ตามรอยพระบาทเขื่อนภูมิพล ตาก ฟังเพลงพระราชนิพนธ์เหนือสันเขื่อน
17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 วันดังกล่าวคือวันสำคัญวันหนึ่ง ซึ่งคนไทยทั้งประเทศควรจดจำ เพราะเป็นวันที่พ่อหลวงของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นองค์ประทาน ในการเปิด ‘เขื่อนภูมิพล’ หรือ ‘เขื่อนยันฮี’ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของเมืองไทย กั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นทั้งเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนเพื่อการชลประทาน เพื่อการเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด และปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของ ‘เมืองตาก’ ไปแล้ว
ด้วยพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เขื่อนภูมิพลแห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้น เป็นเขื่อนที่กักเก็บน้ำได้มากถึง 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าให้คนไทยได้กว่า 779.2 เมกกะวัตต์ ถือเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก เลยทีเดียว
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเป็นการถวายพระอาลัย และรำลึกถึงพระองค์ท่าน จังหวัดตาก โดย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนภูมิพล (ท่านผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงร่วมกันจัดงานยิ่งใหญ่ ‘รวมใจภักดิ์ รักพ่อ สานต่อ ปณิธาน’ ระหว่างวันที่ 28-30 มกราคม 2560 อันเป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย
ในยามค่ำของวันที่ 28 มกราคม 2560 มีพิธีแสดงความรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ด้วยการจุดเทียนชัย และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญถวายพระองค์ท่าน พระผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย และจะทรงสถิตอยู่ในใจเราตลอดไป
บรรยากาศการจุดเทียนชัย ในงาน ‘รวมใจภักดิ์ รักพ่อ สานต่อ ปณิธาน’ เหนือสันเขื่อนภูมิพล เป็นไปด้วยความซาบซึ้งตรึงใจ บางท่านถึงขนาดน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้ม
ไฮไลท์ของงานนี้ คือการร่วกันรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ อันแสนไพเราะและซาบซึ้ง จากวงดุริยางค์ทหารเรือ ซึ่งยกทัพนักดนตรีกันมานับร้อยชีวิต
ขอบรรเลงเพลงนี้ เพื่อถวายพระองค์ท่าน พระผู้ทรงสถิตอยู่บนสวรรคาลัย
นอกจากนี้ ในงานยังมีการแสดงหลายชุด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้ชม ตั้งแต่วันที่ 28-30 มกราคม 2560 ทุกชุดล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ และบ่งบอกถึงความรักที่ชาวจังหวัดตาก มีต่อพ่อหลวง และพร้อมสานต่อคำสอนของพระองค์ท่าน ด้วยการทำดีต่อไปไม่สิ้นสุด
เมื่อรับชมดนตรีไพเราะในยามค่ำกันอย่างซาบซึ้งแล้ว ในรุ่งเช้าของวันถัดไป หากใครมีเวลาเหลือ สิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือ การเดินเที่ยวชมวิวสวยๆ พร้อมกับสูดอากาศสดชื่นเย็นสบายบนสันเขื่อนภูมิพลในยามเช้า มองออกไปจะเห็นทะเลสาบสีฟ้าครามกว้างไกลสุดสายตาเหนือสันเขื่อน พร้อมด้วยเกาะต่างๆ มีเรือและแพนักท่องเที่ยวที่แล่นออกไปหาความสำราญกันได้ทั้ง 365 วัน
