สัมผัสวัดเขาอ้อ สำนักตักศิลาแห่งไสยเวทย์ปักษ์ใต้ จ.พัทลุง

‘พัทลุง’ นามนี้คือดินแดนแสนสงบ แม้จะถูกจัดฐานะเป็นเมืองรองทางการท่องเที่ยว ทว่าคนที่เคยได้สัมผัส ‘พัทลุง’ อย่างลึกซึ้งแล้วจะรู้ว่า เมืองนี้มีเสน่ห์ น่ารัก น่าหลงใหล เป็นเมืองสงบเนิบช้า งดงามด้วยธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และน้ำใจไมตรีของผู้คน อีกทั้งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อยู่ติดกับทะเลน้อยและทะเลหลวง ซึ่งเป็นส่วนทิศเหนือของทะเลสาบสงขลา ห้วงน้ำใหญ่ที่ต่อเติมระบบนิเวศให้ยั่งยืนเมื่อกล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาในพัทลุงแล้ว ชื่อ ‘วัดเขาอ้อ’ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน ย่อมต้องโดดเด่นขึ้นมาเป็นที่หนึ่งอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลว่าวัดเขาอ้อคือศูนย์รวมของสรรพวิทยาการหลากหลายแขนงมานานหลายร้อยปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไสยเวทย์ คาถาอาคม ยาสมุนไพรนานาชนิด ฯลฯ ก็ล้วนได้รับการคิดค้นสืบสานส่งต่อกันมาจากบูรพาจารย์วัดเขาอ้อในอดีต จนวัดแห่งนี้ได้รับการขนานนามให้เป็น ‘สำนักเขาอ้อ’ หรือ ‘สำนักตักศิลามหาเวทย์แห่งปักษ์ใต้’ เนื่องจากลูกศิษย์ลูกหาหลายท่านของวัดเขาอ้อ ล้วนเป็นผู้มีมนต์คาถาเข้มขลัง คงกระพันชาตรี มีวีรกรรมสำคัญจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ ‘ขุนพันธ์’ (ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช) มือปราบหนังเหนียวแห่งปักษ์ใต้ ก็ได้เคยมาร่ำเรียนวิชาคาอาคม และอาบน้ำว่านในรางยาที่วัดเขาอ้อถึง 7 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน ถือเป็นผู้เดียวในประวัติศาสตร์ที่ลงแช่ว่านอาบยาได้นานที่สุด ทำให้ขุนพัธ์กลายเป็นมือปราบหนังเหนียว และได้ออกปราบโจรผู้ร้าย เป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่ว รอยพระพุทธบาทจำลอง บนเขาอ้อ จ.พัทลุงสำหรับผู้ที่มีความศรัทธาเป็นลูกศิษย์ลูกหาของวัดเขาอ้อ หรือนักท่องเที่ยวที่ชอบตระเวนไหว้พระ การมาเยือนวัดเขาอ้อสักครั้งในทริปพัทลุงถือว่าคุ้มสุดๆ เพราะจะได้พาตัวและหัวใจมาสัมผัสถึงถิ่นถึงที่ สำนักตักศิลาแห่งไสยเวทย์ที่เข้มขลังที่สุดของภาคใต้ ได้เดินขึ้นภูเขาไปกราบพระ นมัสการรอยพระพุทธบาทจำลอง และเดินเข้าไปภายในถ้ำฉัททันต์บรรพต ซึ่งเคยเป็นถ้ำที่เหล่าฤาษีและพราหมณ์ใช้บำเพ็ญพรตในอดีต ถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์และบรรยากาศลึกลับมาก ภายในมีพระพุทธรูปปูนปั้นเรียงรายอยู่ตามผนัง และมีรางยาแช่ว่าน (จำลอง) ของท่านขุนพันธ์ ให้ชมด้วย ซึ่งของจริงในอดีตนั้นใช้เรือไม้ที่นอนได้ 2 คน นำเข้ามาตั้งไว้ในถ้ำ แล้วต้มน้ำว่านยา 108 ชนิดที่ปลุกเสกแล้ว มาเทลงในเรือไม้ให้นอนแช่ จนครบเวลาที่กำหนดตามพิธี
ปากทางเข้าถ้ำฉัททันต์บรรพต ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพรตของฤาษีและพราหมณ์เมื่อหลายร้อยปีก่อนจริงๆ แล้วตามประวัติเล่ากันว่า สำนักเขาอ้อได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 800 โดยพราหมณ์กลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากอินเดีย เนื่องจากในยุคนั้นศาสนาพุทธในชมพูทวีปกำลังรุ่งเรือง ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) ที่เริ่มลดอิทธิพลลง จึงเคลื่อนออกจากชมพูทวีปมาหาฐานที่มั่นใหม่ เป็นยุคที่เรียกว่า ‘ดราวิเดียนยาตรา’ (ชาวดราวิเดียน คือชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย) โดยพราหมณ์เหล่านั้นได้ใช้ถ้ำที่เขาอ้อ เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดสรรพวิชาวิทยาคมให้กับชนชั้นสูง ขุนนาง และลูกของกษัตริย์ จนกระทั่งถึงยุคที่ศาสนาพุทธได้เข้ามาตั้งมั่นที่เมืองนครศรีธรรมราชอย่างมั่นคงแล้ว และแผ่ลงมาถึงสำนักเขาอ้อด้วย เหล่าพราหมณ์จึงมอบวิชาพระเวทย์และวิทยาคมทั้งหมดไว้ให้กับ ‘พระอาจารย์ทอง’ วัดน้ำเลี้ยว และได้สืบทอดกันมาหลายร้อยปีจนถึงปัจจุบัน ทำให้วัดเขาอ้อมีความผสานผสมกลมกลืนของพุทธศาสนาและความเชื่อพิธีกรรมของพราหมณ์ อย่างเห็นได้ชัดเจนมากบรรยากาศภายในโถงถ้ำใหญ่ตรงกลาง ของถ้ำฉัททันต์บรรพต วัดเขาอ้อ จ.พัทลุงรางยาแช่ว่าน (จำลอง) ของขุนพันธ์ ภายในถ้ำฉัททันต์บรรพต วัดเขาอ้อ จ.พัทลุงบูรพาจารย์ผู้มีวิชาเข้มขลังของสำนักวัดเขาอ้อ ที่สืบสานสรรพวิชาอาคมมาถึงปัจจุบัน มีอยู่หลายท่านด้วยกัน ได้แก่ พราหมณ์ฤาษีพระอาจารย์ทอง, สมเด็จเจ้าจอมทอง, พระอาจารย์ไชยทอง, พระอาจารย์พรหมทอง, พระอาจารย์ทองในถ้ำ, พระอาจารย์ทองหน้าถ้ำ, พระอาจารย์ทองหูยาน, พระอาจารย์ทองเฒ่า และพระอาจารย์ปาล ซึ่งล้วนเป็นปรมาจารย์ของสำนักเขาอ้อทั้งสิ้น นอกจากความเชื่อเรื่องไสยเวทย์ สรรพวิทยาคม และเครื่องลางของขลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่วัดเขาอ้อแล้ว ในแง่ของการท่องเที่ยว เราสามารถเข้าไปเที่ยวชมหรือกราบพระกันได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเดือน 5 และเดือน 10 ของทุกปี ที่จะมีการจัด ‘พิธีไหว้ครูบูรพาจารย์เขาอ้อ’ มีการจัดพิธีสำคัญๆ ขึ้นมากมาย ตั้งแต่การแช่ว่านอาบยา (ปัจจุบันรับได้เพียงปีละ 6-12 คน) พิธีสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา พิธีหุงข้าวเหนียวดำ และพิธีกินเหนียวกินมัน จะมีลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าร่วมงานดังกล่าว ตลอด 3 วัน 3 คืน จำนวนหลายพันคน นับว่าน่าตื่นตาตื่นใจและน่าตื่นเต้นมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมหาดูได้ยาก และศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ถือว่ามีหนึ่งเดียวในภาคใต้และในเมืองไทยจริงๆ ในช่วงการจัดงานไหว้ครูบูรพาจารย์วัดเขาอ้อ จะมีพิธีแช่ว่านอาบยา โดยย้ายจุดจัดพิธีจากในถ้ำฉัททันต์บรรพต มาเป็นบริเวณเชิงเขาอ้อ ที่ต้องเดินขึ้นบันไดไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นปรัมพิธีแช่ว่านอาบยา เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ณ เชิงเขาอ้อ ปัจจุบันรางยาได้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นบ่อที่ลงไปอาบแช่พร้อมกันได้ 6 คน (ปีนี้รับได้ 12 คน) โดยใช้เวลาแช่ 3 วัน 3 คืน พักทุก 2-3 ชั่วโมง การลงนอนอาบแช่ว่านยา 108 ชนิด ต้องลงไปนอนทำสมาธิ สวดภาวนาบริกรรมคาถาให้ใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อให้ได้ผลเข้มขลังคงกระพันชาตรีดีที่สุดตัวยาที่ใช้ในการแช่ว่านอาบยาวัดเขาอ้อ มีถึง 108 ชนิด โดยตัวยาหลักคือ บอระเพ็ด, ชิงช้าชาลี, ว่านหนามบ่อ, ว่านปลาไหลเผือก ฯลฯ นำมาต้มแล้วเทลงไปขณะร้อนๆ ในรางยา โดยอาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ จะทำการบริกรรมคาถากำกับไว้ด้วย นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้สตรีเข้ามาในปรัมพิธีเด็ดขาด เพราะพิธีจะเสื่อมการนอนอาบน้ำว่านแช่ยาวัดเขาอ้อ ตลอด 3 วัน 3 คืน ผู้เข้าร่วมต้องนอนภาวนาบริกรรมคาถาอย่างมีสมาธิ และหลังจากเสร็จพิธีแล้ว ต้องอยู่ในศีลในธรรม รักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะศีลข้อ 3 ห้ามละเมิดเด็ดขาด ถ้าพลาดพลั้งน้ำมันและยาต่างๆ จะออกจากตัวจนหมด ต้องกลับมาทำพิธีเกิดใหม่ให้บริสุทธิ์ แล้วแช่ว่านอาบยาลงคาถาใหม่อีกครั้ง อาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ เจ้าพิธีแช่ว่านอาบยาฝ่ายฆราวาส โดยท่านเป็นศิษย์ก้นกุฎิคนสุดท้ายของพระอาจารย์ปาลวัดเขาอ้อ ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาสำคัญๆ มาครบถ้วน ทั้งวิชาหุงข้าวเหนียวดำ วิชาเสกน้ำมันงาให้แข็ง และวิชาแช่ว่านอาบยา เป็นต้น อาจารย์เปลี่ยนเล่าว่า ปัจจุบันตัวยาที่จะใช้ในพิธีกรรมนี้หายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะป่าไม้ลดน้อยลง การเก็บว่านยา 108 ชนิด ต้องเดินทางไปไกลถึงจังหวัดสตูล ตรัง และนครศรีธรรมราช มีความยากลำบากมากในการบุกป่าฝ่าดงเข้าไป แต่ท่านก็ยังคงสืบทอดพิธีต่อไปมิให้สูญหาย เพื่อชนรุ่นหลังนอกจากผู้ศรัทธาจำนวน 12 คน ที่ได้เข้าพิธีนอนแช่น้ำว่านอาบยานั้น ในบริเวณวัดก็ยังมีการนำว่าน 108 ชนิด เช่นเดียวกับที่ใช้ในการอาบแช่ในรางยา มาต้มในกระทะใบบัวใหญ่ แจกจ่ายให้ผู้ศรัทธาที่มาเข้าร่วมงาน ถือว่าเป็นน้ำว่านศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยให้สุขภาพดี ป้องกันสิ่งชั่วร้าย และมีพุทธคุณลึกล้ำเกินกว่าจะบรรยายได้หมด
ในบริเวณวัด มีการนวดพื้นบ้านเพื่อรักษาโรค และคลายปวดเมื่อยกันด้วย พ่อหมอทำงานไม่หยุดหย่อน เพราะมีคนมารอคิวกันตลอดวันเลยทีเดียวในช่วงเย็นของวันแรก วัดเขาอ้อได้จัด ‘พิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา’ ให้กับญาติโยมและลูกศิษย์ลูกหาที่มาเข้าร่วมพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์วัดเขาอ้อในปี 2562 เพื่อทำให้เราบริสุทธิ์ทั้งกายใจเหมือนคนที่เกิดใหม่ จะได้ไปเข้าร่วมพิธีหุงข้าวเหนียวดำ และพิธีกินเหนียวกินมัน ในวันต่อๆ ไป พิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา วัดเขาอ้อ เดือนกุมภาพันธ์ 2562วันถัดมามีพิธีศักดิ์สิทธิ์จัดภายในพระอุโบสถวัดเขาอ้อ คือ ‘พิธีหุงข้าวเหนียวดำ’ ด้วยน้ำว่าน 108 ชนิด พร้อมกับลงคาถากำกับเอาไว้ (พิธีนี้ห้ามสตรีเข้ามาภายในพระอุโบสถ) นับเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่หาดูได้ยากมาก
ข้าวเหนียวดำที่ผ่านพิธีหุงด้วยน้ำว่านยา 108 ชนิด และเสกคาถากำกับมาตลอด 1 วันเต็ม บัดนี้สุกดีแล้ว จากนั้นต้องทิ้งไว้ให้เย็นตัว 1 คืน ก่อนนำมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ ในวันต่อไปวันที่สาม วันสุดท้ายของพิธีในปี 2562 คือ ‘พิธีกินเหนียวกินมัน’ ซึ่งจัดขึ้นภายในพระอุโบสถวัดเขาอ้อ ให้ผู้ที่นอนแช่ว่านอาบยามาตลอด 3 วัน 3 คืน ได้มาลงคาถามะ อะ อุ กำกับที่ตัวไว้อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับกินเหนียว (ข้าวเหนียวดำ) และกินมัน (น้ำมันงา) ที่ผ่านการปลุกเสกแล้ว ปีนี้มีผู้เข้าร่วมพิธีกว่า 400 คน ล้วนเป็นชายที่เชื่อมั่นศรัทธาในความเข้มขลังของวิทยาคมวัดเขาอ้อทั้งสิ้นเหล่าชายชาตรีทยอยเข้าร่วมพิธีกินเหนียวกินมัน ตามลำดับที่ได้รับ ทุกคนต้องถอดเสื้อและใส่กางเกงขาสั้น (หรือถกขากางเกงขึ้น) เพราะพิธีกรรมนี้ ต้องนำข้าวเหนียวดำปลุกเสกป้ายมือ ทาไปทั่วตัว โดยลูบขึ้น 3 ครั้ง ให้คาถาและความเข้มขลังต่างๆ แทรกซึมเข้าสู่ภายในร่างกาย ในขณะที่พระอาจารย์บริกรรมคาถากำกับ และใช้นิ้วโป้งกดไว้ที่สะดือผู้เข้าร่วมพิธีด้วยอาจารย์เปลี่ยน หัทยานนนท์ ทำการป้อนข้าวเหนียวดำ 3 คำ ให้ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคน โดยแต่ละคำต้องท่องคาถา มะ อะ อุ กำกับลงไป ผู้เข้าร่วมพิธีต้องนั่งชันเข่า วางเท้าทั้งสองลงบนหนังเสือที่มีเหล็กกล้าวางอยู่ และมีหนังหมีวางไว้บนศรีษะ หลังจากเสร็จพิธีแล้วผู้เข้าร่วมพิธีต้องยึดมั่นในพระรัตนตรัย อยู่ในศีลในธรรม ยึดมั่นศีล 5 อย่างเคร่งครัด วิชาอาคมความขลังต่างๆ ของพิธีกรรมตลอด 3 วัน จึงจะอยู่กับกายสำหรับเหล่าลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธาที่เป็นสตรี ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกินเหนียวกินมัน ในพระอุโบสถวัดเขาอ้อได้ ต่างก็มารอคอยกันเนืองแน่นที่หน้าต่างด้านนอก โดยถือบัตรคิวมารอรับกันอย่างเป็นระเบียบ เพื่อนำข้าวเหนียวดำที่ผ่านพิธีกรรมปลุกเสกอันศักดิ์สิทธิ์นี้ไปกิน ไปบูชา หรือนำไปให้ญาติสนิทมิตรสหายของตนศรัทธาวัดเขาอ้อไม่เคยเปลี่ยน ความเข้มขลังแห่งไสยเวทย์สำนักตักศิลาเขาอ้อไม่เคยตาย ทุกปีเรายังคงเดินทางมาสัมผัสพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวไม่เหมือนใครนี้ได้ ณ วัดเขาอ้อ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน ดินแดนที่อวลด้วยประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และศรัทธา ผสมกลมกลืนกันอย่างสง่างามสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานพัทลุง – นครศรีธรรมราช โทร. 0-7534-6515-6

