Rhythm of Wealth รีเซ็ทกายใจ ในแบบสุขภาพองค์รวม
คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ออกไปสัมผัสความสงบของธรรมชาติ ฟังเสียงนกร้อง จ้องมองดอกไม้และผืนนาสีเขียว สูดอากาศบริสุทธิ์ ทักทายท้องฟ้าและก้อนเมฆ แม้เพียงเวลาสั้นๆ แค่วันเดียวก็คงมีความสุขแล้ว จะมีสถานที่แบบนั้นที่เดินทางง่ายๆ ใกล้เมืองกรุงไหมนะ?
คำตอบคือมีอยู่จริงที่ “Rhythm of Wealth” อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สตูดิโอน้อยน่ารักที่ซุ่มซ่อนอยู่ท่ามกลางแมกไม้และธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่นี่มีความพิเศษ เพราะเปิดบ้านต้อนรับ คนรักสุขภาพในแบบองค์รวม (Holistic Wellness) โดยเฉพาะการบำบัดจิตใจปรับอารมณ์ในแนวลึกซึ้ง กับ “เสียงบำบัด” (Sound Healing) ด้วยขันทิเบต หรือ Singing Bowls นั่นเอง
ป้ายน่ารักๆ หน้าสตูดิโอ Rhythm of Wealth
สตูดิโอน้อยน่ารักริมทุ่งนาแห่งนี้ เป็นของ ครูเป้ (คุณณิชาดา วรัชญ์กุลธร) อดีตหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องสายการบินไทย ที่ผันตัวเข้าสู่สายสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่การทำสมาธิ โยคะ วารีบำบัด การหยาดน้ำมัน ฯลฯ รวมถึง การบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) โดยใช้ขันทิเบต ซึ่งครูเป้เดินทางไปศึกษาศาสตร์นี้อย่างจริงจังที่ เมืองฤาษีเกษ (Rishikesh) รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย เพราะที่เมืองนี้ได้รับการยอมรับระดับสากลว่า “เป็นเมืองหลวงแห่งโยคะของโลก”
ครูเป้ (คุณณิชาดา วรัชญ์กุลธร) พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนด้วยรอยยิ้ม และพลังบวกอันเต็มเปี่ยม
ใครที่รู้สึกเครียด หมดพลังชีวิต หมดไฟ หรือมีความวิตกกังวล นอนไม่ค่อยหลับ ติดอยู่ในวังวนความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ลองมาหาครูเป้แค่ 1 วัน กับโปรแกรม “One Day with ครูเป้” เพื่อปรับสมดุลพลังชีวิตในแบบองค์รวม ทั้ง กาย (Body) ใจ (Mind) จิต (Spirit) และอารมณ์ (Emotional) บางทีเราจะสามารถปลดล็อกปัญหาหลายๆ เรื่องในใจได้ ด้วยการบำบัดเชิงลึก
Chakra Bowls ที่ใช้ขันทองเหลืองทิเบตในการบำบัดด้วยเสียง สามารถปรับพลัง “จักระ” (Chakras) ทั้ง 7 ภายในร่างกายได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เปรียบเสมือนการปรับสมดุลพลังชีวิต ให้รู้สึกสงบในส่วนลึกของจิตใจ อีกทั้งร่างกายก็ผ่อนคลาย ช่วยปรับสภาวะอารมณ์ ลดการคิดมาก ฟุ้งซ่าน กังวล กลัว หรือ Panic ต่างๆ ได้ นี่คือพลังความสั่นสะเทือนของคลื่นความถี่เสียง จากขันทิเบตขนาดต่างๆ
จักระทั้ง 7 ในร่างกายตามหลักโยคะอินเดีย คือศูนย์รวมพลังชีวิตและลมปราณ อันเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างความสมดุลให้ร่างกายส่วนต่างๆ ประกอบด้วย จักระมูลธาร (เพศชายอยู่ตรงปลายกระดูกก้นกบ เพศหญิงอยู่บริเวณหลังปากมดลูกลงไป), จักระสวาธิษฐาน (ปลายสุดไขสันหลัง), จักระมณีปุระ (สะดือ หรือท้อง), จักระอณาหตะ (หัวใจ), จักระวิศทะ (คอ ลิ้น และภายในปาก), จักระอะชะ (ระหว่างคิ้ว) และจักระสหัสสราระ (ดวงตาที่ 3 หรือ The Third Eyes)
มุมถ่ายภาพน่ารักๆ ที่หน้าบ้านทางเข้าสตูดิโอของครูเป้
ทางเข้าสตูดิโอจัดแบบน่ารัก บรรยากาศเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน มีไม้ดอกไม้ใบร่มรื่น พร้อมด้วยลานหินแม่น้ำบำบัด ให้เราถอดรองเท้าเดินรับพลังธรรมชาติ โดยก่อนทำบำบัดก็ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว เพื่อใช้เป็น Data Base ให้ครูเป้ช่วยวิเคราะห์และปลดล็อกปัญหาที่ยังคั่งค้างในใจเรา
ห้องรับแขกกุ๊กกิ๊กแสนน่ารักภายในสตูดิโอ เอนกายให้สบายบนโซฟานุ่มๆ พร้อมรับ Welcome Drink เย็นชื่นใจ
ห้องสตูดิโอ Sound Healing บำบัดด้วยเสียงจากขันทิเบต จัดไว้อย่างสงบเป็นส่วนตัว ไม่มีการบกวนจากภายนอก
ใบ Certification มากมายของครูเป้ ที่ผ่านการศึกษาและฝึกฝนศาสตร์บำบัดด้านต่างๆ อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะคอร์ส Sound Healing จาก เมืองฤาษีเกษ (Rishikesh) รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย
ภาพครูเป้ ยุคที่ยังทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับอยู่บนเครื่องของการบินไทย
