เที่ยวในประเทศ

จากสมุทรสงครามถึงสมุทรสาคร วิถีสามน้ำ ความงามไร้ขีดจำกัด

ทริปนี้โชคดี เราได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนเมืองรองสุดน่ารักอย่าง จ.สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมงาน “เนรมิตอัมพวา” ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 11-20 กันยายน 2569 ตื่นตากับแสงสีพลุไฟยามค่ำคืนที่ตลาดน้ำอัมพวา แถมยังได้เที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวรายทาง ที่ล้วนมีเสน่ห์ มีคุณค่า และพิเศษในตัวเอง เที่ยวง่าย เที่ยวกันได้ทั้งครอบครัวเลยครับ

ที่สะพานเชื่อมใจอัมพวา ทุกคืนในช่วงการจัดงาน จะมีการแสดง Light & Sound วันละ 3 รอบ  เวลา 19.00 , 20.00 และ 21.00 น.

แสงสีตื่นตาสะท้อนผืนน้ำในยามราตรี ปลุกชีวิตตลาดน้ำอัมพวาให้สดใสน่าเที่ยวชม สองฝั่งทางเดินในตลาดน้ำอัมพวายามค่ำคืน ได้รับการประดับประดาด้วยไฟหลากสี เดินเที่ยว กิน ช้อป ถ่ายรูปกันได้ไม่อั้น
นอกจากงาน “เนรมิตอัมพวา” แล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงเชื่อมโยง จ.สมุทรสคร-สมุทรสงคราม ให้แวะชมอีกเพียบ

จุดแรก “สะพานแดงชมโลมา” ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร  ปรับโฉมใหม่ จากสะพานไม้กลายเป็นสะพานปูนแข็งแรงทนแดดทนฝน เดินเที่ยวชมวิวทะเลรับลมธรรมชาติได้ปลอดภัย ระยะทาง 700 เมตร ฝั่งขวาเป็นป่าชายเลน ฝั่งซ้ายเป็นแนวไม้ปักกันคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง ยามน้ำลดช่วงเช้าๆ จะเห็นปูก้ามดาบขึ้นจากรูมาเดินหากิน แต่ที่ว้าวมาก คือฝูงนกชายเลนนานาชนิดบินร่อนไปมาหลายร้อยตัว เยอะสุดคงเป็นฤดูหนาว ส่วนโลมาอิรวดี (โลมาหัวบาตร) ต้องมาดูตอนน้ำขึ้น แต่ก็ต้องลุ้นเอาเองว่าจะเห็นรึเปล่าเดินทอดน่องบนสะพานแดง สูดโอโซนบริสุทธิ์ริมทะเลสมุทรสาคร ช่วงเช้าน้ำลด เผยให้เห็นพื้นดินเลนชายหาดกว้างสุดลูกหูลุกตา ระหว่างทางมีศาลานั่งพักชมวิวแบบ Slow Life ด้วยสะพานแดงสมุทรสาคร เงียบสงบเป็นธรรมชาติสุดๆ ถ้าต้องการหลีกหนีจากเมืองใหญ่ออกมาพักผ่อน ที่นี่คือคำตอบเลยล่ะ ถ่ายรูปออกมาสวยทุกมุม บรรยากาศโรแมนติกมากๆนอกจากฝูงนกชายเลนที่เดินหากินอยู่บนพื้นเลนยามน้ำลดแล้ว เราจะได้เห็นฝูงนกปากห่างบินร่อนอย่างกับเจ้าเวหาที่นี่คือแหล่งหากินของนกชายเลนนานาชนิดได้ตลอดปี เพราะพื้นดินเลนมีอาหารอุดมสมบูรณ์พืชพรรณ นก และสัตว์เล็กสัตว์น้อย หากินผูกพันกันเป็นระบบนิเวศบนชายหาดนี้จุดกึ่งกลางสะพานแดงสมุทรสาคร  มีศาลานั่งพักชมวิวด้วย จุดนี้เหมาะชมพระอาทิตย์ขึ้นมากๆถ้ามาแล้วไม่เจอโลมาอิรวดีตัวจริง ก็ถ่ายภาพ Check In กับรูปปั้นน้องโลกมาน่ารักๆ ได้เหมือนกันนะจากสมุทรสาครเราเดินทางเข้าสู่ “ชุมชนบ้านบางพลับ” ต.บางพรม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม  แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร วิถีชีวิต และวัฒนธรรมดั้งเดิม ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทำสวนผลไม้แบบปลูกยกท้องร่อง และไม่ใช้ยาฆ่าแมลง อีกทั้งความเป็นเมืองสามน้ำ จืด-กร่อย-เค็มสลับกัน ก็ยิ่งทำให้พืชผักผลไม้รสชาติเป็นเลิศ อย่างส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่, ลิ้นจี่, ชมพู่ และมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วที่ชุมชนบางพลับเป็นแหล่งท่องเที่ยว Agro-Tourism ที่ก้าวสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้เต็มรูปแบบ“ส้มโอพันธุ์ชาวใหญ่” อันมีชื่อเสียงของบ้านบางพลับ เคยประกวดชนะอันดับ 1 ของประเทศ และได้ขึ้นทะเบียน GI (Geographical Identification) คือเป็นผลไม้เฉพาะถิ่นบ่งชี้สภาพทางภูมิศาสตร์  ซึ่งกำเนิดและพบได้ที่บ้านบางพลับสมุทรสงครามเท่านั้น “ส้มโอพันธุ์ชาวใหญ่” เป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งยังปลูกด้วยวิธีการยกร่องด้วยระบบน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติแบบโบราณ ลักษณะพิเศษอันโดดเด่นคือ ลูกใหญ่สมชื่อ น้ำหนักราวๆ 1.2-2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลืองสวยงาม ไม่มีเมล็ดหรือเมล็ดลีบเล็ก เนื้อในสีขาวอมเหลืองหรือสีน้ำผึ้งเบียดกันแน่น รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เนื้อแห้งกำลังดี และเก็บไว้ได้นานส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่บ้านบางพลับ ใหญ่อวบและอร่อยสมชื่อ
ที่บ้านบางพลับมีฐานเรียนรู้ให้เราได้ทดลองทำขนมพื้นบ้านด้วยตัวเอง วันนี้เราทำ “ขนมเรไร” (ขนมรังไร) ขนมไทยพื้นบ้านหาชิมยากอันมีชื่อเสียงของชุมชน เป็นขนมที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ในอดีตทำจากแป้งท้าวยายม่อม นวดแป้งแล้วกดด้วยแม่พิมพ์ไม้คล้ายคีมหนีบ ให้กลายเป็นเส้นเล็กๆ คล้ายรังนก ขนมรังไร (เรไร) หลากสี ที่ผ่านการกดและปั้นเป็นก้อนกลมๆ พร้อมนำไปนึ่งให้สุกเวลากินขนมรังไร (เรไร) เราต้องราดน้ำกะทิ โรยน้ำตาลผสมงา และมพร้าวขูดด้วย หอมอร่อยชื่นใจดีแท้“ผลไม้แช่อิ่มกลับชาติ” ภูมิปัญญาพื้นบ้านของคนบางพลับ ในการถนอมอาหารและแปรรูปผักที่มีรสชาติสุดโต่ง อย่างขมจัด เผ็ดร้อน เปรี้ยวฝาด ให้กลับมีรสชาติหวานฉ่ำรับประทานง่าย แม้แต่บอระเพ็ด มะระ มะนาว ฯลฯ ก็กลายเป็นขนมกินเล่นไปเลยมื้อเที่ยงที่บ้านพบางพลับ สุดประทับใจกับอาหารพื้นบ้านแบบง่ายๆ แต่อร่อยล้ำ ยำหัวปลี, แกงกุ้งกระดองกรุบ, ไข่พะโล้, ปลาทูแม่กลองทอด หน้างอคอหัก ฯลฯ ตบท้ายด้วยส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่“แกงกุ้งกระดองกรุบ” แกงไทยโบราณ อาหารพื้นบ้านขึ้นชื่อของชุมชนบางพลับ ที่มีน้ำแกงรสชาติเผ็ดหวานเค็มผสานกันอย่างละมุน ใส่กุ้งสดเนื้อเด้งสู้ปาก และกระดองกรุบก็คือกะลามะพร้าวอ่อนนั่นเอง ปัจจุบันหาทานยากแล้วสินค้า OTOP หลากหลายของชุมชนบางพลับ ล้วนแปรรูปจากพืชผักผลไม้ในสวน อย่างน้ำมันบำรุงผิวจากดอกส้มโอ หอมมากๆเราเดินต่อสู่อีกแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมากมาย “สิริสมปอง มะม่วงหาวมะนาวโห่  Farm & Cafe” ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม แหล่งท่องเที่ยว Agro-Tourism พร้อมคาเฟ่สุดโมเดิร์นริมน้ำแม่กลอง บรรยากาศสวนเมืองร้อนร่มรื่นด้วยไม้ดอกไม้ใบสดชื่นมาก ที่นี่เริ่มต้นจากคนรุ่นพ่อแม่ปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ขายต้นพันธุ์และผล ทว่าปัจจุบันคนรุ่นลูกได้พลิกโฉมพัฒนาด้วยนวัตกรรมทำให้สวนพ่อแม่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดชิวเครื่องดื่ม Signature ของสิริสมปอง Farm & Cafe คือ “น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่” ที่มีทั้งแบบเพียวๆ และใส่พริกเกลือเพิ่มความจี๊ดจ๊าด รสชาติหวานอมเปรี้ยวกำลังดี ดื่มชื่นใจ แถมมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงปรี๊ด ช่วยต้านมะเร็ง ผิวดี ชะลอวัยได้ยอดเยี่ยม
น้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ปั่นใส่พริกเกลือนิดๆ เพิ่มความจี๊ดจ๊าดกิจกรรม DIY น่ารักๆ ที่สิริสมปอง Farm & Cafe คือการทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ โดยใช้สีจากน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่
ซื้อสินค้าแปรรูปจากมะม่วงหาวมะนาวโห่กลับไปฝากคนที่บ้าน มีทั้งแยม, น้ำไซเดอร์,​ มะม่วงหาวมะนาวโห่กวน, ไอศกรีม ฯลฯ นั่งจิบน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ตรงมุมริมน้ำแม่กลอง ปล่อยกายใจไปกับความสงบเย็นของธรรมชาติตรงหน้าจังหวัดสมุทรสงครามยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้ไปเยือนอีกมาก เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เที่ยวได้ตลอดปี “ตลาดน้ำอัมพวา” แม้จะเปลี่ยนไปมากจากภาพในอดีต ทว่าเสน่ห์และจิตวิญญาณที่แท้จริงของอัมพวาก็ยังคงอยู่ ลองไปล่องเรือหรือเดินเล่นในร้านค้าสองฝั่งคลอง พูดคุยกับผู้คน ช้อปปิ้ง ชิมอาหารอร่อย เป็นความสุขเรียบง่ายที่เราค้นพบ ณ อัมพวา“ตลาดร่มหุบ” ที่สถานีรถไฟแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ก็ยังคงโด่งดังติดลมบนไม่เสื่อมคลาย สมัยก่อนชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดริมทางรถไฟ” หรือ “ตลาดเสี่ยงตาย” เพราะแผงขายของวางอยู่บนพื้นประชิดติดรางรถไฟเลย พอรถไฟวิ่งมาพ่อค้าแม่ค้าก็ต้องรีบหุบร่มกับผ้าใบในพริบตา เหมือนโชว์ที่สนุกทุกรอบที่รถไฟแล่นเข้าสถานีแม่กลอง แต่ขอเตือนว่าใครไปถ่ายรูปท่ีนี่ต้องระวังความปลอดภัยด้วย อย่าห่วงแต่เซลฟี่ตัวเองล่ะ! เวลารถไฟเข้าออกสถานีแม่กลองมีวันละ 8 รอบ ไปเที่ยวกันได้ตามสะดวกเลยจ้าสมัยก่อนของที่วางขายอยู่ริมทางรถไฟจะมีแต่พวกพืชผักผลไม้และปลาทะเล ผิดกับทุกวันนี้ที่มีสินค้าเหมือนตลาดสำเพ็งเอาใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป หลายสิ่งก็เปลี่ยนตามจากสถานีรถไฟแม่กลองตลาดร่มหุบขับรถไปอีกไม่ไกลก็ถึง “วัดใหญ่สมุทรสงคราม” (วัดโคกเนิน) วัดโบราณอายุกว่า 300 ปีสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมน้ำแม่กลอง เป็นศูนย์รวมใจรวมศรัทธาของผู้คนมาช้านาน สถานที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อองค์ดำ” ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่องค์ในโลก สถาปัตยกรรมเดิมของโบสถ์เก่าเป็นแบบมหาอุตม์ คือมีประตูเข้าออกทางเดียว แต่ปัจจุบันมี 3 ประตูแล้วกราบสักการะ “หลวงพ่อองค์ดำ” วัดใหญ่แม่กลอง ลักษณะองค์ท่านจำลองพุทธศิลป์มาจากหลวงพ่อองค์ดำที่เมืองนาลันทา ประเทศอินเดีย แกะสลักด้วยหินสีดำเช่นเดียวกันสะพานแขวนเมืองแม่กลอง Landmarkใหม่ข้ามแม่น้ำแม่กลองบริเวณหน้าวัดใหญ่ ตื่นตากับสะพานแขวนทรงโมเดิร์นยาวกว่า 120 เมตร ที่มีเสารูปลาทูและกลองยักษ์ อันเป็น Sinatue ของสมุทรสงคราม ชมวิวมุมสูงบนสะพานแขวนแม่กลองได้สบาย เพราะตรงเชิงสะพานด้านวัดใหญ่มีหอคอยรูปกลองยักษ์ ให้เดินขึ้นไปจนสุดด้านบน ชมวิวพาโนรามา 360 รอบตัว แต่ถ้าใครกลัวความสูงจะไม่ขึ้นไปสุดก็ได้ แค่เดินเล่นถ่ายภาพบนสะพานก็แฮปปี้แล้ว
เมื่อเดินขึ้นไปสุดด้านบนหอคอยชมวิวเชิงสะพานด้านวัดใหญ่จะเห็นวิวตัวเมืองแม่กลองได้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมด้วยองค์หลวงพ่อบ้านแหลมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ยืนตระหง่านให้พรกับผู้มาเยือน หลวงพ่อบ้านแหลมองค์ใหญ่ที่สุดในโลกจากด้านบนหอคอยชมวิวจะเห็นธรรมชาติสวนมะพร้าวและบ้านเรือนวิถีชีวิตริมน้ำแม่กลองที่ไม่เคยหลับใหลการมาเยือนสมุทรสงครามจะสมบูรณ์ไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้ชิมอาหารพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะหลากเมนู อาทิ “ปลาทูซาเตี๊ยะ” อาหารถิ่นแม่กลองอันขึ้นชื่อมาช้านาน รสหวานเค็มกลมกล่อม ตัดด้วยเปรี้ยวอ่อนๆ ของมะขามเปียกหรือสับปะรด คล้ายปลาทูต้มเค็ม แต่ใส่สมุนไพร แล้วต้มจนน้ำขลุกขลิก“ปลาทูแม่กลองทอดราดพริกสามรส” อีกหนึ่งอาหารแม่กลองที่ดูธรรมดา ทว่าอร่อยล้ำด้วยความมันของปลาทูตัวเล็ก สดใหม่ตามแบบฉบับทะเลสมุทรสงคราม“หอยหลอดผัดฉ่า” อาหารพื้นบ้านอันโด่งดังของสมุทรสงคราม ที่ชนะการโหวตอาหารถิ่นประจำจังหวัดในโครงการ “Thailand Best Local Food : รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” อร่อยด้วยหอยหลอดที่สดและหวานเด้งจากดอนหอยหลอด ผสานกับเครื่องเทศรสจัดจ้าน ถูกปากคนไทยดีนักแลระหว่างทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ริมถนนพระราม 2 เราแวะสัมผัสความพิเศษและน่ารักที่ “ร้านกาแฟใส่เกลือ Salt Lake De Maeklong”  ขอบอกว่าเก๋มาก เพราะเขานำเกลือสมุทร (เกลือทะเล) ที่เป็นสินค้าหลักอย่างหนึ่งของคนสมุทรสงคราม มารังสรรค์เป็นกาแฟใส่เกลือได้ลงตัว แต่ก็มีเครื่องดื่มและขนมอื่นๆ อีกมากมายเสิร์ฟด้วยนะ เพลินกับวิวนาเกลือโล่งกว้างหายใจได้เต็มปอด มีชิงช้า กังหันลมวิดน้ำ และจุด Check In เพียบ ที่นี่เขาจะทำเกลือกันจริงๆ ในฤดูร้อนตอนเดือนเมษายน ช่วงนั้นจะเห็นภาพนาเกลือสีขาวผืนใหญ่ และการเก็บเกลือมาวางไว้เป็นกองๆ เรียงกันอย่างสวยงาม กาแฟใส่เกลือและขนมอร่อยๆ พร้อมเสิร์ฟอย่าลืมซื้อเกลือสมุทรเป็นของฝากหลับบ้านด้วยนะจ๊ะ
จากสมุทรสงครามถึงสมุทรสาครทริปนี้ เราได้สัมผัสมิติเรื่องราวอันหลากหลาย ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ศาสนา อาหารอร่อย และชุมชนน่ารัก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว Man Madeใหม่ๆ ของเมืองริมทะเลภาคกลางสุดน่ารัก ที่ครบเครื่องในตัวเองจริงๆ