บริเวณท่าเรือของเขื่อนภูมิพล มีจุดลงแพและเรือหางยาว เพื่อการล่องเข้าไปเที่ยวชมทัศนียภาพได้ ทั้งแบบสองสามชั่วโมง เป็น One Day Trip หรือจะไปค้างคืนในแพกลางเขื่อนเลยก็ได้ หรือถ้าใครมีเวลามากหน่อย แพสามารถแล่นไปได้จนถึงบริเวณทะเลสาบดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เลยล่ะ
การล่องแพค้างคืนในเขื่อนภูมิพล เป็นกิจกรรมยอดฮิตอย่างหนึ่ง เพราะด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ มองเห็นเทือกเขาโดยรอบ อีกทั้งอากาศเย็นสบายจากผืนน้ำสร้างความชุ่มฉ่ำให้กับจิตใจ เป็นการท่องเที่ยวแบบ Slow Life ที่น่าไปสัมผัสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ฟ้าแจ่มใส หรือในฤดูร้อนก็จะผ่อนคลายกายใจได้ดีเยี่ยม
สำหรับการล่องเรือหางยาวเที่ยว ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่า การไปเที่ยวที่ ‘เขาหน่อ’ หรือเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนบนสุดเป็นยอดเขาหินปูนตะปุ่มตะป่ำรูปทรงแปลกตา แถมยังมีวัดเขาหน่ออยู่ด้านบนด้วย เห็นแล้ว Amazing ไม่น้อยเลย
บนเขาหน่อมีพระเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ 3 กลุ่ม พร้อมด้วยรอยพระพุทธบาทจำลองให้ผู้ศรัทธาได้กราบไหว้
เดิมบริเวณเขาหน่อตรงนี้ คือจุดที่แม่น้ำปิงสายเดิมเคยไหลผ่าน ก่อนที่จะมีการกั้นลำน้ำเพื่อสร้างเขื่อนภูมิพลจนน้ำเอ่อท้นท่วมขึ้นมา
เมื่อจอดเรือหางยาวแล้ว ก็ต้องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อขา เดินขึ้นบันไดชิลชิลแค่ 300 ขั้น ขึ้นสู่ยอดเขาหน่อ ขอบอกว่าไม่ต้องรีบ เพราะเรือหางยาวเขารอแน่นอน ไม่ทิ้งเราไปไหน ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ หยุดถ่ายภาพชมวิวไปเป็นระยะๆ และขอแนะนำให้พกน้ำขวดเล็กๆ ขึ้นไปด้วย เพราะบนยอดเขาไม่มีน้ำขายนะจ๊ะ
ถึงแล้ว ยอดเขาหน่อ โชคดีมาเที่ยวในฤดูหนาว จึงมองเห็นต้นไม้ต่างๆ เริ่มผลัดใบสีสันสดใส เพื่อเตรียมพักตัวเข้าฤดูแล้ง จากบนยอดเขานี้สามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำ ผืนป่า ทิวเขา และองค์พระเจดีย์ เรียงรายอยู่ในตำแหน่งสวยงามลงตัว ถ้าไม่เดินขึ้นมาคงเสียดายแย่!
จากยอดเขาหน่อ มองลงไปในทะเลสาบเหนือเขื่อนภูมิพล แลเห็นแสงแดดอุ่นๆ ของยามเช้าสะท้อนผิวน้ำเต้นเป็นประกายระยิบ สลับกับริ้วลายคลื่นน้ำไล่โทนสีไปมา ราวกับภาพศิลปะชั้นเลิศ
ความงามของวิวทะเลสาบเขื่อนภูมิพล มองจากยอดเขาหน่อไปทางทิศตะวันตก
บนยอดเขาหน่อมีทางเดินลาดปูนอย่างดี เชื่อมต่อองค์พระเจดีย์ทั้ง 3 กลุ่ม เข้าด้วยกัน
เสาอโศกบนยอดเขาหน่อ บ่งบอกถึงพระพุทธศาสนาที่ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนนี้ และสร้างสิริมงคลแด่เขื่อนภูมิพลตลอดไป
รอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขาหน่อ แม้มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็งดงาม และสะท้อนถึงความศรัทธาของผู้คนได้เป็นอย่างดี
