-0558 เปิดเวลา 11.00-19.00 น.)
(9) ตลาดน้ำยะกัง ริมคลองยะกัง อ.เมืองนราธิวาส ‘เกี่ยวก้อยกันไปนั่งชิลในตลาดน้ำสุดเก๋’ 

ตลาดน้ำเปิดใหม่เก๋ไก๋ในตัวเมืองนราธิวาส เปิดเฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 12.00-21.00 น. ในชุมชนยะกัง ซึ่งเป็นชุมชนโบราณคู่เมืองนรา มาวันนี้คนในชุมชนร่วมใจปรับโฉมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดดเด่นด้วยร้านขายตามทางเดินเลาะริมน้ำยาวกว่า 700 เมตร ซึ่งมีอาหารและขนมโบราณกว่า 100 ชนิดให้ชิม เพื่อเป็นการสืบสานตำนานขนมโบราณเมืองนราไม่ให้สูญหาย ส่วนที่นั่งชิลของนักท่องเที่ยวก็เก๋ยิ่งกว่า เพราะสร้างเป็นสะพานไม้และที่นั่งยืนลงไปในน้ำ ส่วนยามค่ำคืนจะมีการแสดงพื้นบ้านหลากหลายให้ชม (10) ขนมอาเก๊าะ บ้านยะกัง อำเภอเมืองนราธิวาส ‘ขนมไข่ไส้หม้อแกง กินอร่อย อิ่มนาน’

อาเก๊าะ เป็นขนมพื้นบ้านแท้ๆ ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สันนิษฐานกันว่า คำว่า ‘อาเก๊าะ’ อาจเพี้ยนมาจากคำว่า ‘อาเก๊ะ’ ที่แปลว่า ‘ยกขึ้น’ จากกรรมวิธีการผลิตขนมที่ต้องยกไฟด้านบนลงมาทุกครั้งเมื่อขนมสุกแล้ว ขนมชนิดนี้นิยมทำกันมากในช่วงเทศกาลถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิม เพราะเป็นขนมกินอิ่มที่ให้พลังงานสูง รูปร่างคล้ายขนมไข่ ด้านนอกค่อนข้างกรอบ แต่เมื่อบิไส้ด้านในดูจะนิ่มหยุ่มคล้ายขนมหม้อแกง ส่วนผสมมีไข่ แป้ง ตะไคร้ (ดับกลิ่นคาวของไข่) นำ้ตาลมะพร้าว และน้ำกะทิคั้นสด ทั้งหมดคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน หยอดลงในเบ้าโลหะที่วางอยู่เหนือเตาไฟ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงเจ้าเดียวที่ยังใช้กาบมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ขนมอาเก๊าะหอมน่าทาน ผู้สืบทอดขนมอาเก๊าะโบราณเจ้าสุดท้าย คือ นายฟิตรี เจะมะ (โทร. 09-3675-1332) (11) กลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูด บ้านทอนอามาน ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส  ‘ด้วยสองมือและหัวใจ ถักทอจากเส้นสายสู่งานศิลป์’ 

กระจูด เป็นพรรณไม้จำพวกกกที่ขึ้นอยู่มากในป่าพรุแถบภาคใต้ ชาวบ้านนิยมนำมาทอเป็นเสื่อ กระบุง ตะกร้า ใช้กันในครัวเรือนมาเนิ่นนาน เช่นเดียวกับชาวบ้านทอนอามาน ที่ตั้งกลุ่มทำผลิตภัณฑ์กระจูดสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นเมื่อ พ.ศ.2543 โดยใช้เวลาว่างหลังจากทำประมง มาช่วยกันทำผลิตภัณฑ์กระจูดที่มีทั้งรูปแบบดั้งเดิมและแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็น OTOP นราธิวาส ซึ่ง คุณพัชรินทร์ บินเจ๊ะมิง นอกจากจะเป็นผู้นำกลุ่มแล้ว ยังเป็นครูสอนในโครงการศิลปาชีพของสมเด็จพระราชินีด้วย สนใจเปิดให้เข้าชมและช้อปปิ้งทุกวัน โทร. 08-6289-6671, 0-7356-5070 (12) ผ้าซาโลมาบาติกลายโบราณ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ‘อาภรณ์เลอค่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราว’

ผ้าบาติกและผ้าปาเต๊ะ เป็นผ้านุ่งพื้นบ้านที่พี่น้องชาวมุสลิมสวมใส่กันในชีวิตประจำวัน ซึ่งร้านซาโลมาบาติกที่เปิดมากว่า 50 ปี ได้มีการพัฒนารูปแบบลวดลายให้ทันสมัยขึ้น โดยคิดใหม่ทำใหม่ นำลวดลายโบราณจากการประดับตกแต่งมัสยิดของท้องถิ่น มาดัดแปลงพิมพ์เพนท์ลงบนผืนผ้า ทุกวันนี้นิยมใช้กันทั้งในท้องถิ่นและส่งออกต่างประเทศด้วย ไปถึงนราธิวาสแล้วห้ามพลาด ต้องมีไว้ในครอบครองสักผืน สนใจติดต่อ www.facebook.com/saloma.patek.9 หรือ โทร. 09-4609-2411
(13) ผ้ายาดาบาติก ‘สีสันสดใส จากใจรักสู่ผืนผ้าสวย’ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

Yada Batik เป็นร้านขายผ้าบาติกที่มีชื่อเสียงในนราธิวาส ด้วยรูปแบบที่แปลกใหม่ถูกใจวัยรุ่น สีสันสดใส และมีผลิตภัณฑ์หลากหลายให้เลือกใช้ได้ในหลายโอากาส จุดเด่นของผ้าบาติกร้านนี้คือ ใช้เนื้อผ้าฝ้ายผสมไหม ใส่แล้วเย็นสบาย ระบายอากาศดี เหมาะกับเมืองร้อนอย่างบ้านเรา อีกอย่างคือสีที่ใช้จะไม่ซีดจางง่าย และที่สำคัญสุดๆ คือ เป็นงานทำมือทุกชิ้น เราสามารถขอเข้าชมการผลิตได้ โดยเขาจะใช้แม่พิมพ์โลหะและแม่พิมพ์ไม้ สนใจติดต่อ www.facebook.com/YadaBatikNarathiwat/ หรือ โทร. 08-1898-7035
(14) พิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส อ.เมืองนราธิวาส  ‘ศูนย์รวมเรื่องเล่าความเป็นมา จากเมืองบางนราสู่นราธิวาส’ 

ตั้งอยู่ที่ถนนพิชิตบำรุง ต.บางนาค ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส โดยใช้อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า มาพัฒนาจัดแต่งใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมา ศาสนา ชาติพันธุ์ ชนเผ่า งานศิลปหัตถกรรม เรือกอและ กีฬาปักษ์ใต้ อาหารถิ่น ฯลฯ รวมถึงวิถีชีวิตของชาวนราธิวาสในทุกแง่มุมอย่างละเอียด อาคารมี 2 ชั้น ชั้นล่างแบ่งเป็น 6 ห้อง ส่วนชั้นบนแบ่งเป็น 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระราชทานงานศิลปาชีพสู่นราธิวาสด้วย (พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. โทร. 0-7351-2207) (15) พิพิธภัณฑ์คัมภีร์อัล-กุรอาน อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ‘สมบัติล้ำค่าแห่งแผ่นดิน ชมอัล-กุรอานสวยที่สุดในโลก!’ 

อัล-กุรอาน มาจากรากศัพท์ภาษาอาหรับแปลว่า ‘การอ่าน หรือ การรวบรวม’ เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่นบีมุอัมมัด ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นนบีคนสุดท้าย และการจะเป็นชาวมุสลิมที่ดีได้ก็ต้องศรัทธาในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ปัจจุบันที่ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา (ปอเนาะศาลาลูกไก่) ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว เก็บรักษาคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณ อายุ 150-1,100 ปี ไว้มากถึง 78 เล่ม (กำลังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ในบริเวณใกล้ๆ กัน คาดว่าจะเสร็จภายใน พ.ศ. 2561) ทั้งหมดเป็นปกหนังสัตว์ เนื้อกระดาษโบราณและเปลือกไม้ เขียนตัวอักษรด้วยหมึกสีดำเป็นภาษายาวีและภาษาอาหรับโบราณ บางเล่มใช้สี 5 สี ประดับทองคำเปลว งดงามมาก โดยมีอยู่เล่มหนึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็น ‘คัมภีร์อัล-กุรอานสวยที่สุดในโลกมุสลิม ตั้งแต่ปี 2016’ จากสถาบันหอสมุดสุไลมานียะห์ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เพราะมีการประดับทองคำเปลว และประดับลวดลายถึง 30 ลาย เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2256 โดยรูสะมีแล จังหวัดปัตตานี (สนใจเข้าชม โทร. 08-4973-5772, 09-5202-4342)
(16) มัสยิด 300 ปี บ้านตะโละมาเนาะ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ‘สุดยอดงานสถาปัตย์แห่งศรัทธา งามข้ามกาลเวลาไม่เคยเสื่อมคลาย’ 

ชาวบ้านแถบนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘มัสยิดวาดีลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละมาเนาะ’ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2167 โดยนายวันฮูเซ็น ฮัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานนา จังหวัดปัตตานี เดิมทีใช้ใบลานมุงหลังคา ต่อมาใช้กระเบื้องว่าว ตัวมัสยิดสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์ผสมมลายู โดยสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ สร้างเป็นอาคารสองหลังเชื่อมถึงกัน, มีฐานรองรับหลังคาหน้าจั่ว และหอขาน หรือหออาซาน สร้างด้วยศิลปะจีนประยุกต์งามแปลกตา นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ชมได้แค่ภายนอก แต่ถ้าอยากชมด้านในต้องขออนุญาตโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านก่อน เพราะถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งของจังหวัดนราธิวาส
(17) พุทธอุทยานเขากง ต.ลำภู อ.เมืองนราธิวาส  ‘นมัสการพระพุทธรูปกลางแจ้ง งดงามและใหญ่ที่สุดในแดนใต้’ 

นราธิวาสเป็นเมืองสงบ เป็นดินแดนแห่งความเชื่อและศรัทธาของหลายศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งอิสลาม พุทธ จีน และอื่นๆ ใครไปสัมผัสก็ต้องประทับใจ อย่างที่ ‘วัดเขากง’ อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล องค์พระพุทธรูปกลางแจ้งที่ถือว่าสวยงามและมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ องค์พระสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับกระเบื้องโมเสกสีทองอร่าม ศิลปะสกุลช่างอินเดียใต้ หน้าตักกว้าง 17 เมตร สูงถึง 24 เมตร ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาลูกย่อมๆ แลโดดเด่นน่าศรัทธาอย่างยิ่ง
(18) พระพิฆเนศเมืองนรา ต.บางนาค อ.เมืองนราธิวาส  ‘ตื่นตาพระพิฆเนศงามที่สุดในภาคใต้’ 

สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาเปี่ยมล้นของ คุณอินดาร์แซล บุศรี เจ้าของกิจการห้างดีวรรณพาณิชย์ในเมืองนราธิวาส เพราะตัวท่านเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ ความเมตาและความสำเร็จ อีกทั้งท่านต้องการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยที่ได้อาศัยมากว่า 60 ปี เพื่อให้องค์พระพิฆเนศเป็นที่สักการะบูชาสำหรับผู้ที่นับถือ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน องค์พระพิฆเนศนี้มีขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูงถึง 16 เมตร ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ สวมศิลาภรณ์มงกุฎประดับโมเสคแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาแล้วเวียนกลับมาทางซ้ายขององค์ เหนือพระนาคีมีสายธุรำเป็นงูแผ่พังพานใต้พระถันด้านซ้าย ส่วนงาข้างซ้ายนั้นหักเพื่อให้นำสิ่งไม่ดีออกไป ขณะที่พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนสติปัญญา พระหัตถ์ขวาล่างถือประคำแสดงท่าประทานพรให้ความสำเร็จ พระหัตถ์ซ้ายบนถือปรศุและขอช้างรวมกันเป็นสัญลักษณ์ของการฟันฝ่าอุปสรรค ให้ความคุ้มครองและเดินไปสู่ความรู้โดยปราศจากมายา พระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะเป็นสัญลักษณ์รางวัลแห่งความเจริญรุ่งเรือง
(19) ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ บ้านโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘ต้นทางแห่งศรัทธาของลูกมังกร ใกล้เหมืองโต๊ะโม๊ะ’ 

ที่นี่คือ ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ (เจ้าแม่ทับทิม) ดั้งเดิม ซึ่งชาวจีนที่อพยพเข้ามาร่อนทองจากมาเลเซีย ช่วยกันก่อสร้างขึ้น ในยุคที่ฝรั่งเศสได้สัมปทานทำเหมืองทอง นายช่างหัวหน้าเหมืองชื่อ ‘กัปตันคิว’ ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ หลายครั้งร่างทรงเจ้าแม่ทำนายไม่ให้ขุด ก็ยังดื้อรั้น จึงเกิดดินถล่มทับคนงานตายนับร้อย กัปตันคิวจึงเดินทางไปเมืองจีนเพื่อนำองค์จำลองเจ้าแม่กลับมาประดิษฐานไว้ที่ศาลในอำเภอสุคิริน ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมืองทองต้องปิดตัวลง ผู้คนแตกกระสานซ่านเซ็น เจ้าแม่จึงได้ไปเข้าฝันนายสรรกุล กับเถ้าแก่กังร้านบึงจีบฮวด พ่อค้าในอำเภอสุไหงโก-ลก ให้ช่วยกันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาที่ดินและเรี่ยรายทรัพย์สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก ทุกวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงชาวจีนฝั่งมาเลเซียก็ยังเคารพศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้แม่มาก จนเรียกขานว่า ‘เจ้าแม่โต๊ะโมะ’ ตามที่ตั้งของศาลนั่นเอง
(20) ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สืบสานตำนานเจ้าแม่ จากสุคิรินถึงถิ่นสุไหงโก-ลก กลิ่นอายแห่งศรัทธาไม่เคยจาง’ 

เป็นศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งที่สอง ซึ่งย้ายมาจากอำเภอสุคิริน (ใกล้เหมืองทองโต๊ะโมะ) หลังจากที่ฝรั่งเศสหยุดทำเหมืองทอง และเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ตัวศาลตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านเศรษฐกิจของอำเภอสุไหงโก-ลก มีชาวไทยและจีนจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาสักการะจำนวนมากทุกวัน โดยเฉพาะในวันที่ 23 เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันเกิดของเจ้าแม่ จะมีพิธีฉลองใหญ่ ผู้คนเข้าร่วมนับหมื่น (21) เหมืองทองโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘เดินป่าผจญไพร ค้นหาหุบเขาทองคำที่ยังมีลมหายใจ’ 

ไม่น่าเชื่อเลยว่าในป่าดงดิบรกชัฏลึกเร้นของอำเภอสุคิริน บนเทือกเขาโต๊ะโมะและเขาลิโซ ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซีย เพียง 800 เมตร จะเป็นที่ตั้งของเหมืองทองคำเก่าอันมีชื่อเสียงลือลั่นไปทั้งประเทศ ในนาม ‘เหมืองโต๊ะโมะ’ ประวัติเล่าว่าเร่ิมต้นในอดีตมีชาวจีนคนหนึ่งชื่อ นายฮิว ซิ้นจิ๋ว นำคน 50 คน จากชายแดนมาเลเซีย เดินทางร่อนทองขึ้นมาตามลำห้วยลิโซ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี พวกเขาร่อนทองได้มากมายเมื่อเข้าใกล้ต้นน้ำ จึงเกิดยุคตื่นทอง ผู้คนนับพันเข้ามาตั้งหมู่บ้าน รัฐบาลไทยจึงตั้ง นายอาฟัด ลูกชายของนายฮิว แซ่จิ๋ว เก็บภาษีทองคำ แล้วให้ดำรงตำแหน่ง หลวงวิเศษสุวรรณภูมิ ต่อมาในยุคหลังฝรั่งเศสได้มาขอสัมปทานทำเหมือง ได้ทองคำเนื้อดีไปมากมาย และเมื่อล่วงถึงยุคโจรจีนผู้ก่อการร้ายมลายา เหมืองทองโต๊ะโมะก็ปิดตัวลงอย่างถาวร มีเพียงชาวบ้านละแวกนั้นเข้าไปร่อนทองหาค่ากับข้าวนิดๆ หน่อยๆ ส่วนอุโมงค์ลำเลียงยาว 1 กิโลเมตร ซึ่งเคยทะลุจากไทย-มาเลเซียได้ ก็ถูกปิดลงเช่นกัน ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติเหมืองทองคำที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของเรา (22) น้ำตกปาโจ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  ‘สายน้ำใส ธรรมชาติยิ่งใหญ่ พงไพรเขียวพิสุทธิ์’ 

น้ำตกปาโจเป็นน้ำตกใหญ่กลางป่าดิบอันชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ ของอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี น้ำตกชั้นที่ 1 ถือว่าสวยสุด เพราะเป็นผาหินลาดชันลงมากว่า 60 เมตร มีน้ำหลากไหลให้ชมและให้ลงแช่เล่นตลอดปี ยิ่งใหญ่มาก ที่สำคัญบริเวณผืนป่าข้างน้ำตกยังมี ‘ใบไม้สีทอง’ หรือ ‘ย่านดาโอ๊ะ’ เลื้อยพันอยู่อย่างสวยงาม นับเป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นที่ค้นพบครั้งแรกของโลกที่นี่ เมื่อ พ.ศ. 2531 สร้างความงามแปลกตา คุณค่า และชื่อเสียงให้แก่ป่าดิบชื้นผืนนี้อย่างมาก (23) ต้นกะพง (สมพง) ยักษ์ 30 คนโอบ อายุกว่า 100 ปี ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘อลังการไม้ยักษ์กลางพงไพร ไม่ไปไม่รู้’ 

ชวนกันไปเดินป่าระยะสั้นๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร ข้ามลำห้วยใสๆ และป่าดิบชื้นสวยๆ เข้าไปชมต้นสมพงยักษ์ ยืนต้นตระหง่านกว่า 30 เมตร ทะลุเรือนยอดไม้อื่นขึ้นไปอย่างโดดเด่น โดยมีพูพอนขนาดใหญ่ตรงโคนต้นแผ่กว้างคล้ายปีก ค้ำยันลำต้นสูงลิบนี้เอาไว้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ ทรงเคยเสด็จมาทอดพระเนตรแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2543
(24) ป่าพรุโต๊ะแดง (ศูนย์ศึกษาและวิจัยธรรมชาติป่าพรุสิรินธร) อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘ป่าพรุผืนใหญ่สุดแดนสยาม สุดยอดอาณาจักรลึกเร้น แหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ’ 

ป่าพรุ (Swamp Forest) คือระบบนิเวศน์พิเศษแสนเปราะบางที่พบไม่มากในเมืองไทย ป่าพรุโต๊ะแดงเนื้อที่กว่า 120,000 ไร่แห่งนี้ล่ะ คือป่าพรุผืนใหญ่ที่สุดของสยาม เก็บรักษาพืชพรรณและสัตว์ป่านานาชนิดเอาไว้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ เขาจัดทำเส้นทางเดินป่าเป็นสะพานไม้ยกระดับอย่างดี พร้อมด้วยป้ายสื่อความหมายธรรมชาติ และจุดพัก ตลอดทางเราจะได้สัมผัสป่าพรุที่ยังมีชีวิต เป็นป่าที่มีน้ำขัง ทับถมด้วยเศษใบไม้ซากพืชซากสัตว์ จนน้ำและดินมีความเป็นกรดสูง ทว่าน้ำไม่เคยเน่าเสีย เพราะมีการไหลเวียนตลอด จึงมีปลาอาศัยอยู่ได้ โดยเฉพาะปลากะแมะ เสือปลา นาก ฯลฯ ส่วนพืชเด่นๆ เช่น หมากแดง กะพ้อ ระกำ หลุมพี หวาย หลาวชะโอน ฯลฯ ดูๆ ไปคล้ายป่าอะเมซอนเมืองไทยไม่มีผิดเลยนะ (25) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส ‘ต้นแบบวิถีพอเพียง ทรงพระราชทานศาสตร์พระราชา เพื่อความสุขแห่งปวงประชาอย่างยั่งยืน’ 

เป็นศูนย์การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 1 ใน 6 ศูนย์ฯ ของไทย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงจัดตั้งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ราษฎร์เผชิญอยู่ อย่างที่ศูนย์ฯ พิกุลทอง นี้ พระองค์ทรงต้องการแก้ปัญหาเรื่อง ดินเปรี้ยวจัด เพื่อให้ราษฎร์ธสามารถใช้พื้นที่ปลูกข้าวได้ จึงทรงทดลอง ‘แกล้งดิน’ ใช้น้ำสลับกับปูนขาวแก้ปัญหาดินเปรี้ยวได้สำเร็จ ด้วยพระอัจฉริยภาพอย่างสูง ปัจจุบันศุนย์ฯ พิกุลทองเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานครบวงจรตามแนวพระราชดำริ ของพระองค์ท่าน ทั้งโครงการแกล้งดิน, หญ้าแฝก, การจัดการน้ำ, เลี้ยงปลา, ปศุสัตว์, ปลูกข้าว, ปลูกไม้ผลนานาชนิด, ไบโอดีเซล, งานป่าไม้ ฯลฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ราษฎร์ที่สนใจนำไปปฏิบัติโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนนักท่องเที่ยวก็เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน แต่ถ้ามาเป็นหมู่คณะ ควรติดต่อล่วงหน้านะจ๊ะ โทร. 0-7363-1038 เขามีรถพ่วงพร้อมวิทยากรพานำชมฟรีจ้า (26) พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส ‘บ้านของพระราชา-พระราชินี สถานที่ฝึกอาชีพแด่ราษฎร’ 

เป็นพระตำหนักทรงงาน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 บนเขาตันหยงมัส เพื่อใช้เป็นที่ประทับทรงงานและแปรพระราชฐานของพระองค์ รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยรอบพระตำหนักประดับด้วยพรรณไม้ดอกไม้ใบงดงามตลอดปี อีกทั้งยังมีส่วนอาคารฝึกศิลปาชีพให้ราษฎรด้วย โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักสาน และเซรามิค นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบริเวณภายนอก หรือติดต่อเป็นหมู่คณะเพื่อเข้าชมงานศิลปาชีพได้ (27) อาหารเช้าเมืองนราธิวาส

ด้วยความที่นราธิวาสเป็นเมือง ‘พหุวัฒนธรรม’ คือมีชนหลายเชื้อชาติศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติมาเนิ่นาน ทั้งมุสลิม จีน และไทย สะท้อนออกมาในอาหารที่หลากหลายด้วย โดยเฉพาะอาหารเช้าที่ช่วยให้การท่องเที่ยวและการเริ่มต้นวันใหม่สดใสมีพลัง นอกจากอาหารไทยพวกข้าวแกงปักษ์ใต้ต่างๆ แล้ว ที่โดดเด่นคืออาหารมุสลิม ที่มีทั้งโรตีจิ้มน้ำแกงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแกงถั่ว แกงเนื้อ แกงไก่ แกงปลา หรือจะกินข้าวหุงกับมะพร้าว เรียกว่า ‘นาซิดาแฆ’ กินกับแกงไก่ แกงเนื้อ แกงปลา แกงแพะ ล้วนเป็นอาหารอิ่มอร่อยเปี่ยมคุณค่า แต่ถ้าตื่นเช้าก็อาจจะอดนะจ๊ะ ฮาฮาฮา
(28) ร้านแอโรตี อำเภอเมืองนราธิวาส ‘นั่งสังสรรกันในร้านโรตีสุดชิลยามค่ำ’

เป็นร้านโรตีขึ้นชื่อที่เปิดในยามค่ำเท่านั้น ไปจนถึงสี่ห้าทุ่มบางทีก็ขายหมดแล้วเพราะลูกค้าแน่นมาก ร้านนี้ร่อยจริงจังมีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งโรตีน้ำแกง โรตีนมสด โรตีไข่ โรตีมะตะบะ โรตีกล้วย โรตีโอวัลติน ฯลฯ กินกับเครื่องดื่มร้อนเย็นพวกชากาแฟต่างๆ ใครที่ไม่กินหวานต้องสั่งให้ชัดเจนด้วย เพราะถ้าไม่สั่งให้ดีอาจได้หวานเจี๊ยบ ฮาฮาฮา ยามค่ำถ้ายังไม่ง่วงไม่รู้จะไปไหน ก็ชวนเพื่อนออกมานั่งพูดคุยสรวนเสเฮฮากันที่ร้านแอโรตีนะจ๊ะ (29) ร้านฮงฮวด อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ‘อาหารเช้าสไตล์จีน-มุสลิม แสนอร่อย’

เป็นร้านอาหารยามเช้าที่น่าลิ้มลองอีกแห่งหนึ่งในตัวเมืองสุไหงโกลก เพราะมีทั้งอาหารเช้าสไตล์จีนและมุสลิมให้ชิมเพียบ ไม่ว่าจะเป็นซาลาเปาไส้ต่างๆ และน้ำชากาแฟตามแต่ชอบใจ แถมยังมีข้าวกินกับแกงต่างๆ สไตล์มุสลิมด้วย เรียกว่าถ้าขยันตื่นเช้า มานั่งร้านนี้เป็นได้อิ่มแปล้แน่ๆ เชียว นอกจากนี้ฝั่งตรงข้ามยังมีสาขาใหม่ เป็น ‘ร้านฮงฮวด เบเกอร์รี่’ ด้วย (โทร. 07-361-1290) เปิดตั้งแต่ 7.00-12.00 น.
(30) ร้านอ้วนบะกุ๊ดเต๊ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ‘อาหารเช้าสุขภาพสไตล์จีนรสเด็ด’

ร้านมีชื่อเสียงที่เปิดขายบะกุ๊ดเต๊มาหลายสิบปี ความอร่อยของเขาอยู่ที่น้ำซุปเครื่องยาจีนที่เข้มข้นกำลังดี ซดคล่องคอ รสไม่จัดเกินไป เนื้อหมูนุ่ม และใส่ผักมาให้กำลังดีเลย กินกับปาท่องโก๋หรือข้าวสวยร้อนๆ สั่งชุดเล็กราคา 100 บาท ก็อิ่มแล้ว แถมเป็นอาหารบำรุงสุขภาพด้วย เริ่มต้นยามเช้าด้วยบักกุ๊ดเต๊ร้านนี้ เจ๋ง! โทร. 08-1698-9234 ร้านเปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 7.00-12.00 น.