Rhythm of Wealth รีเซ็ทกายใจ ในแบบสุขภาพองค์รวม

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ออกไปสัมผัสความสงบของธรรมชาติ ฟังเสียงนกร้อง จ้องมองดอกไม้และผืนนาสีเขียว สูดอากาศบริสุทธิ์ ทักทายท้องฟ้าและก้อนเมฆ แม้เพียงเวลาสั้นๆ แค่วันเดียวก็คงมีความสุขแล้ว จะมีสถานที่แบบนั้นที่เดินทางง่ายๆ ใกล้เมืองกรุงไหมนะ?คำตอบคือมีอยู่จริงที่ “Rhythm of Wealth” อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สตูดิโอน้อยน่ารักที่ซุ่มซ่อนอยู่ท่ามกลางแมกไม้และธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่นี่มีความพิเศษ เพราะเปิดบ้านต้อนรับ คนรักสุขภาพในแบบองค์รวม (Holistic Wellness) โดยเฉพาะการบำบัดจิตใจปรับอารมณ์ในแนวลึกซึ้ง กับ “เสียงบำบัด” (Sound Healing) ด้วยขันทิเบต หรือ Singing Bowls นั่นเองป้ายน่ารักๆ หน้าสตูดิโอ Rhythm of Wealth สตูดิโอน้อยน่ารักริมทุ่งนาแห่งนี้ เป็นของ ครูเป้ (คุณณิชาดา วรัชญ์กุลธร) อดีตหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องสายการบินไทย ที่ผันตัวเข้าสู่สายสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่การทำสมาธิ โยคะ วารีบำบัด การหยาดน้ำมัน ฯลฯ รวมถึง การบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) โดยใช้ขันทิเบต ซึ่งครูเป้เดินทางไปศึกษาศาสตร์นี้อย่างจริงจังที่ เมืองฤาษีเกษ (Rishikesh) รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย เพราะที่เมืองนี้ได้รับการยอมรับระดับสากลว่า “เป็นเมืองหลวงแห่งโยคะของโลก”
ครูเป้ (คุณณิชาดา วรัชญ์กุลธร) พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนด้วยรอยยิ้ม และพลังบวกอันเต็มเปี่ยมใครที่รู้สึกเครียด หมดพลังชีวิต หมดไฟ หรือมีความวิตกกังวล นอนไม่ค่อยหลับ ติดอยู่ในวังวนความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ลองมาหาครูเป้แค่ 1 วัน กับโปรแกรม “One Day with ครูเป้” เพื่อปรับสมดุลพลังชีวิตในแบบองค์รวม ทั้ง กาย (Body) ใจ (Mind) จิต (Spirit) และอารมณ์ (Emotional) บางทีเราจะสามารถปลดล็อกปัญหาหลายๆ เรื่องในใจได้ ด้วยการบำบัดเชิงลึก 
Chakra Bowls ที่ใช้ขันทองเหลืองทิเบตในการบำบัดด้วยเสียง สามารถปรับพลัง “จักระ” (Chakras) ทั้ง 7 ภายในร่างกายได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เปรียบเสมือนการปรับสมดุลพลังชีวิต ให้รู้สึกสงบในส่วนลึกของจิตใจ อีกทั้งร่างกายก็ผ่อนคลาย ช่วยปรับสภาวะอารมณ์ ลดการคิดมาก ฟุ้งซ่าน กังวล กลัว หรือ Panic ต่างๆ ได้ นี่คือพลังความสั่นสะเทือนของคลื่นความถี่เสียง จากขันทิเบตขนาดต่างๆ จักระทั้ง 7 ในร่างกายตามหลักโยคะอินเดีย คือศูนย์รวมพลังชีวิตและลมปราณ  อันเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างความสมดุลให้ร่างกายส่วนต่างๆ ประกอบด้วย จักระมูลธาร (เพศชายอยู่ตรงปลายกระดูกก้นกบ เพศหญิงอยู่บริเวณหลังปากมดลูกลงไป), จักระสวาธิษฐาน (ปลายสุดไขสันหลัง), จักระมณีปุระ (สะดือ หรือท้อง), จักระอณาหตะ (หัวใจ), จักระวิศทะ (คอ ลิ้น และภายในปาก), จักระอะชะ (ระหว่างคิ้ว) และจักระสหัสสราระ (ดวงตาที่ 3 หรือ The Third Eyes)

มุมถ่ายภาพน่ารักๆ ที่หน้าบ้านทางเข้าสตูดิโอของครูเป้
ทางเข้าสตูดิโอจัดแบบน่ารัก บรรยากาศเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน  มีไม้ดอกไม้ใบร่มรื่น พร้อมด้วยลานหินแม่น้ำบำบัด ให้เราถอดรองเท้าเดินรับพลังธรรมชาติ โดยก่อนทำบำบัดก็ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว เพื่อใช้เป็น Data Base ให้ครูเป้ช่วยวิเคราะห์และปลดล็อกปัญหาที่ยังคั่งค้างในใจเราห้องรับแขกกุ๊กกิ๊กแสนน่ารักภายในสตูดิโอ  เอนกายให้สบายบนโซฟานุ่มๆ พร้อมรับ Welcome Drink เย็นชื่นใจห้องสตูดิโอ Sound Healing บำบัดด้วยเสียงจากขันทิเบต  จัดไว้อย่างสงบเป็นส่วนตัว ไม่มีการบกวนจากภายนอกใบ Certification มากมายของครูเป้  ที่ผ่านการศึกษาและฝึกฝนศาสตร์บำบัดด้านต่างๆ อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะคอร์ส Sound Healing จาก เมืองฤาษีเกษ (Rishikesh) รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดียภาพครูเป้ ยุคที่ยังทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับอยู่บนเครื่องของการบินไทยลานหินแม่น้ำบำบัด (River Pebbles Garden) ด้านหน้าสตูดิโอ คือส่วนที่ครูเป้อยากให้เราลองทำ Grounding “ถอดรองเท้าเดิน” บนหินแม่น้ำก้อนกลมมนนุ่มเท้า เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังจากธรรมชาติ ช่วยการไหลเวียนโลหิต พร้อมนวดกล้ามเนื้อเท้า ท่ามกลางสวนสวยอากาศสดชื่น และมีเสียงนกร้องเกือบตลอดเวลากลับคืนสู่ธรรมชาติด้วยการบำบัดแบบสุขภาพองค์รวม ในหนึ่งวัน กับครูเป้ที่ “Rhythm of Wealth”ลานหินแม่น้ำบำบัด (River Pebbles Garden) ที่สามารถเดินนวดเท้าเปล่า รับพลังจากธรรมชาติได้เต็มๆ
การถอดรองเท้าเดินบนหินแม่น้ำ ถือเป็นการใช้ “หินบำบัด” (Stones Healing) ที่จะทำให้เราได้รับพลังงานธรรมชาติจากแร่ธาตุต่างๆ รวมถึงช่วยปรับสมดุลร่างกาย อารมณ์ และจิตใจจากด้านหน้าสตูดิโอ เดินเลี้ยวผ่านสวนไปข้างบ้านครูเป้ จะถึงส่วนที่เป็น “Cafe มอง ดู บัว” (Mong Du Bua) ร้านอาหารเล็กๆ ท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติ ที่ใช้สำหรับเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ผู้มาเยือน Cafe มอง ดู บัว มุมร้านอาหารเล็กๆ น่ารักและอบอุ่น อยู่ติดสระน้ำที่มีบัวกระด้งและบัวสายหลากสีเบ่งบานรับไอแดดอุ่น ความสดชื่นจากธรรมชาติงดงาม ช่วยเยียวยาจิตใจในส่วนลึก ทำให้ลืมโลกในเมืองอันแสนวุ่นวายไปเลย
ความสุขเล็กๆ ที่สร้างรอยยิ้มได้แบบ infinity ณ Cafe มอง ดู บัวดอกบัวหลากสี เบ่งบานอวดความงามความบริสุทธิ์สดชื่นของดอกบัวน้อยๆ คือของขวัญจากธรรมชาติที่สตูดิโอ Rhythm of Wealth ครูเป้นั่งจิบเครื่องดื่มสุขภาพที่ครูเป้เตรียมไว้ให้เรา ที่ Cafe มอง ดู บัว  มองผ่านช่องหน้าต่างออกไปเห็นทุ่งนาเขียวขจีอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ให้ธรรมชาติและความสงบช่วยเยียวยากายใจ ที่ Rhythm of Wealth
หลังจากลองถอดรองเท้าเดินบนลานหินแม่น้ำกันแล้ว ก็ต่อด้วย Sand Grounding หรือ “การเดินรับพลังธรรมชาติจากพื้นทราย” ตรงสู่หลังบ้าน ที่เป็นส่วนของการลง แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และ แช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) สลับกัน
ด้านหลังสตูดิโอครูเป้  มองไปเห็นความเย็นของสระบัว และแมกไม้สีเขียวโอบล้อมเราไว้ ที่วิเศษมากคือมีเสียงนกร้องเกือบตลอดเวลา
สวนพืชผัก Organic น้อยๆ ที่ครูเป้ปลูกเองไว้หลังสตูดิโอ  แข่งกันงอกงามเติบโต ปนความน่ารักอัดแน่นอยู่ในทุกอณู
ส่วนสำคัญมากอย่างหนึ่งในการมา “บำบัดกายใจแบบองค์รวม” (Holistic Wellness) ที่สตูดิโอครูเป้วันนี้ คือการลงแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และ แช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) สลับกัน พร้อมกับฝึกทำสมาธิกำหนดลมหายใจไปด้วย ถือเป็นการทำ “Deep Mind Healing”  ที่สามารถลดความเครียด ความวิตกกังวล และปรับสมดุลชีวิตได้ยอดเยี่ยมอ่างแช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) ล้างสารพิษออกจากร่างกายเมื่อเปลี่ยนชุดพร้อมเปียกกันแล้ว เราก็ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาด ด้วยการ “อาบน้ำเกลือ” (Salt Bath) ที่ครูเป้เตรียมไว้ให้ในห้องน้ำ เพื่อ ชะล้างพลังงานลบ (Negative Energy) ที่ติดค้างอยู่ในร่างกายออกไปส่วนหนึ่งก่อน อีกทั้งช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย และ ชะล้างสารพิษ (Toxic Sunstances) ออกจากร่างกายด้วย
เริ่มลง แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) โดยมีครูเป้อยู่ดูแลคอยแนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยเราจะต้องอบอุ่นร่างกายก่อน ขยับแข้งขยับขา สะบัดมือสักพัก

ครูเป้จะสอนให้เราทำสมาธิขณะลงแช่น้ำแข็ง  คือกำหนดลมหายใจเข้าออก “4-4-4” (หายใจเข้า นับ 1-4 / กลั้นหายใจไว้ นับ 1-4 / ผ่อนลมหายใจออกทางปาก นับ 1-4) จากนั้นเมื่อจิตค่อนข้างนิ่งเป็นสมาธิแล้ว ก็ให้ปรับการหายใจเป็น “4-7-8” (หายใจเข้านับ 1-4 / กลั้นลมหายใจไว้นับ 1-7 / ผ่อนลมหายใจออกทางปากนับ 1-8) ประโยชน์ของการ แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) มีมากมาย อาทิ ช่วยลดการอักเสบของร่างกาย, ฟื้นฟูเซลล์, กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและนำ้เหลือง, ลดกรดแลคติกที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ, ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ฯลฯ ขณะนอนแช่นำ้แข็งหลอดเลือดจะหดตัว เมื่อทำสลับกับการแช่น้ำเกลืออุ่นๆ หลอดเลือดก็จะขยายตัวอีกครั้ง จึงเป็นการเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ด้วย (อย่างไรก็ตาม ใครที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือต่ำกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์ หรือพิจารณาให้ละเอียดก่อนทำ Ice Bath) ครูเป้จะคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ในขณะแช่ Ice Bath และ Warm Salt Bath