ลานหินแม่น้ำบำบัด (River Pebbles Garden) ด้านหน้าสตูดิโอ คือส่วนที่ครูเป้อยากให้เราลองทำ Grounding “ถอดรองเท้าเดิน” บนหินแม่น้ำก้อนกลมมนนุ่มเท้า เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังจากธรรมชาติ ช่วยการไหลเวียนโลหิต พร้อมนวดกล้ามเนื้อเท้า ท่ามกลางสวนสวยอากาศสดชื่น และมีเสียงนกร้องเกือบตลอดเวลา
กลับคืนสู่ธรรมชาติด้วยการบำบัดแบบสุขภาพองค์รวม ในหนึ่งวัน กับครูเป้ที่ “Rhythm of Wealth”
ลานหินแม่น้ำบำบัด (River Pebbles Garden) ที่สามารถเดินนวดเท้าเปล่า รับพลังจากธรรมชาติได้เต็มๆ
การถอดรองเท้าเดินบนหินแม่น้ำ ถือเป็นการใช้ “หินบำบัด” (Stones Healing) ที่จะทำให้เราได้รับพลังงานธรรมชาติจากแร่ธาตุต่างๆ รวมถึงช่วยปรับสมดุลร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ
จากด้านหน้าสตูดิโอ เดินเลี้ยวผ่านสวนไปข้างบ้านครูเป้ จะถึงส่วนที่เป็น “Cafe มอง ดู บัว” (Mong Du Bua) ร้านอาหารเล็กๆ ท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติ ที่ใช้สำหรับเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ผู้มาเยือน
Cafe มอง ดู บัว มุมร้านอาหารเล็กๆ น่ารักและอบอุ่น อยู่ติดสระน้ำที่มีบัวกระด้งและบัวสายหลากสีเบ่งบานรับไอแดดอุ่น ความสดชื่นจากธรรมชาติงดงาม ช่วยเยียวยาจิตใจในส่วนลึก ทำให้ลืมโลกในเมืองอันแสนวุ่นวายไปเลย
ความสุขเล็กๆ ที่สร้างรอยยิ้มได้แบบ infinity ณ Cafe มอง ดู บัว
ดอกบัวหลากสี เบ่งบานอวดความงาม
ความบริสุทธิ์สดชื่นของดอกบัวน้อยๆ คือของขวัญจากธรรมชาติที่สตูดิโอ Rhythm of Wealth ครูเป้
นั่งจิบเครื่องดื่มสุขภาพที่ครูเป้เตรียมไว้ให้เรา ที่ Cafe มอง ดู บัว มองผ่านช่องหน้าต่างออกไปเห็นทุ่งนาเขียวขจีอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ให้ธรรมชาติและความสงบช่วยเยียวยากายใจ ที่ Rhythm of Wealth
หลังจากลองถอดรองเท้าเดินบนลานหินแม่น้ำกันแล้ว ก็ต่อด้วย Sand Grounding หรือ “การเดินรับพลังธรรมชาติจากพื้นทราย” ตรงสู่หลังบ้าน ที่เป็นส่วนของการลง แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และ แช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) สลับกัน
ด้านหลังสตูดิโอครูเป้ มองไปเห็นความเย็นของสระบัว และแมกไม้สีเขียวโอบล้อมเราไว้ ที่วิเศษมากคือมีเสียงนกร้องเกือบตลอดเวลา
สวนพืชผัก Organic น้อยๆ ที่ครูเป้ปลูกเองไว้หลังสตูดิโอ แข่งกันงอกงามเติบโต ปนความน่ารักอัดแน่นอยู่ในทุกอณู
ส่วนสำคัญมากอย่างหนึ่งในการมา “บำบัดกายใจแบบองค์รวม” (Holistic Wellness) ที่สตูดิโอครูเป้วันนี้ คือการลงแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และ แช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) สลับกัน พร้อมกับฝึกทำสมาธิกำหนดลมหายใจไปด้วย ถือเป็นการทำ “Deep Mind Healing” ที่สามารถลดความเครียด ความวิตกกังวล และปรับสมดุลชีวิตได้ยอดเยี่ยม
อ่างแช่น้ำเกลืออุ่น (Warm Salt Bath) ล้างสารพิษออกจากร่างกาย
เมื่อเปลี่ยนชุดพร้อมเปียกกันแล้ว เราก็ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาด ด้วยการ “อาบน้ำเกลือ” (Salt Bath) ที่ครูเป้เตรียมไว้ให้ในห้องน้ำ เพื่อ ชะล้างพลังงานลบ (Negative Energy) ที่ติดค้างอยู่ในร่างกายออกไปส่วนหนึ่งก่อน อีกทั้งช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย และ ชะล้างสารพิษ (Toxic Sunstances) ออกจากร่างกายด้วย
เริ่มลง แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) โดยมีครูเป้อยู่ดูแลคอยแนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยเราจะต้องอบอุ่นร่างกายก่อน ขยับแข้งขยับขา สะบัดมือสักพัก
ครูเป้จะสอนให้เราทำสมาธิขณะลงแช่น้ำแข็ง คือกำหนดลมหายใจเข้าออก “4-4-4” (หายใจเข้า นับ 1-4 / กลั้นหายใจไว้ นับ 1-4 / ผ่อนลมหายใจออกทางปาก นับ 1-4) จากนั้นเมื่อจิตค่อนข้างนิ่งเป็นสมาธิแล้ว ก็ให้ปรับการหายใจเป็น “4-7-8” (หายใจเข้านับ 1-4 / กลั้นลมหายใจไว้นับ 1-7 / ผ่อนลมหายใจออกทางปากนับ 1-8)
ประโยชน์ของการ แช่น้ำแข็ง (Ice Bath) มีมากมาย อาทิ ช่วยลดการอักเสบของร่างกาย, ฟื้นฟูเซลล์, กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและนำ้เหลือง, ลดกรดแลคติกที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ, ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ฯลฯ ขณะนอนแช่นำ้แข็งหลอดเลือดจะหดตัว เมื่อทำสลับกับการแช่น้ำเกลืออุ่นๆ หลอดเลือดก็จะขยายตัวอีกครั้ง จึงเป็นการเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ด้วย (อย่างไรก็ตาม ใครที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือต่ำกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์ หรือพิจารณาให้ละเอียดก่อนทำ Ice Bath)
