Rhythm of Wealth รีเซ็ทกายใจ ในแบบสุขภาพองค์รวม
คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ออกไปสัมผัสความสงบของธรรมชาติ ฟังเสียงนกร้อง จ้องมองดอกไม้และผืนนาสีเขียว สูดอากาศบริสุทธิ์ ทักทายท้องฟ้าและก้อนเมฆ แม้เพียงเวลาสั้นๆ แค่วันเดียวก็คงมีความสุขแล้ว จะมีสถานที่แบบนั้นที่เดินทางง่ายๆ ใกล้เมืองกรุงไหมนะ?
คำตอบคือมีอยู่จริงที่ “Rhythm of Wealth” อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สตูดิโอน้อยน่ารักที่ซุ่มซ่อนอยู่ท่ามกลางแมกไม้และธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่นี่มีความพิเศษ เพราะเปิดบ้านต้อนรับ คนรักสุขภาพในแบบองค์รวม (Holistic Wellness) โดยเฉพาะการบำบัดจิตใจปรับอารมณ์ในแนวลึกซึ้ง กับ “เสียงบำบัด” (Sound Healing) ด้วยขันทิเบต หรือ Singing Bowls นั่นเอง
ป้ายน่ารักๆ หน้าสตูดิโอ Rhythm of Wealth
สตูดิโอน้อยน่ารักริมทุ่งนาแห่งนี้ เป็นของ ครูเป้ (คุณณิชาดา วรัชญ์กุลธร) อดีตหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องสายการบินไทย ที่ผันตัวเข้าสู่สายสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่การทำสมาธิ โยคะ วารีบำบัด การหยาดน้ำมัน ฯลฯ รวมถึง การบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) โดยใช้ขันทิเบต ซึ่งครูเป้เดินทางไปศึกษาศาสตร์นี้อย่างจริงจังที่ เมืองฤาษีเกษ (Rishikesh) รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย เพราะที่เมืองนี้ได้รับการยอมรับระดับสากลว่า “เป็นเมืองหลวงแห่งโยคะของโลก”
ครูเป้ (คุณณิชาดา วรัชญ์กุลธร) พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนด้วยรอยยิ้ม และพลังบวกอันเต็มเปี่ยม
ใครที่รู้สึกเครียด หมดพลังชีวิต หมดไฟ หรือมีความวิตกกังวล นอนไม่ค่อยหลับ ติดอยู่ในวังวนความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ลองมาหาครูเป้แค่ 1 วัน กับโปรแกรม “One Day with ครูเป้” เพื่อปรับสมดุลพลังชีวิตในแบบองค์รวม ทั้ง กาย (Body) ใจ (Mind) จิต (Spirit) และอารมณ์ (Emotional) บางทีเราจะสามารถปลดล็อกปัญหาหลายๆ เรื่องในใจได้ ด้วยการบำบัดเชิงลึก
Chakra Bowls ที่ใช้ขันทองเหลืองทิเบตในการบำบัดด้วยเสียง สามารถปรับพลัง “จักระ” (Chakras) ทั้ง 7 ภายในร่างกายได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เปรียบเสมือนการปรับสมดุลพลังชีวิต ให้รู้สึกสงบในส่วนลึกของจิตใจ อีกทั้งร่างกายก็ผ่อนคลาย ช่วยปรับสภาวะอารมณ์ ลดการคิดมาก ฟุ้งซ่าน กังวล กลัว หรือ Panic ต่างๆ ได้ นี่คือพลังความสั่นสะเทือนของคลื่นความถี่เสียง จากขันทิเบตขนาดต่างๆ
จักระทั้ง 7 ในร่างกายตามหลักโยคะอินเดีย คือศูนย์รวมพลังชีวิตและลมปราณ อันเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างความสมดุลให้ร่างกายส่วนต่างๆ ประกอบด้วย จักระมูลธาร (เพศชายอยู่ตรงปลายกระดูกก้นกบ เพศหญิงอยู่บริเวณหลังปากมดลูกลงไป), จักระสวาธิษฐาน (ปลายสุดไขสันหลัง), จักระมณีปุระ (สะดือ หรือท้อง), จักระอณาหตะ (หัวใจ), จักระวิศทะ (คอ ลิ้น และภายในปาก), จักระอะชะ (ระหว่างคิ้ว) และจักระสหัสสราระ (ดวงตาที่ 3 หรือ The Third Eyes)
มุมถ่ายภาพน่ารักๆ ที่หน้าบ้านทางเข้าสตูดิโอของครูเป้