Special Thanks : ขอบคุณภาพถ่ายพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา และภาพพิธีกินเหนียวกินมัน จากคุณสุเทพ ช่วยปัญญา เว็บไซต์ The Way News

20 ที่เที่ยวสุดประทับใจ ในเมืองพัทลุง

(1). เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย (อุทยานนกน้ำทะเลน้อย) อ.ควนขนุน อาณาจักรนกน้ำและทะเลบัวยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ทะเลน้อย ทะเลบัวผืนใหญ่สุดของภาคใต้ เนื้อที่กว่า 17,500 ไร่ กินอาณาเขตจังหวัดพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช จริงๆ แล้วทะเลน้อยคือส่วนด้านบนสุดของทะเลหลวงและทะเลสาบสงขลา แต่ทะเลน้อยมีน้ำจืดสนิทตลอดปี จึงเกิดทะเลบัวแดงนับล้านดอกเบ่งบานในช่วงฤดูหนาว-ต้นฤดูร้อน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ไปล่องเรือเที่ยวชมอาณาจักรแห่งสรรพชีวิตในเวิ้งน้ำกว้าง ตั้งแต่เช้าตรู่ ดูนกตื่นนอน เกี้ยวพาราสี ฟักไข่ เลี้ยงลูก แถมยังได้ชมทะเลบัวเบ่นบานรับแสงตะวันอุ่นยามเช้า สูดโอโซนสดชื่น พร้อมกับชมนกอพยพฤดูหนาวนับร้อยชนิด อย่างนกกระสาแดง, นกกระสานวล, นกอีโก้ง, นกเป็ดผี, นกกาน้ำเล็ก รวมถึงฝูงเป็ดแดงนับหมื่นตัว แถมยังมีควายดำน้ำกินหญ้า, ดงสาหร่ายข้าวเหนียว และยอที่ปากประ ทะเลน้อยอยู่ห่างจากตัวเมืองพัทลุง 32 กม. ไปตามถนนหมายเลข 4048 (พัทลุง-ควนขนุน) ที่นี่มีบ้านพักและร้านอาหารบริการด้วย (2). ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (หรือ สะพานเอกชัย) อ.ควนขนุน สะพานชมวิวสุดชิลแห่งทะเลน้อย
การเที่ยวชมทะเลน้อยที่พัทลุง นอกจากจะล่องเรือแล้ว เรายังสามารถขับรถชมวิวชิลๆ ไปตาม ‘ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2560’ ได้อีกด้วย ถนนสายนี้แท้จริงแล้วมีลักษณะเป็นสะพานยกระดับอย่างดี เชื่อมต่อบ้านไสกลิ้ง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง กับบ้านหัวป่า อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยตัวสะพานมีความยาวถึง 5.45 กิโลเมตร จึงกลายเป็นสะพานยาวที่สุดในเมืองไทย แทนที่สะพานติณสูลานนท์ จ.สงขลา ไปโดยปริยาย ตลอดแนวสะพานจะผ่านไปบนพื้นที่ชุ่มน้ำริมทะเลสาบสงขลาตอนบน เป็นทุ่งหญ้าฉ่ำน้ำที่มีลำคลองเล็กๆ ไหลผ่าน อุดมด้วยฝูงนก ควายน้ำ และธรรมชาติสดชื่นงามตา แถมบนขอบสะพานมีป้ายบอกชื่อชนิดนกต่างๆ ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวด้วย เพราะจะมีจุดจอดรถชมวิวถ่ายภาพจัดไว้ให้อย่างปลอดภัย
(3). เขาอกทะลุ อ.เมืองพัทลุง Landmark แห่งเมืองลุงเขาอกทะลุ คือภูเขาที่อยู่ในตราประจำจังหวัดพัทลุง มีความสำคัญเพราเป็น Landmark เด่นในเทศบาลเมือง มองจากจุดใดก็เห็นเด่นชัด เขาลูกนี้สูงประมาณ 250 เมตร มีทางเดินป่าปีนเขาขึ้นไปชมวิวเมืองพัทลุงจากด้านบนได้ ความพิเศษคือมีโพรงหินปูนเป็นช่องทะลุ รูปร่างวงกลมขนาดใหญ่เหมือนยักษ์มาเจาะรูไว้ ปู่ย่าตายายท่านแต่งนิทานอธิบายว่า อดีตมีพ่อค้าชื่อนายเมือง มีเมีย 2 คน ชื่อนางสินลาลุดีเป็นเมียหลวง และนางบุปผาเป็นเมียน้อย อยู่มาวันหนึ่งสองคนนี้ทะเลาะกัน นางสินลาลุดีกำลังทอผ้าอยู่จึงใช้ฟืมทอผ้าตีหัวนางบุปผาแตก ส่วนนางบุปผากำลังตำข้าว ก็ใช้สากเสียบอกอีกฝ่าย ตายด้วยกันทั้งคู่ นางสินลาลุดีจึงกลายเป็นเขาอกทะลุ และนางบุปผากลายเป็นเขาหัวแตก ตั้งเด่นอยู่ในเมืองพัทลุงมาตราบทุกวันนี้(4). เกาะสี่ เกาะห้า อำเภอปากพะยูน เกาะรังนกกลางทะเลหลวง
ไม่น่าเชื่อเลยว่าประเทศไทยเราจะเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ส่งออกรังนกมากที่สุดในโลก! และไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันว่า รังนกคุณภาพดีที่สุดในโลกนั้นมาจากประเทศไทยนี่เอง! โดยเแหล่งผลิตที่ดีที่สุด อยู่ที่ “เกาะสี่ เกาะห้า ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นพื้นที่ 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ธรรมชาติอุดม มีนกแอ่นกินรังเข้ามาทำรังหากินในถ้ำไม่น้อยกว่า 80 แห่ง บนเกาะสี่ เกาะห้า ซึ่งเป็นเกาะสัมปทานรังนกมาตั้งแต่สมัย ร. 5 แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวถาวร แต่ถ้าขออนุญาตล่วงหน้า ก็สามารถนั่งเรือเข้าบางจุดได้ โดยลงเรือที่ท่าปากพะยูน หรือท่าเรือลำปำ บนเกาะมีอนุสาวรีย์ ร. 5 และผลิตภัณฑ์ของ บริษัท สยามรังนกทะเลใต้ ให้ชม ติดต่อเรือที่ เขาชันรีสอร์ท เกาะหมาก โทร. 08-9812-1276, 08-9611-9372 (5). หลาดใต้โหนด อ.ควนขนุน ตลาดนัดชุมชนคนเมืองลุง ถ้าเราอยากสัมผัสของฝากของกินงานศิลป์ถิ่นพัทลุง ขอบอกเลยว่าต้องไม่พลาด ‘หลาดใต้โหนด’ (ภาษาปักษ์ใต้ ‘หลาด’ ก็คือ ‘ตลาด’ นั่นเอง) เพราะตลาดนัดพื้นบ้านแห่งนี้ คือศูนย์รวมอาหารคาวหวานท้องถิ่นนับร้อยเมนู รวมถึงมีงานหัตถกรรมขึ้นชื่อของพัทลุงรวมมาครบในที่เดียว เดินเที่ยวกันเป็นชั่วโมงๆ ไม่เบื่อ หลาดใต้โหนด ตั้งขึ้นที่บ้านนักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2539 คุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์  ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2549 ตั้งใจทำให้บ้านหลังนี้เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านศิลปะ เป็นที่อ่านหนังสือของชุมชน  ต่อมา ร้านใต้โหนด บ้านนักเขียน และเครือข่ายกินดี มีสุข จ.พัทลุง ได้จับมือกันตั้งเป็นตลาดท้องถิ่นด้วยแนวคิด  ของใช้ ของกิน งานศิลป์บ้านๆ’  เพื่อให้ชาวบ้านนำสินค้าปลอดสารพิษ อาหารพื้นถิ่น และงานฝีมือมาขาย เปิดทุกวันอาทิตย์ อยู่ที่บ้านจันนา อ.ควนขนุน ถ้ามาตามถนนสายเอเชีย ถึงสี่แยกโพธิ์ทอง อ.ควนขนุน เลี้ยวเข้าไปทาง อ.ศรีบรรพต ประมาณ 2.5 ก.ม. ตลาดอยู่ซ้ายมือเลยจ้า (6). นาโปแก อ.ควนขนุน ผืนนาแห่งการเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์พอเพียง
พัทลุงเป็นเมืองเนิบช้าน่ารัก เงียบสงบ มีเสน่ห์ของท้องทุ่งนาสีเขียวที่ทำให้เราสูดอากาศบริสุทธิ์กันได้เต็มปอด คนที่มาเยือนพัทลุงจึงรู้สึกสดชื่น และถูกกลืนไปกับวิถีนาไร่ที่สืบสานกันมาแต่บรรพบุรุษ เพราะพัทลุงเป็นเมืองอู่ข่าวอู่น้ำของภาคใต้อย่างแท้จริง วันนี้ที่ ‘นาโปแก’ อำเภอควนขนุน ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในกระท่อมปลายนา ชวนให้เราเดินเที่ยวสัมผัสวิถีท้องทุ่ง ถ่ายภาพบนสะพานไม้ นาโปแกอยู่บนถนนเส้นทางเดียวกับไปทะเลน้อย คำว่า ‘นาโปแก’ เป็นภาษาพื้นบ้านท้องถิ่น ‘นา’ คือ ‘นาข้าว’ ส่วน ‘โปแก’ เป็นสำเนียงปักษ์ใต้ หมายถึง ‘พ่อของแม่ พ่อแก่ พ่อเฒ่า หรือคุณตา’ เมื่อรวมความหมายก็แปลว่า ‘ที่นาของคุณตา’ นั่นเอง ที่นี่มีแปลงปลูกข้าวสาธิต อุดมด้วยพันธุ์ข้าวพื้นเมือง เช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวซ้อมมือโบราณ ฯลฯ นักท่องเที่ยวสามารถไปช่วยดำนา ไถนา เกี่ยวข้าว เลี้ยงควาย ขุดบ่อปลา แถมมีควายตัวเป็นๆ ให้ป้อนหญ้าได้ด้วย (เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น. และเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-18.30 น. เข้าชมฟรี) (7). สวนไผ่ขวัญใจ ตลาดป่าไผ่สร้างสุข อ.ควนขนุน สวนไผ่สารพัดประโยชน์สุดชิล
ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่เป็นที่สนใจและกล่าวขานกันอย่างกว้างขวาง ณ ขณะนี้ที่อำเภอควนขนุน จ.พัทลุง เพราะ ‘สวนไผ่ขวัญใจ’ คือขวัญใจของนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ ต้องการสัมผัสวิถีท้องถิ่น รวมถึงยังเป็นขวัญใจของชาวบ้านรอบๆ ด้วย เพราะที่นี่ได้แบ่งปันความสุข การมีส่วนร่วม และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง สวนไผ่แห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 30 ไร่ ปลูกไผ่ไว้ไม่น้อยกว่า 41 ชนิด โดยไผ่ต้นแรกนำมาจาก จ.สุพรรณบุรี พื้นที่เดิมเป็นสวนมะพร้าว แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสวนไผ่ร่มรื่นในปัจจุบัน เปิดทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-18.00 น. มีชาวบ้านมาเปิดร้านค้ากันอย่างคึกคัก ขายของกินของใช้ งานหัตถกรรมน่ารักๆ เก๋ๆ นอกจากนี้เรายังได้สูดอากาศบริสุทธิ์ที่ป่าไผ่ปล่อยออกมาให้หายใจกันฟรีๆ ด้วยล่ะจ้า
(8). ศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี (VARNI) อ.ควนขนุน หัตถศิลป์จากธรรมชาติ สู่ระดับนานาชาติ
‘กระจูด’ เป็นพืชท้องถิ่นของภาคใต้ พบมากตามห้วยหนองคลองบึงและพื่้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ โดยเฉพาะริมทะเลสาบสงขลาและทะเลน้อย จ.พัทลุง ชาวบ้านแต่โบราณจึงเรียนรู้สั่งสมภูมิปัญญา นำกระจูดมาตากแห่ง ทำเป็นเส้นเล็กๆ แล้วย้อมสี สานเป็นเสื่อกระจูด กระเป๋า กระบุง ตะกร้า ฯลฯ ใช้สอยประโยชน์หลากหลาย และวันนี้กระจูดเมืองพัทลุงได้พัฒนาไปอีกก้าวหนึ่งแล้วกับ ‘กระจูดวรรณี’ ศูนย์เรียนรู้หัตถกรรมกระจูดที่พัฒนาจากระดับพื้นบ้านสู่สากลได้อย่างสง่างาม เราสามารถเข้าชมขั้นตอนการผลิต ทดลองสาน และช้อปปิ้ง คุณมนัทพงศ์ เซ่งฮวด นักออกแบบรุ่นใหม่ของกระจูดวรรณีผู้สืบสานภูมิปัญญาจากคุณแม่ผู้เป็นครูช่างศิลปหัตถกรรมของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศปี 2556 เข้ามาช่วยดูแลเรื่องลวดลายการสานให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ปักษ์ใต้ไว้อย่างสมบูรณ์ (โทร. 0-7461-0415  https://www.facebook.com/varni2529/) (9). ข้าวสังข์หยดอินทรีย์ กลุ่ม G10 อ.เขาชัยสน ข้าวท้องถิ่นเพื่อสุขภาพดีมีประโยชน์
ข้าวสังข์หยด เป็นพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของจังหวัดพัทลุง ปลูกกันมาหลายชั่วอายุคนตั้งแต่โบราณแล้ว ข้าวพันธุ์นี้มีสีแดง เมื่อหุงสุกแล้วหอม เนื้อนุ่ม กินอร่อย แถมยังมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก จนปัจจุบันปลูกขายแทบไม่ทัน เกษตรกรชาวพัทลุงได้จัดตั้งกลุ่มข้าวสังข์หยดอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆ โดยเฉพาะ ‘กลุ่มข้าวสังข์หยด G10’ ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ในโครงการ TOP THAI RICE ของกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วย เราสามารถติดต่อขอเข้าชมแปลงนา ขั้นตอนการปลูก และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งข้าวแพ็กถุง, สบู่, ยาสระผม, กาแฟ ฯลฯ มีการวิจัยออกมาแล้วว่า ถ้าเรากินข้าวสังข์หยดเป็นประจำร่างกายจะแข็งแรง เนื่องจากอุดมด้วยสารอาหารมากมายจริงๆ อาทิ มีวิตามิน บี 1 และ บี 2 ป้องกันอัมพฤก เหน็บชา โรคปากนกกระจอก, มีสังกะสีสูงที่สุดในข้าวไทยทุกชนิด, มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา, สารสีแดงในข้าวสังข์หยดช่วยป้องกันโรคหัวใจ และโรคภูมพิแพ้ต่างๆ เป็นต้น (ติดต่อ โทร. 08-5473-2438, 0-7460-0387) (10). ร้านแบบไทย อ.เมืองพัทลุง อาหารสุขภาพ และนวดตำรับชาววัง

