Teppan France Kanda, The Superb Wine Paring Experience

ผมเป็นคนหลงใหลในอาหารญี่ปุ่นขนานแท้ เพราะอาหารญี่ปุ่นในความรู้สึกผมไม่ใช่แค่ “อาหาร” ที่ทานให้อิ่ม ทว่าคือ “ศิลปะ” ที่เราลิ้มรสได้ วันนี้จึงเป็นโอกาสพิเศษมากอีกครั้งที่ได้มาเยือนร้านลับในซอยทองหล่อ 5 “Teppan France Kanda” ซึ่งเพื่อนๆ หลายคนบอกตรงกันว่า “สุดยอด!”

ไม่เฉพาะรสชาติ ทว่ายังมีความ Unique อีกหลายอย่างแอบซ่อนอยู่  ผมจะมาพิสูจน์ด้วยตัวเองวันนี้Teppan France Kanda เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2019 อยู่ในโครงการ No.88 ซอยทองหล่อ 5 ซึ่งค่อนข้างเงียบสงบ ที่จอดรถเยอะ หน้าร้านดู minimal หรูเรียบ พอเปิดประตูเข้ามาภายใน ก็พบกับความอบอุ่นของแสง warm tone ตกแต่งด้วยไม้ เก้าอี้กำมะหยี่ และภาพศิลปะอันมีชีวิตชีวา (คอลเลกชั่นของ คุณชัยวัฒน์ เจ้าของร้าน) ร้านไม่เน้นความใหญ่ แต่ให้ความรู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษ เป็นส่วนตัวสูงในแบบ Casual Fine Dinning ผสาน mood and tone ของญี่ปุ่นและฝรั่งเศสเข้ากันลงตัว ตามคอนเซปต์ร้าน

ที่สำคัญคือมีกระทะเหล็กแบนใหญ่อยู่ตรงหน้า เอาไว้ให้เชฟปรุงอาหารโชว์ และเสิร์ฟกันร้อนๆ ในสไตล์ “เทปปันยากิ” (Teppanyaki)คุณชัยวัฒน์ นันทิรุจ เจ้าของร้าน Teppan France Kanda และ CEO บริษัท Eka Global ผู้ชื่นชอบในอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับ และเป็นนักสะสมไวน์ตัวยง ถึงขนาดมีไวน์ในคอลเลกชั่นส่วนตัวมากกว่า 2,000 ขวด จนไวน์ในนิยามของคุณชัยวัฒน์กลายเป็น Passion Invesment ไปแล้ว วันนี้ทางร้านจึงจับคู่แพริ่งไวน์ระดับ Top Class 3 ฉลาก ของบริษัท Wine5 กับอาหารญี่ปุ่นให้ลิ้มรสกัน
บรรยากาศสุด Elegance ของการแพร่ิงไวน์ชั้นเลิศ กับอาหารญี่ปุ่นระดับ Premium ที่ Teppan France Kanda แน่นอนว่ามื้อนี้เราจะได้ลิ้มรสไวน์ Top Class จากแคว้น Champagne และ Burgundy ของฝรั่งเศสภาคเหนือ ซึ่งล้วนเป็นไวน์หายากที่บริษัท Wine5 ภูมิใจนำเสนอเชฟใหญ่ประจำร้าน Teppan France Kanda คือ เชฟโทชิอากิ โอคามะ (Toshiaki Okama) ชาวฮอกไกโด ผู้เปี่ยมประสบการณ์อาหารมากมาย โดยเฉพาะชำนาญด้านอาหารฝรั่งเศสแบบคลาสสิกมานานกว่า 40 ปี รวมถึงได้รับตำแหน่งซอมเมอลิเยร์ (ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์) ที่ได้รับการรับรองในประเทศญี่ปุ่น ณ โรงแรมนิวโอตานิ ยิ่งกว่านั้นเชฟโทชิอากิ ยังเคยทำงานในโรงแรมเรอเนซองส์ ประเทศฝรั่งเศส นานถึง 18 ปี และยังเคยคว้ารางวัลชนะเลิศเชฟกระทะเหล็กมาแล้ว
Wine Top Selection ทั้ง 3 ฉลาก ที่บริษัท Wine5 นำมาในครั้งนี้ ล้วนเป็นไวน์หายากที่มีการผลิตจำนวนน้อยแบบ Small Production หรือ Boutique Wine ตัวแรกเป็นแชมเปญสุดหายาก จาก แคว้นแชมเปญ (Champagne) แท้ๆ ในระดับ “กรองด์ ครู” (Grand Cru) ซึ่งเป็น Classification ระดับสูงสุด ในพื้นที่ปลูกยอดเยี่ยมที่สุดตามมาตรฐานแคว้นแชมเปญ

ส่วนไวน์ขาวและแดง เป็นของ แคว้นเบอร์กันดี (Burgundy) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นถิ่นที่มีการผลิตไวน์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ด้วยกรรมวิธีดั้งเดิมอย่างเข้มงวด เน้น “แตร์รัวร์” (Terroir) คือสภาพภูมิประเทศ ดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ แร่ธาตุ วัฒนธรรม นิสัยใจคอ ไลฟ์สไตล์ของผู้คน รวมถึงกรรมวิธีการผลิตไวน์อันพิถีพิถัน รสชาติของแต่ละไร่ไวน์จึงเฉพาะตัวอย่างมาก รวมถึงผลผลิตไวน์ในแต่ละ ปี Vintage ก็ให้คุณลักษณะพิเศษต่างกันอีกด้วยเริ่มต้นค่ำคืนสุดพิเศษ กับสมาชิก VIP 10 คน ด้วยแชมเปญที่หายากมากๆ คือ Champagne Rousseaux Batteux Verzenay ปี 2020 ระดับ Grand Cru อันยอดเยี่ยม ใช้องุ่น 2 สายพันธุ์เบลนด์กัน ทั้ง Pinot Noir และ Chardonnay (ในแคว้นแชมเปญยังนิยมใช้องุ่นอีกพันธุ์คือ Pinot Meunier) ให้พรายฟองนุ่มละเอียด เนื้อสีเหลืองฟางอ่อนสดใส รสชาติเปรี้ยวซาบซ่า ให้ความรู้สึกสดชื่น ถือว่ามี Acidity ค่อนข้างสูง แต่ยังคงความ balance และหวานน้อย เพราะมีน้ำตาลต่ำแค่  3% เท่านั้น (Extra Brut) เหมาะใช้เริ่มต้นมื้อพิเศษ และแพริ่งกับออร์เดิฟเรียกน้ำย่อยอร่อยๆออร์เดิฟจานแรกที่บรรจงจัดแต่งมาอย่างสวยงามโดยทีมงานของเชฟโทชิอากิ ทานคู่กับแชมเปญชั้นเลิศ คือ Liver Mousse, Feuilletage & Apple Confiture เนื้อละเอียดเนียนนุ่มละลายในปากจนแทบไม่ต้องเคี้ยว รวมถึง Sea Bream Fish Tartat and Rice Canapes เป็นปลากะพงทะเลเนื้อขาวสดอร่อยวางบนข้าวคานาเป้ และของทอดกรอบนอกนุ่มในอย่าง Chicken Fritters Stuffed with Herb Sauce ออร์เดิฟจานถัดมายังคงความรู้สึกพรีเมียมเช่นเดิม คือ ปลาฮิราเมะสด (Hirame Fish) ทานคู่กับไข่ปลาคาเวียร์ โดยมีซอสพาสลีย์และซอสส้ม เข้ามาช่วยเสริมรสชาติ กินปลาฮิราเมะคำ จิบแชมเปญตาม จัดเป็นเนื้อคู่ที่ลงตัวสุดๆ เลยได้เวลาเปิดไวน์ขาวเย็นฉ่ำ จาก แคว้นเบอร์กันดี (Burgundy) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นแคว้นที่มีอากาศเย็นที่สุดของประเทศ องุ่นจึงมีน้ำตาลในตัวน้อย คือ Etienne Sauzet Pilgny-Montrachet ปี 2022 ระดับ les Cru la Garenne (เป็นรองเพียงระดับ Grand Cru เท่านั้น) ไวน์ขาวสีทองอร่ามใส Medium Body เนื้อให้ความรู้สึก Waxy หน่อยๆ ผลิตจากองุ่นพันธุ์ Chardonnay เด่นด้วยกลิ่มหอมสดชื่นของผลไม้ อย่างแอปเปิลและลูกแพร์ รวมถึงมีกลิ่นมิ้นท์และแร่ธาตุในดินผสานอยู่ด้วยไวน์ขาวฝรั่งเศสชั้นเลิศระดับนี้ ก็ต้องกินคู่กับวัตถุดิบระดับตำนานอย่าง “ไข่หอยเม่น” จากเกาะฮอกไกโดแท้ๆ นำมารังสรรค์เป็นเมนู Sea Urchin Scrambled Eggs with Brioche หรือไข่คนท๊อปปิ้งไข่หอยเม่นสด เติมความเริ่ดด้วยเห็ดแชมปีญองสดจากฝรั่งเศส สไลด์บางๆ แต่งหน้าตา กินคู่กับขนมปังบริยอชที่เชฟทำเอง เนื้อขนมปังหอมนุ่มละมุนหาตัวจับยากเชฟโทชิอากิและเชฟผู้ช่วย บรรจงรังสรรค์เมนูไข่คนหอยเม่นสูตรพิเศษด้วยความตั้งใจให้พวกเราดูกันตรงหน้า ตามแบบฉบับร้านเทปปันยากิที่ชวนหลงใหลขนมปังบริยอช (Brioche) ชิ้นน้อยๆ ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้เมนูหอยเม่นไข่คนได้อย่างวิเศษ ขนมปังบริยอชเป็นขนมปังฝรั่งเศสระดับพรีเมี่ยม  ต่างจากขนมปังทั่วไปตรงที่มีการผสมนมเนยมากกว่าปกติ จึงให้เนื้อสีเหลืองนวล เนื้อนุ่มฟู ละลายในปากดูกันชัดๆ “เห็ดทรัฟเฟิลดำ” (Black Truffle) สดจากฝรั่งเศสในเมนูไข่คนหอยเม่นสด ถือเป็น Diamond of the Kitchen หรือ เพชรของห้องครัว เพราะหายาก ราคาสูง ตามธรรมชาติพบเฉพาะในฝรั่งเศสช่วงฤดูร้อน มีรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว อุดมด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อนำมาท๊อปปิ้งในเมนูนี้ จึงทรงคุณค่าน่าลิ้มลองอย่างยิ่งความสดของวัตถุดิบชั้นเลิศ บวกประสบการณ์หลายสิบปีของ เชฟโทชิอากิ รังสรรค์ออกมาเป็นเมนูสีทองสุกปลั่งดั่งทองคำ เนื้อหอยเม่นสดหวานธรรมชาติ กินคู่กับไข่คนเนื้อนวลรสละมุน และเห็ดทรัฟเฟิลดำสดสไลด์บางๆ กลิ่นรสชวนให้นึกถึงฝรังเศสฤดูร้อนที่อวลด้วยไอแดดอุ่น เมนูนี้แพร่ิงได้ยอดเยี่ยมกับไวน์ขาวจากแคว้นเบอร์กันดี ช่วยเสริมรสชาติกันอย่างเหมาะเจาะ รสละมุนมากไวน์ขาว Etienne Sauzet Pilgny-Montrachet ปี 2022 แพริ่งได้ยอดเยี่ยมกับเมนูถัดมา คือ ปลาเมฮิรากิ (Mehiraki Fish) จากเมืองอิวาเตะ (Iwate) หรือปลาตาเรืองแสงสีเขียวมรกต จากภาคเหนือของญี่ปุ่น นำมาทอดแบบ Deep Fryingให้สุกพอดี เนื้อปลาสีขาวยังคงความนุ่มนวล หนังบางกรอบ และให้รสเปรี้ยวอมหวานอ่อนๆ เพราะก่อนทอดได้หมักปลากับน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นสูตรพิเศษเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งมีชีสรูปใบไม้ตกแต่งหน้าตาให้มีเสน่ห์สุดๆไวน์ขาว Etienne Sauzet Pilgny-Montrachet ปี 2022 เนื้อสีทองอร่ามเย็นเจี๊ยบ แพริ่งได้อย่างวิเศษ ช่วยเสริมรส-กลิ่นให้เมนูปลาเมฮิรากิอันละมุนละไม กลิ่นสะอาด รสชาติเปรี้ยวหวานอ่อนๆ และความ Balance ของไวน์ขาวตัวนี้ ช่วยกลบความมันของพาเลท (Palate) ในปากได้ลงตัว Texture เนื้อปลานุ่มมาก ไวน์ขาวก็ลื่นไหลดุจแพรไหมเสริมความพรีเมี่ยมของอาหารคอร์สนี้ กับวัตถุดิบสุดเริ่มหรูอลังการที่หลายคนใฝ่ฝันอยากลิ้มลอง “หอยเป๋าฮื้อย่างเนย” หรือ Grilled Abalone Bourguihnon Butter หอยเป๋าฮื้อสดนำเข้าจาก เมืองอิบารากิ (Ibaraki) ทางภาคเหนือของญี่ปุ่นโดยตรง ตัวใหญ่บิ๊กเบิ้มเท่าฝ่ามือ เสิร์ฟให้ทานคนละตัวเต็มๆ โดยโชว์การย่างบนเตาร้อนฉ่ากลิ่นหอมฉุย Grilled Abalone Bourguihnon Butter “หอยเป๋าฮื้อตัวใหญ่ยักษ์ย่างเนย” เนื้อหอยนุ่มหนึบสู้ปาก แต่เคี้ยวไม่ยาก ราดซอสเพสโต้สีเขียวสด ปรุงจากใบโหระพาอิตาเลียนผสมน้ำมันมะกอก และเครื่องเทศพิเศษตามสูตรของเชฟโทชิอากิ ตัวหอยเป๋าฮื้อและส่วนตับถูกแยกออกจากกัน จัดแต่งบนจานเสิร์ฟมาพร้อมกัน กินคู่กับไวน์ขาวชั้นเลิศเหมือนเนื้อคู่แท้ๆ ความลงตัวของศิลปะและรสชาติจากสองทวีป เอเชีย (ญี่ปุ่น) และยุโรป (ฝรั่งเศส) แจ่มชัดอยู่ในเมนูนี้ เช่นเดียวกับไวน์ขาวระดับตำนานของแคว้นเบอร์กันดี ที่ส่งให้รสชาติอาหารจานนี้ไปถึงที่สุดได้ปรับลิ้นก่อนเข้าสู่ไวน์แดง ด้วย “ไอศกรีมกรานิต้าเกล็ดน้ำแข็งรสเลมอน” (Lemon Granita) ตามสไตล์เกาะซิซิลี ประเทศอิตาลีถึงเวลาของพระเอกในค่ำคืนนี้ ไวน์แดง Dumaine Robert Groffier Chambolle-Musignyx ปี 2022 ระดับ les Cru Les Hauts-Doix เป็นไวน์แดงที่หอมหวานสดชื่น เด่นด้วยกลิ่นเบอร์รี่สด บ่มในถังไม้โอ๊คใหม่ประมาณ 1 ใน 3 เนื้อสัมผัสนุ่มลึก ซับซ้อน จัดเป็นไวน์แดง Burgundy ระดับพรีเมียม ตระกูล Groffier ที่มีความหรูหรา มีกลิ่นหอมดอกไม้ ผสานรสผลไม้สีแดงและแร่ธาตุอย่างสมดุล ผลิตจากองุ่น Pinot Noir ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยว บ่ม ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งนี้เป็นการบ่มหมักทั้งพวง (Whole Bunches) โดยมีก้านองุ่นรวมอยู่ด้วย เพื่อดึงมิติความซับซ้อนของรสชาติไวน์ออกมาคอร์สนี้เชฟโทชิอากิและทีมงาน ยังนำกลิ่นอายอาหารอิตาเลียนเข้ามาผสมผสานด้วย มีทั้ง ขนมปังฟอคคาเซีย (Focaccia) ทานคู่กับเนยโฮมเมดอย่างดี  สองอย่างนี้ถือเป็นเครื่องเคียง ทานกับ “พาสต้าราวิโอลี่ครีมชีส” (Craem Cheese Raviole Pasta) รสนุ่มละมุน พอร์ชั่นเสริฟมาเป็นจานน้อยๆ กำลังดี ไม่ทำให้อิ่มเกินไป พาสต้าราวิโอลี่ตัวเล็กๆ นี้ จริงๆ แล้วคล้ายเกี๊ยวของเอเชีย ทำจากแป้งบางสองแผ่นประกบกัน และมีไส้อยู่ตรงกลาง เมนูนี้ทานคู่กับไวน์แดงสุด Elegance ความมันของครีมชีสในปากเรา Soft ลงมาก รักเลย“พาสต้าราวิโอลี่ครีมชีส” (Craem Cheese Raviole Pasta)การแพริ่งสุดลงตัว ระหว่าง Cream Cheese Ravioli Pasta กับ ไวน์แดง Dumaine Robert Groffier Chambolle-Musignyx ปี 2022 ระดับ les Cru Les Hauts-Doix แทนนินลื่นดุจแพรไหม ช่วยให้ความมันของพาสต้าเบาบาง ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน
เสน่ห์ที่ไม่อาจปฏิเสธของอาหารญี่ปุ่นสไตล์เทปปันยากิ คือการปรุงและจัดแต่งจานโชว์กันต่อหน้า แทบจะอดใจไม่ไหวสำหรับ เมนูเนื้อวัววากิว A5 สุดพรีเมี่ยม จานนี้เชฟโทชิอากิและทีมงาน บรรจงรังสรรค์เมนคอร์สเริ่ดหรูอลังการ Japanese Wagyu A5 Tenderloin Truffle and Foie-Gras ให้เราชมและชิม ประดุจโชว์ชั้นเลิศเนื้อวัววากิว A5 สองชิ้นสุกปานกลางแบบ Medium Rare กินคู่กับน้ำเกรวี่ Red Wine ซอสและครีมข้น เสริมความอร่อยล้ำด้วย ฟัวกราส์ (Foie-Gras : ตับห่าน) เห็ดทรัฟเฟิลดำ เคียงกับแครอทและบรอกโคลีลวก เนื้อวัววากิวนุ่มละลายในปาก แทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ความสุกปานกลางทำให้ยังได้กลิ่น-รสของเนื้อขั้นเทพครบถ้วน เมื่อตัดกับไวน์แดง Body หนักแน่น แทนนินกับแอลกอฮอล์ที่ Balance ก็ยิ่งขับให้เมนูหลักจานนี้เป็นอาหารสุดวิเศษ ที่อยากให้ทุกคนมาชิมด้วยตัวเองความยอดเยี่ยมของ Teppan France Kanda ร่วมกับ Burgundy Wine Paring ของบริษัท Wine5 เป็นหนึ่งในประสบการณ์น่าจดจำของผม มันคือนิยามของงานศิลป์ที่เราสามารถลิ้มรสได้ เหมือนการให้รางวัลพิเศษกับชีวิตอย่างไรอย่างนั้น แต่ถ้าใครไม่ใช่สายเนื้อ ทางร้านก็มีช้อยส์ให้เลือกเป็น “นกกระทาฝรั่งเศสราดซอสไวน์แดง” (Stuffed Quail with Foie Gras, Blackcurrent and Red Wine Sauce) อีกหนึ่งความพิเศษที่ทาง Teppan France Kanda เตรียมไว้ให้“นกกระทาฝรั่งเศสราดซอสไวน์แดง” (Stuffed Quail with Foie Gras, Blackcurrent and Red Wine Sauce) เส้นทางแสนอร่อยของค่ำคืนนี้ ปิดท้ายลงที่ความหวานของช็อกโกแลตแท้จากเบลเยียม และไอศกรีมเอิร์ลเกรย์ อันชื่นใจ เมนูน่ารักๆ ปิดท้ายนี้ชื่อว่า “Chocolate Fondant with Earl Gray Ice Cream”  จากนั้นล้างคอส่งท้ายด้วยชาผลไม้หอมรสละมุน ขอบอกเลยว่านี่คือความลงตัวสมบูรณ์แบบ ที่ได้รับการรังสรรค์มาอย่างยอดเยี่ยม ณ Teppan France Kanda
Special Thanks สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์เทปปันยากิระดับพรีเมี่ยม Teppan France Kanda และไวน์เบอร์กันดีชั้นเลิศสุดหายาก จาก บริษัท Wine5 ในค่ำคืนนี้ มันคือประสบการณ์แบบ Casual Fine Dinning ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และการสรวนเสเฮฮาของเพื่อนๆ ซึ่งผมอยากให้คุณได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าผมไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิดเดียว
สำรองที่นั่ง / RESERVATION