การลงแช่น้ำแข็งจะต้องค่อยๆ ลงทีละส่วน เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวก่อน  เริ่มตั้งแต่เท้า ขา เข่า จนกระทั่งลงนั่งแช่ทั้งตัวให้ลึกประมาณต้นคอบริเวณก้านสมอง ช่วงแรกจะรู้สึกเย็นวูบวาบซาบซ่านไปทั้งร่าง โดยเฉพาะปลายมือปลายเท้า แต่เมื่อใช้ความนิ่งของสมาธิลมหายใจเข้าข่ม ความฟินก็จะเริ่มบังเกิด และเมื่อแช่ได้ครบ 10-15 นาทีแล้ว ใครจะลองเอาหน้าก้มลงจุ่มน้ำแข็งก็ได้ จะยิ่งสดชื่นการแช่ Ice Bath ของ Rhythm of Wealth ถือเป็นการทำ “Deep Relaxation” หรือ “Deep Healing” อย่างแท้จริง เพราะจะให้เราแช่น้ำแข็งอยู่นาน 10-15 นาที พร้อมกับทำสมาธิกำหนดจิต Focus อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก โดยใช้การหายใจ 4-4-4 และ 4-7-8 ตามที่ครูเป้ฝึกให้ ลมหายใจและสมาธิจึงเข้าควบคุมร่างกายอย่างสมบูรณ์ นอนแช่ Ice Bath พร้อมกับชื่นชมพรรณไม้เขียวสดเย็นตา บึงบัว และฟังเสียงนกร้องไปด้วย ถ้าไม่เรียกว่านี้คือ “ความสุข” แล้วจะเรียกว่าอะไรอีกล่ะยืนอาบไอแดดอุ่นรับพลังธรรมชาติ หลังจากแช่ Ice Bath เสร็จเรียบร้อย
แช่ Ice Bath เสร็จแล้วก็ถึงเวลา “แช่น้ำเกลืออุ่น” (Warm Salt Bath) เพื่อให้ร่างกายเกิดการสลับอุณหภูมิเย็น-ร้อน ช่วยระบบการไหลเวียนเลือด มีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ และน้ำเกลือยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายด้วยเกลือ Sea Salt บริสุทธิ์  ช่วยดูดซับสารพิษออกจากร่างกาย อีกทั้งช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสนอนแช่อ่าง Warm Salt Bath ที่ครูเป้ผสมเกลือสูตรเฉพาะลงไป (เกลือ Sea Salt + Himalayan Salt) พร้อมกับฟังเพลงบรรเลงโฮโนโปโน่ เพื่อให้กายใจผ่อนคลายเต็มที่ เนื้อหาของเพลงพูดถึงการให้อภัยตัวเองในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดมา ช่วยเยียวยา ช่วยปลดล็อกเรื่องราวมากมายที่อาจเป็นเหมือนตะกอนค้างคาใจเรานอนแช่น้ำเกลืออุ่นๆ ฟังเพลงโฮโนโปโน่ และฟังเสียงนกจากสวนรอบๆ ร้องไปด้วย นี่คือความสุขที่ใครหลายคนอาจฝันหามานาน ใช้เวลาแช่ประมาณ 10-15 นาที จะรู้สึกตัวโล่งเบาหวิวเหมือนเกิดใหม่ ได้ Reset กายใจจริงๆ จากนั้นก็ควรอาบน้ำเปล่าไม่ต้องถูสบู่ เพื่อให้เกลือยังสามารถซึบซาบลงสู่เซลล์ผิวส่วนลึก บำรุงผิวพรรณเราต่อไปอาหารมื้อเที่ยงแสนน่ารักและน่ากิน ที่ครูเป้บรรจงจัดเตรียมไว้ให้เรา โดยใช้แม่ครัวท้องถิ่นแถวบ้านปรุงมาให้ จึงได้อาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล รสมือแม่ แถมเป็นอาหารแนวสุขภาพด้วยนะ
อิ่มท้อง อิ่มใจ นั่งกินมื้อเที่ยงแสนอร่อยกันตรง Cafe มอง ดู บัวอาหารพื้นบ้านแนวสุขภาพ เสิร์ฟมาอย่างน่ารักและสะอาดในมุ้งกันฝุ่นกันแมลง  เห็นแล้วน้ำลายสอวันนี้มีข้าวไรซ์เบอร์รี่ร้อนๆ กินกับไข่ยัดไส้, แกงส้มกุ้งภาคกลาง, กะหล่ำผัดน้ำปลา และน้ำพริกผักลวกขนมพื้นบ้านจากฝีมือแม่ครัวท้องถิ่น  เป็นการช่วยอุดหนุนกระจายรายได้สู่ชาวบ้าน และทำให้คนที่มาเยือนได้สัมผัสวิถีความอร่อยที่นี่ด้วยหลังจากมื้อเที่ยงแล้ว ก็ถึงไฮไลท์ของวันนี้ คือ “การบำด้วยเสียง” (Sound Healing) ของครูเป้ โดยใช้ขันทองเหลืองทิเบตและอุปกรณ์สร้างเสียงหลายแบบ ซึ่งคลื่นเสียงจากขันทิเบตสามารถเข้าไปปรับสมดุลใน จุดจักระ (Chakras) ทั้ง 7 ของร่างกายได้ รวมถึงปรับคลื่นสมองของเราให้ผ่อนคลาย แสงไฟมืดสลัวให้ห้อง แอร์เย็นกำลังดี นอนปิดตาให้สนิท ปล่อยกาย ใจ จิต ให้ล่องลอยคล้อยตามเสียงที่ก้องกังวาลอยู่ในโสตประสาทเหล่านั้นไป ไม่ต้องคิด ไม่ต้องฝืน นี่คือเวลา 30-40 นาที ที่เรียกว่า Deep Relaxation ที่วิเศษสุดๆ

ขันทองเหลืองทิเบตที่ครูเป้ใช้ประกอบการบำบัด Sound Healing มี 2 ชุด ขันชุดใหญ่เรียกว่า Chakra Bowls ใช้ปรับสมดุลพลังจักระ 7 จุดในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีขัดทิเบตชุดเล็กอีก 7 ใบ ที่ใช้ปรับสมดุลคลื่นสมองด้วย

จุดจักระทั้ง 7 ของร่างกาย จำเป็นต้องใช้ขันทิเบตเฉพาะเพื่อเปิดและปรับสมดุลในจุดนั้นๆ  ตามศาสตร์โยคะโบราณของอินเดีย เชื่อว่าสามารถช่วยให้พลังชีวิตภายในไหลลื่นและสมดุล คลื่นเสียงช่วยลดความเครียด ความกังวล แก้การนอนไม่หลับ ความอ่อนล้า ซึมเศร้า ความกลัว และอาการ Burn Out ภายในให้คืนชีพได้
นอกจากขันทิเบตชุดใหญ่ชุดเล็กแล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกมากมายที่ครูเป้สรรหามาประกอบการบำบัด Sound Healing ทั้งระฆังวัชระของทิเบต กลองหนังอินเดียนแดง และอื่นๆ อุปกรณ์บางชิ้นสามารถสร้างเสียงคล้ายน้ำไหล เสียงลม จนทำให้เราเคลิ้มหลับไปเลย ภายในสตูดิโอ Sound Healing ของครูเป้ มีเกลือ Himalayan Salt วางอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อคอยดูดซับพลังงานลบ (Negative Energy) อีกทั้งยังมีหินหลากสีวางอยู่ใกล้ๆ เพื่อใช้เป็น “หินบำบัด” (Stone Healing)  หินเหล่านี้มีแร่ธาตุต่างกันอยู่ในตัว จึงเก็บและปล่อยคลื่นไฟฟ้าที่เรามองไม่เห็นออกมาต่างกัน ในกิจกรรมนี้ใช้เพื่อปรับสมดุลกาย (Body) ใจ (Mind)  จิต (Spirit) และอารมณ์ (Emotional) แถมยังช่วยปรับสมดุล พลังจักระ (Chakra)ในร่างกาย รวมถึง พลังงานรอบตัว (Aura) ที่เราส่งออกมาด้วยSound Healing เป็นคลื่นเสียงที่มองไม่เห็น แต่เราได้ยินและสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งสมอง ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ต่างได้รับการบำบัดไปพร้อมกัน บางคนก็สบายจนเคลิ้มหลับไปเลย
ลีลาการทำ Sound Healing พร้อมน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันเปี่ยมพลังบวกของครูเป้  คือพลังบำบัดที่ช่วยเยียวยาเราได้อย่างวิเศษ เมื่อเสร็จกิจกรรมนี้แล้ว ใครจะให้ครูเป้ช่วยตรวจพลังออร่า (Aura) หรือใช้ Pendulum ตรวงจพลังตามจุดจักระต่างๆ ของร่างกายเราได้อีกด้วยเครื่องดื่มและของว่างแนวคนรักสุขภาพ พร้อมเสิร์ฟที่ Rhythm of Wealthไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่วันเดียวที่ Rhythm of Wealth จะช่วยรีเซ็ทกาย ใจ จิต และอารมณ์เราได้มากมายขนาดนี้ ขอบคุณธรรมชาติความน่ารัก ความอบอุ่น และมิตรภาพที่ครูเป้มีให้ ตอนนี้เรามีพลังชีวิตเพิ่ม ปลดล็อกบางเรื่องราวในใจได้แล้ว และพร้อมกลับไปสู้ใหม่ รับรองว่าเราต้องได้พบเจอกันอีกแน่นอน

Mobile : 099-7892644

FB : Rhythm of Wealth

IG : @rhythm.of.wealth

TT : rhythm_of_wealth

YT : Rhythm of Wealth

Line : @rhythmofwealth

Website : www.rhythmofwealth.studio

นั่งรถไฟหวานเย็น ไปเล่นน้ำทะเล

ไม่ได้ไปทะเลนานแล้ว คิดถึงโมเมนต์ตอนโดนคลื่นกระแทกตัว ฟังเสียงสายลมทักทายยอดสน ใบมะพร้าวโอนเอน และการเดินเล่นเท้าเปล่าบนหาดทรายเนื้อนุ่ม ได้เวลาหนีกรุง ไปให้ทะเลเห่กล่อมแล้วล่ะทริปนี้ไปคนเดียวแบบประหยัด ตื่นแต่ตีห้ารีบไปขึ้นรถไฟสายชานเมืองเที่ยวเช้าตรู่ ไปลงสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วซื้อตั๋วรถไฟพัดลมชั้น 3 กรุงเทพฯ-สวนสน ลงที่หัวหิน กะจะเช่ามอเตอร์ไซด์ขับเที่ยว 2 วัน 1 คืน คงสนุกดีเนอะ รถไฟธรรมดาชานเมือง ให้ความรู้สึกถึงการใช้ชีวิตและการเดินทางที่แท้จริง แม้ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ก็ไม่ง้อเดินทางสายสั้นไม่เกิน 40 นาที จากสถานีรถไฟใกล้บ้าน เข้าเมืองไปลงที่หัวลำโพงถึงสนานีรถไฟหัวลำโพงแล้ว วันนี้ดูเหงาๆ นึกถึงภาพเก่าๆ สมัยหัวลำโพงยังคึกคักในอดีต
ปัจจุบันสถานีรถไฟหัวลำโพงกลายเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟโบราณ และมีบริการรถไฟเฉพาะสายชานเมืองเท่านั้น ที่เหลือย้ายไปที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์หมดเรียบร้อยรถไฟหัวจักรไอน้ำโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 จัดแสดงไว้ที่หัวลำโพง ที่นี่กรุงเทพฯ วันนี้ขอโบกมือลาไปเล่นน้ำทะเลสักสองวันนะ
รถไฟธรรมดาขบวนกรุงเทพฯ-สวนสน มีทุกวัน ออกจากหัวลำโพง 09.20 น. ถึงหัวหินเกือบ 14.00 น. ค่าโดยสาร 47 บาทเอง มาถึงเช้ามาก ยังไม่มีใครมาเลย แต่รถไฟมาจอดรอแล้ว เลยขึ้นไปเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ รถไฟชั้น 3 เป็นรถไฟธรรมดา พัดลม เบาะปรับเอนไม่ได้ หน้าต่างก็เปิดได้บ้างไม่ได้บ้าง นี่คือโบกี้ที่ต้องนั่งไปถึง 5 ชั่วโมง นี่มันรถไฟหวานเย็นที่แท้ทรู ฮาาาาาาา อาหารเช้าวันนี้ ประหยัดแต่อร่อย มีพ่อค้าเดินมาขายถึงบนรถไฟเลยตรวจตั๋วกันหน่อย ค่ารถไฟเที่ยวไปวันนี้แค่ 47 บาท ถึงหัวหินแล้ว สถานีรถไฟใหม่ใหญ่โตโอ่อ่ามาก สร้างยกระดับสูงจากพื้นถนนด้านล่างราวตึกสามชั้น และนำสีแดงเหลือง บวกกับเส้นสายของสถาปัตยกรรมสถานีรถไฟหัวหินเก่ามาเล่นได้อย่างสวยงามไม่ต้องรีบลง เพราะที่สถานีหัวหินรถไฟจอดนานพอสมควร สถานีรถไฟใหม่ของหัวหินสถานีรถไฟเก่าหัวหิน ทุกวันนี้ใช้เป็น Landmark สำหรับถ่ายรูปอย่างเดียวจ้า
ยามค่ำคืนสถานีรถไฟเก่าหัวหินมีการประดับประดาไฟระย้าไว้อย่างงดงามหลังจากเช่ามอเตอร์ไซค์ที่ตัวเมืองหัวหิน ก็ขับมาเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่เกิน 40 นาที ก็ถึง “สวนสนประดิพันธ์” แวะนั่งเบิ่งวิวทะเลสีครามเบื้องหน้า รับลมทะเลชื่นใจสุดๆ ไปเลย อาหารเที่ยงที่เลทมาบ่ายกว่า เพราะต้องรีบบึ่งมอเตอร์ไซด์ไปให้ถึงจุดกางเต็นท์ก่อนค่ำ แวะกินปูผัดกะเพราะแถวหาดปราณบุรี เติมพลังก่อน รีบกิน 15 นาที แล้วแว้นรถไปต่อระหว่างทางผ่าน “เขากะโหลก” วนอุทยานท้าวโกษาใช้ถนนเส้นเลียบทะเลจากปราณบุรี ขับมอเตอร์ไซด์มาถึง หาดสามร้อยยอด โชคดีเย็นนี้มี “ตลาดลงเล” ในยามเย็น เห็นร้านค้าและผู้คนคึกคัก มีชีวิตชีวามาก ตลาดลงเล หาดสามร้อยยอด มีเฉพาะเย็นวันเสาร์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00-23.00 น. ของกินอร่อยๆ เพียบ ที่ตลาดลงเลความน่ารักของตลาดลงเล
จากตลาดลงเลแว้นมอเตอร์ไซด์ไปอีกเกือบ 15 กิโลเมตร เพื่อไปกางเต็นท์นอนที่หาดสามพระยา ระหว่างทางแวะดูวิวเทือกเขาหินปูนอาบแสงสีทองยามใกล้อัสดง บรรยากาศเงียบสงบ รกร้างว่างเปล่าเหมือนโลกนี้มีเราคนเดียวระหว่างทางไปหาดสามพระยา แสงอาทิตย์อ่อนแรงเต็มที จอดรถชื่นชมธรรมชาติเทือกเขาหินปูนทอดยาวตระหง่าน กับดวงอาทิตย์ดวงกลมโตสีทอง แทบไม่มีรถยนต์สักคัน
ถึงทางเข้า หาดสามพระยา ก่อนค่ำพอดีกางเต็นท์นอนที่หาดสามพระยา อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ค่าเช่าเต็นท์หลังละ 225 บาท/คืน รวมค่าเช่าแผ่นรองนอนและหมอนอีกนิดหน่อย อยู่ใกล้ทะเลแค่เอื้อม มีความสุขมาก ภายในเต็นท์โปร่งโล่งสบายอยู่ใต้ป่าสนทะเลก่อนแสงอาทิตย์จะหมด รีบไปโดดน้ำทะเลเล่นฉ่ำใจให้หายคิดถึงเปลือหอยน้อยใหญ่ถูกคลื่นทะเลซัดเข้ามานอนรวมกัน แต่งแต้มผืนทราย เหมือนของขวัญจากธรรมชาติ ริ้วทรายที่ถูกคลื่นสลักเสลาบนชายหาดยามน้ำลด เหมือนศิลปะในธรรมชาติเลยนะค่ำแล้วเงียบสงบ มีแต่เสียงคลื่นกับใบสนร้องเพลง ไฟฟ้าปิดสี่ทุ่ม คืนนี้ได้นอนดูดาวเต็มฟ้าแน่แสงแรกของวัน ที่หาดสามพระยาฟองคลื่นขาวและดวงตะวันยามเช้า กระซิบรักกับหาดทรายและก้อนหินยามเช้าโรแมนติกแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว คิดถึงเธอจังตะวันสีทองยามเช้าอาบป่าสนทะเล ที่หาดสามพระยาGood Morning หาดสามพระยาความสงบยามเช้า ช่วยช๊าตแบตเตอร์รี่ชีวิตเราให้เต็มเปี่ยมมีศาลาชมวิวริมทะเลด้วย Perfect!ประมาณ 8 โมงเช้า รีบบึ่งมอเตอร์ไซด์จากหาดสามพระยากลับมาที่หาดสามร้อยยอด จุดที่แวะเที่ยวตลาดลงเลเมื่อวานเย็น แต่เช้านี้มีอีกความน่ารักรออยู่ คือตลาดเล็กๆ “เช้านี้ที่ลงเล” ให้หาของกินอร่อย เช้านี้ที่ลงเล หาดสามร้อยยอด มีเฉพาะเช้าวันเสาร์ 7.00-10.00 น. จ้า
บรรยากาศสุดชิว ฮิปสเตอร์มากๆมีอาหารเช้าแบบง่ายๆ และกาแฟอร่อยแค่แก้วละ 50 บาท พร้อมด้วยซุ้ม DIY ศิลปะซื้อของกินเสร็จแล้วก็มานั่งละเลียดกินเคล้าวิวทะเลอาหารเช้าวันนี้เน้นประหยัดและอิ่มนานไว้ก่อน เพราะต้องขี่มอเตอร์ไซด์อีกไกลเช้านี้ที่ลงเล หาดสามร้อยยอดจากหาดสามร้อยยอดใช้ถนนเลียบทะเลไปต่อจนถึงเขากะโหลก แวะสัมผัสวิถีประมงพื้นบ้าน เป็นจุดจอดเรือหลบลมได้ดีวิถีประมงเขากะโหลกตลาดประมงพื้นบ้านเขากะโหลกปูทะเลปูม้าสดๆ คือ Seafood ขึ้นชื่อของแถบปราณบุรีกุ้งหอยปูปลายังมีอุดมสมบูรณ์ที่นี่ ปลาทะเลสดมาก ดูสิตาใสแหน๋วเลยเดินทางต่อไปจนถึงถนนชมวิวเลียบหาดปราณบุรี มุ่งหน้าปากน้ำปราณฯ จ้าตาลสามต้น Landmark ห้ามพลาดของหาดปราณบุรีถึงแล้วปากน้ำปราณบุรี มีศาลเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯ และเรือตรวจการชายฝั่งที่ปลดประจำการแล้ว นำขึ้นมาไว้บนบกปากน้ำปราณบุรีปากน้ำปราณบุรีรีบเดินทางต่อไปที่ “วนอุทยานปราณบุรี” เส้นทางปั่นจักรยานและแค้มปิ้งในป่าสนแสนร่มรื่น
เส้นทางปั่นจักรยานในป่าสนของวนอุทยานปราณบุรี ปลอดภัย กันไว้เฉพาะจักรยานและคนเดิน รถยนต์เข้าไม่ได้นะป่าสนธรรมชาติผืนใหญ่ของวนอุทยานปราณบุรีใครไม่ใช่สายปั่นจักรยาน แต่เป็นสายชิว จะแค่มานั่งจิบกาแฟที่วนอุทยานปราณบุรีก็ได้
ก่อนถึงตัวเมืองหัวหิน จุดหมายสุดท้ายคือ “อ่างเก็บน้ำเขาเต่า” โปร่งโล่งสบาย เหมาะนั่งชมวิว และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนแถบนี้ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า
เข้าถึงตัวเมืองหัวหินก็เย็นย่ำพอดี รีบมาหามื้อเย็นกินที่ “ตลาดสะพานปลาหัวหิน” ชมแสงอาทิตย์สีทอง นั่งรับลมทะเล ฟังเสียงคลื่น และจิบเครื่องดื่มเย็นๆความโรแมนติกของตลาดสะพานปลาหัวหินได้เวลากลับบ้านแล้ว ตั๋วรถไฟเต็ม เลยนั่งรถบัสเล็กแทน แม้จะช้าหน่อย แต่ก็ยังเร็วกว่ารถไฟหวานเย็น ฮาๆๆๆไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่ 2 วัน 1 คืน จะวิเศษ และมีภาพควาทรงจำดีๆ ในหัวใจมากมายขนาดนี้คิดถึงทะเลเมื่อไหร่ ก็คิดถึงเธอ