ที่นี่มิได้เป็นเฉพาะร้านอาหารสุขภาพที่โด่งดังมากเท่านั้น ทว่ายังเป็นร้านนวดไทยตำรับชาววังที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครอีกด้วย ร้านแบบไทยจึงเหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ ต้องการดูแลกายใจในองค์รวม บรรยากาศของที่นี่สร้างด้วยอาคารไม้สถาปัตยกรรมไทยทั้งหมด ร่มรื่นด้วยแมกไม้ เงียบสงบเป็นส่วนตัว ใครที่ตระเวนเที่ยวมาทั้งวันแล้วรู้สึกหิว ขอเชิญที่ร้านอาหารด้านหน้า เขามีเมนูสุขภาพเสิร์ฟตลอดวัน โดยเป็นอาหารปลอดสารพิษ ไม่ใส่ผงชูรส เน้นไปทางพืชผักและปลาท้องถิ่น ผลไม้ตามฤดูกาล แถมยังมีเครื่องดื่มคลอโรฟิลด์ น้ำส้มคั้นสด น้ำอัญชัญ เย็นชื่นใจให้ลิ้มรสด้วย ส่วนคนที่อยากผ่อนคลายกายใจ แนะนำให้เดินไปที่เรือนไม้ข้างๆ ร้านอาหาร เป็นโรงนวดแบบไทยพื้นบ้านต้นตำรับปักษ์ใต้ของ ‘หมอทอง’ ครูนวดที่เคยเข้าไปอยู่ในราชสำนักมาก่อน การนวดสุดแปลกไม่เหมือนใครของแบบไทยคือ ให้หมอนวดตั้งแต่ 2-9 คน ขึ้นมาเหยียบคลายเส้นเราพร้อมๆ กัน! อันนี้แล้วแต่ว่าใครเมื่อยมากเมื่อยน้อย และทนได้มากแค่ไหน (ติดต่อ โทร. 0-7461-0986, 08-9876-2235, 0-7461-0988, 08-7570-5544) (11). วังเก่าเจ้าเมืองพัทลุง อ.เมืองพัทลุง ย้อนอดีตวันวานความรุ่งเรืองเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ
วังเก่าเจ้าเมืองพัทลุง อยู่ใกล้กับวัดวัง อำเภอเมืองพัทลุง เดิมใช้เป็นที่ว่าราชการและที่พำนักของเจ้าเมืองพัทลุง ลักษณะเป็นหมู่เรือนไทยภาคกลางสร้างด้วยไม้ผสมปูนอย่างงดงาม ส่วนที่เหลืออยู่คือวังเก่าสร้างสมัยพระยาพัทลุง (น้อย จันทโรจวงศ์) เป็นผู้ว่าราชการ ต่อมาตกทอดสู่นางประไพ มุตามะระ บุตตรีของหลวงศรีวรฉัตร ส่วนวังใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยพระยาอภัยบริรักษ์ฯ (เนตร จันทโรจวงศ์) บุตรชายของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันทายาทตระกูลจันทโรจวงศ์ได้มอบให้กรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติและเป็นโบราณสถาน เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์-อังคาร) เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น. ด้านในมีห้องหับต่างๆ ทั้งห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ฯลฯ พร้อมด้วยเครื่องเรือนสมัยโบราณในสภาพดีเยี่ยม น่าชมมาก (12). วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน สำนักตักศิลาไสยเวทย์แห่งปักษ์ใต้หากจะกล่าวถึงสำนักไสยเวทย์ หรือแหล่งรวมสรรพวิทยาคมที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภาคใต้ของไทย คงจะไม่มีที่ใดมีชื่อเสียงเกินกว่า ‘วัดเขาอ้อ’ หมู่ 3 ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ไปได้อย่างแน่นอน เพราะวัดแห่งนี้มีประวัติสืบย้อนไปได้ยาวนานหลายร้อยปี แต่เดิมเป็น ‘สำนักเขาอ้อ’ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าพราหมณ์ผู้เรืองเวทย์ สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 800 แล้ว โดยเหล่าพราหมณ์ผู้เรืองวิทยาคมทั้งหลาย ได้มาชุมชนกันในถ้ำ บำเพ็ญพรตและสั่งสมวิชาอาคมถ่ายทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของตำรับยาสมุนไพรรักษาโรค เวทมนต์คาถา โดยเฉพาะเรื่องคงกระพันชาตรีนั้นวัดเขาอ้อถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด จึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ทั่วประเทศ ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัด เข้าไปในถ้ำฉัททันต์บรรพต เดินขึ้นเขาไปนมัสการรอยพระพุทธบาท หรือเข้าร่วมพิธีสะเดาะห์เคราะห์, พิธีแช่น้ำว่านอาบยา, พิธีหุงข้าวเหนียวดำ และพิธีป้อนข้าวเหนียวดำ ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อได้กินข้าวเหนียวดำที่ผ่านการปลุกเสกนี้แล้ว จะประสบแต่โชคดี และส่งผลในเรื่องความหนังเหนียวคงกระพันชาตรี โดยพิธีแช่น้ำว่านอาบยาจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือเดือน 5 และ เดือน 10 ทุกปี พิธีแช่น้ำว่านอาบยา วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุงพิธีกวนข้าวเหนียวดำ วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุงพิธีสะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตา วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุงพิธีป้อนข้าวเหนียวดำ วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง (ประกอบพิธีในพระอุโบสถ เข้าร่วมได้เฉพาะผู้ชาย)

(13). วัดวัง อ.เมืองพัทลุง แม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่ “วัดวัง ก็คือหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของพัทลุง ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 บ้านลำปำ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง เป็นโบราณที่เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามพงศาวดารเมืองพัทลุงกล่าวว่า พระยาพัทลุง (ทองขาว) เป็นผู้สร้างวัดนี้ มีการฉลองเมื่อวันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ. 2359 ต่อมาพระยาพัทลุง (ทับ) ได้ทำการบูรณะ โดยให้หลวงยกกระบัตร (นิ่ม) ไปรื้ออิฐจากกำแพงเมืองเก่าชัยบุรีมาสร้าง มีการฉลองวัดอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 พ.ศ. 2403 ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถถือว่าเขียนโดยช่างชั้นครู เป็นช่างชุดเดียวกับผู้วาดภาพจิตกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระแก้ว โดยนายช่างได้ใช้สีแดง น้ำเงิน ขาว และดำ เป็นหลัก โดยเฉพาะสีน้ำเงินนั้นทำมาจากต้นครามแท้ๆ แต่ยังอยู่มาได้หลายร้อยปีจนถึงปัจจุบัน (14). วัดเขียนบางแก้ว อ.เขาชัยสนวัดเขียนบางแก้ว เป็นวัดเก่าแก่ของพัทลุง สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น จุดเด่นคือพระธาตุบางแก้ว ซึ่งดูให้ดีจะรู้สึกว่าคล้ายกับจำลองแบบมาจาก พระบรมธาตุนคร (นครศรีธรรมราช) คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ต้องชอบที่นี่ เพราะเชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่เมืองเก่าพัทลุงเคยตั้งอยู่ มีการขุดค้นพบซากปรักหักพังของศิลาแลงจำนวนมาก รวมถึงพระพุทธรูปโบราณแบบดินเผา, หม้อ ไห จาน ชาม, เครื่องเคลือบจีน, เหรียญกษาปณ์, เงินพดด้วง, สร้อยหินสีลูกปัด, ตำราโบราณ, อาวุธโบราณ และวัตถุโบราณนับไม่ถ้วน ส่วนหนึ่งจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดเขียนบางแก้วการเดินทางจากตัวเมืองพัทลุง ใช้ทางหลวงหมายเลข 4081 เลยอำเภอเขาชัยสนไป 7 กิโลเมตร ในเขตบ้านบางแก้วใต้ ตรง กม.14 มีป้ายบอกทางเข้าวัดอยู่ด้านซ้ายมือ ไปอีก 2.5 กิโลเมตร โดยวัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา บรรยากาศร่มรื่น สงบมาก (15). วัดวิหารเบิก อ.เมืองพัทลุง
วัดวิหารเบิก เป็นวัดโบราณที่สำคัญมากอีกวัดหนึ่งในจังหวัดพัทลุง โดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดวัง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นสมัยใด แต่กรมศิลปากรสันนิษฐานจากศิลปกรรมการสร้างพระอุโบสถ รวมถึงภาพจิรกรรมฝาผนังด้านในที่คล้ายคลึงกับวัดวัง จึงน่าจะสร้างขึ้นพร้อมๆ กัน สอดคล้องกับเรื่องเล่าว่าสองวัดนี้สร้างขึ้นพร้อมกันเพื่อแข่งขันกันว่าใครจะสร้างสวยกว่ากัน จุดเด่นของวัดวิหารเบิกคือพระอุโบสถศิลปกรรมยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่มีขนาดเล็ก และมีทางเข้าออกทางเดียวด้านหน้า ภายในประดิษฐานพระประฐานปางมารวิชัยสีทองเหลืองอร่าม งดงามด้วยพุทธลักษณะ ตามฝาผนังทุกด้านมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชั้นครู วาดโดยพระอาจารย์สุ่น ซึ่งเป็นผู้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดวัง และพระอุโบสถวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร ด้วย ปัจจุบันวัดวิหารเบิกได้รับการอนุรักษ์เป็นโบราณสถานของชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 แล้ว (16). หาดแสนสุขลำปำ อ.ปากพะยูน แหล่งรวมความสุขริมทะเลสาบสงขลา
พัทลุงเป็นเมืองเงียบเรียบง่าย กินอยู่สบาย อากาศดีตลอดปี เพราะมีลมเย็นจากทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลาพัดโชยมาชื่นใจ คนพัทลุงเขาน่าอิจฉามีที่เที่ยวนั่งพักผ่อนปิกนิก โดยเฉพาะ หาดแสนสุขลำปำ’ อยู่ห่างจากตัวเมืองพัทลุงไปทางตะวันออก 7 กม. ด้วยถนนสาย 4047 (พัทลุง-ลำปำ) มีสภาพเป็นสวนสาธารณะร่มรื่น และทางเดินเลียบชายฝั่งทะเลสาบสงขลา น่านั่งชิลกันทั้งวัน มองไปเบื้องหน้าเห็นวิวทะเลสาบกว้างไกล โปร่งโล่งสบาย และเมื่อมองออกไปลิบๆ จะเห็นเกาะสี่ เกาะห้า เป็นเกาะรังนก นอกจากนี้บริเวณหาดแสนสุขลำปำยังมีร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม และรีสอร์ทไว้บริการด้วย (17). วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง โถงถ้ำแห่งศรัทธา
ศาสนสถานสำคัญที่ตั้งอยู่กลางเมืองพัทลุงมาตั้งแต่โบราณก็คือ ‘วัดถ้ำคูหาสวรรค์’ (วัดสูง, วัดคูหาสวรรค์)บริเวณเชิงเขาเป็นที่สูงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเชิงเขาคูหาสวรรค์ (เขาหัวแตก) ห่างจากสถานีรถไฟพัทลุงไปทางทิศตะวันตกเพียง 500 เมตรเท่านั้น มีบันทึกคร่าวๆ ว่าในอดีตเมืองพัทลุงเคยถูกโจรสลัดบุกปล้น วัดถ้ำคูหาสวรรค์จึงถูกทิ้งร้าง เพิ่งได้รับการบูรณะสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2432 เพื่อเตรียมรับเสด็จ ร. 5 เมื่อ รศ. 108 วัดถ้ำคูหาสวรรค์จึงกลายเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของพัทลุง จุดเด่นที่เราเข้าไปเดินชมได้ง่ายๆ คือในโถงถ้ำใหญ่มีพระพุทธรูปปางสมาธิและปางไสยาสน์ประดิษฐานเรียงรายอยู่ตามผนัง ส่วนเพดานหินตรงปากถ้ำ มีจารึกพระปรมาภิไธยย่อของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ด้วย (18). ศรีปากประ อันดาคูรา บูติค รีสอร์ท และร้านอาหารวิวยอ อ.ควนขนุน ที่พักและร้านอาหารสุดชิล ชมวิวสุดประทับใจ 
ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ธรรมชาติน่าชมอยู่ริมทะเลสาบสงขลาตอนบน สามารถล่องเรือออกมาจากทะเลน้อยผ่านคลองนางเรียม สู่ปากประ ซึ่งมียอตั้งอยู่กลางน้ำจำนวนมาก ยอเหล่านี้ใช้จับปลาลูกเบร่มาทำอาหารได้หลายเมนู บริเวณปากประนี้เองเป็นที่ตั้งของ ‘ศรีปากประ อันดาคูรา บูติค รีสอร์ท’ และ ‘ร้านอาหารวิวยอ’ อยู่ริมน้ำลมพัดเย็นชื่นใจตลอดวัน มองออกไปเห็นเวิ้งน้ำกว้างของทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะยามเช้าตรู่จะแลเห็นพระอาทิตย์ขึ้นคู่กับยอเหล่านี้ เรียกว่าเป็นอัศจรรย์แห่งแสงสียามอรุณเบิกฟ้าเลยก็ว่าได้ ที่พักของศรีปากประฯ สร้างกลมกลืนกับธรรมชาติ ซุ่มซ่อนอยู่ในไพรพฤกษ์เขียวของป่าชายเลน ส่วนร้านอาหารวิวยอก็มีเมนูพื้นบ้านรสเลิศให้ชิมตลอดวัน อาทิ ปลาดุกร้าทอด อาหารขึ้นชื่อของพัทลุง, ยำก้านบัว, ต้มกะทิกุ้งก้านบัว, ยำปลาลูกเบร่, ปลาหมอทอดขมิ้น, สะตอผัดกุ้งกะปิ, ปลาเนื้ออ่อนต้มส้ม ฯลฯ (ติดต่อ ศรีปากประ อันดาคูรา บูติค รีสอร์ท โทร. 09-1825-5294, 06-1149-9494 / ร้านอาหารวิวยอ โทร. 06-2232-5201, 09-4598-2944) (19). ร้านขนำ คอฟฟี่ อ.เมืองพัทลุงตระเวนเที่ยวพัทลุงกันมาทั่วแล้ว ถ้ารู้สึกเหนื่อย ร้อน หรืออยากพักผ่อนในบรรยากาศสบายตาสบายใจ มองเห็นเขาอกทะลุสัญลักษณ์เมืองพัทลุงอยู่ใกล้ๆ เราขอแนะนำให้ไปที่ ‘ร้านขนำ คอฟฟี่’ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง (โทร. 09-9970-6178 / www.facebook.com/KanamCoffee/ ) ชวนกันไปจิบกาแฟนั่งชิล พร้อมกับกินเค้กรสละเมียดไปด้วย บรรยากาศร้านสร้างได้กลมกลืนกับท้องทุ่ง เน้นวัสดุเป็นไม้ มีสะพานทางเดินเชื่อมส่วนต่างๆ เข้าหากัน พร้อมด้วยมุมถ่ายภาพเก๋ๆ เท่ห์ๆ มากมาย นี่ล่ะพัทลุงยุคใหม่ ที่เราต้องไม่พลาด! (20). โนรา – หนังตะลุง ศิลปะการแสดงเอกลักษณ์แดนใต้
ถ้ามาเที่ยวพัทลุง แล้วไม่ได้ชมการแสดงพื้นบ้านอันมีเอกลักษณ์อย่าง “โนรา และ “หนังตะลุง ก็เหมือนกับว่ามาไม่ถึง เพราะศิลปะการแสดงสองอย่างนี้ซึมซาบอยู่ในวิถีชีวิตของคนพัทลุงมานับร้อยๆ ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคอดีตที่ไม่มีทีวีวิทยุ ยามค่ำก็ได้มหรสพเหล่านี้ปลอบประโลมใจ ดูแล้วสนุก เฮฮา ครื้นเครง ได้หัวเราะทำให้หายเหนื่อยจากการทำงาน โนรา หรือ มโนราห์ เป็นละครรำละครร้องเรื่องยาว คล้ายละครชาตรีของภาคกลาง แต่มีท่ารำที่เน้นการต่อตัว ดัดตัว และมีเครื่องแต่งกายสีสันฉูดฉาดด้วยลูกปัด และเทริดสวมหัว (มงกุฎทรงสูง) บทร้องมีทั้งขบขัน สองแง่สองง่าม ส่วน หนังตะลุง เป็นหุ่นเงาที่ได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย สนใจหาชมได้ที่หลาดใต้โหนด อำเภอควนขนุน หรือสอบถาม ททท. พัทลุง ก่อนล่วงหน้า ว่าช่วงใดจะมีการแสดง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานพัทลุง – นครศรีธรรมราช โทร. 0-7534-6515-6