SPECIAL THANKS โครการ ‘ซาลามัตชายแดนใต้’ จ.นราธิวาส-ยะลา-ปัตตานี

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท สำนักงานนราธิวาส-ยะลา-ปัตตานี โทร. 0-7352-2411 , 0-7354-2345

เกาะจำ Ocean Beach Resort กระบี่ ความทรงจำดีๆ ที่น่าจดจำ

‘เกาะจำ’ เกาะที่ใครหลายคนหลงรักเมื่อได้สัมผัส และจากไปพร้อมกับ ‘ความทรงจำดีๆ’ ที่มีต่อธรรมชาติ หาดทราย ท้องทะเล และรอยยิ้มของผู้คน ด้วยว่าเกาะจำคือดินแดนอันพิสุทธิ์ เป็นส่วนตัว ยังคงความอุดมของธรรมชาติทั้งบนบกและในท้องทะเล

กว่า 500 ปีมาแล้ว ที่ชาวเลอูรักลาโว้ยกลุ่มแรกได้เดินทางโดยเรือลำน้อย มาตั้งรกรากอยู่บริเวณหัวเกาะจำ พวกเขาใช้ชีวิตเรียบง่าย ผูกพันอยู่กับเกลียวคลื่น หมู่ปลา และการขึ้นลงของกระแสน้ำในแถบนี้ ในเวลาต่อมาชุมชนค่อยๆ ขยายตัวไปสู่บ้านติงไหร และบ้านเกาะปูที่อยู่ไกลออกไป ทำให้เกาะจำคึกคักมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น กระทั่งต่อมา ชาวมาเลเซียและชาวจีนที่โล้สำเภาเข้ามาค้าขาย ก็ได้ตั้งรกรากลงบนเกาะจำเช่นกัน เกิดเป็นความหลากหลายของชาติพันธุ์ อันเป็นเสน่ห์ของเกาะจำมาจวบทุกวันนี้

แม้ว่าเกาะจำจะมิใช่หมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดกระบี่ ทว่านี่คือข้อดี ที่ช่วยเก็บรักษาความเป็นธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนบนเกาะจำไว้ได้อย่างงดงาม ทุกวันนี้เรายังสามารถเข้าไปสัมผัสหาดทรายอันเงียบสงบ ปราศจากความวุ่นวาย ไร้ความอึกทึก เกาะจำจึงกลายเป็นหมุดหมายแห่งการมาพักผ่อน และช๊าตพลังชีวิตของเราอย่างแท้จริง ไม่ต่างจาก

สวรรค์ส่วนตัวที่แอบซ่อนอยู่ในหมู่เกาะทะเลกระบี่

การเดินทางสู่เกาะจำนั้นแสนง่ายดาย ถ้าไม่ซื้อแพ็กเกจทัวร์ของรีสอร์ทต่างๆ ก็สามารถเดินทางเอง

คือเมื่อลงเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติกระบี่แล้ว สามารถต่อรถแท็กซี่จากสนามบิน ระยะทาง 25 กิโลเมตร สู่ท่าเรือแหลมกรวด อ.เหนือคลอง เพื่อลงเรือเมล์โดยสารที่มีบริการเกือบตลอดวัน (ค่าโดยสาร คนไทย 50 บาท / ชาวต่างชาติ 100 บาท) สู่เกาะจำที่ท่าเรือมูตู จากนั้นสามารถเหมารถสองแถวที่ท่าเรือไปยัง
หนึ่งในรีสอร์ทสวยที่สุดและกลมกลืนกับธรรมชาติที่สุดบนเกาะจำ ตั้งอยู่บนหาดติงไหร ‘เกาะจำ โอเชี่ยน บีช รีสอร์ท’ (Koh Jum Ocean Beach Resort) รีสอร์ทสวยที่สร้างกลมกลืนอยู่กับธรรมชาติ สายลม แสงแดด เกลียวคลื่น และความสงบงามของเกาะจำ ที่ยังคงบริสุทธิ์เหลือเกินบ้านพักของ Koh Jum Ocean Beach Resort มี 5 แบบ แต่ละแบบสร้างกลมกลืนกับแมกไม้ชายเขาและหาดทราย โดยเฉพาะบ้านเรือ (Boat House) 2 หลัง ที่เหมาะจะไปฮันนีมูนกันสุดๆต้นไทรใหญ่อายุกว่า 300 ปี ที่แผ่กิ่งก้านอยู่ภายในรีสอร์ท ถือเป็น Landmark สำคัญ และเป็นเหมือนจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ที่ช่วยปกปักรักษาผู้คนที่นี่ให้อยู่รอดปลอดภัย

บ้านพัก 5 แบบ ของที่นี่ ประกอบด้วย Ocean View Superior Cottage,  Ocean View Deluxe Cottage, Ocean View Honeymoon Villa, Beach Front Boat House และ Beach Front Family 

ภายในบ้านพักแต่ละหลัง ใช้โทนสีอบอุ่นเป็นหลัก เพิ่มบรรยากาศให้น่าพัก อีกทั้งใช้วัสดุที่แลกลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบ ห้องฮันนีมูน ก็ต้องมีอะไรเก๋ๆ หวานๆ แบบนี้ประดับตกแต่งเมื่ออาทิตย์ลาลับ ราตรีค่อยๆ คืบคลานเช้ามา Koh Jum Ocean Beach Resort ก็สว่างไสวสวยงามด้วยแสงไฟมลังเมลือง เพิ่มเติมชีวิตชีวาให้กับผู้เข้าพักนอกจากทะเลจริงที่เราสามารถไปดำผุดดำว่ายได้แล้ว ที่นี่ยังมี สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ให้ได้สนุกกันทั้งครอบครัวด้วยนั่งเล่นปล่อยอารมณ์พร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้ว ที่สระว่ายน้ำของ Koh Jum Ocean Beach Resortนั่งเล่นบนชิงช้าหน้าหาด คือความสุขเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ค้นพบ ณ Koh Jum Ocean Beach ResortOcean Spa พักผ่อนนอนนวดไทย ได้ฟังเสียงคลื่นไปด้วย น่าอิจฉาจริงๆ หาดติงไหร ด้านหน้า Koh Jum Ocean Beach Resort คือหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดบนเกาะจำ มาพักที่ Koh Jum Ocean Beach Resort ไม่มีคำว่าน่าเบื่อแน่นอน เพราะตอนกลางวันมีกิจกรรมให้ทำมากมาย ทั้งการพายเรือคายัค, แพดเดิล บอร์ด, เดินป่าขึ้นจุดชมวิวบนยอดเขา, นั่งเรือสปีตโบ๊ทออกไปดำน้ำตื้นกันที่เกาะไผ่ เกาะยูง และหมู่เกาะพีพี แบบ One Day หรือ Half Day Trip เกาะไผ่ เป็นจุดดำน้ำที่ยังมีปะการังและฝูงปลานานาชนิดให้ชม
เที่ยวเกาะพีพีดอน
แวะไปจอดเรือชมอ่าวมาหยาจากด้านหน้าลิบๆ เพราะตอนนี้ยังปิดให้ธรรมชาติฟื้นตัว แบบไม่มีกำหนดหลังจากออกไปดำน้ำเล่นเที่ยวเกาะกันมาท้ังวัน ยามเย็นก็กลับสู่ Koh Jum Ocean Beach Resort อีกครั้ง นั่งชิลริมหาด พร้อมเครื่องดื่มที่โปรดปราน Dinner พร้อมเพื่อนๆ และคนรู้ใจ อิ่มอร่อยกับ Seafood จัดเต็ม ทั้งกั้ง กุ้ง ปูม้า หมึก ปลา และหอยชักตีน ที่ถือเป็น Signature Cuisine ของจังหวัดกระบี่กั้งตัวใหญ่ๆ จับกันมาสดๆ โดยชาวประมงพื้นบ้านที่รอบๆ เกาะจำนี่เองปูม้าตัวเขื่อง เนื้อแน่นอย่าบอกใครหอยชักตีนตัวใหญ่มาก เกาะจำยังมีให้ชิมเพียบเกาะจำเป็นแหล่งที่ยังคงพบกุ้งมังกรได้เสมอ เพราะท้องทะเลที่นี่อุดมสมบูรณ์ มีเพียงการประมงขนาดเล็ก ของชาวประมงชายฝั่งที่จับขายแบบพอเพียงเกาะจำถือเป็นบ้านของกั้งทะเลหลายชนิด ทั้งกั้งกระดาน, กั้งตั๊กแตน, กั้งนางฟ้า, กั้งลายเสือ ฯลฯ แต่อาจจะไม่ได้จับกันทุกวัน ถ้าอยากกินต้องสั่งชาวบ้านล่วงหน้าวิถีชีวิตของชาวบ้านบนเกาะจำ ยังกินอยู่อย่างเรียบง่ายพอเพียงจริงๆ และอิงอยู่กับทรัพยากรทางทะเลเป็นหลัก เกาะจำเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม คือมีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบมาหลายชั่วอายุคน ทั้งชาวเล ชาวไทยจีน ชาวไทยมุสลิม แลชาวไทยพุทธ ป่าชายเลนของเกาะจำยังอุดมสมบูรณ์มาก จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ และอนุบาลสัตว์ทะเลตามธรรมชาติ ซึ่งจะเติบโตไปเป็นกุ้งหอยปูปลาให้จับขายจับกินได้ไม่มีวันหมด ศาลเจ้าพ่อโต๊ะบุหรง เป็นศูนย์รวมจิตใจผู้คนบนเกาะจำมาเนิ่นนาน เพราะเป็นเสมือนผู้ปกปักรักษาผู้คนให้สงบสุขคิดจะเที่ยวกระบี่ครั้งต่อไป ถ้าไม่อยากไปแออัดอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเดิมๆ ต้องไม่ลืมนึกถึง ‘เกาะจำ’ ความทรงจำดีๆ ที่มีให้เราเสมอสนใจติดต่อ Koh Jum Ocean Beach Resort เกาะจำ จ.กระบี่ โทร. 06-3079-0944 / www.kohjumoceanbeachresort.com / 

info@kohjumoceanbeachresort.com

12 ที่เที่ยวผจญภัย มุมมองใหม่ใน ‘สตูล’

1. ถ้ำเลสเตโกดอน อ.ทุ่งหว้า ‘ถ้ำลอดทะเลยาวที่สุดในเมืองไทย’ ความภูมิใจของ Geo Park สตูล

แหล่งท่องเที่ยวสุดตื่นเต้น กับการพายเรือคายัคในถ้ำลอดทะเลยาวที่สุดในเมืองไทย กว่า 4 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ถ้ำนี้เดิมชื่อถ้ำวังกล้วย มีการค้นพบฟันกรามของช้างสเตโกดอนโบราณ อายุกว่า 1.8 ล้านปี รวมถึงกระดูกบรรพบุรุษแรดและหมึกโบราณด้วย ภายในถ้ำเป็นปล่องให้เราพายเรือคายัคเข้าไปชมหินงอก หินย้อย เสาหิน บางจุดเป็นม่านหินย้อย (Flow Stone) ที่มีเกล็ดผลึกแร่แคลไซต์และซิลิก้า สะท้อนแสงไฟฉายของเราเป็นประกายระยิบระยับ ภายในถ้ำนี้ไม่ร้อนและไม่อับชื้น เพราะมีลมอ่อนๆ พัดผ่านอยู่เกือบตลอดเวลา (สนใจ ติดต่อล่วงหน้า โทร. 08-4858-5100 เพราะรับนักท่องเที่ยวแค่ 200 คน/วัน) 
2. ปราสาทหินพันยอด เกาะเขาใหญ่ อำเภอละงู ‘เวิ้ง Lagoon หินปูนมหัศจรรย์ในท้องทะเล’

เกาะเขาใหญ่ เป็นเกาะหินปูนกลางทะเลในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา นั่งเรือสปีตโบ๊ท ออกไปจากท่าเรือปากบาราเพียง 40 นาที เป็นที่ตั้งของ ‘ปราสาทหินพันยอด’ ซึ่งเป็นเกาะหินปูนสีเทายอดแหลมตะปุ่มตะป่ำเหมือนฟันเลื่อยอยู่กลางทะเล ส่วนฐานมีโพรงหินให้เราพายเรือคายัคลอดเข้าไปสู่ลากูนด้านใน จากนั้นสามารถเท่ียวต่อ โดยนั่งเรือหางยาวอ้อมไปอีกด้านของเกาะเขาใหญ่ สู่ ‘อ่าวฟอสซิล’ ซึ่งจะพบทั้งซากฟอสซิลนอร์ติลอยด์ (หมึกทะเลโบราณ) และไทรโลไบต์ (แมงดาทะเลโบราณ) ปรากฏอยู่บนหน้าผาหินอย่างชัดเจน แถมยังมีช่องหินรูปหัวใจให้เราถ่ายภาพคู่ด้วยอย่างเก๋ไก๋
3. สะพานข้ามกาลเวลา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อำเภอละงู ‘ร่องรอยบนภูผาหิน และสุดยอดจุดชม Sunset’

บริเวณเขาโต๊ะหงายใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเชิงธรณีให้ชม คือ ‘สะพานข้ามกาลเวลา’ ที่มีกิมมิกเก๋ไก๋ สร้างเป็นสะพานเดินเลียบทะเลยาวเหยียด ไปชมหน้าผาหินสองสี ของสองช่วงเวลาทางธรณีของโลก คือมีหินทรายสีแดงในยุคแคมเบรียน (อายุ 542-488 ล้านปี) แทรกสลับอยู่กับหินปูนสีเทายุคออร์โดวิเชียน (อายุ 488-444 ล้านปี) ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก (สอบถามเพิ่มเติม อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา โทร. 0-7474-0272)

4. ถ้ำภูผาเพชร อำเภอมะนัง ‘ถ้ำใหญ่อันดับ 4 ของโลก’

หนึ่งในถ้ำใหญ่และสวยงามที่สุดของไทย ปากทางเข้าอยู่ที่หมู่ 9 บ้านควนดินดำ ตำบลปาล์มพัฒนา ถ้ำนี้มีเนื้อที่ถึง 50 ไร่ แบ่งเป็นห้องใหญ่ๆ กว่า 20 ห้อง แค่มุดปากถ้ำเข้าไปเห็นโถงแรกถึงกับตะลึง เพราะเพดานถ้ำสูงกว่า 100 เมตร อลังการด้วยเสาหินปูนยักษ์ และหินงอกหินย้อยนับไม่ถ้วน ประวัติเล่าว่าค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2517 กระทั่งปี พ.ศ. 2541 มีการสำรวจพบกระดูกมนุษย์โบราณ และเศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ จึงสันนิษฐานกันว่า ถ้ำภูผาเพชรเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว

            ไฮไลท์ในถ้ำภูผาเพชรมีอยู่เพียบ เช่น ‘ห้องโดมศิลาเพชร’ ที่ต้องหยุดยืนมองราวต้องมนต์สะกด เพราะหินงอกหินย้อยเมื่อต้องแสงไฟจะทอประกายระยิบจับตาจับใจ ถัดมาคือ ‘ห้องปะการัง’ มีหินงอกหินย้อยรูปทรงคล้ายปะการังใต้ทะเล ส่วน ‘ห้องผ้าม่าน’ ก็มีแผ่นหินแผ่เป็นริ้วคล้ายม่านผืนใหญ่ นอกจากนี้ยังมี ‘ห้องลานเพลิน’ เป็นลานหินกว้างคล้ายเวทีการแสดง และ ‘ห้องมรกต’ ก็มีโพรงขนาดยักษ์ เปิดทางให้เห็นป่าดิบภายนอก จนแสงแดดส่องเข้ามาสะท้อนกับตะไคร่และมอสจนกลายเป็นสีเขียวมรกตทั้งถ้ำ
5. ถ้ำเจ็ดคต อำเภอมะนัง ‘ความงามใต้พิภพ 400 ล้านปี’

เป็นถ้ำน้ำทะลุให้พายเรือคายัคลอดไปได้อย่างสนุกตื่นเต้น เริ่มต้นจากปากทางเข้าที่ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง ไปทะลุงที่ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู ระยะทางประมาณ 700 เมตร ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ถ้ำเจ็ดคตกว้าง 70-80 เมตร แบ่งเป็น 7 คูหา บางช่วงเพดานถ้ำสูงถึง 100-200 เมตร ลำคลองที่ไหลผ่านในถ้ำคือ คลองมะนัง มีน้ำไหลตลอดปี แต่ฤดูแล้งน้ำจะตื้นหน่อย แต่ก็ยังใสเย็นอยู่

6. ล่องแก่งวังสายทอง (คลองลำโลน) อำเภอละงู ‘ล่องแก่งผจญไพรในป่าดิบ’

คลองลำโลน หรือคลองวังสายทอง สามารถล่องแก่งได้ทั้งปี เป็นแก่งที่ไม่อันตราย เพราะกระแสน้ำแรงเพียงระดับ 1-3 เท่านั้น จึงล่องได้สนุกทั้งครอบครัว สองฟากฝั่งเป็นป่าดิบ มีแมกไม้พงไพรพืชพรรณนานาชนิดให้ชม  บางจุดมีหาดทรายเล็กๆ เป็นโป่งผีเสื้อด้วย น่ารักมากๆ การล่องแก่งนี้ระยะทาง 7 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง นับว่าคุ้มค่ากับการไปเยือนจริงๆ

7. หมู่บ้านชาวเซียมัง อำเภอละงู ‘ชนเผ่าแห่งพงไพรในคาบสมุทรภาคใต้’

ชาว ‘เซียมัง’ เป็นคนละเผ่ากับ ‘ซาไก’ เพราะชาวซาไกเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในแหลมมลายูตอนล่างของมาเลเซีย (พบในรัฐเประ ปะหัง และสลังงอร์) มีผิวสีดำแดงคล้ำหรือเหลือง ตัวค่อนข้างสูง ผมขดไปมาเป็นลอนไม่หยิก ส่วนคนป่าเซียมัง มีถิ่นเดิมอยู่ในแอฟริกา ผิวดำเข้ม ตัวเตี้ย ริมฝีปากหนา ผมหยิกหย็องหรือขมวดกลมเป็นก้นหอย ปัจจุบันพบชาวเซียมังในไทยประมาณ 300 คน อาศัยหากินอยู่กลางป่าลึกในจังหวัดตรัง และสตูล การเข้าชมต้องให้ไกด์ท้องถิ่นในอำเภอละงูพาไปครับ 8. พิพิธภัณฑ์ Geo Park  อำเภอทุ่งหว้า ‘ย้อนรอยอดีตสัตว์โลกล้านปีในสตูล’

หลังจากจังหวัดสตูล ได้รับการประกาศให้เป็น ‘อุทยานธรณีโลก’ หรือ Geo Park โดยองค์การ UNESCO เมื่อปี พ.ศ. 2559 ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ เมือง, ทุ่งหว้า, มะนัง, ละงู ก็ได้มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์อุทยานธรณี อ.ทุ่งหว้า ขึ้น เพื่อให้ผู้สนใจได้รับทราบข้อมูลเชิงลึก ว่าในอดีตเมื่อหลายล้านปีก่อน สตูลมีสัตว์ทะเลและสัตว์โลกโบราณอะไรอยู่บ้าง (สนใจ ติดต่อ สำนักงานอุทยานธรณีสตูล อ.ทุ่งหว้า โทร. 06-3465-4924 www.satun-geopark.com) 9. ปันหยาบาติก อำเภอละงู ‘แรงบันดาลใจหัตถศิลป์จากธรรมชาติ’

หลังจากผจญภัยเที่ยวธรรมชาติ ย้อนอดีตหลายล้านปีในสตูลกันจนจุใจแล้ว ก็ได้เวลาช้อปปิ้งก่อนกลับบ้าน ที่ร้าน ‘ปันหยาบาติก‘ ซึ่งเขาใช้สีธรรมชาติ และคิดค้นลายสัตว์ทะเลโบราณมาพิมพ์ลงบนผ้า ให้เข้ากับคอนเซปต์การท่องเที่ยว Geo Park สตูล ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยกิจกรรม DIY ให้นักท่องเท่ียวได้ทดลองมัดย้อมผ้าด้วยตัวเองด้วย เก๋มากๆ (สนใจ โทร. 08-1093-4222, 08-6790-0993) 10. มุกอันดามัน อำเภอท่าแพ ‘เลอค่าไข่มุกแห่งทะเลใต้’

ทะเลสตูลเป็นน่านน้ำที่มีแร่ธาตุและแพลงก์ตอนอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งน้ำก็ยังสะอาด จึงเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยมุกพันธุ์ดี ซึ่งวันนี้ได้ยกระดับทั้งคุณภาพ ดีไซน์ และความสวยงาม ลองแวะชม และครอบครองเป็นเจ้าของกันได้ โดยเฉพาะคุณสาวๆ มีหลายแบบหลายราคาให้เลือกครับ (สนใจ โทร. 08-9735-0707, 08-3657-2165 )
11. ฉิม Melon อำเภอทุ่งหว้า ‘ความอร่อยที่ไม่กล้าปฏิเสธ’

สตูลวันนี้มีคนทำเกษตรแนวก้าวหน้า เชิง Agro-Tourism นำเมล่อนพันธุ์ดีจากญี่ปุ่นเข้ามาปลูก ขายทั้งผลสดเนื้อหวานฉ่ำ อีกทั้งมีแปรรูปเป็นแยม น้ำเมล่อน และไวน์เมล่อนเจ้าแรกในเมืองไทย สนใจแวะเที่ยวแวะชิม หรือซื้อกลับบ้านได้เลยจ้า หรือจะเข้ามาดูงานเป็นหมู่คณะก็ได้ (สนใจ โทร. 08-1839-8022) 12. ร้านวิสาหกิจชุมชนปากน้ำ ซีแอนด์ฟิชชิ่งทัวร์ อ่าวนุ่น อำเภอละงู ‘ชิมเนูระดับประเทศ ในคอนเซป์ Geo Park’

ชิมเมนูของหวานที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เพื่อตอบรับคอนเซปต์การท่องเที่ยวอุทยานธรณีสตูล (Satun Geo Park) คือ ‘ดาวล้อมเดือนสะเทือนไตรโลไบรท์’ ลักษณะคล้ายบัวลอยลูกใหญ่ เนื้อแป้งนุ่มเหนียว ไส้ในเป็นไข่แมงดาทะเลกรุบกรอบ หวานๆ ไม่เหม็นคาวแม้แต่น้อย ส่วนน้ำกะทิก็หอมชื่นใจ กินได้กินดี (สนใจ โทร. 08-1738-3219)

ขอบคุณ ททท. สำนักงานจังหวัดสตูล สอบถามเพิ่มเติม โทร. 06-2595-7748

สัมผัสวัดเขาอ้อ สำนักตักศิลาแห่งไสยเวทย์ปักษ์ใต้ จ.พัทลุง

‘พัทลุง’ นามนี้คือดินแดนแสนสงบ แม้จะถูกจัดฐานะเป็นเมืองรองทางการท่องเที่ยว ทว่าคนที่เคยได้สัมผัส ‘พัทลุง’ อย่างลึกซึ้งแล้วจะรู้ว่า เมืองนี้มีเสน่ห์ น่ารัก น่าหลงใหล เป็นเมืองสงบเนิบช้า งดงามด้วยธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และน้ำใจไมตรีของผู้คน อีกทั้งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อยู่ติดกับทะเลน้อยและทะเลหลวง ซึ่งเป็นส่วนทิศเหนือของทะเลสาบสงขลา ห้วงน้ำใหญ่ที่ต่อเติมระบบนิเวศให้ยั่งยืนเมื่อกล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาในพัทลุงแล้ว ชื่อ ‘วัดเขาอ้อ’ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน ย่อมต้องโดดเด่นขึ้นมาเป็นที่หนึ่งอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลว่าวัดเขาอ้อคือศูนย์รวมของสรรพวิทยาการหลากหลายแขนงมานานหลายร้อยปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไสยเวทย์ คาถาอาคม ยาสมุนไพรนานาชนิด ฯลฯ ก็ล้วนได้รับการคิดค้นสืบสานส่งต่อกันมาจากบูรพาจารย์วัดเขาอ้อในอดีต จนวัดแห่งนี้ได้รับการขนานนามให้เป็น ‘สำนักเขาอ้อ’ หรือ ‘สำนักตักศิลามหาเวทย์แห่งปักษ์ใต้’ เนื่องจากลูกศิษย์ลูกหาหลายท่านของวัดเขาอ้อ ล้วนเป็นผู้มีมนต์คาถาเข้มขลัง คงกระพันชาตรี มีวีรกรรมสำคัญจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ ‘ขุนพันธ์’ (ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช) มือปราบหนังเหนียวแห่งปักษ์ใต้ ก็ได้เคยมาร่ำเรียนวิชาคาอาคม และอาบน้ำว่านในรางยาที่วัดเขาอ้อถึง 7 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน ถือเป็นผู้เดียวในประวัติศาสตร์ที่ลงแช่ว่านอาบยาได้นานที่สุด ทำให้ขุนพัธ์กลายเป็นมือปราบหนังเหนียว และได้ออกปราบโจรผู้ร้าย เป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่ว รอยพระพุทธบาทจำลอง บนเขาอ้อ จ.พัทลุงสำหรับผู้ที่มีความศรัทธาเป็นลูกศิษย์ลูกหาของวัดเขาอ้อ หรือนักท่องเที่ยวที่ชอบตระเวนไหว้พระ การมาเยือนวัดเขาอ้อสักครั้งในทริปพัทลุงถือว่าคุ้มสุดๆ เพราะจะได้พาตัวและหัวใจมาสัมผัสถึงถิ่นถึงที่ สำนักตักศิลาแห่งไสยเวทย์ที่เข้มขลังที่สุดของภาคใต้ ได้เดินขึ้นภูเขาไปกราบพระ นมัสการรอยพระพุทธบาทจำลอง และเดินเข้าไปภายในถ้ำฉัททันต์บรรพต ซึ่งเคยเป็นถ้ำที่เหล่าฤาษีและพราหมณ์ใช้บำเพ็ญพรตในอดีต ถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์และบรรยากาศลึกลับมาก ภายในมีพระพุทธรูปปูนปั้นเรียงรายอยู่ตามผนัง และมีรางยาแช่ว่าน (จำลอง) ของท่านขุนพันธ์ ให้ชมด้วย ซึ่งของจริงในอดีตนั้นใช้เรือไม้ที่นอนได้ 2 คน นำเข้ามาตั้งไว้ในถ้ำ แล้วต้มน้ำว่านยา 108 ชนิดที่ปลุกเสกแล้ว มาเทลงในเรือไม้ให้นอนแช่ จนครบเวลาที่กำหนดตามพิธี
ปากทางเข้าถ้ำฉัททันต์บรรพต ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพรตของฤาษีและพราหมณ์เมื่อหลายร้อยปีก่อนจริงๆ แล้วตามประวัติเล่ากันว่า สำนักเขาอ้อได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 800 โดยพราหมณ์กลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากอินเดีย เนื่องจากในยุคนั้นศาสนาพุทธในชมพูทวีปกำลังรุ่งเรือง ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) ที่เริ่มลดอิทธิพลลง จึงเคลื่อนออกจากชมพูทวีปมาหาฐานที่มั่นใหม่ เป็นยุคที่เรียกว่า ‘ดราวิเดียนยาตรา’ (ชาวดราวิเดียน คือชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย) โดยพราหมณ์เหล่านั้นได้ใช้ถ้ำที่เขาอ้อ เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดสรรพวิชาวิทยาคมให้กับชนชั้นสูง ขุนนาง และลูกของกษัตริย์ จนกระทั่งถึงยุคที่ศาสนาพุทธได้เข้ามาตั้งมั่นที่เมืองนครศรีธรรมราชอย่างมั่นคงแล้ว และแผ่ลงมาถึงสำนักเขาอ้อด้วย เหล่าพราหมณ์จึงมอบวิชาพระเวทย์และวิทยาคมทั้งหมดไว้ให้กับ ‘พระอาจารย์ทอง’ วัดน้ำเลี้ยว และได้สืบทอดกันมาหลายร้อยปีจนถึงปัจจุบัน ทำให้วัดเขาอ้อมีความผสานผสมกลมกลืนของพุทธศาสนาและความเชื่อพิธีกรรมของพราหมณ์ อย่างเห็นได้ชัดเจนมากบรรยากาศภายในโถงถ้ำใหญ่ตรงกลาง ของถ้ำฉัททันต์บรรพต วัดเขาอ้อ จ.พัทลุงรางยาแช่ว่าน (จำลอง) ของขุนพันธ์ ภายในถ้ำฉัททันต์บรรพต วัดเขาอ้อ จ.พัทลุงบูรพาจารย์ผู้มีวิชาเข้มขลังของสำนักวัดเขาอ้อ ที่สืบสานสรรพวิชาอาคมมาถึงปัจจุบัน มีอยู่หลายท่านด้วยกัน ได้แก่ พราหมณ์ฤาษีพระอาจารย์ทอง, สมเด็จเจ้าจอมทอง, พระอาจารย์ไชยทอง, พระอาจารย์พรหมทอง, พระอาจารย์ทองในถ้ำ, พระอาจารย์ทองหน้าถ้ำ, พระอาจารย์ทองหูยาน, พระอาจารย์ทองเฒ่า และพระอาจารย์ปาล ซึ่งล้วนเป็นปรมาจารย์ของสำนักเขาอ้อทั้งสิ้น นอกจากความเชื่อเรื่องไสยเวทย์ สรรพวิทยาคม และเครื่องลางของขลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่วัดเขาอ้อแล้ว ในแง่ของการท่องเที่ยว เราสามารถเข้าไปเที่ยวชมหรือกราบพระกันได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเดือน 5 และเดือน 10 ของทุกปี ที่จะมีการจัด ‘พิธีไหว้ครูบูรพาจารย์เขาอ้อ’ มีการจัดพิธีสำคัญๆ ขึ้นมากมาย ตั้งแต่การแช่ว่านอาบยา (ปัจจุบันรับได้เพียงปีละ 6-12 คน) พิธีสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา พิธีหุงข้าวเหนียวดำ และพิธีกินเหนียวกินมัน จะมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าร่วมงานดังกล่าว ตลอด 3 วัน 3 คืน จำนวนหลายพันคน นับว่าน่าตื่นตาตื่นใจและน่าตื่นเต้นมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมหาดูได้ยาก และศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ถือว่ามีหนึ่งเดียวในภาคใต้และในเมืองไทยจริงๆ ในช่วงการจัดงานไหว้ครูบูรพาจารย์วัดเขาอ้อ จะมีพิธีแช่ว่านอาบยา โดยย้ายจุดจัดพิธีจากในถ้ำฉัททันต์บรรพต มาเป็นบริเวณเชิงเขาอ้อ ที่ต้องเดินขึ้นบันไดไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นปรัมพิธีแช่ว่านอาบยา เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ณ เชิงเขาอ้อ ปัจจุบันรางยาได้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นบ่อที่ลงไปอาบแช่พร้อมกันได้ 6 คน (ปีนี้รับได้ 12 คน) โดยใช้เวลาแช่ 3 วัน 3 คืน พักทุก 2-3 ชั่วโมง การลงนอนอาบแช่ว่านยา 108 ชนิด ต้องลงไปนอนทำสมาธิ สวดภาวนาบริกรรมคาถาให้ใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อให้ได้ผลเข้มขลังคงกระพันชาตรีดีที่สุดตัวยาที่ใช้ในการแช่ว่านอาบยาวัดเขาอ้อ มีถึง 108 ชนิด โดยตัวยาหลักคือ บอระเพ็ด, ชิงช้าชาลี, ว่านหนามบ่อ, ว่านปลาไหลเผือก ฯลฯ นำมาต้มแล้วเทลงไปขณะร้อนๆ ในรางยา โดยอาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ จะทำการบริกรรมคาถากำกับไว้ด้วย นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้สตรีเข้ามาในปรัมพิธีเด็ดขาด เพราะพิธีจะเสื่อมการนอนอาบน้ำว่านแช่ยาวัดเขาอ้อ ตลอด 3 วัน 3 คืน ผู้เข้าร่วมต้องนอนภาวนาบริกรรมคาถาอย่างมีสมาธิ และหลังจากเสร็จพิธีแล้ว ต้องอยู่ในศีลในธรรม รักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะศีลข้อ 3 ห้ามละเมิดเด็ดขาด ถ้าพลาดพลั้งน้ำมันและยาต่างๆ จะออกจากตัวจนหมด ต้องกลับมาทำพิธีเกิดใหม่ให้บริสุทธิ์ แล้วแช่ว่านอาบยาลงคาถาใหม่อีกครั้ง อาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ เจ้าพิธีแช่ว่านอาบยาฝ่ายฆราวาส โดยท่านเป็นศิษย์ก้นกุฎิคนสุดท้ายของพระอาจารย์ปาลวัดเขาอ้อ ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาสำคัญๆ มาครบถ้วน ทั้งวิชาหุงข้าวเหนียวดำ วิชาเสกน้ำมันงาให้แข็ง และวิชาแช่ว่านอาบยา เป็นต้น อาจารย์เปลี่ยนเล่าว่า ปัจจุบันตัวยาที่จะใช้ในพิธีกรรมนี้หายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะป่าไม้ลดน้อยลง การเก็บว่านยา 108 ชนิด ต้องเดินทางไปไกลถึงจังหวัดสตูล ตรัง และนครศรีธรรมราช มีความยากลำบากมากในการบุกป่าฝ่าดงเข้าไป แต่ท่านก็ยังคงสืบทอดพิธีต่อไปมิให้สูญหาย เพื่อชนรุ่นหลังนอกจากผู้ศรัทธาจำนวน 12 คน ที่ได้เข้าพิธีนอนแช่น้ำว่านอาบยานั้น ในบริเวณวัดก็ยังมีการนำว่าน 108 ชนิด เช่นเดียวกับที่ใช้ในการอาบแช่ในรางยา มาต้มในกระทะใบบัวใหญ่ แจกจ่ายให้ผู้ศรัทธาที่มาเข้าร่วมงาน ถือว่าเป็นน้ำว่านศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยให้สุขภาพดี ป้องกันสิ่งชั่วร้าย และมีพุทธคุณลึกล้ำเกินกว่าจะบรรยายได้หมด
ในบริเวณวัด มีการนวดพื้นบ้านเพื่อรักษาโรค และคลายปวดเมื่อยกันด้วย พ่อหมอทำงานไม่หยุดหย่อน เพราะมีคนมารอคิวกันตลอดวันเลยทีเดียวในช่วงเย็นของวันแรก วัดเขาอ้อได้จัด ‘พิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา’ ให้กับญาติโยมและลูกศิษย์ลูกหาที่มาเข้าร่วมพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์วัดเขาอ้อในปี 2562 เพื่อทำให้เราบริสุทธิ์ทั้งกายใจเหมือนคนที่เกิดใหม่ จะได้ไปเข้าร่วมพิธีหุงข้าวเหนียวดำ และพิธีกินเหนียวกินมัน ในวันต่อๆ ไป พิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา วัดเขาอ้อ เดือนกุมภาพันธ์ 2562วันถัดมามีพิธีศักดิ์สิทธิ์จัดภายในพระอุโบสถวัดเขาอ้อ คือ ‘พิธีหุงข้าวเหนียวดำ’ ด้วยน้ำว่าน 108 ชนิด พร้อมกับลงคาถากำกับเอาไว้ (พิธีนี้ห้ามสตรีเข้ามาภายในพระอุโบสถ) นับเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่หาดูได้ยากมาก
ข้าวเหนียวดำที่ผ่านพิธีหุงด้วยน้ำว่านยา 108 ชนิด และเสกคาถากำกับมาตลอด 1 วันเต็ม บัดนี้สุกดีแล้ว จากนั้นต้องทิ้งไว้ให้เย็นตัว 1 คืน ก่อนนำมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ ในวันต่อไปวันที่สาม วันสุดท้ายของพิธีในปี 2562 คือ ‘พิธีกินเหนียวกินมัน’ ซึ่งจัดขึ้นภายในพระอุโบสถวัดเขาอ้อ ให้ผู้ที่นอนแช่ว่านอาบยามาตลอด 3 วัน 3 คืน ได้มาลงคาถามะ อะ อุ กำกับที่ตัวไว้อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับกินเหนียว (ข้าวเหนียวดำ) และกินมัน (น้ำมันงา) ที่ผ่านการปลุกเสกแล้ว ปีนี้มีผู้เข้าร่วมพิธีกว่า 400 คน ล้วนเป็นชายที่เชื่อมั่นศรัทธาในความเข้มขลังของวิทยาคมวัดเขาอ้อทั้งสิ้นเหล่าชายชาตรีทยอยเข้าร่วมพิธีกินเหนียวกินมัน ตามลำดับที่ได้รับ ทุกคนต้องถอดเสื้อและใส่กางเกงขาสั้น (หรือถกขากางเกงขึ้น) เพราะพิธีกรรมนี้ ต้องนำข้าวเหนียวดำปลุกเสกป้ายมือ ทาไปทั่วตัว โดยลูบขึ้น 3 ครั้ง ให้คาถาและความเข้มขลังต่างๆ แทรกซึมเข้าสู่ภายในร่างกาย ในขณะที่พระอาจารย์บริกรรมคาถากำกับ และใช้นิ้วโป้งกดไว้ที่สะดือผู้เข้าร่วมพิธีด้วยอาจารย์เปลี่ยน หัทยานนนท์ ทำการป้อนข้าวเหนียวดำ 3 คำ ให้ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคน โดยแต่ละคำต้องท่องคาถา มะ อะ อุ กำกับลงไป ผู้เข้าร่วมพิธีต้องนั่งชันเข่า วางเท้าทั้งสองลงบนหนังเสือที่มีเหล็กกล้าวางอยู่ และมีหนังหมีวางไว้บนศรีษะ หลังจากเสร็จพิธีแล้วผู้เข้าร่วมพิธีต้องยึดมั่นในพระรัตนตรัย อยู่ในศีลในธรรม ยึดมั่นศีล 5 อย่างเคร่งครัด วิชาอาคมความขลังต่างๆ ของพิธีกรรมตลอด 3 วัน จึงจะอยู่กับกายสำหรับเหล่าลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธาที่เป็นสตรี ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกินเหนียวกินมัน ในพระอุโบสถวัดเขาอ้อได้ ต่างก็มารอคอยกันเนืองแน่นที่หน้าต่างด้านนอก โดยถือบัตรคิวมารอรับกันอย่างเป็นระเบียบ เพื่อนำข้าวเหนียวดำที่ผ่านพิธีกรรมปลุกเสกอันศักดิ์สิทธิ์นี้ไปกิน ไปบูชา หรือนำไปให้ญาติสนิทมิตรสหายของตนศรัทธาวัดเขาอ้อไม่เคยเปลี่ยน ความเข้มขลังแห่งไสยเวทย์สำนักตักศิลาเขาอ้อไม่เคยตาย ทุกปีเรายังคงเดินทางมาสัมผัสพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวไม่เหมือนใครนี้ได้ ณ วัดเขาอ้อ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน ดินแดนที่อวลด้วยประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และศรัทธา ผสมกลมกลืนกันอย่างสง่างามสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานพัทลุง – นครศรีธรรมราช โทร. 0-7534-6515-6

