Life @บ้านบางพัฒน์ จ.พังงา

บ้านบางพัฒน์ เป็นชุมชนประมงขนาดเล็ก ที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม สร้างบ้านเรือนอยู่บนเกาะเล็กๆ ในอ่าวพังงา โดยมีสะพานปูนเชื่อมเข้าหาชุมชน บริเวณนี้มีแนวป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์มาก เดิมชื่อ “บางลิง” เพราะมีลิงเยอะ แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “บางพัฒน์” โดยมีการย้ายเข้ามาอยู่ครั้งแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 โน่นเลย
นี่คือสะพานหลักที่นำผู้คนเข้าออกจากบ้านบางพัฒน์ล่ะครับ
ชุมชนบ้านบางพัฒน์ สร้างบ้านเป็นเรือนยกเสาสูงหนีน้ำ คล้ายๆ ที่เกาะปันหยีนั่นแหละ
ที่บ้านบางพัฒน์มี ธนาคารปู โดยรับซื้อปูไข่นอกกระดองมาจากชาวบ้าน เพาะเลี้ยงในกระชัง แล้วนำไปขายเอาเงินเข้ามาเป็นกองทุนพัฒนาชุมชน
ถึงแม้จะนับถือต่างศาสนา แต่หัวใจของมะก็มีพ่อหลวงองค์เดียวกับชาวไทยทุกคนนะจ๊ะ
พี่น้องชาวบางพัฒน์ ยังเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลาม โดยเข้ามาทำละหมาดในมัสยิด หรือถ้าไม่สะดวกก็ทำที่บ้านได้
สำหรับสตรีชาวอิสลาม เวลาจะทำละหมาดก็ต้องมีชุดคลุมสีขาวเช่นนี้ สวมใส่ไว้เสมอ
คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล มองจากบ้านบางพัฒน์ออกไปเห็นป่าเกาะในอ่าวพังงาตั้งอยู่ไม่ไกลแล้ว แถมยังมีกระชังปลา และหลักหอย (เป็นไม้ไผ่ปักลงไปในทะเลให้หอยมาเกาะ) เรียงรายอยู่นับหมื่นๆ อัน
ชาวบ้านบางพัฒน์เลี้ยงเหยี่ยวแดงไว้ไล่นกอื่น ไม่ให้มากวนกระชังปลาของพวกเขา เป็นความผูกพันรูปแบบหนึ่งซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นที่อื่น
ป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์แห่งบ้านบางพัฒน์ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ให้เติบโตเป็นสัตว์ทะเลตัวใหญ่ จับขายจับกินค้ำจุนชีวิต แถมแนวป่าชายเลนยังเป็นปราการป้องกันคลื่นลมได้อย่างยอดเยี่ยม
ตากปลาแห้งไว้ขายให้นักท่องเที่ยว สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ นี่คือสินทรัพย์จากท้องทะเลอันไม่มีวันหมด ถ้าเรารู้จักใช้ในปริมาณพอเหมาะ
ลูกทะเลของแท้ ต้องผิวเข้ม Man Man อย่างนี้ล่ะ
ความคึกคักของมอเตอร์ไซค์ขายของยามบ่ายในชุมชน
กินอยู่เรียบง่าย พอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ แค่นี้ก็เป็นสุขแล้ว โดยเฉพาะเมื่อได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวที่รัก
ร้านขายของที่ระลึก แหม..เห็นแล้วอยากกวาดไปให้หมดทั้งร้านเลย! สวยๆ ทั้งนั้น
นกกรงหัวจุก หรือนกปรอทหัวโขน เป็นนกเลี้ยงยอดฮิตของชาวอิสลามทุกแห่งหน เพื่อเอาไว้ฟังเสียงขับขานไพเราะ แต่มันก็คงโหยหาอิสระภาพเช่นกัน
ว่างเมื่อไหร่ หาเวลามานอน Homestay ที่บ้านบางพัฒน์ของหนูนะคะ บ้าย บาย

Special Thanks : ททท. ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และ คุณนครพจน์ ปิ่นมิ่ง ททท. ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (โครงการต้นกล้าตากล้อง ท่องเที่ยวไทย) สนับสนุนการเดินทางทำสารคดีเรื่องนี้
Traveler’s Guide
Address : ชุมชนบางพัฒน์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา
How to go : เดินทางมาตามถนนสายพังงา-ทับปุด ประมาณ 10 กิโลเมตร จากสามแยกวังหม้อแกง เลี้ยวขวาเข้าทางแยกวัดเขาเฒ่า-บางพัฒน์ ประมาณ 10 กิโลเมตร จอดรถไว้ แล้วเดินข้ามสะพานคอนกรีตไปประมาณ 100 เมตร เข้าสู่ชุมชนบ้านบางพัฒน์
Contact : บังบ่าว โทร. 08-6274-4557 / ครัวอารีย์ บังหมาด (บางพัฒน์ Homestay) โทร. 08-6274-4557, 08-7282-6659 / ททท. ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา โทร. 0-7648-1900-2
PhuNaCome Resort หนาวนี้ที่ภูนาคำ จ.เลย