BEGAN VEGAN อิ่มกายอิ่มใจ สไตล์รักสุขภาพ

เคยมาเดินเที่ยวชมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถว ท่าเตียน หลายครั้ง ทั้งช่วงกลางวันและชมแสงสียามค่ำคืน ทว่าวันนี้พิเศษกว่าทุกคราว เพราะเราได้มาเยี่ยมร้านเล็กๆ น่ารัก สไตล์อบอุ่นแห่งหนึ่งในซอยท่าเตียน ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ เงียบสงบ ฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์

ใช่เลย เรากำลังจะพาไปรู้จัก “BEGAN VEGAN” ร้านอาหารแนววีแกน 100% เจ้าเดียวในแถบท่าเตียนขณะนี้
คุณณิชมน ตั้งตรงจิตร (คุณบี) คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความรู้ด้านอาหารสุขภาพ เจ้าของ ร้าน BEGAN VEGAN ที่ต้องการให้อาหารอุดมคุณประโยชน์แบบนี้ แพร่หลายมากขึ้นในหมู่คนไทย ด้วยคอนเซ็ปต์

“The Journey of  Your Health”

ร้าน BEGAN VEGAN ตั้งชื่อมาจากชื่อของ คุณ B ที่ชอบรับประทาน อาหาร VEGAN นั่นเอง
จากห้องแถวเก่าแก่ย่านท่าเตียนที่ renovate จนดู Modern สะอาดตา ถึงวันนี้ร้านเปิดมากว่า 5 ปีแล้ว เริ่มต้นจากการเป็นร้านอาหารสุขภาพของ คุณปรีดา ตั้งตรงจิตร (คุณปู่ของคุณบี) ชื่อร้าน “R D Preeda Healthy Food” จนกระทั่งส่งช่วงต่อมาถึงคุณแม่ กระทั่งเมื่อคุณบีอายุ 16 ปี ได้เห็นคลิปวิดีโอการฆ่าสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ จึงเกิดความสงสาร และตั้งใจแน่วแน่แต่นั้นว่าจะไม่ทานเนื้อสัตว์อีกเลยตลอดชีวิต

ช่วงแรกก็หาอาหารแนวธรรมชาติทานค่อนข้างยาก คุณแม่ของคุณบีเป็นคนแรกที่ปรุงมาให้ทาน โดยเฉพาะเบเกอร์รี่แนววีแกนแท้ๆ ในเมืองไทยหายากมาก คุณบีจึงคิดค้นสูตรทำเอง คุณแม่เลยสนับสนุนให้เปิด ร้าน BEGAN VEGAN เพื่อให้คนทั่วไปได้รับประทานด้วย จากนั้นคุณบีก็ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และช่วงปี 3 ได้ไปเรียนต่อด้านการบริหารที่ปารีส ฝรั่งเศส นานถึง 7 เดือน โดยในระหว่างนั้นได้เรียนคอร์เสริมด้านการทำเบเกอร์รี่ที่ สถาบัน Le Cordon Bleu ปารีสร้าน BEGAN VEGAN ได้รับการการันตี 5 ดาว จาก Happy Cow Excellent Reviews ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทานอาหารวีแกนรู้จักกันดี
อาหารแบบวีแกนแท้ๆ จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดเลย รวมถึงงดเว้นนมวัว เนย น้ำผึ้ง ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทุกชนิด โดยต่างกับการรับประทานอาหารเจตรงที่ วีแกนทานผัก 5 ชนิด ที่มีกลิ่นฉุนได้ คือ กระเทียม, หัวหอม-ผักชี, กระเทียมโทนจีน, กุยฉ่าย และใบยาสูบ คนที่ทานวีแกนแบบเคร่งครัดมากๆ มาก มาที่ ร้าน BEGAN VEGAN จึงสบายใจได้ แต่ปัจจุบันลูกค้าก็ยังเป็นชาวต่างชาติมากกว่าครึ่ง อยากให้คนไทยได้ลองชิมบ้างนะ เพราะทานไม่ยากเลย ดีต่อใจต่อกายในแบบที่ต้องว้าวแม้จะเป็นร้านไม่ใหญ่โต ทว่าบรรยากาศให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตร และมีเสิร์ฟมากกว่าอาหารหลัก เพราะ BEGAN VEGAN มีเค้กวีแกน รวมถึงคุกกี้วีแกน กาแฟวีแกน และ Smoothy วีแกน ที่หาชิมที่อื่นไม่ได้แน่ร้าน BEGAN VEGAN เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.หนึ่งใน Signature Menu ของ ร้าน BEGAN VEGAN คือ “All Day Breakfast” หรือ เซ็ทอาหารเช้าที่เสิร์ฟได้ทั้งวัน เสน่ห์หลักของจานนี้คือครัวซองวีแกนแท้ๆ ซึ่งทำก็ยาก หาทานก็ยาก เพราะไม่ได้ใส่ไข่นมเนยเลยสักนิดเดียว แต่ยังให้รสสัมผัสและกลิ่นเหมือนครัวซองทั่วไปเปี๊ยบ เคล็ดลับของทางร้านคือใช้ส่วนผสมอย่างดีจาก Sunflower Butter, Canola Oil, Coconut Oil ฯลฯ ไม่มีการใช้น้ำมันถั่วเหลืองเลย ส่วนที่เห็นสีเหลืองๆ เหมือนไข่คน จริงๆ แล้วคือเต้าหู้ กินคู่กับสลัดผักออร์แกนิคสุขภาพ ราดน้ำซ๊อสงาสไตล์ญี่ปุ่นWelcome Drink เสิร์ฟมาในแก้วช๊อตเล็กๆ น่ารัก กระตุ้นกระเพาะเรียกน้ำย่อยได้ยอดเยี่ยม ส่วนผสมมีทั้งขิง มะละกอ แอปเปิลเขียว มะนาว และเปปเปอร์มิ้นต์
Welcome Drink แบบธรรมชาติ ปั่นรวมมาในแก้วช๊อต เย็นชื่นใจ ดื่มได้ดื่มดีจนต้องขอเพิ่มอีกหนึ่งในเมนูยอดฮิตของ ร้าน BEGAN VEGAN ที่ลูกค้าชื่นชอบ คือ “ข้าวสี่สี ผัดเต้าหู้แกงกะหรี่” เป็นจานหลักที่ประกอบด้วยข้าวสุขภาพ 4 สี ทั้งข้าวสีฟ้าอัญชัญ ข้าวสีเหลืองขมิ้น ข้าวสีเขียวใบเตย และข้าวสีน้ำตาลแดงไรซ์เบอร์รี่ กับข้าวที่ทานคู่กันคือเครื่องแกงกะหรี่ผัดเต้าหู้และผักออร์แกนิค ชิมแล้วขอบอกว่ารสชาติละมุน ให้ความรู้สึกถึงการถนอมสุขภาพมากๆ ครับ
หมูกรอบซ๊อสจิ้มแจ่ว หนึ่งในเมนูเด็ดที่ลูกค้าวีแกนหลายคนชื่นชอบ เพราะทั้งแปลกและหน้าตาเหมือนหมูกรอบจริงๆ  ทำจากถั่วเหลืองแท้ ทอดกรอบด้วยวิธีพิเศษของทางร้าน น้ำจิ้มแจ่วปรุงเองรสไม่จัด เข้ากันอย่างดี เนื้อสัมผัสเวลาเคี้ยวเหมือนหมูกรอบ Deep Fried กรุบๆ กรอบนอกนุ่มใน ยิ่งทานตอนร้อนๆ ยิ่งอร่อยล้ำ
ราดหน้าเส้นทอด เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยม เพราะคุณบีพัฒนาสูตรขึ้นมา ต้องทานตอนร้อนๆ เส้นทอดจะกรุบกรอบเคี้ยวง่าย น้ำราดหน้าก็รสชาตินุ่มนวลเหมือนแพรไหม มีผักออร์แกนิคและเต้าหู้ใส่มาให้เยอะแบบไม่หวงเลยจ้าราดหน้าเส้นทอด เมนูเด็ดของ ร้าน BEGAN VEGANไม่ได้หน้าตาดูดีอย่างเดียว แต่ยังอุดมคุณค่าทางอาหารมากๆ ด้วย