Special Thanks : ขอบคุณภาพถ่ายพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา และภาพพิธีกินเหนียวกินมัน จากคุณสุเทพ ช่วยปัญญา เว็บไซต์ The Way News

20 ที่เที่ยวสุดประทับใจ ในเมืองพัทลุง

 

(1). เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย (อุทยานนกน้ำทะเลน้อย) อ.ควนขนุน อาณาจักรนกน้ำและทะเลบัวยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ทะเลน้อย ทะเลบัวผืนใหญ่สุดของภาคใต้ เนื้อที่กว่า 17,500 ไร่ กินอาณาเขตจังหวัดพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช จริงๆ แล้วทะเลน้อยคือส่วนด้านบนสุดของทะเลหลวงและทะเลสาบสงขลา แต่ทะเลน้อยมีน้ำจืดสนิทตลอดปี จึงเกิดทะเลบัวแดงนับล้านดอกเบ่งบานในช่วงฤดูหนาว-ต้นฤดูร้อน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ไปล่องเรือเที่ยวชมอาณาจักรแห่งสรรพชีวิตในเวิ้งน้ำกว้าง ตั้งแต่เช้าตรู่ ดูนกตื่นนอน เกี้ยวพาราสี ฟักไข่ เลี้ยงลูก แถมยังได้ชมทะเลบัวเบ่นบานรับแสงตะวันอุ่นยามเช้า สูดโอโซนสดชื่น พร้อมกับชมนกอพยพฤดูหนาวนับร้อยชนิด อย่างนกกระสาแดง, นกกระสานวล, นกอีโก้ง, นกเป็ดผี, นกกาน้ำเล็ก รวมถึงฝูงเป็ดแดงนับหมื่นตัว แถมยังมีควายดำน้ำกินหญ้า, ดงสาหร่ายข้าวเหนียว และยอที่ปากประ ทะเลน้อยอยู่ห่างจากตัวเมืองพัทลุง 32 กม. ไปตามถนนหมายเลข 4048 (พัทลุง-ควนขนุน) ที่นี่มีบ้านพักและร้านอาหารบริการด้วย (2). ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (หรือ สะพานเอกชัย) อ.ควนขนุน สะพานชมวิวสุดชิลแห่งทะเลน้อย
การเที่ยวชมทะเลน้อยที่พัทลุง นอกจากจะล่องเรือแล้ว เรายังสามารถขับรถชมวิวชิลๆ ไปตาม ‘ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2560’ ได้อีกด้วย ถนนสายนี้แท้จริงแล้วมีลักษณะเป็นสะพานยกระดับอย่างดี เชื่อมต่อบ้านไสกลิ้ง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง กับบ้านหัวป่า อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยตัวสะพานมีความยาวถึง 5.45 กิโลเมตร จึงกลายเป็นสะพานยาวที่สุดในเมืองไทย แทนที่สะพานติณสูลานนท์ จ.สงขลา ไปโดยปริยาย ตลอดแนวสะพานจะผ่านไปบนพื้นที่ชุ่มน้ำริมทะเลสาบสงขลาตอนบน เป็นทุ่งหญ้าฉ่ำน้ำที่มีลำคลองเล็กๆ ไหลผ่าน อุดมด้วยฝูงนก ควายน้ำ และธรรมชาติสดชื่นงามตา แถมบนขอบสะพานมีป้ายบอกชื่อชนิดนกต่างๆ ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวด้วย เพราะจะมีจุดจอดรถชมวิวถ่ายภาพจัดไว้ให้อย่างปลอดภัย
(3). เขาอกทะลุ อ.เมืองพัทลุง Landmark แห่งเมืองลุงเขาอกทะลุ คือภูเขาที่อยู่ในตราประจำจังหวัดพัทลุง มีความสำคัญเพราเป็น Landmark เด่นในเทศบาลเมือง มองจากจุดใดก็เห็นเด่นชัด เขาลูกนี้สูงประมาณ 250 เมตร มีทางเดินป่าปีนเขาขึ้นไปชมวิวเมืองพัทลุงจากด้านบนได้ ความพิเศษคือมีโพรงหินปูนเป็นช่องทะลุ รูปร่างวงกลมขนาดใหญ่เหมือนยักษ์มาเจาะรูไว้ ปู่ย่าตายายท่านแต่งนิทานอธิบายว่า อดีตมีพ่อค้าชื่อนายเมือง มีเมีย 2 คน ชื่อนางสินลาลุดีเป็นเมียหลวง และนางบุปผาเป็นเมียน้อย อยู่มาวันหนึ่งสองคนนี้ทะเลาะกัน นางสินลาลุดีกำลังทอผ้าอยู่จึงใช้ฟืมทอผ้าตีหัวนางบุปผาแตก ส่วนนางบุปผากำลังตำข้าว ก็ใช้สากเสียบอกอีกฝ่าย ตายด้วยกันทั้งคู่ นางสินลาลุดีจึงกลายเป็นเขาอกทะลุ และนางบุปผากลายเป็นเขาหัวแตก ตั้งเด่นอยู่ในเมืองพัทลุงมาตราบทุกวันนี้(4). เกาะสี่ เกาะห้า อำเภอปากพะยูน เกาะรังนกกลางทะเลหลวง
ไม่น่าเชื่อเลยว่าประเทศไทยเราจะเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ส่งออกรังนกมากที่สุดในโลก! และไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันว่า รังนกคุณภาพดีที่สุดในโลกนั้นมาจากประเทศไทยนี่เอง! โดยเแหล่งผลิตที่ดีที่สุด อยู่ที่ “เกาะสี่ เกาะห้า ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นพื้นที่ 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ธรรมชาติอุดม มีนกแอ่นกินรังเข้ามาทำรังหากินในถ้ำไม่น้อยกว่า 80 แห่ง บนเกาะสี่ เกาะห้า ซึ่งเป็นเกาะสัมปทานรังนกมาตั้งแต่สมัย ร. 5 แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวถาวร แต่ถ้าขออนุญาตล่วงหน้า ก็สามารถนั่งเรือเข้าบางจุดได้ โดยลงเรือที่ท่าปากพะยูน หรือท่าเรือลำปำ บนเกาะมีอนุสาวรีย์ ร. 5 และผลิตภัณฑ์ของ บริษัท สยามรังนกทะเลใต้ ให้ชม ติดต่อเรือที่ เขาชันรีสอร์ท เกาะหมาก โทร. 08-9812-1276, 08-9611-9372 (5). หลาดใต้โหนด อ.ควนขนุน ตลาดนัดชุมชนคนเมืองลุง ถ้าเราอยากสัมผัสของฝากของกินงานศิลป์ถิ่นพัทลุง ขอบอกเลยว่าต้องไม่พลาด ‘หลาดใต้โหนด’ (ภาษาปักษ์ใต้ ‘หลาด’ ก็คือ ‘ตลาด’ นั่นเอง) เพราะตลาดนัดพื้นบ้านแห่งนี้ คือศูนย์รวมอาหารคาวหวานท้องถิ่นนับร้อยเมนู รวมถึงมีงานหัตถกรรมขึ้นชื่อของพัทลุงรวมมาครบในที่เดียว เดินเที่ยวกันเป็นชั่วโมงๆ ไม่เบื่อ หลาดใต้โหนด ตั้งขึ้นที่บ้านนักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2539 คุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์  ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2549 ตั้งใจทำให้บ้านหลังนี้เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านศิลปะ เป็นที่อ่านหนังสือของชุมชน  ต่อมา ร้านใต้โหนด บ้านนักเขียน และเครือข่ายกินดี มีสุข จ.พัทลุง ได้จับมือกันตั้งเป็นตลาดท้องถิ่นด้วยแนวคิด  ของใช้ ของกิน งานศิลป์บ้านๆ’  เพื่อให้ชาวบ้านนำสินค้าปลอดสารพิษ อาหารพื้นถิ่น และงานฝีมือมาขาย เปิดทุกวันอาทิตย์ อยู่ที่บ้านจันนา อ.ควนขนุน ถ้ามาตามถนนสายเอเชีย ถึงสี่แยกโพธิ์ทอง อ.ควนขนุน เลี้ยวเข้าไปทาง อ.ศรีบรรพต ประมาณ 2.5 ก.ม. ตลาดอยู่ซ้ายมือเลยจ้า (6). นาโปแก อ.ควนขนุน ผืนนาแห่งการเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์พอเพียง
พัทลุงเป็นเมืองเนิบช้าน่ารัก เงียบสงบ มีเสน่ห์ของท้องทุ่งนาสีเขียวที่ทำให้เราสูดอากาศบริสุทธิ์กันได้เต็มปอด คนที่มาเยือนพัทลุงจึงรู้สึกสดชื่น และถูกกลืนไปกับวิถีนาไร่ที่สืบสานกันมาแต่บรรพบุรุษ เพราะพัทลุงเป็นเมืองอู่ข่าวอู่น้ำของภาคใต้อย่างแท้จริง วันนี้ที่ ‘นาโปแก’ อำเภอควนขนุน ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในกระท่อมปลายนา ชวนให้เราเดินเที่ยวสัมผัสวิถีท้องทุ่ง ถ่ายภาพบนสะพานไม้ นาโปแกอยู่บนถนนเส้นทางเดียวกับไปทะเลน้อย คำว่า ‘นาโปแก’ เป็นภาษาพื้นบ้านท้องถิ่น ‘นา’ คือ ‘นาข้าว’ ส่วน ‘โปแก’ เป็นสำเนียงปักษ์ใต้ หมายถึง ‘พ่อของแม่ พ่อแก่ พ่อเฒ่า หรือคุณตา’ เมื่อรวมความหมายก็แปลว่า ‘ที่นาของคุณตา’ นั่นเอง ที่นี่มีแปลงปลูกข้าวสาธิต อุดมด้วยพันธุ์ข้าวพื้นเมือง เช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวซ้อมมือโบราณ ฯลฯ นักท่องเที่ยวสามารถไปช่วยดำนา ไถนา เกี่ยวข้าว เลี้ยงควาย ขุดบ่อปลา แถมมีควายตัวเป็นๆ ให้ป้อนหญ้าได้ด้วย (เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น. และเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-18.30 น. เข้าชมฟรี) (7). สวนไผ่ขวัญใจ ตลาดป่าไผ่สร้างสุข อ.ควนขนุน สวนไผ่สารพัดประโยชน์สุดชิล
ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่เป็นที่สนใจและกล่าวขานกันอย่างกว้างขวาง ณ ขณะนี้ที่อำเภอควนขนุน จ.พัทลุง เพราะ ‘สวนไผ่ขวัญใจ’ คือขวัญใจของนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ ต้องการสัมผัสวิถีท้องถิ่น รวมถึงยังเป็นขวัญใจของชาวบ้านรอบๆ ด้วย เพราะที่นี่ได้แบ่งปันความสุข การมีส่วนร่วม และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง สวนไผ่แห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 30 ไร่ ปลูกไผ่ไว้ไม่น้อยกว่า 41 ชนิด โดยไผ่ต้นแรกนำมาจาก จ.สุพรรณบุรี พื้นที่เดิมเป็นสวนมะพร้าว แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสวนไผ่ร่มรื่นในปัจจุบัน เปิดทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-18.00 น. มีชาวบ้านมาเปิดร้านค้ากันอย่างคึกคัก ขายของกินของใช้ งานหัตถกรรมน่ารักๆ เก๋ๆ นอกจากนี้เรายังได้สูดอากาศบริสุทธิ์ที่ป่าไผ่ปล่อยออกมาให้หายใจกันฟรีๆ ด้วยล่ะจ้า
(8). ศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี (VARNI) อ.ควนขนุน หัตถศิลป์จากธรรมชาติ สู่ระดับนานาชาติ
‘กระจูด’ เป็นพืชท้องถิ่นของภาคใต้ พบมากตามห้วยหนองคลองบึงและพื่้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ โดยเฉพาะริมทะเลสาบสงขลาและทะเลน้อย จ.พัทลุง ชาวบ้านแต่โบราณจึงเรียนรู้สั่งสมภูมิปัญญา นำกระจูดมาตากแห่ง ทำเป็นเส้นเล็กๆ แล้วย้อมสี สานเป็นเสื่อกระจูด กระเป๋า กระบุง ตะกร้า ฯลฯ ใช้สอยประโยชน์หลากหลาย และวันนี้กระจูดเมืองพัทลุงได้พัฒนาไปอีกก้าวหนึ่งแล้วกับ ‘กระจูดวรรณี’ ศูนย์เรียนรู้หัตถกรรมกระจูดที่พัฒนาจากระดับพื้นบ้านสู่สากลได้อย่างสง่างาม เราสามารถเข้าชมขั้นตอนการผลิต ทดลองสาน และช้อปปิ้ง คุณมนัทพงศ์ เซ่งฮวด นักออกแบบรุ่นใหม่ของกระจูดวรรณีผู้สืบสานภูมิปัญญาจากคุณแม่ผู้เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรมของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศปี 2556 เข้ามาช่วยดูแลเรื่องลวดลายการสานให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ปักษ์ใต้ไว้อย่างสมบูรณ์ (โทร. 0-7461-0415  https://www.facebook.com/varni2529/) (9). ข้าวสังข์หยดอินทรีย์ กลุ่ม G10 อ.เขาชัยสน ข้าวท้องถิ่นเพื่อสุขภาพดีมีประโยชน์
ข้าวสังข์หยด เป็นพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของจังหวัดพัทลุง ปลูกกันมาหลายชั่วอายุคนตั้งแต่โบราณแล้ว ข้าวพันธุ์นี้มีสีแดง เมื่อหุงสุกแล้วหอม เนื้อนุ่ม กินอร่อย แถมยังมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก จนปัจจุบันปลูกขายแทบไม่ทัน เกษตรกรชาวพัทลุงได้จัดตั้งกลุ่มข้าวสังข์หยดอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆ โดยเฉพาะ ‘กลุ่มข้าวสังข์หยด G10’ ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ในโครงการ TOP THAI RICE ของกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วย เราสามารถติดต่อขอเข้าชมแปลงนา ขั้นตอนการปลูก และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งข้าวแพ็กถุง, สบู่, ยาสระผม, กาแฟ ฯลฯ มีการวิจัยออกมาแล้วว่า ถ้าเรากินข้าวสังข์หยดเป็นประจำร่างกายจะแข็งแรง เนื่องจากอุดมด้วยสารอาหารมากมายจริงๆ อาทิ มีวิตามิน บี 1 และ บี 2 ป้องกันอัมพฤก เหน็บชา โรคปากนกกระจอก, มีสังกะสีสูงที่สุดในข้าวไทยทุกชนิด, มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา, สารสีแดงในข้าวสังข์หยดช่วยป้องกันโรคหัวใจ และโรคภูมพิแพ้ต่างๆ เป็นต้น (ติดต่อ โทร. 08-5473-2438, 0-7460-0387) (10). ร้านแบบไทย อ.เมืองพัทลุง อาหารสุขภาพ และนวดตำรับชาววัง

ที่นี่มิได้เป็นเฉพาะร้านอาหารสุขภาพที่โด่งดังมากเท่านั้น ทว่ายังเป็นร้านนวดไทยตำรับชาววังที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครอีกด้วย ร้านแบบไทยจึงเหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ ต้องการดูแลกายใจในองค์รวม บรรยากาศของที่นี่สร้างด้วยอาคารไม้สถาปัตยกรรมไทยทั้งหมด ร่มรื่นด้วยแมกไม้ เงียบสงบเป็นส่วนตัว ใครที่ตระเวนเที่ยวมาทั้งวันแล้วรู้สึกหิว ขอเชิญที่ร้านอาหารด้านหน้า เขามีเมนูสุขภาพเสิร์ฟตลอดวัน โดยเป็นอาหารปลอดสารพิษ ไม่ใส่ผงชูรส เน้นไปทางพืชผักและปลาท้องถิ่น ผลไม้ตามฤดูกาล แถมยังมีเครื่องดื่มคลอโรฟิลด์ น้ำส้มคั้นสด น้ำอัญชัญ เย็นชื่นใจให้ลิ้มรสด้วย ส่วนคนที่อยากผ่อนคลายกายใจ แนะนำให้เดินไปที่เรือนไม้ข้างๆ ร้านอาหาร เป็นโรงนวดแบบไทยพื้นบ้านต้นตำรับปักษ์ใต้ของ ‘หมอทอง’ ครูนวดที่เคยเข้าไปอยู่ในราชสำนักมาก่อน การนวดสุดแปลกไม่เหมือนใครของแบบไทยคือ ให้หมอนวดตั้งแต่ 2-9 คน ขึ้นมาเหยียบคลายเส้นเราพร้อมๆ กัน! อันนี้แล้วแต่ว่าใครเมื่อยมากเมื่อยน้อย และทนได้มากแค่ไหน (ติดต่อ โทร. 0-7461-0986, 08-9876-2235, 0-7461-0988, 08-7570-5544) (11). วังเก่าเจ้าเมืองพัทลุง อ.เมืองพัทลุง ย้อนอดีตวันวานความรุ่งเรืองเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ
วังเก่าเจ้าเมืองพัทลุง อยู่ใกล้กับวัดวัง อำเภอเมืองพัทลุง เดิมใช้เป็นที่ว่าราชการและที่พำนักของเจ้าเมืองพัทลุง ลักษณะเป็นหมู่เรือนไทยภาคกลางสร้างด้วยไม้ผสมปูนอย่างงดงาม ส่วนที่เหลืออยู่คือวังเก่าสร้างสมัยพระยาพัทลุง (น้อย จันทโรจวงศ์) เป็นผู้ว่าราชการ ต่อมาตกทอดสู่นางประไพ มุตามะระ บุตตรีของหลวงศรีวรฉัตร ส่วนวังใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยพระยาอภัยบริรักษ์ฯ (เนตร จันทโรจวงศ์) บุตรชายของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันทายาทตระกูลจันทโรจวงศ์ได้มอบให้กรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติและเป็นโบราณสถาน เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์-อังคาร) เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น. ด้านในมีห้องหับต่างๆ ทั้งห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ฯลฯ พร้อมด้วยเครื่องเรือนสมัยโบราณในสภาพดีเยี่ยม น่าชมมาก (12). วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน สำนักตักศิลาไสยเวทย์แห่งปักษ์ใต้หากจะกล่าวถึงสำนักไสยเวทย์ หรือแหล่งรวมสรรพวิทยาคมที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภาคใต้ของไทย คงจะไม่มีที่ใดมีชื่อเสียงเกินกว่า ‘วัดเขาอ้อ’ หมู่ 3 ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ไปได้อย่างแน่นอน เพราะวัดแห่งนี้มีประวัติสืบย้อนไปได้ยาวนานหลายร้อยปี แต่เดิมเป็น ‘สำนักเขาอ้อ’ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าพราหมณ์ผู้เรืองเวทย์ สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 800 แล้ว โดยเหล่าพราหมณ์ผู้เรืองวิทยาคมทั้งหลาย ได้มาชุมชนกันในถ้ำ บำเพ็ญพรตและสั่งสมวิชาอาคมถ่ายทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของตำรับยาสมุนไพรรักษาโรค เวทมนต์คาถา โดยเฉพาะเรื่องคงกระพันชาตรีนั้นวัดเขาอ้อถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด จึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ทั่วประเทศ ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัด เข้าไปในถ้ำฉัททันต์บรรพต เดินขึ้นเขาไปนมัสการรอยพระพุทธบาท หรือเข้าร่วมพิธีสะเดาะห์เคราะห์, พิธีแช่น้ำว่านอาบยา, พิธีหุงข้าวเหนียวดำ และพิธีป้อนข้าวเหนียวดำ ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อได้กินข้าวเหนียวดำที่ผ่านการปลุกเสกนี้แล้ว จะประสบแต่โชคดี และส่งผลในเรื่องความหนังเหนียวคงกระพันชาตรี โดยพิธีแช่น้ำว่านอาบยาจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือเดือน 5 และ เดือน 10 ทุกปี พิธีแช่น้ำว่านอาบยา วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุงพิธีกวนข้าวเหนียวดำ วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุงพิธีสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุงพิธีป้อนข้าวเหนียวดำ วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง (ประกอบพิธีในพระอุโบสถ เข้าร่วมได้เฉพาะผู้ชาย)