ภูนาคำ รีสอร์ท อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่พักแนว Nature Boutique กลมกลืนกับธรรมชาติ แต่ก็ไม่ขาดความสะดวกสบาย ที่นี่เขาใช้น้องควาย หรือเจ้าทุยแสนน่ารักเป็นตัวมาสคอต น่าเอ็นดูจริงๆ เลยนะ

วิวสวยๆ ตรงระเบียงข้างลอบบี้นี้ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ขอนั่งชิลดื่มกาแฟแกล้มอากาศหนาวให้ฉ่ำใจไปเลย
สระว่ายน้ำที่ภูนาคำ ดูเผินๆ ก็ไม่มีอะไรแปลก แต่จะบอกให้ว่านี่สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือแท้ๆ ไม่ใช้สารคลอรีนที่เป็นพิษเลยแม้แต่น้อย ลงไปว่ายเล่นเลยเหมือนกับได้แช่น้ำเกลือธรรมชาติ ผิวพรรณผุดผ่องดี
ภายในรีสอร์ท มีพื้นที่ให้เจ้าทุยแสนน่ารักอยู่อาศัย เดินไปเดินมาอย่างเสรี กลมกลืนกับวิถีธรรมชาติและชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง
ภูนาคำเขามีกิจกรรมปลูกข้าวให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมด้วยนะ
ตื่นเช้ามาเดินเล่นในแปลงผัก เก็บผักปลอดสารพิษไปให้แม่ครัวปรุงอาหารเช้า นี่คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในเมืองกรุงอย่างแน่นอน
โมงยามแห่งความสุขที่ภูนาคำ นอกจากจะได้พักในรีสอร์ทสวยกลางธรรมชาติแล้ว ยังมีกิจกรรมปลูกผัก เก็บผักปลอดสารพิษเองกับมือ เพื่อนำไปทำอาหารสุขภาพอร่อยๆ อากาศที่นี่สดชื่นมาก ใครไปพักก็หน้าใสทุกคน
เก็บมาเรียบร้อยแล้ว ตรงสู่ครัว สำหรับผักสดปลอดสารพิษที่เราปลูกเองกับมือ
ผักสดปลอดสารพิษที่ปลูกกันเอง หรือรับซื้อจากชาวบ้านในกลุ่มเกษตรกรธรรมชาติรอบๆ รีสอร์ท นำมาทำสลัดผักสดสุขภาพให้หม่ำกันทุกเช้าอย่างนี้ล่ะ
อะไรจะมาสู้ อาหารอร่อยๆ และวิวสวยๆ ของภูนาคำได้อีกล่ะ?
ครัวซองนมสม เนื้อแป้งนุ่ม หอมนม รับรองว่าสองชิ้นไม่พอ ต้องขอเพิ่มสำหรับเช้านี้
ห้องอาหาร Na Come ตกแต่งแบบโมเดิร์น บรรยากาศดี แถมเสิร์ฟอาหารอร่อยอีกต่างหาก มีทั้งเมนูพื้นบ้านและฟิวชั่น
ห้องอาหาร Buffalo Bar เหมาะจะชวนกันไปนั่งชิลตอนเย็นๆ ค่ำๆ ดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติแสนบริสุทธิ์ที่หาได้ยากยิ่ง
ที่พักของภูนาคำ รีสอร์ท มีทั้งเป็นเรือนหลังๆ อยู่บนเนินเขาเขียวๆ และมีแบบที่เป็นห้องในอาคารใหญ่ด้วย เลือกได้ตามสไตล์ความชอบของเราเลย
มาพักที่ภูนาคำ รีสอร์ท บอกได้คำเดียวว่าบรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน Relax มากๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกลุ้มใจว่าวันนี้จะออกไปไหนดี เพราะเขามีมุมสบายๆ อย่างห้องหนังสือ ให้เราไปนั่งพักผ่อนกันตามใจชอบ
ถ้าอยากออกกำลังกาย หรืออยากออกไปเที่ยวชมชุมชนใกล้ๆ รีสอร์ท ภูนาคำเขาก็มีจักรยานให้ยืมปั่นเล่นด้วยล่ะ
Traveler’s Guide
PhuNaCome Resort : เลขที่ 461 หมู่ 3 บ้านเดิ่น อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย 42120 โทร. 0-4289-2005-6, 0-2393-5855 เว็บไซต์ www.phunacomeresort.com อี-เมล sales@phunacomeresort.com
How to go : อำเภอด่านซ้ายอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเลย 82 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอภูเรือ ไปทางทิศตะวันตก หรือถ้ามาจากจังหวัดพิษณุโลก ใช้ทางหลวงหมายเลข 2013 ง่ายดายมาก ส่วนทางไปภูนาคำ รีสอร์ท เร่ิมต้นจากตัวอำเภอด่านซ้าย ตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 2014 (ด่านซ้าย-ภูเรือ) เลยโรงพยาบาลด่านซ้ายไปประมาณ 800-900 เมตร ปากซอยเข้าภูนาคำฯ อยู่ซ้าย ปากซอยมีร้านอาหารจันทรา เลี้ยวเข้าซอยไปอีก 600 เมตร รีสอร์ทอยู่ซ้ายมือเห็นเด่นชัด
What to eat : แนะนำขนมจีนทิศ-แดง ข้างพระธาตุศรีสองรัก ส่วนอาหารสุขภาพก็ที่ภูนาคำ รีอสร์ท ใช่เลย
Souvenirs : ของที่ระลึกสัญลักษณ์ผีตาโขน มีทั้งเสื้อยืด หน้ากากผีตาโขนใหญ่-เล็ก โปสการ์ด ฯลฯ ส่วนของกินที่นิยมซื้อกลับบ้านกันก็คือ เห็ดหอมสด ขอบอกว่าสดและราคาถูกมากๆ
เที่ยว 10 เมือง Slow Town หนาวนี้



1. อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เมืองเงียบสงบกลางอ้อมกอดขุนเขา งามพิสุทธิ์ด้วยธรรมชาติ วิถีชีวิตผู้คน และทิวทัศน์แสนสบายตา มีลำธารสายน้อยไหลผ่านกลางเมือง อากาศก็เย็นสบาย ไปสัมผัสแล้วเหมือนได้หยุดเวลาไว้ตรงนั้น เดินทางง่าย เพราะจากตัวเมืองลำปางมีรถประจำทางวิ่งมาถึงอำเภอเมืองปานเลยล่ะ แถมยังมีรีสอร์ทสวยแนบชิดธรรมชาติให้ไปนอนเล่นกันด้วย




2. เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตติดลมบนในช่วงฤดูหนาว นอกจากจะมีธรรมชาติสวยสดงดงาม และมีแม่น้ำปายไหลเอื่อยๆ ให้เย็นตาเย็นใจแล้ว ยังมีตัวเมืองเก่าที่ได้รับการแต่งแต้มด้วยศิลปะเก๋ไก๋ จนกลายเป็นเมืองต้นแบบของการเขียนโปสการ์ด และการทำเสื้อยืดประจำเมืองขายนักท่องเที่ยวกันเลยทีเดียว





3. เมืองน่าน สวรรค์น้อยๆ ของดินแดนล้านนาตะวันออก เป็นเมืองที่ต้องตั้งใจไปเท่านั้นจึงจะไปถึง เพราะน่านไม่ใช่เมืองผ่าน เมื่อไปถึงแล้วจะหลงรัก เพราะน่านวันนี้ยังคงเติบโตอย่างช้าๆ ผู้คนใจเย็น ยิ้มง่าย เที่ยวสนุกตั้งแต่ตลาดเช้า ตลาดเย็น วัดวาอาราม และธรรมชาติขุนเขานอกตัวเมือง นี่คือดินแดนแสนสงบที่ยังมีอยู่จริงในยุคปี พ.ศ. นี้




4. กาดกองต้า จังหวัดลำปาง ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำวัง ที่เติบโตขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งลำปางยังมีสัมปทานทำไม้สัก ชาวจีน ชาวพม่า และฝรั่ง เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ค้าขาย ตลอดความยาวเกือบ 2 กิโลเมตร นี้ มีเรื่องราวเรื่องเล่าจากอดีตให้รับฟังนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมเก่าแบบเรือนขนมปังขิงของยุโรป ซึ่งสมาคมสถาปนิกสยามยกย่องให้รางวัล ถ้ามาเที่ยวตอนค่ำวันเสาร์อาทิตย์ เขาจะปิดเป็นถนนคนเดินกาดกองต้า คึกคัก มีสีสันมาก