ทางเข้าสตูดิโอจัดแบบน่ารัก บรรยากาศเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน มีไม้ดอกไม้ใบร่มรื่น พร้อมด้วยลานหินแม่น้ำบำบัด ให้เราถอดรองเท้าเดินรับพลังธรรมชาติ โดยก่อนทำบำบัดก็ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว เพื่อใช้เป็น Data Base ให้ครูเป้ช่วยวิเคราะห์และปลดล็อกปัญหาที่ยังคั่งค้างในใจเรา
ห้องรับแขกกุ๊กกิ๊กแสนน่ารักภายในสตูดิโอ เอนกายให้สบายบนโซฟานุ่มๆ พร้อมรับ Welcome Drink เย็นชื่นใจ
ห้องสตูดิโอ Sound Healing บำบัดด้วยเสียงจากขันทิเบต จัดไว้อย่างสงบเป็นส่วนตัว ไม่มีการบกวนจากภายนอก
ใบ Certification มากมายของครูเป้ ที่ผ่านการศึกษาและฝึกฝนศาสตร์บำบัดด้านต่างๆ อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะคอร์ส Sound Healing จาก เมืองฤาษีเกษ (Rishikesh) รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย
ภาพครูเป้ ยุคที่ยังทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับอยู่บนเครื่องของการบินไทย
ลานหินแม่น้ำบำบัด (River Pebbles Garden) ด้านหน้าสตูดิโอ คือส่วนที่ครูเป้อยากให้เราลองทำ Grounding “ถอดรองเท้าเดิน” บนหินแม่น้ำก้อนกลมมนนุ่มเท้า เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังจากธรรมชาติ ช่วยการไหลเวียนโลหิต พร้อมนวดกล้ามเนื้อเท้า ท่ามกลางสวนสวยอากาศสดชื่น และมีเสียงนกร้องเกือบตลอดเวลา
กลับคืนสู่ธรรมชาติด้วยการบำบัดแบบสุขภาพองค์รวม ในหนึ่งวัน กับครูเป้ที่ “Rhythm of Wealth”
ลานหินแม่น้ำบำบัด (River Pebbles Garden) ที่สามารถเดินนวดเท้าเปล่า รับพลังจากธรรมชาติได้เต็มๆ
การถอดรองเท้าเดินบนหินแม่น้ำ ถือเป็นการใช้ “หินบำบัด” (Stones Healing) ที่จะทำให้เราได้รับพลังงานธรรมชาติจากแร่ธาตุต่างๆ รวมถึงช่วยปรับสมดุลร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ
จากด้านหน้าสตูดิโอ เดินเลี้ยวผ่านสวนไปข้างบ้านครูเป้ จะถึงส่วนที่เป็น “Cafe มอง ดู บัว” (Mong Du Bua) ร้านอาหารเล็กๆ ท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติ ที่ใช้สำหรับเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ผู้มาเยือน
Cafe มอง ดู บัว มุมร้านอาหารเล็กๆ น่ารักและอบอุ่น อยู่ติดสระน้ำที่มีบัวกระด้งและบัวสายหลากสีเบ่งบานรับไอแดดอุ่น ความสดชื่นจากธรรมชาติงดงาม ช่วยเยียวยาจิตใจในส่วนลึก ทำให้ลืมโลกในเมืองอันแสนวุ่นวายไปเลย
ความสุขเล็กๆ ที่สร้างรอยยิ้มได้แบบ infinity ณ Cafe มอง ดู บัว
ดอกบัวหลากสี เบ่งบานอวดความงาม
ความบริสุทธิ์สดชื่นของดอกบัวน้อยๆ คือของขวัญจากธรรมชาติที่สตูดิโอ Rhythm of Wealth ครูเป้
นั่งจิบเครื่องดื่มสุขภาพที่ครูเป้เตรียมไว้ให้เรา ที่ Cafe มอง ดู บัว มองผ่านช่องหน้าต่างออกไปเห็นทุ่งนาเขียวขจีอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ให้ธรรมชาติและความสงบช่วยเยียวยากายใจ ที่ Rhythm of Wealth
หลังจากลองถอดรองเท้าเดินบนลานหินแม่น้ำกันแล้ว ก็ต่อด้วย Sand Grounding หรือ “การเดินรับพลังธรรมชาติจากพื้นทราย” ตรงสู่หลังบ้าน ที่เป็นส่วนของการลง แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และ แช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) สลับกัน
ด้านหลังสตูดิโอครูเป้ มองไปเห็นความเย็นของสระบัว และแมกไม้สีเขียวโอบล้อมเราไว้ ที่วิเศษมากคือมีเสียงนกร้องเกือบตลอดเวลา