(13). วัดวัง อ.เมืองพัทลุง แม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่ “วัดวัง ก็คือหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของพัทลุง ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 บ้านลำปำ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง เป็นโบราณที่เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามพงศาวดารเมืองพัทลุงกล่าวว่า พระยาพัทลุง (ทองขาว) เป็นผู้สร้างวัดนี้ มีการฉลองเมื่อวันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ. 2359 ต่อมาพระยาพัทลุง (ทับ) ได้ทำการบูรณะ โดยให้หลวงยกกระบัตร (นิ่ม) ไปรื้ออิฐจากกำแพงเมืองเก่าชัยบุรีมาสร้าง มีการฉลองวัดอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 พ.ศ. 2403 ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถถือว่าเขียนโดยช่างชั้นครู เป็นช่างชุดเดียวกับผู้วาดภาพจิตกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระแก้ว โดยนายช่างได้ใช้สีแดง น้ำเงิน ขาว และดำ เป็นหลัก โดยเฉพาะสีน้ำเงินนั้นทำมาจากต้นครามแท้ๆ แต่ยังอยู่มาได้หลายร้อยปีจนถึงปัจจุบัน (14). วัดเขียนบางแก้ว อ.เขาชัยสนวัดเขียนบางแก้ว เป็นวัดเก่าแก่ของพัทลุง สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น จุดเด่นคือพระธาตุบางแก้ว ซึ่งดูให้ดีจะรู้สึกว่าคล้ายกับจำลองแบบมาจาก พระบรมธาตุนคร (นครศรีธรรมราช) คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ต้องชอบที่นี่ เพราะเชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่เมืองเก่าพัทลุงเคยตั้งอยู่ มีการขุดค้นพบซากปรักหักพังของศิลาแลงจำนวนมาก รวมถึงพระพุทธรูปโบราณแบบดินเผา, หม้อ ไห จาน ชาม, เครื่องเคลือบจีน, เหรียญกษาปณ์, เงินพดด้วง, สร้อยหินสีลูกปัด, ตำราโบราณ, อาวุธโบราณ และวัตถุโบราณนับไม่ถ้วน ส่วนหนึ่งจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดเขียนบางแก้วการเดินทางจากตัวเมืองพัทลุง ใช้ทางหลวงหมายเลข 4081 เลยอำเภอเขาชัยสนไป 7 กิโลเมตร ในเขตบ้านบางแก้วใต้ ตรง กม.14 มีป้ายบอกทางเข้าวัดอยู่ด้านซ้ายมือ ไปอีก 2.5 กิโลเมตร โดยวัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา บรรยากาศร่มรื่น สงบมาก (15). วัดวิหารเบิก อ.เมืองพัทลุง
วัดวิหารเบิก เป็นวัดโบราณที่สำคัญมากอีกวัดหนึ่งในจังหวัดพัทลุง โดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดวัง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นสมัยใด แต่กรมศิลปากรสันนิษฐานจากศิลปกรรมการสร้างพระอุโบสถ รวมถึงภาพจิรกรรมฝาผนังด้านในที่คล้ายคลึงกับวัดวัง จึงน่าจะสร้างขึ้นพร้อมๆ กัน สอดคล้องกับเรื่องเล่าว่าสองวัดนี้สร้างขึ้นพร้อมกันเพื่อแข่งขันกันว่าใครจะสร้างสวยกว่ากัน จุดเด่นของวัดวิหารเบิกคือพระอุโบสถศิลปกรรมยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่มีขนาดเล็ก และมีทางเข้าออกทางเดียวด้านหน้า ภายในประดิษฐานพระประฐานปางมารวิชัยสีทองเหลืองอร่าม งดงามด้วยพุทธลักษณะ ตามฝาผนังทุกด้านมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชั้นครู วาดโดยพระอาจารย์สุ่น ซึ่งเป็นผู้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดวัง และพระอุโบสถวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร ด้วย ปัจจุบันวัดวิหารเบิกได้รับการอนุรักษ์เป็นโบราณสถานของชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 แล้ว (16). หาดแสนสุขลำปำ อ.ปากพะยูน แหล่งรวมความสุขริมทะเลสาบสงขลา
พัทลุงเป็นเมืองเงียบเรียบง่าย กินอยู่สบาย อากาศดีตลอดปี เพราะมีลมเย็นจากทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลาพัดโชยมาชื่นใจ คนพัทลุงเขาน่าอิจฉามีที่เที่ยวนั่งพักผ่อนปิกนิก โดยเฉพาะ หาดแสนสุขลำปำ’ อยู่ห่างจากตัวเมืองพัทลุงไปทางตะวันออก 7 กม. ด้วยถนนสาย 4047 (พัทลุง-ลำปำ) มีสภาพเป็นสวนสาธารณะร่มรื่น และทางเดินเลียบชายฝั่งทะเลสาบสงขลา น่านั่งชิลกันทั้งวัน มองไปเบื้องหน้าเห็นวิวทะเลสาบกว้างไกล โปร่งโล่งสบาย และเมื่อมองออกไปลิบๆ จะเห็นเกาะสี่ เกาะห้า เป็นเกาะรังนก นอกจากนี้บริเวณหาดแสนสุขลำปำยังมีร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม และรีสอร์ทไว้บริการด้วย (17). วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง โถงถ้ำแห่งศรัทธา
ศาสนสถานสำคัญที่ตั้งอยู่กลางเมืองพัทลุงมาตั้งแต่โบราณก็คือ ‘วัดถ้ำคูหาสวรรค์’ (วัดสูง, วัดคูหาสวรรค์)บริเวณเชิงเขาเป็นที่สูงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเชิงเขาคูหาสวรรค์ (เขาหัวแตก) ห่างจากสถานีรถไฟพัทลุงไปทางทิศตะวันตกเพียง 500 เมตรเท่านั้น มีบันทึกคร่าวๆ ว่าในอดีตเมืองพัทลุงเคยถูกโจรสลัดบุกปล้น วัดถ้ำคูหาสวรรค์จึงถูกทิ้งร้าง เพิ่งได้รับการบูรณะสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2432 เพื่อเตรียมรับเสด็จ ร. 5 เมื่อ รศ. 108 วัดถ้ำคูหาสวรรค์จึงกลายเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของพัทลุง จุดเด่นที่เราเข้าไปเดินชมได้ง่ายๆ คือในโถงถ้ำใหญ่มีพระพุทธรูปปางสมาธิและปางไสยาสน์ประดิษฐานเรียงรายอยู่ตามผนัง ส่วนเพดานหินตรงปากถ้ำ มีจารึกพระปรมาภิไธยย่อของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ด้วย (18). ศรีปากประ อันดาคูรา บูติค รีสอร์ท และร้านอาหารวิวยอ อ.ควนขนุน ที่พักและร้านอาหารสุดชิล ชมวิวสุดประทับใจ 
ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ธรรมชาติน่าชมอยู่ริมทะเลสาบสงขลาตอนบน สามารถล่องเรือออกมาจากทะเลน้อยผ่านคลองนางเรียม สู่ปากประ ซึ่งมียอตั้งอยู่กลางน้ำจำนวนมาก ยอเหล่านี้ใช้จับปลาลูกเบร่มาทำอาหารได้หลายเมนู บริเวณปากประนี้เองเป็นที่ตั้งของ ‘ศรีปากประ อันดาคูรา บูติค รีสอร์ท’ และ ‘ร้านอาหารวิวยอ’ อยู่ริมน้ำลมพัดเย็นชื่นใจตลอดวัน มองออกไปเห็นเวิ้งน้ำกว้างของทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะยามเช้าตรู่จะแลเห็นพระอาทิตย์ขึ้นคู่กับยอเหล่านี้ เรียกว่าเป็นอัศจรรย์แห่งแสงสียามอรุณเบิกฟ้าเลยก็ว่าได้ ที่พักของศรีปากประฯ สร้างกลมกลืนกับธรรมชาติ ซุ่มซ่อนอยู่ในไพรพฤกษ์เขียวของป่าชายเลน ส่วนร้านอาหารวิวยอก็มีเมนูพื้นบ้านรสเลิศให้ชิมตลอดวัน อาทิ ปลาดุกร้าทอด อาหารขึ้นชื่อของพัทลุง, ยำก้านบัว, ต้มกะทิกุ้งก้านบัว, ยำปลาลูกเบร่, ปลาหมอทอดขมิ้น, สะตอผัดกุ้งกะปิ, ปลาเนื้ออ่อนต้มส้ม ฯลฯ (ติดต่อ ศรีปากประ อันดาคูรา บูติค รีสอร์ท โทร. 09-1825-5294, 06-1149-9494 / ร้านอาหารวิวยอ โทร. 06-2232-5201, 09-4598-2944) (19). ร้านขนำ คอฟฟี่ อ.เมืองพัทลุงตระเวนเที่ยวพัทลุงกันมาทั่วแล้ว ถ้ารู้สึกเหนื่อย ร้อน หรืออยากพักผ่อนในบรรยากาศสบายตาสบายใจ มองเห็นเขาอกทะลุสัญลักษณ์เมืองพัทลุงอยู่ใกล้ๆ เราขอแนะนำให้ไปที่ ‘ร้านขนำ คอฟฟี่’ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง (โทร. 09-9970-6178 / www.facebook.com/KanamCoffee/ ) ชวนกันไปจิบกาแฟนั่งชิล พร้อมกับกินเค้กรสละเมียดไปด้วย บรรยากาศร้านสร้างได้กลมกลืนกับท้องทุ่ง เน้นวัสดุเป็นไม้ มีสะพานทางเดินเชื่อมส่วนต่างๆ เข้าหากัน พร้อมด้วยมุมถ่ายภาพเก๋ๆ เท่ห์ๆ มากมาย นี่ล่ะพัทลุงยุคใหม่ ที่เราต้องไม่พลาด! (20). โนรา – หนังตะลุง ศิลปะการแสดงเอกลักษณ์แดนใต้
ถ้ามาเที่ยวพัทลุง แล้วไม่ได้ชมการแสดงพื้นบ้านอันมีเอกลักษณ์อย่าง “โนรา และ “หนังตะลุง ก็เหมือนกับว่ามาไม่ถึง เพราะศิลปะการแสดงสองอย่างนี้ซึมซาบอยู่ในวิถีชีวิตของคนพัทลุงมานับร้อยๆ ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคอดีตที่ไม่มีทีวีวิทยุ ยามค่ำก็ได้มหรสพเหล่านี้ปลอบประโลมใจ ดูแล้วสนุก เฮฮา ครื้นเครง ได้หัวเราะทำให้หายเหนื่อยจากการทำงาน โนรา หรือ มโนราห์ เป็นละครรำละครร้องเรื่องยาว คล้ายละครชาตรีของภาคกลาง แต่มีท่ารำที่เน้นการต่อตัว ดัดตัว และมีเครื่องแต่งกายสีสันฉูดฉาดด้วยลูกปัด และเทริดสวมหัว (มงกุฎทรงสูง) บทร้องมีทั้งขบขัน สองแง่สองง่าม ส่วน หนังตะลุง เป็นหุ่นเงาที่ได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย สนใจหาชมได้ที่หลาดใต้โหนด อำเภอควนขนุน หรือสอบถาม ททท. พัทลุง ก่อนล่วงหน้า ว่าช่วงใดจะมีการแสดง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานพัทลุง – นครศรีธรรมราช โทร. 0-7534-6515-6

Happiness Never Ended @Klong Thom Spa Town (Episode 1)

What is the most preferable conceptual way of living in your life? For most Thai People’s the answer exactly will be ‘A Good Health’ because nowadays we need a healthy living and long life stay with our family or love one. Media broadcast repeatedly about the dramatic increasing statistic of Thai people die because of cancer every year! So what happened to our country for the way of living, what we consumed or how we take care of our body, mind and spirit?

For me if i can ‘TAKE A BREAK’ escaping to somewhere slow life among green atmosphere, moreover I could relax in health or spa service destination, Oh! That’s my little paradise of ‘Wellness Tourism’ ideal. My dreams come true when i’ve been visiting Klong Thom District, Krabi Province in southern Thailand, so called ‘Klong Thom Hot Spring Spa Town’ the place where nature – local life – wellness tourism can blended into one concept.

In the previous day, Krabi is well known for their blue ocean’s beauty by Sea – Sand – Sun and Sky which millions of tourists around the globe visited the province annually. However, Krabi have more than the ocean & islands, but containing with various kind of wellness tourism products, especially the World Class HOT SRING destination in Klong Thom Spa Town revealing new concept of ‘Sea – Sand – Sun and Spa’.

Only 30-40 minutes by car from Krabi International Airport, heading south to Klong Thom Spa Town with a good quality super highway, first felling of Green Route expose to my eyes. Make me feel like my watch is stopping and the smell of happiness spreads through the air and suddenly absorb into my heart. Klong Thom’s atmosphere is really different from the crowded beach of Ao Nang in Krabi Muang District, in contrast the tranquility of Klong Thom make me fall in love at first sight.

Klong Thom Nua Sub-district is the first area i’m getting to. Because of ‘The Emerald Pool’ and ‘Hot Waterfall’ are the most outstanding Iconic attractions among the tourists. Geologist survey can explained why Klong Thom have many natural hot spring as we seen nowadays. The simple reason because this area is laying above the crack of tectonic plates, releasing hot – heat – natural spring to the earth’s surface. Moreover, difference size of the hot spring providing various kind of premium spa products, such as white-clay spa, facial mask and energizing spray, etc. This is the true value of Spa Town i can feel and touch in the real world.

‘The Emerald Pool’ (สระมรกต in Thai) is the flagship of Klong Thom Spa Town attraction, this crystal-clear water natural pool located in the middle of Khao Pra – Bang Kram Wildlife Sanctuary, Klong Thom Nua Sub-district. Surrounded by virgin tropical rain forest and lush green canopy, known as ‘The Last Lowland Rain Forest in Thailand’ and also the last habitat of Gurney’s Pitta, very rare bird of the world still roaming this jungle. May be i cannot see it in this life, but shot trekking routes (Nature Trail) of 800 m. and 1,300 m. give me a good chance in observing another kind of birds, butterfly and exotic plants, for example the palm tree spreading its finger leaf-shape harvesting sunlight among dense humid jungle.

Dipping myself into the Emerald Pool on a sunny day, cold spring water make me fresh again after a long journey from my hometown Bangkok. I swim around the pool, dive into the shallow water and say hello to small fishes surrounded me as their new friend. This is an unforgettable moment that the Emerald Pool can reboot & refresh me in one place. Oh! What a wonderful world! Ha ha ha.

After visited the Emerald Pool, the best way to enjoy Spa Town is take a short stop at ‘Krabi Coffee’ small and lovely coffee shop with a factory producing blended coffee from Baan Pandin Samor (บ้านแผ่นดินเสมอ) where abundant volcanic soil are the sources of special quality coffee. Arabika and Robusta breed introduces into Klong Thom for long time ago growing well with volcanic soil, hence this shop owner can produce 3 in 1 coffee and New Blended Smooth Drift Coffee. I ordered 1 cup of black coffee drifted by hot boiling water, aroma smell spread to the air, and one sip of coffee make me feel like at home.

My next destination is ‘Hot Waterfall’ (น้ำตกร้อน in Thai) one of the amazing destination of Klong Thom Nua sub-district, opened to the public for many years and very poplar among the group tour in Krabi. From the main gate i took a transfer mini-bus to the hot waterfall that hiding itself under the shade of dense canopy by the Klong Thom Cannel, origin of the district’s name. My guide told me that in the past Klong Thom Cannel is wider and deeper than this, therefore many ships can cruise along for their commercial activities. Especially the Ancient Beads trading centered here 3,000 years ago!

As i see, hot waterfall is very small but so wonderful indeed, its capacity is not over 20-30 tourists soaking in the same time. Therefore during the weekend or long holiday this place is too crowded more than you can imagine! However, today i’m so lucky, only 10 tourists just arrived so i can dip myself into the hot mineral of 30-40 degree celsius which make me very happy. I just sit stay still into the hot water, let if flows over my shoulders, my body, my skin from head to toes. So Nice! Because hot mineral spring here is a Natural Spa healing me in holistic include body, mind and spirit.

Good news is local SMEs developer of Klong Thom got a new spa product from the Hot Waterfall, which is ‘Mineral Sun and Smooth Lotion’ a perfect mixture of Hot Waterfall Mineral Water with local herbals eg., coffee’s berry, Artocarpus (มะหาด) and Caesalpinia (ฝาง) trees, performing a great value of smooth lotion with aroma containing free radicals anti-aging, moisturizing, anti skin inflammation and muscle relief quality. This product is now in developing process and will be in the market soon at Klong Thom Spa Town.

Not far from the Hot Waterfall just across Klong Thom Cannel is ‘Wareerak Hot Spring Retreat’ one of the top premium spa service in Thailand, located among the greenery atmosphere with excellent landscape design, accommodation, healthy cuisine, services especially various spa treatment programs we can choose as our preference. In 2018 Wareerak offers a latest Spa Treatment to their guest and I would like to try that.

The spa treatment start with a warming up exercise in various postures adapting from Chinese Tai Chi and Thai Traditional Exercises. Then we are invited to have a skin scrub with Thai Herbals by professional therapist, then have a body massage and facial mask with black spa clay originated produce in Klong Thom itself.

The Program continue with an Acupressure in the hot spring pool, starting from hands and arms to feet and legs. This acupressure treatment is originated from Chinese tradition knowledge and adapted to the modern spa program smoothly.

Before finishing, Wareerak have more special treatment for you, firstly is ‘Scent Therapy’ by sniffing mixed herbal scent put into warm clay pot, this is one of the best way to clear your mind and nasal cavity for the better breathe respiratory.

Second special treatment is just for lady ‘Healthy Womb Therapy‘ by sitting on a small chair above a tiny stove with mixture Thai Herbals selected for the specific reason. When the whole herbals expose into fire heat, many natural substances will be vapourize up directly to the lady’s sitting above, could gives a stronger and very healthy womb and uterus for long term. Wow!

Before I leave Klong Thom Nua to another area, villagers suggest me to test more new spa products ; such as ‘Coffee Jel Mask’ from coffee berry at Baan Pandin Samor (บ้านแผ่นดินเสมอ) which containing a rich caffeine like an anti-aging jel and deep cleansing to our facial skin. Next product is ‘Coffee Bean Purifying Clear Soap’ can give you a baby face when use it frequently.

Last attraction in Klong Thom Nua I visited was suitable for all, because this is the Textile Art Lover destination. Here you can creates DIY activity on T-Shirt silk screen, block printing and Tie Dye technics teach by experienced local textile artisan. The latest wale design is a tree and birds with block stamp technics which you can do it by yourself (DIY) then take it as a memorable souvenirs from Klong Thom Spa Town.

Oh this is a long long day with happiness all around, i’m going to check in a lovely boutique hotel for tonight. I will come back on Klong Thom episode 2, I would like to meet you again. Bye bye.

Living Wellness @คลองท่อม ‘เที่ยวเมืองสปา มีมากกว่าที่คิด’ (ตอน 2)

เวลาและวารีไม่เคยรอใคร แต่เรายังเที่ยวกันต่อใน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่เขาบอกว่ากำลังจะกลายเป็น Hot Spring Spa Town อย่างเต็มรูปแบบในเวลาอีกไม่นาน

จากตอนที่แล้ว เราได้ไปเล่นน้ำป๋อมแป๋มกันที่สระมรกตและน้ำตกร้อน ต่อด้วยการทำสปาระดับพรีเมี่ยมที่วารีรักษ์ Hot Spring & Retreat คราวนี้ก็ได้เวลาเที่ยวต่อที่ ‘วัดคลองท่อม’ (ตำบลคลองท่อมใต้) ศูนย์รวมศรัทธาผู้คน อีกทั้งยังเป็น Landmark ที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ เพราะเป็นแหล่งขุดพบลูกปัดโบราณอายุกว่า 2,000-3,000 ปี บริเวณควนลูกปัด โดยเฉพาะลูกปัดสุริยเทพที่มีอยู่ไม่กี่เม็ดในโลก!t1t2พอกราบพระเสร็จ เราก็ชวนกันเข้าไปชม ‘พิพิธภัณฑสถานคลองท่อม จังหวัดกระบี่’ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ‘พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม’ หรือ ‘พิพิธภัณฑ์ลูกปัด’ เป็นอาคาร 2 ชั้น ที่ท่านเจ้าอาวาสองค์เก่าสร้างไว้ ใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุล้ำค่าที่ขุดพบในคลองท่อม โดยเฉพาะลูกปัดนานาชนิดจากแหล่งสำคัญๆt3พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ปิดวันพุธนะ อย่าหลงมาเชียวล่ะ เดี๋ยวเสียเที่ยว ชั้นล่างจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งลูกปัดสำคัญๆ ในเมืองไทย อย่างเช่น ที่จังหวัดพังงา, ไชยา สุราษฎร์ธานี, คลองท่อม กระบี่ ฯลฯ ซึ่งล้วนเคยเป็นเมืองท่าค้าขายในอดีต มีเรือสำเภาจากทั่วโลกแล่นมาเทียบ จึงเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะ ‘เมืองตะโกลา’ หรือคลองท่อมในอดีตเมื่อ 2,000-3,000 ปีก่อนนั่นเอง จากหลักฐานที่ค้นพบ บ่งชี้ว่าคลองท่อมเคยเป็นชุมชนค้าขายขนาดใหญ่ มีโรงผลิตลูกปัดแก้วที่ถือเป็น Signature ของแถบนี้เลยt4ชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุหลากหลาย รวมถึงลูกปัดนานาชนิดจากหลายแหล่งทั่วโลก ทั้งโรมัน, เปอร์เชีย, อินเดีย ฯลฯ มีทั้งลูกปัดจากไม้ กระดูกสัตว์ หิน และแก้วหลอมหลากสีt5นี่ล่ะครับ ‘ลูกปัดสุริยเทพ’ หรือ ‘ลูกปัดหน้าคน’ ที่ค้นพบเพียงไม่กี่เม็ดในโลก ของจริงขนาดจิ๋วมากครับ ขนาดพอๆ กับปลายนิ้วก้อยของเราเอง! ความอัศจรรย์ของลูกปัดสุริยเทพนี้ นอกจากความลึกลับในเรื่องราวความเป็นมาแท้จริงที่ยังหาคำตอบชัดเจนไม่ได้แล้ว ยังมหัศจรรย์ในเทคนิคการทำด้วย เนื่องจากเป็นลูกปัดแก้วหลากสี ที่แก้วแต่ละชนิดนั้นมีอุณหภูมิการหลอมเหลวต่างกัน แต่คนโบราณสามารถหลอมรวมให้กลายเป็นเม็ดเดียวได้อย่างวิเศษ ซึ่งเทคนิคนี้ได้สาบสูญไปแล้ว แม้คนปัจจุบันเองก็ยังทำไม่ได้เลย!t6ดูกันชัดๆ ลูกปัดสุริยเทพแห่งคลองท่อม ที่โด่งดังไปทั่วโลก เป็นลูกปัดแก้วสีที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครจริงๆ
t7เอกลักษณ์ของลูกปัดคลองท่อม คือส่วนใหญ่จะเป็นลูกปัดแก้วที่มีขนาดไม่เท่ากันสักเม็ด เพราะทำด้วยมือล้วนๆ ลองคิดดูเองละกันว่า บางเม็ดเล็กจิ๋ว แล้วคนโบราณเขาเจาะรูได้อย่างไร???
t8อึ้งทึ่งกับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของลูกปัดคลองท่อมไปพักหนึ่ง ก็ได้เวลาเที่ยวต่อในตำบลคลองท่อมใต้ เลี้ยวรถยูเทิร์นจากหน้าวัดคลองท่อม ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ขับรถตรงไปผ่านสี่แยกตลาดคลองท่อมไม่ไกล ก็เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าสู่ ‘กลุ่มหัตถกรรมเตยปาหนัน บ้านวังหิน’ อันมีชื่อเสียง เพราะเขาสามารถนำวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีอยู่ดาษดื่น คือเตยปาหนัน’ มาถักทอเป็นสินค้าที่ระลึกน่ารักๆ เก๋ๆ เริ่มต้นจากเสื่อเตยปาหนันที่ใช้งานทนทาน ตอนนี้มีการพัฒนารูปแบบ ลวดลาย สีสันให้โมเดิร์นขึ้น ตอบสนอง Lifestyle ของนักท่องเที่ยวได้หลายกลุ่มt9ภูมิปัญญาท้องถิ่นของพี่น้องชาวมุสลิมบ้านวังหิน สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ใส่ใจ ใส่ความรัก ใส่ความประณีต พัฒนาจนขายดิบขายดีมีออร์เดอร์ทำแทบไม่ทันt10กระเป๋าแบบใหม่ที่ดีไซน์เสร็จสดๆ ร้อนๆ บอกไม่ถูกเลยว่านางแบบกับกระเป๋าเตยปาหนันใบนี้ ใครสวยกว่ากันนะครับ ฮาฮาฮาt11หมวกดีไซน์ใหม่ของบ้านวังหิน ปีกกว้าง ใส่กันแดดป้องกันหน้าดำได้ดี แถมเตยปาหนันยังช่วยระบายอากาศดี ใส่แล้วไม่ร้อนหัวจ้าt12อุดหนุนผลิตภัณฑ์เตยปาหนันบ้านวังหินกันหลายอย่าง หอบของจนตัวเอียง รู้สึกหิวๆ เพื่อนเลยแนะนำให้ไปชิมรังนกคุณภาพเยี่ยมเพื่อสุขภาพที่ ‘ไออรุณรังนก’ ตำบลคลองท่อมใต้ เป็นรังนกที่เลี้ยงในคอนโดนกนางแอ่น นำมาคัดเลือกทำความสะอาดอย่างดี จนได้รับรางวัลมากมายt13หนึ่งในคอนโดนกนางแอ่นของไออรุณรังนก ปกติเขาจะให้ชมได้แค่ภายในนอกนะจ๊ะ ไม่ให้เราเข้าไปรบกวนนกข้างในหรอก เดี๋ยวนกจะตกใจอ่ะดิ อิอิt14ไออรุณรังนกมีส่วนร้านอาหารทั้ง Indoor ติดแอร์เย็นฉ่ำ และ Outdoor อากาศโปร่งโล่งสบายริมสระน้ำ พร้อมมีที่พักเล็กๆ น่ารักด้วย หรือใครที่อยากแค่แวะมาชิมอาหารปักษ์ใต้อร่อยๆ เขาก็มีร้านอาหารไว้บริการทุกวันจ้าt15รังนกคุณภาพเยี่ยมของไออรุณรังนก ขายได้กิโลกรัมละเฉียดแสนบาท!t16ไออรุณรังนกเขาไม่หยุดนิ่ง พัฒนาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 2 สูตรใหม่ให้ลิ้มลองกัน คือ น้ำมะม่วงเบา (สีเหลืองอ่อน) และน้ำดาหลา (สีส้มอมชมพูน่าลิ้มลอง) ทั้ง 2 สูตรนี้ ถือเป็น Beauty Drink ที่ทั้งอร่อย อุดมคุณค่าทางอาหาร และช่วยให้สุขภาพดี ที่สำคัญคือมีส่วนผสมของน้ำรังนกด้วยจ้า สุดยอด!

อย่างแรก ‘น้ำมะม่วงเบา’ สูตร Sparkling รสเปรี้ยวอมหวานจากน้ำผึ้งธรรมชาติ ให้วิตามินซีสูง ผสานพลังงานจากรังนก ดื่มแล้วช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้สุขภาพดีจ้า ส่วนอีกตัวหนึ่งคือ ‘น้ำดาหลา’ สูตร Blossom รสกลมกล่อม หวานอ่อนๆ หอมกำลังดี ดื่มง่าย โดยเฉพาะถ้าใส่น้ำแข็งหรือแช่เย็นมา ช่วยดับร้อนเยี่ยมเลย จากการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในดอกดาหลา ผสานกับส้มแขกและรังนก จะช่วยให้สุขภาพดีจริงๆ
t17เครื่องดื่มสองตัวนี้ยังไม่มีจำหน่ายที่ไหน ใครอยากชิมต้องไปเยี่ยมเยียนไออรุณรังนกกันนะจ๊ะ เขาบอกว่าดื่มแล้วช่วยให้สดชื่น คลายร้อน ช่วยเติมวิตามินซีและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไประหว่างวันได้อย่างยอดเยี่ยม หรือคนที่ทำงานกลางแจ้ง ตากแดด ตากลม เสียเหงื่อมากๆ ได้ดื่ม Beauty Drink ทั้งสองนี้แล้วจะสดชื่นกระชุ่มกระชวยได้อย่างรวดเร็วt18น้ำดาหลา และน้ำมะม่วงเบา Double Drink เพื่อสุขภาพ มาลองชิมกันนะครับt19ยังอิ่มๆ อยู่กับอาหารปักษ์ใต้และ Beauty Drink ของไออรุณรังนกอยู่เลย แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ มาจัดเต็มกันต่อกับฟาร์แพะของ ‘วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงแพะ คลองขนานแต้วแร้ว’ ตำบลคลองท่อมใต้ ซึ่งเมื่อก่อนเขาเลี้ยงแต่แพะเนื้อ เอาเนื้อไปขาย แต่ปัจจุบันได้พัฒนาใหม่ให้หน้าตาดูดี มีโรงเรือนใหม่สะอาดสะอ้าน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าชม ไปเล่น ไปถ่ายภาพกับน้องแพะได้นะจ๊ะ โดยแพะรุ่นใหม่เป็นแพะนมที่เขานำน้ำนมไปแปรรูปเป็นอาหารและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ น่าสนใจทั้งน้านนนนนนt20โห เขายาวโง้งขนาดนี้ แถมมีเคราแพะหล่อเหลา เจ้านี้ต้องเป็นพ่อพันธุ์แพะนมชัวร์t21น่ารักทั้งคนทั้งลูกแพะ สัมผัสกันได้อย่างใกล้ชิดเลย สนุกสนานมากที่นี่t23เล่นกับน้องแพะเสร็จแล้ว ก็ได้เวลามาชิมไอศกรีมนมแพะ 3 รส ที่เขาคิดขึ้นมาใหม่ คือ รสกาแฟผสมเม็ดมะม่วงหิมพานต์, รสกล้วยหอมผสมโกโก้ และรสเสาวรสผสมน้ำผึ้ง อร่อยทุกแบบ ใครชอบรสอะไร เลือกได้เลยจ้าUntitled-1คนที่แพ้นมวัว เขาว่าสามารถกินนมแพะได้ มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า และมีไขมันน้อยกว่านะจ๊ะ ความพิเศษของไอศกรีมนมแพะคลองท่อมใต้คือ เนื้อเนียน รสนุ่ม อุดมด้วยโปรตีนนมแพะ ซึ่งดีต่อสุขภาพมากเลย จัดเป็นของกินเล่นคลายร้อนเวลามาเที่ยวปักษ์ใต้แบบนี้ได้ดีจริงๆ อ่ะk52ในเมื่อน้ำนมแพะมีโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ อยู่มากมาย ไฉนเลยจะเอามากินอย่างเดียวก็น่าเสียดายเนอะ คนคลองท่อมใต้เขาเลยคิดพัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์สุดเจ๋ง ‘ครีมกันแดดบำรุงผิวจากนมแพะ’ นั่นไง