โทร / Call : 091-696-4082, 02-011-1319

LINE ID : Teppankanda

Ig : @teppanfrance.kanda 

Address : ซอยทองหล่อ 5 หรือจะเข้ามาจากซอยไปดีมาดี (สุขุมวิท 53) ร้านอยู่ในซอยเชื่อมทองหล่อ 5 บริเวณโครงการ No.88

แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 / สถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ

Service Hours : เปิดบริการทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) Lunch 11.30-14.00 น. Dinner 17.30-22.30 น.

Price : Lunch Set ราคาเริ่มตั้งแต่ 500-1,500 บาท/เซต

Dinner Set เริ่มตั้งแต่ 2,600/3,800/5,600/6,000 บาท/เซท

Cafe’ Buongiorno, Lifestyle Italian Cafe’ Intown (สุขุมวิท 49)

“Per Tutti” (For Everyone) หรือแปลว่า “สำหรับทุกคน” นี่คือ motto ที่ฟังแล้วอบอุ่นน่ารักของ Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49 ร้านอาหารอิตาเลียนแท้ที่อบอวลด้วนเสน่ห์ และจิตวิญญาณของ Italy อย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเสิร์ฟอาหาร Hand Craft ที่ปรุงด้วยมืออย่างเข้มงวดในการควบคุมคุณภาพแล้ว เรายังจะได้สัมผัสเรื่องราวในหลายแง่มุมอันน่าสนใจของอิตาลีด้วยCafe’ Buongiorno ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารธรรมดา ทว่าทำธุรกิจด้านอาหารส่งออกทั่วโลกมาแล้วนับสิบปี โดยมีฐานการผลิตอยู่ในเมืองไทยนี่เอง โดยเฉพาะขนมและเจลาโต้ หรือไอศกรีมแบบอิตาเลียนแท้ ก่อตั้งโดยท่าน Commendatore Cavaliere Enzo Peroni และ Madam Peroni ซึ่งมีต้นตระกูลยาวนานนับร้อยปีอยู่ในแคว้น Tuscany
Commendatore Cavaliere Enzo Peroni และ Madam Peroni กับบรรยากาศสบายๆ หน้าร้าน Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49 ที่เพิ่งเปิดใหม่ในเดือนมีนาคม 2026 นี่เอง โดยแบ่งเป็น 2 ร้านอยู่ติดกัน คือหน้าร้านสีเขียว เป็น Cafe’ ขายอาหารอิตาเลียนและขนมอบ Pastry ต่างๆ ส่วนหน้าร้านสีแดงเป็น Gelateria ที่เด่นเรื่องไอศกรีมเจลาโต้ รวมถึงขนมหวานและเครื่องดื่มมากมาย หรูเรียบและอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49 เหมาะทั้งมานั่งลิ้มรสอาหารอิตาเลียนกับเพื่อนสนิท คนรู้ใจ หรือพุดคุยธุรกิจในบรรยากาศสงบเป็นส่วนตัว การตกแต่งที่เน้นโทนสีอุ่นและเอิร์ทโทน สร้างความสุขให้ผู้มาสัมผัสทุกคนอาหารอิตาเลียนรสชาติต้นตำรับ และไวน์อิตาเลียนชั้นเลิศ เข้าคู่กันได้ยอดเยี่ยมที่ Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49ความโปร่งโล่งสบายหายใจหายคอสะดวกของ Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49 เพดานสูงโปร่ง เหมาะมานั่งชิลมากๆมองจากชั้นสองลงไป เห็นบรรยากาศร้านโอ่โถงโปร่งโล่งสบาย ไม่อัดแน่น ยังมีมุมส่วนตัวให้นั่งชิลนานๆ ได้มุมโซฟานุ่มๆ เหมาะนั่ง Relax ชมภาพสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญในอิตาลี ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก UNESCO World Heritage และมีความผูกพันกับท่านเจ้าของร้าน Commendatore Cavaliere Enzo Peroni ด้านในร้าน Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49 มีมุมขายขนมอิตาเลียนหลายอย่าง รวมถึงขนมอบ Pastry และมีมุมเล่าเรื่องราวอันเก่าแก่ของตระกูล Peroni ที่เชี่ยวชาญในการปรุงอาหารอิตาเลียนทานกันในครอบครัว จนเติบโตเป็น Cafe’ Buongiornoนวันนี้มุมเครื่องดื่มและขนมปังอบ Pastry นานาชนิด ที่อัดแน่นด้วยคุณภาพ ทำด้วยมืออย่างพิถีพิถันทุกเมนูในสไตล์ Hand Craftนอกจากจะได้ลิ้มรสอาหาร ขนม และเครื่องดื่มอร่อยๆ แล้ว เรายังจะได้ย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปี กับเรื่องราวของต้นตระกูล Peroni ซึ่งมีที่ดินส่วนตัวอยู่ในแคว้น Tuscany และส่งต่อความรู้ด้านการปรุงอาหารกันมาหลายชั่วอายุคน
“A man without memories has no soul. He has no future. My memories shape the history of tomorrow.” Cavaliere Enzo Peroni (“ชายผู้ไร้อดีตความทรงจำ ย่อมไร้อนาคต ความทรงจำของข้าพเจ้าได้สรรค์สร้างประวัติศาสตร์แห่งอนาคต” คาวาเลรี่ เอนโซ่ เพโรนี่) ปรัชญาการทำร้านอาหารแบบ Lifestyle Cafe’ ภายใต้แบรนด์ Cafe’ Buongiorno ลุ่มลึกน่าสนใจ เป็นการผสานความรัก ความหลงใหล อารมณ์ความรู้สึก ความใส่ใจในการปรุงอาหารอิตาเลียน จากรุ่นสู่รุ่น เพราะนี่คือ…“วิถีชีวิต” ชั้นสองของร้าน Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49 จัดเป็นพื้นที่ Community Lifestyle Space ให้มาพบปะสังสรรค์ จัดประชุม จัดฝึกอบรม หรือนั่งทานอาหารสบายๆ ก็ได้ ตกแต่งแบบหรูเรียบ เน้นความ Minimal 
โซฟาหนังแท้นุ่มน่านั่ง หาหนังสือดีๆ สักเล่มมาอ่าน พร้อมจิบเครื่องดื่มที่ชอบ นี่ละมุมแห่งความสุขเลยภาพวาดสีน้ำน่ารักๆ บนชั้นสองของร้าน สื่อถึงวัตถุดิบแบบอิตาเลียนที่ใช้ปรุงอาหารอร่อยให้เราลิ้มรสเดินชมร้าน Cafe’ Buongiorno กันมาพักใหญ่ก็เริ่มหิวแล้ว เลยถือโอกาสชิมอาหารอิตาเลียนรสชาติแบบต้นตำรับกันหน่อย เริ่มต้นให้ครบคอสด้วยการสั่งซุปร้อนๆ ทานคู่กับ ขนมปังฟอคคาเซีย (Focaccia) หนานุ่ม ฟอคคาเซียเป็นขนมปังอิตาเลียนคู่บ้าน ที่ใช้น้ำมันมะกอกและแป้งสาลีเป็นส่วนผสมหลัก เนื้อเบาๆ ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยก่อนอาหารหลักจะยกมาซุปฟักทอง ซุปผักโขม ซุปผักรวมอิตาเลียน ซุปเห็ดทรัฟเฟิล และอีกสารพัดซุปร้อนๆ texture ละมุนลิ้น แต่ไม่ขาดความข้นของครีมและวัตถุดิบหลัก ต่อด้วย Main Course จานหลักเป็นสปาเก็ตตี้เส้นหนานุ่มและซอสสูตรพิเศษเฉพาะของทางร้าน ไม่ว่าจะเป็น Spaghetti Pork Bolognese, Spaghetti Aglio Olio e Peperoncino with Mushroom & Bacon, Rigatoni Carbonara with Zucchini & Bacon ฯลฯ แถมยังมี Truffle Mushroom Four Cheese Lasagna,Pollo Con Funghi พาสต้าเห็ดและไก่ราดครีมซอส, Pork Lasagna ไส้แน่นๆ และอีกมากมายจนสาธยายไม่หมดCafe’ Buongiorno มีขนมปังอร่อยๆ มากมายให้ลิ้มรส อบใหม่ด้วยมือแบบ Hand Craft วันต่อวัน โดยนำเข้าส่วนผสมหลายอย่างจากอิตาลีโดยตรง จึงสดใหม่ หอมนุ่ม สามารถถ่ายทอดรสชาติอิตาเลียนแท้ๆ ได้ยอดเยี่ยมความอร่อยรออยู่ จะช้าอยู่ใย รีบไปชิมกันที่ Cafe’ Buongiorno ซอยสุขุมวิท 49 ขนมมัฟฟิน สดใหม่มีให้ชิมทุกวัน ทั้งในแบบนั่งกินที่ร้านและ Take Away ใส่กล่องอย่างดี อาทิ Skinny Banana Muffin, Skinny Blueberry, Banana Choc Chip Muffin และอีกเพียบ
อิ่มจากร้าน Cafe’ Buongiorno ฝั่งที่เป็นร้านอาหารแล้ว เราก็เดินทะลุประตูแห่งกาลเวลา เข้าไปยังอีกด้านที่เป็น “Gelateria” หรือ “ร้านขายไอศกรีมเจลาโต้แบบอิตาเลียนแท้ๆ”  ซึ่งมีเกือบ 20 รสชาติให้ชิม แอบกระซิบว่าเป็นเจลาโต้ที่ส่งออกไปขายทั่วโลกด้วยล่ะบรรยากาศหรูเรียบ น่ารักเป็นกันเอง อบอุ่นน่านั่ง ของ Cafe’ Buongiorno Gelateria ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนจริงๆ มุม Gelateria ที่เป็นไฮไลท์ของร้านนี้ มีตู้แช่ไอศกรีมเจลาโต้ต้นตำรับอิตาเลียนแท้ กว่า 20 รสชาติให้ลิ้มลองความน่ารักที่แฝงไว้ในหลายมุมของร้าน  ชวนให้นึกถึงแดดเจิดจ้า ผลไม้ เครื่องดื่ม และเจลาโต้เย็นๆ ที่อิตาลี ไอศกรีมเจลาโต้แท้ๆ กว่า 20 รสชาติ ที่ชิมได้โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงอิตาลีเจลาโต้ (Gelato) คือไอศกรีมที่มีต้นกำเนิดในอิตาลี เด่นด้วยเนื้อสัมผัสเนียน นุ่ม เหนียว และแน่นกว่าไอศกรีมทั่วไป เพราะมีปริมาณอากาศน้อย เจลาโต้ทำจากนมในสัดส่วนที่สูงกว่าครีม ทำให้มีไขมันต่ำกว่า และเสิร์ฟในอุณหภูมิอุ่นกว่าเล็กน้อย จึงให้รสชาติเข้มข้น
Cafe’ Buongiorno Gelatoความน่ารักที่กินได้ Gelato Pop แบบอมยิ้มและแบบแท่ง มีที่นี่ที่เดียว กินได้กินดี ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ หวานเจี๊ยบชื่นใจ
Gelato Pop รูปหัวใจ สื่อรักหวานเจี๊ยบที่ Unique สุดๆ
กรานิต้า (Granita) หรือขนมเกล็ดน้ำแข็งใสอิตาเลียน หาชิมไม่ได้ง่ายๆ มีหลายรสชาติ ทั้งมะม่วง ไวน์แดง และอื่นๆ
เค้ก Hand Craft หน้าตาน่ากิน มีให้เลือกหลายสิบชนิดที่นี่
อิ่มอร่อย ทั้งรสชาติและหน้าตาการ Decorate สุดสร้างสรรค์เจลาโต้บวกเลเยอร์เค้กนุ่มๆ คือความสุขที่กินได้ ณ Cafe’ Buongiorno Gelateria Blue Berry Cheese Cake กินคู่กับคาปูชิโน่เย็นชื่นใจ และคุกกี้อิตาเลียน Biscotti ที่อบสองครั้งจนแห้งสนิท ผสมถั่วอัลมอนด์ พิสตาชิโอ้ และผลไม้อบแห้งต่างๆส่วนตัวผมชอบเป็นพิเศษ “คาปูชิโน่เย็น” ที่บาริสต้าครีเอทรูปภูเขากับพระอาทิตย์ เพราะนี่คือสัญลักษณ์ของ Cafe’ Buongiornoมุมขายขนมกินเล่นแบบอิตาเลียน ซึ่ง Cafe’ Buongiorno ส่งออกทั่วโลก ห้ามพลาดเด็ดขาดคุกกี้ Biscotti แบบอิตาเลียนแท้  มีให้เลือกหลายรส
คุกกี้ Biscotti แบบกล่อง มีหลายรสชาติ อาทิ รสสมุนไพร และ รสพริกไทยดำ เป็นต้นขนมป๊อปคอร์น ก็มีหลากหลายรส ส่งออกขายทั่วโลกเช่นกัน Cafe’ Buongiorno ตั้งอยู่ในโรงแรม Marriott Executive Apartments, Bangkok Townhall ซอยสุขุมวิท 49

เปิด วันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 09.00-18.00 น.

วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-21.00 น.

 ปิดวันจันทร์

สำรองที่นั่ง และสอบถาม โทร. 062-4941649

Cafe’ Buongiorno เรายกจิตวิญญาณอาหาร Italian แท้ๆ มาไว้ที่นี่

“บูโจโน” (Buongiorno) “สวัสดีตอนเช้า”

ขอต้อนรับสู่ร้านอาหารอิตาเลียนขนานแท้กลางกรุง ที่ให้ความรู้สึกแตกต่าง เพราะคนที่เคยไปเยือนมาแล้วพูดตรงกันว่า บรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน บวกกับเมนูเครื่องดื่ม เค้ก ขนมทานเล่น และอาหารมากมาย ในแบบ Italian Handcraft ซึ่งยังคงใช้มือปรุงตามแบบฉบับดั้งเดิมอยู่ ก็ยิ่งเติมเสน่ห์ให้ร้าน “คาเฟ่บูโจโน” ได้อย่างพิเศษไม่เหมือนใครCafe’ Buongiorno  ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 อาคารเอ็ม เอส สยาม ทาวเวอร์ พระราม 3 เงียบสงบ เหมาะนั่งชิล สบายๆ
บรรยากาศร้านเล็กๆ แต่อบอุ่น คล้ายนั่งทานอาหารอยู่บ้าน สงบ เหมาะนั่งคุยสรวนเสเฮฮา พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารอิตาเลียนรสมือแม่บรรยากาศร้านเล็กๆ น่ารัก ให้ความรู้สึกอบอุ่น พร้อมเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่มแบบอิตาเลียนครบครัน

ท่านอัศวิน Cavaliere Enzo Peroni ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Cafe’ Buongiorno และนำวัฒนธรรมอิตาลีเข้ามาเผยแพร่ให้คนไทยรู้จัก บนเส้นทางจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ ตกหลุมรักเมืองไทย สู่การพัฒนาธุรกิจส่งออกอาหารในรูปแบบ Pre-Pack และเปิดร้าน Cafe’ Buongiorno  ซึ่งนอกจากจะเป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน Handcraft แท้ๆ แล้ว ยังใช้เป็นสถาบันเล็กๆ ในการฝึกอบรมบุคลากรด้านอาหาร และมุ่งหวังให้เกิดเป็น Community Lifestyle Space สำหรับทุกคนมาพบปะสังสรรค์กันต้นตระกูล Peroni จากประเทศอิตาลี  ผู้ให้กำเนิดตำนานอาหารอร่อย บนพื้นฐานความรักความผูกพัน และ lifestyle แบบอิตาเลียนแท้ๆ บางท่านได้รับบรรดาศักดิ์เป็นอัศวินมาแล้ว ด้วยคุณงามความดีและผลงานเป็นที่ประจักษ์สมาชิกในตระกูล Peroni ที่ยังคงสืบทอดอาหารอร่อยๆ ซึ่งมีสูตรเฉพาะของครอบครัว พร้อมส่งต่อให้พวกเราได้ล้ิมลอง ตามวิถีของชาวอิตาเลียน เมื่อสมาชิกในครอบครัวมาพบปะร่วมทานอาหารกันครั้งใด ก็จะต้องมีอาหารรสมือแม่สูตรเฉพาะของครอบครัวด้วยเสมอเริ่มต้นเรียกความสดชื่นด้วย Cafe’ Buongiorno Shakerato กาแฟคั่วเข้มสไตล์อิตาเลียน หอมกรุ่นละมุนลิ้นกินกาแฟคู่กับไอศกรีมก็ได้ Cafe’ Buongiorno Shakerato เหมาะมาก ใส่ได้มากน้อยตามต้องการเลยCafe’ Buongiorno Iced Matcha Latte with Oat Milk and Honey ทานคู่กับเค้กเนื้อนุ่มละมุน Cafe’ Buongiorno Green Tea Rollคอกาแฟต้องลอง Ice Cappucino ทานคู่กับขนมปังกรอบ Biscotti “Flora” Lemon & Almond หนึ่งในขนมอร่อยๆ ที่เป็น Signature ของคาเฟ่บอนโจโน เป็นขนม Handcraft ที่ยังคงใช้มือทำขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยวิธีดั้งเดิมสายสุขภาพ รวมถึงคนที่ชอบออกำลังกาย ต้องเพิ่มพลังด้วยโปรตีนสมูทตี้ Cafe’ Buongiorno Banana Peanut Butter Protein Smoothie ซึ่งมีส่วนผสมของกล้วยและเนยถั่ว texture แน่นนุ่ม หวานน้อย อร่อยนานCafe’ Buongiorno Cold Pressed Juice น้ำผลไม้ปั่นเย็นชื่นใจเพื่อสุขภาพ มีหลายสูตรให้เลือกตามใจชอบ

“Stile Di Vita” (สีแดง) Beetroot, Apple, Carrot, Lemon

“Divino” (สีเขียว) Lettuce, Pineapple, Spinach

“Campagna” (สีส้ม) Carrot, Celery, Orange, Pineapple

“Benessere” (สีเหลือง) Pineapple, LemongrassCafe’ Buongiorno “Stile Di Vita” น้ำผลไม้ปั่นเพื่อสุขภาพ มีส่วนผสมของ Beetroot, Apple, Carrot และ Lemon สดชื่น เย็นฉ่ำCafe’ Buongiorno Matcha Affogato ไอศกรีมสูตรพิเศษแบบอิตาเลียน ที่ต้องโรยน้ำชาเขียวมัจฉะลงไปเพิ่มความเข้มข้น เป็นเจลาโต้ที่คิดค้นขึ้นโดย Gelato Master จากอิตาลีใครชื่นชอบขนมอร่อยๆ เขาก็มีให้เลือกมากมาย ในภาพคือมัฟฟินเนื้อนุ่มแน่นที่อยากนำเสนอ Skinny Banana Muffin, Skinny Blueberry และ Banana Choc Chip Muffin กินคู่กับเครื่องดื่มที่ชอบได้อย่างมีความสุข เพราะไม่หวานจัด
ขนมอร่อยๆ มากมายหลายแบบรอให้เราไปชิมกันที่ Cafe’ Buongiorno
Cafe’ Buongiorno Sun Dried Tomato Danish อุ่นร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ เนื้อแป้งนุ่มหนึบ ไส้ตรงกลางรสเป็นธรรมชาติ หอมกลิ่นมะเขือเทศตากแห้ง เพิ่มเสน่ห์ให้เมนูนี้ได้ยอดเยี่ยมอาหารอิตาเลียนจะขาด ขนมปังฟอคคาเซีย (Foccacia) ไม่ได้ เพราะเป็นขนมปังคู่ครัวอิตาเลียน เนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำน้ำมัมมะกอก หอมกลิ่นโรสแมรี่ ลองชิม Cafe’ Buongiorno Black Olive Focaccia with Sun Dried Tomatoes, Pesto and Mozzarellaเมนูนี้เราลองชิมแล้ว ว้าวเลย! Cafe’ Buongiorno Tuna Melt เป็นได้ทั้งของกินเล่นกินจริงจัง เสิร์ฟมากับเนื้อขนมปังอบ กรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ทูน่าแน่นๆ คลุกเคล้าซอสสูตรพิเศษของทางร้านSpicy Tuna Salad  เสิร์ฟพร้อม ขนมปังซาวโดว์ (Sour Dough Bread) ที่ให้รสเปรี้ยวอ่อนๆ เป็นเอกลักษณ์ เกิดจากการหมักแป้งตามธรรมชาติให้ขึ้นฟูโดยไม่ใช้ยีสต์ ส่วนผักสลักออร์แกนิกก็กรอบอร่อย คลุกเคล้าน้ำมันมะกอกพรีเมียมจากอิตาลีแท้ก่อนเมนคอร์ส เราแนะนำให้กระตุ้นกระเพาะเรียกน้ำย่อยด้วย “ซุปฟักทอง” Cafe’ Buongiorno Pumpkin Soup รสละมุน หอมหวานอ่อนๆ texture อัดแน่นด้วยความอร่อย ซุปทุกเมนูของทางร้านเสิร์ฟพร้อมขนมปังฟอคคาเซีย Handmade อย่างพิถีพิถันหรือจะลองซุปผักรวมแบบอิตาเลียนก็ได้  Cafe’ Buongiorno Minestone Soup รสเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ ผักนุ่มเคี้ยวง่ายห้ามพลาด ซุปเห็นทรัฟเฟิล  Cafe’ Buongiorno Mushroom Soup เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มดุจแพรไหมซุปหมดจานแล้ว ก็ต่อกันด้วย Baked Spinach ผักขมอบชีสสุขภาพ กินตอนร้อนๆ เคี้ยวง่ายละลายในปากCafe’ Buongiorno Truffle Mushroom Four Cheese Lasagna  หรือลาซัญญาชีสเห็ดทรัฟเฟิลฉ่ำๆเมนูพิเศษแบบฉบับอิตาเลียนแท้ Cafe’ Buongiorno Pollo Con Funghi เป็นพาสต้าเห็ดและไก่ราดครีมซอส โดยในภาษาอิตาเลียน “Pollo” (โปโย แปลว่า ไก่) และ “Funghi” (ฟุงกิ แปลว่า เห็ดหลายๆ ชิ้น) เมนูนี้ในอิตาลีจะนำเห็ดป่าตามฤดูกาลมาปรุงลาซัญญาหมู (Pork Lasagna) ต้องกินตอนร้อนๆ ตักเนื้อแป้งพาสต้าสี่เหลี่ยมลงไปหาไส้แน่นๆ ข้างล่างขึ้นมากินพร้อมกัน เต็มปากเต็มคำ ตอนเคี้ยวหลับตาเห็นวิวสวยๆ ในอิตาลีเลย ฮาฮาฮาCafe’ Buongiorno Spaghetti Pork Bolognese  เมนคอร์สอิ่มอร่อย โดดเด่นตรงซอสมะเขือเทศชุ่มฉ่ำ เคล้าเนื้อหมูนุ่มๆ และเส้นสปาเก็ตตี้นุ่มหนึบกำลังดี เป็นหนึ่งในเมนูคู่ครัวอิตาเลียนนี่คือความลงตัวของเมนคอร์สที่ผมหลงรัก Cafe’ Buongiorno Spaghetti Aglio Olio e Peperoncino with Mushroom & Bacon สัมผัสได้ถึงความใส่ใจของเชฟ ที่บรรจงปรุงให้เรา รสชาติเป็นเอกลักษณ์ เพราะใช้เพสโต้ซอสสูตรพิเศษของทางร้านCafe’ Buongiorno Rigatoni Carbonara with Zucchini & Bacon ทั้งหน้าตาและรสชาติ บอกเลยว่าเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของอิตาเลียน วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม โดยเฉพาะชีสนำเข้าจาอิตาลีโดยตรงขนมป๊อปคอร์น ที่ดูหน้าตาธรรมดา แต่บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะกินอร่อย กินเพลิน คุณภาพระดับส่งออกเลยล่ะ
ขนมกินเล่นของ Cafe’ Buongiorno ที่ยังคงผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถันแบบ Handcraft ส่งออกไปหลายประเทศเติมอาหารกายแล้ว ก่อนกลับต้องเติมอาหารสมองด้วย กับหนังสือทรงคุณค่าสองเล่ม เนื้อหาให้แง่คิดสอนใจในการดำเนินชีวิตหลากหลายแง่มุม อ่านสนุก ภาพวาดประกอบน่ารัก เนื้อหาเขียนเองโดยเจ้าของร้าน Cafe’ Buongiorno ท่านอัศวิน Cavaliere Enzo Peroni Cafe’ Buongiorno ชั้น 2 อาคารเอ็ม เอส สยาม ทาวเวอร์ ถนนพระรามที่ 3 กรุงเทพฯ

เปิดวันจันทร์-เสาร์  เวลา 09.00-17.00 น. / สำรองที่นั่ง และสอบถาม โทร. 062-4941649

LA BRACI Modern Casual Fine Dining เปิดแล้ววันนี้!

เปิดแล้ว! La Braci ร้านอาหาร Fine Dining สไตล์ Modern Casual แห่งใหม่ ณ ชั้นลอยตึก One City Centre ใจกลางย่านเพลินจิต นำเสนอความอร่อยผ่านศิลปะอาหารเวสเทิร์น คงความหรูหราในแบบฉบับ Fine Dining ผสานรสชาติและบรรยากาศลงตัว ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ด้วยการเดินทางสะดวกสบาย เพียงไม่กี่ก้าวจากสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต La Braci ซ่อนตัวอยู่ในสวน แวดล้อมด้วยแมกไม้สีเขียวน่ามอง และมีอาคารสูงอยู่ด้านหลัง รับกันอย่างลงตัว ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิตแค่นิดเดียว
La Braci  มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเทคนิคเน้นการใช้ไฟจากฝืนไม้สนทะเลคุณภาพ ตกแต่งร้านผสานความโมเดิร์นและธรรมชาติ ในคอนเซปต์ถ้ำหินและเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแท้ หรูหรา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย รับลูกค้าได้ถึง 50 ที่นั่ง เหมาะสำหรับทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นมื้อพิเศษของครอบครัว พบปะเพื่อนฝูง หรือดินเนอร์สุดโรแมนติก เชฟและทีมงานสามารถเชื่อมโยงกับแขกได้โดยตรง แขกสามารถมองเห็นกระบวนการสร้างสรรค์เมนูแต่ละจาน พร้อมทั้งสัมผัสกลิ่นหอมอันยั่วใจจากเตารมควัน คุณ Sean Lai เชฟผู้เป็นเจ้าของร้าน La Braci กล่าวว่า “ปรัชญาการทำอาหารของเรา เกิดจากความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อประเพณีและนวัตกรรม เราตั้งใจรังสรรค์ประสบการณ์การรับประทานอาหารสไตล์ Fine Dining แบบสบายๆ แต่ทันสมัย เชิดชูเสน่ห์ดั้งเดิมของการปรุงอาหารด้วยไฟที่จุดจากไม้ ผสานเทคนิคสมัยใหม่ เป้าหมายของเราคือส่งเสริมให้รสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบที่เราคัดมาอย่างพิถีพิถัน ได้เปล่งประกายเต็มที่ ภาคภูมิด้วยวิถีแห่งความซับซ้อน ละเอียดอ่อนจากไฟและควัน แต่ละจานจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์น่าจดจำ”เอกลักษณ์อีกประการที่สำคัญของ La Braci คือแนวคิดอาหารจานแชร์ เชฟ Sean เสริมว่า “เราเชื่อว่าอาหารจะอร่อยมากขึ้นเมื่อทานด้วยกัน เราจึงออกแบบเมนูเพื่อส่งเสริมประสบการณ์การมีส่วนร่วม ให้แขกได้ลิ้มลองรสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลายด้วยกัน นอกจากจะยกระดับความสุขในการรับประทานแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศอันอบอุ่น เป็นกันเอง สะท้อนความเป็นอยู่แบบไทยที่มักกินข้าวด้วยกัน”La Braci บริหารงานโดย เชฟเจ้าของร้าน คุณ Sean Lai และ คุณวชิรวิทย์ ธนันต์รัตน์ (เชฟแบงค์) กรรมการบริษัทและผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ร่วมกับทีมเชฟชาวไทยฝีมือเยี่ยม แขกทุกท่านจะได้เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศเป็นกันเอง เปลวไฟอันอบอุ่น และรับประทานอาหารด้วยกันอย่างเพลิดเพลิน