เปิดเทศกาลงานดอกไม้เมืองหนาว ‘แก่นมะกรูด’ จ.อุทัยธานี 2018

ลมหนาวพัดโชยมาแล้ว แม้ว่าจะไม่หนาวเท่าปีก่อนๆ ทว่าที่ ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางราวๆ 750-1,200 เมตร ก็เริ่มเย็นฉ่ำ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ให้มาชื่นชมสวนดอกไม้หลากสีหลายสายพันธุ์ ที่กำลังเบ่งบานขานรับการส่งท้ายปีเก่า 2018 ต้อนรับปีใหม่ 2019 อย่างเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2018 จังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับชาว ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จึงจับมือกันเปิดงาน ‘เทศกาลดอกไม้เมืองหนาวแก่นมะกรูด’ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย โดยมี นายณรงค์ ร้กร้อย ผู้ว่าจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายภฤศ พุทธนบ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี, นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี, ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ, นายอำเภอบ้านไร่ และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กล่าวเปิดงานเทศกาลดอกไม้เมืองหนาวแก่นมะกรูด สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ด้วยความพร้อมทุกด้าน ทั้งการจราจรในพื้นที่, ความปลอดภัย, ห้องน้ำ, สิ่งอำนวยความสะดวก และการช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินนายภฤศ พุทธนบ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วไทยให้มาเยี่ยมชมสวนดอกไม้เมืองหนาว ต.แก่นมะกรูด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือตอนล่าง ที่อยู่ห่างจากเมืองกรุงเพียง 230 กิโลเมตร เดินทางสะดวก มีอาหารอร่อย วิวสวยๆ ไว้คอยต้อนรับ แถมผู้คนที่นี่ยังยิ้มง่ายใจดีด้วยล่ะความสดชื่นสดใสของบรรยากาศที่แก่นมะกรูดท่ามกลางลมหนาวแม้ว่าแก่นมะกรูดจะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 1,000 กว่าเมตร ทว่าอากาศในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ก็เย็นสบาย ไม่แพ้ภาคเหนือตอนบน สามารถปลูกดอกไม้เมืองหนาวได้หลากชนิด โดยเฉพาะดอกลิลลี่ ที่ถือว่าโดดเด่นเป็นพระเอกคอยรับแขก จึงถือว่า ‘แก่นมะกรูดคือสวรรค์ของดอกลิลลี่’ อย่างแท้จริงจ้า
ยามเมื่อได้เข้าไปชมและดอมดมดอกลิลลี่ใกล้ๆ จะได้กลิ่นหอมๆ และได้ยินเสียงหึ่งๆ ของผึ้งตัวน้อยที่คอยมาไต่ตอม ช่วยผสมเกสรให้ดอกลิลลี่สีขาวสะอาดตา ท่ามกลางแดดอุ่นและอากาศเย็นสบายยามเช้า ที่แก่นมะกรูดดอกทิวลิปบานแล้วที่แก่นมะกรูดผึ้งตัวน้อยแวะมากินน้ำหวานและละอองเกสรบนดอกคอสมอส สร้างความสดใสและชีวิตชีวาให้แก่นมะกรูดเดินถ่ายภาพไป รับลมหนาวไป ฟังเพลงไพเราะไป แหม…​อะไรจะสุขกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ฮาๆๆๆ แก่นมะกรูดเป็นถิ่นที่อยู่ของพี่น้องชาวปกากะญอหลายหมู่บ้าน ที่ตั้งรกรากอยู่อาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน บัดนี้พวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว นำเราเข้าไปสัมผัสวิถีเกษตร และวิถีวัฒนธรรมอันน่าชื่นชม นอกจากที่แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ แล้ว ใครที่ยังมีเวลาเหลือ และอยากตระเวนเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวใหม่เอี่ยมของอุทัยธานี เราแนะนำให้ไปที่นี่เลย ‘บ้านสวนจันทร์กระจ่าง’ ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก (ติดต่อ คุณอัฐพร จันทร์กระจ่าง โทร. 081-9530021) ชมสวนดอกไม้ในแนว Agro-tourism ที่เพิ่งเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นปีแรก ด้วยเสน่ห์ของดอกไม้นานาพันธุ์หลากสีสัน ที่เกิดจากความตั้งใจ ของครอบครัวจันทร์กระจ่าง เดินเที่ยวถ่ายภาพกันกลางลมหนาวในช่วงปีใหม่ให้เต็มอิ่มไปเลยนะจ๊ะ
อีกแห่งที่ห้ามพลาดคือ ‘บ้านชายเขา สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย’ อ.ลานสัก ที่ตั้งอยู่ในโอบล้อมของขุนเขารอบด้าน ถ่ายภาพออกมาได้ตื่นตาตื่นใจสุดๆ เลย (สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ คุณรัต โทร. 085-7310853) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงาน อุทัยธานี โทร. 0-5651-4651-2

เบอร์โทรศัพท์ในการขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน

สถานีตำรวจภูธรบ้านไร่ โทร. 056-539106

สถานีตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี โทร. 056-503100

ตำรวจท่องเที่ยว โทร. 082-3847333

หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.อุทัยธานี โทร. 081-9731116

กู้ภัยเมืองพระชนกจักรี โทร. 088-7997836

กรณีรถเสีย, รถขัดข้อง ติดต่อ วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี โทร. 087-1991128

โรงพยาบาลบ้านไร่ โทร. 056-539000

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแก่นมะกรูด (หมอโรจน์) โทร. 098-6859204

กำนันตำบลแก่นมะกรูด โทร. 081-0407056

ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุทัยธานี โทร. 056-511915

A Boutique Italian Wine Tasting & Food Pairing @204 BAR / Swissotel BANGKOK

ค่าเฟ่บ่วนจอร์โน่ ร่วมกับ สวิสโซเทล เลอ คองคอร์ต กรุงเทพฯ จัดบูติค Italian Wine Tasting ที่ 204 BAR เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2018

โดยภายในงานมีสื่อมวลชน และผู้บริหารของโรงแรม เข้าร่วมอย่างอบอุ่น มีการเทสต้ิงไวน์พิเศษหลากหลายจากทางภาคเหนือของอิตาลี นำเสนอคู่กับอาหารทานเล่นที่เข้าคู่กันได้เป็นอย่างดี และช่วยเพิ่มรสชาติให้ไวน์ได้อย่างยอดเยี่ยม วัตถุดิบต่างๆ ล้วนคัดสรรมาอย่างดี

ซึ่งจะมีการจัดงานอีกครั้งที่ 204 Bistro โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพ รัชดา ในวันที่ 17 มกราคม 2019

สำหรับคอไวน์ทั้งหลายที่สนใจ สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณพิม 06-2494-1649

ไวน์สุดพิเศษที่มีการเทสต้ิงกันในงานนี้ประกอบด้วย

1.GleraBrut (Sparkling wine) as welcome drink

2. Manon Pinot Grigio (White)

3. Vernaccia Torri Vernaccia (White)

4. La Bisbetica Barbera (Red)

5. Chianti Torri Vernaccia (Red)

6. Vermentino Nero  (Red)

7. Alfredo Moscato (Sparkling dessert wine)

Swissôtel Bangkok Ratchada

204 Ratchadapisek Road, | Huay Kwang, Bangkok 10320 | Thailand
Tel:  + 66 (0) 2694 2222 | Fax: + 66 (0) 2694 2212
E-mail: romteera.tanthanongsakkul@swissotel.com | www.swissotelbangkok.com

เสน่ห์นครพนมเมืองรอง ไม่ลองไปไม่รู้!

วันนี้มาเที่ยวในโครงการ Go Local Enjoy Local เที่ยวเมืองรอง ที่ไม่เป็นรองใคร โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาที่ ‘จังหวัดนครพนม’ ดินแดนแห่งความสงบงามริมลำน้ำโขง และวัฒนธรรมหลากชนเผ่า อีกทั้งยังเป็นเพียงจังหวัดเดียวในเมืองไทยที่มีพระธาตุประจำวันเกิดครบ 7 วัน แม้ว่านครพนมจะได้รับการจัดให้เป็น ‘เมืองรอง’ ด้านการท่องเที่ยว ทว่าเมื่อได้ไปสัมผัสบรรยากาศจริงแล้ว ขอบอกเลยว่า ไม่เป็นสองรองใคร

#GoLocalEnjoyLocal #เที่ยวเมืองรองที่ไม่เป็นรองใคร #AmazingThailandGoLocal #เที่ยวท้องถิ่นไทยชุมชนเติบใหญ่เมืองไทยเติบโต #เที่ยวเมืองรอง #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #ททท #เที่ยวเมืองรองกับททท#TatXBlogger #TatXMediaAndBloggerclub

นครพนม เมืองเนิบช้าที่สุขสุดๆ ริมแม่น้ำโขง เมืองแห่งอาณาจักรศรีโคตรบูรอันรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็น Gateway to ASEAN ของอีสาน ด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ทอดข้ามโขง นำเราเที่ยวเชื่อมโยงไปได้ถึงลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ เลยล่ะ จากตัวเมืองนครพนมมองข้ามไปอีกฝั่งของลำโขง จะเห็นเทือกเขาหินปูนทอดยาวในฝั่งเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ของลาว สามารถล่องเรือข้ามไปเที่ยว หรือล่องเรือชมบรรยากาศอาทิตย์อัสดงยามเย็นได้งามจับใจจริงๆวันนี้จังหวัดนครพนมได้กลายเป็น “เมืองแห่งจักรยาน” หรือ The Cycling City อย่างแท้จริงแล้ว เพราะด้วยสภาพของตัวเมืองเลียบลำน้ำโขง บรรยากาศเย็นสบาย มีจุดชมวิว และมีเลนจักรยานให้ปั่นต่อเนื่องยาวหลายกิโลเมตร อีกทั้งคนนครพนมยังนิยมปั่นจักรยานกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว จักรยานจึงเป็นพาหนะที่ยังอยู่ในวิถีของคนที่นี่จริงๆ

เส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวในนครพนม ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ มีอยู่ 4 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางชมเมืองเก่าไชยบุรี 2. เส้นทางบ้านดอนนางหงส์ 3.เส้นทางเมืองโบราณบ้านหนองจันทร์ และ 4. เส้นทางเลียบโขงตัวเมืองนครพนม
ชวนกันไปเดินเล่นชิลล์ๆ ในย่าน ‘หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์’ พักผ่อนหย่อนใจ ชมวิถีชุมชนเก่าอันเนิบช้าริมลำน้ำโขงกลางเมืองนครพนม ไปชม ชิม ช็อป แชะ แชร์ กับภาพประทับใจมากมายในย่านหอนาฬิกาเก่า ซึ่งปัจจุบันมีร้านอาหารน่านั่งสำหรับวัยรุ่นเปิดกันเพียบ อีกทั้งในคืนวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 17.00-20.00 น. ยังมีถนนคนเดิน เปิดให้เดินช็อปกันยาวกว่า 800 เมตรด้วยนะบ้านเรือนเก่าริมลำโขงในเมืองนครพนม เต็มไปด้วยเสน่ห์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานสีสันลานคนเมืองนครพนมมีจุดถ่ายภาพเก๋ๆ ตรงริมโขงด้วยถนนคนเดินนครพนมในย่านเมืองเก่า มีทุกวันศุกร์-เสาร์ เก๋ไก๋ น่ารักจริงๆ เลยพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการ (หลังเก่า) อำเภอเมืองนครพนม ตั้งอยู่ที่ถนนสุนทรวิจิตร ใกล้ริมแม่น้ำโขง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลในยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองดินแดนแถบลุ่มน้ำโขง อาคารหลังนี้เคยใช้เป็นที่พำนักของผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในอดีต ทว่าปัจจุบันได้พลิกบทบาทมาเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวหลากหลายของนครพนม ผ่านภาพถ่ายเก่า โมเดล ภาพยนตร์สั้น ฯลฯ อีกทั้งยังเคยเป็นที่ประทับแรมของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จเยือนนครพนมด้วย โดยในครั้งนั้น แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ อายุ 102 ปี ได้มาถือดอกบัวรอรับเสด็จ จนกลายเป็นภาพแสนซึ้งตรึงใจที่ไม่เคยลืม

ตัวเมืองนครพนมปัจจุบัน มีพี่น้องชาวไทยคริสต์จากเวียดนามที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่จำนวนมาก จึงปรากฏโบสถ์คริสต์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสานขึ้น ในนาม “โบสถ์นักบุญอันนา” บ้านหนองแสง สร้างขึ้นโดยคุณพ่อเอทัวร์ นำลาภ เมื่อปี ค.ศ. 1926 โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมลำน้ำโขง กล่าวกันว่าเป็นโบสถ์แบบโกธิคที่สวยที่สุด 1 ใน 3 แห่งของไทย!