ครีมกันแดดนมแพะตัวใหม่ล่าสุดนี้ เป็น Nourishing Sun Bright SPF 50 PA++ แถมยังกันน้ำ และมี BB เป็นรองพื้นบางๆ ผสมอยู่ ช่วยให้หน้าเนียนกระจ่างใสด้วย จากการวิจัยพบว่า นมแพะที่ผสมอยู่สามารถลดความเข้มของเม็ดเมลานินที่ผิวหนัง ใครที่ใบหน้ามีกระฝ้าใช้ต่อเนื่องมันจะจางลง ผิวหน้าแลอ่อนเยาว์ขึ้นด้วยนะจ๊ะ ความพิเศษอีกอย่างของ Product นี้คือ เนื้อเจลบางเบา ทาแล้วซึมง่ายแห้งเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ อีกทั้งยังเป็นสีเบจที่เข้ากับสีผิวได้แทบทุกชนิด ใช้เป็นครีมรองพื้นกันแดดได้สบายๆ ในตอนเช้า หรือทาซ้ำระหว่างวันในกรณีที่เราต้องออกแดดจัดๆ จ้าt33ตอนนี้คลองท่อมเขายังได้พัฒนาโลชั่นและสบู่นมแพะตัวใหม่ล่าสุดมาให้ลองใช้กันด้วยนะ เรียกว่า Goat Milk Body Lotion & Soap โดยตัวโลชั่นเป็นส่วนผสมระหว่างนมแพะอันอุดมคุณค่ากับสมุนไพรท้องถิ่น ส่วนสบู่ก็มีส่วนผสมของนมแพะและข้าวหอมนิลที่มีประโยชน์ ทั้งสองอย่างช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น เมื่ออาบน้ำด้วยสบู่นมแพะแล้ว พอเช็ดตัวแห้ง ก็ชโลมโลชั่นนมแพะให้ทั่วสารพางกาย ทำให้ผิวกระจ่างใส ลดการเกิดสิว ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน และผิวยังดูมีน้ำมีนวลอีกด้วยt34
Untitled-2ยามบ่ายที่อากาศค่อนข้างอบอ้าวอย่างนี้ เราขอหลบร้อนเข้าไปนั่งเล่นให้สบายอารมณ์ ปล่อยเวลาให้เคลื่อนผ่านไปตรงหน้า พร้อมกับจดจำประสบการณ์ดีๆ ที่ ‘คลองท่อม Coffee’ กาแฟที่ขายดิบขายดีกับ 3 in 1 สูตรเข้มข้น แต่มาวันนี้คุณป้าประไพ เจ้าของคลองท่อม Coffee ได้คิดค้นกาแฟแคปซูลใหม่เอี่ยม 3 สูตร เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน คลองท่อม Spa Town
Untitled-3กาแฟแคปซูลคลองท่อม Coffee เป็นการเสพความสุนทรีย์ผ่านเครื่องดื่มรสละมุน โดยไม่ต้องพึ่งบาริสต้า (หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟมาคอยชงให้) เพราะเขามีแคปซูลและเครื่องชงที่สะดวกง่ายดาย จะตั้งเครื่องไว้ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในร้านค้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย มี 3 สูตรให้เลือก คือ รสต้นตำรับ (Robusta 100%), รสเข้มกลาง (Robusta 80% Arabica 20%) และรสเข้ม (Robusta 50% Arabica 50%) นับเป็นการนำกาแฟโรบัสต้ารสเข้มข้นแห่งบ้านแผ่นดินเสมอของคลองท่อม มาบวกกับอะราบิก้าที่หอมนุ่มนวลได้อย่างลงตัว ดื่มแล้วตาสว่าง สดชื่นมากๆ ครับt35คืนนี้เราจะ Check In พักค้างแรมกันที่ ‘น้ำพุร้อนเค็ม รีสอร์ท’ ตำบลห้วยน้ำขาว ซึ่งอยู่ใกล้กับน้ำพุร้อนเค็ม 1 ใน 3 แหล่งของ Big 3 (สระมรกต, น้ำตกร้อน, น้ำพุร้อนเค็ม) ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดคนรักสุขภาพ เข้ามาอาบแช่ผ่อนคลายกายใจ และบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ โดยน้ำพุร้อนเค็มนี้กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่บ่อของโลก หากได้อาบแช่บ่อยๆ จะช่วยให้ผิวพรรณดี ผ่องใส เลือดลมไหลเวียนคล่อง เพราะน้ำพุร้อนเค็มที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 40-47 องศาเซลเซียส จะช่วยขับสารพิษในร่างกายออกมา คลายความอ่อนล้า คลายเส้น หลายคนเลยมาออกกำลังกาย และลงแช่กันแบบ Long Stay คือพักอยู่เป็นเดือนๆ เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะก็มีt36ในบ่อแม่ของน้ำพุร้อนเค็ม เต็มไปด้วยสาหร่ายและสารประกอบที่ผุดขึ้นมาจากใต้พิภพ ล้วนพัดพาแร่ธาตุนานาชนิดขึ้นมาเจือปนอยู่ในนำ้ จนกลายเป็น ‘สายธาราแห่งการบำบัด’ The Miracle of Saline Hot Spring ที่ต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต ผมคนนึงล่ะครับ ที่มาอาบแช่น้ำพุร้อนเค็มหลายครั้งแล้ว และพิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง ผดผื่นต่างๆ หายเกลี้ยง มหัศจรรย์จริงๆ ครับ!t37โคลนขาว หรือ White Clay ที่พบได้ทั่วไปในบริเวณป่าพรุรอบๆ น้ำพุร้อนเค็ม ตำบลห้วยน้ำขาว เป็นเสมือนของขวัญจากธรรมชาติที่อุดมด้วยแร่ธาตุคุณประโยชน์นานาชนิด สามารถนำมาแปรรูปเป็น Spa Product ระดับพรีเมี่ยมได้เลยล่ะ
t38เที่ยวมาเยอะแล้ว เหนื่อยไหมล่ะ? ได้เวลาปลดเปลื้องพันธนาการทุกอย่าง ปล่อยวางเรื่องวุ่นวายกายใจ ลงไปแช่น้ำพุร้อนเค็มในห้อง Spa อย่างดี ที่น้ำพุร้อนเค็ม รีสอร์ท ซึ่งอยู่กับน้ำพุร้อนเค็มนั่นเองt39Relax ร่างกายทุกส่วน ปล่อยให้น้ำพุร้อนเค็มค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง บำบัดกาย ใจ จิต ไปพร้อมๆ กัน เหมือนการช๊าตพลังชีวิตใหม่ใน Spa Town คลองท่อมt40มีความสุขกับน้ำแร่ธรรมชาติ ภายในห้อง Spa ส่วนตัว ที่ไม่ต้องมีใครมารบกวนt41อย่างที่บอกว่าเขามีการนำโคลนขาวจากธรรมชาติของที่นี่ มาพัฒนาเป็น Spa Product ระดับพรีเมี่ยม วันนี้เราเลยขอทดลองกันสักหน่อย กับ ‘Hot Spring Chlorophyll Fresh Mask’ หรือ ‘มาส์กโคลนน้ำพุร้อนเค็ม’ ของ บริษัท อมฤต จำกัด ซึ่งมี คุณเอก-นฤพันธ์ พรหมวิเศษ CEO หนุ่มไฟแรงผู้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนา สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นมาใช้มาส์กหน้า บำรุงฟื้นฟูผิวพรรณให้อ่อนเยาว์ ด้วยคุณสมบัติของโคลนขาวที่อุดมด้วยแร่ธาตุนานาชนิด ผสมกับสารสกัดจากพืชท้องถิ่นคือต้นฝากดอกแดง ได้สารคลอโรฟิลด์เข้มข้น บวกกับน้ำมันเสม็ด และชาเขียว ทำให้โคลนสปาตัวนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณสาวๆ ที่รักสวยรักงามt42‘ถ้าของเขาดีจริง ก็ต้องทาได้ทั้งตัวสิ’ เพื่อนเราคนหนึ่งพูดขึ้น เราจึงไม่ได้ใช้มาส์กหน้าอย่างเดียว แต่ทดลองกันจะๆ ให้เห็นๆ ไปเลยว่า Hot Spring Chlorophyll Fresh Mask ยังใช้ทาใช้พอกเป็นโคลนสปาตัวได้ด้วยแต่ก็อาจจะเปลืองหน่อย เพราะอาจจะหมดเร็ว ฮาฮาฮา ไม่เป็นไร ยอมๆ ผิวจะได้กระจ่างใสปิ๊งๆ เลยนิt43เที่ยวทริปนี้แล้ว คงพกความสุขกันไปเต็มอิ่มทุกคน เพราะได้มาทำสปาในน้ำพุร้อนเค็ม สุขภาพดีจะไปไหนเสีย จริงไหมล่ะUntitled-4นอกจาก Hot Spring Chlorophyll Face Mask แล้ว ตอนนี้ยังมี Premium Spa Product ใหม่ๆ ของน้ำพุร้อนเค็มเกิดขึ้นอีกหลายอย่าง เช่น ‘Hot Spring Relax Herbal Massage Cream’ (ครีมนวดน้ำพุร้อนเค็ม) ที่มีส่วนผสมของเสม็ดและไพล ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้อย่างล้ำลึก รวมถึงยังมี ‘Energizing Hot Spring Essence’ (สเปร์น้ำแร่บำรุงผิวหน้าและผิวกายจากน้ำพุร้อนเค็ม) สกัดจากสมุนไพรหลายชนิด ช่วยคืนความชุ่มชื้น อ่อนเยาว์ ให้ผิวพรรณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากครับ โห…เห็นแล้วน่าใช้ทั้งนั้น t48ทำสปากันจนหน้าใสผิวนุ่มไปทั้งสารพางกายแล้ว จะนอนอยู่ห้องเฉยๆ ก็กระไรอยู่ คนคลองท่อมแนะนำให้ไปเยี่ยม ‘ร้านเค้กคลองท่อม’ ตำบลห้วยน้ำขาว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากน้ำพุร้อนเค็มมากนัก ชิมกาแฟและขนมอร่อยๆ นานาชนิด ที่เจ้าของร้านสร้างสรรค์ขึ้น รวมถึงยังนำมาจากชาวบ้านรอบๆ ช่วยกันขายกระจายรายได้ให้ถ้วนหน้า ร้านนี้เล็กๆ น่ารัก แอร์เย็น เหมาะเข้าไปนั่งชิลกันได้นานๆ (แถมเจ้าของร้านใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเลยจ้า)
t49โลโก้ร้านนี้ไม่ธรรมดา เพราะนำลูกปัดสุริยเทพ 3,000 ปีมาเป็นโมเดล เขาบอกว่าจริงๆ มีเค้กรูปสุริยเทพให้ชิมด้วยนะt50เริ่มต้นยามบ่ายแก่ๆ กับ ‘ชาใบขลู่’ KUR Herbal Tea ดื่มด่ำรสชาติชาดีๆ จากสมุนไพรท้องถิ่น พร้อมสรรพคุณช่วยให้สดชื่นและบำรุงสุขภาพ เพราะนอกจากจะมีใบขลู่ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักแล้ว ยังมีสารสกัดจากลูกจันทร์ ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน และฟักข้าวมีสารไลโคปีน แคลเซียมในปริมาณสูง ช่วยลดความดัน ลดน้ำตาลในเลือด และต้านอนุมูลอิสระได้อย่างยอดเยี่ยม ดื่มเป็นประจำสุขภาพดีแน่นอนครับt51ชาใบขลู่เพื่อสุขภาพแห่งคลองท่อม ดีงามจ้าt52ไหนๆ ก็สุขภาพแล้ว ก็ต้องไปให้สุด เราเลยสั่ง ‘ซีเรียลธัญพืชสุขภาพจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์’ มาชิมกันคนละชิ้น รูปร่างหน้าตาเห็นแล้วน่าสนุก เพราะดูมีอะไรใส่ไว้เยอะดี โดยเฉพาะเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ให้พลังงานสูง กินแท่งเดียวน่าจะอิ่มไปนานเลย ฮาฮาฮา เขาบอกว่าธัญพืชบาร์นี้ไม่ใส่น้ำตาลด้วยนะ แต่ได้ความหวานจากน้ำผึ้งธรรมชาติของคลองท่อมนี่ล่ะt53กินซีเรียลธัญพืชคู่กับชาใบขลู่หอมกรุ่น เข้ากันดี๊ดีt54หม่ำๆ อร่อยแน่ อิ่มด้วย กับซีเรียลธัญพืชเม็ดมะม่วงหิมพานต์จ้า
t55จะรอช้าอยู่ใย ต่อกันเลยดีไหมกับ ‘เค้กหน้าฝอยทอง’ เนื้อนุ่ม หวานอ่อนๆ กำลังดี กินกับชาใบขลู่หรือกาแฟที่ชอบ ก็ใช่ทั้งนั้นt56แล้วก็มาถึงขนมที่เจ้าของร้านบอกว่า Recommended เป็น ‘เค้กใบเตยหน้ามะพร้าวสด’ สูตรใหม่ล่าสุด ผมกัดเข้าไปคำแรก โอ้โห เนื้อมันนุ่มยังกับปุยสำลี มีความหวานอ่อนๆ และกลิ่นหอมใบเตยตีขึ้นลิ้นขึ้นจมูก แถมความนุ่มของซอฟท์ครีมสีขาวตรงหน้ายังให้รสสัมผัสนุ่มนวลเสียนี่กระไร และยังจบด้วยความกรุบ กรอบ นิ่ม ของเนื้อมะพร้าวอ่อนที่โรยหน้ามาด้วย ถ้าไม่เรียกว่า Perfect Soft Cake แล้วจะเรียกว่าไรดีเนี่ย ฮาฮาฮาt57ยังไม่พอ ขอชิม ‘Choc-Balls’ รสช็อกโกแลตเข้มข้น กัดเข้าไปเจอเนื้อบราวนี่หนาหนุ่มสู้ปาก ดุดัน ความหวานปรี๊ดขึ้นสมองจนหายง่วง เจ้านี่ก็กินคู่กับชาใบขลู่หรือกาแฟก็เป็น Perfect Couple เช่นกัน อิอิt58ร้านนี้ยังมีของทานเล่นแปลกๆ ที่ผมเพิ่งเคยเจอด้วย คือ ‘น้ำพริกกุ้งเสียบกล้วย’

โอ้ว ฟังชื่อก็แปลกแล้ว หน้าตาก็ไม่เลว เขาบอกว่าเป็นการนำกล้วยหอมทองซึ่งปลูกมากกันในคลองท่อม มาแปรรูปเป็นน้ำพริกกุ้งเสียบ เหมาะจะกินเล่นเป็นขนม เอ… นี่หรือขนม? กุ้งเสียบจะเป็นขนมได้ไงอ่ะ? ผมเลยต้องลองกับตัวเอง หยิบใส่ปากเคี้ยวเลย นั่นไง มันคือกล้วยกรอบที่คลุกเคล้าด้วยส่วนผสมของน้ำพริกกุ้งเสียบอย่างดี รสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม นัวกันครบ ยิ่งกินยิ่งเพลินเฮะ สรุปกินไปกินมาคนเดียวครึ่งขวด (ขวดไม่ใหญ่ ฮาฮาฮา) ขอบอกเลยว่า พี่ครับ ช่วยทำขวดใหญ่ขายด้วยเถอะ นี่มัน ‘กล้วยเบรกแตกชัดๆ!’ ก็กินแล้วหยุดไม่ได้นี่นาt59ตัวผมน่ะไม่ไหวแล้ว อิ่มแปร้เลย และขอเก็บท้องเผื่อไว้กิน Seafood มื้อเย็นด้วย แต่เพื่อนๆ หลายคนก็ยังอุตส่าห์สั่ง ‘ไอศกรีมชาเขียว’ มาชิมต่ออีก เลยขอมาลองสักช้อน แหม… รสชาติใช้ได้ ไม่หวานจัด ความหอม ความหวาน มาแบบอ่อนๆ คลาสสิก กินได้ไม่เลี่ยน รสชาติเทียบได้กับไอศกรีมชาเขียวในร้านอาหารญี่ปุ่น ที่เขายกมาเสิร์ฟตอนเรากินอาหารหลักเสร็จแล้วเลย เยี่ยมครับt60วันสุดท้ายก่อนกลับบ้าน เราโบกมือลา ‘คลองท่อม Spa Town’ กันที่ ตำบลเพหลา (ออกเสียงว่า เพ-หลา) ตำบลเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่เป็น 1 ใน 7 ตำบลของอำเภอคลองท่อม ที่มีของดีซุกซ่อนอยู่ นั่นคือ ‘ข้าวไร่ออร์แกนิก’ ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ท้องถิ่นที่ปลูกบนที่ดอน ที่สูง โดยไม่ต้องใช้น้ำท่วมเหมือนนาลุ่มแถบภาคกลางครับ เวลาปลูกก็จะใช้วิธีขุดหลุมหยอดเมล็ดลงไป ใช้น้ำฟ้าน้ำฝนเพียงอย่างเดียว จึงปลูกข้าวไร่ได้แค่ปีละครั้ง นี่คือวิถีคนเพหลาเขาล่ะt61ข้าวไร่ของตำบลเพหลา มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนหนึ่งเป็นการอนุรักษ์ข้าวพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งเป็นพันธุ์ท้องถิ่นเอาไว้ มิให้สูญหาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวกล้วย, ข้าวดอกข่า, ข้าวดอกพะยอม, ข้าวเหนียวดำเม็ดดำ, ข้าวเหนียวสายไหม, ข้าวช่อไม้ไผ่, ข้าวรำพึง และอีกมากมาย ล้วนเป็นข้าวที่มีโภชนาการสูง กินแล้วร่างกายแข็งแรงจ้าt62Untitled-5Untitled-6นอกจากการมาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้วิถีข้าวไร่เพหลาแล้ว เรายังได้ชิม ไอศกรีมหน้าตาดีรสชาติเริ่ด 4 แบบ ที่เขาเพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ ให้นักท่องเที่ยวพวกชอบค้นหาของแปลกอย่างเราลิ้มลองกัน คือ รสถั่วเขียว, รสถั่วดำ, รสข้าวหอมนิล และรสข้าวไร่ กินกันไปนั่งสรวลเสเฮฮากันไป ให้พี่ๆ เขาเล่าเรื่องการปลูกข้าวไร่ให้ฟัง สนุกดี ทำให้เราเข้าใจในชีวิตความเป็นอยู่ และอาชีพของคนคลองท่อมได้ลึกซึ้งขึ้น ผ่านรสชาติหอมหวาน และคุณค่าของไอศกรีม 4 รสนี้ เรียกว่า ‘Every Bite Make Me Feel Happy Indeed.’ (ทุกคำที่กัด มันใช่เลย มันสุขสุดๆ จริงๆ ฮาฮาฮา)

ทริปนี้สนุกสนานครบรส ทั้งเรื่องสุขภาพสปาน้ำพุร้อนของเมือง Hot Spring Spa Town คลองท่อม แถมยังได้ลิ้มลองของอร่อยๆ ได้สัมผัส Spa Products ใหม่ๆ อีกเพียบ นี่ถ้าไม่มาดูเองคงไม่รู้ คงไม่เชื่อว่า Spa Town จริงๆ แล้วมีอะไรมากกว่าที่คิด ไม่ใช่เมืองสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเครือข่ายแห่งความสุขของผู้คน ที่ช่วยกันหล่อหลอม ช่วยกันเติมเต็ม ให้อำเภอเล็กๆ อย่างคลองท่อม ก้าวขึ้นสู่ความเป็น Spa Town ได้อย่างแท้จริง แล้วพบกันใหม่นะคลองท่อม บ้ายบายUntitled-1

Special Thanks : คุณ Jiravalai Chamnanraj (คุณ Fiat) แห่ง Pooltara Resort Krabi ที่กรุณามาเป็นนางแบบสปากิตติมศักดิ์ให้เราในงานนี้ครับ

Living Wellness @คลองท่อม ‘เที่ยวเมืองสปา มีมากกว่าที่คิด’ (ตอน 1)

k1มีคนเคยบอกว่า ‘ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ’ คนเราจึงแสวงหาสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์มาช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง บ้างต้องการให้อายุยืนยาว บ้างต้องการผลด้านความสวยงามฟรุ้งฟริ้ง ชะลอวัย และบ้างก็เพื่อต้องการ Relax ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า หรือความเครียดจากการทำงาน ไม่เว้นแม้แต่การท่องเที่ยว ทุกวันนี้เขาก็มีเทรนด์ ‘เที่ยวเพื่อสุขภาพ’ หรือ Wellness Tourism ซึ่งกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก
k3.1ทว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่การดูแลเฉพาะร่างกายเท่านั้น แต่เป็นการดูแลกายใจในองค์รวม ทั้งกาย (Body) ใจ (Mind) และจิตหรือความรู้สึกภายใน (Spirit) เพื่อปรับให้ตัวเราเกิดความสมดุลย์ ในด้านร่างกายและอารมณ์ เมื่อมีความสุข สดชื่นเบิกบาน ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ยิ่งบวกกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ได้กินอาหารสุขภาพ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ด้วยแล้ว แหม… สุขภาพดีจะหนีไปไหนได้ จริงไหมล่ะ?k3หลายคนตื่นมาทำโยคะแต่เช้าตรู่รับอรุณ ได้สูดอากาศสดชื่นๆ น่าอิจฉาจังk4หลายคนใช้วิธีนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ กำหนดลมหายใจเข้าออก ผลคือระบบการหมุนเวียนโลหิตในร่างกายไหลลื่น มีสมาธิเพิ่มขึ้น จะคิดจะทำอะไรก็ดูง่ายไปซะหมด ฮาฮาฮา
k5แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบนี้มีอยู่จริงในเมืองไทย และผมได้ค้นพบกับตัวเองแล้ว ที่ ‘อำเภอคลองท่อม’ จังหวัดกระบี่ ซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาไปสู่ความเป็น ‘เมืองสปาน้ำพุร้อนต้นแบบของไทย’ หรือ Hot Spring Spa Town แหม… ฟังดูน่าตื่นเต้น เขาบอกว่าที่คลองท่อม (อยู่ห่างจากสนามบินกระบี่แค่ 30 นาที) เป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่สมบูรณ์ และน่าเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้เลยล่ะ เช่น สระมรกต (The Emerald Pool) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม เขานอจู้จี้ เป็นบ่อน้ำพุเย็นธรรมชาติ ได้ลงอาบแช่แล้วสดชื่นเหมือนการ Refresh กายใจได้อย่างวิเศษจริงๆk6นอกจากนี้อำเภอคลองท่อมยังมี ‘น้ำตกร้อน’ (Hot Waterfall) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า ‘น้ำตกร้อนสะพานยูง’ เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่ไหลลงสู่คลองท่อม มหัศจรรย์ตรงที่น้ำมีอุณหภูมิราวๆ 40-41องศาเซลเซียส ลงอาบแช่แล้วรู้สึกผ่อนคลายกายใจ เหมือนการทำสปาธรรมชาติยังไงยังงั้นk7และยิ่งกว่านั้น อำเภอคลองท่อมยังมี ‘น้ำพุร้อนเค็ม’ (Saline Hot Spring) ที่มีอยู่เพียงไม่กี่บ่อในโลกเท่านั้น โดยน้ำพุร้อนเค็มนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยน้ำขาว อุณหภูมิน้ำอยู่ที่ราวๆ 37-46 องศาเซลเซียส และเจ๋งตรงที่เป็นน้ำพุร้อนเค็มซึ่งอุดมด้วยแร่ธาตุนานาชนิด จึงมีคุณสมบัติช่วยบำบัดเยียวยาอาการป่วยบางอย่างได้อย่างวิเศษ เรียกว่าเป็น Natural Healing ที่คนท้องถิ่นเชื่อถือศรัทธา ถึงขนาดมีการมาบนบาลศาลกล่าวกันอยู่เสมอ

แหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติทั้ง 3 แห่งที่ว่า คือ สระมรกต, น้ำตกร้อนสะพานยูง และน้ำพุร้อนเค็ม ได้รับการตั้งฉายาเก๋ไก๋ว่า ‘Big 3’ เที่ยวได้ตลอดปี เป็นการท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพ ที่ธรรมชาติมอบเป็นของขวัญให้คนปักษ์ใต้ และคนไทยเราอย่างแท้จริง แต่ผมเชื่อว่า เมื่อได้มาสัมผัสอำเภอคลองท่อมแล้ว ย่อมต้องค้นพบความน่าสนใจ และความหลากหลาย มากกว่าน้ำพุร้อนธรรมชาติแน่นอนk8.1ผมเริ่มต้นสัมผัสความมหัศจรรย์าทางธรรมชาติของอำเภอคลองท่อมกันที่ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม’ อันเป็นที่ตั้งของ สระมรกต ป่าแห่งนี้มีความพิเศษสุดๆ เพราะเป็นป่าดิบที่ราบต่ำ หรือ Low-land Evergreen Forest ผืนสุดท้ายของเมืองไทย เนื่องจากป่าแบบนี้เกิดขึ้นในที่ราบ จึงถูกบุกรุกแผ้วถางไปหมดสิ้น เหลือที่นี่ที่เดียว อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยหากินสุดท้ายบนโลกของ นกแต้วแล้วท้องดำ (Gurney’s Pitta) นกที่แทบจะสูญพันธุ์แล้ว และพบได้ในป่าลึกๆๆๆๆๆ ของที่นี่เท่านั้นk8.2จากปากทางเข้าสระมรกต ถ้าเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ลดเลี้ยวเข้าไปในป่า ก็จะกินระยะทางประมาณ 1,300 เมตร แต่ถ้าเดินตรงไปเลยอีกทาง จะแค่ 800 เมตรเอง ผมบ้านไกลเวลาน้อย เลยขอเลือกเดินทางใกล้ดีกว่านะ ก่อนถึงสระมรกต เจอนกแต้วแล้วท้องดำตัวผู้กับตัวเมีย ยืนจังก้าต้อนรับอยู่ ฮาฮาฮา อย่างน้อยก็ยังมีนกคู่นี้ไว้เป็นนกรับแขกเนอะk8จากนั้นเดินเลี้ยวไปอีกแค่ไม่กี่สิบเมตร ก็ถึง ‘สระมรกต’ ที่เกิดจากบ่อน้ำผุดธรรมชาติกลางป่าดิบที่ราบต่ำ จากนั้นน้ำก็หลากล้นท้นเอ่อเป็นสายธารลงมารวมตัวกันในแอ่งใหญ่ จนเกิดสระมรกตขึ้นในที่สุด นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่ดึงดูดคนเข้ามาเที่ยวชมอย่างล้มหลาม (ถึงขนาดแน่นขนัดในวันเสาร์ อาทิตย์) ถ้าจะเที่ยวแบบคนน้อย ต้องขยันตื่นเช้า พอประตูเปิดก็เข้ามาเลย จะได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติแสนพิสุทธิ์k9ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ทั้งคนในจังหวัดกระบี่ และจังหวัดใกล้เคียง ต่างก็มาเที่ยวสระมรกตกัน วันนี้มีแต่รอยยิ้มแห่งความสุขนะจ๊ะk10เล่นน้ำชุ่มฉ่ำจากสระมรกตพอหอมปากหอมคอแล้ว เราก็ขับรถเที่ยวต่อ จุดหมายต่อไปคือ ‘น้ำตกร้อนสะพานยูง’ แต่เอ่ะ ระหว่างทางมองด้านขวา เห็นร้านกาแฟน่ารักๆ อยู่ริมถนน ป้ายเขียนว่า KRABI COFFEE เอาล่ะ ต้องขอแวะชิมกันซักหน่อย อิอิk12เปิดประตูเข้าไปรับแอร์เย็นฉ่ำในร้าน คุณพี่สมจิตร์ แห่ง กาแฟกระบี่ (KRABI COFFEE) ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้ม การจัดแต่งร้านน่ารัก ดูโมเดิร์น และมีฟังก์ชั่นครบ เหมาะจะนั่งชิลได้นานๆ อย่างสบายอารมณ์ ตอบสนอง Lifestyle นักท่องเที่ยวอย่างเราได้ดีเหลือเกิน นับเป็นการช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ เมือง Spa Town คลองท่อมได้สุดยอดครับ
k13ความพิเศษของกาแฟร้านนี้ คือกาแฟของเขาปลูกอยู่ที่ไร่บนภูเขาบริเวณบ้านแผ่นดินเสมอ เลยจากสระมรกตขึ้นไป ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่าที่ดับแล้ว ดินจึงมีแร่ธาตุอุดมอย่างยิ่ง ประกอบกับอากาศเย็นสบายตลอดปี เหมาะปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งชอบอากาศร้อนชื้นแบบภาคใต้ ให้รสกาแฟที่เข้มข้น หอมกรุ่นกำลังดี และตอนนี้คุณพี่เขาก็นำมาผลิตเป็น กาแฟ 3 in 1 รวมถึงใหม่ล่าสุด ‘กาแฟดริฟคลองท่อมเบลนด์’ กินได้ทั้งแบบร้อนและเย็น อย่างนี้ต้องขอลองทั้ง 2 แบบเลยนะครับ ฮาฮาฮาUntitled-1แม้ผมจะไม่ใช่คอกาแฟ แต่เมื่อได้กลิ่นกาแฟดริฟของเขาแล้ว ก็ถึงกับทำให้เกิดความอยากชิมขึ้นมาในบัดดล น้ำร้อนในอุณหภูมิได้ที่ เทลงในซองกาแฟดริฟที่วางอยู่บนกา รอให้น้ำร้อนค่อยๆ ซึมผ่านมวลผงกาแฟโรบัสต้าที่คั่วบดมาอย่างพิถีพิถัน จนน้ำกาแฟสีน้ำตาลเข้มข้น ค่อยๆ หยดติ๋งๆ ลงมาทีละหยด นำมารินใส่แก้วเสิร์ฟ วันนี้ผมขอลองแบบเพียวๆ เป็น Black Coffee เลยครับ จะได้สัมผัสความอร่อยอย่างแท้จริง