ครูเป้จะคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ในขณะแช่ Ice Bath และ Warm Salt Bath
การลงแช่น้ำแข็งจะต้องค่อยๆ ลงทีละส่วน เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวก่อน เริ่มตั้งแต่เท้า ขา เข่า จนกระทั่งลงนั่งแช่ทั้งตัวให้ลึกประมาณต้นคอบริเวณก้านสมอง ช่วงแรกจะรู้สึกเย็นวูบวาบซาบซ่านไปทั้งร่าง โดยเฉพาะปลายมือปลายเท้า แต่เมื่อใช้ความนิ่งของสมาธิลมหายใจเข้าข่ม ความฟินก็จะเริ่มบังเกิด และเมื่อแช่ได้ครบ 10-15 นาทีแล้ว ใครจะลองเอาหน้าก้มลงจุ่มน้ำแข็งก็ได้ จะยิ่งสดชื่น
การแช่ Ice Bath ของ Rhythm of Wealth ถือเป็นการทำ “Deep Relaxation” หรือ “Deep Healing” อย่างแท้จริง เพราะจะให้เราแช่น้ำแข็งอยู่นาน 10-15 นาที พร้อมกับทำสมาธิกำหนดจิต Focus อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก โดยใช้การหายใจ 4-4-4 และ 4-7-8 ตามที่ครูเป้ฝึกให้ ลมหายใจและสมาธิจึงเข้าควบคุมร่างกายอย่างสมบูรณ์
นอนแช่ Ice Bath พร้อมกับชื่นชมพรรณไม้เขียวสดเย็นตา บึงบัว และฟังเสียงนกร้องไปด้วย ถ้าไม่เรียกว่านี้คือ “ความสุข” แล้วจะเรียกว่าอะไรอีกล่ะ
ยืนอาบไอแดดอุ่นรับพลังธรรมชาติ หลังจากแช่ Ice Bath เสร็จเรียบร้อย
แช่ Ice Bath เสร็จแล้วก็ถึงเวลา “แช่น้ำเกลืออุ่น” (Warm Salt Bath) เพื่อให้ร่างกายเกิดการสลับอุณหภูมิเย็น-ร้อน ช่วยระบบการไหลเวียนเลือด มีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ และน้ำเกลือยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย
เกลือ Sea Salt บริสุทธิ์ ช่วยดูดซับสารพิษออกจากร่างกาย อีกทั้งช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส
นอนแช่อ่าง Warm Salt Bath ที่ครูเป้ผสมเกลือสูตรเฉพาะลงไป (เกลือ Sea Salt + Himalayan Salt) พร้อมกับฟังเพลงบรรเลงโฮโนโปโน่ เพื่อให้กายใจผ่อนคลายเต็มที่ เนื้อหาของเพลงพูดถึงการให้อภัยตัวเองในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดมา ช่วยเยียวยา ช่วยปลดล็อกเรื่องราวมากมายที่อาจเป็นเหมือนตะกอนค้างคาใจเรา
นอนแช่น้ำเกลืออุ่นๆ ฟังเพลงโฮโนโปโน่ และฟังเสียงนกจากสวนรอบๆ ร้องไปด้วย นี่คือความสุขที่ใครหลายคนอาจฝันหามานาน ใช้เวลาแช่ประมาณ 10-15 นาที จะรู้สึกตัวโล่งเบาหวิวเหมือนเกิดใหม่ ได้ Reset กายใจจริงๆ จากนั้นก็ควรอาบน้ำเปล่าไม่ต้องถูสบู่ เพื่อให้เกลือยังสามารถซึบซาบลงสู่เซลล์ผิวส่วนลึก บำรุงผิวพรรณเราต่อไป
อาหารมื้อเที่ยงแสนน่ารักและน่ากิน ที่ครูเป้บรรจงจัดเตรียมไว้ให้เรา โดยใช้แม่ครัวท้องถิ่นแถวบ้านปรุงมาให้ จึงได้อาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล รสมือแม่ แถมเป็นอาหารแนวสุขภาพด้วยนะ
อิ่มท้อง อิ่มใจ นั่งกินมื้อเที่ยงแสนอร่อยกันตรง Cafe มอง ดู บัว
อาหารพื้นบ้านแนวสุขภาพ เสิร์ฟมาอย่างน่ารักและสะอาดในมุ้งกันฝุ่นกันแมลง เห็นแล้วน้ำลายสอ
วันนี้มีข้าวไรซ์เบอร์รี่ร้อนๆ กินกับไข่ยัดไส้, แกงส้มกุ้งภาคกลาง, กะหล่ำผัดน้ำปลา และน้ำพริกผักลวก
ขนมพื้นบ้านจากฝีมือแม่ครัวท้องถิ่น เป็นการช่วยอุดหนุนกระจายรายได้สู่ชาวบ้าน และทำให้คนที่มาเยือนได้สัมผัสวิถีความอร่อยที่นี่ด้วย
หลังจากมื้อเที่ยงแล้ว ก็ถึงไฮไลท์ของวันนี้ คือ “การบำด้วยเสียง” (Sound Healing) ของครูเป้ โดยใช้ขันทองเหลืองทิเบตและอุปกรณ์สร้างเสียงหลายแบบ ซึ่งคลื่นเสียงจากขันทิเบตสามารถเข้าไปปรับสมดุลใน จุดจักระ (Chakras) ทั้ง 7 ของร่างกายได้ รวมถึงปรับคลื่นสมองของเราให้ผ่อนคลาย แสงไฟมืดสลัวให้ห้อง แอร์เย็นกำลังดี นอนปิดตาให้สนิท ปล่อยกาย ใจ จิต ให้ล่องลอยคล้อยตามเสียงที่ก้องกังวาลอยู่ในโสตประสาทเหล่านั้นไป ไม่ต้องคิด ไม่ต้องฝืน นี่คือเวลา 30-40 นาที ที่เรียกว่า Deep Relaxation ที่วิเศษสุดๆ
ขันทองเหลืองทิเบตที่ครูเป้ใช้ประกอบการบำบัด Sound Healing มี 2 ชุด ขันชุดใหญ่เรียกว่า Chakra Bowls ใช้ปรับสมดุลพลังจักระ 7 จุดในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีขัดทิเบตชุดเล็กอีก 7 ใบ ที่ใช้ปรับสมดุลคลื่นสมองด้วย