สวนพืชผัก Organic น้อยๆ ที่ครูเป้ปลูกเองไว้หลังสตูดิโอ แข่งกันงอกงามเติบโต ปนความน่ารักอัดแน่นอยู่ในทุกอณู
ส่วนสำคัญมากอย่างหนึ่งในการมา “บำบัดกายใจแบบองค์รวม” (Holistic Wellness) ที่สตูดิโอครูเป้วันนี้ คือการลงแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และ แช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) สลับกัน พร้อมกับฝึกทำสมาธิกำหนดลมหายใจไปด้วย ถือเป็นการทำ “Deep Mind Healing” ที่สามารถลดความเครียด ความวิตกกังวล และปรับสมดุลชีวิตได้ยอดเยี่ยม
อ่างแช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) ล้างสารพิษออกจากร่างกาย
เมื่อเปลี่ยนชุดพร้อมเปียกกันแล้ว เราก็ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาด ด้วยการ “อาบน้ำเกลือ” (Salt Bath) ที่ครูเป้เตรียมไว้ให้ในห้องน้ำ เพื่อ ชะล้างพลังงานลบ (Negative Energy) ที่ติดค้างอยู่ในร่างกายออกไปส่วนหนึ่งก่อน อีกทั้งช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย และ ชะล้างสารพิษ (Toxic Sunstances) ออกจากร่างกายด้วย
เริ่มลง แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) โดยมีครูเป้อยู่ดูแลคอยแนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยเราจะต้องอบอุ่นร่างกายก่อน ขยับแข้งขยับขา สะบัดมือสักพัก
ครูเป้จะสอนให้เราทำสมาธิขณะลงแช่น้ำแข็ง คือกำหนดลมหายใจเข้าออก “4-4-4” (หายใจเข้า นับ 1-4 / กลั้นหายใจไว้ นับ 1-4 / ผ่อนลมหายใจออกทางปาก นับ 1-4) จากนั้นเมื่อจิตค่อนข้างนิ่งเป็นสมาธิแล้ว ก็ให้ปรับการหายใจเป็น “4-7-8” (หายใจเข้านับ 1-4 / กลั้นลมหายใจไว้นับ 1-7 / ผ่อนลมหายใจออกทางปากนับ 1-8)
ประโยชน์ของการ แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) มีมากมาย อาทิ ช่วยลดการอักเสบของร่างกาย, ฟื้นฟูเซลล์, กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและนำ้เหลือง, ลดกรดแลคติกที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ, ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ฯลฯ ขณะนอนแช่นำ้แข็งหลอดเลือดจะหดตัว เมื่อทำสลับกับการแช่น้ำเกลืออุ่นๆ หลอดเลือดก็จะขยายตัวอีกครั้ง จึงเป็นการเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ด้วย (อย่างไรก็ตาม ใครที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือต่ำกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์ หรือพิจารณาให้ละเอียดก่อนทำ Ice Bath)
ครูเป้จะคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ในขณะแช่ Ice Bath และ Warm Salt Bath
การลงแช่น้ำแข็งจะต้องค่อยๆ ลงทีละส่วน เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวก่อน เริ่มตั้งแต่เท้า ขา เข่า จนกระทั่งลงนั่งแช่ทั้งตัวให้ลึกประมาณต้นคอบริเวณก้านสมอง ช่วงแรกจะรู้สึกเย็นวูบวาบซาบซ่านไปทั้งร่าง โดยเฉพาะปลายมือปลายเท้า แต่เมื่อใช้ความนิ่งของสมาธิลมหายใจเข้าข่ม ความฟินก็จะเริ่มบังเกิด และเมื่อแช่ได้ครบ 10-15 นาทีแล้ว ใครจะลองเอาหน้าก้มลงจุ่มน้ำแข็งก็ได้ จะยิ่งสดชื่น