เพียงจิบแรก ก็ร้องโอ้โห บอกเลยว่าเข้มกำลังดี หอมติดลิ้นติดจมูก แต่เข้มแบบนี้ขอแก้วเดียวพอ เดี๋ยวคืนนี้จะนอนไม่หลับอ่ะดิ ฮาฮาฮาk17ถ้าใครสนใจเขาก็มีจำหน่ายแล้วที่ร้าน เป็นซองแพ็กอย่างดี พกไปชงดื่มดริฟที่ไหนก็ได้สะดวกมากk18 k19หรือถ้าใครชอบกาแฟ 3 in 1 ที่เข้มข้นของ KRABI COFFEE เขาก็มีให้เลือกหลายสูตร ทั้งเข้มมากเข้มน้อยตามชอบเลยนะk20ลองแล้วจะติดใจจ้า คอฟฟี่ดริฟสูตรใหม่ล่าสุดของคลองท่อม!k21ตาสว่าง หายง่วงกับฤทธิ์กาแฟเข้มข้น จนในที่สุดก็มาถึง ‘น้ำตกร้อน’ สมดังใจหมาย วันนี้นักท่องเที่ยวไม่เยอะ เราเลยได้ลงเล่นแช่น้ำกันอย่างที่ตั้งใจ แต่น้ำไม่ได้ร้อนเหมือนที่คิด จริงๆ มันอุ่นกำลังดี เลยขอนอนแผ่แช่น้ำ ปล่อยให้สายธาราหลากมาบำบัดคอ บ่า ไหล่ จากการขับรถเดินทางมาไกล
k22ผมนอนอิงก้อนหิน เอาตัวแช่น้ำอุ่น หลับตาลง ใช้โสตประสาทรับฟังเสียงลม เสียงใบไม้พัดพลิ้ว เสียงนก เสียงแมลงป่าร้องระงม รวมถึงเสียงน้ำไหลรินอย่างอ่อนโยน ณ วินาทีนั้น ผมรู้สึกเลยว่าได้รับพลังจากธรรมชาติมาเต็มๆ และจิตใจที่เคยอ่อนล้าได้รับการเยียวยาแล้วอย่างวิเศษ “I Love You So Much, my Wonderful Hot Waterfall!”t47เล่นน้ำตกร้อนอย่างเดียวอาจจะไม่เจ๋งพอ วันนี้เขาจึงมีการคิดค้น Spa Product ตัวใหม่เพื่อสุขภาพมาให้ลองใช้กันครับ คือ ‘Mineral Sun & Smooth Lotion’ (โลชั่นบำรุงผิวน้ำตกร้อน) ที่นำน้ำแร่อันทรงคุณค่าจากน้ำตกร้อน มาผสานผสมสมุนไพรพื้นถิ่นลงไป อย่างเมล็ดเบอร์รี่กาแฟ รวมทั้งสารสกัดจากต้นมะหาด และต้นฝาง ทำให้โลชั่นเนื้อเนียนเบาบางนี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเมล็ดเบอร์รี่กาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ป้องกันรอยเหี่ยวย่น และป้องกันการอักเสบต่างๆ บนผิวหนังได้อย่างยอดเยี่ยม
k23ผมให้รางวัลกับชีวิตต่อไปในเมืองสปาคลองท่อม ขับรถแค่ไม่กี่นาทีข้ามไปยัง ‘วารีรักษ์ Hot Spring Retreat’ สปาระดับพรีเมี่ยมที่ได้รับรางวัลระดับชาติมาแล้วมากมาย ทั้งด้วยบริการขั้นสุดยอด เทอร์ราปิสที่เก่ง เชี่ยวชาญ มีความรู้ รวมถึงบรรยากาศของที่นี่เรียกได้ว่า สงบ เป็นส่วนตัว และเป็นธรรมชาติสุดๆ ราวกับเรากำลังอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน นวดผ่อนคลายกันอยู่กลางป่าจริงๆ เลย ว้าว!
k24วารีรักษ์ เขามีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นของตัวเอง จึงปรับแต่งภูมิทัศน์ได้อย่างลงตัวน่ามอง โดยแบ่งเป็นบ่อร้อนบ่อเย็นอย่างดี พร้อมกับมีแพ็กเกจ Spa ให้เลือกหลากหลาย ตามความต้องการและเวลาของลูกค้า ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือมาเป็นหมู่คณะ เขาก็ต้อนรับได้ เพราะมีที่พักอย่างดีไว้บริการด้วย
k25จะด้วยโชคดีหรืออะไรก็ไม่รู้ ผมมาถึงในช่วงที่วารีรักษ์เขาเพิ่งเปิดตัวคอร์สสุขภาพใหม่ล่าสุดพอดี เรียกว่า Prasuton Songpalang (พระสุธน ทรงพลัง) หลังจากเปลี่ยนชุดแล้ว เขาก็พาเราไปยืดเส้นยืดสาย Warm Up ทำท่าฤาษีดัดตน ตัดแข้งดัดขา พร้อมกับหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ โห… ตึงไปหมดทั้งร่าง อย่างนี้ต้องรีบให้เทอร์ราปิสช่วยบีบนวดโดยด่วนครับ
k26 k31เมื่อยืดเส้นกันดีแล้ว ก็ได้เวลาขัดตัวด้วยวัสดุจากธรรมชาติล้วนๆ โดยเขาจะดูก่อนว่าช่วงเวลานั้นเป็นฤดูอะไร ก็จะเลือกใช้วัสดุให้ตรงกับธาตุและลมฟ้าอากาศ อย่างเช่น ฤดูร้อน ใช้ถั่วเขียว + เกลือ + โยเกิร์ต + น้ำมันมะพร้าว, ฤดูฝน ใช้ขมิ้น + ข้าวสาร + โยเกิร์ต + น้ำมันมะพร้าว, ฤดูหนาว ใช้มะขาม + ข้าวสาร + โยเกิร์ต + น้ำมันมะพร้าว แหม… อย่างนี้ผิวต้องนุ่มลื่น สดใส ผ่อง ขาววิ้งชัวร์!
Untitled-2k32k33พออาบน้ำล้างตัวเสร็จ ก็ได้เวลาขึ้นเตียงนอนให้เทอร์ราปิสขัดตัว แต่ไม่ใช่ขัดธรรมดา เพราะเขาจะบีบนวด คลึงกล้ามเนื้อนส่วนต่างๆ ของเราด้วย โอ้ว! สวรรค์!
k34k27ขัดตัวเสร็จ ยังมีการนวดผ่อนคลายอีกรอบ มีความสุขแบบลืมวันลืมคืนไปเลยเรา
k35อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคุณผู้หญิงเท่านั้น แต่แพ็กเกจนี้ยังเปิดโอกาสให้คุณผู้ชายทำได้ด้วย คือการนวดหน้า พอกหน้าด้วยโคลนสปาธรรมชาติอย่างดี โดยโคลนสปา หรือ Natural Clay ที่ว่านี้ ก็ได้มาจากแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติในอำเภอคลองท่อมด้วย มันมีคุณสมบัติพิเศษช่วยดูดสารพิษออกจากผิวหนัง ทำให้หน้าใส เต่งตึง เด้งๆ และสำคัญคือช่วยชะลอวัย ทำให้ริ้วรอยจางจง! เป็นไงล่ะ เจ๋งป่ะ?k36 k37เมื่อชะโลมโคลนสปาจนทั่วใบหน้าแล้ว (เว้นส่วนดวงตาและปาก) เทอร์ราปิสก็จะเริ่มขั้นตอนต่อไป คือทำสปาดวงตา ฟื้นคืนความสดชื่น คลายความอ่อนล้าของดวงตาที่เราใช้งานมานาน ยิ่งคนเมืองจ้องแต่หน้าจอโทรศัพท์มือถือกับจอคอมพิวเตอร์ ทำสปาคอร์สนี้แล้วจะรู้สึก Fresh เวอร์อ่ะ
Untitled-3เขาจะให้เราหลับตา จากนั้นนำสำลีหรือผ้ากรอสมาวางไว้บนดวงตา เหยาะโคลนสปาเย็นๆ ลงไป จากนั้นให้เรานอนพัก ปล่อยให้แร่ธาตุจากธรรมติซาบซึมลงไปรอบดวงตา ทิ้งไว้สักพักจนโคลนพอกหน้าแห่งสนิท ก็ล้างหน้าด้วยน้ำแร่ เท่านี้คุณก็จะเด็กขึ้นอีกกี่ปีหนอ? อันนี้แล้วแต่ตัวใครตัวมัน ฮาฮาฮา… แต่ส่วนตัวผม Confirm รู้สึกได้จริงอะไรจริงว่าหน้าใสตึงนุ่มนิ่มมากๆๆๆๆๆๆๆๆk41นึกว่าจบแล้ว แต่ที่ไหนได้ เทอร์ราปิสเชิญเราไปแช่น้ำเย็น และน้ำอุ่นต่อ จากนั้นก็มาให้นวดกดจุดกันในน้ำอีก เอาล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ต้องทำตามแพ็กเกจกันให้สุดไปเลยนิk42เขาบอกว่า การนวดกดจุดขณะแช่ตัวอยู่ในน้ำแร่ จะเป็นการกระตุ้นพลังงานชีวิตของเราได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงระบบการหมุนเวียนโลหิต ลมในกายจะไหลได้คล่องตัวขึ้น ไขข้อต่างๆ จะไม่ติดขัด เคลื่อนไหวได้อย่างสะดวก ยิ่งถ้าเรามากันเป็นคู่ด้วยแล้ว แหม ความรู้สึกมันคงจี๊ดจ๊าดกว่าปกติด้วย จริงไหม่เอ่ย?k43 k44เริ่มต้นด้วยการ กดจุดเหอกู่ (Hegu) ต่อด้วยจุดเลี่ยเซี๊ยะ (Lieque)k45ต่อด้วยจุดล่าวกง (Laogong) จุดเสินเหมิน (Shenmen) จุดโฮ่วซี (Houxi) จุดเว่ยกวน (Weiguan)
k46 k47ปิดท้ายด้วย จุดหย่งเฉวียน (Yongquan) จุดไท่ชง (Taichong) จุดซานอินเจียว (Sanyinjiao) จุดซานหลี (Zusanli) จุดหยางหลิงเฉวียน (Yanglingquan) และจุดเว่ยจง (Weizhong) ถือเป็นอันเสร็จพิธีนวดกดจุดในน้ำ แล้วปล่อยให้เรานอนแช่น้ำแร่อุ่นๆ ผ่อนคลายไปอีกสัก 5 นาที ก็ขึ้นจากน้ำได้เลย
k48แต่วันนี้เขามีของแถม เป็นการดมสมุนไพรอุ่นๆ หมักหม้อดิน เพื่อล้างพิษในระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นประสาท อีกทั้งช่วยให้รู้สึกสดชื่นคืนพลังได้อย่างงวิเศษk49 k50กลิ่นบำบัด ความพิเศษที่วารีรักษ์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสุขภาพกายใจที่ดีของผู้มาเยือนk51และสำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ ทั้งคนที่เพิ่งคลอดบุตร ต้องการกระชับมดลูก หรือต้องการให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น รวมทั้งสาวๆ ที่ยังโสด แต่ต้องการให้มดลูกแข็งแรง กระชับ ใช้งานได้ดี เขาก็มีกรรมวิธีนั่งอบสมุนไพรแบบโบราณ โดยการนำสมุนไพรต่างๆ มาอังบนเตา เอาเก้าอี้ครอบ จากนั้นก็นั่งอังไว้พออุ่นๆ สัก 5 นาที เท่านี้ก็ช่วยได้แล้วล่ะ ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองนะจ๊ะสาวๆk54ในแถบตำบลคลองท่อมเหนือ ซึ่งสระมรกต, น้ำตกร้อน และวารีรักษ์ Hot Spring Retreat ตั้งอยู่ จริงๆ แล้วตอนนี้เขาได้มีการพัฒนา Weelness & Spa Products ใหม่ๆ ขึ้นมาอีก เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้นักท่องเที่ยว ได้จับจ่ายใช้สอย และเตรียมพร้อมรับความเป็น Hot Spring Spa Town เต็มรูปแบบในอนาคต ผลิตภัณฑ์น่าสนใจที่อยากแนะนำ คือ ‘มาส์กกาแฟ Coffee Jel Mask’ เป็นมาร์สหน้าจากเบอร์รี่กาแฟบ้านแผ่นดินเสมอของคลองท่อม เมื่อพอกหน้าทิ้งไว้สักพักจนแห้ง สามารถลอกออกเป็นแผ่น โดยสารคาเฟอีนในกาแฟจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันริ้วรอย และล้างทำความะสะอาดหน้าได้อย่างล้ำลึกครับ นอกจากนี้ยังมี ‘สบู่ Coffee Bean Purifying Clear Soap’ ให้ลองใช้กันด้วยk55เที่ยวกันจนชุ่มปอดแล้ว แช่น้ำกันจนตัวจะเปื่อยแล้ว นวดกันจนเส้นนุ่มไปทั้งร่าง และดื่มด่ำกับกาแฟดริฟหอมกรุ่นไปแล้วด้วย

ตอนนี้ก็ได้เวลาเปลี่ยนบรรยากาศ มาทำ กิจกรรมศิลปะ Art Therapy DIY สนุกๆ กันดีกว่าที่ ‘กลุ่มสตรีแม่บ้าน อบต. คลองท่อมเหนือ’ นำโดย คุณพี่ธันยพร คนเก่งและทีมงาน ที่สร้างสรรค์กิจกรรมผ้าพิมพ์ลาย ผ้ามัดย้อม ผ้าสกรีน สวยๆ ด้วยลวดลายเป็นเอกลักษณ์คลองท่อม ทั้งลายนกแต้วแล้ว และลายลูกปัดสุริยเทพ 3,000 ปีk56การท่องเที่ยวยุคนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่แค่ไปดู ไปถ่ายภาพ ไปซื้อ แล้วกลับบ้านเหมือนยุคก่อน ตอนนี้เราต้องการมีส่วนรร่วม มีประสบการณ์ หรือ Experienced กับชุมชนคนท้องถิ่นด้วย กิจกรรมทำผ้าพิมพ์ลายสนุกๆ นี้ จึงช่วยให้เราได้รู้จักคนคลองท่อมในเชิงลึกขึ้น เพราะลวดลายที่เขาคิดค้นขึ้น ล้วนสื่อเรื่องราวความเป็นมาในคุณค่าของคลองท่อมอย่างแท้จริง อย่างลายสร้อยลูกปัดที่เพิ่งได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ ก็เก๋ไก๋ น่าสวมใส่ หรือซื้อเป็นของฝากเพื่อนๆ เนอะk57นอกจากจะสกรีนลายลูกปัด 3,000 ปีลงบนเสื้อยืด T-Shirt แล้ว ยังมีผ้าผืนลายเก๋อย่างในภาพให้ซื้อหากันด้วยนะจ๊ะk58ลวดลายใหม่ล่าสุดบนเสื้อยืดพิมพ์ลาย คือลายกิ่งไม้กับนก สื่อถึงนกแต้วแล้วท้องดำ ที่พบเพียงแห่งเดียวในโลกที่จังหวัดกระบี่นั่นเอง
4ขั้นตอนการทำกิจกรรม DIY ก็ง่ายแสนง่าย คือนำแป้นพิมพ์รูปนก มาทาสีที่ต้องการ แล้วปั๊มลายลงไปบนเสื้อยืดที่เขาเตรียมให้ จะปั๊มนก 1 ตัว 2 ตัว หรือจะกี่ตัวก็ได้ตามใจชอบ ถือว่าเป็นเสื้อของเราแล้ว และมีแบบนี้ตัวเดียวในโลกด้วย ฮาฮาฮา ได้ข่าวว่าต่อไปเขากำลังคิดสร้างตัวปั๊มลายใหม่เพิ่มขึ้นอีก เพื่อเพิ่มความสนุกให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนคลองท่อมจ้าk62เสร็จแล้ว เสื้อพิมพ์ลายฝีมือเราเอง น่าภูมิใจชะมัด!

การท่องเที่ยวสนุกๆ ในเชิงสุขภาพที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ของผมยังไม่จบแค่นี้ เพราะนี่เพิ่งแค่โหมโรง โปรดติดตามตอน 2 ที่เราจะไปท่องเที่ยวในตำบลคลองท่อมใต้ ตำบลห้วยน้ำขาว และตำบลเพหลา กันต่อ

ไปดูซิว่านอกจากแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติแล้ว คำว่า Hot Spring Spa Town ที่แท้จริง เขาจะมีความหลากหลายอะไรมาเติมเต็มประสบการณ์สนุกๆ ของเราได้อีก แล้วพบกันใหม่จ้าUntitled-1

นราธิวาส Smile ดินแดนแสนงามปลายด้ามขวานทอง

Untitled-11. ‘เกาะกลางน้ำบางนราแสนน่ารัก’ ชุมชนกาแลตาแป อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส เป็นชุมชนเก่าแก่บนเกาะกลางน้ำเล็กๆ อันสุขสงบกลางแม่น้ำบางนรา ผู้คนทำอาชีพประมงเป็นหลัก นำปลาที่ได้มาขาย หรือแปรรูปเป็น ‘กรือโป๊ะ’ ข้าวเกรียบปลาทะเลแสนอร่อย ใครอยากเห็นเรือกอและ ซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้านของปักษ์ใต้อย่างใกล้ชิด มาเที่ยวชมชุมชนนี้ไม่ผิดหวัง แต่ต้องให้ความเคารพในวิถีพี่น้องชาวมุสลิมที่นี่ด้วยนะจ๊ะ
_BOT2453

_BOT2374 _BOT2396_BOT2301_BOT2342 _NAR1357

2. เทศกาลแข่งเรือกอและ เรือยาว เรือยอกอง ในแม่น้ำบางนรา อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ที่สุดแห่งการชิงชัยกลางสายน้ำ ด้วยลีลากีฬาพื้นบ้านสุดมันส์’ งานนี้จัดกันในเดือนกันยายนของทุกปี บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ เฉลิมพระชนมพรรษา ในตัวเมืองนราธิวาสนั่นเอง โดยมีอัฐจรรย์ให้นั่งชมการแข่งเรือได้อย่างสนุกสนาน ช่วงเวลาเดียวกันมีการจัดงานวันลองกอง, งานแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ, การแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทาน รวมถึงมีการออกร้านอาหารพื้นบ้านละลานตา แต่ไฮไลท์น่าตื่นเต้นสุด คือ การแข่งขันเรือกอและ เรือยอกอง และเรือคชสีห์ ในแม่น้ำบางนรา ที่มีผู้คนนับหมื่นมาร่วมเชียร์

_NAR1703 _NAR1874 N2 N9 N13_NAR0428

3. น้ำตกปาโจ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ‘สายน้ำใส ธรรมชาติยิ่งใหญ่ พงไพรเขียวพิสุทธิ์’ น้ำตกปาโจเป็นน้ำตกใหญ่กลางป่าดิบอันชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ ของอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี น้ำตกชั้นที่ 1 ถือว่าสวยสุด เพราะเป็นผาหินลาดชันลงมากว่า 60 เมตร มีน้ำหลากไหลให้ชมและให้ลงแช่เล่นตลอดปี ยิ่งใหญ่มาก ที่สำคัญบริเวณผืนป่าข้างน้ำตกยังมี ‘ใบไม้สีทอง’ หรือ ‘ย่านดาโอ๊ะ’ เลื้อยพันอยู่อย่างสวยงาม นับเป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นที่ค้นพบครั้งแรกของโลกที่นี่ เมื่อ พ.ศ. 2531 สร้างความงามแปลกตา คุณค่า และชื่อเสียงให้แก่ป่าดิบชื้นผืนนี้อย่างมาก

_TAK5350_TAK5375_BOT2163

4. ต้นกะพง (สมพง) ยักษ์ 30 คนโอบ อายุกว่า 100 ปี ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘อลังการไม้ยักษ์กลางพงไพร ไม่ไปไม่รู้’ ชวนกันไปเดินป่าระยะสั้นๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร ข้ามลำห้วยใสๆ และป่าดิบชื้นสวยๆ เข้าไปชมต้นสมพงยักษ์ ยืนต้นตระหง่านกว่า 30 เมตร ทะลุเรือนยอดไม้อื่นขึ้นไปอย่างโดดเด่น โดยมีพูพอนขนาดใหญ่ตรงโคนต้นแผ่กว้างคล้ายปีก ค้ำยันลำต้นสูงลิบนี้เอาไว้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ ทรงเคยเสด็จมาทอดพระเนตรแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2543

_IND8898 _IND8914 _IND8922

5. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา อ.แว้ง ‘บ้านของนกเงือก ราชาวิหคเหินหาวแห่งป่าฝนเขตร้อน’ ป่าฮาลา-บาลา เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์บนรอยต่อชายแดนไทย-มาเลเซีย กินอาณาเขต 2 จังหวัด คือ นราธิวาส และยะลา ป่าผืนนี้มีนกเงือก (Hornbill) อยู่มากถึง 9 ชนิด จากทั้งหมด 12 ชนิด ที่มีในเมืองไทย ถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความอุดมที่สำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนกชนหิน, นกเงือกหัวแรด, นกเงือกปากย่น, นกเงือกหัวหงอก, นกกก, นกแก๊ก, นกเงือกปากดำ, นกเงือกดำ, นกเงือกกรามช้าง ฯลฯ โดยเฉพาะนกชนหินนั้นถือว่าหายากสุดๆ อีกทั้งยังเป็นนกเงือกชนิดเดียวในเมืองไทยที่หนอกบนหัวของมันตัน ไม่กลวงเหมือนนกเงือกอีก 11 ชนิดที่เหลือ นอกจากนี้ ฮาลา-บาลา ยังมีเซียมัง (ชะนีดำใหญ่) เพียงแห่งเดียวในเมืองไทย และพบร่องรอยของกระซู่ ซึ่งเคยคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากเมืองไทยด้วย โดยกระซู่ได้เดินหากินข้ามไปมาระหว่างป่าของไทย-มาเลเซีย นับเป็นข่าวดีที่มันยังไม่หายไป

Bird นกกก นกกาฮัง นกเงือก 1 Bird นกกก นกกาฮัง นกเงือก 2

6. อ่าวมะนาว ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘หาดสงบงาม ณ ที่ท้องฟ้าจุมพิตผืนน้ำ’ ได้ยินชื่ออ่าวมะนาว อย่าสับสนกับอ่าวมะนาวที่ประจวบคีรีขันธ์เด็ดขาด เพราะอ่าวมะนาวของนราธิวาส เขาสวยบริสุทธิ์ เงียบสงบ มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง อ่าวมะนาวทอดตัวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง หาดนี้ยาวกว่า 4 กิโลเมตร สลับกับโขดหินเป็นช่วงๆ โดยด้านหนึ่งติดกับเขาตันหยงและพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ด้วย ริมหาดมีแนวต้นสนและป่าชายหาด (Beach Forest) ร่มรื่น เหมาะนั่งปิกนิก แต่ชายหาดน้ำลึกและคลื่นแรง ลงเล่นต้องดูความปลอดภัยดีๆ แค่เดินถ่ายภาพหรือป่ายปีนโขดหินหามุมสวยๆ ก็ Happy แล้วล่ะ ใครที่รักความสงบ มาเที่ยวอ่าวมะนาวต้องชอบแน่ เพราะมีมุมส่วนตัวให้เลือกเพียบ

_TAK5390_RAN0735 _TAK5405

7. หาดนราทัศน์ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘หาดแห่งการพักผ่อน ที่ซึ่งเสียงคลื่นและเสียงกิ่งสนล้อลมแสนไพเราะ’ เป็นหาดรับแขกของเมืองนราธิวาสเลยก็ว่าได้ เพราะว่ากันว่าเป็นชายหาดสวยที่สุดของจังหวัดนี้ ทอดตัวยาวกว่า 4-5 กิโลเมตร สุดลูกหูลูกตา งามอย่างละมุนละไมด้วยเม็ดทรายละเอียดสีน้ำตาลอ่อนค่อนไปทางขาว ริมหาดมีแนวต้นสนทะเลขนาดใหญ่เรียงรายร่มรื่น เหมาะไปนั่งพักผ่อนหรือลงเล่นน้ำชิลชิล หรือจะไปนั่งฟังเสียงสนล้อลม ชมความงามของเกลียวคลื่นที่ทยอยกันสาดซัดเข้าหาฝั่ง นี่คือความสุขสงบในมุมเล็กๆ ของ ‘นราเมืองน่ารัก’

_BOT2247 _NAR1244 v2

8. ป่าพรุโต๊ะแดง (ศูนย์ศึกษาและวิจัยธรรมชาติป่าพรุสิรินธร) อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘ป่าพรุผืนใหญ่สุดแดนสยาม สุดยอดอาณาจักรลึกเร้นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพใต้ร่มไม้เขียว’ ป่าพรุ (Swamp Forest) คือระบบนิเวศน์พิเศษแสนเปราะบางที่พบไม่มากในเมืองไทย ป่าพรุโต๊ะแดงเนื้อที่กว่า 120,000 ไร่แห่งนี้ล่ะ คือป่าพรุผืนใหญ่ที่สุดของสยาม เก็บรักษาพืชพรรณและสัตว์ป่านานาชนิดเอาไว้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ เขาจัดทำเส้นทางเดินป่าเป็นสะพานไม้ยกระดับอย่างดี พร้อมด้วยป้ายสื่อความหมายธรรมชาติ และจุดพัก ตลอดทางเราจะได้สัมผัสป่าพรุที่ยังมีชีวิต เป็นป่าที่มีน้ำขัง ทับถมด้วยเศษใบไม้ซากพืชซากสัตว์ จนน้ำและดินมีความเป็นกรดสูง ทว่าน้ำไม่เคยเน่าเสีย เพราะมีการไหลเวียนตลอด จึงมีปลาอาศัยอยู่ได้ โดยเฉพาะปลากะแมะ เสือปลา นาก ฯลฯ ส่วนพืชเด่นๆ เช่น หมากแดง กะพ้อ ระกำ หลุมพี หวาย หลาวชะโอน ฯลฯ ดูๆ ไปแล้วคล้ายป่าอะเมซอนเมืองไทยไม่มีผิดเลยนะ ฮาฮาฮา

_TAK5751_TAK5500_RAN0904 _TAK5591_IND7885_RAN0956

9. ตลาดน้ำยะกัง ริมคลองยะกัง อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘เกี่ยวก้อยกันไปนั่งชิลในตลาดน้ำสุดเก๋ ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน’ ตลาดน้ำเปิดใหม่เก๋ไก๋ในตัวเมืองนราธิวาส เปิดเฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 12.00-21.00 น. ในชุมชนยะกัง ซึ่งเป็นชุมชนโบราณคู่เมืองนรา มาวันนี้คนในชุมชนร่วมใจปรับโฉมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สร้างสีสันและชีวิตชีวา โดดเด่นด้วยร้านขายตามทางเดินเลาะริมน้ำยาวกว่า 700 เมตร ซึ่งมีอาหารและขนมโบราณกว่า 100 ชนิดให้ชิม เพื่อเป็นการสืบสานตำนานขนมโบราณเมืองนราไม่ให้สูญหาย ส่วนที่นั่งชิลของนักท่องเที่ยวก็เก๋ยิ่งกว่า เพราะสร้างเป็นสะพานไม้และที่นั่งยืนลงไปในน้ำ ส่วนยามค่ำคืนจะมีการแสดงพื้นบ้านหลากหลายให้ชม นับเป็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว

_IND8650 _IND8656 _IND8686 _KWA4402 _KWA4453

10. สะพานคอยร้อยปี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘สะพานแห่งความโรแมนติก เชื่อมวิถีชีวิตสองฝั่งลำน้ำตากใบ’ เข้าไปสู่ชุมชนบนเกาะยาว เกาะที่ด้านหนึ่งติดแม่น้ำตากใบ อีกด้านติดทะเล มีหาดทรายขาวนวลน่าเที่ยว แต่กว่าจะมีการสร้างสะพานให้คนสัญจรสะดวก จากเกาะยาวข้ามมาฝั่งที่ทำการอำเภอตากใบ ก็ต้องรอกันนานถึง 100 ปี จึงเป็นที่มาของชื่อสะพานนี้ ขอบกว่าบรรยากาศบนสะพานสวยมาก อากาศสดชื่น เห็นแม่น้ำตากใบไหลเอื่อยๆ เย็นชื่นใจ ปัจจุบันสะพานไม้เก่า ยาว 345 เมตร เคียงคู่ด้วยสะพานปูนใหม่เอี่ยม เชื่อมโยงธรรมชาติและวิถีชีวิตสองฝากฝั่งเข้าด้วยกันอย่างสนิทแนบ

_IND9041 _IND9047 _IND9050 _KWA4910 _KWA4924

11. สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สถานีรถไฟเก่าเล่าเรื่องอดีต อวลกลิ่นอายชายแดนแสนรุ่งเรือง’ เมื่อมาเห็นสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ก็ต้องบอกเลยว่า ‘ระยะทางอันห่างไกล จริงๆ แล้วคือเสน่ห์น่าเที่ยว’ เพราะสถานีรถไฟแห่งนี้ คือสถานีรถไฟสุดท้ายของเส้นทางรถไฟสายใต้ โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ มากที่สุด ถึง 1,142 กิโลเมตร ติดต่อกับเขตแดนเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ของมาเลเซีย ตัวสถานีรถไฟมีดีไซน์สถาปัตยกรรมย้อนยุคน่ารักดี ยังเปิดใช้งานอยู่ ใครจะลองนั่งรถไฟเล่นๆ จากสุไหงโก-ลก กลับกรุงเทพฯ ก็ได้ มีบริการทุกวัน สอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วนรถไฟ โทร. 1690

_KWA4890_IND9036

12. หอนาฬิกาเก่า อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘Landmark เมืองนรา หอนาฬิกา หอรวมใจผู้คน’ แม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็ถือเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองนราธิวาสมาช้านาน ทางเทศบาลเมืองนราธิวาสปรับปรุงขึ้นใหม่ ให้แข็งแรงสวยงาม เด่นที่หลังคาบนยอดหอนาฬิกา สร้างเป็นทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวแบบปักษ์ใต้ ไม่ละทิ้งเสน่ห์อัตลักษณ์ตัวตนคนนรา ในยามค่ำคืนจะเปิดไฟประดับสวยงาม อีกทั้งริมถนนใกล้ๆ ยังมีร้านขายชาชัก โรตี มะตะบะ ให้มานั่งสังสรรคกันอย่างฉันมิตรทุกค่ำคืน

_BOT2641

13. กลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูด บ้านทอนอามาน ต.โคกเคียน อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ด้วยสองมือและหัวใจ ถักทอจากเส้นสายสู่งานศิลป์’ กระจูด เป็นพรรณไม้จำพวกกกที่ขึ้นอยู่มากในป่าพรุแถบภาคใต้ ชาวบ้านนิยมนำมาทอเป็นเสื่อ กระบุง ตะกร้า ใช้กันในครัวเรือนมาเนิ่นนาน เช่นเดียวกับชาวบ้านทอนอามาน ที่ตั้งกลุ่มทำผลิตภัณฑ์กระจูดอันประณีต สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นเมื่อ พ.ศ.2543 โดยใช้เวลาว่างหลังจากทำประมง มาช่วยกันทำผลิตภัณฑ์กระจูดที่มีทั้งรูปแบบดั้งเดิมและแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็น OTOP สำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของนราธิวาส ซึ่ง คุณพัชรินทร์ บินเจ๊ะมิง นอกจากจะเป็นผู้นำกลุ่มแล้ว ยังเป็นครูสอนในโครงการศิลปาชีพของสมเด็จพระราชินีด้วย สนใจเปิดให้เข้าชมและช้อปปิ้งทุกวัน โทร. 08-6289-6671, 0-7356-5070