ในบริเวณริมโขงยังมี ‘วัดโอกาสศรีบัวบาน’ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองนครพนมมาแต่โบราณ ตั้งอยู่บนถนสุนทรวิจิตร ตรงข้ามด่านท่าเรือนครพนม-คำม่วน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1994 ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรรุ่งเรือง ความโดดเด่นอยู่ที่หอประดิษฐานพระติ้วและพระเทียม “พระติ้ว” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำด้วยไม้ติ้วบุทองคำ หน้าตักกว้าง 30 เซนติเมตร สูง 2 ฟุต สร้างโดยเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร เมื่อ พ.ศ. 1328 ส่วน “พระเทียม” สร้างให้เหมือนพระติ้ว เพื่อใช้ประดิษฐานไว้ข้างๆ เพื่อเทียม หรือแทนกันนั่นเอง

พระติ้ว พระเทียม อันศักดิ์สิทธิ์ใครตื่นแต่เช้า ก็จะได้ไปตักบาตรริมโขงที่หน้าวัดพระธาตุนคร ต้อนรรับวันใหม่อันสดใสเสน่ห์ยามเย็นของแสงสีบนฟากฟ้าเหนือลำน้ำโขงหน้าเมืองนครพนม สามารถล่องเรือชมได้ทุกวันเสน่ห์แสงยามเช้าในช่วงฤดูหนาวหน้าเมืองนครพนม มองไปยังฝั่งเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนของลาว ฤดูหนาวน้ำโขงลดระดับ เผยให้เห็น ‘หาดทรายทองศรีโคตรบูร’ อันงดงามน่าชมเสน่ห์อันเป็นที่สุดอีกอย่างหนึ่งของนครพนมคือ ‘เทศกาลไหลเรือไฟ’ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงออกพรรษา ประมาณปลายเดือนตุลาคม ไฮไลท์ของงานคือขบวนเรือไฟใหญ่ ที่ประกวดประชันกันสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่ละลำสูงเท่าตึก 2-4 ชั้น ประดับไฟประทีปนับหมื่นดวง และลงทุนนับล้านบาท พร้อมด้วยการจุดพลุสร้างเพิ่มความสว่างไสวแก่ลำน้ำโขงอย่างยิ่งใหญ่อลังการสุดๆ

หลังจากเที่ยวตัวเมืองนครพนมในแถบริมโขงกันจนอิ่มใจแล้ว ก็ได้เวลาออกไปตระเวนเที่ยวรอบนอกกันบ้าง โดยเริ่มที่การสักการะ 7 พระธาตุประจำวันเกิดเลยดีกว่า

พระธาตุพนม (พระธาตุประจำคนเกิดวันอาทิตย์) เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิส่วนพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอก ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระธาตุสูงถึง 53.60 เมตร สง่างามมาก กล่าวกันว่าแค่ได้ไปสักการะพระธาตุพนมเพียง 1 ครั้ง ก็เป็นสิริมงคลยิ่งแล้ว แต่ถ้าได้ไปสักการะครบ 7 ครั้ง ก็จะกลายเป็น “ลูกพระธาตุ” ชีวิตมีแต่ความรุ่งเรือง นอกจากนี้ยังเป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีวอกอีกด้วย

พระธาตุเรณู (พระธาตุประจำคนเกิดวันจันทร์) อำเภอเรณูนคร เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวผู้ไท 1 ใน 8 เผ่าของนครพนม ซึ่งพวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของตน ไว้อย่างเข้มแข็งมาก ศูนย์กลางชุมชนนี้อยู่ที่องค์พระธาตุเรณูอันตระการตา สูงกว่า 35 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2461 โดยประดับลวดลายปูนปั้นไว้รอบๆ อย่างวิจิตร เพราะได้จำลองแบบมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม (ก่อนที่พระธาตุพนมจะพังถล่มลงมา) นั่นเอง

พระธาตุศรีคุณ (พระธาตุประจำคนเกิดวันอังคาร) แม้ว่าจะอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมถึง 78 กิโลเมตร แต่การได้ไปสักการะพระธาตุศรีคุณสักครั้ง ก็ถือว่าคุ้ม เพราะมีลักษณะเหมือนพระธาตุพนมย่อส่วน ได้กราบแล้วอานิสงส์คือส่งให้เกิดยศศักดิ์ศรี โชคลาภทวีคูณ!

พระธาตุมหาชัย (พระธาตุประจำคนเกิดวันพุธกลางวัน) อำเภอปลาปาก องค์พระธาตุสูงถึง 37 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูง แลสง่าน่าเลื่อมใส เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุสำคัญ อานิสงส์ของการได้มานมัสการคือ จะมีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง ทำให้ชีวิตมีแต่ความรุ่งโรจน์

พระธาตุมรุกขนคร (พระธาตุประจำคนเกิดวันพุธกลางคืน) วันพุธเป็นเพียงวันเดียวที่มีพระธาตุประจำวันเกิด 2 องค์ คือ กลางวัน และกลางคืน ในส่วนของกลางคืนมีพระธาตุมรุกขนครเป็นพระธาตุประจำวัน เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าครั้งพุทธกาล มีอยู่คืนหนึ่งเป็นคืนวันพุทธ ภิกษุสงฆ์ได้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น พระพุทธองค์จึงเสด็จหนีออกไปจากวัดที่ทรงจำพรรษาอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีพระธาตุประจำวันพุธกลางคืน พระธาตุมรุกขนครนั้นคล้ายพระธาตุพนมย่อส่วน สูง 50.9 เมตร สร้างขึ้นในพระวโรกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี โดยความสูงเศษ จุด 9 เมตร ก็หมายถึง รัชกาลที่ 9 นั่นเอง

พระธาตุประสิทธิ์ (พระธาตุประจำคนเกิดวันพฤหัสบดี) อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนม 93 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง กระทั่งถึงอำเภอนาหว้า ก็จะได้สักการะองค์พระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า อานิสงส์ของการได้มานมัสการคือ ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในความก้าวหน้าดังประสงค์ ในบริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งของศูนย์หัตถกรรมบ้านท่าเรือ ซึ่งเป็นศูนย์ศิลปาชีพแห่งแรกของไทย เมื่อปี พ.ศ. 2520 สินค้าโดดเด่นคือผ้าไหมมัดหมี่อันประณีตงดงาม

พระธาตุท่าอุเทน (พระธาตุประจำคนเกิดวันศุกร์) อำเภอท่าอุเทน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงไหลเย็นชื่นใจ เป็นองค์พระธาตุสูงใหญ่ โดดเด่น สร้างให้คล้ายคลึงกับพระธาตุพนม สร้างเป็น 3 ชั้น ทรงสี่เหลี่ยม สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2454 โดยพระอาจารย์ศรีทัตถ์ เพื่อบรรจุพระอรหันตธาตุสำคัญ เชื่อว่าใครได้มาสักการะแล้วจะช่วยให้ชีวิตรุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามอรุณรุ่ง

พระธาตุนคร (พระธาตุประจำคนเกิดวันเสาร์) เป็นอีกหนึ่งพระธาตุของนครพนมที่ตั้งอยู่ใกล้ริมล้ำน้ำโขง ในบริเวณตัวเมืองนครพนม องค์พระธาตุ สูง 24 เมตร งดงามด้วยรูปลักษณ์และลวดลาย ไม่ย่ิงหย่อนไปกว่าพระธาตุองค์ใด ได้มากราบสักการะแล้วเชื่อว่าอานิสงส์จะช่วยเสริมบารมี ทำให้มีอำนาจวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน

ห่างจากตัวเมืองนครพนมไปเพียง 47 กิโลเมตร ในอำเภอท่าอุเทน คือที่ตั้งของจุดบรรจบ “แม่น้ำสองสี” คือแม่น้ำสงครามสีเขียวมรกต ได้ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงสีน้ำตาลแดง เกิดเป็นปากแม่น้ำที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ฝูงปลาชุกชุม ชาวบ้านได้ออกเรือไปหาปลามาทำอาหารหลากหลาย โดยเฉพาะปลาส้มแสนอร่อยแห่งไชยบุรี เมืองริมโขงแสนน่ารักที่มีความเก่าแก่กว่า 200 ปี ตลอดริมฝั่งโขงมีวัดโบราณอันทรงคุณค่าอยู่ไม่น้อยกว่า 7-10 แห่ง พร้อมด้วยบ่อน้ำโบราณ ซากเจดีย์เก่า ชุมชนแสนน่ารัก พร้อมด้วยเส้นทางปั่นจักรยานริมน้ำชิลชิล และแน่นอนว่าต้องมีจุดชมวิวแม่น้ำสองสีที่น่าชมอย่างยิ่งปลาส้มปากน้ำไชยบุรี เมนูอร่อยล้ำต้องลองรับรองจะติดใจ!ซากเมืองเก่าไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน คือประจักษ์พยานของอาณาจักรศรีโครบูรที่เคยรุ่งเรืองอยู่ ณ จุดนี้ เมื่อประมาณ พ.ศ. 1000-1500วัดเก่าแห่งไชยบุรี ได้รับการบูรณะสมัยฝรั่งเศสยึดครอง โดยนำศิลปะแบบโคโลเนียลเข้าไปประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัวซากเจดีย์เก่าของอาณาจักรศรีโคตรบูร แม้จะผุพังไปตามกาลเวลา ทว่ายังเปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์
เมืองเก่าท่าอุเทน เต็มไปด้วยบ้านเรือนโบราณที่เปี่ยมด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียลอันสวยงาม โดยเฉพาะบ้านศรีอุเทน ที่เป็นตึกปูนสองชั้น ตั้งอยู่กลางชุมชน สามารถปั่นจักรยานจากพระธาตุท่าอุเทนมาถึงได้สบายมาก‘แหล่งเรียนรู้ไดเสาร์ท่าอุเทน’ คืออีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะเราจะได้ชมรอยเท้าไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ และอีกัวดอน รวมถึงรอยเท้าจระเข้ขนาดเล็ก จำนวนร้อยๆ รอย อายุกว่า 100 ล้านปี ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2544 นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าในช่วงเวลานั้น (ยุคครีเตเชียสตอนต้น) บริเวณนี้น่าจะเป็นริมฝั่งน้ำที่ไดโนเสาร์ต่างๆ มาหากิน โดยเฉพาะไดโนเสาร์นกกระจอกเทศที่อยู่กันเป็นฝูงไชยบุรี ท่าอุเทน นครพนม มีอะไรให้ค้นหามากมายจริงๆ เที่ยวกันจนเหนื่อยล่ะ แวะดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนดีกว่าเนอะปิดท้ายทริปเมืองรองนครพนมอันแสนประทับใจ ด้วยการเติมพลังไข่กระทะ กับขนมปังบาแกตต์ ให้มีแรงเที่ยวต่อแล้วก็แน่นอนว่า ต้องลิ้มลองอาหารพื้นบ้านอย่างข้าวปุ้นน้ำนัว ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว หมูยอ รวมถึงอาหารอีสานครบชุดใหญ่ เป็นการสั่งลานครพนมอย่างประทับใจ

บอกแล้วว่า นครพนมเป็นเมืองมีเสน่ห์จริงๆ ในทุกด้าน ใครมาก็ต้องหลงรักเมืองรองแห่งนี้แน่นอนจ้า

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ททท. สำนักงานนครพนม โทร. 0-4251-3490-1 / tatphnom@tat.or.th

TOP 22 of Pakistan, Once in a Lifetime!

ปากีสถาน (Pakistan) หนึ่งในดินแดนแห่ง Dreams Destination ที่ใครหลายคนฝันถึง ว่าสักวันจะได้ไปเยือน! เพราะถ้าสำรวจลงลึกจริงๆ แล้ว ปากีสถานคือประเทศที่รุ่มรวยด้วยอารยธรรมมานานหลายพันปี ด้วยจุดที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งสำคัญยิ่งยวด เป็นจุดกึ่งกลางเชื่อมโลกตะวันออก-ตะวันตกบนเส้นทางสายไหมโบราณ (Ancient Silk Road) ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นถนนสาย Karakoram Highway ยาว 1,300 กิโลเมตร เชื่อมจีน-ปากีสถาน นำเราย้อนกลับไปสู่อู่อารยธรรม ที่ยังคงมีลมหายใจ อวลด้วยกลิ่นอายเสน่ห์ และรอยยิ้มของผู้คนที่เป็นมิตร

1. Faisal Mosque, Islamabad (มัสยิดไฟซาล ศูนย์รวมใจชาวปากีสถาน, อิสลามาบัต)

แหล่งท่องเที่ยวอันเป็น Landmark สำคัญที่สุดในกรุงอิสลามาบัต เมืองหลวงของปากีสถาน ก็คือ ‘มัสยิดไฟซาล’ เปรียบเสมือนมัสยิดกลางของประเทศ ที่พี่น้องชาวมุสลิมเข้ามาใช้ประกอบศาสนกิจ มัสยิดแห่งนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1987 ออกทุนสร้างโดยกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย King Faisal จึงนำพระนามของพระองค์ใช้เป็นชื่อมัสยิดแห่งนี้ โดยใช้นายช่างชาวตุรกีออกแบบ ให้เป็นทรงเต็นท์ 8 เหลี่ยม ของชาวเบดูอิน หรือพวกเร่ร่อนซึ่งมาถึงบริเวณนี้เป็นพวกแรก มัสยิดไฟซาลมีความใหญ่โตโอฬารมาก ภายในจุคนได้ถึง 100,000 คน และบริเวณรอบนอกจุได้อีกกว่า 200,000 คน และมีเสามินาเร็ท (หอขาน) 4 ต้น ขนาบสี่มุม สูงต้นละ 79 เมตร ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไปชมเป็นจำนวนมากแทบทุกวัน โดยการเข้าชมควรแต่งกายสุภาพ มิดชิด ไม่ส่งเสียงดัง และก่อนถ่ายภาพทุกครั้งควรขออนุญาตก่อน
2. Daman-e-Koh, Islamabad (ดามาน-อี-โกท จุดชมวิวพาโนรามาเหนืออิสลามาบัต)