การแช่ Ice Bath ของ Rhythm of Wealth ถือเป็นการทำ “Deep Relaxation” หรือ “Deep Healing” อย่างแท้จริง เพราะจะให้เราแช่น้ำแข็งอยู่นาน 10-15 นาที พร้อมกับทำสมาธิกำหนดจิต Focus อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก โดยใช้การหายใจ 4-4-4 และ 4-7-8 ตามที่ครูเป้ฝึกให้ ลมหายใจและสมาธิจึงเข้าควบคุมร่างกายอย่างสมบูรณ์
นอนแช่ Ice Bath พร้อมกับชื่นชมพรรณไม้เขียวสดเย็นตา บึงบัว และฟังเสียงนกร้องไปด้วย ถ้าไม่เรียกว่านี้คือ “ความสุข” แล้วจะเรียกว่าอะไรอีกล่ะ
ยืนอาบไอแดดอุ่นรับพลังธรรมชาติ หลังจากแช่ Ice Bath เสร็จเรียบร้อย
แช่ Ice Bath เสร็จแล้วก็ถึงเวลา “แช่น้ำเกลืออุ่น” (Warm Salt Bath) เพื่อให้ร่างกายเกิดการสลับอุณหภูมิเย็น-ร้อน ช่วยระบบการไหลเวียนเลือด มีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ และน้ำเกลือยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย
เกลือ Sea Salt บริสุทธิ์ ช่วยดูดซับสารพิษออกจากร่างกาย อีกทั้งช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส
นอนแช่อ่าง Warm Salt Bath ที่ครูเป้ผสมเกลือสูตรเฉพาะลงไป (เกลือ Sea Salt + Himalayan Salt) พร้อมกับฟังเพลงบรรเลงโฮโนโปโน่ เพื่อให้กายใจผ่อนคลายเต็มที่ เนื้อหาของเพลงพูดถึงการให้อภัยตัวเองในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดมา ช่วยเยียวยา ช่วยปลดล็อกเรื่องราวมากมายที่อาจเป็นเหมือนตะกอนค้างคาใจเรา
นอนแช่น้ำเกลืออุ่นๆ ฟังเพลงโฮโนโปโน่ และฟังเสียงนกจากสวนรอบๆ ร้องไปด้วย นี่คือความสุขที่ใครหลายคนอาจฝันหามานาน ใช้เวลาแช่ประมาณ 10-15 นาที จะรู้สึกตัวโล่งเบาหวิวเหมือนเกิดใหม่ ได้ Reset กายใจจริงๆ จากนั้นก็ควรอาบน้ำเปล่าไม่ต้องถูสบู่ เพื่อให้เกลือยังสามารถซึบซาบลงสู่เซลล์ผิวส่วนลึก บำรุงผิวพรรณเราต่อไป
อาหารมื้อเที่ยงแสนน่ารักและน่ากิน ที่ครูเป้บรรจงจัดเตรียมไว้ให้เรา โดยใช้แม่ครัวท้องถิ่นแถวบ้านปรุงมาให้ จึงได้อาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล รสมือแม่ แถมเป็นอาหารแนวสุขภาพด้วยนะ
อิ่มท้อง อิ่มใจ นั่งกินมื้อเที่ยงแสนอร่อยกันตรง Cafe มอง ดู บัว
อาหารพื้นบ้านแนวสุขภาพ เสิร์ฟมาอย่างน่ารักและสะอาดในมุ้งกันฝุ่นกันแมลง เห็นแล้วน้ำลายสอ
วันนี้มีข้าวไรซ์เบอร์รี่ร้อนๆ กินกับไข่ยัดไส้, แกงส้มกุ้งภาคกลาง, กะหล่ำผัดน้ำปลา และน้ำพริกผักลวก
ขนมพื้นบ้านจากฝีมือแม่ครัวท้องถิ่น เป็นการช่วยอุดหนุนกระจายรายได้สู่ชาวบ้าน และทำให้คนที่มาเยือนได้สัมผัสวิถีความอร่อยที่นี่ด้วย
หลังจากมื้อเที่ยงแล้ว ก็ถึงไฮไลท์ของวันนี้ คือ “การบำด้วยเสียง” (Sound Healing) ของครูเป้ โดยใช้ขันทองเหลืองทิเบตและอุปกรณ์สร้างเสียงหลายแบบ ซึ่งคลื่นเสียงจากขันทิเบตสามารถเข้าไปปรับสมดุลใน จุดจักระ (Chakras) ทั้ง 7 ของร่างกายได้ รวมถึงปรับคลื่นสมองของเราให้ผ่อนคลาย แสงไฟมืดสลัวให้ห้อง แอร์เย็นกำลังดี นอนปิดตาให้สนิท ปล่อยกาย ใจ จิต ให้ล่องลอยคล้อยตามเสียงที่ก้องกังวาลอยู่ในโสตประสาทเหล่านั้นไป ไม่ต้องคิด ไม่ต้องฝืน นี่คือเวลา 30-40 นาที ที่เรียกว่า Deep Relaxation ที่วิเศษสุดๆ
ขันทองเหลืองทิเบตที่ครูเป้ใช้ประกอบการบำบัด Sound Healing มี 2 ชุด ขันชุดใหญ่เรียกว่า Chakra Bowls ใช้ปรับสมดุลพลังจักระ 7 จุดในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีขัดทิเบตชุดเล็กอีก 7 ใบ ที่ใช้ปรับสมดุลคลื่นสมองด้วย