คุณ Sean กล่าวสรุปว่า “La Braci จะไม่เป็นแค่ร้านอาหารธรรมดา แต่จะเป็นสถานที่ที่สร้างความรู้สึกพิเศษให้ทุกท่านที่มาเยือน เราต้องการให้สัมผัสได้ถึงความหลงใหลของเราในการสร้างบรรยากาศทเชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน La Braci คือร้านอาหารที่เน้นการใช้ไฟสร้างรสชาติเลิศล้ำ ไม่ได้มีดีแค่รสชาติและกลิ่นหอมของการย่างด้วยไม้ แต่ยังยกระดับคุณภาพเกินความคาดหวัง ในราคาที่เข้าถึงได้”หัวใจสำคัญของ La Braci คืออาหารที่สืบทอดศิลปะการปรุงอาหารด้วยไฟที่จุดด้วยไม้ฟืน คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เรียบง่าย แต่พิถีพิถัน ใช้พลังงานดั้งเดิมของไฟเพื่อดึงความอร่อยแท้จริงจากวัตถุดิบ วิธีนี้ต้องใช้ทักษะอย่างสูง เชฟต้องเชี่ยวชาญ และมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงวัตถุดิบที่ใช้ นอกจากนี้เตาไฟของร้านยังเปรียบเสมือนเตาผิง อันเป็นศูนย์กลางของบ้านมานานหลายศตวรรษแล้ว เชฟแบงค์ (คุณวชิรวิทย์ ธนันต์รัตน์) สาธิตวิธีการปรุงหอยนางรม โดยอุปกรณ์ Flambadouเชฟแบงค์และทีมงาน บรรจงจัดเตรียมเมนูทานเล่นต้อนรับแขกผู้มาเยือน
ของทานเล่น Starter Menu วันนี้ ทั้งหน้าตาและสีสัน รังสรรค์มาได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ
Cocktail เบาๆ ให้ความรู้สึกสดชื่น แก้วนี้คือ L’una มีส่วนผสมของเบอร์รี่ไซรัป ดอกอัญชัญ และวอดก้า
เครื่องดื่มหลากหลาก พร้อมให้สั่งได้ที่ La BraciStarter Menu วันนี้พิเศษมาก ประกอบด้วยขนมปังบริยอช (Brioche) ก้อนกลม เนื้อนุ่ม หอมนมเนย และแป้ง Pizza Bread แผ่นกลมแบน เนื้อนุ่มหนึบ ทานคู่กับน้ำมันมะกอกระดับ Premium จากเกาะซิลิลี่ ประเทศอิตาลี รวมถึงเนยชั้นยอด แบบดั้งเดิมของฝรั่งเศสแท้
La Braci นำเสนอเมนูแบบ à la carte หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ คือ Oyster Flambée 1 ชิ้น ( ราคา 350 บาท++) เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่เด่นด้วยการใช้ปรุงอาหารแบบดั้งเดิมของยุโรป Flambadou เชฟจะเผาโลหะทรงกรวยจนร้อนจัด เติมไขมันให้หลอมละลาย หยดลงบนลงบนหอยนางรมสด ความร้อนจะช่วยให้หอยนางรมสุกกำลังดี และกลิ่นหอมคล้ายย่างถ่าน เสริมด้วยซอสครีมเบลอบล๊องและน้ำมันต้นหอม เพิ่มลูกเล่นด้วยมะนาวคาเวียร์ รสเปรี้ยวสดชื่นทุกคำ เสิร์ฟมาอย่างงดงามบนเปลือกหอย เป็นประสบการณ์ที่ทั้งอร่อยและตื่นตาตื่นใจในคราวเดียว เมื่อหอยนางรมสดสุกได้ที่ ด้วยวิธีใช้เปลวไฟและน้ำมันหลอมละลายจากเหล็กร้อน (Flambadou) แล้ว ก็นำมาจัดจานเชฟแบงค์ บรรจงจัดแต่งหน้าตา Oyster Flambée ก่อนเสิร์ฟ
Oyster Flambée งดงามด้วยไอเดียจัดแต่งหน้าตา แถมยังน่าตื่นเต้นด้วยวิธีการปรุงแบบยุโรปดั้งเดิม ต่อกันด้วยเมนูเบาๆ กระตุ้นน้ำย่อยได้ยอดเยี่ยม เห็ดย่าง ทานคู่กับครีมซอสรสละมุน เชฟแบงค์ กำลังบรรจงจัดแต่งอาหารเมนูถัดไปให้เราชิม Pasta ที่เราเลือกชิมในวันนี้ คือ Wild Boar Ragu Cappelletti เป็น dumpling หมูป่าเนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาในน้ำซอสเข้มข้นรสจัดจ้าน ตัว dumpling ก็พอดีคำ เคี้ยวง่ายWild Boar Ragu Cappelletti ส่วนใครที่ไม่ชอบทานหมูป่า La Braci ก็มีเมนูแชร์สุดครีเอทีฟให้เลือก คือ Charred Baby Squid Potato Dumplings ราคา (450 บาท++) หมึกกระดองย่างไฟเนื้อหวานฉ่ำ เสิร์ฟคู่ dumpling มันฝรั่งเนื้อนุ่มนวล ราดซอสเลมอนแซฟฟรอนและน้ำมันดิลล์หอมละมุน รสออกเปรี้ยวนิดๆ ของเลมอนครีมซอส ทำให้ทุกสัมผัสสดชื่นจานหลักที่ใครหลายคนหลงรัก La Braci เอาใจสายเนื้Wood-Fired Australian Wagyu Angus Beef Flank ราคา  (750 บาท ++) ทีเด็ดอยู่ที่ความหอมของถ่านไม้ช่วยสร้างกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เสิร์ฟคู่กับหอมผัดคาราเมลที่ใช้ขั้นตอนการปรุงพิถีพิถัน และบร็อกโคลีนีย่างเกรียมตัดรสเข้มข้นของเนื้อวัว ขาดไม่ได้คือ Rof Emulsion สูตรเฉพาะของทางร้าน ได้แรงบันดาลใจจากซอส Chimichurri ของแอฟริกาตะวันตก เพื่อเติมกลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพร ช่วยปรับสมดุลให้ความเข้มข้นของวากิว และทำให้จานนี้ Perfect สุดๆ

ส่วนคนที่ไม่ทานเนื้อ เขาก็มีตัวเลือกเป็น Wood Fire Giant River Prawn ราคา (800 บาท++) กุ้งแม่น้ำเนื้อแน่นเด้งมันเยิ้ม เพิ่มรสชาติด้วยซัลซ่ามะเขือเทศเปรี้ยวสดชื่น โรย wolffia (ผำ) ที่หาทานยาก มีเทกซ์เจอร์ในทุกคำWood-Fired Australian Wagyu Angus Beef Flank เนื้อวากิวชิ้นใหญ่นุ่มมาก ห้ามพลาดเพิ่มประสบการณ์พิเศษในการทานเนื้อวากิว ด้วยมีดระดับพรีเมี่ยมในกล่องไม้หรู นำมาให้ลูกค้าเลือกได้เองเลยปิดท้ายด้วยเค้กอร่อยๆ อย่าง Tiramitsu มีกลิ่นหอมผสานผสมกลมกลืนของมาซาล่าไวน์, กาแฟ, วานิลลา และแป้งช็อกโกแลต

La Braci One City Centre, OCC – วัน ซิตี้ เซ็นเตอร์ ถนนเพลินจิต ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

เปิดให้บริการแล้ววันนี้ เพียงไม่กี่ก้าวจากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต

  สอบถามเพิ่มเติม โทร. (66) 95-868-6565

Instagram : @Labraci_bkk

 Website: https://www.labraci.com/

 Booking : info@labraci.com

BEGAN VEGAN อิ่มกายอิ่มใจ สไตล์รักสุขภาพ

เคยมาเดินเที่ยวชมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถว ท่าเตียน หลายครั้ง ทั้งช่วงกลางวันและชมแสงสียามค่ำคืน ทว่าวันนี้พิเศษกว่าทุกคราว เพราะเราได้มาเยี่ยมร้านเล็กๆ น่ารัก สไตล์อบอุ่นแห่งหนึ่งในซอยท่าเตียน ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ เงียบสงบ ฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์

ใช่เลย เรากำลังจะพาไปรู้จัก BEGAN VEGAN” ร้านอาหารแนววีแกน 100% เจ้าเดียวในแถบท่าเตียนขณะนี้
คุณณิชมน ตั้งตรงจิตร (คุณบี) คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความรู้ด้านอาหารสุขภาพ เจ้าของ ร้าน BEGAN VEGAN ที่ต้องการให้อาหารอุดมคุณประโยชน์แบบนี้ แพร่หลายมากขึ้นในหมู่คนไทย ด้วยคอนเซ็ปต์

“The Journey of  Your Health”

ร้าน BEGAN VEGAN ตั้งชื่อมาจากชื่อของ คุณ B ที่ชอบรับประทาน อาหาร VEGAN นั่นเอง
จากห้องแถวเก่าแก่ย่านท่าเตียนที่ renovate จนดู Modern สะอาดตา ถึงวันนี้ร้านเปิดมากว่า 5 ปีแล้ว เริ่มต้นจากการเป็นร้านอาหารสุขภาพของ คุณปรีดา ตั้งตรงจิตร (คุณปู่ของคุณบี) ชื่อร้าน “R D Preeda Healthy Food” จนกระทั่งส่งช่วงต่อมาถึงคุณแม่ กระทั่งเมื่อคุณบีอายุ 16 ปี ได้เห็นคลิปวิดีโอการฆ่าสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ จึงเกิดความสงสาร และตั้งใจแน่วแน่แต่นั้นว่าจะไม่ทานเนื้อสัตว์อีกเลยตลอดชีวิต

ช่วงแรกก็หาอาหารแนวธรรมชาติทานค่อนข้างยาก คุณแม่ของคุณบีเป็นคนแรกที่ปรุงมาให้ทาน โดยเฉพาะเบเกอร์รี่แนววีแกนแท้ๆ ในเมืองไทยหายากมาก คุณบีจึงคิดค้นสูตรทำเอง คุณแม่เลยสนับสนุนให้เปิด ร้าน BEGAN VEGAN เพื่อให้คนทั่วไปได้รับประทานด้วย จากนั้นคุณบีก็ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และช่วงปี 3 ได้ไปเรียนต่อด้านการบริหารที่ปารีส ฝรั่งเศส นานถึง 7 เดือน โดยในระหว่างนั้นได้เรียนคอร์เสริมด้านการทำเบเกอร์รี่ที่ สถาบัน Le Cordon Bleu ปารีสร้าน BEGAN VEGAN ได้รับการการันตี 5 ดาว จาก Happy Cow Excellent Reviews ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทานอาหารวีแกนรู้จักกันดี
อาหารแบบวีแกนแท้ๆ จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดเลย รวมถึงงดเว้นนมวัว เนย น้ำผึ้ง ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทุกชนิด โดยต่างกับการรับประทานอาหารเจตรงที่ วีแกนทานผัก 5 ชนิด ที่มีกลิ่นฉุนได้ คือ กระเทียม, หัวหอม-ผักชี, กระเทียมโทนจีน, กุยฉ่าย และใบยาสูบ คนที่ทานวีแกนแบบเคร่งครัดมากๆ มาก มาที่ ร้าน BEGAN VEGAN จึงสบายใจได้ แต่ปัจจุบันลูกค้าก็ยังเป็นชาวต่างชาติมากกว่าครึ่ง อยากให้คนไทยได้ลองชิมบ้างนะ เพราะทานไม่ยากเลย ดีต่อใจต่อกายในแบบที่ต้องว้าวแม้จะเป็นร้านไม่ใหญ่โต ทว่าบรรยากาศให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตร และมีเสิร์ฟมากกว่าอาหารหลัก เพราะ BEGAN VEGAN มีเค้กวีแกน รวมถึงคุกกี้วีแกน กาแฟวีแกน และ Smoothy วีแกน ที่หาชิมที่อื่นไม่ได้แน่ร้าน BEGAN VEGAN เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.หนึ่งใน Signature Menu ของ ร้าน BEGAN VEGAN คือ “All Day Breakfast” หรือ เซ็ทอาหารเช้าที่เสิร์ฟได้ทั้งวัน เสน่ห์หลักของจานนี้คือครัวซองวีแกนแท้ๆ ซึ่งทำก็ยาก หาทานก็ยาก เพราะไม่ได้ใส่ไข่นมเนยเลยสักนิดเดียว แต่ยังให้รสสัมผัสและกลิ่นเหมือนครัวซองทั่วไปเปี๊ยบ เคล็ดลับของทางร้านคือใช้ส่วนผสมอย่างดีจาก Sunflower Butter, Canola Oil, Coconut Oil ฯลฯ ไม่มีการใช้น้ำมันถั่วเหลืองเลย ส่วนที่เห็นสีเหลืองๆ เหมือนไข่คน จริงๆ แล้วคือเต้าหู้ กินคู่กับสลัดผักออร์แกนิคสุขภาพ ราดน้ำซ๊อสงาสไตล์ญี่ปุ่นWelcome Drink เสิร์ฟมาในแก้วช๊อตเล็กๆ น่ารัก กระตุ้นกระเพาะเรียกน้ำย่อยได้ยอดเยี่ยม ส่วนผสมมีทั้งขิง มะละกอ แอปเปิลเขียว มะนาว และเปปเปอร์มิ้นต์
Welcome Drink แบบธรรมชาติ ปั่นรวมมาในแก้วช๊อต เย็นชื่นใจ ดื่มได้ดื่มดีจนต้องขอเพิ่มอีกหนึ่งในเมนูยอดฮิตของ ร้าน BEGAN VEGAN ที่ลูกค้าชื่นชอบ คือ “ข้าวสี่สี ผัดเต้าหู้แกงกะหรี่” เป็นจานหลักที่ประกอบด้วยข้าวสุขภาพ 4 สี ทั้งข้าวสีฟ้าอัญชัญ ข้าวสีเหลืองขมิ้น ข้าวสีเขียวใบเตย และข้าวสีน้ำตาลแดงไรซ์เบอร์รี่ กับข้าวที่ทานคู่กันคือเครื่องแกงกะหรี่ผัดเต้าหู้และผักออร์แกนิค ชิมแล้วขอบอกว่ารสชาติละมุน ให้ความรู้สึกถึงการถนอมสุขภาพมากๆ ครับ
หมูกรอบซ๊อสจิ้มแจ่ว หนึ่งในเมนูเด็ดที่ลูกค้าวีแกนหลายคนชื่นชอบ เพราะทั้งแปลกและหน้าตาเหมือนหมูกรอบจริงๆ  ทำจากถั่วเหลืองแท้ ทอดกรอบด้วยวิธีพิเศษของทางร้าน น้ำจิ้มแจ่วปรุงเองรสไม่จัด เข้ากันอย่างดี เนื้อสัมผัสเวลาเคี้ยวเหมือนหมูกรอบ Deep Fried กรุบๆ กรอบนอกนุ่มใน ยิ่งทานตอนร้อนๆ ยิ่งอร่อยล้ำ
ราดหน้าเส้นทอด เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยม เพราะคุณบีพัฒนาสูตรขึ้นมา ต้องทานตอนร้อนๆ เส้นทอดจะกรุบกรอบเคี้ยวง่าย น้ำราดหน้าก็รสชาตินุ่มนวลเหมือนแพรไหม มีผักออร์แกนิคและเต้าหู้ใส่มาให้เยอะแบบไม่หวงเลยจ้าราดหน้าเส้นทอด เมนูเด็ดของ ร้าน BEGAN VEGANไม่ได้หน้าตาดูดีอย่างเดียว แต่ยังอุดมคุณค่าทางอาหารมากๆ ด้วย