จุดชมวิว Daman-e-Koh ป็นจุดชมวิวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ตั้งอยู่บนเทือกเขา Margalla Hills ทางตอนเหนือของกรุงอิสลามาบัต เมืองหลวงของปากีสถาน ยอดเขานี้สูงขึ้นมาจากตัวเมืองกว่า 500 ฟุต ทำให้เราชมวิวได้แบบสุดสายตาพาโนรามา แลเห็นทุ่งราบกว้างไกล และตัวเมืองที่แทบจะไม่มีตึกสูงระฟ้า ยกเว้นโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้าบางแห่ง บนยอดเขานี้อากาศสดชื่นเย็นสบาย มีสวนร่มรื่น และม้านั่งให้พักผ่อนด้วย แต่ต้องคอยระวังพวกลิงที่อาจเข้ามาทักทายเราเป็นบางครั้งบางคราว จึงควรเก็บสิ่งของให้มิดชิดด้วยล่ะ
3. Taxila (เมืองเก่าตักศิลา มหานครแห่งศิลปะวิทยาการของโลกยุคโบราณในชมพูทวีป)

ตักศิลา หรือชื่อเดิม ตักสะสิลา คือเมืองโบราณอายุกว่า 3,500 ปี ที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในแง่ของการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกๆ ของโลก รวมถึงยังเคยเป็นแคว้นที่เคยมีพระพุทธศาสนาเฟื่องฟูอย่างยิ่งในอดีตกาล เพราะตักศิลาคือ 1 ใน 16 แคว้นของชมพูทวีปโบราณ ที่เป็นศูนย์รวมของสรรพวิชาการต่างๆ ผู้คนจากทั้งเอเชียและยุโรปในยุคนั้น จึงส่งลูกหลานมาศึกษาหาความรู้กันที่นี่ กับอาจารย์ซึ่งเรียกว่า ‘ทิศาปาโมกข์’ จากหลักฐานการขุดค้นพบว่าเมืองตักศิลาแห่งแรกมีอายุย้อนไปได้กว่า 1,000 ปี ก่อนคริสตกาล และมีการสร้างซ่อมบูรณะซ้อนทับกันมาหลายยุคสมัย สำหรับซากตัวเมืองเก่าตักศิลาที่เห็นในปัจจุบัน สร้างขึ้นโดยชาว Bactrian-Greek ซึ่งเป็นทหารของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ที่เคยกรีฑาทัพผ่านมาในบริเวณเมื่อปีที่ 3 ก่อนคริสตกาล ส่วนหนึ่งได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ แล้วนำศิลปะแบบกรีกเข้ามาผสมผสานกับเอเชีย จนเกิดเป็น ‘ศิลปะแบบคันธาระ’ ขึ้นในที่สุด (พระพุทธรูปสไตล์คันธาระ พระพักตร์จะเหมือนใบหน้าคนกรีกยุคโบราณ)

กล่าวกันว่าตักศิลาคือมหาวิทยาลัยที่สอนความรู้ในทางโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุคโบราณ ควบคู่กับมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้นเช่นเดียวกัน (อยู่ทางอินเดียตะวันออก) บุคคลสำคัญผู้เคยไปศึกษาที่เมืองตักศิลา เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล, หมอชีวกโกมาภัจจ์, องคุลีมาล รวมถึงเจ้าชายสิทธัตถะ ด้วย เมืองตักศิลารุ่งเรืองอยู่นานด้วยการสนับสนุนจากกษัตริย์ผู้ครองแคว้นที่นับถือพุทธ และรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างเจดีย์และวัดต่างๆ ขึ้นอย่างมากมาย จนกระทั่งศตวรรษที่ 5 พวกฮั่นขาว (White Huns) ซึ่งเป็นนักรบจีนมองโกลเผ่าหนึ่งจากเอเชียกลาง ก็ได้เข้าเผาทำลายเมืองตักศิลาจนราบเป็นหน้ากลอง เหลือไว้เพียงซากโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ให้เราไปรำลึกความหลังในปัจจุบัน โดยเมืองโบราณนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงอิสลามาบัต ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 32 กิโลเมตร ผ่านถนน Grand Trunk (GT Road) 4. Karakoram Highway : KKH (คาราโครัมไ​ฮเวย์ ถนนบนหลังคาโลกเชื่อมตะวันออกตะวันตกเป็นหนึ่งเดียว)

คาราโครัมไฮเวย์ ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก’ เพราะมันคือหนึ่งในถนนบนหลังคาโลก ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเกือบ 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยสร้างขนานไปกับเส้นทางสายไหมโบราณ หรือ Ancient Silk Road เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน คาราโครัมไฮเวย์มีความยาวประมาณ 1,300 กิโลเมตร สร้างขึ้นภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลปากีสถานและรัฐบาลจีน ที่มีแผนจะเปิดการค้าขายกันเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้ โดยใช้ถนนสายนี้ขนส่งสินค้าและผู้คน แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็ยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะต้องสังเวยชีวิตคนงานก่อสร้างไปหลายร้อยคนเลย

คาราโครัมไฮเวย์ในเขตปากีสถาน มีระยะทางยาว 887 กิโลเมตร ส่วนในประเทศจีนยาว 413 กิโลเมตร ส่วนที่อยู่ในปากีสถานเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า China-Pakistan Friendship Highway หรือทางหลวงหมายเลข 35 (N-35) นั่นเอง มันเป็นถนนที่มีสภาพค่อนข้างดีเยี่ยม ผ่านภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งที่ราบ แม่น้ำ หุบเขา และเทือกเขาหิมะสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะที่ Khunjrab Pass สูง 4,735 เมตร เป็นจุดเชื่อมต่อพรมแดนปากีสถาน-จีน ในแคว้นซินเจียง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เส้นทางสายคาราโครัมไฮเวย์ในเขตปากีสถานผ่านสถานที่น่าสนใจนับไม่ถ้วน อาทิ เส้นทางสายไหมโบราณ, จุดที่สองทวีปชนกันจนเกิดเทือกเขาหิมาลัย, ธารน้ำแข็งต่างๆ, หมู่บ้านและป้อมโบราณอายุนับพันปี ฯลฯ แต่สภาพรถที่จะใช้วิ่งบนเส้นทางนี้ควรตรวจเช็คให้ดีเยี่ยม เพราะบางช่วงถนนชันและคดเคี้ยว ส่วนผู้เดินทางอาจเกิดภาวะแพ้ความสูงเฉียบพลัน หรือ Acute Mountain Sickness (AMS) ได้ โดยเฉพาะที่บริเวณ Khunjerab Pass อาการคือปวดหัว คลื่นไส้ แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย วิธีป้องกันคืออย่าเคลื่อนไหวเร็ว งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดบุหรี่ ดื่มน้ำอุ่น สูดอากาศบริสุทธิ์ ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รีบพักผ่อนแล้วลงสู่พื้นที่ตำกว่า
5. Khunjerab Pass, Karakoram Highway (จุดเชื่อมต่อคาราโครัมไฮเวย์ปากีสถานเข้าสู่แดนมังกร)

Khunjerab Pass คือยอดเขาส่วนสูงที่สุดของถนนสายคาราโครัมไฮเวย์ คือสูงกว่า 4,735 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถือเป็นหนึ่งในถนนที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งรถยนต์สามารถพาเราขึ้นไปถึงได้อย่างสบาย โดยจุดนี้จริงๆ แล้ว คือด่านพรมแดนกั้นปากีสถาน-จีน ออกจากกัน ในฝั่งปากีสถานคือแคว้น Gilgit-Baltistan ของเมือง Hunza-Nagar ส่วนฝั่งจีนคือแคว้นซินเจียง เรียกว่าทางหลวงสาย China National Highway 314 (G314) ซึ่งสามารถเดินทางต่ออีก 420 กิโลเมตร ก็ถึงเมืองคัชการ์ (Kashgar) และอีก 1,890 กิโลเมตร ก็ถึงเมืองอูรูมูฉี (Urumqi) ที่จุดนี้เอง รถจากปากีสถานซึ่งขับชิดซ้าย เมื่อข้ามพรมแดนเข้าเขตจีนแล้ว ก็จะต้องเปลี่ยนไปขับชิดขวา

เนื่องจากบริเวณ Khunjerab Pass เป็นถนนส่วนที่สูงที่สุดของคาราโครัมไฮเวย์ อากาศจึงหนาวเย็นจับขั้วหัวใจตลอดปี บางวันลมแรงมาก ใครจะไปเที่ยวต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้เต็มอัตราศึกเลยนะ และโดยปกติจะใช้เวลา 1 วันเต็มในการเดินทางไปกลับ รับรองว่าตลอดทางจะได้ชมภูมิประเทศภูเขา โตรกผา ทุ่งหิมะ และสัตว์ป่าบางชนิด เช่น Golden Marmot เป็นกระรอกดินขนาดใหญ่จำพวกหนึ่ง ขุดโพรงอยู่ในดิน และชอบแอบขึ้นมาดูรถที่วิ่งผ่านไปมา รวมถึงถ้าโชคดีสุดๆ ก็จะพบ Himalayan Ibex สัตว์กีบจำพวกแพะภูเขาที่หายาก ตัวผู้มีเขาโง้งยาวสวยงามมาก เป็นต้น การขับรถเที่ยวชมธรรมชาติสู่ Khunjerab Pass ไปตาม Karakoran Highway จึงเป็นเรื่องน่าสนุก น่าตื่นเต้น ในทุกวินาที เพราะจะมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้เราจดจำไปตลอดชีวิตแน่นอน
6. Continents Collided Point (จุดที่สองแผ่นเปลือกโลกชนกันจนเกิดเทือกเขาหิมาลัย, Karakoran Highway)

เมื่อขับรถอยู่บนคาราโครัมไฮเวย์ ระหว่างทางจากเมือง Gilgit มุ่งหน้าเมือง Hunza จะผ่านจุดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในทางภูมิศาสตร์ ซึ่งใครหลายคนอยากไปเห็นสักครั้งกับตาตัวเอง! นั่นคือ จุดที่เมื่อ 55 ล้านปีก่อน อนุทวีปอินเดีย (Indian Plate) ได้เคลื่อนเข้าชนกับแผ่นทวีปยูเรเซีย (Urasian Plate) จากนั้นแผ่นอนุทวีปอินเดียก็มุดตัวลง พร้อมกับเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ก่อให้เกิดแรงเค้นมหาศาลสุดประมาณ ดันให้เปลือกโลกยูเรเซียส่วนนี้ค่อยๆ สูงขึ้น จนกลายเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน พุ่งทะยานสูงขึ้นไปในอากาศเกือบ 9 กิโลเมตร ทั้งในส่วนของเทือกเขาหิมาลัย, ยอดเขาเอเวอร์เรสต์, ยอดเขาต่างๆ ในเนปาล รวมถึงเทือกเขาทั้งหมดในภาคเหนือของปากีสถานด้วย โดยเฉพาะในแคว้น Gilgit-Baltistan บริเวณเมือง Hunza-Nagar ต่างก็ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกเดียวกันทั้งหมด

ที่สำคัญคือ ปัจจุบันนี้อนุทวีปอินเดียยังไม่หยุดเคลื่อนที่ ยอดเขาต่างๆ ดังกล่าวจึงยังคงสูงขึ้นทุกวันๆ ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ 7 มิลลิเมตร/ปี เทือกเขาหิมาลัย และภูเขาต่างๆ ในปากีสถาน จึงเป็นเทือกเขาที่ในทางภูมิศาสตร์ถือว่ายังมีอายุน้อยมากเพียง 55 ล้านปี (เมื่อเทียบกับอายุของโลกคือประมาณ 4,500 ล้านปี) และยังสูงขึ้นไม่หยุดหย่อน! โดยปากีสถานเองก็มียอดเขาสูงเกิน 8,000 เมตร ที่สำคัญอยู่ถึง 5 ยอด คือ K2 (8,611 เมตร) Nanga Parbat (8,126 เมตร) Broad Peak (8,051 เมตร) Gasherbrum-I (8,068 เมตร) และ Gasherbrum-II (8,036 เมตร)
7. Ancient Silk Road, Karakoram Highway (เส้นทางสายไหมโบราณ, คาราโครัมไฮเวย์)

เส้นทางสายไหม หรือ Silk Road เป็นเส้นทางสำหรับติดต่อค้าขายของคนในโลกยุคโบราณ โดยมีทั้งเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล แถมยังแตกเป็นเส้นทางสายย่อยๆ มากมายนับไม่ถ้วน แต่เส้นทางสายหลักเริ่มต้นจากกรุงปักกิ่งในสมัยราชวงศ์ฮั่น เมื่อประมาณ 114 ปี ก่อนคริสตกาล จุดประสงค์เพื่อใช้ค้าขายเป็นสำคัญ เส้นทางสายนี้เชื่อมตั้งแต่ประเทศจีน ผ่านเอเชียกลาง เข้าสู่ปากีสถาน (คือเส้นทางสายไหมสายตะวันตก) ไปยังอัฟกานิสถาน อิหร่าน ถึงเอเชียตะวันตก แล้วข้ามเรือไปสู่อิตาลี จนถึงกรุงโรมในที่สุด นับเป็นเส้นทางที่ทำให้เกิดการติดต่อสื่อสาร และหล่อหลอมผู้คนทั้งโลกเข้าด้วยกัน

เส้นทางสายไหมดั้งเดิมที่ว่านั้น ยังคงมีส่วนให้เห็นได้บนถนนสาย Karakoram Highway ช่วงจากเมือง Gilgit ไปเมือง Hunza ในปากีสถาน ด้านซ้ายมือบนเชิงผาอันแห้งแล้งมีแต่แผ่นหิน เราจะพบแนวเส้นทางเดินแคบๆ เลาะเลียบหน้าผาเป็นแนวยาวเหยียด นี่คือ Ancient Silk Road สายดั้งเดิม ที่เคยใช้กันมานานหลายพันปี ซึ่งชาวปากีสถานเรียกว่า ‘Kinu Kutto’  มันมีขนาดเพียงให้ขบวนคาราวานม้า ลา ล่อ และอูฐ รวมถึงผู้คนเดินสัญจรผ่านไปมาเท่านั้น (เทียบได้กับขนาดพอให้รถจี๊ปวิ่งได้แค่คันเดียว) จนกระทั่งล่วงเข้ายุคปัจจุบัน มีการสร้างถนนสาย Karakoram Highway เส้นทางสายไหมโบราณนี้จึงเลิกใช้กันไปโดยปริยาย โดยเมื่อปี ค.ศ.​ 2004 รัฐบาลนอร์เวย์ ร่วมกับรัฐบาลของเมือง Hunza-Nagar ได้ทำการบูรณะเส้นทางสายไหมโบราณบางช่วงขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ทางโบราณคดีไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ว่าครั้งหนึ่งมันเคยรุ่งเรืองเพียงไร8. Sacred Rocks of Hunza (หินศักดิ์สิทธิ์ ร่องรอยภาพเขียนสีศตวรรษที่ 1 เมืองฮุนซา)

หินศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองฮุนซา เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวพุทธ เพราะเคยเป็นจุดแวะพักของนักแสวงบุญชาวพุทธ ในเขตหุบเขาฮุนซา ทางด้านชายฝั่งตะวันออกของแม่น้ำฮุนซา ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมยุคโบราณ เมื่อพวกเขาแวะพักที่บริเวณนี้ ก็ได้มีการขุดเจาะถ้ำ รวมถึงปลูกเพิงพักไว้ในบริเวณรอบๆ อีกทั้งมีการแกะสลักลายลงบนแผ่นผาโล่งเลี่ยน เพื่อเป็นบันทึกเรื่องราวหรืออนุสรณ์ โดยภาพสลักหลายร้อยภาพเหล่านี้ มีอายุย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 1 เลยทีเดียว หินศักดิ์สิทธิ์นี้มีขนาดใหญ่โตจนคล้ายเนินย่อมๆ ลูกหนึ่ง สูงประมาณ 30 ฟุต และยาวกว่า 200 หลา โดยแบ่งร่องรอยออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือกลุ่มด้านบน เป็นจำหลักภาษาพราหมี กล่าวถึงกษัตริย์ในยุคต่างๆ ส่วนลายจำหลักกลุ่มล่าง เป็นรูปฝูง Ibex หรือแพะภูเขา ที่มีเขาโง้งยาว รวมถึงมีรูปคนใส่ชุด Ibex และเจดีย์ทรงทิเบต ปรากฏอยู่ด้วย นับเป็นแหล่งโบราณคดีอันล้ำค่ายิ่ง

ปัจจุบันหินศักดิ์สิทธิ์นี้ตั้งอยู่ริมถนนสาย Karakoram Highway ในเมือง Karimabad โดยจากจุดนี้มองข้ามแม่น้ำ Hunza ไป บนภูเขาจะแลเห็นป้อม Baltit Fort และ Altit Fort รวมถึงยอดเขา Ladayfinger ทรงแหลมแปลกตา เป็นฉากหลังอย่างสวยงามมาก 9. Altit Fort and Baltit Fort, Hunza (ป้อมอัลติท และป้อมบัลติท เมืองฮุนซา)

ในบรรดาโบราณสถานที่เก่าแก่และสำคัญของแคว้น Gilgit-Baltistan ต้องถือว่า ‘ป้อม Altit’ แห่งเมืองฮุนซามีความเก่าแก่ที่สุด เพราะมีอายุกว่า 1,100 ปีแล้ว พอๆ กับหมู่บ้าน Altit ในหุบเขาฮุนซา ซึ่งเป็นหมู่บ้านแรกของแคว้นนี้ และเชื่อกันว่าสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่า White Huns ซึ่งก็คือลูกหลานของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซีโดเนีย (กรีก) ครั้งยาตราทัพข้ามเทือกเขาฮินดูกูช (เทือกเขาที่ขยายต่อจากเทือกเขาคาราโครัมในปากีสถานออกไปในอัฟกานิสถานอีก 800 กิโลเมตร) เข้าสู่ปากีสถาน เพื่อไปตีชมพูทวีป นั่นเอง

ป้อม Altit Fort สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 โดยกษัตริย์ผู้ครองแคว้นนี้ ซึ่งใช้คำนำหน้าพระนามว่า Mir อันเป็นคำในภาษาอาหรับ บ่งชี้ว่าศานาอิสลามได้แผ่เข้าสู่ดินแดนนี้แล้วในเวลานั้น จนถึงศตวรรษที่ 15 ศาสนาอิสลาม ก็ได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือปากีสถานอย่างเต็มรูปแบบจนถึงปัจจุบัน ป้อมแห่งนี้จึงใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ ทว่ามองเผินๆ อาจแลคล้ายป้อมของทิเบตหรือภูฏาน สาเหตุคือช่างผู้ออกแบบคือชาวทิเบต โครงสร้างที่ปรากฏออกมาจึงแลคล้าย Dzong (ซอง หรือป้อมปราการ) ของทิเบตด้วย ปัจจุบันป้อมนี้ได้รับการบูรณะโดยกองทุนความร่วมมือของ Aga Khan และรัฐบาลนอร์เวย์ ระหว่างทางขึ้นจะผ่านหมู่บ้านที่มีความสงบร่มรื่น และเคยเป็นหมู่บ้านของคนที่มีอายุยืนที่สุดในโลกด้วย ส่วนบนสุดของภูเขาเป็นตัวป้อม ภายในแบ่งซอยเป็นห้องหับเล็กๆ มากมาย และมองลงมาเห็นแม่น้ำฮุนซา หุบเขา รวมถึงหมู่บ้านที่เก่าแก่กว่า 1,000 ปี
10. Ancient Irrigation Cannel, Karimabad (คลองส่งน้ำโบราณ เมืองคาริมาบัต)

  ในเขตภาคเหนือของแคว้น Gilgit-Baltistan ปากีสถาน อันเป็นดินแดนที่มีแต่ภูเขาสูงสลับซับซ้อนนั้น สิ่งที่ผู้คนต้องการมากที่สุด นอกจากสะพาน ถนน อาหาร และยารักษาโรคแล้ว ‘น้ำ’ ก็คือหนึ่งปัจจัยเพื่อการยังชีพที่สำคัญที่สุด และดูเหมือนธรรมชาติจะเข้าใจ เอื้ออารีย์ให้มีน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งและหิมะ ในช่วงฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง ลงสู่ห้วยธารต่างๆ อย่างเพียงพอ ชาวปากีสถานบนภูเขาสูงเข้าใจสิ่งนี้ และสั่งสมภูปัญญาในการผันน้ำจากการละลายของน้ำแข็งดังกล่าว ลงสู่คลองส่งน้ำโบราณ ลักษณะเป็นคลองขุดและคลองจากการกั้นด้วยคันหินให้เป็นแนวยาว เลียบหน้าผา ส่งน้ำลงมาจนถึงตัวหมู่บ้านที่พวกเขาอาศัย ได้กิน ได้ดื่ม ได้อาบ ได้ใช้รดน้ำพืชผักผลไม้ และใช้ทำอาหาร เช่นเดียวกับที่หมู่บ้าน Karimabad ในหุบเขา Hunza ที่ยังมีหลายหมู่บ้านได้ใช้น้ำประปาภูเขาจากธารน้ำแข็งเหล่านี้มาจนถึงปัจจุบัน โดยคลองส่งน้ำจะผ่านไปถึงหน้าบ้าน ให้พวกเขาจัดสรรเวลาใช้งาน ว่าช่วงเวลาใดจะใช้ซักล้าง ช่วงใดใช้ตักไว้เพื่อดื่มกิน ทุกเช้าและเย็น เราจึงเห็นชาวบ้านออกมาที่คลองส่งน้ำนี้อย่างคึกคัก นับเป็นการกินอยู่อย่างเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
11. Ladyfinger Peak, Hunza, Karimabad (ยอดเขาเลดี้ฟิงเกอร์ ยอดเขาทะลุทะเลเมฆ, เขตฮุนซา เมืองคาริมาบัต)

ยอดเขา Ladyfinger หรือที่ในภาษาอูร์ดู (Urdu) ของปากีสถานเรียกว่า ‘Bubli Motin’ เป็นยอดเขารูปทรงประหลาด สะกดทุกสายตาที่ได้พบเห็นมาตลอดเวลาที่มันยืนตระหง่านทะลุทะเลเมฆอยู่ตรงนั้น ณ เมืองคาริมาบัต ในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน ด้วยรูปทรงแหลมชูชันตั้งขึ้นเหมือนพีระมิดหรือปลายหอก ไม่เคยมีหิมะปกคลุมเลย ในขณะที่เทือกเขาโดยรอบมีหิมะขาวห่มปกเกือบตลอดเวลา ทำให้ยอดเขา Ladyfinger ยิ่งเตะตากว่าใครๆ ตัวของมันเองมีความสูงกว่า 600 เมตร ตั้งอยู่บนระดับความสูงกว่า 6,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Batura Muztagh ที่แตกตัวออกจากเทือกเขาคาราโครัม ไปทางตะวันตก

ยอดเขานี้มีตำนานรักแสนเศร้าเล่าสืบต่อกันมาหลายร้อยปีกล่าวว่า ในอดีตมีเจ้าชายชื่อ Kisar จากบัลติสถาน ได้มาพบรักและแต่งงานกับเจ้าหญิง Bulbi ที่เมืองฮุนซา แต่ต่อมาพระองค์ได้ข่าวจากบ้านเกิดว่า ชายาองค์แรกของพระองค์ชื่อ Langabrumo ได้ถูกกษัตริย์ต่างเมืองลักพาตัวไป จึงทรงรีบเตรียมตัวไปช่วย ก่อนออกเดินทางได้ทรงนำเจ้าหญิง Bulbi ขึ้นไปประทับอยู่บนภูเขา พร้อมด้วยประทานไก่และเมล็ดพืชไว้ให้ โดยรับสั่งว่าทุกปีให้ป้อนเมล็ดพืชหนึ่งเมล็ดแก่ไก่ เมื่อใดที่เมล็ดพืชหมดถุง เมื่อนั้นจะทรงกลับมา! แต่พระองค์ก็ไม่เคยกลับมาเลย และเชื่อกันว่าเจ้าหญิง Bulbi ก็ยังคงรอคอยเจ้าชายอยู่บนยอดเขา Ladyfinger แห่งนี้12. Hoper Glacier, Nagar Valler, Hunza, Gilgit-Baltistan (ธารน้ำแข็งโฮเปอร์, หุบเขาเนเกอร์ แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน หนึ่งในธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวเร็วที่สุดในโลก!

หนึ่งในสถานที่น่าตื่นตะลึงที่สุดทางธรรมชาติของปากีสถานภาคเหนือ ซึ่งเราไม่ควรพลาดชมด้วยประการทั้งปวง คือ ‘ธารน้ำแข็งโฮเปอร์’ หรือ Hoper Glacier (ป้ายบางที่สะกด Hopar บางที่สะกด Hopper) เพราะนี่คือธารน้ำแข็งที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดแห่งหนึ่งด้วยการนั่งรถยนต์จากเมือง Hunza ข้ามแม่น้ำฮุนซาเข้าสู่เขตหุบเขา Nagar จากนั้นขับรถเลาะเลียบไปตามแม่น้ำเนเกอร์อีกราวๆ ชั่วโมงครึ่ง แล้วเดินขึ้นเขาไปอีกนิดเดียว ก็จะถึงจุดชมวิวธารน้ำแข็งโฮเปอร์แล้ว นี่คือธารน้ำแข็งอายุกว่า 100,000 ปี ที่ยังจับตัวเป็นน้ำแข็งอยู่ชั่วนาตาปี มันมีขนาดมหึมามาก และเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

นักธรณีวิทยาได้เคยมาทำการศึกษาการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็ง Hoper  เมื่อปี ค.ศ. 1987 ปรากฏว่ามันเคลื่อนตัวได้เร็วถึง 110 ฟุต ในเวลาแค่ 3 เดือน จึงกลายเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวได้เร็วที่สุดในโลก แต่ก็เป็นที่หวั่นวิตกกันว่า หากภาวะโลกร้อนยังไม่ทุเลาเบาบางลง ภายในปี ค.ศ. 2035 ธารน้ำแข็งนี้อาจหดตัวจนแทบหายไปเลย! และชาวปากีสถานส่วนใหญ่ที่ใช้น้ำจืดจากการละลายของน้ำแข็ง อาจต้องประสบภาวะขาดน้ำก็เป็นได้ 13. Passu Bridge, Hunza (สะพานแขวนร้อยปี เมืองพัสสุ เขตฮุนซา)

ในบรรดาสะพานแขวนทั่วปากีสถาน คงไม่มีที่ใดจะมีชื่อเสียงโด่งดังเท่ากับ ‘สะพานแขวนพัสสุ’ (Passu Bridge) หรือ ‘สะพานฮุซไซนี’ (Hussani Bridge) เพราะนี่คือสะพานแขวนอายุเป็นร้อยปี ที่มีลักษณะน่าหวาดเสียวที่สุด และเคยกล่าวขานกันว่าเป็นสะพานแขวนสำหรับคนเดินที่อันตรายที่สุดในโลก! ฉายานี้อาจฟังน่ากลัว เพราะมันเคยพังมาแล้วไม่รู้กี่รอบ แต่ก็ได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่ทุกครั้งจากชาวบ้าน ที่ใช้เดินสัญจรข้ามไปมาระหว่างหมู่บ้านฮุซไซนีสองฝั่งทะเลสาบอริท (Borith Lake) ในเมือง Passu เขตฮุนซา ที่ว่าอันตรายเพราะพื้นสะพานใช้การเรียงท่อนไม้แบบห่างๆ กัน ไม่ได้เรียงชิดติดกัน จึงมีช่องว่างขนาดใหญ่ให้ใจหวิวเล่นขณะเดินข้ามไป มองเห็นสายน้ำไหลอยู่ด้านล่างเรา มีเพียงคนใจกล้าเท่านั้นที่จะเดินข้ามสะพานแขวนแห่งนี้ไปได้จนสุดทาง!

เมื่อไม่นานมานี้นิตยสาร National Geographic ได้ส่งช่างภาพชื่อ Kieron Nelson ไปถ่ายภาพสะพานแขวนนี้ ซึ่งเขาเองก็เขียนลงในคำบรรยายภาพว่า “In northern Pakistan’s Hunza region, travelers cross what’s often called the most dangerous bridge in the world: the Hussaini Hanging Bridge, which looks almost as unforgiving as the landscape around it. The bridge is extremely old and very narrow, situated high above Borith Lake, it is missing many of the original wooden planks.”
14. Borith Lake, Gulmit, Hunza Valley, Gilgit-Baltistan (ทะเลสาบบอริท, เมืองกุลมิต หุบเขาฮุนซา, แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน)

ทะเลสาบอริท เป็นทะเลสาบสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือของปากีสถาน โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ซึ่งน่าไปเยือนที่สุด เพราะนอกจากจะมีน้ำสีเขียวอมฟ้าแบบเทอร์ควอยต์เต็มเปี่ยมอิ่มเอมแล้ว ยังมีห่านป่าและเป็ดป่านับหมื่นตัวบินอพยพมาหากินจากภาคใต้ของปากีสถานด้วย ตัวทะเลสาบบอริทเป็นน้ำกร่อย ตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 2,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จึงมีอากาศค่อนข้างเย็นสบายตลอดปี ส่วนการเข้าถึงทะเลสาบก็ง่ายนิดเดียว เพราะปัจจุบันมีทางรถจี๊ป ระยะทาง 2 กิโลเมตร จากหมู่บ้านฮุซไซนี (Husseini Village) ขึ้นเขามาจนถึงทะเลสาบ ซึ่งมีที่พักเป็นโรงแรมเล็กๆ น่ารักอยู่ริมทะเลสาบด้วย แต่คนที่ยังแข็งแรง และรักการผจญภัยกลางแจ้ง ก็อาจะเดินเทรกกิ้งนาน 2-3 ชั่วโมง ขึ้นมาจากหมู่บ้านกุลคิน (Ghulkin Village) ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินเทรกกิ้งจากทะเลสาบบอริท ไปสู่ธารน้ำแข็ง Ghulkin Glacier และ Passu Gar Glacier ได้ด้วย โดยต้องติดต่อไกด์ท้องถิ่นให้นำทางไปจะสะดวกและปลอดภัยสุด
15. Batura Glacier, Passu, Gilgit-Baltistan (ธารน้ำแข็งบาทูร่า, เมืองพัสสุ แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน)