จุดจักระทั้ง 7 ของร่างกาย จำเป็นต้องใช้ขันทิเบตเฉพาะเพื่อเปิดและปรับสมดุลในจุดนั้นๆ ตามศาสตร์โยคะโบราณของอินเดีย เชื่อว่าสามารถช่วยให้พลังชีวิตภายในไหลลื่นและสมดุล คลื่นเสียงช่วยลดความเครียด ความกังวล แก้การนอนไม่หลับ ความอ่อนล้า ซึมเศร้า ความกลัว และอาการ Burn Out ภายในให้คืนชีพได้
นอกจากขันทิเบตชุดใหญ่ชุดเล็กแล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกมากมายที่ครูเป้สรรหามาประกอบการบำบัด Sound Healing ทั้งระฆังวัชระของทิเบต กลองหนังอินเดียนแดง และอื่นๆ อุปกรณ์บางชิ้นสามารถสร้างเสียงคล้ายน้ำไหล เสียงลม จนทำให้เราเคลิ้มหลับไปเลย
ภายในสตูดิโอ Sound Healing ของครูเป้ มีเกลือ Himalayan Salt วางอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อคอยดูดซับพลังงานลบ (Negative Energy) อีกทั้งยังมีหินหลากสีวางอยู่ใกล้ๆ เพื่อใช้เป็น “หินบำบัด” (Stone Healing) หินเหล่านี้มีแร่ธาตุต่างกันอยู่ในตัว จึงเก็บและปล่อยคลื่นไฟฟ้าที่เรามองไม่เห็นออกมาต่างกัน ในกิจกรรมนี้ใช้เพื่อปรับสมดุลกาย (Body) ใจ (Mind) จิต (Spirit) และอารมณ์ (Emotional) แถมยังช่วยปรับสมดุล พลังจักระ (Chakra)ในร่างกาย รวมถึง พลังงานรอบตัว (Aura) ที่เราส่งออกมาด้วย
Sound Healing เป็นคลื่นเสียงที่มองไม่เห็น แต่เราได้ยินและสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งสมอง ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ต่างได้รับการบำบัดไปพร้อมกัน บางคนก็สบายจนเคลิ้มหลับไปเลย
ลีลาการทำ Sound Healing พร้อมน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันเปี่ยมพลังบวกของครูเป้ คือพลังบำบัดที่ช่วยเยียวยาเราได้อย่างวิเศษ เมื่อเสร็จกิจกรรมนี้แล้ว ใครจะให้ครูเป้ช่วยตรวจพลังออร่า (Aura) หรือใช้ Pendulum ตรวงจพลังตามจุดจักระต่างๆ ของร่างกายเราได้อีกด้วย
เครื่องดื่มและของว่างแนวคนรักสุขภาพ พร้อมเสิร์ฟที่ Rhythm of Wealth
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่วันเดียวที่ Rhythm of Wealth จะช่วยรีเซ็ทกาย ใจ จิต และอารมณ์เราได้มากมายขนาดนี้ ขอบคุณธรรมชาติความน่ารัก ความอบอุ่น และมิตรภาพที่ครูเป้มีให้ ตอนนี้เรามีพลังชีวิตเพิ่ม ปลดล็อกบางเรื่องราวในใจได้แล้ว และพร้อมกลับไปสู้ใหม่ รับรองว่าเราต้องได้พบเจอกันอีกแน่นอน
Mobile : 099-7892644
FB : Rhythm of Wealth
IG : @rhythm.of.wealth
TT : rhythm_of_wealth
YT : Rhythm of Wealth
Line : @rhythmofwealth
Website : www.rhythmofwealth.studio