ร้าน BEGAN VEGAN ยังมีอาหารอื่นๆ ให้ชิมอีกเพียบ โดยคิดค้นปรับปรุงเมนูเพิ่มอยู่เสมอ ตอนนี้มีเมนู Version 2.0 ที่น่าลิ้มลองไปซะทุกจาน อาทิ วีแกนลาซานญ่า (Vegan Lasangna) ซอสโบโลเนส เสิร์ฟพร้อมผักย่าง, บว์มิกซ์เบอร์รี่ (Mixed Berries Bowl) ที่มีทั้งมัลเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ผสมกัน โรยหน้าด้วยผลไม้ตามฤดูกาล 3 ชนิด กราโนลา เมล็ดเจีย ถั่ว และธัญพืชรวม, โบว์ผักใบเขียวซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood Bowl), โบว์ช็อกโกแลตเนยถั่ว (Chocolate Peanut Butter Bowl), ไก่ทอดวีแกน (Fried Vegan Chicken) ทำจากดอกกะหล่ำทอด จิ้มซอสพริก, ซุปเห็ดเข้มข้น (Mushroom Soup), ซุปข้าวโพดสไปซ์ซี่ (Spicy Corn Soup) นอกจากนี้ยังมี BV Burger ที่ได้รับความนิยมมาก และ BV Steak, Submarine Sandwich, Spagetti with Tomatoes Sauce, BEGAN Carbonara, Japanese Hot Curry with VEGAN Meatballs และอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนอาหารไทยแบบวีแกนก็มีเสิร์ฟเช่นกัน อาทิ ต้มข่าไก่, แกงเขียวหวาน, แกงพะแนง, ผัดกะเพรา, ผัดผงกะหรี่, ลาบ ฯลฯ โดยเน้นแนวคิด “กินอาหารให้เป็นยา” ไม่ใช่กินยาเป็นอาหารจ้า
สำหรับคนที่ชอบขนมหวานแบบวีแกนแท้ๆ ร้าน BEGAN VEGAN มีเค้กจากฝีมือคุณบีให้ชิมถึง 6 อย่าง คือ เค้ก Cinnamon Roll, เค้ก Chocolate, เค้ก Marble, Blueberry Cheese Tart, เค้ก Matcha Strawberry และที่หาทานยากมาก อร่อยจนร้องว้าวหลายรอบ คือ Croissant วีแกน นุ่มหนึบ หอมมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้นมเนยเลยสักนิด ส่วนเค้ก Marble ก็เป็น Yogurt-based ที่สายวีแกนแท้ๆ ต้องหลงรัก เรียกว่ามีความ Creative และใส่ใจในรายละเอียดมากครับ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักของ Blueberry Cheese Tart ท้อปปิ้งด้วยดอกไม้กินได้ จากฟาร์มธรรมชาติของศูนย์สุขภาพเชตวัน ศาลายา รสชาตินุ่มนวลหอมหวานกำลังดีเค้ก Matcha Strawberry ชิ้นโต เห็นเลเยอร์หลายชั้นซ้อนกัน ท้อปปิ้งด้วยสตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และดอกไม้กินได้ เนื้อเค้กนุ่มกำลังดี เข้ากับครีมมัทฉะซะเหลือเกิน เห็นหน้าตาแบบนี้ เป็นเค้กวีแกนแท้ๆ เลยนะจะบอกให้
เค้ก Chocolate เป็น Dark Chocolate อย่างดี หวานน้อย เนื้อนุ่มหนึบ ทานคู่กับกาแฟวีแกนได้เข้ากันสุดๆทั้งน่ารัก ทั้งน่ากิน และดีต่อสุขภาพ ก็ต้องเค้กวีแกน 100% แบบนี้ล่ะครับน้ำมัลเบอร์รี่ สมูทตี้ ที่นำลูกหม่อนออร์แกนิคจากจังหวัดสระบุรี มาปั่นกับนมวีแกน เย็นชื่นใจ รสเปรี้ยวอมหวาน อุดมวิตามินมากมาย ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณเป็นอย่างดีโดยส่วนตัวผมชอบกาแฟวีแกน ของร้าน BEGAN VEGAN เป็นพิเศษ ลองสั่งคาปูชิโน่กับลาเต้มาจิบดู รสชาติกลมกล่อมละมุน ไม่เข้มจนเกินไป ยังคงกลิ่นรสกาแฟครบถ้วน และนุ่มลื่นด้วยส่วนผสมของนมสกัดจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ดื่มแล้วรู้สึกกะปรี้กะเปร่าขึ้นมาเลย
เย็นชื่นใจ เข้มกำลังดี ดื่มแล้วมีแรงออกไปเดินเที่ยวย่านท่าเตียนต่อได้สบายใหม่ล่าสุด เครื่องดื่มสุขภาพที่คุณบีคิดค้นสูตรขึ้นมาเอง “น้ำใบบัวบกผสมนมข้าวโอ๊ต” แบรนด์ณิมน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่แพ้นมวัว ความเก๋คือด้านหลังขวดมีบทกลอนบรรยายสรรพคุณอันมีประโยชน์ของน้ำใบบัวบกไว้อย่างน่ารัก ถึงแม้จะไม่อกหักช้ำใจก็ดื่มได้จ้า มีสรรพคุณมากมาย ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิตสูง และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในร่างกายด้วยนะบทกลอนด้านหลังขวดน้ำใบบัวบกผสมนมข้าวโอ๊ต ขนมอร่อยอีกอย่างที่ห้ามพลาดชิม คือ คุกกี้แนววีแกน 100%” บรรจุในกล่องสวยงาม มี 4 รสให้เลือกตามชอบ คือ Flourless Cashew, Flourless Almond Choc-chip Chocolate chip และ Banana Oatmeal Raisin ซึ่งทั้งหมดเป็นคุกกี้ที่ปราศจากมาการีน น้ำตาลขัดสี สารกันเสีย น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม โดยคุณบีและทีมงานลงมือทำด้วยตัวเองเลยนอกจากอาหารวีแกนร้อยเปอร์เซนต์ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ร้าน BEGAN VEGAN ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ เป็นของฝากน่ารักๆ ติดมือกลับบ้านด้วย ในภาพนี้คือ “เทียนหอม” ทำจากไขถั่วเหลืองธรรมชาติ 100% (Soy Wax) ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีใดๆ ใส่มาในกะลามะพร้าวครึ่งซีก ได้กลิ่นอายความเป็นไทยสุดๆเทียนหอมธรรมชาติในกะลามะพร้าวเก๋ไก๋ของ ร้าน BEGAN VEGAN ผลิตจากไขถั่วเหลืองบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซนต์ ใช้จุดในบ้านกลิ่นหอมอ่อนๆ ชื่นใจ ให้ความรู้สึกสดชื่นแบบธรรมชาติ
ด้านหน้า ร้าน BEGAN VEGAN มีพืชผักผลไม้ออร์แกนิคที่ปลูกจากฟาร์มของศูนย์สุขภาพเชตวัน อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม วางจำหน่ายด้วยมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิค จากฟาร์มธรรมชาติของศูนย์สุขภาพเชตวัน อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม ดื่มแล้วชื่นใจอย่าลืมนะครับ ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศ มานั่งทานอาหารสุขภาพในร้านเล็กๆ น่ารัก อัดแน่นด้วยคุณภาพ สร้างสรรค์ และความใส่ใจ ต้องไม่ลืม ร้าน BEGAN VEGAN ท่าเตียน ของคุณบี ณิชมน ตั้งตรงจิตร และทีมงาน

หลังจากอิ่มกายอิ่มใจกันที่ ร้าน BEGAN VEGAN แล้ว ไม่ควรพลาดโอกาสเดินทอดน่องสัมผัสความสวยงามย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถวท่าเตียน ท้องสนามหลวง และพระบรมมหาราชวัง ยังมีวัดวาอารามสำคัญให้ชื่นชมอีกหลายแห่ง ทั้งวัดอรุณราชวรารามฯ (วัดแจ้ง) วัดพระแก้ว และวัดโพธิ์ ต้นตำรับการนวดไทยอันมีชื่อเสียงวัดพระแก้ว สถานที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกตคู่บ้านคู่เมืองสยามพระนอนวัดโพธิ์ พุทธศิลป์งามล้ำทำให้ต้องตะลึงนวดแผนไทยโบราณที่วัดโพธิ์ กับสำนักเชตวัน

ร้าน BEGAN VEGAN 

Address : ซอยท่าเตียน ถนนมหาราช กรุงเทพฯ ฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์ (ปากซอยมีธนาคารกรุงไทยอยู่ข้างหน้า)

เปิดทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น.

โทร. 08-0226-5770 / FB : Began Vegan / Line : @beganvegan / IG : Began.vegan

AVIYANA HUA HIN อัญมณีแห่งใหม่บนชายหาดชะอำ

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว อวิญานา หัวหิน (AVIYANA HUA HIN) รีสอร์ทติดทะเลแห่งใหม่บนชายหาดชะอำ มีพื้นที่กว้างขวางถึง 14,400 ตารางเมตร ออกแบบทันสมัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะคู่รัก และคนที่ชอบความเงียบสงบ เสมือนสวรรค์แห่งการพักผ่อน ผสมผสานการออกแบบในสไตล์โมเดิร์นและความสวยงามของธรรมชาติหาดทรายชายทะเลอย่างลงตัว

สระว่ายน้ำวิวพาโนรามาของ AVIYANA HUA HINคณะผู้บริหาร AVIYANA HUA HIN

คุณสุมาลี คูรานา (กลาง) CEO, คุณณิชาภัทร ศรีสำราญ Sales Executive (ขวา), คุณชาญชัย ปรีชา General Manager (ซ้าย)
คุณสุมาลี คูรานา CEO AVIYANA HUA HIN
ตัดริบบิ้นเปิดอย่างเป็นทางการ ในบรรยากาศแห่งความสุข เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2024 โดยครอบครัวของ CEO AVIYANA HUA HIN คุณสุมาลี คูรานา

AVIYANA HUA HIN ออกแบบในสไตล์โมเดิร์น ผสานธรรมชาติอันงดงามของอ่าวไทย มีจำนวน 115 ห้อง

ห้อง Superior ขนาด 40 ตร.ม. จำนวน 37 ห้อง

ห้อง Deluxe Sea View ขนาด 40 ตร.ม. จำนวน 62 ห้อง

Oasis Beachfront Villa ขนาด 53 ตร.ม. จำนวน 8 ห้อง

Ambassador Suite แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 247 ตร.ม. จำนวน 1 ยูนิต (2 ห้อง)

Ocean View Suite แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 165 ตร.ม. จำนวน 3 ยูนิต (2 ห้อง)

ราคาเริ่มต้นเพียง 3,500 บาทต่อคืน

มองเห็นวิวทะเลชะอำสุดชิวอยู่ใกล้แค่เอื้อม คู่รักที่กำลังมองหาบรรยากาศโรแมนติก AVIYANA HUA HIN คือคำตอบที่คุณกำลังมองหาอย่างแน่นอน ริมทะเลยามเย็นที่ AVIYANA HUA HIN ช่างโรแมนติกสุดๆ จริงๆ

ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม AVIYANA HUA HIN รังสรรค์เมนูมากมายให้ได้ลิ้มลอง ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วย 3 ห้องอาหารและบาร์  เริ่มจาก Pomelo All-Day Dining ที่ให้บริการทั้งบุฟเฟต์อาหารเช้า มื้อกลางวันและมื้อเย็น ในรูปแบบอะลาคาร์ท ไม่ว่าจะเป็นอาหารนานาชาติ เอเชีย ไทย และอาหารท้องถิ่น

ถัดมาคือ Miss T Beach Café สุดชิลล์ดื่มด่ำบรรยายริมทะเล ชมความงามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ให้บริการมื้อกลางวันและมื้อเย็นในแบบอะลาคาร์ท มีเมนูฟิวชั่นนานาชาติให้เลือกหลากหลาย และยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยให้กลายเป็นจานหรู เช่น กะปิ สาโท และใบชะคราม นำเสนอด้วยความหรูหราแบบอาหารยุโรปได้อย่างลงตัว

เมนู Pasta Sato Crab Meat เป็นหนึ่งในจานที่สะท้อนถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างอาหารทะเลและวัตถุดิบพื้นบ้าน โดยนำพาสต้าหมึกดำผัดกับเนื้อปู ใบชะคราม และสาโท เสิร์ฟคู่กับขนมปังกระเทียม สร้างมิติของรสชาติที่ซับซ้อน แตกต่างไปจากพาสต้าเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

จุดเด่นของเมนูนี้คือรสชาติที่ซับซ้อนจากเนื้อปูสด ผสานกับความหอมของสาโท เชฟของ AVIAYNA HUA HIN เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างใบชะคราม ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านของชายฝั่งอ่าวไทย มาสร้างสรรค์ในจานอาหารยุโรปอย่างมีเอกลักษณ์ การนำสาโทและใบชะครามมาใช้ในเมนูพาสต้า ถือเป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมอาหารยุโรปและไทยอย่างลงตัว ห้ามพลาดชิมเด็ดขาดเลย

นอกจากนี้ AVIYANA HUA HIN มีพื้นที่รองรับการจัดงานในโอกาสพิเศษ อย่างห้องบอลรูม AVOWS เป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ สามารถรองรับแขกได้มากถึง 300 คน เหมาะสำหรับการจัดกิจกรรมสำคัญ เช่น พิธีหมั้น งานแต่งงานทั้งแบบไทย อินเดีย ตะวันตก รวมถึงการประชุมสัมมนา รวมถึงพื้นที่จัดงานกลางแจ้ง Siamara สำหรับจัดงานเลี้ยงส่วนตัวบนดาดฟ้า และยังมีสนามหญ้า 1,400 ตารางเมตร ที่เหมาะสำหรับกิจกรรมในบรรยากาศธรรมชาติด้วย

สำหรับพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ AVIYANA HUA HIN มีห้องฟิตเนสไว้ให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการยืดกล้ามเนื้อ คาร์ดิโอ หรือบอดี้เวท และในอนาคตจะมีโซนสำหรับเด็กๆ ด้วย เช่น โซนของเล่น และมุมอ่านหนังสือ

สัมผัสการพักผ่อนอย่างมีระดับ ใกล้กรุงเทพฯ ที่อวิญานา หัวหิน (AVIYANA HUA HIN)

สอบถามเพิ่มเติม โทร. 032-512-311 

Instagram : @aviyanahuahin

 จองห้องพักได้ที่ : booking@aviyanahuahin.com

Website : https ://aviyanahuahin.com/

Facebook : Aviyana Hua Hin 

Ventisi TRAPPOLINI Wine Dinner with Cafe’ Buongiorno

ในโลกของไวน์ แน่นอนว่า “อิตาลี” ย่อมเป็นดินแดนในฝัน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปีตั้งแต่ยุคกรีกโรมัน ภูมิประเทศ ลมฟ้าอากาศ และวัฒนธรรมของประเทศริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนี้ ให้กำเนิดองุ่นท้องถิ่นกว่า 1,000 ชนิด ซึ่งไม่น้อยกว่า 300 ชนิดในจำนวนนั้น ได้รับการคัดสรรมาบ่มหมักเป็นไวน์ที่มี Character และ Unique มาก

วันนี้เราจะมาสัมผัสประสบการณ์พิเศษ กับไวน์ท้องถิ่นชั้นเลิศของอิตาลี จากไร่ TRAPPOLINI และ ARRIGONI ผู้มีประสบการณ์ยาวนานหลายชั่วอายุคน นำเข้ามาในประเทศไทยโดย Cafe’ Buongiorno บริษัทนำเข้า Boutique Wine จากทุกภาคของอิตาลี ให้เราลิ้มรสในบรรยากาศเป็นกันเอง ณ ห้องอาหาร Ventisi ชั้น 24 โรงแรม Centara Grand Central World
ไวน์และเมนูอาหารที่ paring ได้เข้ากันสุดๆ สำหรับค่ำคืนนี้ ขอต้อนรับสู่ความเลิศหรูของห้องอาหาร Ventisi ชั้น 24 โรงแรม Centara Grand Central World Bangkok Chef Andrea Montella แห่งห้องอาหาร Ventizi กล่าวถึงอาหารอิตาเลียนสไตล์ Tuscany ที่เสิร์ฟครั้งนี้ และไวน์มาตรฐานสูงจาก TRAPPOLINI Winery นำเข้าโดย Cafe’ Buongiorno (ภาพจาก : คุณสุเทพ ช่วยปัญญา / เว็บไซต์ The Way News)Mr.Nicolas Loreau, Director of Food & Beverage กล่าวขอบคุณแขกทุกท่าน ที่มาร่วมรับประทานอาหารอิตาเลียนสุดพิเศษ และไวน์ชั้นเลิศในค่ำคืนนี้ (ภาพจาก : คุณสุเทพ ช่วยปัญญา / เว็บไซต์ The Way News) เมื่อความหรูหรา มาบวกกับวิวสวยๆ อาหารอร่อยๆ และบริการอันอบอุ่น “ความสุข” จึงเกิดขึ้นที่ Ventisi (ภาพจาก : คุณสุเทพ ช่วยปัญญา / เว็บไซต์ The Way News)พาคนพิเศษมานั่งดินเนอร์กัน ชมวิวสวยๆ ของมหานครกรุงเทพฯ มุมสูง ที่ห้องอาหาร Ventisi
Chef Andrea Montella บรรจงปรุงอาหารแบบอิตาเลียนภาคกลาง ไว้แพริ่งกับไวน์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว แค่เห็นเนื้อเซอร์ลอยน์ชิ้นใหญ่ๆ cook แบบ Medium Rare ก็น้ำลายสอแล้วฮะ (ภาพจาก : คุณสุเทพ ช่วยปัญญา / เว็บไซต์ The Way News)

เรียกน้ำย่อยด้วย ขนมปังฟอคคาเซีย” (Focaccia) เนื้อนุ่มหนึบ กลิ่นหอมแป้งสาลีผสมน้ำมันมะกอก เป็นขนมปังคู่บ้านคนอิตาเลียน กินเมื่อไหร่ก็อร่อย มีเครื่องเคียงเป็นซอสถั่ว และมะเขือเทศคลุกน้ำมันมะกอก กินคู่กับ Sparkling Wine ชั้นเลิศจากภาคเหนือของอิตาลี Otello Prosecco DOC ของ ARRIGONI Vineyard ซึ่งเป็น Wine Producer เก่าแก่และมีชื่อเสียง ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1913 การจะเรียกไวน์ตัวใดว่าเป็น “โปรเซคโก้” (Prosecco) ได้ ต้องผลิตมาจากเขตโปรเซคโก้ ในแคว้นเวเนโต (Veneto) เท่านั้น Prosecco เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆในแคว้นนี้ นิยมใช้องุ่นพันธุ์ เกลียร่า (Glera) มาทำครับ