_IND8625 _IND8634 _KWA4361 _KWA4368

14. วาเลนไทน์พันธุ์ไม้ บ้านตันหยงมะลิ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สุดยอดอาณาจักรแคคตัสแดนใต้’ เป็นสวนกระบองเพชร หรือแคคตัส ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ รวบรวมกระบองเพชรไว้ไม่น้อยกว่า 300 สายพันธุ์ นับแสนๆ ต้น นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม ถ่ายภาพ ได้ฟรี  ไม่มีค่าผ่านประตู ไม่ซื้อไม่ว่า ขอให้มาเที่ยวก็ชื่นใจแล้ว ส่วนใครจะซื้อกลับบ้านแต่ไม่รู้จะเอาขึ้นเครื่องบินกลับยังไงดีนะ? เขาก็มีบริการส่งทั่วประเทศ ว้าว! ไฮไลท์ของที่นี่คือ ต้นกระบองเพชรยักษ์อายุ 20 ปี ที่เจ้าของปลูกเลี้ยงไว้ดูและถนุถนอนอย่างดี สนใจ โทร. 08-1957-2614 เว็บไซต์ www.valentinepanmai.com

_IND8931 _IND8934 _IND8954 _KWA4795

15. พิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ศูนย์รวมเรื่องเล่าความเป็นมา จากเมืองบางนราสู่นราธิวาส’ ตั้งอยู่ที่ถนนพิชิตบำรุง ต.บางนาค ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส โดยใช้อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า มาพัฒนาจัดแต่งใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมา ศาสนา ชาติพันธุ์ ชนเผ่า งานศิลปหัตถกรรม เรือกอและ กีฬาปักษ์ใต้ อาหารถิ่น ฯลฯ รวมถึงวิถีชีวิตของชาวนราธิวาสในทุกแง่มุมอย่างละเอียด อาคารมี 2 ชั้น ชั้นล่างแบ่งเป็น 6 ห้อง ส่วนชั้นบนแบ่งเป็น 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระราชทานงานศิลปาชีพสู่นราธิวาสด้วย (พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. โทร. 0-7351-2207)

_KWA4182_IND8495 _IND8511 _IND8513 _IND8537 _KWA4193

16. พิพิธภัณฑ์คัมภีร์อัล-กุรอาน อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ‘สมบัติล้ำค่าแห่งแผ่นดิน ชมอัล-กุรอานสวยที่สุดในโลก!’ อัล-กุรอาน มาจากรากศัพท์ภาษาอาหรับแปลว่า ‘การอ่าน หรือ การรวบรวม’ เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่นบีมุอัมมัด ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นนบีคนสุดท้าย และการจะเป็นชาวมุสลิมที่ดีได้ก็ต้องศรัทธาในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ปัจจุบันที่ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา (ปอเนาะศาลาลูกไก่) ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว เก็บรักษาคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณ อายุ 150-1,100 ปี ไว้มากถึง 78 เล่ม (กำลังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ในบริเวณใกล้ๆ กัน คาดว่าจะเสร็จภายใน พ.ศ. 2561) ทั้งหมดเป็นปกหนังสัตว์ เนื้อกระดาษโบราณและเปลือกไม้ เขียนตัวอักษรด้วยหมึกสีดำเป็นภาษายาวีและภาษาอาหรับโบราณ บางเล่มใช้สี 5 สี ประดับทองคำเปลว งดงามมาก โดยมีอยู่เล่มหนึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็น ‘คัมภีร์อัล-กุรอานสวยที่สุดในโลกมุสลิม ตั้งแต่ปี 2016’ จากสถาบันหอสมุดสุไลมานียะห์ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เพราะมีการประดับทองคำเปลว และประดับลวดลายถึง 30 ลาย เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2256 โดยรูสะมีแล จังหวัดปัตตานี (สนใจเข้าชม โทร. 08-4973-5772, 09-5202-4342)

_IND8550 _IND8585 _KWA4250 _KWA4272

17. เหมืองทองโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘เดินป่าผจญไพร ค้นหาหุบเขาทองคำที่ยังมีลมหายใจ’ ไม่น่าเชื่อเลยว่าในป่าดงดิบรกชัฏลึกเร้นของอำเภอสุคิริน บนเทือกเขาโต๊ะโมะและเขาลิโซ ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซีย เพียง 800 เมตร จะเป็นที่ตั้งของเหมืองทองคำเก่าอันมีชื่อเสียงลือลั่นไปทั้งประเทศ ในนาม ‘เหมืองโต๊ะโมะ’ ประวัติเล่าว่าเร่ิมต้นในอดีตมีชาวจีนคนหนึ่งชื่อ นายฮิว ซิ้นจิ๋ว นำคน 50 คน จากชายแดนมาเลเซีย เดินทางร่อนทองขึ้นมาตามลำห้วยลิโซ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี พวกเขาร่อนทองได้มากมายเมื่อเข้าใกล้ต้นน้ำ จึงเกิดยุคตื่นทอง ผู้คนนับพันเข้ามาตั้งหมู่บ้าน รัฐบาลไทยจึงตั้ง นายอาฟัด ลูกชายของนายฮิว แซ่จิ๋ว เก็บภาษีทองคำ แล้วให้ดำรงตำแหน่ง หลวงวิเศษสุวรรณภูมิ ต่อมาในยุคหลังฝรั่งเศสได้มาขอสัมปทานทำเหมือง ได้ทองคำเนื้อดีไปมากมาย และเมื่อล่วงถึงยุคโจรจีนผู้ก่อการร้ายมลายา เหมืองทองโต๊ะโมะก็ปิดตัวลงอย่างถาวร มีเพียงชาวบ้านละแวกนั้นเข้าไปร่อนทองหาค่ากับข้าวนิดๆ หน่อยๆ ส่วนอุโมงค์ลำเลียงยาว 1 กิโลเมตร ซึ่งเคยทะลุจากไทย-มาเลเซียได้ ก็ถูกปิดลงเช่นกัน ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติเหมืองทองคำที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของเรา

_IND8840 _IND8843 _IND8865 _KWA4658 _KWA4670 _KWA4676 _KWA4699

18. ชุมชนภูเขาทอง หมู่ 3 อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘ชุมชนมลายู-ลาว ปลายด้ามขวานทอง ไปดูบุญบั้งไฟแห่งเดียวในแดนใต้’ ไม่ห่างจากเหมืองทองคำโต๊ะโมะและศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะมากนัก คือที่ตั้งของ ‘ชุมชนบ้านภูเขาทอง’ หมู่บ้านของชาวอีสานที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ตามนโยบายรัฐบาลไทยในครั้งอดีต ด้วยนโยบายเมืองล้อมป่าต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยรัฐได้ให้ที่ดินครอบครัวละ 18 ไร่ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย และอีก 16 ไร่เพื่อทำการเกษตรปลูกยางพารา ทว่าพวกเขาไม่ได้มามือเปล่า แต่นำขบมความเชื่อและวัฒนธรรมจากอีสานมาด้วย ทุกวันนี้ชาวบ้านภูเขาทองจึงยังคงพูดอีสาน กินอาหารอีสาน เซิ้งแบบอีสาน และมีประเพณีบุญบั้งไฟในช่วงเดือนมิถุนายนทุกปี นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมหมู่บ้าน ชมการเซิ้งร่อนทอง ชิมอาหารพื้นบ้าน และล่องแก่งด้วยเรือคายัคในฤดูที่มีน้ำพอเพียง นับเป็นกิจกรรมผจญภัยกลางแจ้งที่น่าสนุกตื่นเต้นไม่น้อยเลย

_KWA4748_KWA4714 _KWA4717 _KWA4722

19. มัสยิด 300 ปี บ้านตะโละมาเนาะ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ‘สุดยอดงานสถาปัตย์แห่งศรัทธา งามข้ามกาลเวลาไม่เคยเสื่อมคลาย’ ชาวบ้านแถบนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘มัสยิดวาดีลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละมาเนาะ’ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2167 โดยนายวันฮูเซ็น ฮัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานนา จังหวัดปัตตานี เดิมทีใช้ใบลานมุงหลังคา ต่อมาใช้กระเบื้องว่าว ตัวมัสยิดสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์ผสมมลายู โดยสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ สร้างเป็นอาคารสองหลังเชื่อมถึงกัน, มีฐานรองรับหลังคาหน้าจั่ว และหอขาน หรือหออาซาน สร้างด้วยศิลปะจีนประยุกต์งามแปลกตา นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ชมได้แค่ภายนอก แต่ถ้าอยากชมด้านในต้องขออนุญาตโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านก่อน เพราะถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งของจังหวัดนราธิวาส

_TAK5329 _TAK5344

20. วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) หมู่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘หมุดหลักปักเขตแดนสยาม ความงามแห่งพุทธศิลป์ริมน้ำตากใบ’ เป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของนราธิวาส เพราะเกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ในยุคอาณานิคมอังกฤษ เพราะรัฐบาลไทยใช้วัดนี้ รวมถึงพุทธศาสนา และพุทธศิลป์ เป็นเครื่องต่อรอง อังกฤษจึงไม่ยึดผืนดินส่วนนี้ไป วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ มองไปทางขวาจะเห็นสะพานคอยร้อยปีที่ทอดเข้าสู่เกาะยาวได้ชัดเจน ภายในวัดมีศาลาไม้ลวดลายสีสันงดงาม เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาสมบัติโบราณล้ำค่าของท้องถิ่น และมีพระอุโบสถหลังเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 งดงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือพระภิกษุชาวสงขลา ประดิษฐานพระประธานปิดทองอร่าม จนแลไม่เห็นพระโอษฐ์สีแดง และพระเกศาสีดำ วัดนี้บรรยากาศเงียบสงบดีมาก สามารถไปนั่งเล่นที่ศาลาไม้ริมแม่น้ำตากใบ ชื่นชมธรรมชาติได้ชิลๆ

1 2 3 4 5 6

21. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ บ้านโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘ต้นทางแห่งศรัทธาของลูกมังกร ใกล้เหมืองโต๊ะโม๊ะ’ ที่นี่คือ ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ (เจ้าแม่ทับทิม) ดั้งเดิม ซึ่งชาวจีนที่อพยพเข้ามาร่อนทองจากมาเลเซีย ช่วยกันก่อสร้างขึ้น ในยุคที่ฝรั่งเศสได้สัมปทานทำเหมืองทอง นายช่างหัวหน้าเหมืองชื่อ ‘กัปตันคิว’ ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ หลายครั้งร่างทรงเจ้าแม่ทำนายไม่ให้ขุด ก็ยังดื้อรั้น จึงเกิดดินถล่มทับคนงานตายนับร้อย กัปตันคิวจึงเดินทางไปเมืองจีนเพื่อนำองค์จำลองเจ้าแม่กลับมาประดิษฐานไว้ที่ศาลในอำเภอสุคิริน ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมืองทองต้องปิดตัวลง ผู้คนแตกกระสานซ่านเซ็น เจ้าแม่จึงได้ไปเข้าฝันนายสรรกุล กับเถ้าแก่กังร้านบึงจีบฮวด พ่อค้าในอำเภอสุไหงโก-ลก ให้ช่วยกันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาที่ดินและเรี่ยรายทรัพย์สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก ทุกวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงชาวจีนฝั่งมาเลเซียก็ยังเคารพศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้แม่มาก จนเรียกขานว่า ‘เจ้าแม่โต๊ะโมะ’ ตามที่ตั้งของศาลนั่นเอง

_IND8796 _IND8809 _KWA4583

22. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สืบสานตำนานเจ้าแม่ จากสุคิรินถึงถิ่นสุไหงโก-ลก กลิ่นอายแห่งศรัทธาไม่เคยจางไป’ เป็นศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งที่สอง ซึ่งย้ายมาจากอำเภอสุคิริน (ใกล้เหมืองทองโต๊ะโมะ) หลังจากที่ฝรั่งเศสหยุดทำเหมืองทอง และเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ตัวศาลตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านเศรษฐกิจของอำเภอสุไหงโก-ลก มีชาวไทยและจีนจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาสักการะจำนวนมากทุกวัน โดยเฉพาะในวันที่ 23 เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันเกิดของเจ้าแม่ จะมีพิธีฉลองใหญ่ ผู้คนเข้าร่วมนับหมื่น

_IND9013 _IND9023 _KWA4841 _KWA4880

23. พุทธอุทยานเขากง ต.ลำภู อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘นมัสการพระพุทธรูปกลางแจ้ง งดงามและใหญ่ที่สุดในแดนใต้’ นราธิวาสเป็นเมืองสงบ เป็นดินแดนแห่งความเชื่อและศรัทธาของหลายศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งอิสลาม พุทธ จีน และอื่นๆ ใครไปสัมผัสก็ต้องประทับใจ อย่างที่ ‘วัดเขากง’ อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล องค์พระพุทธรูปกลางแจ้งที่ถือว่าสวยงามและมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ องค์พระสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับกระเบื้องโมเสกสีทองอร่าม ศิลปะสกุลช่างอินเดียใต้ หน้าตักกว้าง 17 เมตร สูงถึง 24 เมตร ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาลูกย่อมๆ แลโดดเด่นน่าศรัทธาอย่างยิ่ง นับเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธเมืองนราที่สำคัญที่สุดก็คงจะไม่ผิดนัก

_BOT2029 _BOT2120 _BOT2135

24. พระพิฆเนศเมืองนรา ต.บางนาค อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ตื่นตาพระพิฆเนศงามที่สุดในภาคใต้’ สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาเปี่ยมล้นของ คุณอินดาร์แซล บุศรี เจ้าของกิจการห้างดีวรรณพาณิชย์ในเมืองนราธิวาส เพราะตัวท่านเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ ความเมตาและความสำเร็จ อีกทั้งท่านต้องการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยที่ได้อาศัยมากว่า 60 ปี เพื่อให้องค์พระพิฆเนศเป็นที่สักการะบูชาสำหรับผู้ที่นับถือ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน องค์พระพิฆเนศนี้มีขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูงถึง 16 เมตร ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ สวมศิลาภรณ์มงกุฎประดับโมเสคแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาแล้วเวียนกลับมาทางซ้ายขององค์ เหนือพระนาคีมีสายธุรำเป็นงูแผ่พังพานใต้พระถันด้านซ้าย ส่วนงาข้างซ้ายนั้นหักเพื่อให้นำสิ่งไม่ดีออกไป ขณะที่พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนสติปัญญา พระหัตถ์ขวาล่างถือประคำแสดงท่าประทานพรให้ความสำเร็จ พระหัตถ์ซ้ายบนถือปรศุและขอช้างรวมกันเป็นสัญลักษณ์ของการฟันฝ่าอุปสรรค ให้ความคุ้มครองและเดินไปสู่ความรู้โดยปราศจากมายา พระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะเป็นสัญลักษณ์รางวัลแห่งความเจริญรุ่งเรือง

3_BOT2148

25. พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘บ้านของพระราชา-พระราชินี สถานที่ฝึกงานอาชีพแด่ราษฎร’ เป็นพระตำหนักทรงงาน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 บนเขาตันหยงมัส เพื่อใช้เป็นที่ประทับทรงงานและแปรพระราชฐานของพระองค์ รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยรอบพระตำหนักประดับด้วยพรรณไม้ดอกไม้ใบงดงามตลอดปี อีกทั้งยังมีส่วนอาคารฝึกศิลปาชีพให้ราษฎรด้วย โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักสาน และเซรามิค นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบริเวณภายนอก หรือติดต่อเป็นหมู่คณะเพื่อเข้าชมงานศิลปาชีพได้

_TAK5433 _TAK5439_RAN0788 _RAN0802_RAN0755 _RAN0778 _RAN0782

26. พระตำหนักสมเด็จย่า (พระตำหนักสุคิริน) อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘จากน้ำพระทัยสมเด็จย่า สู่ปวงประชาชาวสุคิริน’ ทรงพระราชทานชื่อ ‘สุคิริน’ ไว้ ณ ดินแดนนี้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 ครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งแรก ดังลายพระหัตถ์ที่ได้พระราชทานเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และสมาชิกนิคมฯ ว่า “สุคิริน ขอให้นิคมนี้จงมีความเจริญรุ่งเรือง คนอยู่ในศีลธรรม เพื่อความสุขของตนเองและส่วนรวม” การรับเสด็จในครั้งนั้น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่นิคมฯ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระองค์ท่านเสด็จประทับ ณ เรือนรับรองนิคมฯ ซึ่งเป็นอาคารหลังเล็กๆ ที่เราได้เห็นกันในวันนี้

_KWA4572_IND8792 _KWA4570

27. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ต้นแบบวิถีพอเพียง ทรงพระราชทานศาสตร์พระราชา เพื่อความสุขแห่งปวงประชาอย่างยั่งยืน’ เป็นศูนย์การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 1 ใน 6 ศูนย์ฯ ของไทย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงจัดตั้งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ราษฎร์เผชิญอยู่ อย่างที่ศูนย์ฯ พิกุลทอง นี้ พระองค์ทรงต้องการแก้ปัญหาเรื่อง ดินเปรี้ยวจัด เพื่อให้ราษฎร์ธสามารถใช้พื้นที่ปลูกข้าวได้ จึงทรงทดลอง ‘แกล้งดิน’ ใช้น้ำสลับกับปูนขาวแก้ปัญหาดินเปรี้ยวได้สำเร็จ ด้วยพระอัจฉริยภาพอย่างสูง ปัจจุบันศุนย์ฯ พิกุลทองเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานครบวงจรตามแนวพระราชดำริ ของพระองค์ท่าน ทั้งโครงการแกล้งดิน, หญ้าแฝก, การจัดการน้ำ, เลี้ยงปลา, ปศุสัตว์, ปลูกข้าว, ปลูกไม้ผลนานาชนิด, ไบโอดีเซล, งานป่าไม้ ฯลฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ราษฎร์ที่สนใจนำไปปฏิบัติโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนนักท่องเที่ยวก็เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน แต่ถ้ามาเป็นหมู่คณะ ควรติดต่อล่วงหน้านะจ๊ะ โทร. 0-7363-1038 เขามีรถพ่วงพร้อมวิทยากรพานำชมฟรีจ้า

_RAN1007_IND9087 _IND9096 _KWA5015 _RAN1118 _TAK5926 _TAK5935

28. วิถีชีวิตริมแม่น้ำบางนรา อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘วิถีคน วิถีน้ำ ความผูกพันที่ไม่มีวันจางคลาย’ บางนราเป็นแม่น้ำที่แยกออกจากแม่น้ำโก-ลก ที่อำเภอตากใบ แล้วไหลขึ้นสู่ทิศเหนือผ่านตัวเมืองนราธิวาส แล้วออกอ่าวไทยในที่สุด บริเวณใกล้ปากแม่น้ำมีชุมชนประมงของชาวบ้านอาศัยอยู่สองฟากฝั่ง แลเห็นอู่ซ่อมเรือ บ้านเรือนริมน้ำ และเรือกอและจอดเรียงรายนับร้อยลำ กินอยู่กันอย่างเรียบง่ายพอเพียง ผูกพันอยู่กับท้องทะเล สายลม แสงแดด เกลียวคลื่น ทุกเมื่อเชื่อวัน ตามประสาลูกทะเล ถ้าไปเที่ยวนราธิวาสคราวหน้า อย่าลืมแวะชมกันนะจ๊ะ มีมุมสวยๆ ให้เซลฟี่ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเพียบ แต่ก็ต้องให้ความเคารพชุมชนด้วยล่ะ อย่าลืมนะ

_BOT2176 _BOT2177 _BOT2190 _NAR1542 N17

29. กรือโป๊ะ ‘ข้าวเกรียบปลาทะเลแสนอร่อย ขนมกินเล่น Signature เมืองนรา’ มาเที่ยวเมืองนราถ้าอยากหาของกินเล่นแบบท้องถิ่นแท้ๆ ล่ะก็ ต้องถามหา ‘กรือโป๊ะ’ (หรือ กือโป๊ะ = Keropok : ภาษามลายู) เป็นอันดับแรก เพราะมันคือข้าวเกรียบปลาแผ่นกลม บาง เคี้ยวกรุบกรอบ รสชาติออกเค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ ยิ่งกินยิ่งมันจนหยุดไม่ได้ เพราะทั้งอร่อยและได้คุณค่าโปรตีนจากทะเลน่ะสิ จะกินธรรมดาหรือจิ้มซอสก็ได้ ตามใจชอบ หาซื้อได้ทั่วไปในร้านค้าริมถนน และร้าน OTOP ของจังหวัด

_BOT1974 _NAR0368_BOT1964

30. ปลากุเลาเค็ม อ.ตากใบ ‘สุดยอดอาหารถิ่น ที่ใครมากินก็ต้องติดใจ’ ปลากุเลาเป็นปลาทะเลชั้นดีมีราคา ที่คนนราธิวาสนิยมนำมาทำเป็นปลากุเลาเค็มแดดเดียว ทอดกินกับข้าว บีบมะนาวนิด ซอยหอมแดง โรยหน้าด้วยพริกขี้หนูลงไปหน่อย แหม แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว กินกับข้าวสวยร้อนๆ นะ เรียกว่าต้องเติมข้าวจานสองจานสามโดยไม่รู้ตัวเชียว มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปลากุเลาเค็มอำเภอตากใบ แนะนำ ร้านอ้อยูงทองปลากุเลา (อยู่ใกล้กับสะพานคอยร้อยปี บนถนนเส้นเดียวกับที่จะไปวัดชลธาราสิงเห) โทร. 0-7358-1044, 09-2996-5641 เราสามารถซื้อขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้ เพราะเขามีกรรมวิธีแพ็กห่อพลาสติกและใส่กล่องเก็บกลิ่นอย่างดี สุดยอดจริงๆ

_IND9060_IND8491

31. ลองกองตันหยงมัส ‘สุดยอดผลไม้ปักษ์ใต้ ไม่ชิมไม่ได้แล้ว’ ถ้าไปเที่ยวนราธิวาสในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน อันเป็นช่วงที่ผลไม้ภาคตะวันออกอย่างระยอง จันทบุรี ซาหมดไปแล้ว เรายังมีโอกาสได้ลิ้มลอง ‘ลองกองตันหยงมัส’ (หรือ ลองกองซีโป) หนึ่งในสุดยอดผลไม้ปักษ์ใต้ ด้วยลักษณะเด่นคือออกผลเป็นช่อสวย เปลือกผลนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีเหลืองทอง เนื้อล่อน เมล็ดน้อยหรือไม่มีเลย กลิ่นหอม รสหวานชื่นใจ และยังอุดมด้วยวิตามินบีและฟอสฟอรัส ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นไข้ ตัวร้อน บรรเทาอาการร้อนในช่องปาก ลองกองตันหยงมัสจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของนราธิวาสไปโดยปริยาย มีแหล่งปลูกมากที่สุดอยู่ที่ อ.ระแงะ อ.ศรีสาคร และ อ.สุไหงปาดี

_BOT2092Untitled-1

Special Thanks : ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส (ดูแลจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา), สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เที่ยวสุราษฎร์ฯ เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง

เขาสก 1“โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา มีน้ำภูเขาทะเลกว้างไกล จะไปไหน ปักษ์ใต้บ้านเรา…” เสียงเพลงไพเราะแสนคลาสสิกของวงแฮมเมอร์ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจผม ขณะที่สองเท้ากำลังย่างก้าวเข้าสู่ดินแดนอันแสนงงดงาม ‘สุราษฎร์ธานี’ เมืองที่มีป่าผืนใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อันเป็นต้นกำเนิดสายน้ำชุ่มฉ่ำ เป็นบ้านของสรรพชีวิต และที่สำคัญคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (Eco-Tourism) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้