ไฮไลท์ของที่นี่คือ






(13) วัด Urgelling Gompa เมืองตาวัง



หากใครเคยไปเที่ยวประเทศภูฏานมาแล้ว ก็คงเคยเห็นพระพุทธรูปมหึมาบนยอดเขาชื่อ Buddha Dordenma Statue ส่วนที่เมืองตาวัง รัฐอรุณาจัลประเทศ ก็มีคล้ายกัน คือ 

























ยังมีกิจกรรมขี่ช้างหรือนั่งรถจี๊ปซาฟารี ล่องเรือดูปลาโลมาน้ำจืด ดูผีเสื้อ ล่องแก่ง ปั่นจักรยาน ตีกอล์ฟ เล่นเทนนิส เรียนทำอาหารท้องถิ่น ฯลฯ ยิ่งกว่านั้นยังมี 







เราเดินลัดเลาะผ่านหมู่บ้านเข้าไปไม่ไกล ก็ถึงบ้านหลังหนึ่งเปิดประตูต้อนรับ หลังบ้านมีระเบียงกว้างที่มองออกไปเห็นทุ่งนาและทิวเขาทอดยาว โต๊ะยาวพร้อมม้านั่งไม่หรูหราทว่าสวยงาม







ความงามนี้คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี 




เขายังมีที่พักหรูสไตล์โคโลเนียลกลางไร่ชาให้เช็คอินชื่อ



หมู่บ้านเอาฮาลีอยู่บนเส้นทางระหว่างไปเมืองดิรัง (Dirang) โดยออกจากเมืองน้ำทราย (Namsai) ไม่ไกลก็ถึง 




จุดที่ห้ามพลาดคือ












ท่ามกลางอากาศร้อนใกล้ 40 องศาเซลเซียส ของกลางเดือนเมษายน 2025 เราบินลัดฟ้าจากไทยไปยัง เมืองกัลกัตตา (Kolkata) ของอินเดีย แล้วเปลี่ยนเครื่องบินภายในประเทศสู่ เมืองดิบรูกาห์ (Dibrugarh) แคว้นอัสสัม จากนั้นต่อรถยนต์อีกไม่ไกลก็ถึง 
ทุกปีในช่วงกลางเดือนเมษายน เมื่อจักรราศีเปลี่ยนผ่านจากมีนเข้าสู่เมษ ชาวไทคำตี้ก็จะร่วมกันจัดงานเทศกาล 


“การเชิญสื่อมวลชนและบริษัททัวร์จากนานาชาติเข้าร่วมชมงานมหาซังเกนในปีนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงประเพณีที่ดีงามและมีความสำคัญ สามารถสร้างความประทับใจและน่าจดจำได้ในระดับโลก นับเป็นความพยายามของเราที่จะประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงประเพณีที่มีความพิเศษ เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเรามีแผนจะทำการเผยแพร่ในแพลทฟอร์มที่หลากหลาย กว้างขวางขึ้นต่อไป” 
รอบเจดีย์ทองคำเป็นลานปูนและสนามหญ้ากว้าง มีต้นโพธิ์และแมกไม้ใหญ่ร่มรื่น 










สายน้ำบริสุทธิ์แห่งความสุขและศรัทธา
ศรัทธา ธรรมชาติ และผู้คน มาบรรจบกัน ณ วัดเจดีย์ทองคำใน
ผูกเครื่องพุทธบูชาประดับไว้รอบๆ พระเจดีย์



ขบวนแห่ที่ดูสวยงามแปลกตา
เมื่อการเปิดงานอย่างเป็นทางการโดย

ทางวัดเจดีย์ทองคำมีก๊อกน้ำให้ผู้คนมาเติมน้ำกันได้อย่างไม่อั้น


รวมฟ้อนรำอย่างสนุกสนานต้อนรับปีใหม่ 


สรงน้ำพระพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข
สรงน้ำพระเจดีย์ในวันมหาซังเกน ตามคติความเชื่อชาวไทคำตี้
สิ่งที่เราไม่เคยรู้อีกอย่างเกี่ยวกับงานเทศกาลมหาซังเกนไทคำตี้ในอินเดีย คือที่ 
แม้ค่ำมืดแล้ว การเล่นสาดน้ำและสรงน้ำพระพุทธรูป สรงน้ำพระเจดีย์ ก็ยังคงดำเนินต่อไปด้วยแรงศรัทธา










ใน พ.ศ. 2375 ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯให้ บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ ทรงให้หล่อรูปฤษีดัดตนเป็นโลหะ และรวบรวมตำราการนวดและตำราการแพทย์จารึกในวัดโพธิ์ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปศึกษา และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จนถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยามเลยทีเดียว ใน พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดเกล้าฯให้แพทย์หลวงสังคายนาและแปลตำราแพทย์จากภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาไทย เรียกว่า
ปัจจุบัน 


เปลี่ยนเสื้อผาเสร็จแล้ว


นอกจากบริการนวดแผนไทยแล้ว
มาใช้บริการนวดแผนไทยที่ศูนย์สุขภาพเชตวันแล้ว อย่าลืมไปสัมผัสขนมและเครื่องดื่มสุขภาพที่

ตอนนี้มีเครื่องดื่มใหม่ล่าสุดให้ชิม 
นอกจากนี้
ขนมละลานตาน่าลิ้มลองที่ 




วันนี้จังหวัดนครพนมได้กลายเป็น
ชวนกันไปเดินเล่นชิลล์ๆ ในย่าน
บ้านเรือนเก่าริมลำโขงในเมืองนครพนม เต็มไปด้วยเสน่ห์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
สีสันลานคนเมืองนครพนม
มีจุดถ่ายภาพเก๋ๆ ตรงริมโขงด้วย
ถนนคนเดินนครพนมในย่านเมืองเก่า มีทุกวันศุกร์-เสาร์ เก๋ไก๋ น่ารักจริงๆ เลย

ตัวเมืองนครพนมปัจจุบัน มีพี่น้องชาวไทยคริสต์จากเวียดนามที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่จำนวนมาก จึงปรากฏโบสถ์คริสต์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสานขึ้น ในนาม 
พระติ้ว พระเทียม อันศักดิ์สิทธิ์
ใครตื่นแต่เช้า ก็จะได้ไปตักบาตรริมโขงที่หน้าวัดพระธาตุนคร ต้อนรรับวันใหม่อันสดใส
เสน่ห์ยามเย็นของแสงสีบนฟากฟ้าเหนือลำน้ำโขงหน้าเมืองนครพนม สามารถล่องเรือชมได้ทุกวัน
เสน่ห์แสงยามเช้าในช่วงฤดูหนาวหน้าเมืองนครพนม มองไปยังฝั่งเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนของลาว ฤดูหนาวน้ำโขงลดระดับ เผยให้เห็น
เสน่ห์อันเป็นที่สุดอีกอย่างหนึ่งของนครพนมคือ 