5. เชียงคาน จังหวัดเลย เมืองนี้มีมนต์จนยากจะลืม ด้วยเสน่ห์ของเรือนไม้เก่าริมโขงเลียบนที เคยเป็นเมืองท่าแต่เปลี่ยนมาเป็นเมืองเที่ยว ผู้คนคึกคัก หลั่งไหลไปชมบรรยากาศเก่าๆ โหยหาอดีต ซึ่งได้รับการเติมแต่งหน้าตาด้วยศิลปะยุคใหม่เก๋ไก๋ มีร้านขายของน่ารักๆ และร้านนั่งชิลให้ชมลำน้ำโขงสบายตา อีกทั้งมีวัดวาอาราม วิถีชีวิตผู้คน และอาหารเมนูปลาน้ำโขงแสนอร่อย ส่วนกิจกรรมยอดฮิตคือการตื่นเช้ามาตักบาตรข้าวเหนียว ตามวิถีคนเชียงคานที่อพยพข้ามมาจากฝั่งลาวนั่นเอง
6. ถนนคนเดินเลียบโขง จังหวัดหนองคาย จัดกันเฉพาะช่วงฤดูหนาว ยาวเกือบ 2 กิโลเมตร ตรงริมแม่น้ำโขงหน้าตลาดท่าเสด็จ ขอบอกว่าบรรยากาศชิลสุดๆ เพราะช่วงนั้นอากาศเย็นเฉียบ เหมาะจะพาคนรู้ใจเกี่ยวก้อยเดินชมธรรมชาติ ช้อปสินค้าพื้นเมืองหลากหลาย
7. เมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ประตูสู่ล้านนา เมืองผ่านที่หลายคนมองข้าม แต่ถ้าได้ไปสัมผัสจริงจะหลงรัก เพราะพะเยาวันนี้ยังคงสงบงาม เนิบช้า ชวนกันไปล่องเรือเที่ยวกว๊านพะเยา ชื่นชมทะเลสาบใหญ่ซึ่งมีเกาะเล็กๆ ประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ตรงกลาง อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมชาวไทลื้อเข้ามาแต่งแต้ม สะท้อนความเป็นเมืองเก่าอันทรงคุณค่าแท้จริง
8. อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เมืองน้อยในหุบเขาใหญ่ ในบริเวณด้านหลังดอยอินทนนท์ เป็นเมืองเนิบช้าที่ไม่ได้เปลี่ยนไปตามโลกยุคใหม่ที่หมุนเร็วจี๋ เมืองนี้งดงามด้วยนาขั้นบันไดเขียวขจี ทิวเขาสลับซับซ้อน สายน้ำใส และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ โดยเฉพาะซิ่นแม่แจ่มที่โด่งดังไปทั่วล้านนา และยังคงมีการทอด้วยกี่มือแบบโบราณกันมาจนทุกวันนี้ เป็นซิ่นสีเหลือง แดง ดำ มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สวมใส่แล้วงามอย่างแม่หญิงล้านนาแต้ๆ เจ้า
9. อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เมืองชายแดนและผืนป่าใกล้กรุง ที่มีบรรยากาศธรรมชาติแสนสดชื่น ผืนป่าเขียว สายน้ำใสไหลเย็น โอบล้อมด้วยทิวเขาและเนินทุ่งหญ้าเขียว สวนผึ้งดูจะได้เปรียบกว่าที่เที่ยวอื่นๆ เพราะมีที่พักสไตล์บูติกหลายสิบแห่ง เปิดให้บริการ สร้างสีสันให้สวนผึ้งดูโมเดิร์น ดูฟรุ้งฟริ้งถูกใจวัยรุ่น เราจะพบว่าที่นี่มีมุมถ่ายภาพนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะในฟาร์มแกะสไตล์ Vintage Farm แสนน่ารัก แม้จะเที่ยวได้ตลอดปี แต่ฤดูหนาวจะมีคนไปเยือนมากที่สุดเลยล่ะ
10. อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมืองมอญแห่งป่าตะวันตก ซึ่งหลวงพ่ออุตตมะได้นำชาวพม่าอพยพเข้ามาตั้งเป็นชุมชนใหญ่ แล้วช่วยกันสร้างสะพานมอญ เป็นสะพานไม้ยาวที่สุดในเมืองไทยไว้เป็นอนุสรณ์ สังขละบุรีคือนิยามของธรรมชาติพิสุทธิ์โดยแท้ เพราะนอกจากจะมีทิวเขาตระการตา อากาศเย็นสดชื่น มีสายหมอกให้ชมกันทุกวันแล้ว ยังมีทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ (เขื่อนเขาแหลม) ให้ล่องเรือเล่น ชมวิถีชาวน้ำ ชิมอาหารเมนูปลาแสนอร่อย แล้วไปเที่ยวต่อกันที่ตลาดเช้าชุมชนชาวมอญ เก็บภาพประทับใจไม่รู้ลืม ไว้อีกนานแสนนาน
10 ที่เที่ยวฟรุ้งฟริ้ง รับลมหนาว
1. ทุ่งทานตะวันบานรับลมหนาว จังหวัดลพบุรี-สระบุรี เห็นแล้วสดชื่นเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางผืนพรมสีเหลืองของดอกไม้นับล้าน เบ่งบานช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เที่ยวง่ายเพราะรถถึง ไม่ต้องลำบากเดินป่าให้เมื่อยตุ้ม




2. ภูกระดึง จังหวัดเลย งามราวสวรรค์สรรค์สร้างเมื่อมีใบเมเปิลแดงผลัดใบรับลมหนาว เคียงคู่สายน้ำตกงามในป่าปิดอันแสนบริสุทธิ์ หลีกเร้นจากสายตาผู้คน


3. ป่าซากุระขุนวาง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ สวยหวานซึ้งตลอดฤดูหนาว ราวกับว่าอยู่ในญี่ปุ่น เผยความงามสุดๆ ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศหนาวสุดๆ ถึงขนาดเลขตัวเดียวเช่นกัน!



4. ทะเลหมอกห้วยน้ำดัง จังหวัดเชียงใหม่ คือหนึ่งในสุดยอดทะเลหมอกเมืองไทย มองไปเห็นดอยเชียงดาวยืนทะลุทะเลเมฆขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ คล้ายภาพฝันที่เป็นจริงบนโลกมนุษย์



5. ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เบ่งบานช่วงปลายฤดูหนาว ราวเดือนกุมภาพันธ์ เหมาะจะไปทำซึ้ง หรือแต่งานวิวาห์ล้านบัวในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ หรือจะล่องเรือออกไปดูนกอพยพฤดูหนาวก็ได้

6. ทะเลหมอกม่อนกระทิง อุทยานแห่งชาติแม่เมย จังหวัดตาก อาบอิ่มสายหมอกขาวอันฉ่ำเย็น ในผืนป่าตะวันตกติดชายแดนเมียนมาร์
7. ซากุระบานบนดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ อาณาจักรแห่งพรรณไม้เมืองหนาวที่มนุษย์สรรค์สร้าง ไปเยือนยลครั้งใดจะรู้สึกหลงรักจนหมดใจทุกครั้ง


8. ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สุดยอดอาณาจักรพรรณไม้อัลไพน์เมืองไทย หนาวเย็น เป็นเขาหินปูนที่อุดมด้วยพืชพรรณและสัตว์เฉพาะถิ่นนับร้อยชนิด เที่ยวได้วิธีเดียวคือต้องเดินป่าปีนเขา อารมณ์ Outdoor Adventure สุดมัน
9. ภูลมโล จังหวัดเลย อลังการป่าซากุระ 100,000 ต้น บานท้าลมหนาว เขตต่อเนื่องอุทยานแห่งชาติภูหินร่อง เพชรบูรณ์-เลย งามพิสุทธิ์เกินกว่าจะบรรยายได้ด้วยคำพูด
10. ทุ่งบัวตอง เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ความงามหวานซึ้งของผืนพรมดอกไม้สีเหลืองสดใสเป็นล้าน บ้านสะพรั่งรับลมหนาว เคียงคู่ทิวเขาโอบล้อมดั่งปราการธรรมชาติ เก็บภาพประทับใจได้สวย ไว้บอกเล่ากันอีกนานแสนนาน



10. ทุ่งบัวตอง เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ความงามหวานซึ้งของผืนพรมดอกไม้สีเหลืองสดใสเป็นล้าน บ้านสะพรั่งรับลมหนาว เคียงคู่ทิวเขาโอบล้อมดั่งปราการธรรมชาติ เก็บภาพประทับใจได้สวย ไว้บอกเล่ากันอีกนานแสนนาน
10 ที่เที่ยวฟรุ้งฟริ้ง ♥ รับลมหนาว 2
http://www.gotravelphoto.com/2014/11/24/10-ที่เที่ยวฟรุ้งฟริ้ง-รั-2/
Amazing Island แดนธรรมชาติมหัศจรรย์ เกาะคอเขา จ.พังงา
“โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา มีน้ำภูเขา ทะเลกว้างไกล จะไปไหน ปักษ์ใต้บ้านเรา…” บทเพลงไพเราะแสนอมตะของวงดนตรี Hammer นี้ ยังคงก้องอยู่ในใจผมเสมอ ฟังทีไรทำให้นึกถึงภาพภูเขา ป่าไม้ และหาดทรายชายทะเล เกาะแก่งน้อยใหญ่ของภาคใต้ขึ้นมาทุกที และทริปนี้ก็เหมือนเคย เพราะผมได้มายืนอยู่บนหาดทรายสีทองเนื้อละเอียดยิบของ “เกาะคอเขา” อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา แล้วนะสิครับ


เกาะคอเขาเป็นเกาะขนาดใหญ่ แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ เงียบสงบ เหมาะจะพาตัวและหัวใจมาพักผ่อนฟังเสียงกระซิบจากธรรมชาติ และเกลียวคลื่นอย่างแท้จริง เกาะนี้มีความยาวจากเหนือจรดใต้ถึง 28 กิโลเมตร มีถนนหนทางอย่างดีให้รถวิ่งได้ การท่องเที่ยวจึงสะดวกโยธินซะจริงๆ

ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของเกาะคอเขาก็คือ ในบางหาดจะมีปูเสฉวนนับพันๆ ตัว (โดยเฉพาะเวลากลางคืน) ขึ้นมาเดินต้วมเตี้ยมตามหาดทราย น่ารักน่าชังมาก มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ หลากสี บ่งบอกถึงธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ ไม่ถูกรบกวนโดยนักท่องเที่ยวมากนัก
เจ้าตัวนี้เป็นพี่ใหญ่ ตัว BIG มาก เลยต้องหาเปลือกหอยอันใหญ่มาเป็นบ้าน เชื่อหรือไม่ว่าพวกมันเปลี่ยนเปลือกหอยกันอยู่เสมอ คงเพราะตัวมันโตขึ้น เลยต้องหาเสื้อผ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปด้วยไงล่ะ
จากท่าเรือบ้านน้ำเค็ม ลงเรือเล็กข้ามฝั่งไปเกาะคอเขา ใช้เวลาแค่ 5 นาทีเอง
เกาะคอเขาเป็นสวรรค์ของคนรักธรรมชาติ ชอบดูนก ดูดาว เล่นน้ำทะเล และชอบศึกษานิเวศน์ธรรมชาติกับพรรณพืชแปลกๆ ใจกลางเกาะมีสภาพเป็นป่าพรุ (Peat Swamp Forest) คล้ายบนเกาะพระทอง ดินเป็นดินปนทรายสีขาว มีความเค็มสูง ในที่ลุ่มจะกลายเป็นห้วยหนองคลองบึงตื้นๆ กระจายกันอยู่ โดยมีต้นเสม็ดขาวและทุ่งหญ้างอกงามอยู่สลับกัน ส่วนชายน้ำก็จะมีไม้พุ่มและเฟินต่างๆ เพียบ แต่ที่เจ๋งมากคือในน้ำมีบัวบา เป็นบัวสีขาวดอกจิ๋วเดียวให้ชมกันด้วย ส่วนนักดูนกต้องชอบ เพราะเกาะคอเขามีนกมากถึง 300 ชนิด!
ดูดูไป เกาะคอเขาของเราก็คล้ายป่าอะเมซอนเมืองไทยเหมือนกันนะ ฮาฮาฮา
บริเวณชายน้ำมักมีพืชกินแมลงงอกงามอยู่ดาษดื่น โดยเฉพาะหม้อข้าวหม้อแกงลิง ชนิดหม้อใหญ่บ้าง เล็กบ้าง พวกมันเป็นพืชกินแมลงที่สามารถปรับตัวอยู่ในสภาพนิเวศน์แห้งแล้งขาดแคลนอาหารนี้ได้ โดยพัฒนาให้มีส่วนกระเปาะ (หม้อ) งอกยาวออกไปจากปลายใบ เพื่อใช้ดักจับแมลงมาย่อยกินเป็นอาหารอย่างน่าอัศจรรย์
ในกระเปาะของหม้อข้าวหม้อแกงลิง (บางคนเรียกว่า น้ำเต้าฤาษี) จะมีเมือกลื่นๆ ให้แมลงลื่นตกลงไปในน้ำย่อยด้านล่าง เป็นกับดักธรรมชาติที่ได้ผลมานับล้านปีแล้ว!
ชนิดนี้เป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจิ๋ว งอกอยู่กับพื้นดินทราย สูงไม่ถึง 3 นิ้ว และมีสีแดงต่างจากหม้อขาวหม้อแกงลิงสีเขียวขนาดใหญ่ที่ห้อยอยู่ตามต้นไม้ ในภาพจะเห็นดอกกระดุมเงินจุ๋มจิ๋มน่ารักอยู่เคียงคู่กันด้วย
หยาดน้ำค้าง เป็นพืชกินแมลงจิ๋วอีกชนิดหนึ่ง ที่พบอยู่ทั่วไปบนพื้นดินใกล้ชายน้ำ ตุ่มน้ำขาวๆ ที่เห็นอยู่ตามปลายขนสีแดง แท้จริงเป็นเมือกเหนียวที่ใช้ดักแมลงต่างหากล่ะ!
ใกล้ชายน้ำเป็นสังคมพืชที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะมีเฟินโบราณอายุเป็นล้านปีพวก สามร้อยยอด หรือไลโคโพเดียม งอกงามอยู่ดาษดื่น
ดอกไม้ในวงศ์ถั่วสีม่วงน่ารัก เบ่งบานอยู่ริมถนน เราเลยจอดรถลงไปเก็บภาพมาฝากเพื่อนๆ
ดอกบัวบา ถือเป็นดอกบัวชนิดที่เล็กที่สุดของไทย พบเห็นได้ทั่วไปตามแอ่งน้ำธรรมชาติบนเกาะคอเขาครับ
ทุ่งดอกหญ้าสีทองบนเกาะคอเขา พัดพลิ้วไปตามกระแสลมอย่างน่ารักมาก
นอกจากเรื่องธรรมชาติแล้ว บนเกาะคอเขายังมี “เมืองโบราณบ้านทุ่งตึก” ซึ่งคาดว่าน่าจะเก่าแก่นับพันปี มีการค้นพบซากเมืองโบราณ หมู่บ้าน บ่อน้ำ ซากเจดีย์เก่า ซากประภาคาร ซากเครื่องเคลือบจีน และเศษลูกปัดจำนวนมาก ซึ่งมีการมาสำรวจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ในภาพเป็นหินที่ใช้รองฐานอาคาร มีหลุมสี่เหลี่ยมตรงกลางใช้ปักไม้ลงไป พบอยู่ทั่วไปในเขตเมืองโบราณทุ่งตึก
เศษกระเบื้องดินเผา และเคลื่องเคลือบจีน ที่ขุดพบ
ซากกระเบื้องดินขอโบราณ ซึ่งชาวทุ่งตึกเคยใช้มุงหลังคา
ซากฐานพระเจดีย์โบราณ หรือเป็นส่วนของฐานประภาคาร ก็ยังไม่แน่ เพราะเลยไปนิดเดียวเป็นทะเลแล้ว คาดว่าสมัยก่อนเรือสำเภาจะเข้ามาเทียบท่าใกล้ๆ ตรงนี้เลย
เที่ยวชมเมืองโบราณกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ตระเวนซึมซับบรรยากาศชายทะเลเงียบสงบใต้ทิวสนกันต่อ
บนเกาะคอเขามีควายอยู่เยอะมาก แต่ชาวบ้านที่นี่เขาเลี้ยงแบบปล่อย เรียกกันว่า ควายทุ่ง หรือควายปละ โดยปล่อยให้มันเดินหากินเองตอนกลางวัน และก็น่าแปลก เพราะตกเย็นมันจำทางได้ เดินกลับมาเข้าคอกเองซะงั้น ถ้าโชคดีไปเที่ยวในวันที่แดดจ้า ฟ้าใส ควายมันร้อน ช่วงเย็นๆ ไปดักซุ่มดู จะเห็นฝูงควายลงอาบน้ำทะเลกันด้วยล่ะ! Amazing มากๆ
อีกหนึ่งความ Amazing ของเกาะคอเขาก็คือ เราจะได้ชมปูเสฉวนนับพันตัว ปีนต้นไม้!
ก่อนปีนต้นไม้ บางตัวจะหาเปลือกหอยเปลี่ยน เหมือนเปลี่ยนบ้านเพื่อไม่ให้คับกับตัวที่โตขึ้น จะได้อยู่สบายขึ้น เจ้าของรีสอร์ทชายทะเลบางแห่งเลยหาเปลือกหอยเปล่าๆ ไปวางเรียงไว้ให้ปูเสฉวนมาเลือกเปลี่ยน ยังกับเป็น Super Market เปลือกหอยยังไงยังงั้นเลย ฮาฮาฮา
เจ้าตัวนี้คงมีความสุขมาก กับเปลือกหอยใหม่ที่ได้ เลยปีนต้นสนเล่นซะงั้น
ส่วนเจ้าตัวนี้ตัวเล็ก เลยหาเปลือกหอยสีดำรูปกรวยอันเล็กๆ ให้เหมาะกับขนาดตัวมันเอง ถ้าเราเรียนรู้จากธรรมชาติ ก็จะเข้าใจสมดุลย์ และความพอดีที่ธรรมชาติดำเนินไป และทั้งหมดนี้คือบางส่วนเสี้ยวของความงาม และความมหัศจรรย์บนเกาะคอเขา จังหวัดพังงา ครับผม
Special Thanks : ททท. ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา (โทร. 0-7648-1900-2) และ คุณนครพจน์ ปิ่นมิ่ง ททท. ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (โครงการต้นกล้าตากล้อง ท่องเที่ยวไทย) สนับสนุนการเดินทางทำสารคดีเรื่องนี้
Traveler’s Guide
Best season : ท่องเที่ยวได้ตลอดปี แต่ช่วงฟ้าใส คลื่นลมสงบสุด ต้องช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน
How to go : ข้ามไปเที่ยวเกาะคอเขา ต้องไปลงเรือหรือแพขนานยนต์ที่บ้านน้ำเค็ม ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทาง ภูเก็ต–ตะกั่วป่า โดยใช่ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่าน ตำบลโคกกลอย–ตำบลท้ายเหมือง-ตำบลทุ่งมะพร้าว-บ้านทับละมุ–เขาหลัก ลงไปผ่านตลาดบางม่วง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปในหมู่บ้านน้ำเค็ม ถ้าหากต้องการเดินทางผ่านตัวเมืองพังงา และอำเภอกะปง ก็ให้มุ่งหน้าไปทางอำเภอตะกั่วป่า ผ่านตลาดย่านยาว และที่ว่าการอำเภอ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปที่หมู่บ้านน้ำเค็มติดกับอาคารสำนักงานตำรวจทางหลวงอำเภอตะกั่วป่า เมื่อเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางบ้านน้ำเค็ม ก็ตรงไปจนพบทางแยก เลี้ยวขวาเข้าไปยังท่าเทียบเรือบ้านน้ำเค็มตามป้าย ถ้าเอารถยนต์ลงแพขนานยนต์ คันละ 150 บาท มอเตอร์ไซค์ คันละ 20 บาท และค่าเรือข้ามฟาก คนละ 10 บาท เท่านั้นเอง
Where to stay : แนะนำ C&N Kho Khao Beach Resort เลขที่ 89 หมู่ 3 เกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โทร. 08-6470-4789, 08-1797-0827 www.cnkhokhaobeachresort.com
More info : สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อบต.เกาะคอเขา โทร.0-7641-7017 / ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา โทร. 0-7648-1900-2
Life @เมืองเก่าตะกั่วป่า จ.พังงา
ในขณะที่โลกกำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ใครบางคนกำลังถูกความรีบเร่งและสังคมเมืองกลืนกินวิถีชีวิตอันแสนสงบเรียบง่าย ให้หายไปอย่างไม่มีวันกลับ เราได้มาพบกับเมืองน้อยน่ารักนามว่า “เมืองเก่าตะกั่วป่า” แห่งจังหวัดพังงา เมืองเก่าอายุเกิน 100 ปี ที่เติบโตขึ้นในยุคเดียวกับภูเก็ต ด้วยธุรกิจทำเหมืองแร่ดีบุก