ร้าน BEGAN VEGAN ยังมีอาหารอื่นๆ ให้ชิมอีกเพียบ โดยคิดค้นปรับปรุงเมนูเพิ่มอยู่เสมอ ตอนนี้มีเมนู Version 2.0 ที่น่าลิ้มลองไปซะทุกจาน อาทิ วีแกนลาซานญ่า (Vegan Lasangna) ซอสโบโลเนส เสิร์ฟพร้อมผักย่าง, โบว์มิกซ์เบอร์รี่ (Mixed Berries Bowl) ที่มีทั้งมัลเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ผสมกัน โรยหน้าด้วยผลไม้ตามฤดูกาล 3 ชนิด กราโนลา เมล็ดเจีย ถั่ว และธัญพืชรวม, โบว์ผักใบเขียวซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood Bowl), โบว์ช็อกโกแลตเนยถั่ว (Chocolate Peanut Butter Bowl), ไก่ทอดวีแกน (Fried Vegan Chicken) ทำจากดอกกะหล่ำทอด จิ้มซอสพริก, ซุปเห็ดเข้มข้น (Mushroom Soup), ซุปข้าวโพดสไปซ์ซี่ (Spicy Corn Soup) นอกจากนี้ยังมี BV Burger ที่ได้รับความนิยมมาก และ BV Steak, Submarine Sandwich, Spagetti with Tomatoes Sauce, BEGAN Carbonara, Japanese Hot Curry with VEGAN Meatballs และอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนอาหารไทยแบบวีแกนก็มีเสิร์ฟเช่นกัน อาทิ ต้มข่าไก่, แกงเขียวหวาน, แกงพะแนง, ผัดกะเพรา, ผัดผงกะหรี่, ลาบ ฯลฯ โดยเน้นแนวคิด “กินอาหารให้เป็นยา” ไม่ใช่กินยาเป็นอาหารจ้า
สำหรับคนที่ชอบขนมหวานแบบวีแกนแท้ๆ ร้าน BEGAN VEGAN มีเค้กจากฝีมือคุณบีให้ชิมถึง 6 อย่าง คือ เค้ก Cinnamon Roll, เค้ก Chocolate, เค้ก Marble, Blueberry Cheese Tart, เค้ก Matcha Strawberry และที่หาทานยากมาก อร่อยจนร้องว้าวหลายรอบ คือ Croissant วีแกน นุ่มหนึบ หอมมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้นมเนยเลยสักนิด ส่วนเค้ก Marble ก็เป็น Yogurt-based ที่สายวีแกนแท้ๆ ต้องหลงรัก เรียกว่ามีความ Creative และใส่ใจในรายละเอียดมากครับ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักของ Blueberry Cheese Tart ท้อปปิ้งด้วยดอกไม้กินได้ จากฟาร์มธรรมชาติของศูนย์สุขภาพเชตวัน ศาลายา รสชาตินุ่มนวลหอมหวานกำลังดีเค้ก Matcha Strawberry ชิ้นโต เห็นเลเยอร์หลายชั้นซ้อนกัน ท้อปปิ้งด้วยสตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และดอกไม้กินได้ เนื้อเค้กนุ่มกำลังดี เข้ากับครีมมัทฉะซะเหลือเกิน เห็นหน้าตาแบบนี้ เป็นเค้กวีแกนแท้ๆ เลยนะจะบอกให้
เค้ก Chocolate เป็น Dark Chocolate อย่างดี หวานน้อย เนื้อนุ่มหนึบ ทานคู่กับกาแฟวีแกนได้เข้ากันสุดๆทั้งน่ารัก ทั้งน่ากิน และดีต่อสุขภาพ ก็ต้องเค้กวีแกน 100% แบบนี้ล่ะครับน้ำมัลเบอร์รี่ สมูทตี้ ที่นำลูกหม่อนออร์แกนิคจากจังหวัดสระบุรี มาปั่นกับนมวีแกน เย็นชื่นใจ รสเปรี้ยวอมหวาน อุดมวิตามินมากมาย ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณเป็นอย่างดีโดยส่วนตัวผมชอบกาแฟวีแกน ของร้าน BEGAN VEGAN เป็นพิเศษ ลองสั่งคาปูชิโน่กับลาเต้มาจิบดู รสชาติกลมกล่อมละมุน ไม่เข้มจนเกินไป ยังคงกลิ่นรสกาแฟครบถ้วน และนุ่มลื่นด้วยส่วนผสมของนมสกัดจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ดื่มแล้วรู้สึกกะปรี้กะเปร่าขึ้นมาเลย
เย็นชื่นใจ เข้มกำลังดี ดื่มแล้วมีแรงออกไปเดินเที่ยวย่านท่าเตียนต่อได้สบายใหม่ล่าสุด เครื่องดื่มสุขภาพที่คุณบีคิดค้นสูตรขึ้นมาเอง “น้ำใบบัวบกผสมนมข้าวโอ๊ต” แบรนด์ณิมน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่แพ้นมวัว ความเก๋คือด้านหลังขวดมีบทกลอนบรรยายสรรพคุณอันมีประโยชน์ของน้ำใบบัวบกไว้อย่างน่ารัก ถึงแม้จะไม่อกหักช้ำใจก็ดื่มได้จ้า มีสรรพคุณมากมาย ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิตสูง และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในร่างกายด้วยนะบทกลอนด้านหลังขวดน้ำใบบัวบกผสมนมข้าวโอ๊ต ขนมอร่อยอีกอย่างที่ห้ามพลาดชิม คือ “คุกกี้แนววีแกน 100%” บรรจุในกล่องสวยงาม มี 4 รสให้เลือกตามชอบ คือ Flourless Cashew, Flourless Almond Choc-chip Chocolate chip และ Banana Oatmeal Raisin ซึ่งทั้งหมดเป็นคุกกี้ที่ปราศจากมาการีน น้ำตาลขัดสี สารกันเสีย น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม โดยคุณบีและทีมงานลงมือทำด้วยตัวเองเลยนอกจากอาหารวีแกนร้อยเปอร์เซนต์ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ร้าน BEGAN VEGAN ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ เป็นของฝากน่ารักๆ ติดมือกลับบ้านด้วย ในภาพนี้คือ “เทียนหอม” ทำจากไขถั่วเหลืองธรรมชาติ 100% (Soy Wax) ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีใดๆ ใส่มาในกะลามะพร้าวครึ่งซีก ได้กลิ่นอายความเป็นไทยสุดๆเทียนหอมธรรมชาติในกะลามะพร้าวเก๋ไก๋ของ ร้าน BEGAN VEGAN ผลิตจากไขถั่วเหลืองบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซนต์ ใช้จุดในบ้านกลิ่นหอมอ่อนๆ ชื่นใจ ให้ความรู้สึกสดชื่นแบบธรรมชาติ
ด้านหน้า ร้าน BEGAN VEGAN มีพืชผักผลไม้ออร์แกนิคที่ปลูกจากฟาร์มของศูนย์สุขภาพเชตวัน อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม วางจำหน่ายด้วยมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิค จากฟาร์มธรรมชาติของศูนย์สุขภาพเชตวัน อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม ดื่มแล้วชื่นใจอย่าลืมนะครับ ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศ มานั่งทานอาหารสุขภาพในร้านเล็กๆ น่ารัก อัดแน่นด้วยคุณภาพ สร้างสรรค์ และความใส่ใจ ต้องไม่ลืม ร้าน BEGAN VEGAN ท่าเตียน ของคุณบี ณิชมน ตั้งตรงจิตร และทีมงาน

หลังจากอิ่มกายอิ่มใจกันที่ ร้าน BEGAN VEGAN แล้ว ไม่ควรพลาดโอกาสเดินทอดน่องสัมผัสความสวยงามย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถวท่าเตียน ท้องสนามหลวง และพระบรมมหาราชวัง ยังมีวัดวาอารามสำคัญให้ชื่นชมอีกหลายแห่ง ทั้งวัดอรุณราชวรารามฯ (วัดแจ้ง) วัดพระแก้ว และวัดโพธิ์ ต้นตำรับการนวดไทยอันมีชื่อเสียงวัดพระแก้ว สถานที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกตคู่บ้านคู่เมืองสยามพระนอนวัดโพธิ์ พุทธศิลป์งามล้ำทำให้ต้องตะลึงนวดแผนไทยโบราณที่วัดโพธิ์ กับสำนักเชตวัน

ร้าน BEGAN VEGAN 

Address : ซอยท่าเตียน ถนนมหาราช กรุงเทพฯ ฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์ (ปากซอยมีธนาคารกรุงไทยอยู่ข้างหน้า)

เปิดทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น.

โทร. 08-0226-5770 / FB : Began Vegan / Line : @beganvegan / IG : Began.vegan

ศูนย์สุขภาพเชตวัน ศาลายา นวดไทยต้นตำรับวัดโพธิ์

การนวดไทย เป็นศาสตร์โบราณที่ลือเลื่องไปทั่วโลก เพราะช่วยบรรเทาและรักษาให้ผู้มีความปวดเมื่อยทางร่างกายรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวขึ้น ยิ่งกว่านั้นการนวดไทยยังช่วยรักษาอาการป่วยบางอย่างให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ และหากจะกล่าวถึงต้นตำรับการนวดไทยซึ่งถือเป็นตำนานแท้จริง ก็คงต้องยกให้ “วัดโพธิ์” (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ) และ “ศูนย์สุขภาพเชตวัน” อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐมศูนย์สุขภาพเชตวัน อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐมเชตวัน ถือเป็นผู้ริเริ่มศาสตร์การนวดแผนไทยตำรับวัดโพธิ์ให้แพร่หลาย โรงเรียนเริ่มเปิดสอนวิชานวดแผนโบราณขึ้นครั้งแรกเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2505 โดย คุณปรีดา ตั้งตรงจิตร รวบรวมองค์ความรู้จากตำรา จารึกและครูนวด รวมถึงจัดระบบการเรียนการสอน จนได้ท่านวดที่เป็นแบบแผนสืบทอดต่อกันมา ปัจจุบันนี้โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่เปิดสอนวิชาแพทย์แผนไทยครบทั้ง 4 สาขาตามแบบฉบับดั้งเดิม ศูนย์สุขภาพ เชตวันฯ เปิดสอนและบริการ 12 หลักสูตร ทั้งนวดแผนโบราณ หัตถบำบัด นวดทารกและเด็ก นวดสตรี นวดน้ำมันและน้ำมันหอมระเหย นวดเท้า เภสัชกรรมและเวชกรรมไทย วิชาชีพนวดไทยชั้นต้น ชั้นกลาง และนวดไทยสำหรับชาวต่างชาติ สปาเพื่อสุขภาพ และท่าบริหารร่างกาย ฤาษีดัดตน เป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้มรดกไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับโลกขยายฐานการทำงานสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยววัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) แหล่งรวบรวมศาสตร์การนวดไทยโบราณ และท่าฤาษีดัดตน

พระนอนวัดโพธิ์ ความวิจิตรแห่งพุทธศิลป์ของสยาม

พระพุทธรูปปางต่างๆ ในศาลารายวัดโพธิ์การแพทย์แผนไทยและการนวดแผนโบราณ มีประวัติความเป็นมาคู่กับชาติไทยมาแต่โบราณ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรมแพทย์และกรมหมอนวดนั้น ถือได้ว่าเป็นกรมใหญ่ซึ่งต้องรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย) มีการรวบรวมตำรับยาต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” การแพทย์แผนไทยยังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง มีการเปิดร้านจัดยาและขายยาสมุนไพรตามใบสั่งอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกกำแพงพระนคร ซึ่งแม้ในขณะนั้นมิชชั่นนารีชาวฝรั่งเศสได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาเผย แพร่ในสยาม ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าแพทย์แผนไทย

รูปปั้นฤาษีดัดตน 80 ท่า แห่งวัดโพธิ์

ในสมัยโบราณความรู้เรื่องการแพทย์และการนวดไทยจะสั่งสอนสืบต่อกันเป็นทอดๆ โดยครูจะรับตัวศิษย์ไว้แล้วค่อยสั่งค่อยสอนให้จดจำความรู้ต่างๆ ความรู้ที่สืบทอดกันมานั้น อาจเพิ่มพูน สูญหาย หรือเพี้ยนไปบ้างตามความสามารถของครูและศิษย์เป็นสำคัญ จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ “วัดโพธาราม” หรือ “วัดโพธิ์” พระอารามหลวง ทรงให้รวบรวมตำรายา ฤาษีดัดตน จวบจนตำราการนวด แล้วให้จารึกไว้ตามศาลาราย เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาโดยทั่วกัน ใน พ.ศ. 2375 ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯให้ บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ ทรงให้หล่อรูปฤษีดัดตนเป็นโลหะ และรวบรวมตำราการนวดและตำราการแพทย์จารึกในวัดโพธิ์ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปศึกษา และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จนถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยามเลยทีเดียว ใน พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดเกล้าฯให้แพทย์หลวงสังคายนาและแปลตำราแพทย์จากภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาไทย เรียกว่า “ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ (ฉบับหลวง)” ซึ่งตำรานี้ได้แยกการนวดเป็นภาควิชาหัตถศาสตร์ เรียกว่า “ตำราแบบนวดฉบับหลวง” โดยจารึกวัดโพธิ์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก จำนวน 1,440 แผ่น ปัจจุบัน ศูนย์สุขภาพเชตวัน ศาลายา นครปฐม มีแผนกนวดเพื่อบำบัดแก้อาการของผู้ป่วยด้วย ไม่ได้มีแต่การนวดเพื่อผ่อนคลายอย่างเดียวคุณเสรัชย์ ตั้งตรงจิตร ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้บริหารศูนย์สุขภาพเชตวัน ศาลายา นครปฐม ในปัจจุบัน
ห้องนวดเท้าเพื่อผ่อนคลาย ศูนย์สุขภาพเชตวัน ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแยกชายหญิง ศูนย์สุขภาพเชตวัน เปลี่ยนเสื้อผาเสร็จแล้ว ก็มานั่งล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดในอ่างไม้ตามแบบโบราณ นวดเพื่อผ่อนคลายและแก้อาการ ตามตำรับนวดไทยโบราณวัดโพธิ์ ที่ศูนย์สุขภาพเชตวัน บรรยายให้ความรู้เรื่องศาสตร์นวดไทยเบื้องต้น กับคณะที่เข้ามาศึกษาดูงาน พร้อมสอนท่านวดตนเองเบื้องต้น ให้สามารถกลับไปใช้ได้เองในชีวิตประจำวันศูนย์สุขภาพเชตวัน มีโรงเรียนในเครือจำนวน 4 แห่ง คือ โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์), โรงเรียนนวดแผนโบราณ เชตวัน แจ้งวัฒนะ, โรงเรียนนวดแผนโบราณ เชตวัน เชียงใหม่, โรงเรียนสุขภาพ เชตวัน และคลีนิกแพทย์แผนโบราณ โพธิ์ชัยศรี ศาลายา จังหวัดนครปฐม ใครสนใจเรียนเขาก็มีทั้งหลักสูตแบบระยะสั้นและระยะยาวให้เลือก นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพแบบไทยๆ ที่น่าสนใจและมีประโยชน์น่าศึกษาไม่น้อย ศูนย์สุขภาพเชตวัน มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพมากมายให้เลือกใช้ ทั้งยาหม่อง ยาดมตามธาตุ น้ำมันนวด น้ำมันอโรมา ลูกประคบ ครีมนวดเท้า ฯลฯ รวมถึงผลิตภัณฑ์สปาอีกมากมาย
ยาดมตามธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ นอกจากบริการนวดแผนไทยแล้ว ศูนย์สุขภาพเชตวัน ยังมีห้องพักมากกว่า 15 ห้อง สำหรับให้ผู้สนใจหรือนักเรียนที่มาเรียนนวดตามคอร์สได้เข้าพัก พร้อมอาหารบริการ
มาใช้บริการนวดแผนไทยที่ศูนย์สุขภาพเชตวันแล้ว อย่าลืมไปสัมผัสขนมและเครื่องดื่มสุขภาพที่ ร้าน Chetawan Cafe & Bistro รับแอร์เย็นฉ่ำ จิบเครื่องดื่มที่ชอบ ในบรรยากาศ relax สบายๆ ครับ

  (ขอบคุณภาพ : จากคุณสุเทพ ช่วยปัญญา / www.thewaynews.com)
คุณบี (ณิชมน ตั้งตรงจิตร) คนรุ่นใหม่ไฟแรง เจ้าของ ร้าน Chetawan Cafe & Bistro ซึ่งมีแนวคิดสร้างสรรค์ขนมและเครื่องดื่มสุขภาพให้ได้ชิมกัน โดยคุณบีบินไปเรียนด้านอาหารที่ สถาบัน Le Cordon Bleu ปารีส ฝรั่งเศส นานถึง 7 เดือน

คุณบียังเป็นเจ้าของร้านอาหารวีแกนเพียงเจ้าเดียวในย่านท่าเตียน กทม. อีกด้วย นั่นคือ “ร้าน Began Vegan” (โทร. 08-0226-5770 / เปิดทุกวัน เวลา 10.30-18.00 น.) ตอนนี้มีเครื่องดื่มใหม่ล่าสุดให้ชิม “น้ำใบบัวบกผสมนมข้าวโอ๊ต” แบรนด์ณิมน ซึ่งคุณบีคิดค้นขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยความเก๋คือด้านหลังขวดมีบทกลอนบรรยายสรรพคุณอันมีประโยชน์ของน้ำใบบัวบกไว้ด้วยอย่างน่ารักน้ำมะพร้าวปลูกเองในสวนของศูนย์สุขภาพเชตวัน ดื่มแล้วชื่นใจมากนอกจากนี้ ร้าน Chetawan Cafe & Bistro ยังมีเครื่องดื่มสุขภาพอีกมากมายให้เลือกชิมได้ทุกวัน
ขนมละลานตาน่าลิ้มลองที่ ร้าน Chetawan Cafe & Bistro บรรจงรังสรรค์ขึ้นเพื่อทุกคน

  (ขอบคุณภาพ : จากคุณสุเทพ ช่วยปัญญา / www.thewaynews.com)

www.watpomassage.com

จองนวด ทัวกรุ๊ปทัวร์โรงเรียน ไกด์ทัวร์นวด โทร. 08-6317-5562

รับนักเรียน เวลาทำการ 08.00-17.00 น. โทร. 0-2622-3533, 08-6368-3841 watpo.ttm@gmail.com.