จุดจักระทั้ง 7 ของร่างกาย จำเป็นต้องใช้ขันทิเบตเฉพาะเพื่อเปิดและปรับสมดุลในจุดนั้นๆ ตามศาสตร์โยคะโบราณของอินเดีย เชื่อว่าสามารถช่วยให้พลังชีวิตภายในไหลลื่นและสมดุล คลื่นเสียงช่วยลดความเครียด ความกังวล แก้การนอนไม่หลับ ความอ่อนล้า ซึมเศร้า ความกลัว และอาการ Burn Out ภายในให้คืนชีพได้
นอกจากขันทิเบตชุดใหญ่ชุดเล็กแล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกมากมายที่ครูเป้สรรหามาประกอบการบำบัด Sound Healing ทั้งระฆังวัชระของทิเบต กลองหนังอินเดียนแดง และอื่นๆ อุปกรณ์บางชิ้นสามารถสร้างเสียงคล้ายน้ำไหล เสียงลม จนทำให้เราเคลิ้มหลับไปเลย
ภายในสตูดิโอ Sound Healing ของครูเป้ มีเกลือ Himalayan Salt วางอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อคอยดูดซับพลังงานลบ (Negative Energy) อีกทั้งยังมีหินหลากสีวางอยู่ใกล้ๆ เพื่อใช้เป็น “หินบำบัด” (Stone Healing) หินเหล่านี้มีแร่ธาตุต่างกันอยู่ในตัว จึงเก็บและปล่อยคลื่นไฟฟ้าที่เรามองไม่เห็นออกมาต่างกัน ในกิจกรรมนี้ใช้เพื่อปรับสมดุลกาย (Body) ใจ (Mind) จิต (Spirit) และอารมณ์ (Emotional) แถมยังช่วยปรับสมดุล พลังจักระ (Chakra)ในร่างกาย รวมถึง พลังงานรอบตัว (Aura) ที่เราส่งออกมาด้วย
Sound Healing เป็นคลื่นเสียงที่มองไม่เห็น แต่เราได้ยินและสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งสมอง ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ต่างได้รับการบำบัดไปพร้อมกัน บางคนก็สบายจนเคลิ้มหลับไปเลย
ลีลาการทำ Sound Healing พร้อมน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันเปี่ยมพลังบวกของครูเป้ คือพลังบำบัดที่ช่วยเยียวยาเราได้อย่างวิเศษ เมื่อเสร็จกิจกรรมนี้แล้ว ใครจะให้ครูเป้ช่วยตรวจพลังออร่า (Aura) หรือใช้ Pendulum ตรวงจพลังตามจุดจักระต่างๆ ของร่างกายเราได้อีกด้วย
เครื่องดื่มและของว่างแนวคนรักสุขภาพ พร้อมเสิร์ฟที่ Rhythm of Wealth
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่วันเดียวที่ Rhythm of Wealth จะช่วยรีเซ็ทกาย ใจ จิต และอารมณ์เราได้มากมายขนาดนี้ ขอบคุณธรรมชาติความน่ารัก ความอบอุ่น และมิตรภาพที่ครูเป้มีให้ ตอนนี้เรามีพลังชีวิตเพิ่ม ปลดล็อกบางเรื่องราวในใจได้แล้ว และพร้อมกลับไปสู้ใหม่ รับรองว่าเราต้องได้พบเจอกันอีกแน่นอน
Mobile : 099-7892644
FB : Rhythm of Wealth
IG : @rhythm.of.wealth
TT : rhythm_of_wealth
YT : Rhythm of Wealth
Line : @rhythmofwealth
Website : www.rhythmofwealth.studio