โปรเซคโก้จากเมืองเทรวิโซ่ (Treviso) ตัวนี้ มีความ Balance ของรสชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเสิร์ฟเย็นเจี๊ยบ 8-10 องศาเซลเซียส เนื้อไวน์ละมุนสีเหลืองฟางอ่อน (Pale Straw) แอลกอฮอล์ต่ำ 11 เปอร์เซนต์ Body นุ่มลึก มีความ Extra Dry (หวานกลางๆ) เด่นด้วยกลิ่นดอกไม้ป่า อัลมอนต์ และแอปเปิลเขียวชัดเจน จิบแล้วทิ้งความหอมหวานไว้ทั่วปาก ไวน์ Body ไม่ Waxy เกินไป พรายฟอง (Bubbles) เล็กๆ เบาๆ ซู่ซ่ากำลังดี จิบเพลินARRIGONI Vineyard  เป็น Wine Producer ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่กว่า 110 ปีแล้ว ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1913 ผลิตไวน์ต่อเนื่องกันมา 4 ชั่วอายุคน โดยเริ่มในแคว้นลิกูเรีย (Liguria) และทัสคานี (Tuscany) ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกองุ่นในแคว้นเวเนโต (Veneto) ด้วย ซึ่งภูมิประเทศเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผลิตไวน์ขาว เพราะอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำ พื้นที่เป็นภูเขา เนินเขา สลับทุ่งหญ้า กลางวันแดดเจิดจ้า กลางคืนหนาว เช้ามีหมอกพูดคุยสรวนเสเฮฮาเป็นกันเองที่ห้องอาหาร Ventisi มื้อนี้มี Italian Wine หายาก และอาหารอร่อยเติมเต็มความสุข
เมนูแรกวันนี้ เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 5 อย่าง portion เล็กๆ น่ารัก กระตุ้นน้ำย่อยได้ดีเลย ประกอบด้วย

Crostini Di Fegatini Di Pollo (ขนมปังครอสทินิ ท็อปปิ้งด้วยตับเป็ด)

Pizza Bianca Con La Mortadella Stracciatella E Il Pesto Di Pistacchio (พิซซ่าจิ๋วเนื้อแป้งขาวสไตล์ Rome สลับไส้เป็นชั้นๆ กับชีสและถั่วพิสตาชิโอ้เพสโต้)

Olive Schiacciate (มะกอกอิตาเลียนใส่พริกและยี่หร่า)

Zuppetta Di Lenticchie Di Castelluccio (ซุปถั่วเลนทิล เสิร์ฟในแก้วช็อต)

Suppli Al Telefono (รีซอตโต้เนื้อวัว ผสมมอสซาเรลล่าชีส และชีสนมแกะ 100 เปอร์เซนต์)

ทั้งหมดแพร่ิงกับไวน์ขาวสุดพิเศษ CROGNETO Bianco, Orveto Classico DOC ปี 2022 จากแคว้นอุมเบรีย

CROGNETO Bianco DOC ของ TRAPPOLINI เป็นไวน์ขาวตามแบบฉบับอิตาลีภาคกลางแท้ๆ เพราะใช้องุ่นพันธุ์ท้องถิ่นมา Blended กันถึง 5 ชนิด คือ Grechetto (องุ่นขาวที่กำเนิดจากกรีซ ปลูกมากในภาคกลางของอิตาลี นิยมใช้ blend), Procanico (องุ่นขาวที่ปลูกมากในแคว้นอุมเบรีย ออวิเอโต้ ลาซิโอ้ และเขตลาทิอุม-Latium เชื่อว่ากลายพันธุ์มาจากองุ่น Trebbiano Toscano ซึ่งมีความเปรี้ยวมาก นิยมใช้ผสมในการผลิตบรั่นดีและคอนญัค), Malvasia (องุ่นขาวที่ปลูกมากในแถบเมดิเตอร์เรเนียน นิยมใช้ blend), Drupeggio (องุ่นขาวที่ปลูกในอิตาลีภาคกลาง ใช้ผลิตไวน์ระดับ DOC) และ Verdello (องุ่นขาวที่ปลูกมาในแคว้นอุมเบรีย ใช้ผลิตไวน์ระดับ DOC) ทำให้ได้ไวน์ขาวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เข้มข้น ซับซ้อน นุ่มลึก ติดขมปลายลิ้นเล็กน้อย เนื้อไวน์สีเหลืองฟางอ่อน มีกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ แอลกอฮอล์ 13 เปอร์เซนต์ ดื่มได้เพลินมาก Blended ยอดเยี่ยมTRAPPOLINI Vineyard เป็นไร่ไวน์เก่าแก่ที่ผลิตไวน์ชั้นเลิศมากว่า 3 ชั่วอายุคนแล้ว ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1961 โดยมีฐานการผลิตอยู่ในภาคกลางของอิตาลี ในดินแดนที่เป็น Landlock ไม่มีทางออกทะเลของแคว้นอุมเบรีย (Umbria) ใกล้เขตรอยต่อแคว้นลาซิโอ (Lazio-ที่ตั้งกรุง Rome) ความโดดเด่นคือ พวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมในการบ่มหมักไวน์ และใช้องุ่นพันธุ์ท้องถิ่นของอิตาลีแทบจะร้อยเปอร์เซนต์ ซึ่งวันนี้มีทั้งไวน์ขาวและไวน์แดงให้เราลิ้มรส

ความพิเศษอีกอย่างของ TRAPPOLINI Wine คือเป็นไวน์สไตล์ภาคกลางของอิตาลี ที่ปลูกในเขต “ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน” แท้ คือมีแดดตลอดปี ฤดูร้อนจะร้อนแบบแห้งๆ ส่วนฤดูหนาวมีฝนตก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1,000 มิลลิเมตร ซึ่งดีต่อการเติบโตขององุ่นพันธุ์ท้องถิ่นจริงๆ ครับChef Andrea Montella บรรจงเตรียมเมนูถัดไปด้วยตัวเองคอร์สถัดมา Ricotta Cheese Dumpling” ปั้นเป็นก้อนกลม กินคู่กับซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิลฤดูร้อน น้ำซอสนุ่มนวล รสเค็มเล็กน้อย ความข้นมันกำลังดี ส่วนเนื้อรีคอตต้าชีสก็นุ่มละมุน ละลายในปากแบบไม่ต้องเคี้ยว กินคู่กับไวน์แดง ARCADIA CROGNETO ROSSO, Lazio IGT ปี 2020 มีความเปรี้ยวนำ แต่ smooth เสริมรสกันได้ยอดเยี่ยมRicotta Cheese Dumpling จริงๆ แล้วคือ “เวย์ชีส” (Whey Cheese) ซึ่งก็คือน้ำที่เหลือจากการผลิตชีส เรียกว่า “Whey” เป็นตัวเดียวกับเวย์โปรตีนที่เอาไปสกัดเป็นผงชงให้นักกีฬาหรือคนป่วยกิน คำว่า “Ricotta” แปลว่า “Recooked” โดยครั้งแรกเอาชีสไปต้มให้เหลือ Whey แล้วเอา Whey ไปต้มอีกครั้ง จนได้ตะกอนนิ่ม กลายเป็น Fresh Cheese พวกเดียวกับ Mozzarealla Cheese แต่เก็บได้นานกว่า เพราะเติมเกลือ และส่วนใหญ่เป็นโปรตีน ไม่มีครีม

Red Wine ARCADIA CROGNETO ROSSO, Lazio IGT ปี 2020 จากแคว้นลาซิโอ (Lazio) มีปริมาณแอลกอฮอล์กลางๆ 13.5 เปอร์เซนต์ blend ด้วยองุ่นชั้นเลิศ 2 สายพันธุ์ คือ “ซานโจเวเซ่” (Sangiovese) และ “มอนเตพูลชิอาโน่” (Montepulciano) ซึ่งเป็นพันธุ์องุ่นที่นิยมปลูกมากที่สุดอันดับ 1 และ 2 ในอิตาลี ทั้งคู่เป็นระดับเรือธง สำหรับองุ่น Sangiovese มีนิกเนมว่า “โลหิตแห่งพระเจ้า” ด้วยสีแดงเข้ม Full Body แบบไม่เกรงใจใคร รสชาติจัดจ้านด้วย Acidity (ความเปรี้ยว) ค่อนข้างสูง ทว่า Tannin smooth สะท้อนความเป็น Italian Wine ได้ดีสุดๆ

ส่วนองุ่น Montepulciano ชอบอากาศร้อน จึงปลูกมากในอิตาลีภาคกลางและภาคใต้ ให้น้ำไวน์ที่มีเนื้อสัมผัส กลิ่น และรสยอดเยี่ยม สีแดงราวกับผลเชอร์รี่ เนื้อใสมาก กลิ่นอบอวลด้วยผลไม้สีแดงและสีดำ ทั้ง Black Berry, Black Current, Raspberry, Dark Chocolate, วานิลลา, เชอร์รี่ และใบยาสูบ (Tobacco)

เมนูพระเอกในวันนี้คือ Tagliata Di Manzo, Flan Di Spinaci, Patate Fondenti  เนื้อวัวเซอร์ลอยน์ย่าง Medium Rare ชิ้นใหญ่ สไตล์ Tuscan กินคู่กับผักโขมอบ และมันฝรั่งนุ่ม นุ่มได้ใจละลายในปาก กับเนื้อเซอร์ลอยน์ชิ้นนี้ น้ำซอสเกรวี่ก็เข้ากันดี้ดี โรยพริกไทยดำป่นลงไปนิด ช่วยเพิ่มรสชาติเนื้อเซอร์ลอยน์ได้วิเศษเนื้อเซอร์ลอยน์ชั้นเลิศ ต้องจับคู่กับ Red Wine CUCCAIA ROSSO, IGT Toscana ปี 2022 ของ TRAPPOLINI ซึ่งใช้องุ่น 2 สายพันธุ์ blended กันอย่างยอดเยี่ยม คือ ซานโจเวเซ่ (Sangiovese) 60 เปอร์เซนต์ และ แมร์โล (Merlot) 40 เปอร์เซนต์ แอลกอฮอล์กลางๆ 13 เปอร์เซนต์ แพร่ิงกับอาหารจำพวกเนื้อแดงได้ยอดเยี่ยม

ไวน์แดงตัวนี้จัดเป็น Super Tuscan Wine ที่ห้ามพลาด สีแดงทับทิมเข้มข้น กรุ่นกลิ่นหอมและรสของผลเบอร์รี่ป่า ลูกพลัม และมีกลิ่นรสเครื่องเทศชัดเจน โดยรวมถือเป็น Boutique Wine ที่ละมุน แทนนินลื่นดุจแพรไหม รักเลยครับ
ปิดท้ายด้วยขนมหวานอร่อยๆ Torta Pinolata พายสไตล์ Tuscan ไส้ถั่วและครีมทาร์ต กินเคียงกับไอศกรีมวานิลลาหวานชื่นใจมากตัวจบของอาหารอิตาเลียนจริงๆ ถ้าไม่ใช่ Sweet Wine ก็คือ “Limoncello” หรือน้ำเลมอนด์เข้มข้นสไตล์อิตาเลียน ทำจากเปลือกเลมอนด์สกัด ดื่มแล้วช่วยย่อยได้ดีสุดๆ ครับสนใจชิมไวน์ทั้ง 20 แคว้นของอิตาลี และสั่งซื้อไวน์อิตาเลียนหายาก ติดต่อ Cafe’ Buongiorno Tel. 06-2494-1649 (คุณพิม)Booking โต๊ะรับประทานอาหาร และชิม Italian Wine อย่างดีได้ที่ โทร. 02-100-6255

diningcgcw@chr.co.th

Pietraserena Tuscany Wine Dinner @Ventizi Centara Grand Central World

Story ชาธร โชคภัทระ / Photos สุเทพ ช่วยปัญญา

กลิ่นขนมปังหอมกรุ่นที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ไวน์สีแดงทับทิมเข้มข้นที่ถูกรินใส่แก้วทรงสูง อาหารอิตาเลียนสไตล์ทัสคานีแสนอร่อย และผองเพื่อนสนิทที่มารวมตัว นั่งพูดคุยสรวนเสเฮฮากันอีกครั้ง คือบรรยากาศพิเศษที่ คาเฟ่ บวนจอร์โน่ (Cafe’ Buongiorno) รังสรรค์ให้เกิดขึ้น ในค่ำคืนวันที่ 20 กันยายน 2023 ณ ห้องอาหาร หรู Ventizi ชั้น 24 โรงแรม Centara Grand Central World Bangkokหลังจาก Cafe’ Buongiorno ได้ชวนเรามาลิ้มลอง Boutique Wine ชั้นเลิศจากแคว้นต่างๆ ของอิตาลีแล้วหลายครั้ง คืนนี้ก็ถือว่าพิเศษไม่แพ้ครั้งไหนๆ เพราะเรากำลังจะพาตัวและหัวใจบินลัดฟ้าสู่ แคว้นทัสคานี (Tuscany) หรือ ทอสคานา (Toscana) สวรรค์ของการผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงของโลกมาช้านาน บวกกับอาหารอิตาเลียนแท้ๆ จาก Chef Andrea Montella แห่งห้องอาหาร Ventizi ก็ยิ่งช่วยให้ความสุขอบอวลอยู่ในทุกอณู อาหารคืนนี้แพริ่งกับ White & Red Wine ได้ยอดเยี่ยม ตั้งแต่ Otello Prosecco ที่ซู่ซ่าสดชื่นกำลังดี ตามาด้วยไวน์ขาว Vigna del Sole ซึ่งใช้องุ่นพันธุ์หายาก Vernaccia จากนั้นก็เป็นไวน์แดงรสเปรี้ยวนำอย่าง Poggio Al Vento ใช้องุ่นยอดฮิต Sangiovese และปิดท้ายด้วยพระเอกของคืนนี้ ที่ดูจะเข้มข้นสุด คือ Caulio ไวน์แดงผสมองุ่น 3 สายพันธุ์ ทั้ง Sangiovese, Malvasia Nera และ Syrah ช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นอีกล้านเท่า
ห้องอาหาร Ventizi ชั้น 24 โรงแรม Centara Grand Central World Bangkok บรรยากาศดีวิวหลักล้าน มองเห็นพระอาทิตย์ตกของกรุงเทพฯ มุมสูง น่าประทับใจมาก Mr.Robert F. Maurer-Loeffler, General Manager and Corporate Director of Operations โรงแรม Centara Grand Central World Bangkok พร้อมต้อนรับทุกท่าน
บรรยากาศส่วน VIP ของห้องอาหาร Ventizi หรูหราและมีความเป็นส่วนตัวดีมาก เหมาะมานั่งสังสรรค์กันเพลินๆ ห้องอาหาร Ventizi มีหลายมุมหลายบรรยากาศให้เลือก คนที่ชอบวิวโปร่งโล่งสบายตา เลือกโต๊ะตรงมุมกระจก มองเห็นตึกระฟ้า และแสงยามเย็นของกรุงเทพฯ ได้น่าประทับใจ โต๊ะส่วนตัวแบบโรแมนติกกันสองคนก็มี

เรียกน้ำย่อยด้วย ขนมปังฟอคคาเซีย” (Focaccia) เนื้อนุ่มหนึบ กลิ่นหอมแป้งสาลีผสมน้ำมันมะกอก เป็นขนมปังคู่บ้านคนอิตาเลียน ที่กินเมื่อไหร่ก็อร่อย มีเครื่องเคียงเป็นซอสถั่ว และมะเขือเทศคลุกน้ำมันมะกอก กินคู่กับ Sparkling Wine ชั้นเลิศจากทางภาคเหนือของอิตาลี Otello Prosecco DOC ของ Arrigoni Vineyard การจะเรียกไวน์ตัวใดว่าเป็น “โปรเซคโก้” (Prosecco Wine) ได้อย่างแท้จริง ต้องผลิตมาจากเขตโปรเซคโก้ ที่ปลูกอยู่ในแคว้นเวเนโต (Veneto) เท่านั้น Prosecco เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในแคว้นนี้ และนิยมใช้องุ่นพันธุ์ เกลียร่า (Glera) ในการทำมากที่สุด