หลังจากฟังเพลงพระราชนิพนธ์อันสุดแสนจะไพเราะ และล่องเรือเที่ยวเขื่อนภูมิพลกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางออกเที่ยวชมความมหัศจรรย์อันหลากหลาย ของจังหวัดตากไปที่ ‘อุทยานแห่งชาติไม้กลายเป็นหิน’ อำเภอบ้านตาก อุทยานแห่งชาติใหม่เอี่ยมถอดด้ามของไทย ที่เพิ่งได้รับการยกฐานจะ ‘วนอุทยาน’ มาเป็น ‘อุทยานแห่งชาติ’ เมื่อ 1 ปีที่แล้วนี้เอง โดยความเจ๋งของที่นี่ คือมีการขุดพบซากฟอสซิลต้นไม้กลายเป็นหิน ขนาดยาวที่สุดในเมืองไทยและในโลก! คือซากฟอสซิลคล้ายต้นทองบึ้ง ที่ยาวถึง 72.22 เมตร
ก่อนไปชมไม้กลายเป็นหินของจริง ก็ควรเข้าไปที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (Visitor Center) ก่อน เพื่อศึกษาว่าต้นไม้กลายเป็นหินได้อย่างไร อธิบายง่ายๆ คือ ในบริเวณนี้เมื่อ 800,000 ปีก่อน เคยเป็นป่าดงดิบ แต่เกิดอุทกภัยใหญ่ ต้นไม้เหล่านี้จึงล้มลง แล้วถูกโคลนตะกอนทับถมทันที มันจึงไม่เน่าเปื่อยสลายไป ประกอบกับบริเวณนี้มีมีสารซิลิก้าเข้มข้นอยู่ในดิน สารนี้จึงค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อไม้ คือเมื่อซิลิก้าเข้าแทนที่เซลลูโลสหรือเนื้อไม้ ในที่สุดจึงเกิดไม้กลายเป็นหินขึ้น บางต้นอยู่ลึกสภาพจึงสมบูรณ์ ผิดกับบางต้นที่อยู่ใกล้ผิวดิน ก็จะแตกสลายมากกว่า
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไม้กลายเป็นหิน นำคณะนักท่องเที่ยวและผู้ศึกษาดูงาน เข้าชมจุดที่ขุดค้นพบซากฟอสซิลไม้กลายเป็นหิน ซึ่งปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีได้เข้ามามีส่วนร่วมบูรณะ จัดภูมิทัศน์ และรักษาสภาพไม้กลายเป็นหินไม่ให้ถูกแดดลมจนเสื่อมสภาพไป ในอนาคตเราหวังว่า อุทยานแห่งชาติไม้กลายเป็นหิน คงจะได้รับการประกาศให้เป็น ‘อุทยานธรณี’ หรือ Geo Park โดยองค์การ UNESCO
ปัจจุบันนี้มีการขุดค้นและเปิดให้ชมไม้กลายเป็นหินได้แล้ว 7 ต้น เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ต้นทองบึ้ง และ ต้นมะค่าโมง ในยุคปัจจุบัน โดยทั้งหมดนั้น มีอายุกว่า 800,000 ปี!
ไม้กลายเป็นหินถือเป็นฟอสซิล หรือซากโบราณคดีทางธรณีวิทยาบรรพกาลที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง นับเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ ที่เราต้องช่วยกันปกปักรักษา และทำให้จุดนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรณีวิทยาระดับโลก
ซากฟอสซิลไม้กลายเป็นหิน ต้นนี้คือต้นทองบึ้ง ที่ยาวกว่า 70 เมตร
จุดชมต้นไม้กลายเป็นหินทั้ง 7 ต้น ที่เปิดให้ชมแล้ว มีการสร้าง Walk Board หรือสะพานไม้ยกระดับเตี้ยๆ เชื่อมต่อถึงกันในต้นที่ 1-4 ผ่านป่าเต็งรังอุดมสมบูรณ์ ได้ศึกษาพรรณมไม้ นก และผีเสื้อสวยๆ หลายชนิด ส่วนไม้กลายเป็นหินต้นที่ 5-7 ต้องนั่งรถยนต์ไปชม เพราะตั้งอยู่ห่างออกไปจากจุดนี้
พรรณไม้ในป่าเต็งรังเร่ิมผลัดใบสีสันสดใสในปลายฤดูแล้ง
จากความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ เราลองมาสัมผัสเรื่องราวของประวัติศาสตร์และศาสนากันบ้าง จุดแรกที่แนะนำคือ ‘ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน’ ในอำเภอเมืองตาก ตั้งอยู่ไม่ห่างจากสำนักงาน ททท. สำนักงานตาก มากนัก ศาลแห่งนี้ประชาชนชาวเมืองตากช่วยกันสร้างขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ถวายแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์นักรบไทยในสมัยกรุงธนบุรี ผู้ทรงกอบกู้เอกราชไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้แก่พม่า ตัวศาลสร้างเป็นทรงไทยยุครัตนโกสินทร์ ภายนอกโดยรอบมีการนำรูปปั้นช้าง ม้า และไก่ จำนวนนับพันๆ ตัว มาถวายสักการะแด่พระองค์ท่าน