สถานีรถไฟใหม่ของหัวหิน
ยามค่ำคืนสถานีรถไฟเก่าหัวหินมีการประดับประดาไฟระย้าไว้อย่างงดงาม
หลังจากเช่ามอเตอร์ไซค์ที่ตัวเมืองหัวหิน ก็ขับมาเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่เกิน 40 นาที ก็ถึง

ระหว่างทางผ่าน
ใช้ถนนเส้นเลียบทะเลจากปราณบุรี ขับมอเตอร์ไซด์มาถึง
ความน่ารักของตลาดลงเล


ถึงทางเข้า 

ภายในเต็นท์โปร่งโล่งสบายอยู่ใต้ป่าสนทะเล
ก่อนแสงอาทิตย์จะหมด 









มีศาลาชมวิวริมทะเลด้วย Perfect!
บรรยากาศสุดชิว ฮิปสเตอร์มากๆ
มีอาหารเช้าแบบง่ายๆ และกาแฟอร่อยแค่แก้วละ 50 บาท พร้อมด้วยซุ้ม DIY ศิลปะ
ซื้อของกินเสร็จแล้วก็มานั่งละเลียดกินเคล้าวิวทะเล


วิถีประมงเขากะโหลก
ตลาดประมงพื้นบ้านเขากะโหลก
กุ้งหอยปูปลายังมีอุดมสมบูรณ์ที่นี่




ปากน้ำปราณบุรี
ปากน้ำปราณบุรี
รีบเดินทางต่อไปที่ 
ป่าสนธรรมชาติผืนใหญ่ของวนอุทยานปราณบุรี
ใครไม่ใช่สายปั่นจักรยาน แต่เป็นสายชิว
ก่อนถึงตัวเมืองหัวหิน จุดหมายสุดท้ายคือ 
เข้าถึงตัวเมืองหัวหินก็เย็นย่ำพอดี รีบมาหามื้อเย็นกินที่ 




เคยมาเดินเที่ยวชมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถว 

จากห้องแถวเก่าแก่ย่านท่าเตียนที่ renovate จนดู Modern สะอาดตา ถึงวันนี้ร้านเปิดมากว่า 5 ปีแล้ว เริ่มต้นจากการเป็นร้านอาหารสุขภาพของ 

แม้จะเป็นร้านไม่ใหญ่โต ทว่าบรรยากาศให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตร และมีเสิร์ฟมากกว่าอาหารหลัก เพราะ 
หนึ่งใน 

หนึ่งในเมนูยอดฮิตของ 


ไม่ได้หน้าตาดูดีอย่างเดียว แต่ยังอุดมคุณค่าทางอาหารมากๆ ด้วย
สำหรับคนที่ชอบขนมหวานแบบวีแกนแท้ๆ
หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักของ 







บทกลอนด้านหลังขวดน้ำใบบัวบกผสมนมข้าวโอ๊ต
ขนมอร่อยอีกอย่างที่ห้ามพลาดชิม คือ 

นอกจากอาหารวีแกนร้อยเปอร์เซนต์ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว
เทียนหอมธรรมชาติในกะลามะพร้าวเก๋ไก๋ของ ร้าน
ด้านหน้า 
อย่าลืมนะครับ ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศ มานั่งทานอาหารสุขภาพในร้านเล็กๆ น่ารัก อัดแน่นด้วยคุณภาพ สร้างสรรค์ และความใส่ใจ ต้องไม่ลืม 











ใน พ.ศ. 2375 ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯให้ บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ ทรงให้หล่อรูปฤษีดัดตนเป็นโลหะ และรวบรวมตำราการนวดและตำราการแพทย์จารึกในวัดโพธิ์ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปศึกษา และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จนถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยามเลยทีเดียว ใน พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดเกล้าฯให้แพทย์หลวงสังคายนาและแปลตำราแพทย์จากภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาไทย เรียกว่า
ปัจจุบัน 


เปลี่ยนเสื้อผาเสร็จแล้ว


นอกจากบริการนวดแผนไทยแล้ว
มาใช้บริการนวดแผนไทยที่ศูนย์สุขภาพเชตวันแล้ว อย่าลืมไปสัมผัสขนมและเครื่องดื่มสุขภาพที่

ตอนนี้มีเครื่องดื่มใหม่ล่าสุดให้ชิม 
นอกจากนี้
ขนมละลานตาน่าลิ้มลองที่ 


เรื่อง/ภาพ สุเทพ ช่วยปัญญา สำนักข่าวท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม 

สถานีจุฬาลงกรณ์ ราชบุรี


จุดแรกที่มาถึงก็คือ
ส่วนกลุ่มที่ 2 รวมกลุ่มกันถ่ายรูปหมู่กับป้ายหน้าโครงการฯ เสร็จแล้วใครจะถ่ายรูปเช็คอินส่วนตัวก็เชิญตามสบาย จากนั้นก็นั่งรถราง ชมฐานกิจกรรมต่างๆของโครงการฯ อ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม ต้นไม้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูก และแวะถ่ายรูปหมู่กันที่ฐานปลูกผักสวนครัวกันอีก 1 จุด
มื้อกลางวันทานอาหารท้องถิ่นแบบโต๊ะไทย
นั่งรถรางชมฐานกิจกรรมต่างๆเสร็จแล้วก็ได้เวลา มื้อกลางวันทานอาหารท้องถิ่นแบบโต๊ะไทย เมนูประกอบไปด้วย น้ำพริงกะปิชะอมชุบไข่ทอด แกงคั่วหมูผักทอง ไข่พะโล้หมูเต้าหู้ ปลานิลทอดสมุนไพร และผัดผักรวมมิตรน้ำมันหอย ปิดท้ายด้วยของหวานกล้วยบวชชี อร่อยรสชาติ แบบท้องถิ่น ทุกเมนู
กิจกรรมปลูกหญ้าแฝก ป้องกันหน้าดินพังทะลาย
หลังอาหารมื้อกลางวัน นักท่องเที่ยวร่วมกันทำกิจกรรม
เพียงแค่แกะถุงดำออกให้เหลือแต่ต้นกล้าหญ้าแฝก แกะเสร็จก็วางลงไปในร่อง แล้วเอาดินที่ขุดเป็นร่องอยู่ข้างๆกลบต้นกล้าลงไป ใครจะปลูกกี่ต้นก็ได้ตามอำเภอใจ จากนั้นก็ไปเอาฝักบัวรดน้ำมารดให้ต้นกล้าได้ชุ่มช่ำสดชื่น มีน้ำเพียงพอในการฟื้นตัว หลังจากที่นักท่องเที่ยวปลูกหญ้าแฝกเสร็จกลับไปแล้ว แต่เจ้าหน้าก็ยังต้องดูแลให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตต่อไปได้ 