บริการนวดท่าเตียน เวลาทำการ 08.00-20.00 น. โทร. 08-4206-3774

สำนักงาน เวลาทำการ 08.00-17.00 น. โทร.02-622-3551

นั่งรถไฟ KIHA 183 สืบสาน รักษา ต่อยอด @เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี

เรื่อง/ภาพ สุเทพ ช่วยปัญญา สำนักข่าวท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดราชบุรี สมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (สสทท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) บริษัท เมืองไทย ครีเอทีฟ แอนด์ ทัวร์ จำกัด และสำนักข่าวท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม (สทส.) จัดกิจกรรม “นั่งรถไฟ KIHA 183 สืบสาน รักษา ต่อยอด @ เขาชะงุ้ม ราชบุรี” เยี่ยมชม โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม ทำกิจกรรมปลูกหญ้าแฝก  ซื้อของฝากพืชผักสวนครัวจากร้านในโครงการเขาชะงุ้ม ชมความงามอุทยานหินเขางู กราบพระพรมน้ำมนต์ในถ้ำเขางู ถวายเทียนพรรษาที่วัดหนองหอย ดื่มกาแฟยามบ่าย @ KON RUK SUAN CAFE ขอพรเจ้าแม่กวนอิม วัดหนองหอย ช้อปสินค้าโอท็อป กาดวิถีชุมชนคูบัว ราชบุรี
คุณสัญชัย สวัสดี หัวหน้างานโฆษณาและส่งเสริมการท่องเที่ยว การรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คุณจุไรรัตน์ ชัยทวีทวัทรัพย์ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานราชบุรี  และ คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยว “นั่งรถไฟ KIHA 183 สืบสาน รักษา ต่อยอด @เขาชะงุ้ม ราชบุรี” สถานีจุฬาลงกรณ์ ราชบุรี “นั่งรถไฟ KIHA 183 สืบสาน รักษา ต่อยอด @ เขาชะงุ้ม ราชบุรี” ทริปนี้ไม่ได้เป้น One Day Trip เหมือนที่เพชรบุรี และกาญจนบุรี แต่เป็นแบบค้าง 1 คืน 2 วัน รถไฟ KIHA 183 มาถึง สถานีจุฬาลงกรณ์ ราชบุรี ในเวลา 9.30 น. นักท่องเที่ยวจำนวน 200 คน เต็มทุกที่นั่ง ทยอยลงจากรถไฟ เพื่อเดินไปขึ้นรถบัส 5 คัน จอดรออยู่แล้วที่ข้างสถานี โดยมีเจ้าหน้าการรถไฟช่วยนักท่องเที่ยวขนกระเป๋า ชี้ป้ายบอกทางไปยังรถบัส แยกตามสีป้ายคล้องคอที่ได้รับต้อนลงทะเบียนในตอนเช้า โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม ตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 จุดแรกที่มาถึงก็คือ โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม ตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 นักท่องเที่ยวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ขึ้นรถรางเข้ารับฟังการบรรยายในห้องประชุม ถึงประวัติความเป็นมาที่ได้รับบริจากมา เดิมเป็นบ่อดินลูกรังที่ถูกหน้าดินขายไปหมดแล้ว วัถตุประสงค์เพื่อทำการทดลองฟื้นฟู บำรุงดิน ให้กลับมาใช้เพาะปลูกได้ และทำกิจกรรมปลูกหญ้าแฝก ในโครงการฯ ส่วนกลุ่มที่ 2 รวมกลุ่มกันถ่ายรูปหมู่กับป้ายหน้าโครงการฯ เสร็จแล้วใครจะถ่ายรูปเช็คอินส่วนตัวก็เชิญตามสบาย จากนั้นก็นั่งรถราง ชมฐานกิจกรรมต่างๆของโครงการฯ อ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม ต้นไม้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูก และแวะถ่ายรูปหมู่กันที่ฐานปลูกผักสวนครัวกันอีก 1 จุด  มื้อกลางวันทานอาหารท้องถิ่นแบบโต๊ะไทย นั่งรถรางชมฐานกิจกรรมต่างๆเสร็จแล้วก็ได้เวลา มื้อกลางวันทานอาหารท้องถิ่นแบบโต๊ะไทย เมนูประกอบไปด้วย น้ำพริงกะปิชะอมชุบไข่ทอด แกงคั่วหมูผักทอง ไข่พะโล้หมูเต้าหู้ ปลานิลทอดสมุนไพร และผัดผักรวมมิตรน้ำมันหอย ปิดท้ายด้วยของหวานกล้วยบวชชี อร่อยรสชาติ แบบท้องถิ่น ทุกเมนู กิจกรรมปลูกหญ้าแฝก ป้องกันหน้าดินพังทะลาย หลังอาหารมื้อกลางวัน นักท่องเที่ยวร่วมกันทำกิจกรรม ปลูกหญ้าแฝก ป้องกันหน้าดินพังทะลาย ตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เจ้าหน้าที่โครงการฯ ได้เตรียมต้นกล้าหญ้าแฝกต้นเล็ก อยู่ในถุงดำเล็กวางเรียงรายอยู่ในร่องดินที่เจ้าหน้าที่ขุดเตรียมไว้ พร้อมปลูก นักท่องเที่ยวลงจากรถราง มาถึงก็ต้องเช็คอินถ่ายรูปกับต้นกล้าหญ้าแฝกเพื่อลงโซเซียนกันก่อน เพียงแค่แกะถุงดำออกให้เหลือแต่ต้นกล้าหญ้าแฝก แกะเสร็จก็วางลงไปในร่อง แล้วเอาดินที่ขุดเป็นร่องอยู่ข้างๆกลบต้นกล้าลงไป ใครจะปลูกกี่ต้นก็ได้ตามอำเภอใจ จากนั้นก็ไปเอาฝักบัวรดน้ำมารดให้ต้นกล้าได้ชุ่มช่ำสดชื่น มีน้ำเพียงพอในการฟื้นตัว หลังจากที่นักท่องเที่ยวปลูกหญ้าแฝกเสร็จกลับไปแล้ว แต่เจ้าหน้าก็ยังต้องดูแลให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตต่อไปได้ อุทยานหินเขางู แหล่งระเบิดหินเก่ากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว  อุทยานหินเขางู ตั้งอยู่ที่ ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เดิมเป็นแหล่งระเบิดหินเอาไปทำปูนซีเมนต์ และทำหินผสมคอนกรีต มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาภาครัฐและเอกชนมีมติให้ยกเลิกสัมปทานระเบิดหิน เพราะสภาพภูมิประเทศในบริเวณนั้นเสื่อมโทรมลงอย่างมาก เกิดเป็นแอ่งน้ำลึกไปตาม 5 ล่องเขา ต่อทางจังหวัดราชบุรีจึงได้พัฒนาเขางูให้เป็นสวนสาธารณะ และสถานที่ท่องเที่ยว แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น อุทยานหินเขางู  เช้าวันใหม่นักท่องเที่ยวทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาที่ อุทยานหินเขางู เพื่อมาถ่ายรูปหมู่ กันบนสะพานแขวงสัญลักษณ์ของอุทยานหินเขางู เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปท่องเที่ยวตามจุดต่างๆของอุทยานฯ ซึ่งก็มีหลายจุดให้ท่องเที่ยว บางกรุ๊ปก็เดินเที่ยวชมธรรมชาติสวยงามไปตามเทรล จะเช่าเรือถีบล่องแอ่งน้ำเพลินๆ หรือซื้ออาหารปลาเลี้ยงปลาคราฟก็ได้ กราบพระรับพรมน้ำมนต์ที่ ถ้ำฤาษีเขางู  ในบริเวณ อุทยานหินเขางู ยังมี ถ้ำฤาษีเขางู ให้นักท่องเที่ยวได้มากราบพระรับพรมน้ำมนต์ได้อีกจุดหนึ่ง ด้านหน้ามีพระพุทธรูปสลักหินปางลีลาขนาดใหญ่ เต็มพื้นที่หน้าผา สร้างจากการยิงแสงเลเซอร์ลงบนหน้าผาหินให้เป็นรูปองค์พระแบบนูนตำ่ ลงรักปิดทองเหลืองงามตา เหนือพระเศียรประดับด้วยฉัตรเงิน 8 ชั้น ด้านข้างองค์พระใหญ่มีศาลเจ้าพ่อเขางู ให้กราบบูชาก่อนถึงไปยังถ้ำฤาษี  ภายถ้ำฤาษี มีพระพุทธรูปสลักหินนูนต่ำ สมัยทราวดี 2 องค์ มีพระพุทธรูปปางแสดงธรรม และปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ อยู่ที่ผนังถ้ำ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังขอพรรับพรมน้ำมนต์จากพระสงฆ์ ที่มาจำวัดอยู่ในถ้ำนี้ได้ด้วย ถวายเทียนพรรษา วัดหนองหอย ช่วงบ่ายคณะนักท่องเที่ยวไปร่วมกันถวายเทียนพรรษาที่ วัดหนองหอย เนื่องจากวันเข้าพรรษาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 ที่จะเวียนมาถึง ทางวัดได้จัดเก้าอี้ให้นักท่องเที่ยวนั่งทำกิจกรรมทางสงฆ์ได้อย่างสะดวกสบาย นายสัญชัย สวัสดี หัวหน้างานโฆษณาและส่งเสริมการท่องเที่ยว การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานถวายเทียนพรรษา นางสาวจุไรรัตน์ ชัยทวีทวัทรัพย์ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถวายเครื่องอัฐบริขาร ตัวแทนคณะนักท่องเที่ยวถวายเงินบริจาค จากนักท่องเที่ยว เป็นจำนวนเงิน 27,100 บาท เสร็จแล้วถ่ายรูปหมู่กันที่บันไดหน้าศาลาการเปรียญ วัดหนองหอยเป็นอันเสร็จพิธี ดื่มกาแฟยามบ่าย @ KON RUK SUAN CAFE เสร็จจากถวายเทียนพรรษาแล้วก็มาพัก  ดื่มกาแฟยามบ่าย @ KON RUK SUAN CAFE กันได้ตามอัธยาศัย ใครใคร่ดื่ม อเมริกาโน เอสเปรสโซ ลาเต้ คาปูชิโน ชาเขียว ร้อนเย็น มีให้เลือกดื่มหลากหลายเมนู ภายในบริเวณร้านก็มีมากหลายบรรยากาศ ร้านเมนหลักรับออเดอร์ลูกค้ากว้างขวางใหญ่โต รองรับลูกค้าได้อย่างเพียงพอ ตัวอาคารติดกระจกโดยรอบให้ความโปร่งสบาย นอกจากนี้ยังมีห้องต่างๆให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้หลายรูปแบบ บรรยายกาศแบบการ์เดน นั่งทานกาแฟในสวน ก็มีให้นั่งถ่ายรูปเก๋ๆได้หลายมุม ขอพรเจ้าแม่กวนอิม วัดหนองหอย ราชบุรี ตรงข้ามวัดหนองหอยมี หอเจ้าแม่กวนอิม ให้นักท่องเที่ยวไปกราบขอพร ให้ชาวพุทธมามกะมาถือศิลกินเจ และมีอาหารเจให้ทานฟรี ทานเสร็จจะใส่ตู้บริจาคได้ตามกำลังศรัทธาก็สามารถทำได้  ภายใน หอเจ้าแม่กวนอิม มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมอยู่หลายองค์ ให้นักท่องเที่ยวได้กราบขอพรอย่างทั่วถึง ทั้งองค์ใหญ่องค์เล็ก มีรูปปั้นหลวงปู่ทวด พระสังกัจจายน์ให้นักเที่ยวเสี่ยงทายโยนเหรียญ และสุดท้ายก็คือจุดชมวิวที่มองได้กว้าง 180 องศา สวยงาม ช้อปสินค้าโอท็อป กาดวิถีชุมชนคูบัว  ปิดท้ายทริปนี้ด้วยการมาซื้อของฝากที่ กาดวิถีชุมชนคูบัว ตั้งอยู่ในบริเวณ วัดโขลงสุวรรณคีรี อ.เมือง จ.ราชบุรี ลงจากรถบัสแล้วก็มาถ่ายรูปกับพระพุทธปางสมาธิองค์ใหญ่ ที่อยู่หน้ากาดกันก่อน  ทางขวาของกาดยังมี เมืองโบราณคูบัว ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกันอีก 1 จุด เมืองโบราณคูบัวเป็นเมืองเก่าสมัยทราวดี ทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้า มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ขุดค้นพบประติมากรรมปูนปั้น และดินเผา ที่ใช้ประดับอาคาร เช่น พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ เทวดาหรือบุคคลชั้นสูง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่พิพพธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ก่อนเข้ากาดก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอีกแล้ว ภายตลาดมีการแสดงย้อนยุคไทยวนบนเวที สินค้าโอท๊อปในชุมชนให้เลือกซื้อหลากหลาย อาหารก็มีผัดไทยกระธงดอกบัว ขนมจีนน้ำยาไข่ต้ม แต่ที่นักท่องเที่ยวตามหากันก็คือร้านหัวไชโป๊ราชบุรี เจอร้านแล้วปรากฏว่านักท่องเที่ยวพากันซื้อเหมาหมดร้านเรียบร้อย  “นั่งรถไฟ KIHA 183 สืบสาน รักษา ต่อยอด @ เขาชะงุ้ม ราชบุรี” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2566 

ติดตามข่าวสาร จองทริปต่อไปของรถไฟ KIHA 183 และสามารถโหลดรูปที่เจ้าหน้าที่การรถไฟถ่ายให้ในทริปนี้ ได้ทางเพจ Feacbook ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย 

นั่งรถไฟ Kiha 183 สืบสาน รักษา ต่อยอด @แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี

ภาพโดย สุเทพ ช่วยปัญญา สำนักข่าวท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม / The Way News.comการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดทริปรถไฟท่องเที่ยวขบวนพิเศษ KIHA 183 นำนักท่องเที่ยวกว่า 400 คน สู่ “แหลมผักเบี้ย” จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2565 เพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนและทำกิจกรรม SCR สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย กินลมชมวิวริมทะเลอากาศสดชื่น ลิ้มลองอาหารทะเลอร่อยๆ และที่สำคัญคือได้นั่งรถไฟ KIHA 183 ซึ่ง JR Hokkaido ประเทศญี่ปุ่น มอบให้ไทยมาปรับปรุงใช้งานเพื่อการท่องเที่ยว