เริ่มต้นด้วย Sparkling Wine Otello Prosecco จากเมืองเทรวิโซ่ (Treviso) ตัวนี้ มีความ Balance ของรสชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเสิร์ฟเย็นเจี๊ยบ 8-10 องศาเซลเซียส เนื้อไวน์ละมุนสีเหลืองฟางอ่อน (Pale Straw) แอลกอฮอล์ต่ำ 11% ดื่มง่าย มีความ Extra Dry (หวานกลางๆ) เด่นด้วยกลิ่นดอกไม้ป่า อัลมอนต์ และแอปเปิลเขียวชัดเจน จิบแล้วทิ้งความหอมหวานไว้ทั่วปาก และทิ้งรสขมนิดๆ ไว้ที่โคนลิ้น เหมาะกินคู่กับ Starters กุ้งหอยปูปลานานาชนิด ถือเป็นไวน์ที่ Body ไม่ Waxy พรายฟอง (Bubbles) เล็กๆ เบาๆ ซู่ซ่ากำลังดี จิบเพลินไวน์ทั้งหมดที่เสิร์ฟในคืนนี้มาจาก Arrigoni Wine Producer ที่มีชื่อเสียง และเก่าแก่กว่า 110 ปีแล้ว ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1913 ผลิตไวน์ต่อเนื่องกันมา 4 ชั่วอายุคน โดยเริ่มในแคว้นลิกูเรีย (Liguria) และทัสคานี (Tuscany) ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกองุ่นในแคว้นเวเนโต (Veneto) ด้วย ภูมิประเทศเป็นภูเขา เนินเขา สลับทุ่งหญ้า กลางวันแดดเจิดจ้า กลางคืนหนาว ช่วงเช้ามีหมอก นี่คือยูโทเปียในอุดมคติของการปลูกองุ่น (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/)ไวน์ขาวและไวน์แดงที่เราได้ลิ้มลองในคืนนี้เป็นไวน์มาตรฐานสูง DOC และ DOCG ผลิตขึ้นจากไร่ Pietraserena Vinyard ของตระกูล Arrigoni ไร่ตั้งอยู่ใจกลาง เมืองซาน จิมิกนาโน่ (San Gimignano) จังหวัดเซียน่า (Siena) แคว้นทัสคานี เป็นเมืองโบราณสมัยยุคกลาง เป็นมรดกโลกของ UNESCO ด้วย เพราะยังมีหอคอยหินสูงเด่น และบ้านสไตล์โบราณ ล้อมรอบด้วยเนินเขาที่มีไร่ไวน์ทอดไกลออกไป โดยเฉพาะองุ่นพันธุ์ Vernaccia ถือเป็นพันธุ์เฉพาะถิ่นหายากของที่นี่ รำ่ลือกันว่าเป็นไวน์ขาวเนื้อสัมผัสนุ่มดุจแพรไหม! (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/) ไร่องุ่น Pietraserena คือพื้นที่หัวใจสำคัญของเมืองโบราณมรดกโลก San Gimignano (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/)เมนูเรียกน้ำย่อยในวันนี้มีหลากหลาย ทั้งซุปมะเขือเทศช็อต, หอยแมลงภู่ดำอิตาเลียนอบชีส สไตล์ Viareggio, Tuscan Salami เกรดพรีเมียม, ขนมปังถั่วลูกไก่ ท็อปปิ้งด้วยซาลามี่หมู Colonnata, ขนมปัง Classic Brucetta เนื้อหนานุ่ม โรยหน้าด้วยมะเขือเทศซอยละเอียด คลุกเคล้าน้ำมันมะกอก กระเทียม และโหระพาอิตาเลียน ว่ากันว่า Tuscan Salami ที่เสิร์ฟในคืนนี้ เป็นหนึ่งในซาลามี่ดีที่สุดในอิตาลีเลยก็ว่าได้ ลองชิมแล้วเนื้อมีความนุ่มละมุน กลิ่นหอมขึ้นจมูก รสไม่เค็มจัด กินคู่กับไวน์ขาว Vigna del Sole มีความสุขใจทุกจิบเลยล่ะ ซุปมะเขือเทศในแก้วช็อต เสิร์ฟมาพร้อม หอยแมลงภู่ดำอิตาเลียนอบชีส สไตล์วิอาเร็กจิโอ้ (Viareggio) เมืองชายทะเลของแคว้นทัสคานี จิบ Vigna del Sole ตามเข้าไป เสริมรสชาติกันยอดเยี่ยม ทำให้นึกถึงน้ำทะเลสีฟ้าครามของที่นั่นไวน์ขาวอันโด่งดัง Vigna del Sole มาตรฐานสูงสุดระดับ DOCG ปี 2022 จากไร่ Pietraserena เมือง San Gimignano ผลิตจากองุ่นพันธุ์หายาก “เวอร์แน๊กเชีย” (Vernaccia) ซึ่งมีปลูกเฉพาะในแคว้นทัสคานีเท่านั้น เคยโด่งดังมากในช่วงศตวรรษที่ 13-14 เพราะเสิร์ฟขึ้นโต๊ะพระกระยาหารของกษัตริย์เท่านั้น กวีดังแห่งอิตาลี ดังเต้ (Dante) รวมถึงสถาปนิกชื่อก้องโลก มีเกลันเจโล (Michelangelo) ก็เคยกล่าวถึงองุ่นชนิดนี้ไว้เช่นกัน

Vigna del Sole เคยได้รับรางวัลจากการประกวดมากถึง 11 ครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994-2017 ถือเป็น Boutique Wine ระดับเหรียญทองที่มี Character เฉพาะตัวมาก น้ำไวน์สีฟางเข้ม Medium Body ให้กลิ่นขนมปัง วานิลลา และอัลมอนด์ ชัดเจน ทิ้งความหอมหวานอมเปรี้ยวเพียงเล็กน้อยไว้ในปาก ถือว่ามีความผสมผสานลงตัว เหมาะดื่มกับ Starter จำพวก seafood ต่างๆ
คอร์สที่สองพิเศษมาก Ricotta Cheese Dumpling” ปั้นเป็นก้อนกลม กินคู่กับซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิลฤดูร้อน น้ำซอสนุ่มนวล รสเค็มเพียงเล็กน้อย ความข้นมันกำลังดี ส่วนเนื้อรีคอตต้าชีสก็นุ่มละมุน ละลายในปากแบบไม่ต้องเคี้ยวเลย เป็นอาหารเบาๆ กินคู่กับไวน์แดง Poggio Al Vento ที่มีความเปรี้ยวนำ เสริมรสชาติกันเหมือนเนื้อคู่

Poggio Al Vento เป็นไวน์แดงชั้นเลิศระดับ DOCG ปี 2020 ผลิตจากองุ่นพันธุ์ ซานโจเวเซ่ (Sangiovese) ซึ่งเป็นองุ่นที่ปลูกมากที่สุดในแคว้นทัสคานีและอิตาลี ลักษณะเด่นคือมีความเปรี้ยวนำ (High Acidity) จึงสามารถคงรสชาติ และกลบความมันของพาสต้า ชีส หรือซอสมะเขือเทศ ในอาหารอิตาเลียนได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ Poggio Al Vento ยังเป็นไวน์แดงจำพวก “เคียนติ” (Chianti Wine) ซึ่งผลิตในพื้นที่พิเศษเรียกว่า “เคียนติ” ในแคว้นทอสคานา (อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองฟลอเรนส์และเซียน่า) โดยแบ่งออกเป็น 7 sub-zone ใช้องุ่นพันธุ์ซานโจเวเซ่ผลิตไวน์แดงเป็นหลัก แบ่งระดับมาตรฐานตามระยะเวลาการบ่มหมัก (Aging Classification) คือ 2.5 ปี, 2 ปี, 1 ปี, 9 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ ไวน์ที่ได้จึงมีราคาสูงต่ำและคุณภาพต่างกัน ไล่ตั้งแต่เลิศสุด Grand Seleczione, Riserva, Classico, Superior และ Chianti ธรรมดา
Ricotta Cheese Dumpling ตัวนี้แท้จริงก็คือ “เวย์ชีส” (Whey Cheese) ซึ่งก็คือน้ำที่เหลือจากการผลิตชีส เรียกว่า “Whey” เป็นตัวเดียวกับเวย์โปรตีนที่เอาไปสกัดเป็นผงชงให้นักกีฬาหรือคนป่วยกินนั่นล่ะ คำว่า “Ricotta” แปลว่า “Recooked” โดยครั้งแรกเอาชีสไปต้มให้เหลือ Whey แล้วเอา Whey ไปต้มอีกครั้ง จนได้ตะกอนนิ่ม กลายเป็น Fresh Cheese จำพวกเเดียวกับ Mozzarealla Cheese แต่เก็บได้นานกว่า เพราะมีการเติมเกลือ และส่วนใหญ่ก็เป็นโปรตีน ไม่มีครีม ความคึกคักของห้องอาหาร Ventizi กับ Pietraserena Tuscany Wine Dinner มาถึง Main Course ที่กินกับไวน์แดงได้อร่อยล้ำ “สตูแก้มเนื้อวัววากิว” ตุ๋นนานถึง 24 ชั่วโมง แบบ Slow Cook ราดซอสพริกไทยดำผสมไวน์แดงเคียนติ

ไวน์แดงที่ใช้แพริ่งกับเมนูนี้ต้องยกให้ Caulio, Chianti DOCG ปี 2018 อันโด่งดัง เคยได้รับรางวัลจากการประกวดไม่ต่ำกว่า 9 ครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993-2017 Blend จากองุ่น 3 สายพันธุ์ ทั้ง Sangiovese, Malvasia Nera และ Syrah ในสัดส่วนเหมาะเจาะลงตัว น้ำไวน์จึงมีสีทับทิมเข้มข้น Full Body หนักแน่น แต่มีความ Balance เป็นเลิศ แทนนินลื่นเหมือนแพรไหม รสชาติไม่ Fruity แอลกอฮอล์ 14% นุ่มลึกดี จิบแล้วทิ้งกลิ่นวานิลลาและผลไม้ป่าไว้ในปาก กินคู่กับสตูแก้มวัววากิวเนื้อนุ่ม ไวน์ยังทิ้งรสเปรี้ยวนิดๆ ไว้ที่โคนลิ้นด้วย เพราะมีองุ่นซานโจเวเซ่ผสมอยู่นั่นเอง
ก่อนกินก็ต้องราดซอสพริกไทยดำ ผสม Chianti Red Wine ซะก่อนปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุข กับเมนูของหวานโบราณจากเมืองฟลอเรสซ์ ซึ่งยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ คือ “Zuccotto Fiorentino” เป็นเค้กเนื้อฟองน้ำนุ่มนิ่มรูปโดม ไส้ตรงกลางเป็นครีม ชีส Tiramisu หรือไอศกรีมรสชาติต่างๆ และ Ricotta ครีมช็อกโกแลต กินพร้อมผลไม้รสหวาน ว่ากันว่ารูปร่างโดมของเค้กนี้มาจากยอดโดม Florence Cathedral มหาวิหารหลักของเมืองฟลอเรนซ์ เค้กนี้กินคู่กับ Pompelmocello หรือน้ำองุ่นเปรี้ยวอมหวาน รสชาติคล้าย Limoncello ช่วยล้างความคาวออกจากปากได้หายเกลี้ยง
Mr.Nicolas Loreau, Director of Food & Beverage กล่าวขอบคุณแขกทุกท่านที่มาร่วมรับประทานอาหารและไวน์ชั้นเลิศในค่ำคืนนี้Chef Andrea Montella แห่งห้องอาหาร Ventizi กล่าวถึงอาหารอิตาเลียนสไตล์ทัสคานีที่เสิร์ฟในคืนนี้ และไวน์มาตรฐานสูงจาก Pietraserena Vinyard ของตระกูล Arrigoni อันเก่าแก่ นับเป็นการแพริ่งสุดวิเศษ และเราจะพบกันใหม่เร็วๆ นี้แน่นอนสนใจชิมไวน์ทั้ง 20 แคว้นของอิตาลี และสั่งซื้อไวน์อิตาเลียนหายาก ติดต่อ Cafe’ Buongiorno Tel. 06-2494-1649 (คุณพิม)

Booking โต๊ะรับประทานอาหาร และชิม Italian Wine ชั้นเลิศได้ที่ โทร. 02-100-6255

Pizza, Pasta and More @Le Meridien Bangkok

โรงแรม Le Meridien Bangkok โรงแรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะ ตั้งอยู่ในย่านสีลมอันคึกคักของกรุงเทพฯ ชวนนักชิมทุกท่านมาอร่อยกับ “Pizza, Pasta and More” อาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติแบบไม่อั้น All-You-Can-Eat ชวนน้ำลายสอ ที่ ห้องอาหาร Latest Recipe ได้แล้วตั้งแต่วันนี้

“Pizza, Pasta and More” ให้บริการตั้งแต่วันพุธ-อาทิตย์  แบบกินได้ไม่จำกัด นำเสนออาหารน่าทึ่งมากมายจากทั่วโลก เน้นความพิเศษของพิซซ่า พาสต้า ทาร์ทา ซุป และอีกหลากหลาย โดยเชฟประจำห้องอาหาร คัดสรรวัตถุดิบระดับพรีเมียม เช่น เห็ดทรัฟเฟิล ปลาแซลมอน และเนื้อปูแน่นๆ ปรุงตามสั่งที่สเตชั่นปรุงอาหารได้ตามต้องการ

Mr. Marco Cammarata / Executive Chef , Le Meridien Bangkok เชฟมากฝีมือชาวอิตาเลียน รังสรรค์ความอร่อยหลากเมนูให้ห้องอาหาร Latest Recipe

เริ่มต้นมื้อพิเศษแบบไม่อั้นที่ สลัดบาร์”  ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันและผักสดกรอบ ต่อด้วย สเตชั่นทาร์ทา” ที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ ให้เราเลือกรับประทานและปรุงในแบบที่ตัวเองชอบได้ มีทั้ง ทาร์ทาปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาทูน่า เนื้อชั้นดี และไข่ออร์แกนิก รวมทั้ง Cold Cut” ที่มีให้เลือกหลายแบบ ชีส เครื่องเคียง และเครื่องผสมอีกมากมาย

ใครที่ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนต้องตรงไปที่ สเตชั่นพาสต้า” ของเชฟ Marco โดยในแต่ละวันจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เช่น ทากลิโอนีโฮมเมดกับหอยลาย เฟตตูชินีกับซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำ และลิงกวินีฉู่ฉี่เนื้อปูทะเลสไตล์ไทย  หรือเราจะรังสรรค์ในแบบของตัวเองก็ได้ อีกมุมจะพบกับ พิซซ่าโฮมเมด” ทั้งหน้ามาร์เกอริต้า หน้าดิอาโวลา หน้าซีฟู้ดแบบไทย และอีกมากมาย  อีกมุมคือ “Friggitoria” ของทอดตามแบบฉบับดั้งเดิมของอิตาลี เชฟจะปรุงขนาดพอดีคำตามสั่ง เช่น ปูนิ่มทอดซิซิเลียน, อารันชินี ข้าวผสมเนื้อสับทอด, คาลามารีปลาหมึกทอด, หอยแมลงภู่ชุบแป้งทอด ฯลฯ

From Chef’s Pan อร่อยกับเมนคอร์สที่ปรุงสดๆ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปไม่ซ้ำ อาทิ กราแตงปูอะลาสก้ากับมันฝรั่งและเนยกรุยแยร์ ซี่โครงแกะย่างกับโหระพาไทยและกระเทียม หอยแมลงภู่เดนมาร์กนึ่งซอสเนยไวน์ขาว หมูกรอบแบบไทย และอกเป็ดเคลือบซอส ฯลฯ

แน่นอน ทุกมื้อจบลงที่ของหวาน มีให้เลือกมากมาย อาทิ เค้กช็อกโกแล็ตลาวา ทีรามิสุ และเครมบรูเล่

Pizza, Pasta and More พร้อมน้ำเปล่า ราคาเพียง 722++ ต่อท่าน

อาหารค่ำ ทุกวันพุธ – วันเสาร์  เวลา 18:00 น. – 22:00 น.

อาหารกลางวัน ทุกวันอาทิตย์  เวลา 12:00 น. – 15:00 น.

สอบถามเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง โทร. 0-2232-8888

E-mail : service.lmbkk@lemeridien.com

Website :  http://www.lemeridienbangkoksurawong.com/

Facebook : https://www.facebook.com/LeMeridienBangkok/

Line : @lemeridienbangkok

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด (ณัฐธินี พยุงวงค์) โทร. 0-2232-8826, 08-9145-5422

E-mail : nuttinee.payungwong@lemeridien.com

Beautiful Italian, Tempo Wine Event @Le Meridien Bangkok

Italy ประเทศในฝันของใครหลายคน เป็นดินแดนที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์และอารยธรรมโบราณของอาณาจักร Roman งดงามด้วยธรรมชาติชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีน้ำเงินครามเข้มข้น ที่สำคัญคือ Italy เป็นเจ้าพ่อแห่งการผลิตไวน์ชั้นเลิศของโลก ทั้ง 20 แคว้น มีองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ใช้ผลิตไวน์ขาวและแดง อยู่ไม่น้อยกว่า 350 สายพันธุ์เลย

ค่ำคืนนี้เรากำลังจะได้สัมผัสส่วนเสี้ยวหนึ่งของ Italian Wine ชั้นเลิศ 5 ตัว ที่ Cafe’ Buongiorno บริษัทนำเข้า Boutique Wine ร่วมกับ Tempo Barโรงแรม Le Meridien Bangkok จัดคอกเทลไวน์เทสติ้ง  “Beautiful Italian” เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2023
Tempo Bar ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของโรงแรม Le Meridien Bangkok ตกแต่งบรรยากาศหรูเรียบ เหมาะมาพบปะสังสรรค์กันในบรรยากาศเป็นกันเอง ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. พร้อมเสิร์ฟอาหารฟิวชั่น และไวน์คุณภาพเยี่ยมในแบบ Sommelier Selection ที่ใครๆ ก็ติดใจ (Contact 0-2232-8888, 0-2232-8999)
ขอบอกว่าแสงสียามค่ำคืนที่ Tempo Bar สวยงาม จับตาจับใจมาก
Mr. Dieter Ruckernbauer / General Manager, Le Meridien Bangkok ยินดีต้อนรับทุกท่าน
Mr. Marco Cammarata / Executive Chef , Le Meridien Bangkok เชฟมากฝีมือชาวอิตาเลียนแท้  รังสรรค์ความอร่อยหลากเมนูอย่างใส่ใจ ให้แขกผู้มาเยือน
คุณ Waraporn Viyanut / Senior Bartender ของ Tempo Bar คอยดูแลอาหารและเครื่องดื่มตามสไตล์ที่คุณต้องการ
คุณ Thanawan Sawangsub (Mind), Food & Beverage Manager / คุณ Nuttinee Payungwong (Tik), Marketing Communications Manager / คุณ Waraporn Viyanut, Senior Bartender Tempo Bar
Mr. Akarawit Jintanakarn / Director of Food & Beverage, Le Meridien Bangkok เตรียมอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ ไว้บริการทุกท่านอาหารชั้นเลิศ ก็ต้องคู่กับ Italian Wine ชั้นยอด
DJ เปิดเพลงสนุกสนาน สร้างบรรยากาศเพลิดเพลิน น่าจดจำที่ Tempo Bar
Mr. Akarawit Jintanakarn, Director of Food & Beverage กล่าวต้อนรับ และพูดถึง Italian Wine ทั้ง 5 ตัว ซึ่งนำเข้าโดย Cafe’ Buongiorno บริษัท Wine Importer ที่มีชื่อเสียง ทำให้เราได้สัมผัสไวน์สายพันธุ์หายากจากภูมิภาคต่างๆ ของอิตาลีไวน์ชั้นเลิศทั้ง 5 ตัวในคืนนี้ ผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถันโดย ARRIGONI Vineyard ซึ่งทำไวน์ต่อเนื่องกันมา 4 ชั่วอายุคนแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913 ปัจจุบันจึงมีความเก่าแก่ถึง 110 ปี ไร่องุ่นส่วนใหญ่ของเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ World Heritage Site ของ UNESCO ด้วย (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/)เรียกน้ำย่อยและสร้างความสดชื่นด้วย Sparkling Wine ตัวแรก Otello Prosecco” มาตรฐานสูงระดับ DOC มีความ Extra Dry คือหวานกลางๆ แต่ยังคงความสดชื่นหอมหวานโดดเด่นของกลิ่น Green Apple ผสานกลิ่นอัลมอนด์ และดอกไม้สีขาว เหมาะเสิร์ฟเย็นฉ่ำที่อุณหภูมิ 8-11 องศาเซลเซียส จึงสัมผัสได้ถึงความ peak ของกลิ่น รส และเนื้อสัมผัสนุ่มลื่นที่แท้จริง เนื้อไวน์สีฟางอ่อน (Pale Straw) และมีพรายฟองเล็กละเอียดน่ารักดี เหมาะรับประทานคู่กับเมนูปลา หรือ seafood

Otello Processo ผลิตที่ เมืองเทรวิโซ่ (Treviso) แคว้นเวเนโต้ (Veneto) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ซึ่งอากาศเย็น ภูมิประเทศเป็นหุบเขา โดยผลิตขึ้นจากองุ่นพันธุ์ เกลียร่า (Glera) ซึ่งเหมาะในการทำ Prosecco ที่สุดOtello Prosecco แพริ่งกันได้ดีกับ “ซิกเคติ” (Cicchetti) อาหารอิตาเลียนสไตล์ภาคเหนือของชาวเวเนเชียน “ซิกเคติ” แปลว่า “อาหารจานเล็ก” หรืออาหารที่เสิร์ฟมาเป็นคำเล็กๆ และยังหมายถึง “อาหารทานเล่น” หรือ “อาหารว่าง” ได้ด้วย ซิกเคติคืนนี้มีส่วนผสมหลักของปูม้า กับปลา Crostini’s Whisked Cod และน้ำมันมะกอกอย่างดี กัดคำนึง จิบ Otello Prosecco อึกนึง ช่วยเสริมรสชาติกันได้ยอดเยี่ยมเพิ่มดีกรีความสนุกกับ “MANON” ไวน์ขาวอันโด่งดังจาก แคว้นเวเนเซีย (Venezia) ผลิตที่เขตฟริอูลี (Friuli) ทางภาคเหนือของอิตาลี โดยใช้องุ่นพันธุ์ ปินอต กริจิโอ (Pinot Grigio /กลายพันธุ์มากจาก Pinot Noir) ซึ่งถือเป็น ปินอต กริจิโอ ที่ดีที่สุดของอิตาลีเลยทีเดียว ตัวนี้มาตรฐานสูงระดับ DOC ให้สีฟางอ่อน แต่กระทบแสงเป็นประกายสีทอง ตัวไวน์มีความ balance ยอดเยี่ยม ของความ Full Body กลิ่นผลไม้หอมเข้มข้น รสชาติหวานน้อย เปรี้ยวน้อย และแทบไม่ติดขมเลยเมื่อกลืนไปแล้ว ทิ้งความหอมหวานชื่นใจไว้ในปาก เหมาะรับประทานคู่กับเนื้อสีขาวอย่างปลา ไก่ หอย และ seafood เสิร์ฟที่อุณหภูมิ 10-12 องศาเซลเซียส ยอดเยี่ยมที่สุดMANON Pinot Grigio เหมาะแพริ่งกับ “เซวิเช่ มิกซโต้” (Ceviche Mixto) ซึ่งมีส่วนผสมลงตัวของปลากะพง, มันเทศหวาน, เมล็ดข้าวโพด คลุกเคล้าด้วยซอส Coconut Lime เผ็ดนิดๆ ชิมแล้วให้ความละมุนลิ้น กลิ่นไม่แรง ชอบเลยครับ
เข้าสู่โหมด Red Wine ชื่อดังของโลกจาก เกาะซิซิลี (Sicily / คนอิตาเลียนเรียก “ซิซิเลีย”) SIMON B” มาตรฐานระดับ  IGT ซึ่งใช้องุ่นพันธุ์หายาก เนโร ดาโวล่า (Nero D’Avola) มาบ่มหมักอย่างใส่ใจ องุ่นแดงพันธุ์นี้มีปลูกเฉพาะที่เกาะซิซิลีเท่านั้น Character มีความ Full Body กลิ่นรสเทียบเท่าองุ่นพันธุ์คาเบอร์เน่ต์ โซวิญอง (Carbernet Sauvignon) จากแคว้นบอร์โด (Bordeaux) ของฝรั่งเศสเลยทีเดียว แต่ทิ้งความ Fruity ไว้ในปากมากกว่า น้ำไวน์สีทับทิมอมแดงเข้มข้น แทนนินนุ่มลื่น เปรี้ยวน้อย มีกลิ่น Blueberry ชัดเจน เหมาะรับประทานคู่กับเนื้อสีแดง เนื้อย่าง สเต็กเนื้อ ซี่โครงแกะย่าง รวมถึง Risotto (ข้าวผัดครีมข้นอิตาเลียน) เสิร์ฟที่อุณหภูมิ 16-18 องศาเซลเซียส เริ่ดสุด

ชื่อ Nero D’Avola มาจากคำว่า “Nero” แปลว่า “สีดำ” ของผลองุ่นเมื่อแก่เต็มที่เปลือกจะกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ และ “Avola” เป็นชื่อหมู่บ้านทางชายฝั่งตะวันออกของเกาะซิซิลี ซึ่งองุ่นพันธุ์นี้ถือกำเนิดขึ้นมา Nero D’Avola จึงได้สมญามากมาย เช่น สิงห์ดำแห่งซิซิลี และองุ่นดำแห่งหมู่บ้านอะโวล่า นอกจากนี้ยังได้ฉายาว่า “The Godfather Wine” เพราะถูกนำไปโยงกับหนังเรื่อง The Godfather ของตระกูลคอร์เลโอเน่แห่งซิซิลีด้วย

จริงๆ แล้วซิซิลียังมีไวน์ดีๆ ให้ชิมอีกเพียบ ไวน์แดงยังมี Nerello Mascalese, Perricone และ Frappato ส่วนไวน์ขาวที่ห้ามพลาด เช่น Catarratto, Carricante, Insolia และ Grillo นอกจากนี้ยังมี Marsala Wine ซึ่งเป็นไวน์ปรุงแต่ง (Fortified Wine) ที่เติมแอลกอฮอล์ปริมาณสูง และค่อนข้างหอมหวาน ปกตินิยมจิบเป็นแก้วเล็กๆ จบมื้ออาหาร และเชฟทั่วโลกชอบนำไปใช้ปรุงอาหารในครัว

SIMON B Nero D’Avola แพร่ิงได้ยอดเยี่มกับ “อารันชินี่” (Arancini) คือข้าวรีซอสโตปั้นเป็นก้อน คลุกเคล้าเกล็ดขนมปัง นำไปทอด สอดไส้ด้วยเนื้อวัวตุ๋น, ถั่วพิสตาชิโอบดละเอียด ผสมกับชีสอร่อยๆ อย่าง Stracciatella Espuma ที่นิยมรับประทานกันในภาคใต้สุดของอิตาลี
เดินทางจากภาคใต้ของอิตาลี ขึ้นมาตรงรอยต่อภาคเหนือ-ภาคกลาง ณ “แคว้นทอสคานา” (Toscana หรือ ทัสคานี / Tuscany) แคว้นใหญ่ชายฝั่งตะวันตก ที่ได้รับลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งปี กอปรกับมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับหุบเขา กลางวันร้อน กลางคืนหนาว เช้ามีหมอก จึงกลายเป็นยูโทเปียของการผลิตไวน์ชื่อก้องโลก

คืนนี้เราได้จิบไวน์แดง “Pietraserena In NERO” มาตรฐาน IGT ผลิตจากองุ่นพันธุ์ “เวอร์เมนติโน่ เนโร” (Vermentino Nero) ซึ่งเคยเกือบจะสูญพันธุ์ไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเพิ่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาจนแพร่หลายอีกครั้ง ไวน์ตัวนี้ผลิตที่ เมืองซาน จิมิกนาโน (San gimignano) ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเนินเขา และดินมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ เนื้อไวน์สีแดงทับทิม (Red Ruby) ค่อนไปทางสีแดงโกเมน (Garnet) เนื้อไวน์ Full Body ให้รสกลิ่นไม่ซับซ้อน ไม่หวาน แทนนินนุ่มลื่นกำลังดี เข้ากันได้ยอดเยี่ยมกับพวก Cold Meat อย่างไส้กรอก, Tuscan Pasta และพิซซ่า
คืนนี้ Pietraserena In NERO นำมาแพริ่งกับ “Pork Belly” หรือหมูสามชั้น เสิร์ฟไซต์เล็กๆ พอดีคำ โดยเชฟนำหมูสามชั้นไปทำให้สุกช้าๆ แบบ Slow-cooked นานถึง 12 ชั่วโมง ร่วมกับ Red Wine Pear แต่งกลิ่นรสเพิ่มด้วยกระเทียม และใบโหระพาอิตาเลียน จิบไวน์แดงเข้าไปก่อนนิดนึง แล้วกิน Pork Belly ตาม รสชาติเปลี่ยนไปบนลิ้น นับว่าแปลกดี ยกนิ้วให้มาถึงพระเอกของค่ำคืนนี้คือ “Poggio Al Vento” ไวน์แดงมาตรฐานสูงระดับ Chianti Colli Sensi, DOCG ซึ่งเคยได้รับรางวัลจากการประกวดมาแล้วกว่า 10 ครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995-2017 ไวน์แดงชั้นเลิศของแคว้นทอสคานาตัวนี้ ผลิตจากองุ่น “ซานโจเวเซ่” (Sangiovese) เพียวๆ ถือเป็นพันธุ์องุ่นที่ปลูกมากที่สุดในอิตาลี เป็นองุ่นพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของทอสคานา และได้ฉายาว่า “โลหิตแห่งพระเจ้า” (The Blood of God) ด้วยเนื้อไวน์สีแดงทับทิมเข้มข้น ฉายานี้ตั้งเป็นเกียรติแด่เทพเจ้าแห่งสายฟ้า (Zeus) หรือที่คนกรีกและโรมันเรียกว่า Jupiter หรือ Jove นั่นเอง Sangiovese เป็นองุ่นที่เกิดมาเพื่ออาหารอิตาเลียนโดยแท้ เพราะมี Acidity (ความเปรี้ยว) ค่อนข้างมาก จึงกลบความเลี่ยนของชีส พาสต้า รวมถึงเป็นไวน์ไม่กี่ชนิดที่รสชาติยังคงอยู่ เมื่อรับประทานคู่กับอาหารที่มี Tomato Sauce

Character ของไวน์แดงตัวนี้ มีกลิ่นหอมหวาน ของ Blackberry ชัดเจนมาก ร่วมกับกลิ่น Raspberry, วานิลลา, อัลมอนด์, ดอกไวโอเล็ต น้ำไวน์มีรสนุ่มลื่นราวแพรไหมเมื่อสัมผัสลิ้น กลิ่นรสซับซ้อนมาก เกิดจากการบ่มหมักเป็นเวลานานก่อนบรรจุขวด ตามข้อกำหนดเคร่งครัดของไวน์ระดับ Chianti DOCG คือ 2.5 ปี, 2 ปี, 1 ปี, 9 เดือน และ 6 เดือน หากจะลิ้มลอง Sangiovese ที่ดีที่สุด ต้องมาจากเขต Chianti ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเมือง Florence และ Siena ครับ“Poggio Al Vento Sangiovese” นำมาแพริ่งได้ยอดเยี่ยมกับ “ทาลิอาตะ” (Tagliata) หรือเนื้อวัวย่าง Medium-Rare สไตล์อิตาเลียน สไลด์เป็นชิ้นบางๆ โดยเชฟใช้เนื้อเซอร์ลอยน์สันนอก กินคู่กับแตงซูกินีย่าง มะเขือเทศ ราดซอสบัลซามิคมะกอกดำ นับว่ารสชาติเข้าคู่กับไวน์แดงขวดนี้อย่างยอดเยี่ยมสุดๆ ราวฟ้าประทานเลยเชียว!นอกจากไวน์ทั้ง 5 ตัวดังกล่าวแล้ว ที่ Tempo Bar ของโรงแรม Le Meridien Bangkok ยังมีเครื่องดื่มพิเศษอีกชนิดให้ลิ้มลอง คือ “ไวน์อุ่น” (Mulled Wine) ซึ่งแถบยุโรปนิยมดื่มกันในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ไวน์อุ่นมีประวัติย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 14 เลย ยุคนั้นมีเฉพาะพวกขุนนางชั้นสูงที่ดื่มกัน โดยบ่มหมักไวน์อุ่นในถังไม้เคลือบทองคำ ผสมด้วย ส้ม, น้ำตาล, อบเชย, กานพลู, วานิลลา เพื่อให้เกิดรสชาติกลมกล่อม ภายหลังสามัญชนได้ทดลองนำไวน์อุ่นที่เสื่อมสภาพแล้วมาปรุงใหม่ จนเป็นที่แพร่หลาย ปัจจุบันพบไวน์อุ่นได้ในหลายประเทศ อาทิ อิตาลี, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, ชิลี, ฝรั่งเศส, สวีเดน และโรมาเนีย เป็นต้น
หากใครชอบกินไอศกรีม ลองแวะเข้าไปที่ โรงแรม Le Meridien Bangkok ชั้นล่างมี Italian Gelato อร่อยๆ ของ Cafe’ Buongiornoให้ชิมด้วย เป็นเจลาโต้ที่ผลิตขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาเลียนแท้ๆ มีหลายสิบรสให้ชิม ราคาก็ไม่แพง แค่แท่งละ 90 บาทเท่านั้น ถ้านึกไม่ออกว่าจะชิมรสอะไร แนะนำ Dark Chocolate ครับสนใจชิมไวน์ทั้ง 20 แคว้นของอิตาลี และสั่งซื้อไวน์อิตาเลียนหายาก ติดต่อ Cafe’ Buongiorno 

Tel. 06-2494-1649 (คุณพิม)