กราบพระรับพรมน้ำมนต์ที่



ช่วงบ่ายคณะนักท่องเที่ยวไปร่วมกันถวายเทียนพรรษาที่ 
เสร็จจากถวายเทียนพรรษาแล้วก็มาพัก
นอกจากนี้ยังมีห้องต่างๆให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้หลายรูปแบบ บรรยายกาศแบบการ์เดน นั่งทานกาแฟในสวน ก็มีให้นั่งถ่ายรูปเก๋ๆได้หลายมุม 
ตรงข้ามวัดหนองหอยมี




ก่อนเข้ากาดก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอีกแล้ว ภายตลาดมีการแสดงย้อนยุคไทยวนบนเวที สินค้าโอท๊อปในชุมชนให้เลือกซื้อหลากหลาย อาหารก็มีผัดไทยกระธงดอกบัว ขนมจีนน้ำยาไข่ต้ม แต่ที่นักท่องเที่ยวตามหากันก็คือร้านหัวไชโป๊ราชบุรี เจอร้านแล้วปรากฏว่านักท่องเที่ยวพากันซื้อเหมาหมดร้านเรียบร้อย 








จากสถานีรถไฟเพชรบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ด้วยรถบัสปรับอากาศอย่างดี
แหลมหลวงในช่วงกลางวันน้ำทะเลจะลดระดับลง เผยให้เห็นหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน 





เมื่อปล่อยลูกปูเสร็จแล้ว คณะเดินทางต่อไปที่

ได้เวลาอาหารเที่ยง ก็ถึงเวลาล้ิมลองอาหารทะเลสดอร่อยของเพชรบุรี ณ


อิ่มเอมเปรมปรีกับอาหารเที่ยงแล้ว เดินทางเลียบทะเลด้วยรถบัสอีกเพียง 10 นาที ก็ถึง
ฟังบรรยายสรุปความเป็นมาและกิจกรรมของ
ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกบริเวณด้านหน้าอาคาร
การเยี่ยมชมพื้นที่และกิจกรรมของ โครงการฯ แหลมผักเบี้ย ใช้รถพ่วงนั่งได้คันละ 35 คน แล่นไปตามจุดต่างๆ ใช้เวลารอบละ 25 นาที จุดแรกผ่านไฮไลท์คือ

เดินศึกษาพรรณไม้ชายเลนหลากหลายชนิด


ออกจากโครงการฯ แหลมผักเบี้ย ใช้ถนนเส้นเลียบทะเลอำเภอบ้านแหลมไปอีกไม่เกิน 15 นาที ด้านขวามือก็จะพบกับ 
พื้นที่กว่า 82 ไร่ ของโครงการฯ เป็นนาเกลือร้างที่ได้รับการบริจาคมา จึงสามารถสื่อถึงเรื่องราว 
ชมการเพาะเลี้ยงและคัดแยกสาหร่ายพวงองุ่น



มาถึงฟาร์มทะเลตัวอย่างฯแล้ว ต้องไม่พลาดชิมเครื่องดื่มนวัตกรรมใหม่
หมุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ คือการเดินทางกลับจากแหลมผักเบี้ยเข้าสู่อำเภอเมืองเพชรบุรี เพื่อช้อปปิ้งซื้อของฝากกลับบ้านที่ 