ห่างจากตัวเมืองนครพนมไปเพียง 47 กิโลเมตร ในอำเภอท่าอุเทน คือที่ตั้งของจุดบรรจบ 
ซากเมืองเก่าไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน คือประจักษ์พยานของอาณาจักรศรีโครบูรที่เคยรุ่งเรืองอยู่ ณ จุดนี้ เมื่อประมาณ พ.ศ. 1000-1500
วัดเก่าแห่งไชยบุรี ได้รับการบูรณะสมัยฝรั่งเศสยึดครอง โดยนำศิลปะแบบโคโลเนียลเข้าไปประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว
ซากเจดีย์เก่าของอาณาจักรศรีโคตรบูร แม้จะผุพังไปตามกาลเวลา ทว่ายังเปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ไชยบุรี ท่าอุเทน นครพนม มีอะไรให้ค้นหามากมายจริงๆ เที่ยวกันจนเหนื่อยล่ะ แวะดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนดีกว่าเนอะ
ปิดท้ายทริปเมืองรองนครพนมอันแสนประทับใจ ด้วยการเติมพลังไข่กระทะ กับขนมปังบาแกตต์ ให้มีแรงเที่ยวต่อ
แล้วก็แน่นอนว่า ต้องลิ้มลองอาหารพื้นบ้านอย่างข้าวปุ้นน้ำนัว ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว หมูยอ รวมถึงอาหารอีสานครบชุดใหญ่ เป็นการสั่งลานครพนมอย่างประทับใจ

ชาว 
ชาวสมาชิก


จากที่ตั้งเดิมของบุคคลัภย์ ที่ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ได้ใช้เป็นที่ทำการชั่วคราวของ
ได้เวลาเดินลัดเลาะตรอกซอกซอยเข้าสู่
บางตรอกซอกซอยของตลาดน้อยยังคมีสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมฝรั่งให้ชม โดยจุดนี้เคยเป็นตรอกโรงฝิ่นเมื่อครั้งอดีต
ในชุมชนตลาดน้อย ยังมีบ้านทำหมอนจีนโบราณ หลังสุดท้าย ที่ผลิตหมอนทุกใบด้วยมืออย่างประณีตงดงาม โดยหมอนเหล่านี้จะนำไปใช้ในพิธีมงคลต่างๆ ล้วนสะท้อนความเชื่อ ความศรัทธาของชาวจีนโพ้นทะเล ที่อพยพมาตั้งรกรากพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนแผ่นดินสยาม หมอนทุกใบเป็นงาน Handmade ล้วนๆ ต้องช่วยกันอุดหนุนแล้วล่ะ

ชาวสมาชิก
มุมสุดคลาสิกในชุมชนตลาดน้อย เหมือนได้เดินย้อนอดีตเลยจริงๆ
เดินเตร็จเตร่เข้าไปในชุมชนเขตสัมพันธวงศ์ (ถนนที่จะไปถึงหน้าวัดสัมพันธวงศาราม) ด้านขวามือจะผ่านอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น ของ
ตึกฝรั่งในเขตวัดสัมพันธวงศาราม
ในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้านหน้าวัดเกาะมีโรงพิมพ์ของบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากจนถึงทุกวันนี้ คือ 

ภายในวัดปทุมคงคา มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสีขาวสะอาดนับสิบองค์เรียงรายอยู่โดยรอบ กล่าวกันว่าในเขตเกาะรัตนโกสินทร์มีเพียงไม่กี่วัดที่มีลักษณะนี้ เพราะต้องเป็นวัดที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น
ภายในพระอุโบสถวัดปทุมคงคา ประดับประดาด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังยุคต้นรัตนโกสินทร์ สังเกตได้จากภาพเทพชุมนุมบนฝาผนังสองด้าน อันเป็นลักษณะจำเพาะของช่วงรัชกาลที่ 1-3
ระเบียงคดสี่ด้านรอบโบสถ์วัดปทุมคงคา มีพระพุทธรูปปางต่างๆ นับร้อยองค์ประดิษฐานไว้ให้สักการะ
ถ้าสังเกตให้ดี จะพบช่องบรรจุอัฐิของ
หินประหาร คือหินก้อนใหญ่ที่นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า น่าจะใ้ช้เป็นหินสำเร็จโทษเจ้านายที่กระทำความผิดร้ายแรงในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเป็นเจ้านายพระองค์สุดท้ายของสยามที่ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์
เดินเที่ยวกันมากว่าครึ่งวัน ตอนนี้ก็เริ่มหมดแรงแล้ว ได้เวลาเข้าห้องแอร์เย็นฉ่ำ กินเลี้ยงปีใหม่ในสไตล์
ระหว่างรับประทานอาหาร ยังมีการจับแจกลุ้นโชคของรางวัลรับปีใหม่ 2018 อย่างสนุกสนาน

อิ่มหนำกันถ้วนหน้าจากอาหารเที่ยงแสนอร่อยที่ถนนเยาวราช เราก็เดินย้อนมาลงเรือข้ามฟาก ข้ามจากฝั่งกรุงเทพฯ ไปยังเขตคลองสาน ฝั่งธนบุรี