รถไฟ KIHA 183 เริ่มออกเดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพง ขบวนประกอบด้วย 4 ตู้ ในแต่ละทริปสามารถพานักท่องเที่ยวไปได้ 200 คน ทริปจังหวัดเพชรบุรีคราวนี้เริ่มออกเดินทางประมาณ 07.00 น. ถึงสถานีเพชรบุรี ประมาณ 10.00 น. นับเป็น One Day Trip ที่เที่ยวสนุกได้ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวทยอยกันเข้ามาลงทะเบียนตั้งแต่เช้าตรู่ที่ สถานีรถไฟหัวลำโพง (สถานีกรุงเทพฯ) โดยมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับอย่างอบอุ่น คุณศุภมาศ ปลื้มสกุล หัวหน้ากองโฆษณาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  กล่าวว่า “ประเทศญี่ปุ่นได้มอบรถไฟ KIHA 183ให้ไทยมาจำนวน 17 ตู้ 4 ขบวน ช่างของ รฟท. จึงได้นำมาปรับปรุงใหม่ โดยดัดแปลงความกว้างของช่วงล้อ ให้เหมาะสมกับการวิ่งในประเทศไทย ในส่วนของตัวรถก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมของญี่ปุ่นไว้ ไม่ว่าจะเป็นป้ายต่างๆ หรือแม้แต่ตราสัญลักษณ์ปีกสีทองที่ส่วนหัวรถไฟ ซึ่งปัจจุบันได้จัดเป็นขบวนพิเศษเพื่อการท่องเที่ยว ในวันเสาร์อาทิตย์ก่อน และให้บริการในระยะไม่เกิน 300 กิโลเมตร ผู้สนใจสามารถเข้าไปชมโปรแกรมท่องเที่ยว ที่เปลี่ยนไปทุกเสาร์อาทิตย์ ได้ที่เว็บไซต์ของ รฟท. หรือโทรสอบถามที่ 1690 ก็ได้”รถไฟ KIHA 183 เดินทางถึงสถานีเพชรบุรี เวลาประมาณ 10.00 น. พร้อมอากาศแจ่มใส เหมาะกับการท่องเที่ยวจากสถานีรถไฟเพชรบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ด้วยรถบัสปรับอากาศอย่างดี สู่อำเภอบ้านแหลม บริเวณ “แหลมหลวง” ซึ่งถือเป็นหาดทรายหาดแรกของฝั่งอ่าวไทย จนได้ฉายาว่า “ต้นทางทราย ปลายทางเกลือ โคลนก้อนสุดท้าย ทรายเม็ดแรก” เพราะในส่วนถัดขึ้นไปทางทิศเหนือจะเป็นหาดโคลนทั้งหมด แหลมหลวงในช่วงกลางวันน้ำทะเลจะลดระดับลง เผยให้เห็นหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน เหมาะทำกิจกรรม CSR ปล่อยลูกปูลงทะเล อีกทั้งจุดนี้ยังอยู่ห่างจากธนาคารปูเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น
ลูกปูนับแสนๆ ตัว ถูกจัดเตรียมไว้ในถังพลาสติก ให้นักท่องเที่ยวนำไปปล่อย เติมเต็มความสมบูรณ์ให้ท้องทะเลคุณศุภมาศ ปลื้มสกุล หัวหน้ากองประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่และนักท่องเที่ยว เตรียมปล่อยลูกปูที่แหลมหลวงรอยยิ้มแห่งความสุขในการปล่อยลูกปู สืบสาน รักษา ต่อยอด เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเลท่านกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกปูที่แหลมหลวง เมื่อปล่อยลูกปูเสร็จแล้ว คณะเดินทางต่อไปที่ “ธนาคารปูม้า” อ.บ้านแหลม แหลมผักเบี้ย ณ ร้านโอ้โหปูอร่อย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของชุมชน เพื่ออนุรักษ์เพิ่มจำนวนปูม้า หลังจากเคยประสบภาวะเสื่อมโทรมลดจำนวนของสัตว์ทะเล ด้วยสาเหตุขาดการดูแลใส่ใจระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม
ธนาคารปูม้าแหลมผักเบี้ย รับซื้อแม่ปูไข่นอกกระดอง นำลูกปูมาอนุบาลจนแข็งแรง แล้วค่อยปล่อยลงทะเลแม่ปูม้าไข่นอกกระดอง ต้นพันธุ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ แม่ปูม้าหนึ่งตัวสามารถมีไข่ได้ถึง 200,000 ถึง 1 ล้านฟองได้เวลาอาหารเที่ยง ก็ถึงเวลาล้ิมลองอาหารทะเลสดอร่อยของเพชรบุรี ณ ร้านโอ้โหปูอร่อย อาหารเที่ยงแบบพื้นบ้านแสนอร่อย ประกอบด้วย ผักชะครามลวก กินกับหัวกะทิและน้ำพริกแดง, ปูม้านึ่ง, ยำสาหร่ายพวงองุ่น, ปลากะพงทอดราดน้ำจิ้มรสเด็ด, หอยตลับผัดใบโหระพา, ต้มยำปลากะพง และไข่เจียวร้อนๆ ชะคราม เป็นไม้พุ่มทนแล้งขนาดเล็ก ขึ้นอยู่ตามชายทะเลและนาเกลือ ใบอ่อนนำมาลวกกินได้ เป็นยาระบายอ่อนๆ สาหร่ายพวงองุ่น เป็นอาหารที่อุดมวิตามินอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ปลูกเลี้ยงกันมากมายในแถบแหลมผักเบี้ย ปูม้านึ่ง เนื้อหวานเจี๊ยบ (ไซต์ 4 ตัวโลฯ) กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด หอยตลับผัดใบโหระพา เนื้อนุ่มหนึบบอกได้ถึงความสด ปลากะพงทอด กินกับน้ำจิ้มแสนอร่อย
ต้มยำปลากะพง ชิ้นใหญ่ เนื้อสด รสชาติชนะเลิศ
อิ่มเอมเปรมปรีกับอาหารเที่ยงแล้ว เดินทางเลียบทะเลด้วยรถบัสอีกเพียง 10 นาที ก็ถึง “โครงการศึกษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.​ 2534 ในความดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา ตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล จัดเป็นโครงการศึกษาวิจัยและบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการธรรมชาติ พร้อมให้ความรู้ด้านระบบนิเวศป่าชายเลน จนกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงาน และพื้นที่ดูนกสำคัญ ซึ่งนักดูนกทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีฟังบรรยายสรุปความเป็นมาและกิจกรรมของ โครงการฯ แหลมผักเบี้ย ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกบริเวณด้านหน้าอาคาร การเยี่ยมชมพื้นที่และกิจกรรมของ โครงการฯ แหลมผักเบี้ย ใช้รถพ่วงนั่งได้คันละ 35 คน แล่นไปตามจุดต่างๆ ใช้เวลารอบละ 25 นาที จุดแรกผ่านไฮไลท์คือ “บ่อบำบัดน้ำเสียด้วยสาหร่ายสีเขียวธรรมชาติ” โดยสูบน้ำเสียจากตัวเมืองเพชรบุรีมาบำบัด พร้อมสามารถเลี้ยงปลาได้เมื่อคุณภาพน้ำดีขึ้น และจับปลาขายได้ทุก 6 เดือน ส่วนน้ำสะอาดที่บำบัดแล้ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือปล่อยลงทะเลได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการใช้ต้นหญ้า 7 ชนิด บำบัดน้ำเสีย ได้อย่างมีประสิทธิภาพจุดสุดท้ายเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ (Nature Trail) ระยะทางเดินไปกลับ 1800 เมตร และกลับทางเดิม เพื่อศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน จนไปถึงศาลาริมทะเลเปิดโล่ง อากาศสดชื่นเดินศึกษาพรรณไม้ชายเลนหลากหลายชนิด นักท่องเที่ยวรถไฟ KIHA 183 เดินชมธรรมชาติ ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งเป็นทั้งกำแพงธรรมชาติป้องกันคลื่นลมทะเล และยังอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อน เพื่อออกไปเติบโตในห่วงโซ่อาหารทะเลชายฝั่งด้วย ภาพแห่งความสุขอันน่าจดจำ ในการเดินทางสู่แหลมผักเบี้ยกับ รถไฟ KIHA 183ออกจากโครงการฯ แหลมผักเบี้ย ใช้ถนนเส้นเลียบทะเลอำเภอบ้านแหลมไปอีกไม่เกิน 15 นาที ด้านขวามือก็จะพบกับ “โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างแบบผสมผสานตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.​ 2551
โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างแบบผสมผสานตามพระราชดำริฯ จัดตั้งขึ้นด้วยสาเหตุที่ชาวประมงจับสัตว์ทะเลได้น้อยลง และต้องออกเรือไปไกลขึ้น พื้นที่แห่งนี้จึงศึกษาวิจัยและสาธิตเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จำเป็นทั้งเพื่อการเพาะเลี้ยงและจับสัตว์ทะเลให้มีประสิทธิภาพ และถูกสุขอนามัยมากขึ้นด้วย แต่ละปีจะมีผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานนับหมื่นคนพื้นที่กว่า 82 ไร่ ของโครงการฯ เป็นนาเกลือร้างที่ได้รับการบริจาคมา จึงสามารถสื่อถึงเรื่องราว “การทำนาเกลือสมุทร” ด้วยวิธีดั้งเดิม เพราะอำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี มีพื้นที่นาเกลืออยู่มากที่สุดของประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 33,000 ไร่ เกลือทะเลคุณภาพสูงของอำเภอบ้านแหลม นำมาเพิ่มมูลค่าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย โดยเฉพาะเกลือสปา แป้งร่ำเกลือจืด และอื่นๆ
ชมการเพาะเลี้ยงและคัดแยกสาหร่ายพวงองุ่นต้นแม่พันธุ์สาหร่ายพวงองุ่น นักท่องเที่ยว รถไฟ KIHA 183 ทดลองทำตะแกรงเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ มีบ่อเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงามนานาชนิดไว้ให้ชมอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น หอยมือเสือ, ปลาดาว, กุ้งมังกร, ปลาการ์ตูน, หอยเป๋าฮื้อ, ปลาสิงโต, ปลาทู, ปลากะรัง, ปลิงทะเล และอีกมากมายสาหร่ายทะเลสด สามารถเพาะเลี้ยง และนำไปแปรรูปเป็นสาหร่ายอบกรอบและอาหารอุดมคุณค่ามาถึงฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ​แล้ว ต้องไม่พลาดชิมเครื่องดื่มนวัตกรรมใหม่ “น้ำสาหร่ายผมนาง” ที่ดีต่อสุขภาพมาก ตัวน้ำรสชาตินุ่มนวล ดื่มง่าย และมีเนื้อสาหร่ายผมนางเนื้อนุ่มคล้ายเส้นเจลลี่ ผิวสัมผัสคล้ายเส้นบุกสุขภาพ แช่เย็นดื่มยิ่งอร่อย
หมุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ คือการเดินทางกลับจากแหลมผักเบี้ยเข้าสู่อำเภอเมืองเพชรบุรี เพื่อช้อปปิ้งซื้อของฝากกลับบ้านที่ “ร้านลุงอเนก ขนมหวานเมืองเพ็ชร์” ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนมไทยที่มีมาตรฐานความสะอาดระดับ GHP/HACCP จากสถาบันมาตรฐาน ISO จึงมั่นใจได้เรื่องคุณภาพ ร้านลุงอเนกมีขนมพื้นบ้านไทยหลากหลายให้เลือกชิมเลือกซื้อ ทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมอาลัว ขนมหม้อแกง ขนมฝอยทองกรอบ ขนมฝอยทองรังนกน้อย กาละแม ฯลฯ ราคาไม่แพง เพราะเป็นแหล่งผลิตเอง ของใหม่สดทุกวันขนมหม้อแกงถ้วย เป็น Signature โด่งดังของร้านนี้ ยิ่งแช่เย็นนำมากินยิ่งอร่อย มี 6 รส คือ รสเผือก รสทุเรียน รสกล้วย รสเมล่อน รสฟักทอง และรสถั่วท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี (คุณวันเพ็ญ มังศรี) มาต้อนรับคณะนักท่องเที่ยว รถไฟ KIHA 183 ด้วยตนเอง

ท่านที่สนใจเดินทางท่องเที่ยวทุกวันเสาร์อาทิตย์ด้วย รถไฟ KIHA 183 สามารถเข้าชมโปรแกรมตลอดเดือนกรกฎาคม  โดย Scan QR Code ตามด้านล่างนี้ จะได้รีบจองและไม่พลาดการเดินทางสุดประทับใจกับ รฟท.

หรือโทร.สำรองที่นั่งได้ทาง 1690

Aonang Princess 9 ล่องเรือยอร์ชสุดหรูดู Sunset ทะเลกระบี่

บริษัท Aonang Travel & Tour จำกัด เปิดตัวเรือเจ้าหญิงองค์ใหม่แห่งท้องทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยง กระบี่-ภูเก็ต-พังงา-สตูล ในนามเรือ “Aonang Princess 9” ที่มีความทันสมัย เน้นการให้บริการ เสริมด้วยแนวคิดรักษ์โลก Low Carbon และ Wellness Toutism
เสน่ห์ของทะเลกระบี่ คือน้ำทะเลใสและเกาะแก่งหินปูนรูปทรงแปลกตา มีชื่อเสียงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นทะเลแหวก, เกาะปอดะ, เกาะพีพีเล เกาะพีพีดอน, เกาะห้อง, เกาะไหง, เกาะลันตา, อ่าวมาหยา ฯลฯ เที่ยวชมได้สวยงามที่สุดช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม

การล่องเรือยอร์ช Aonang Princess 9 เปิดมิติมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวทะเลกระบี่ให้มีสีสันคึกคักมากขึ้น
ด้วยความจุผู้โดยสารกว่า 350 คนต่อเที่ยว เรือ Aonang Princess 9 แล่นออกจากท่าหาดนพรัตน์ธารา อำเภอเมืองกระบี่ เวลาประมาณ 16.00 น. พาไปชมหลายจุด ทั้งอ่าวนาง หาดไร่เลย์ ทะเลแหวก เกาะไก่ เกาะหม้อ เกาะทับ ลอยลำดูอาทิตย์อัสดงลงทะเลน่าประทับใจ ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้ดูพระอาทิตย์ตกแสนโรแมนติกกลางทะเล บนเรือยอร์ชสุดหรู Aonang Princess 9เรือ Aonang Princess 9 จอดรอรับนักท่องเที่ยวที่ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา อำเภอเมืองกระบี่ ผู้โดยสารทุกท่านต้อง Booking และชำระค่าโดยสารมาล่วงหน้าเท่านั้น เพื่อจะได้จัดเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อยห้องโดยสารมีหลายชั้น ติดแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมด้วยที่นั่งนุ่มสบาย ปรับเอนได้ แบบที่นั่งเครื่องบิน

เรือ Aonang Princess 9 ให้บริการผู้โดยสารได้ 350 คนต่อเที่ยว พนักงาน 22 คน จัดอยู่ในประเภทเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ความยาวตลอดลำ 48 เมตร ใช้เครื่องยนต์ Boudouin 1,500 แรงม้า 2 เครื่อง กินน้ำลึก 3.25 เมตร มีห้องโดยสารปรับอากาศทั้ง 3 ชั้น เก้าอี้นั่งปรับระดับได้เหมือนบนเครื่องบิน พร้อมที่นั่งเบาะหนังเกรดพรีเมี่ยม (เฉพาะชั้น VIP) และช่องเก็บสัมภาระ (เฉพาะชั้น 2 ขึ้นไป) นอกจากนี้ยังมี จอทีวีขนาดใหญ่ทุกชั้น WIFI มินิบาร์ มีห้องน้ำแยกชาย/หญิง 6 ห้อง (ชั้นละ 2 ห้อง แบบถังบำบัด EM) และแทงค์น้ำจืด 8,000 ลิตร

อุปกรณ์นิรภัย บนเรือ Aonang Princess 9 มีพร้อมสรรพ ทั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมทั้งเรือ, หัวน้ำดับเพลิง, เซนเซอร์ตรวจจับควันไฟ, เสื้อชูชีพทุกที่นั่ง, ถังดับเพลิง, แพชูชีพ 8 ลำ, อุปกรณ์ความปลอดภัยนำร่อง, เรดาร์ตรวจจับสภาพอากาศ, พายุฝน และการเคลื่อนไหวของวัตถุต่างๆ, ระบบนำทาง GPS ผ่านดาวเทียม, ซาวเดอร์ ตรวจความลึกใต้น้ำ และวิทยุสื่อสาร ระบบ VHF/UHF CB

คุณอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวอ่าวนาง และกรรมการบริหาร บริษัท อ่าวนาง แทรเวล แอนด์ ทัวร์ จำกัด กล่าวว่าเส้นทางการให้บริการของเรือ Aonang Princess 9 คือ ภูเก็ต-อ่าวนาง, อ่าวนาง-เกาะพีพี, เกาะพีพี-เกาะลันตา และในอนาคตมีแผนจะเพิ่มเส้นทาง เกาะลันตา-เกาะไหง, เกาะไหง-เกาะหลีเป๊ะ ด้วย