เสน่ห์ของทะเลกระบี่ คือน้ำทะเลใสและเกาะแก่งหินปูนรูปทรงแปลกตา มีชื่อเสียงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นทะเลแหวก, เกาะปอดะ, เกาะพีพีเล เกาะพีพีดอน, เกาะห้อง, เกาะไหง, เกาะลันตา, อ่าวมาหยา ฯลฯ เที่ยวชมได้สวยงามที่สุดช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม
ด้วยความจุผู้โดยสารกว่า 350 คนต่อเที่ยว
ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้ดูพระอาทิตย์ตกแสนโรแมนติกกลางทะเล บนเรือยอร์ชสุดหรู
ห้องโดยสารมีหลายชั้น ติดแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมด้วยที่นั่งนุ่มสบาย ปรับเอนได้ แบบที่นั่งเครื่องบิน


บริการพร้อมรอยยิ้ม ตลอดการเดินทางล่องทะเลกับ 

เรือหัวโทงทยอยแล่นกลับเข้าสู่ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา
ท่าเรือหาดนพรัตน์ธาราในยามเย็น
ยืนเหม่อมองรับลมทะเลอย่างมีความสุข บนดาดฟ้าชั้นบนสุดของ 
รอยยิ้มแห่งความสุข บน
หลังเรือแล่นออกจากท่าหาดนพรัตน์ธาราได้ประมาณ 40 นาที ก็ได้ชมเกาะและภูมิทัศน์ชายฝั่ง เป็นภูเขาและหน้าผาหินปูนรูปทรงแปลกตา
เก็บภาพประทับใจไว้อวดเพื่อนๆ พร้อมรับลมทะเลแสนสดชื่นบนดาดฟ้า


วินาทีที่เรารอคอย
วิวหลักล้านกับความงามสุดโรแมนติก พระอาทิตย์ตกลงทะเลที่ทะเลแหวก จ.กระบี่

แม้ดวงอาทิตย์จะตกลงทะเลลับเส้นขอบฟ้าไปแล้ว ทว่าอีก 30 นาทีต่อจากนั้น ผืนฟ้าก็ยังมีแสงสีสวยงามยิ่งใหญ่อลังการ น่าตื่นตาตื่นใจ
เกือบ 20.00 น. 

ความสวยงามดังกล่าว ไม่ได้กล่าวขานกันเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวไทยเท่านั้น ทว่าในปี 2566 นี้เอง 


ยามเช้าที่ฟ้าเปิดแดดเจิดจ้า คลื่นลมสงบ เรือประมงดัดแปลงสองชั้นค่อยๆ แล่นออกจากท่าเรือปากเมง ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 40 นาที ก็ถึง
บริเวณหน้าหาดซันเซ็ท จะแลเห็นทิวสนทะเลสีเขียวเป็นพุ่มแน่นขนัดเรียงราย ถัดลงมาเป็นหาดทรายสีขาวและสีเหลืองอ่อนนวลตา ทอดตัวยาวเกือบ 3 กิโลเมตร คลื่นน้อยค่อยๆ ทยอยกันสาดซัดเข้าคลอเคลียเม็ดทรายละเอียดเนียนนุ่ม แผ่นน้ำสีเขียวมรกตนั้นมีความใสไม่ต่างจากกระจก มองลงไปเห็นริ้วทรายเบื้องล่าง รวมถึงแนวปะการังแข็ง และฝูงปลาเล็กๆ ที่ว่ายเข้ามาทักทายพวกเรา





เดินเล่นริมหาดเงียบสงบ ปล่อยตัวและหัวใจไปกับความงามของท้องทะเล และหาดทรายสวยที่สุดในโลก
บรรยากาศแห่งความสุขล่องลอยอยู่ในทุกอณูของเกาะกระดาน







แดดเจิดจ้าฟ้าใสสีคราม น่าลงเล่นน้ำซะจริงๆ นะ





























(ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา The Way News.com)






























วิวหลักล้าน ดูพระอาทิตย์ตกใจกลางกรุงเทพฯ จากห้องอาหาร
บรรยากาศโรแมนติก นั่งจิบไวน์อิตาเลียนเคล้าวิวพระอาทิตย์ตก ชิมอาหารอิตาเลียนแท้ ที่ห้องอาหาร 
ความโอ่โถง ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ที่ 

เริ่มเรียกน้ำย่อยกับขนมปังโฮลวีทเนื้อนุ่ม กินคู่กับ 

ไวน์ขาวที่ช่วยเสริมรสชาติพาสต้า หรือตัดเลี่ยนได้ยอดเยี่ยม คือไวน์ขาวมาตรฐานสูง 
แน่นอนว่าเมื่อมี Main Course เป็นเนื้อลูกวัว ก็ต้องจับคู่กับไวน์แดงอย่าง
ของหวานปิดท้ายน่าประทับใจ เป็นเค้กผลไม้สไตล์ Liguria เรียกว่า 