สิ่งที่ห้ามพลาดชมด้วยประการทั้งปวงในวัดทองธรรมชาติ คือภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชั้นครู ที่ถือว่าเป็น 1 ใน 10 ภาพจิตรกรรมฝาผนังของยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่ยังสมบูรณ์ที่สุด โดยส่วนใหญ่วาดเป็นภาพพุทธประวัติในตอนต่างๆ นับเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติที่เราต้องช่วยกันหวงแหน
ผ้าพระบฎอายุนับร้อยปีใส่ไว้ในกรอบทองประดับเหนือประตูหน้าต่างทุกบาน ของพระอุโบสถวัดทองธรรมชาติ คืออีกหนึ่งมรดกแห่งแผ่นดินที่เราต้องช่วยกันรักษา
แม้วันนี้ทริปจะจบลงและเราต้องจากกัน แต่แน่นอนว่า ความผูกพันอันเหนียวแน่นของพี่น้องชาว 
ความเดิมจากตอนที่แล้ว
จากตลาดเหล่าตั๊กลัก ถ้าเรานั้่งรถสองแถวของชาวบ้านลัดเลาะเข้าไปตามถนนสายเล็กๆ อันร่มรื่น ได้เห็นบรรยากาศสวนแบบดั้งเดิมของชาวคลองดำเนินสะดวก ที่ยังมีท้องร่อง ลำราง ลำประโดง เชื่อมโยงผันน้ำเข้ามาหล่อเลี้ยงสวนมะพร้าว สวนผลไม้ มาจนถึงทุกวันนี้




ไม้กวาดทางมะพร้าวฝีมือคุณยายที่




นอกจากการเดินเลาะริมน้ำดำเนินสะดวก ตลาดเหล่าตั๊กลัก และนั่งรถสองแถวเที่ยวชมวิถีชาวสวนแล้ว 



ทางเล็กๆ ปั่นซ๊อกแซ๊กเข้าสวน
ไม่ต้องรีบ หยุดพักเหนื่อยแอ๊กท่าถ่ายภาพกันสักนิด (ท่าจะยังมีแรงเหลือ ฮาฮาฮา)
ดื่มน้ำมะพร้าวเติมพลัง จะได้มีแรงปั่นเที่ยวสวนต่อ
วันนี้โชคดี ได้มีโอกาสเห็นวิธีนำมะพร้าวออกมาจากสวนคราวละมากๆ พร้อมกันเป็นร้อยๆ ลูก ด้วยการผูกติดลากออกมาตามท้องร่องสวน แปลก ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
บางช่วงก็ชวนกันเข้าไปปั่นในสวนบ้าง วิวแบบนี้ในเมืองใหญ่ไม่มีแน่นอน ฮาฮาฮา
ปั่นยังไงก็ไม่เหนื่อย เพราะไม่ได้ปั่นเร็ว แดดก็ไม่ร้อน ร่มรื่นด้วยสวนสูงสวนเตี้ย
ความสนุกจากการปั่นจักรยานชมสวนในวันนี้ จะประทับใจเราไปอีกนาน




เหนื่อยจากการปั่นจักรยานมา 15 กิโลเมตรแล้ว ขากลับไปตลาดเหล่าตั๊กลัก เราเลยใช้วิธีล่องเรือหางยาวชมคลองดำเนินสะดวก ให้เรือแล่นไปช้าๆ รับลมเย็นๆ ตามแบบ
บ้านเรือนริมคลองดำเนินสะดวก
เรือนไทยริมคลองดำเนินสะดวก
บรรยากาศคลองดำเนินสะดวกในปัจจุบัน
เที่ยวกันมาทั้งวันแล้ว ถ้าใครไม่รีบกลับบ้าน และอยากใช้เวลาค้างคืนต่อที่ดำเนินสะดวก เขาก็มีที่พักหลายรูปแบบไว้ให้เลือกนะจ๊ะ อย่างเช่น 
ห้องนอนรวมแบบ Hostel ในราคาแสนประหยัด ที่
หรือถ้าชอบความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และต้องการนอนริมน้ำจริงๆ ก็มี 


เสน่ห์สายน้ำเงียบสงบยามเช้า สืบสานวิถีพุทธกับการตักบาตรทางน้ำ
วิถีชีวิตแบบนี้ยังมีให้เห็นแถบดำเนินสะดวก อัมพวา บางน้อย บางคนที บนรอยต่อจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม
โบกมือลาสายน้ำ ขอฝากหัวใจไว้ที่นี่ แล้วเราจะกลับมาพบกันใหม่แน่นอน

เรือแจวน้อยลำนั้นค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปพร้อมสายน้ำที่ยังคงไม่หยุดไหลแม้สักวินาที จะมีใครรู้บ้างว่า ที่นี่คือ

แม้ภาพวิถีเก่าๆ ที่น้ำท่วมทุกปีในช่วงเดือนสิบเอ็ดเดือนสิบสองน้ำนองเต็มตลิ่ง จะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว (เพราะมีการสร้างเขื่อนเจ้าพระยา) ทว่าวิถีชาวน้ำแห่งเหล่าตั๊กลักก็ยังคงมีลมหายใจตราบทุกวันนี้
ทุกวันนี้เร่ิมมีการฟื้นฟู
ในขณะที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกในปัจจุบันเนืองแน่นแออัดไปด้วยนักท่องเที่ยววันละเป็นหมื่นคน (โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์) เพียงเดินข้ามสะพานข้ามคลองดำเนินสะดวกมาอีกฝั่งที่ 