ภายในศาล มีรูปหล่อพระบรมรูปของพระองค์ท่านในพระอิริยาบถประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา ที่ฐานพระบรมรูปมีคำจารึกว่า ‘พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2277 สวรรคต พ.ศ. 2325 รวม 48 พรรษา’
ส่วนบนเพดานและผนังภายในศาล มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม แสดงเหตุการณ์สำคัญๆ ในรัชสมัยของพระองค์ท่าน เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
สถานที่ต่อไปที่น่าไปเยือนก็คือ ‘วัดชลประทานรังสรรค์’ อำเภอสามเงา เหตุที่ชื่อวัดเป็นอย่างนี้ ก็เพราะสร้างขึ้นโดยกรมชลประทาน คือหลังจากมีการเริ่มสร้างเขื่อนยันฮี (เขื่อนภูมิพล) เมื่อ พ.ศ. 2501 น้ำก็เริ่มเอ่อท่วมบริเวณหมู่บ้านและวัดที่เคยมีชาวบ้านอาศัยอยู่ กรมชลประทานจึงช่วยอพยพชาวบ้านขึ้นมาอยู่ ณ ตำแหน่งปัจจุบัน พร้อมกับสร้างวัดชลประทานรังสรรค์ขึ้น โดยเป็นการรวมเอาวัดที่ถูกน้ำท่วม 8 วัด เข้ามาในวัดเดียวกัน คือ วัดดอนแก้ว, วัดศรีแท่น, วัดหลวง, วัดบ้านท่าเดื่อ, วัดท่าโปร่ง, วัดบ้านห้วย, วัดอมวาบ และวัดพระบรมธาตุลอย
พระบรมธาตุลอย คือจุดเด่นอย่างหนึ่งของวัดชลประทานรังสรรค์ เพราะเป็นพระเจดีย์สีทองอร่าม น่าเลื่อมใส โดยเป็นพระเจดีย์องค์ใหม่ที่สร้างทับองค์เก่าในแบบล้านนา ให้มีความคล้ายคลึงองค์เก่ามากที่สุด พระเจดีย์องค์นี้ส่วนยอดฉัตรหุ้มทองคำหนักถึง 39 บาท สูง 27.50 เมตร ใช้อิฐในการก่อสร้างทั้งหมด 1,273,400 ก้อน พร้อมกับหุ้มแผ่นทองจังโกไว้อย่างงดงาม นับเป็นอัญมณีชิ้นเอกทางพุทธศาสนาแห่งเมืองตาก
ภายในโบสถ์ของวัดชลประทานรังสรรค์ ประดิษฐาน ‘พระเจ้าทันใจ 3 พี่น้อง’ อันหาได้ยากยิ่งบนแผ่นดินสยาม โดยเฉพาะในด้านความศักดิ์สิทธิ์ ที่เชื่อกันกว่าเมื่อไปกราบไหว้ขอสิ่งใดจากท่าน ก็จะได้สิ่งนั้นสมปรารถนาอย่างรวดเร็วดังใจหวัง (แต่ก็ต้องเป็นสิ่งที่ไม่เกินจริงนะ ฮาฮาฮา)
พระเจ้าทันใจทั้ง 3 องค์นี้ มีมาตั้งแต่ก่อนสร้างเขื่อนภูมิพลแล้ว หล่อด้วยทองลงหินปางมารวิชัย องค์ใหญ่หน้าตักกว้าง 19 นิ้ว สูง 32 นิ้ว, องค์กลาง หน้าตักกว้าง 16 นิ้ว สูง 31 นิ้ว และองค์เล็กสุด หน้าตักกว้าง 9 นิ้ว สูง 13 นิ้ว ทั้ง 3 องค์เป็นศิลปะแบบเชียงแสน
จากวัดชลประทานรังสรรค์ เราสามารถนั่งรถต่อไปสู่ ‘วัดพระบรมธาตุ’ ในอำเภอบ้านตากได้อย่างสบาย เพราะถนนหนทางของจังหวัดตากทุกวันนี้เขาดีมากๆ เมื่อได้เห็นความงดงามอลังการของวัดพระบรมธาตุ ถึงกับทำให้ตกตะลึงไปชั่วขณะ ด้วยศิลปกรรมอันงดงามอลังการ จำลองย่อส่วนพระมหาเจดีย์ชเวดากองในพม่ามาไว้บนแผ่นดินสยามได้อย่างสมศักดิ์ศรี 
เจดีย์ยุทธหัตถีทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ศิลปะสุโขทัยปลายพุทธศตวรรษที่ 19-21