ทริปนี้ เราจึงร่วมเดินทางไปกับ ททท. สำนักงานสุราษฎร์ธานี เปิดประสบการณ์ใหม่กับการสัมผัส สุราษฎร์ฯ แบบวิถีไทยสไตล์ลึกซึ้ง
เขาสก 2ความสนุกความมันในทริปนี้ เร่ิมต้นขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก แถวๆ ‘คลองศก’ อำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นถิ่นที่เต็มไปด้วยเทือกเขาหินปูนสลับซับซ้อน ห่มคลุมด้วยป่าฝนผืนใหญ่ เขียวขจีตลอดปี และมีวิถีเกษตรของชาวบ้านเติมเต็มวิถีชีวิตที่นี่ กิจกรรม ‘ล่องแพไม้ไผ่คลองศก’ ถือเป็นการผจญภัยแบบง่ายๆ ชิลๆ ที่นำเราเข้าสู่อ้อมกอดของป่าใหญ่ ได้สัมผัสสายน้ำเย็นชื่นใจ และภูมิทัศน์มหัศจรรย์ของเทือกเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา
เขาสก 3ทว่าการล่องแพไม้ไผ่คลองศกของสุราษฎร์ฯ เขามีความเก๋ไก๋แบบวิถีไทยที่ไม่เหมือนใครนะครับ เพราะเขามีสโลแกนน่ารักๆ ว่า ‘สวมมง ลงแพ ดื่มกาแฟ แลดอกบัวผุด’ โดยคำว่า ‘สวมมง’ ก็หมายถึงการให้นักท่องเที่ยวสวมมงกุฎที่ทำจากใบปาล์ม ส่วน ‘ลงแพ’ ก็คือล่องแพไม้ไผ่ ที่ไม่ได้ตัดมาจากป่า แต่เป็นไผ่ปลูกในสวนชาวบ้าน เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติให้ท่องเที่ยวได้ยั่งยืน ‘ดื่มกาแฟ’ คือมีซุ้มกาแฟแวะชิมกันกลางป่า และคำว่า ‘แลดอกบัวผุด’ ก็คือกิจกรรมเสริมอันโดดเด่นอีกอย่าง เพราะในป่าแถบนี้มีดอกบัวผุด ซึ่งเป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลกเบ่งบานอยู่ ล่องแพเสร็จแล้วใครแรงเหลือ ก็ยังไปเดินป่าค้นหาความมหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ด้วยเขาสก 4การล่องแพไม้ไผ่คลองศกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ผ่านไปตามลำน้ำที่ไม่ได้ไหลเชี่ยวกรากจนน่ากลัว ทว่าไหลเอื่อยๆ สบายๆ เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เที่ยวสนุก สองฟากฝั่งอุดมด้วยแมกไม้ร่มรื่น เป็นแนวป่าธรรมชาติบ้าง สลับกับเรือกสวนของชาวบ้านบ้าง แต่ที่ถือว่าเป็นพระเอกของเส้นทางนี้จริงๆ สำหรับผม ก็คือเทือกเขาหินปูนไงครับ เพราะลำน้ำบางช่วงบีบแคบ มีโตรกผาหรือแท่งหินปูนยืนตระหง่านอยู่ใกล้ๆ เลย ถ่ายภาพได้สวยสุดๆเขาสก 5แพไม้ไผ่ของคลองศกนั่งสบาย มีเก้าอี้ไม้เตี้ยๆ ให้ ไม่ต้องนั่งตูดเปียกบนแพ การล่องก็ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ แต่ใช้ไม้ไผ่ค้ำถ่อไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อน แบบ Slow Life แถมแพบางลำยังใช้ไม้พายจ้วงเอาๆ ได้สบายบรื๋อเลย
เขาสก 6พอล่องแพมาได้ประมาณ 15 นาที ยังไม่ทันจะเหนื่อย (จะเหนื่อยได้ไง ก็เรานั่งเฉยๆ ไม่ได้ถ่อแพเอง ฮาฮาฮา) เขาก็จอดแวะริมตลิ่ง นำเราเดินขึ้นไปยัง ซุ้มกาแฟกลางป่า มีการต้มน้ำร้อนในกระบอกไม้ไผ่ มาชงกาแฟหรือชาร้อนๆ ให้เราซดเรียกความสดชื่น แถมแก้วที่ให้เรานั้น ยังเป็นแก้วที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งหมด นำลงไปนั่งชิลดื่ม พร้อมชมวิวในแพอย่างสบายราวกับราชา แหม อะไรจะ Happy ปานนี้นะเขาสก 7 เขาสก 8.1รอยยิ้มของเจ้าบ้านและผู้มาเยือน ในซุ้มกาแฟกลางป่า จุดแวะระหว่างล่องแพไม้ไผ่คลองศกจ้าเขาสก 8ล่องแพน้ำใส ดื่มกาแฟร้อนๆ ในกระบอกไม้ไผ่ สุขใจ เติมเต็มพลังชีวิตด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติรอบข้าง นี่ล่ะของขวัญให้ชีวิตเขาสก 9จากจุดซุ้มกาแฟกลางป่า ต่อไปก็เป็นการล่องแพยาวๆ กันเลย ปล่อยให้ตัวและหัวใจของเราไหลไปพร้อมสายน้ำสีเขียวมรกตของลำคลองศก ซึ่งเกิดจากความอุดมของป่าอุทยานแห่งชาติเขาสก สีเขียวของแมกไม้น้อยใหญ่ จะทำให้หัวใจชุ่มชื่น ได้รับรู้ถึงกลิ่นอายและสรรพสำเนียงของธรรมชาติ ลองปิดมือถือ ทิ้งชีวิตวุ่นวายแบบเมืองใหญ่ไว้เบื้องหลักสักพักก็ดีนะเขาสก 10ระหว่างล่องแพ นอกจากการชมวิวและถ่ายภาพแล้ว ใครติดกล้องส่องทางไกลไปด้วย ก็จะได้มีโอกาสดูนกหลายชนิดที่เข้ามาหากินคลายร้อนใกล้น้ำครับเขาสก 11 เขาสก 12หลังจากล่องแพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใครเหนื่อยก็ Check In เข้าที่พักเอาแรง หรือใครยังฟิตปั๋ง ก็จะให้ไกด์นำทางไปเดินป่าตามหาดอกบัวผุดเขาสก ก็ได้เลย เอาที่สบายใจจ้าเขาสก 13หลังจากเพลิดเพลินกับการล่องแพคลองศกกันอย่างชุ่มฉ่ำ และพักเอาแรงเต็มที่แล้วหนึ่งคืน ผมก็ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ รีบไปกางขาตั้งกล้องรอแสงแรกของตะวันเบิกฟ้าที่ ‘จุดชมวิวผานางคอย’ เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นอันมีชื่อเสียงในแถบนี้ จุดชมวิวผานางคอยตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่าง กม.109 (เดิม) และ กม.111 (เดิม) หากขับรถมาจากปากทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสก มองทางซ้ายมือไว้ครับ เดี๋ยวเจอเองเขาสก 14จุดชมวิวผานางคอยในช่วงฤดูฝน และวันที่มีความชื้นสูง อากาศเย็น ตอนเช้าก็จะมีทะเลหมอกให้ชม แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะบางวันจะมีเฉพาะแสงสีทองสวยๆ ยามเช้า สาดส่องลงมาปลุกเทือกเขาหินปูนตะปุ่มตะป่ำ ให้ตื่นจากหลับใหล นี่คือสิ่งที่ทำให้นักแรมทางเข้าใจธรรมชาติ ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง และรู้จักท่องเที่ยวอย่างเปิดใจรับความสุขตรงหน้าให้เต็มที่เขาสก 15เราเติมความสุขของเช้าอันสดใสที่เขาสก ด้วยการไปหม่ำอาหารเช้าอร่อยๆ แนวสุขภาพ กันที่ ‘แพ 500 ไร่ Valley Retreat’ หนึ่งในสาขาของแพ 500 ไร่ ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) เห็น Landscape ที่ตั้งของเขาแล้วต้องบอกเลยว่า อึ้ง ทึ่ง ตกตะลึงในความงาม สามารถสร้างที่พักให้กลมกลืนกับธรรมชาติ โดยใช้วิวเบื้องหน้าประกอบเข้ามาได้ลงตัวเป๊ะ
เขาสก 16นี่หรือคือเขาสก? คำตอบคือใช่ เพราะ แพ 500 ไร่ Valley Retreat เป็นที่พักหรูที่เน้นความเงียบสงบ ให้ธรรมชาติเป็นพระเอก โดยมีสระว่ายน้ำที่ยาวกว่า 50 เมตร ให้บริการผู้เข้าพัก ถือเป็นสระว่ายน้ำยาวที่สุดในแถบนี้เลยล่ะ พอว่ายน้ำเสร็จแล้ว คงไม่มีใครว่า หากจะใช้เวลาเป็นส่วนตัวเอนกายลงนั่งชมวิวสุดสายตา Panorama เบื้องหน้า ให้เป็นรางวัลชีวิตเขาสก 17.1 แพ 500 ไร่ valley retreatว่ายน้ำกับ Mountain View หรือ Rainforest View สุดเจ๋ง จะหาได้ที่ไหนไม่มีอีกแล้ว!เขาสก 17.2 เขาชัน รีสอร์ทและวันนี้ในแถบอุทยานแห่งชาติเขาสก ก็มีที่พักเก๋ไก๋เปิดใหม่ให้บริการอีกมากมาย แต่ละแห่งล้วนดึงจุดเด่นของป่าฝนและการพักผ่อนอย่างใกล้ชิด กลมกลืนกับธรรมชาติ มาให้เราสัมผัสเขาสก 17มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ของการเดินทางทริปนี้ คือ การเดินป่าตามหาดอกบัวผุด หนึ่งในดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในเมืองไทยบริเวณป่าเขาสกนี่เอง ทำให้นักเดินป่าศึกษาธรรมชาติ นักพฤกษศาสตร์ และช่างภาพจากทั่วโลก เดินทางมาเยือนที่นี่ในยามที่ดอกบัวผุดบาน เพราะไม่ใช่ว่ามันจะบานตลอดปี แต่มักจะบานนอกฤดูฝน ราวๆ ต้นฤดูร้อน (เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน) แถมการบานของแต่ละดอกยังมีช่วงสั้นๆ แค่ 7 วันเท่านั้น การเห็นดอกบัวผุดบานกลางป่าด้วยตาตัวเองสักครั้ง จึงยากพอๆ กับการถูกหวยรางวัลที่ 1 เลยละ ฮาฮาฮาเขาสก 18โชคดีเหลือเกิน การเดินทางในครั้งนี้มีดอกบัวผุดบานพอดี ในบริเวณเส้นทางดูดอกบัวผุด กม.111 (เดิม) จุดเริ่มต้นก็อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 401 ที่ผ่านนหน้าทางเข้าอุทยทานแห่งชาติเขาสกนั่นล่ะ เลยมาอีกนิดเดียว อยู่ทางขวามือ แต่เส้นทางนี้ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะผ่านป่าดิบรกทึบแล้ว หนทางยังสูงชันมาก ต้องอาศัยแรงกายกำลังใจแบบฟิตสุดๆ นอกจากนั้นยังต้องสวมรองเท้าหุ้มข้ออย่างดี และมีไม้เท้าเดินป่าช่วยผ่อนแรงขา แม้ว่าผมจะไม่ค่อยฟิตนัก แต่ก็ขอสร้างวีรกรรมไปทักทายบัวผุดสักครั้ง หลังจากไม่ได้เห็นดอกจริงๆ กับตาตัวเองมานานถึง 13 ปีแล้ว
เขาสก 19เส้นทางดูดอกบัวผุดนี้ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ในที่สุดเราก็ได้ตื่นตะลึงกับพืชพิศวง ‘ดอกบัวผุด’ หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า ‘ดอกรัฟฟลีเซีย’ (Rafflesia) จริงๆ แล้วมันเป็นพืชกาฝาก ตามปกติมีลักษณะเป็นเส้นใยราอาศัยอยู่ในเนื้อไม้ย่านไก่ต้ม (หรือเถาองุ่นป่า) ซึ่งเป็นไม้เลื้อยที่หายากในป่าแถบนี้ ต่อเมื่อบัวผุดต้องการผสมพันธุ์ มันจึงผุดตาดอกคล้ายหัวกะหล่ำสีน้ำตาลแดงขึ้นที่ผิวของย่านไก่ต้ม ค่อยๆ โตขึ้นๆ ใช้เวลาถึง 9 เดือนเท่ากับการตั้งท้องของคน จนถึงเวลาเบ่งบานแค่ไม่เกิน 7 วัน โดยสีของมันจะสดที่สุด (เป็นสีน้ำตาลอมแดงเข้ม) ใน 3-4 วันแรกเท่านั้น จากนั้นก็จะเน่าเปื่อยไป โดยแต่ละดอกมีขนาด 100-120 เซนติเมตร เลยทีเดียว!เขาสก 20.1ความมหัศจรรย์ของบัวผุด มิใช่แค่มันเป็นหนึ่งในดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น ทว่ามันยังเป็นพืชที่มีดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียแยกกัน เมื่อดอกบาน มันจะสร้างกลิ่นคล้ายเนื้อเน่าอ่อนๆ ล่อแมลง แมงมุม กบ และสัตว์ต่างๆ ให้มาช่วยผสมพันธุ์ แต่ความลี้ลับของธรรมชาติที่แท้จริง ซึ่งยังไม่มีใครหาคำตอบได้ก็คือ ยังไม่มีใครทราบว่าเมล็ดบัวผุดที่ได้รับการผสมแล้ว กลับเข้าไปในเถาย่านไก่ต้มได้อย่างไร? ยังคงเป็นปริศนาที่เราต้องช่วยกันหาคำตอบต่อไป เช่นเดียวกับเจ้ากบป่าน้อยตัวนี้ ที่เข้าไปหลบอยู่ในหม้อของดอกบัวผุด ซึ่งจริงๆ แล้วมันคงรอจับแมลงกินนั่นเอง เกิดเป็นห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศน์อันสมบูรณ์
เขาสก 20ดูกันชัดๆ ครับ สำหรับหัวตูมของดอกบัวผุดที่งอกขึ้นมาจากเถาย่านไก่ต้ม แต่ใช่ว่าทุกหัวจะรอดไปบานจนผสมพันธุ์ได้นะครับ เพราะบางหัวเน่าในจากความชื้นเกินพอดี และบางหัวก็ถูกสัตว์หรือแมลงป่าเจาะจนเน่าเขาสก 21บัวผุดพันธุ์ไทยนี้ จัดเป็นพืชหายากของโลก (Rare Species) และ เป็นพืชเฉพาะถิ่นที่พบได้ในเมืองไทยเท่านั้น (Endemic Species) เมื่อชมแล้ว ก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่กับป่าเขาสกตลอดไปเขาสก 22.1กลับลงมาจากภูเขาพร้อมกับความสุข ที่ได้เห็นดอกบัวผุดอีกครั้ง วันนี้เราเข้าไปเที่ยวที่ทำการของอุทยานแห่งชาติเขาสกด้วย เพราะตรงกับช่วงจัดงาน ‘เขาสก Eco-Tourism Festival 2017’ พอดี ในงานมีการออกบูทให้ความรู้เรื่องธรรมชาติ และหลายชุมชนในแถบนี้ก็มาร่วมด้วยเขาสก 22.2เขาสก 22.3การประกวดวาดภาพบัวผุด ของเด็กๆ ในงาน เขาสก Eco-Tourism Festival 2017
เขาสก 22อันที่จริงแล้วป่าเขาสกมีเนื้อที่กว้างขวางกว่า 4 แสนไร่ โดยแบ่งเป็น ภาคพื้นดิน และภาคพื้นน้ำ ในภาคพื้นดินเต็มไปด้วยเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ การดูนก น้ำตก และดอกบัวผุด เป็นพระเอก ส่วนเขาสกภาคพื้นน้ำก็คือ ‘เขื่อนรัชชประภา’ หรือชื่อเดิม ‘เขื่อนเชี่ยวหลาน’ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 แม้ว่าจะสูญเสียผืนป่าไปมากมาย แต่ก็แลกมาด้วยการได้เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงภาคใต้นั่นเอง เมื่อน้ำเอ่อท้นขึ้น ยอดเขาหินปูนที่เคยอยู่สูงลิบ จึงกลายเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยนับร้อยเกาะ รูปลักษณ์เป็นเทือกเขาหินปูนตะปุ่มตะป่ำ แปลกตาน่าชม เหมาะไปล่องเรือ หรือค้างคืน นอนชมธรรมชาติ
เขาสก 23เขื่อนเชี่ยวหลานมีเนื้อที่กว้างขวางมาก ตลอดการล่องเรือเราจะได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่ก่อเกิดทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ภูมิทัศน์โดดเด่นของบริเวณนี้คือ ‘เทือกเขาหินปูน’ ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า Karst Topography เกิดจากการทับถมของซากอินทรีย์วัตถุใต้ทะเลเมื่อหลายล้านปีก่อน จากนั้นเมื่อเปลือกโลกยกตัวขึ้น แล้วถูกลม ฝน แดด กัดเซาะเป็นเวลานาน จึงสึกกร่อนเหลือเป็นเทือกเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาอย่างนี้ล่ะ Landmark สำคัญจุดหนึ่งที่เรือทัวร์นิยมพาคนไปชมก็คือ ‘หินสามเกลอ’ (หินสามพี่น้อง) เป็นแท่งหินปูน 3 แท่งผุดขึ้นจากน้ำ จากจุดนี้วิ่งเรือไปอีกไม่ไกล ก็ถึงแพนางไพร เป็นแพพักของอุทยานฯ เขาสกเขาสก 24จอดเรือแวะชมธรรมชาติให้เต็มอิ่ม ที่หินสามเกลอเขาสก 25จากหินสามเกลอนั่งเรือหางยาวต่อมาแค่ไม่กี่อึดใจ ก็ถึงแพนางไพรแล้ว เป็นที่พักเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ เล่นน้ำ พายเรือ ได้ชุ่มฉ่ำสมใจอยากเขาสก 26ฝูงปลานับร้อยแหวกว่ายในน้ำใสสีมรกตของเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่น้ำเป็นสีเขียวมรกตแบบนี้ เป็นเพราะสารแคลเซียมคาร์บอเนตในหินปูนโดยรอบนั่นเอง
เขาสก 27การมาเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน ไม่มีแสงสี ไม่มีร้านสะดวกซื้อ ไม่มีคาราโอเกะ มีแต่ความพิสุทธิ์ของธรรมชาติยิ่งใหญ่เบื้องหน้าให้ซึมซับ นักท่องเที่ยวที่จะมาจึงเป็นกลุ่มรักธรรมชาติ นักนิยมไพร ผู้ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง แต่กิจกรรมเขาไม่ได้มีแค่เล่นน้ำ พายเรือเท่านั้น ยังมีการเดินป่าขึ้นจุดชมวิว, เที่ยวถ้ำน้ำทะลุ ถ้ำปะการัง, เดินป่าเข้าไปดูนกเงือกในแพทะเลใน 500 ไร่ และอื่นๆ อีกมากมายเขาสก 28เขาสกวันนี้มีมากกว่าที่คิด เมื่อเราได้เข้าไปเยี่ยมชม ‘เขาสก Elephant Hills’ ปางช้างที่ไม่ธรรมดา เพราะตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ.2011 ก็โด่งดังและได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย เพราะเขาไม่ได้เปิดให้เข้าชมช้างอย่างเดียว แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ เข้ามาใช้ชีวิตสัมผัสประสบการณ์แบบ Long Stay ระยะสั้น 3 วัน 2 คืน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับช้าง อาบน้ำช้าง ฝึกคำสั่งช้าง โดยที่นี่มีช้างอยู่กว่า 50 เชือก ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ และควาญชาวปกากะญอมืออาชีพสั่งตรงจากจังหวัดเชียงรายเขาสก 29ความเจ๋ง ความชิลของปางช้าง Elephant Hills คือเขาไม่ได้เลี้ยงช้างในกรงขังให้อึดอัด แต่เลี้ยงในพื้นที่เปิด เป็นธรรมชาติ ตรงกลางพื้นที่เป็นหุบเขาทุ่งหญ้าเขียว ล้อมรอบด้วยเทือกเขาหินปูนสูงตระหง่านเขาสก 30.1 เขาสก 30 เขาสก 31พี่ควาญช้างใจดีชาวปกากะญอ จากอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดเชียงราย เดินทางตรงมาดูแลพี่ช้างให้มีความสุขเขาสก 32แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถึชีวิตชุมชน หรือ CBT (Community-Base Tourism) ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในแถบเขาสก ซึ่งผมต้องบอกว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ ‘ชุมชนบ้านถ้ำผึ้ง’ ตำบลต้นยวน อำเภอพนม เพราะชุมชนนี้น่ารัก เปิดให้เที่ยวมาเป็นสิบปีแล้วครับ โดยเน้นวิถีชีวิตชุมชนชาวใต้ และพาเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ทั้งน้ำตก ถ้ำ บ่อน้ำดันทรายดูด และจุดชมวิว

สนใจสอบถามข้อมูลเที่ยวบ้านถ้ำผึ้ง และจองโฮมสเตย์ ติดต่อ คุณบุญทัน บุญชูตา โทร. 08-9290-9420, 0-7739-9994
เขาสก 33เดิมทีพื้นที่แถบบ้านถ้ำผึ้งเป็นป่าดงดิบรกทึบ และเป็นป่าต้นน้ำอุดมสมบูรณ์ กระทั่งปี พ.ศ.2503 ก็เริ่มมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย ทำสวนผลไม้และเกษตรกรรม จนทุกวันนี้มีประชากรกว่า 1,200 คนแล้ว โดยชื่อ ‘หมู่บ้านถ้ำผึ้ง’ มาจากถ้ำใหญ่แห่งหนึ่งใกล้หมู่บ้าน ซึ่งมักจะมีผึ้งหลวงมาทำรังเป็นจำนวนมากทุกปี ขอบอกว่าตอนแวะเข้าไปกินข้าวเที่ยงที่นี่ อร่อยอย่างแรงตามประสาชาวใต้เลยครับ ทั้งแกงส้มปลากกะพงยอดมะพร้าวอ่อน, ผัดผักเหรียง, ปลากระบอกทอดกระเทียม, น้ำพริกกะปิกับผักเหนาะ ฯลฯ ครบ แถมยังมีกล้วยหอม กล้วยไข่ และกล้วยทอดฝีมือชาวบ้าน มาเสิร์ฟพร้อมรอยยิ้ม
เขาสก 34แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าวอ่อนเขาสก 35น้ำพริกกะปิ (คนใต้เรียก น้ำชุบ) กินกับผักเหนาะนานาชนิดตามฤดูกาล ทั้งอร่อยและเปี่ยมคุณค่าอาหารเขาสก 36ผักต้มกะทิ เอาไว้ซดน้ำคล่องคอสไตล์ปักษ์ใต้บ้านเราเขาสก 37ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของสุราษฎร์ธานียังไม่จบสิ้น และเกินความคาดหมายของเราเสมอ! คราวนี้ได้เปิดหูเปิดตามาชมแหล่งใหม่ที่ ‘หินพัด’ บ้านยวนสาว ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม โดยหินพัดนี้เพิ่งเปิดตัวให้ชมกันเต็มรูปแบบได้ไม่นาน การขึ้นไปชมต้องใช้บริการรถเช่าของชุมชนท่องเที่ยวบ้านยวนสาวขึ้นไป จากนั้นเดินต่ออีกราวๆ 200 เมตร จนถึงยอดเขาที่มีลักษณะเป็นผาหินสีดำโล่งเตียน และที่ปลายสุดของผาหินนี้เอง คือที่ตั้งของ ‘หินพัด’ ที่ชวนให้นึกถึงพระธาตุอินทร์แขวนในเมียนมา!เขาสก 38.1จากเชิงเขาต้องนั่งรถกระบะขึ้นไปก่อน ตอนไปเที่ยวโชคดีป่ายางรอบๆ กำลังผลัดใบช่วงต้นฤดูร้อน ทำให้ผืนป่าแถวนี้กลายเป็นสีเหลืองสีแดง คล้ายป่าผลัดใบในต่างประเทศเลย ฮาฮาฮา นี่ก็ Unseen สุราษฎร์ฯ อีกอย่างที่คนต่างถิ่นไม่ค่อยได้เห็น หรือให้ความสำคัญ แต่สำหรับคนรักธรรมชาติกับคนชองถ่ายรูปอย่างเรา วิวอย่างนี้มัน Amazing เหลือหลาย!เขาสก 38.2ป่ายางผลัดใบระหว่างทางขึ้นไปชมหินพัดบ้านยวนสาวเขาสก 38ถึงแล้ว ‘หินพัด’ มหัศจรรย์แห่งหินผาที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานหินโล่ง ราวกับมีคนไปจับวางไว้อย่างน่าอัศจรรย์! แม้ว่าส่วนฐานที่มันสัมผัสกันอยู่นั้นจะกว้างแค่ราวๆ 1 เมตร แต่ก็ทำให้หินพัดสูง 8 เมตร ยืนอยู่ได้อย่างสมดุลย์อย่างเหลือเชื่อ! นับเป็นประติมากรรมธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง ประวัติเล่าว่าในอดีตผู้คนแถบบ้านยวนสาวเล่าขานกันมานานแล้ว ว่าบนภูเขาลูกนี้มีหินประหลาดตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้ม กระทั่ง คุณวิชิต จิตรสม ได้ดั้นด้นเดินป่าขึ้นมาค้นพบด้วยตนเองเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วปลุกปล้ำประชาสัมพันธ์จนหินพัดเป็นที่รู้จักเขาสก 39หินพัด ในมุมมองต่างๆ มีรูปร่างผิดแผกกันไป บางมุมเหมือนหน้าคน บางมุมเหมือนพัด บางมุมคล้ายรูปหัวใจ สุดแล้วแต่จินตนาการของแต่ละคน เขาสก 40จากจุดที่หินพัดตั้งอยู่ มองออกไปเบื้องหน้าจะเห็นวิวภูเขา ป่ายางผลัดใบ ได้กว้างไกลสุดสายตา แหม… วันนี้น้องสาวคนสวย ขอกอดหินพัดให้มีความสุขสักครั้งเขาสก 41จากแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เราเข้าไปสัมผัสกันแบบลึกซึ้งถึงพริกถึงขิงเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวเปลี่ยนบรรยากาศ ไปกราบพระขอพร ตื่นตากับสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่ไม่เหมือนใครกันบ้าง ณ ‘อุทยานธรรมเขานาในหลวง’ หมู่ 8 บ้านเขานาใน ตำบลต้นยวน อำเภอพนม มหัศจรรย์แห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่เนรมิตให้เกิดมหาเจดีย์ลอยฟ้ายิ่งใหญ่บนยอดเขาหินปูนสูงลิบได้อย่างเหลือเชื่อ!เขาสก 42 เขาสก 43ท่านเจ้าอาวาสแห่งอุทยานธรรมเขานาในหลวง ได้เล่าให้ฟังว่าสำนักสงฆ์แห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เมื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียมาให้ จำนวน 9 องค์ ท่านจึงมีความตั้งใจว่าจะสร้างมหาเจดีย์ขึ้นบนยอดเขาในบริเวณนี้ 9 ยอด เพื่อใช้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว จึงร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านช่วยกันสร้างแล้วเสร็จในปัจจุบัน 2 องค์ (องค์ที่ 3 กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเสร็จก่อนเดือนตุลาคมปี 2560) โดยไม่ได้ใช้เงินจากราชการเลยแม้แต่บาทเดียว อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ได้มีพระจากวัดอื่นมาขอพระบรมสารีริกธาตุไปแล้ว 2 องค์ ทำให้โครงการสร้างเจดีย์ลอยฟ้า จาก 9 ยอด จึงเหลือเพียง 7 ยอดเท่านั้น
เขาสก 44วันที่ผมไปเที่ยว เวลาค่อนข้างน้อย จึงเลือกเดินขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุบนเจดีย์ลอยฟ้าองค์ที่ 2 เท่านั้น โดยทางขึ้นแม้จะดูชัน แต่ก็มีการสร้างเป็นบันไดคอนกรีตพร้อมราวเหล็กให้จับกันตกอย่างดี มีจุดพักเป็นช่วงๆ ไม่น่าหวาดเสียว แต่ด้วยทางเดินที่แคบ จึงต้องหลบกันเป็นช่วงๆ ยิ่งเดินสูงขึ้นวิวก็ย่ิงตระการตา เผยภูมิทัศน์ที่แท้จริงของอุทยานธรรมเขานาในหลวงให้เห็น คือเป็นหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยยอดเขาหินปูนมากมายเขาสก 45ใช้เวลาแค่ 15-20 นาที เหงื่อยังไม่ทันชุ่มหลัง ผมก็ลุขึ้นถึงยอดเขาอันเป็นที่ประดิษฐานพระมหาเจดีย์ลอยฟ้าองค์ที่ 2 นามว่า พุทธศิลาวดี จากยอดเขานี้มองออกไปโดยรอบ เห็นสวนยางพาราและบ้านเรือนตั้งกระจายอยู่ทั่วไป พร้อมด้วยภูเขาหินปูนลูกย่อมๆ ที่ผลุบโผล่ขึ้นมาจากที่ราบอันสวยงาม น่าตื่นตาตื่นใจดี

ชาวบ้านเล่าว่า เหตุที่แถบนี้ได้ชื่อว่า เขานาใน เพราะในอดีตด้านหลังเขาลูกนี้ เคยมีนาของชาวบ้านอยู่ด้วย ทว่าปัจจุบันเปลี่ยนเป็นป่ายางพาราไปหมดแล้ว น่าเสียดายเนอะเขาสก 46พระมหาเจดีย์ลอยฟ้าองค์ที่ 1 เมื่อมองจากยอดเขาพระมหาดเจดีย์องค์ที่ 2เขาสก 47พระมหาเจีดย์ลอยฟ้าพุทธศิลาวดี สร้างขึ้นจากศิลาแลงอย่างดีที่นำมาจากจังหวัดกำแพงเพชรโดยตรง ด้านหน้ามีบ่อน้ำเล็กๆ พร้อมดอกบัวเบ่งบาน คล้ายปริศนาธรรมบัว 4 เหล่า นอกจากจะได้ขึ้นมากราบสักการะให้เป็นสิริมงคลกับชีวิตแล้ว ยังเหมาะจะชมวิวจากมุมสูงด้วย คุ้มค่ากับการปีนเขาครั้งนี้จริงๆ ครับ
เขาสก 48ภายในพระมหาเจดีย์พุทธศิลาวดี เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย (องค์กลางใหญ่สุด) รายล้อมด้วยอัฐิธาตุของพระสงฆ์สำคัญๆ หลายองค์เขาสก 49 เขาสก 50ก่อนกลับบ้านในทริปนี้ เราเก็บความทรงจำดีๆ ของป่าเขาสก และสถานที่น่าสนใจอีกหลายแหล่งแห่งที่ไว้ในใจ จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี แน่นอนว่า ‘ศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี’ คือสถานที่สำคัญ ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนี้ ที่เราต้องไม่พลาด โดยภายนอกสร้างด้วยศิลปะศรีวิชัย ให้แลคล้ายพระบรมธาตุไชยาเขาสก 51เสาหลักเมืองสุราษฎร์ธานี สร้างด้วยไม้ชัยพฤกษ์ สูง 108 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ล้อมรอบ 4 ทิศด้วยเสาสี่ต้น หัวเสาจำหลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันพระพักตร์ไป 4 ทิศ ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองบ้านเมืองให้สงบสุข ร่มเย็น สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อ พ.ศ. 2539
เขาสก 52อีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางศาสนา ซึ่ง ททท. สำนักงานสุราฎษร์ธานีเคยชวนมาเที่ยว ในโครงการ 5 ศาลเจ้า 9 วัด และยังคงอยู่ในความสนใจของผู้ศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลายก็คือ ‘พระโพธิสัตว์กวนอิมหินแกรนิตขาว’ สูง 12 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นรูปสลักหินเจ้าแม่กวนอิมจากหินแรกนิตขาวองค์สูงที่สุดในเมืองไทย จัดสร้างแล้วส่งตรงเข้ามาจากเมืองจีน ประดิษฐานอยู่ที่ มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน ถนนหน้าเมือง เยื้องห้างโคลีเซียม (โทร. 0-7727-2556)
เขาสก 53ความงามของพระโพธิสัตว์กวนอิมหินแกรนิตขาว อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
เขาสก 54ปิดท้ายทริปเที่ยวสุราษฎร์ฯ เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง กับของกินอร่อยๆ ขึ้นชื่อมานาน นั่นคือ ‘กุ้งแม่น้ำสุราษฎร์ฯ’ ที่ทั้งสด ทั้งตัวใหญ่ เนื้อหวานเจี๊ยบแน่นสู้ปาก เขาสก 55ไปชิมกุ้งแม่น้ำกันที่ ร้านบางปึก ตำบลพุนพิน อำเภอพุนพิน (โทร. 0-7744-1537) เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-21.00 น. แต่ขอโทษนะ ถ้าไม่โทรไปจองกุ้งไว้ก็อาจไม่ได้กินครับ เพราะร้านนี้ลูกค้าประจำเยอะมาก นั่งหม่ำกุ้งไป ชมวิวแม่น้ำไปด้วยเพลินๆ เพราะร้านนี้ตั้งอยู่ติดแม่น้ำตาปีเลยจ้า ลมพัดเย็นสบายจริงๆ

เขาสก 56เมนูขึ้นชื่ออีกอย่างของร้านบางปึก คือ ไก่ต้มน้ำปลาเขาสก 57เมื่ออิ่มจากของคาวแล้ว ก็ล้างปากด้วย ข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้ แสนอร่อย หอมหวานชื่นใจเขาสก 58ปิดท้ายทริปกับ ‘ข้าวหลามบ้านน้ำรอบ’ อำเภอพุนพิน ข้าวหลามพื้นบ้านของชาวสุราษฎร์ฯ ที่ขึ้นชื่อลือชาในรสชาติมานับสิบปี มีขายกันหลายเจ้าริมถนน จุดเด่นคือเป็นข้าวหลามที่ยังเผาด้วยกรรมวิธีพื้นบ้าน จึงให้รสชาตินวล กลิ่นหอมของเนื้อไม้ไผ่และฟืน มีทั้งข้าวเหนียวขาวและดำให้เลือก ใครจะไปเดินป่าเขาสกซื้อติดไว้กินได้หลายวัน อิ่มท้องให้แรงดีเลยจ้า ฮาฮาฮาเขาสก 59ทริปเที่ยวสุราษฎร์ฯ เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง จบลงอย่างน่าประทับใจ พร้อมกับประสบการณ์และมุมมองใหม่มากมาย เพราะเมืองไทยเราช่างกว้างใหญ่ มีอะไรให้สนุก ให้สัมผัส ให้เรียนรู้ อย่างไม่รู้จบ ขอเพียงเราเปิดใจ พาตัวและหัวใจเข้าสู่ชุมชน เข้าสู่ธรรมชาติ แล้วเราจะพบว่า เมืองไทยเรานี้ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!LOGO TATSpecial Thanks : คุณจินตนา สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุราษฎร์ธานี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-7728-8817-9 E-mail : tatsurat@tat.or.th