บริการพร้อมรอยยิ้ม ตลอดการเดินทางล่องทะเลกับ เรือ Aonang Princess 9
ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา เป็นหนึ่งในท่าเรือหลักของการออกเที่ยวทะเลกระบี่ มีเรือหลากหลายประเภทและขนาดของบริษัทต่างๆ จอดอยู่
เรือหัวโทง หรือ เรือหางยาวแบบปักษ์ใต้ เป็นหนึ่งในพาหนะหลักพานักท่องเที่ยวออกไปสัมผัสหมู่เกาะทะเลกระบี่เรือหัวโทงทยอยแล่นกลับเข้าสู่ท่าเรือหาดนพรัตน์ธาราท่าเรือหาดนพรัตน์ธาราในยามเย็น
ยืนเหม่อมองรับลมทะเลอย่างมีความสุข บนดาดฟ้าชั้นบนสุดของ เรือ Aonang Princess 9 แสงอาทิตย์ยามเย็นก็อุ่นสบายกำลังดีส่วนดาดฟ้าหัวเรือ เป็นจุดชมวิวทะเลกว้างได้เกิน 180 องศา แบบพาโนรามารอยยิ้มแห่งความสุข บน เรือ Aonang Princess 9 หลังเรือแล่นออกจากท่าหาดนพรัตน์ธาราได้ประมาณ 40 นาที ก็ได้ชมเกาะและภูมิทัศน์ชายฝั่ง เป็นภูเขาและหน้าผาหินปูนรูปทรงแปลกตา เก็บภาพประทับใจไว้อวดเพื่อนๆ พร้อมรับลมทะเลแสนสดชื่นบนดาดฟ้า วงดนตรีแบบ Live Music บนดาดฟ้า ขับกล่อมตลอดการเดินทาง เติมเต็มความสุข ให้วิวทะเลสวยๆ ดูชิลและฟินขึ้นอีกล้านเท่า เมื่อเรือ Aonang Princess 9 แล่นมาถึงทะเลแหวก และได้เวลาพระอาทิตย์ตก ก็ได้เวลาเสิร์ฟอาหารเย็นบนดาดฟ้า มีทั้งอาหารหนัก ของหวาน และอาหารทานเล่น ข้าวผัดทะเล, ปอเปี๊ยะทอด, ไก่สะเต๊ะ, ลูกชิ้นปลาลวกจิ้ม, ผลไม้, เค้กช็อกโกแลต, เค้มกล้วยหอม ฯลฯ เสิร์ฟแบบไลน์บุฟเฟ่ กินไป ชมวิวไป ฟังเพลงไป นี่คือสวรรค์กลางท้องทะเลกระบี่ที่เราสัมผัสได้
วินาทีที่เรารอคอย อาทิตย์อัสดงลงที่ทะเลแหวก วิวหลักล้านกับความงามสุดโรแมนติก พระอาทิตย์ตกลงทะเลที่ทะเลแหวก จ.กระบี่
พระอาทิตย์ตกที่เกาะไก่ (ภาพนี้ผม Retouch ไว้ให้ดูกันเล่นๆ ครับ เพราะของจริงพระอาทิตย์ตกอีกด้านของเกาะไก่ เรือแล่นไปไม่ถึง ผมเลยใช้จินตนาการสร้างภาพเสมือนจริงขึ้นมาสนุกๆ นะครับ อย่าซีเรียส)แม้ดวงอาทิตย์จะตกลงทะเลลับเส้นขอบฟ้าไปแล้ว ทว่าอีก 30 นาทีต่อจากนั้น ผืนฟ้าก็ยังมีแสงสีสวยงามยิ่งใหญ่อลังการ น่าตื่นตาตื่นใจเกือบ 20.00 น. เรือ Aonang Princess 9 ค่อยๆ แล่นฝ่าความมืดกลับสู่ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา พร้อมความประทับใจของทุกคน

สนใจล่องเรือ Aonang Princess 9 จ.กระบี่

จองตั๋ว Online ได้ทาง www.aonangtravel.co.th  บริษัท Aonang Travel & Tour จำกัด

โทร. 0-7563-7152, 0-7563-7153 (สำนักงานกระบี่) / 0-7635-3211-2 , 08-3389-7770 (สำนักงานภูเก็ต)

เกาะกระดาน หาดสวยที่สุดในโลก มหัศจรรย์แห่งอันดามัน

ในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีอยู่ดาษดื่นในเมืองไทยเรา “ท้องทะเลอันดามัน” ถือว่ามีความพิเศษน่าสนใจ และให้ภาพที่สวยงาม โรแมนติก น่าประทับใจเสมอ

โดยเฉพาะ “หมู่เกาะทะเลตรัง” ซึ่งมีเกาะน้อยใหญ่กระจายกันอยู่กว่า 54 เกาะ เสน่ห์ของทะเลตรังที่ยากจะหาที่ใดเทียบ คือความพิสุทธิ์ของธรรมชาติ น้ำทะเลสีเขียวมรกตใสแจ๋วราวกับแก้วคริสตัล รวมถึงสรรพปะการังและหมู่ปลานานาชนิด แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ก็ยังคงสวยงามดึงดูดให้นักแรมทางคนแล้วคนเล่า ลงเรือออกไปชื่นชมอย่างไม่เบื่อ

ความสวยงามดังกล่าว ไม่ได้กล่าวขานกันเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวไทยเท่านั้น ทว่าในปี 2566 นี้เอง “เกาะกระดาน” แห่งทะเลตรัง ได้คว้าตำแหน่งชายหาดที่ดีที่สุดในโลก จัดอันดับโดย World Beach Guide 2023 สำรวจความคิดเห็นและลงคะแนนจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกจำนวนมาก นับเป็นความภาคภูมิใจของไทยเรา สะท้อนได้อย่างยอดเยี่ยมว่าเกาะกระดานมีหาดทราย สายลม เกลียวคลื่น แนวปะการัง และบรรยากาศยามเย็นเห็นอาทิตย์อัสดงน่าตื่นตะลึงแนวหาดทรายบนเกาะกระดานเกิดจากการสลายตัวของแนวปะการัง รวมถึงปลานกแก้วที่กินปะการัง แล้วถ่ายออกมาเป็นเม็ดทรายพัดพาขึ้นมารวมตัวเป็นชายหาด ปลานกแก้วเต็มวัยหนึ่งตัวจะผลิตทรายได้มากถึงปีละ 100 กิโลกรัมเลยทีเดียว นอกจากนี้แนวปะการังหน้าหาดเกาะกระดาน ยังช่วยกันคลื่นทำให้น้ำนิ่ง ก่อตัวเป็นหาดทรายสวยได้ตลอดปี

หมู่เกาะทะเลตรังที่ว่ามีอยู่มากถึง 54 เกาะนั้น มีตำนานพื้นบ้านเล่าขานกันว่า เกิดจากการค้าทางทะเลของนายลิบงได้แต่งงานกับนางมุก ภายหลังเกิดเรือสำเภาล่ม สิ่งของกระจัดกระจายกลายเป็นเกาะที่เห็นทุกวันนี้

นอกจากเกาะกระดานแล้ว ยังมีเกาะอื่นๆ อีกเพียบ ทั้ง เกาะลิบง แหล่งหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์ เป็นบ้านของพะยูนฝูงสุดท้ายของไทย เกาะรอกนอก-เกาะรอกใน ซึ่งมีน้ำตกลงทะเล เกาะมุก ที่ตั้งของถ้ำมรกต เกาะสุกร มีนาข้าวและการปลูกแตงโมริมทะเล ฯลฯ การเที่ยวทะเลตรังมักเป็นแบบเที่ยววันเดียว หรือ One Day Trip 5 เกาะ โดยเรือจะออกจากท่าเรือปากเมงช่วงเช้า พาไปเกาะมุก (ถ้ำมรกต) เกาะกระดาน เกาะเชือก เกาะม้า และเกาะแหวน มีทั้งเรือสปีทโบ๊ท เรือหัวโทง และเรือประมงดัดแปลงสองชั้น จุได้ไม่ต่ำกว่า 50 คน แต่จะเหมาเรือส่วนตัวตรงดิ่งไปเกาะกระดานเลยก็ได้

ยามเช้าที่ฟ้าเปิดแดดเจิดจ้า คลื่นลมสงบ เรือประมงดัดแปลงสองชั้นค่อยๆ แล่นออกจากท่าเรือปากเมง ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 40 นาที ก็ถึง “เกาะกระดาน” สวรรค์แห่งท้องทะเลอันดามันที่เราค้นหา ช่วงตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม ถือว่าเป็นไฮท์ซีซันของเกาะกระดาน ทะเลจะสวยสุดๆ คลื่นลมสงบ ฟ้าเปิดโปร่งโล่งเป็นสีฟ้าครามสะอาดตา เคียงคู่น้ำทะเลสีเขียวมรกตไล่โทนเข้มอ่อนรอบๆ สะกดทุกสายตาให้หยุดมอง บริเวณหน้าหาดซันเซ็ท จะแลเห็นทิวสนทะเลสีเขียวเป็นพุ่มแน่นขนัดเรียงราย ถัดลงมาเป็นหาดทรายสีขาวและสีเหลืองอ่อนนวลตา ทอดตัวยาวเกือบ 3 กิโลเมตร คลื่นน้อยค่อยๆ ทยอยกันสาดซัดเข้าคลอเคลียเม็ดทรายละเอียดเนียนนุ่ม แผ่นน้ำสีเขียวมรกตนั้นมีความใสไม่ต่างจากกระจก มองลงไปเห็นริ้วทรายเบื้องล่าง รวมถึงแนวปะการังแข็ง และฝูงปลาเล็กๆ ที่ว่ายเข้ามาทักทายพวกเราเกาะกระดานมีลักษณะผอมยาว ทอดตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นของชาวบ้านและรีสอร์ทเอกชน ซึ่งเข้ามาอยู่อาศัยก่อนประกาศเขตเป็นอุทยานแห่งชาติ ทุกวันนี้จึงมีรีสอร์ทอย่างดีให้พักค้างคืนได้ พื้นที่อีกส่วนอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ส่วนหาดอื่นๆ ที่ห้ามพลาดชม คือ หาดอ่าวเนียง ยาวกว่า 800 เมตร เป็นจุดดำน้ำชมปะการังแข็งที่น่าตื่นตา มองเห็นเกาะลิบงได้ ถัดมาคือ หาดอ่าวไผ่ ไม่มีปะการัง ทว่ามีหาดทรายขาวสะอาดทอดยาวประมาณ 200 เมตร มองเห็นเกาะเชือก เกาะแหวน และเกาะมุก สุดท้ายคือ หาดอ่าวช่องลม ยาวราวๆ 800 เมตร สามารถเดินขึ้นสู่จุดชมวิวมุมสูงบนเนินเขา จะมองเห็นเกาะรอก และพระอาทิตย์ตกได้ชัดเจนมากที่มาของชื่อเกาะกระดาน อย่างแรกสันนิษฐานว่ามาจากตำนานนายลิบงและนางมุก ซึ่งเรือสำเภาแตก ไม้แผ่นกระดานได้ลอยมาติดอยู่บริเวณนี้จนกลายเป็นเกาะกระดาน ส่วนอีกที่มาสันนิษฐานว่ามาจากภูมิประเทศของเกาะ ลักษณะค่อนข้างแบนเหมือนแผ่นกระดานหาดที่นิยมสุดคือหาดซันเซ็ท (หาดเกาะกระดาน) นั่นเอง เพราะเป็นหาดด้านตะวันตก ที่เรือทัวร์ทุกคณะจะเข้ามาจอดเทียบท่าทอดสมอ หาดทรายทอดยาวเกือบ 3 กิโลเมตร เนื้อทรายละเอียดนุ่มเท้าสีน้ำตาลอ่อนนวลตา เวลาน้ำลดจะเห็นแนวหาดทรายทอดยาวออกไปในทะเล โดยมีทิวสน ต้นหูกวาง ต้นโพธิ์ทะเล แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาส่วนตัว บางจุดมีกิ่งไม้หักผูกชิงช้าอยู่ริมหาด กลายเป็นจุดถ่ายภาพเช็คอินที่ห้ามพลาดเด็ดขาดน้ำที่เกาะกระดานใสแจ๋วราวกับแก้วคริสตัลเจียระไน ใสจนแลเห็นพื้นทรายใต้น้ำ และฝูงปลาแหวกว่ายไปมาอย่างเสรีเดินเล่นริมหาดเงียบสงบ ปล่อยตัวและหัวใจไปกับความงามของท้องทะเล และหาดทรายสวยที่สุดในโลกบรรยากาศแห่งความสุขล่องลอยอยู่ในทุกอณูของเกาะกระดาน

นอกจากการเล่นน้ำทะเลใสๆ พายเรือคายัค นอนอาบแดด เดินถ่ายภาพริมหาด ยังมีการดำน้ำตื้น ดำน้ำลึกที่ “อ่าวเนียง” ซึ่งน้ำลึกไม่เกิน 5 เมตร อุดมด้วยแนวปะการังแข็งสวยงาม ทั้งปะการังเขากวาง ปะการังโขด ปะการังสมอง น้ำใสแจ๋วทำให้เห็นปลาต่างๆ แหวกว่ายอยู่รอบตัวเรา เหมือนกับอะควาเรียมธรรมชาติ ทั้งปลาโนรีครีบยาว ปลานกแก้ว ปลาวัว ปลาเสือ ปลากสาก และลูกปลาเล็กๆ ฝูงใหญ่นับไม่ถ้วน แหวกว่ายอย่างอิสระเสรี ต่อเติมระบบนิเวศใต้น้ำให้สมบูรณ์

แดดเจิดจ้าฟ้าใสสีคราม น่าลงเล่นน้ำซะจริงๆ นะ
หาดซันเซ็ทเกาะกระดาน มีหาดทรายทอดยาวเกือบ 3 กิโลเมตร เคียงคู่น้ำทะเลใสแจ๋วสีมรกตปัจจุบันหน้าหาดซันเซ็ท มีการทำทุ่นลอยต่อเป็นสะพานทางเดินจากเรือใหญ่ ให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าสู่หาดได้เลยบนเกาะกระดานมีที่พักให้เลือก ทั้งบ้านพักหรือลานกางเต็นท์ของอุทยานฯ และรีสอร์ทเอกชน เช่น The Sevenseas Resort โทร. 08-2490-2552, 08-2490-2442 / Kalume Eco Boutique Resort โทร. 06-2009-6620 ฯลฯท่าเรือปากเมง อำเภอสิเกา คือจุดลงเรือสู่เกาะกระดานที่ใกล้ที่สุดประตูสู่อันดามันของจังหวัดตรัง ท่าเรือปากเมงท่าเรือปากเมงวันนี้ มีการปรับปรุงสร้างใหม่อย่างดีเรือพร้อมออกทะเลสู่เกาะกระดานแล้ว

สนใจซื้อแพ็กเกจทัวร์เที่ยวเกาะกระดาน จ.ตรัง ติดต่อ บริษัท เมืองไทย ครีเอทีฟ แอนด์ ทัวร์ จำกัด

โทร. 081-251-2207, 085-065-8144, 064-232-2878

นั่งรถไฟ KIHA183 กระตุ้นเที่ยวฉะเชิงเทราคึกคัก ล้อ-เรือ-ราง

สนใจเดินทางท่องเที่ยว One Day Trip กับรถไฟขบวนพิเศษ​ Kiha 183 โทร. 1690 / www.railway.co.th (ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา The Way News.com)
สนใจเดินทางท่องเที่ยว One Day Trip กับรถไฟขบวนพิเศษ​ Kiha 183 โทร. 1690 / www.railway.co.th