มันคือธารน้ำแข็งยาว 57 กิโลเมตร กว้างถึง 285 กิโลเมตร นับเป็นธารน้ำแข็งยาวอันดับ 5 ของโลก นอกเขตขั้วโลก โดยธารน้ำแข็งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาใหญ่ 2 แห่ง คือเทือกเขา Batura สูง 7,795 เมตร และเทือกเขา Passu สูงกว่า 7,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ธารน้ำแข็งบาทูร่าไหลจากทิศตะวันตกไปทางตะวันออก มันพัดพาตะกอนจำนวนมหาศาลลงไปด้วย ก่อให้เกิดหุบเขาสีเทาอันอุดมสมบูรณ์ที่มีพืชหลายชนิดใช้หล่อเลี้ยงปศุสัตว์ได้ นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบสีเทอร์ควอยต์ขนาดเล็กอันเกิดจากการละลายของมัน กระจายอยู่ทั่วไปด้วย 16. Rakaposhi View Point, Nagar (จุดชมวิวราคาโปซี, เขตเมืองเนเกอร์)

บนถนนสาย Karakoram Highway อันน่าตื่นตาตื่นใจไปด้วยภูมิประเทศสุดตระการตา ช่วงระหว่างเมือง Gilgit สู่ Hunza ตรงจุดครึ่งทาง นักขับรถและนักเดินทางมักแวะพักเติมพลัง หรือยืดเส้นยืดสายคลายความอ่อนล้ากันที่ ‘จุดชมวิวราคาโปซี’ หรือ Rakaposhi View Point ซึ่งมีทั้งที่จอดรถ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ที่พัก รวมถึงเส้นทางเดินเลียบธารน้ำใสไหลเย็น อันเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งบนยอดเขาสูงลิบ นั่นคือ ‘ยอดเขาราคาโปซี’ (Rakaposhi Peak) ยอดเขาสูงอันดับ 27 ของโลก ที่ครองความสูงกว่า 7,788 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ระหว่างที่เราหยุดรถแวะพัก จีงได้ชมยอดเขายิ่งใหญ่นี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม

จุดที่ร้านอาหารตั้งอยู่ คือระดับความสูงประมาณ 1,950 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยอดเขาราคาโปซี และธารน้ำแข็ง Ghulmet Glacier จึงอยู่สูงจากเราขึ้นไปกว่า 6,000 เมตร และอยู่ห่างจากเราเป็นระยะทางกว่า 11 กิโลเมตร ทว่าด้วยขนาดอันใหญ่โตสุดอลังการของมัน เทือกเขาที่เห็นตรงหน้าจึงมิได้ลดทอนขนาดของมันลงไปเลยแม้แต่น้อย! ความพยายามในการพิชิตยอดเขาราคาโปซีเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1938 แต่ก็มาประสบความสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1958 โดยทีมนักปีนเขาร่วมของปากีสถาน-อังกฤษ ผ่านขึ้นไปตามเส้นทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของยอดเขา สู่ส่วนที่เรียกว่า Monk’s Head และทีมถัดมาก็ขึ้นถึงยอดเขาได้อีกในปี ค.ศ. 1979 ครั้งนี้เป็นทีมนักปีนเขาร่วมระหว่างปากีสถาน-โปแลนด์ นับเป็นการนำชาวปากีสถานคนแรกขึ้นสู่ยอดเขาได้สำเร็จ ผ่านเส้นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งถือว่ายากที่สุด!
17. Attabad Tunnels, Karakoram Highway (อุโมงค์อัตตาบัต อุโมงค์ยาวที่สุดในปากีสถาน, คาราโครัมไฮเวย์)

บนเส้นทางถนนสาย Karakoram Highway หรือ KKH ระหว่างเมือง Passu ขึ้นไปถึงยอดเขา Khunjerab Pass ที่ชายแดนปากีสถาน-จีน ระหว่างทางจะผ่านถนนช่วงที่ถือว่าน่าตื่นเต้นที่สุดช่วงหนึ่ง คือ ‘อุโมงค์อัตตาบัต’  เป็นอุโมงค์ยาวที่สุดในปากีสถาน ด้วยความยาวรวมกว่า 7 กิโลเมตร เชื่อมต่อด้วยอุโมงค์ถึง 5 ช่วง คือส่วนหนึ่งของทางหลวงสาย Karakoram Highway ที่ได้รับการซ่อมสร้างขึ้นใหม่ล่าสุด ยาว 24 กิโลเมตร จากเหตุการณ์ดินถล่มครั้งใหญ่จนทำให้ถนนเสียหาย รวมถึงยังเป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นทดแทนถนนสายเดิมที่ถูกทะเลสาบอัตตาบัต (Attabad Lake) ท่วมทับไป

ภายในอุโมงค์อัตตาบัตมีไฟส่องสว่างและแผ่นสะท้อนแสงอย่างดี ถนนแบ่งเป็น 2 เลน วิ่งสวนทางกัน โดยต้องขับรถวิ่งชิดซ้ายตามกฎจราจรของปากีสถาน (เหมือนไทย) และควรจำกัดความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อความปลอดภัย รัฐบาลปากีสถานหวังว่า อุโมงค์อัตตาบัตจะกลายเป็นความหวังใหม่ในการท่องเที่ยว และการขนส่งเพื่อค้าขายกับจีน ผ่านทาง Karakoram Highway นั่นเอง

18. Attabad Lake, Gojal Valley, Hunza, Karakoram Highway (ทะเลสาบอัตตาบัต, หุบเขาโกจัล เมืองฮุนซา, เส้นทางสายคาราโครัมไฮเวย์)

การขับรถเที่ยวบนเส้นทางสาย Karakoram Highway หรือ KKH ของปากีสถาน นอกจากจะได้ชื่นชมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนชนเผ่าต่างๆ แล้ว ความยิ่งใหญ่ตระการตาของธรรมชาติ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเสมือนของรางวัลอันล้ำค่าให้ชีวิต เมื่อขับรถผ่านเมือง Hunza มุ่งหน้าสู่เมือง Passu และยอดเขา Khunjerab Pass ระหว่างทางจะผ่านทะเลสาบขนาดมหึมาที่มีแผ่นน้ำสีเขียวอมฟ้าเทอร์ควอยต์ เรียบนิ่งสนิทราวกับกระจกบานใหญ่ สะท้อนภาพขุนเขาและท้องฟ้าเบื้องบนลงมาเป็นภาพเสมือนจริงจนงามราวภาพฝัน ที่นั่นคือ ‘ทะเลสาบอัตตาบัต’ (Attabad Lake หรือ Gojal Lake) ที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ปิดกั้นแม่น้ำ Hunza เมื่อปี ค.ศ. 2010 โดยก่อนหน้านี้มักเกิดดินพังถล่มทับเส้นทางถนนและแม่น้ำ รัฐบาลปากีสถานจึงสร้างเขื่อนแห่งนี้ขึ้นเพื่อแก้ปัญหา จนทะเลสาบอัตตาบัตกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตในปัจจุบัน

ทะเลสาบอัตตาบัตมีความยาวถึง 21 กิโลเมตร เลียบขนานไปกับถนนคาราโครัมไฮเวย์ ตัวทะเลสาบมีความลึกถึง 109 เมตร และจุน้ำได้มากกว่า 410,000,000  ลูกบาศก์เมตร นอกจากการชมวิวธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่มีเทือกเขาขนาดมหึมาโอบล้อมทะเลสาบไว้แล้ว ยังมีกิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติด้วย โดยมีเรือไว้บริการมากมาย
19. Gilgit Barzar (ตลาดเมืองกิลกิต)

กิลกิต คือเมืองหลวงของแคว้น Gilgit-Baltistan ทางภาคเหนือของปากีสถาน ตัวเมืองตั้งอยู่บนจุดบรรจบของแม่น้ำ Gilgit และแม่น้ำ Hunza ตัวเมืองจึงเติบโตทอดขนานไปกับแม่น้ำที่ให้ความชุ่มฉ่ำแก่ชีวิต นักเดินทางในภาคเหนือของปากีสถานส่วนมากเริ่มต้นทริปกันที่เมืองนี้ โดยเฉพาะนักเดินเขาและนักปีนเขาที่มุ่งหน้าสู่เทือกเขาคาราโครัม และถนนสายคาราโครัมไฮเวย์สู่ชายแดนจีนที่ Khunjerab Pass ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมโบรารณนั่นเอง เมือง Gilgit จึงมีเสน่ห์มาถึงปัจจุบัน ยิ่งถ้าเราได้ไปเดินเที่ยวชมตลาดด้วยแล้ว ก็จะเข้าใจถึงวิถีชีวิตการกินอยู่ที่แท้จริงของชาวเมือง ได้เห็นอาหาร พืชผักผลไม้ ผ้าทอ สร้อยคอหินสี สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงนิสัยใจคอของผู้คน ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้ม นี่คือน้ำใจไมตรีของคนปากีสถานซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วไม่แพ้คนชาติใดในโลกเลย

20. Gilgit Old Bridge (สะพานไม้เมืองกิลกิต)

เมืองกิลกิต (Gilgit) เป็นเมืองใหญ่และสำคัญมากเมืองหนึ่งในภาคเหนือของปากีสถาน เพราะถือเป็นเมืองชุมทางของถนนหลายๆ สายที่มาพบกันของแคว้น Gilgit-Baltistan อีกทั้งยังมีสนามบินด้วย คนที่เดินทางมาจากเมืองหลวงคืออิสลามาบัต จึงต้องใช้เมืองกิลกิตเป็นเสมือนประตูสู่ภาคเหนือของประเทศนี้ ตัวเมืองกิลกิตตั้งอยู่บนที่ราบสูง เต็มไปด้วยเนินและที่ราบ มีบ้านเรือนและร้านรวงเรียงรายเต็มไปด้วยชีวิตชีวา และเมื่อเดินผ่านตลาดใหญ่ไปจนถึงริมแม่น้ำกิลกิตแล้ว ก็จะพบกับ ‘สะพานแขวนโบราณ’ ที่ชาวเมืองยังคงใช้งานกันอยู่ สะพานนี้ทอดข้ามแม่น้ำกิลกิตที่ถือว่าเป็นแควสายหนึ่งของแม่น้ำสินธุ (Indus River) แม่น้ำสายสำคัญของชมพูทวีป โดยเมื่อไหลผ่านตัวเมืองกิลกิตขึ้นทางทิศเหนือแล้ว ก็จะไปบรรจบกับแม่น้ำสินธุที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Juglot

สะพานแขวนโบราณแห่งนี้ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่คู่เมืองกิลกิตมานาน ถ่ายภาพได้สวยในหลายมุม และเมื่อเดินไปถึงกลางสะพานแล้ว ก็จะมองเห็นวิวแม่น้ำกิลกิตได้กว้างไกล ชัดเจนเต็มตา

21. Phandar Lake, Phandar Valley, Ghizer District, Gilgit-Baltistan (ทะเลสาบแพนเดอร์, หุบเขาแพนเดอร์, เมือง Gahkuch)

ทะเลสาบแพนเดอร์ เป็นทะเลสาบสีฟ้าครามอันสวยงาม อาบอิ่มด้วยธรรมชาติ ทอดตัวอยู่อย่างนิ่งสงบในหุบเขาแพนเดอร์ ตำบลไกเซอร์ ทางด้านเกือบจะตะวันตกสุดของแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน ซึ่งถ้าเดินทางต่อไปอีกไม่ไกล ก็จะถึงชายแดนอัฟกานิสถานแล้ว ชาวบ้านในแถบนั้นเรียกทะเลสาบแพนเดอร์ในอีกชื่อหนึ่งว่า Nango Chatt มันเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีความสำคัญมาก เพราะผู้คนได้อาศัยน้ำนี้ในการอุปโภคบริโภค โดยตัวทะเลสาบรับน้ำหลักๆ มาจากแม่น้ำไกเซอร์ ทะเลสาบมีความลึกสุดถึง 44 เมตร ยาว 900 เมตร และกว้าง 460 เมตร ทัศนียภาพโดยรอบโปร่งโล่งสบาย มีต้นไม้ขึ้นอยู่เป็นทิวตามชายฝั่ง ทำให้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ และมีนักถ่ายภาพเดินทางไปเยือนจำนวนมาก

การเดินทางมาที่ทะเลสาบแพนเดอร์ หากเริ่มต้นที่เมือง Gilgit ก็ต้องนั่งรถเลาะเลียบแม่น้ำ Gilgit ซึ่งขนานกับเทือกเขาฮินดูกูชไปทางตะวันตกสู่เมือง Gupis ประมาณ 112 กิโลเมตร เมื่อถึง Gupis แล้ว ต้องขับรถต่อไปอีกราวๆ 2 ชั่วโมง ก็จะถึงตัวทะเลสาบ ซึ่งมีทางเดินโดยรอบ แสงสวยทั้งในเวลาเช้า เย็น ส่วนช่วงกลางวันแดดอาจจะร้อนหน่อย แต่ก็ได้รสชาติในการเดินทางดีไปอีกแบบ รวมถึงวิวทิวทัศน์ระหว่างทางก็น่าตื่นตาสุดๆ
22. Kargah Buddha, Gilgit (พระยืนคาร์กาห์, เมืองกิลกิต)

ในบรรดาร่องรอยของพระพุทธศาสนาที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูในดินแดนปากีสถานครั้งอดีต ดูเหมือนว่า ‘พระยืนคาร์กาห์แห่งเมืองกิลกิต’ จะเป็นหนึ่งในแหล่งที่มีชื่อเสียงไม่น้อย เพราะแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็ยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นประจักษ์พยานสำคัญของการตั้งมั่นแห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนจุดเชื่อมต่อเอเชีย-ยุโรป ระหว่างเส้นทางสายไหมของปากีสถานนี้

พระยืนคาร์กาห์อยู่ห่างจากตัวเมืองกิลกิตไปราวๆ 10 กิโลเมตร ใกล้บริเวณที่เรียกว่า Kargah Nallah หรือหุบเขาคาร์กาห์ นั่นเอง องค์พระยืนได้รับการจำหลักขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 7 ในลักษณะแบบนูนต่ำสูง 50 ฟุต ปรากฏเด่นอยู่บนหน้าผาหินตั้งชัน อยู่สูงจากพื้นเบื้องล่างนับร้อยฟุต โดยเพิ่งค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1938-1939 ในการตามรอยบันทึกเก่าแก่ของเมืองกิลกิต ทั้งนี้ห่างจากองค์พระขึ้นไปตามแม่น้ำอีก 400 เมตร จะพบกับสถูปอีก 3 องค์ด้วย ในบันทึกกล่าวว่าเหตุที่ต้องสร้างองค์พระยืนคาร์กาห์ขึ้น ก็เพื่อขับไล่นางยักษิณีตนหนึ่ง ซึ่งเคยสิงสู่อยู่ในแถบหุบเขาคาร์กาห์นี้!
Special Thanks : บริษัท Prima Connection สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ในการเดินทางทำสารคดีเรื่องนี้อย่างดีเยี่ยม
สนใจเดินทางท่องเที่ยวปากีสถาน กับผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ ติดต่อ บริษัท Prima Connection 506/25 ถนนประชาอุทิศ แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. 10310

โทร. 0-2158-9158 Fax 0-2158-9159 มือถือ 08-9885-8998

www.primaconnection.com 

www.primaconnection.com/ทัวร์ปากีสถาน/