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเสด็จมาที่พระเจดีย์แห่งนี้ แล้วทรงมีพระราชวินิจฉัยเบื้องต้นว่า น่าจะเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในการที่พ่อขุนรามคำแหงทรงชนช้างชนะพ่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ตามที่มีเรื่องราวจารึกไว้ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1
ตระเวนเที่ยวตากกันมาก็หลายที่ ตอนนี้ท้องชักจะเร่ิมหิว ได้เวลาขับรถชิลชิลข้ามแม่น้ำปิงกลับเข้าตัวเมือง พอดีในช่วงปลายฤดูหนาว เมื่อลำน้ำปิงลดระดับลง ก็จะเกิดเกาะกลางน้ำที่เกิดจากตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ทับถม แต่ชาวตากเขาทำเก๋ ไม่ปล่อยให้ที่ดินสูญเปล่า ชวนกันเพิ่มคุณค่าด้วยการปลูกดอกไม้สวยๆ บนเกาะกลางน้ำ จนกลายเป็น Landmark น่ารักๆ และ Photo Point มุมมองใหม่เมืองตากวันนี้
เกาะดอกไม้กลางน้ำแห่งจังหวัดตาก น่ารักเหลือเกิน!
ร้านแรกที่เราจะพาไปชิม ขอบอกว่าต้องถูกใจวันรุ่น GEN Y อย่างแน่นอน ชื่อร้าน ‘เถียงนา’ Coffee and Bakery Farm อยู่ในอำเภอเมืองตาก (โทร. 08-4328-3883, 08-6778-0130)
ร้านเถียงนา coffee and Bakery Farm เป็นการผสมผสานความน่ารักเก๋ไก๋ของนาข้าวแบบวิถีไทย, แปลงผักปลอดสารพิษ และความโมเดิร์นของร้านเบเกอร์รี่น่ารักๆ ได้ลงตัวอย่างที่สุด
ร้านนี้ไม่ได้มีแต่เบเกอร์รี่สไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ ให้ชิมเท่านั้น แต่ยังมีอาหารหลักอร่อยๆ รสชาติไม่ธรรมดาให้ชิมด้วย มีทั้งโซน Outdoor รับลมธรรมชาติ และโซน Indoor ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ให้นั่งชิลได้นานๆ
ลองชิมครัวซองเนยสด กับครัวซองส้ม ที่เนื้อนุ่มกำลังดี หอมมาก ทานคู่กับช็อกโกแลตร้อนหรือเย็น ส่วนคนที่รักสุขภาพอาจสั่งน้ำแครอทหรือน้ำผักเย็นๆ มาด้วย เข้ากั้นเข้ากัน
เมนูหลักอย่างหนึ่งที่ถือเป็น Signature ของร้านนี้ คือ ข้าวกล้องปลาแซลมอนทอดกระเทียม ราดน้ำยำแบบไทยๆ เป็นเมนู East Meet West ที่อร่อยได้เรื่องเลยล่ะ ฮาฮาฮา
แต่ถ้าใครอยากอุดหนุนอาหารพื้นบ้านของตาก ก็ต้องไม่พลาดชิมเมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวหมูแดงร้านแม่บางหัวเดียด (โทร. 08-6928-5876) และ ร้านป้ามะลิ (โทร. 08-6737-8157) ตรงถนนเส้นเลียบแม่น้ำปิง ในอำเภอเมืองตาก โดยทั้งสองร้านนี้เป็นร้านเก่าร้านดัง ลักษณะเป็นก๋วยเตี๋ยวโบราณ ที่ใส่เครื่องเยอะ โดยเฉพาะหมูสับ กากหมู ถั่วงอก ถั่วฝักยาว และหมูแดง ส่วนเส้นก็มีครบทุกแบบให้ชิม ถ้าใครสั่งต้มยำจะได้ชิมความเข้มข้นของน้ำที่ซดคล่องคอ นั่งชิมไปมองสายน้ำปิงไหลเอื่อยๆ แหม มีความสุขเกินร้อยจริงๆ ครับ มาเที่ยวตากทริปนี้
Special Thanks : ขอขอบคุณ คุณธมลวรรณ เรืองขจร ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก สนับสนุนการเดินทางไปจัดทำสารคดีเรื่องนี้อย่างดียิ่ง สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานตาก โทร. 0-5551-4341 -3
มหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาเพื่อการท่องเที่ยว ครั้งที่ 1

เชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ในงานมหกรรมการท่องเที่ยวที่ บูรณาการแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาเข้ากับเทคโนโลยีสุดล้า ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๙ มกราคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๔.๐๐ – ๒๒.๐๐ น.
โดยวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๗.๐๐ น. นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดงานเที่ยวท่ัวไทยประจาปี ๒๕๖๐ ในโซน ‘งานมหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาเพื่อการท่องเที่ยว คร้ังที่ ๑’ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมฟรี ผู้เข้าร่วมงานสามารถเดินทาง ด้วยรถประจาทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีสีลม รถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง

ทางกรมทรัพยากรธรณีในฐานะผู้จัดงาน มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน “มหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยา เพื่ออการท่องเที่ยว ครั้งที่ ๑ กรุงเทพมหานคร ณ สวนลุมพินี” ภายใต้คอนเซป “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง” ของงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ๒๕๖๐ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวิชาการภายในพื้นที่ศักยภาพ อุทยานธรณี รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้เป็นท่ีรู้จักโดยท่ัวไปผ่านการจัดนิทรรศการในระดับประเทศ ซึ่ จะทำให้แหล่งธรณีวิทยาดังกล่าวที่อยู่ในพื้นที่ศักยภาพอุทยานธรณีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของประเทศ นำไปสู่วงรอบของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพท่ีสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น

มหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาเพื่อการท่องเที่ยวในปีนี้จัดขึ้นเป็นคร้ังแรก ภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมสุดพิเศษมากมายทั้งชม ช๊อป สินค้าของที่ระลึกทางธรณีวิทยา, ร่วมสนุกไปกับโซนระบายสีไดโนเสาร์ ผ่าน เทคโนโลยี Interactive Painting, เปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่จะเชื่อมต่อความรู้สึกของท่านกับ สถานที่จริง “อุทยานธรณี (Geopark)” แบบ ๓๖๐ องศา ผ่านเทคโนโลยี Visual Reality, ร่วมเรียนรู้ไปกับโซน พิพิธภัณฑ์ธรณีประเทศไทย ที่จะแนะนาแหล่งท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ธรณีทั้ง 7 แห่งในประเทศไทย, ตื่นตาตื่นใจไปกับรถไฟ ทะลุมิติข้ามจักวาลแห่งกาลเวลาไปชมป่าดึกดาบรรพ์ในยุคอดีตกาล พร้อมกันนั้นยังขอเชิญท่านสนุกสนานไปกับการ ขุดหาฟอสซิลรูปแบบใหม่ท่ีจะทาให้ผู้เข้าชมตื่นตาตื่นใจ ในกระบะทรายสุดล้ำผ่านเทคโนโลยี Interactive Sandbox รวมไปถึงโซนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทางกรมทรัพยากรธรณีจึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้
ภายในงานนี้ เราจะได้สัมผัสกับไดโนเสาร์ไทย ที่มีการสำรวจพบชนิดใหม่สกุลใหม่ถึง 9 สายพันธุ์ อาทิเช่น
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมทรัพยากรธรณี โทร. : ๐-๒๖๒๑-๙๖๐๑ ต่อ ๐๕ เว็บไซต์ www.dmr.go.th

มหาลาภ ลาบยโสธรแท้ แซ่บนัวเด้อ!