สินค้าหลายอย่างชวนให้นึกถึงวัยเด็กเนอะ
งานฝีมือน่ารักๆ ที่สะท้อนความผูกพันระหว่างคนและสายน้ำคลองดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
แม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่คุณป้าก็เปิดหน้าบ้านที่หันออกริมน้ำ ขายหมวกขายพัดเล็กๆ น้อยๆ ให้นักท่องเที่ยวที่เดินมาเยือนเหล่าตั๊กลัก
ด้วยความน่ารัก มีคุณค่าเรื่องราวเรื่องเล่าย้อยไปได้กว่า
นอกจากจะเป็นการประชุมสัญจรของสมาคม
ผู้นำชุมชนตลาดเหล่าตั๊กลัก บรรยายสรุปประวัติความเป็นมาและความสำคัญ ของตลาดน้ำแห่งแรกในเมืองไทยให้สมาชิก
สภาพคลองดำเนินสะดวกในปัจจุบัน ยังคงมีบ้านเรือนปลูกชิดริมน้ำ และเรือประเภทต่างๆ ทั้งเรือของชาวบ้านและเรือท่องเที่ยว แล่นไปมาเติมจังหวะสีสันอยู่ทุกวัน
ไม่ได้มีแต่เรือหางยาวติดเครื่องยนต์นะจ๊ะ เรือพายขายผลไม้ก็ยังมีให้เห็นเหมือนกัน
ภาพชีวิตเนิบช้าและเงียบสงบ บริเวณคลองดำเนินสะดวก ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ในปัจจุบัน
ใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำทุกเช้าค่ำ ณ ตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก
คลองดำเนินสะดวกบริเวณตลาดเหล่าตั๊กลัก แม้เรือพายขายของจะย้ายไปอยู่ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกกันหมด แต่ ณ จุดนี้เอง
เรือติดเครื่องยนต์คำรามแล่นตัดผิวน้ำคลองดำเนินสะดวก พานักท่องเที่ยวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าไปยังตลาดน้ำดำเนินสะดวกอันคลาคล่ำ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีเรือพายที่อนุรักษ์วิถีเนิบช้าเอาไว้
เรือบางลำอาจจะแล่นเร็วและเสียงเครื่องยนต์ดังไปบ้าง ในอนาคตคงต้องมีมาตรการควบคุม ให้เที่ยวกันได้อย่างยั่งยืนตลอดไปนะจ๊ะ
ยามเช้าที่ตลาดเหล่าตั๊กลัก มีเรือพายขายของแบบ
กล้วยน้ำว้าน่าทานจากสวนใกล้ๆ ตลาดเหล่าตั๊กลัก อัดแน่นมาเต็มลำเรือแจวของคุณป้า
แม่ลูกคู่นี้จะไปไหนกันจ๊ะ? น่าอิจฉาจังมีเรือส่วนตัวด้วย ชวนให้นึกถึงเมืองเวนิสที่อิตาลีเลยนะเนี่ยะ ฮาฮาฮา
เรือพายขายไอศกรีมมะพร้าวผ่านหน้าตลาดเหล่าตั๊กลักทุกวัน
กิจกรรมน่าสนุกสำหรับการมาเยือนตลาดแห่งนี้ คือ
ใครที่ต้องการหามุมสงบๆ ไม่แออัดวุ่นวาย ตลาดเหล่าตั๊กลักอาจคือคำตอบสุดท้ายของคุณ
ศิลปินหลายคนที่มีสายเลือดเหล่าตั๊กลักแท้ๆ พากันมาฝังตัวสร้างสรรค์งานศิลป์ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความทรงจำ และความผูกพันกับบ้านเกิด
แถบนี้มีสวนมะพร้าวเยอะ ศิลปินแห่งตลาดเก่าเหล่าตั๊กลักจึงนำกะลามะพร้าวมาเนรมิตเป็น
บรรยากาศย้อนยุคที่ยังมีการใช้งานอยู่อาศัยจริง ของตลาดเหล่าตั๊กลัก
รถเด็กเล่นปั่นได้จริง เก่าเก็บ แต่ทรงคุณค่าทางจิตใจสำหรับใครหลายๆ คน
คุณแต่งแห่งเหล่าตั๊กลัก สาธิตการวาดภาพจากยางต้นกล้วยให้เราชม
อาหารขึ้นชื่อของตลาดเหล่าตั๊กลักมีหลายอย่าง ที่โด่งดัง เช่น 


แม้หน้าตาจะธรรมดา แต่ส้มตำของเรือนแม่สุภาพ รสชาติไม่เป็นรองใครเลยจริงๆ
ข้าวเกรียบปากหม้อ ของเรือนแม่สุภา
ขนมกล้วยแบบจีนแท้ๆ ที่เรือนแม่สุภา
เส้นทางเดินเที่ยวเลาะริมคลองดำเนินสะดวก สวยงาม มีสีสันทั้งจากดอกไม้และวิถีชีวิตผู้คน
เดินเล่นเย็นใจในแบบ
น้ำยังสะอาดขนาดโดดเล่นได้อย่างไม่ต้องกังวล
ว่างๆ ก็ลงไปแช่น้ำคลายร้อนซะเลย ฮาฮาฮา
ถ้าน้ำไม่สะอาดจริง ปลาเสือตอตัวใหญ่อวบอ้วนขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเรา คงจะอยู่ไม่ได้แน่นอน
เมื่อคนดูแลสายน้ำ สายน้ำก็เอื้ออาทรต่อผู้คน
หน้าบ้านน่ามอง ณ ริมน้ำคลองดำเนินสะดวก
เส้นทางเดินเที่ยว 
หลังจากเดินเที่ยวริมคลองดำเนินสะดวกกันจนชุ่มปอดแล้ว เราก็เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งรถสองแถวท้องถิ่นเที่ยวชมวิถีบนบกกันบ้าง
จุดแรกที่ห้ามพลาดชมด้วยประการทั้งปวง คือ


วันนี้ตรงกับเทศกาลกินเจ ของไหว้ในโรงเจจึงมีมากเป็นพิเศษ

สถาปัตยกรรมจีนอันละเอียดอ่อนและเปี่ยมสีสันของ
บรรยากาศในช่วงเทศกาลกินเจที่
พลังศรัทธาหลั่งไหลสู่ 





