อาก๋งท่านนี้ เคยเป็นช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของเมืองตะกั่วป่า นั่งเรืออพยพมาจากเมืองจีนแท้ๆ ตั้งแต่วัยหนุ่ม ทว่าหลังจากธุรกิจเมืองแร่ดีบุกยุติลง และร่างกายก็ล่วงเข้าวัยชรา ทุกวันนี้อาก๋งจึงไม่ได้ตีเหล็กอีกแล้ว อาชีพนี้ก็สูญหายไปจากตะกั่วป่าอย่างไม่มีวันกลับ เหลือเพียงคำบอกเล่าจากปากของท่าน

เมืองเก่าตะกั่วป่า มีชื่อเดิมว่า “ตะโกลา” เป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญยิ่งของภาคใต้ ทำหน้าที่เป็นเมืองท่ามาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 500 ค้าขายกับอินเดีย อาหรับ จีน และชาติต่างๆ ที่ล่องเรือนำสินค้ามาขึ้นยังฝั่งทะเลอันดามัน จากตะโกลาปัจจุบันชื่อเพี้ยนเปลี่ยนเสียงมาเป็น “ตะกั่วป่า” เมืองน่ารัก Slow Town ที่เราหลงรัก
อดีตที่ผันผ่าน ยังคงตราตรึงอยู่ในควาทรงจำของผู้คนที่นี่ คนที่เกิด เติบโต และไม่เคยจากเมืองเก่าตะกั่วป่าไปไหนไกล
ทุกซอกมุมคืออดีตที่บรรจุเรื่องราวไว้นับไม่ถ้วน อิฐเก่าบอกเล่าอดีตอย่างเงียบเชียบ รอคนที่เปิดใจมาสัมผัสรับฟัง
สำหรับคนที่โหยหาอดีต ประตูหน้าต่างเก่าหน้าบ้านที่เห็น มิได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมอายุร้อยปี ทว่าเป็นประตูสู่วิถีชีวิตผู้คนแดนใต้ฝั่งอันดามัน ที่พร้อมบอกเล่าเรื่องราวไม่รู้จบ
แม้สังขารจะถูกกาลเวลาพาให้ร่วงโรย แต่รอยยิ้มของอาก๋งนักตีเหล็กก็ยังเปื้อนหน้าทุกครั้ง ที่แหงนหน้าขึ้นดูรูปถ่ายขาวดำเก่าๆ ทั้งของตัวเอง เมีย ลูกๆ และหลานๆ วันวานยังหวานอยู่จริงๆ นะ
ทำอาชีพที่ตนเองรัก มีความสุข อยู่อย่างพอเพียง คือปรัชญาชีวิตของคุณป้าท่านนี้ แม้ไม่ได้เกิดที่เมืองเก่าตะกั่วป่า แต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ก็หลงรัก และไม่อยากจากไปไหน
ซื่อสัตย์กับอาชีพที่ตัวเองรัก นั่งปักผ้า เย็บผ้าทุกวัน ตามออร์เดอร์ลูกค้า ค่อยๆ ทำตามที่มีแรง ไม่เร่งไม่ร้อน
เดินเล่นไปในเมืองเก่าตะกั่วป่า พบเห็นเส้นสายลายศิลป์บนผืนผ้านุ่งผ้าโสร่ง ที่มีแหล่งผลิตจากทั้งในเมืองไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ช่างงดงามน่ามอง เป็นเอกลักษณ์ เหมาะจะซื้อไปฝากคนที่รู้คุณค่าและได้สวมใส่ใช้งานจริง
ตัดผ้ามาตั้งแต่หนุ่มๆ โดยไม่เคยจากเมืองเก่าตะกั่วป่าไปไหน เทิดทูนในหลวงไว้เหนือเกล้า ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ศิลปะแห่งแสงสี ฉาบทาอยู่ในทุกอณูเนื้อของอาคารเก่า ผนังกำแพงที่ใครหลายคนมองว่าไร้ค่า แต่สำหรับเรานี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะอันมีชีวิต Living Museum / Art Museum ของแท้แน่นอน
แม้จะเป็นเพียงมุมเล็กๆ ที่เก่าคร่ำคร่า ทว่าก็เปรียบเสมือน Installation Art เป็นศิลปะการจัดวางอย่างไม่ตั้งใจ แต่ก็งามเกินบรรยาย
เมืองเก่าตะกั่วป่า มีศาลเจ้าจีนอยู่หลายแห่ง และจัดงานเทศกาลใหญ่ๆ รวมถึงงานถือศีลกินผักพร้อมๆ กับภูเก็ตด้วยเหมือนกัน
ภาพขรึมขลังของบรรพบุรุษชาวจีนรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ประกอบสัมมาอาชีพในเมืองเก่าตะกั่วป่า สืบทอดลูกหลานมาจนปัจจุบัน
บ้านคุณป้าที่เห็นด้านหลัง เคยเป็นโรงตีเหล็ก แต่เมื่อเหมืองแร่ดีบุกหมดไป อาชีพนี้ก็สาบสูญ คุณป้าบอกว่า “เมืองกำลังจะหมดลมหายใจ!” เป็นประโยคสั้นๆ ที่กินใจเราเหลือเกิน!
ร้านโกปี้ หรือร้านกาแฟแบบชาวใต้ เหมาะไปนั่งพักผ่อนสบายๆ ดูคนเมืองเก่าตะกั่วป่าเขาเปิดสภากาแฟ พูดคุยสรวนเสเฮฮากันในสยามเช้า
อาคารโบราณอายุเกิน 100 ปีในเมืองเก่าตะกั่วป่า สร้างขึ้นในยุคเดียวกับเมืองเก่าภูเก็ต ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ ชิโน-ยุโรเปียน (Chino-European) หรือจะเรียกว่า ตึกแบบจีนปนยุโรป ก็ไม่ผิด เขาบอกว่าถ้าอาคารหลังใดสร้างต่อกัน ด้วยแบบเหมือนกันหลายคูหา แสดงว่าเป็นญาติหรือครอบครัวเดียวกัน แต่ถ้าอาคารใดสร้างคนละแบบ หรือมีการเว้นช่องว่างไว้ ก็แสดงว่าไม่ใช่ญาติกันนั่นเอง
Special Thanks : ททท. ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา (โทร. 0-7648-1900-2) และ คุณนครพจน์ ปิ่นมิ่ง ททท. ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (โครงการต้นกล้าตากล้อง ท่องเที่ยวไทย) สนับสนุนการเดินทางทำสารคดีเรื่องนี้


























































































































