ปีนี้งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 ที่สวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2560 คึกคักกว่าทุกปี โดยเฉพาะในโซนอาหารแซ่บนัวของภาคอีสาน เพราะมีอาหารอร่อยๆ ให้ชิมเพียบ
หนึ่งในนั้นคือลาบจากจังหวัดยโสธรแท้ๆ รสชาติดั้งเดิม ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ หรือ ‘ร้านมหาลาภ’ ในบูธที่ NEF 16 ณ ลานแซ่บนัว (โทร. 08-3734-2658, 08-1318-3561)
ลองมาชิม ลาบยโสธรแท้ๆ ที่ต้องใช้คำว่า ‘นัว’ เพราะรสชาติกลมกล่อม ไม่มีรสใดโดดขึ้นมากว่ารสอื่น อีกทั้งเนื้อเป็ดที่ใช้ยังเป็นเป็ดบ้านที่เหนียวนุ่ม เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ
พลาดไม่ได้ต้องชิม ‘เมนูมหาลาภ’ ประกอบด้วยลาบ 5 อย่าง คือ ลาบเป็ด, ลาบหมู, ลาบปลา, ลาบเห็ด และลาบไข่ ซึ่งลาบไข่เป็นเมนูพิเศษที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ ให้ลองชิมกันในงานนี้เลย ชิมแล้วนอกจากอร่อย ยังได้ความมงคลจากชื่อมหาลาภด้วยนะจ๊ะ


สำหรับราคาขายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 มหาลาภลดพิเศษเหลือเมนูละ 60 บาทเท่านั้น ส่วนคนที่พลาดชิม ก็ไม่เป็นไร ตามไปกินได้ที่ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด ในราคาย่อมเยาเพียง เมนูละ 70 บาทเท่านั้นจ้า
ลูกค้าเข้าร้านตลอดวัน เพราะอยากชิมว่าลาบยโสธรแท้ๆ รสชาติจะเป็นอย่างไรนะ
แม้แต่พี่ฝรั่ง ก็ยังชื่นชอบลาบยโสธรเลยจ้า
รีบมาเลย ที่ลานแซ่บนัวภาคอีสาน งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 จ้า
ส่วนใครที่ยังติดใจในรสชาติ ‘มหาลาภ’ ก็ต้องตามไปกินให้ถึงที่ บ้านกว้าง-ท่าเยี่ยม อำเภอเมือง จ.ยโสธร ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ เป็นที่รู้จัก ขึ้นชื่อลือชาในรสชาติมานานแล้ว
แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้เชิงวิถีชุมชนน่ารักๆ ที่โดดเด่นทั้งในแง่วิถีข้าว และการทำบั้งไฟ
ไปร่วมแห่บังไฟที่วัดบ้านกว้าง ท่าเยี่ยม จ.ยโสธร กับชาวบ้านน่ารักๆ เปี่ยมน้ำใจไมตรี
บั้งไฟบ้านกว้างท่าเยี่ยม
ในช่วงฤดูทำนา จะมีพิธีทำขวัญข้าว บูชาพระแม่โพสพ ให้ชมด้วย
ความสงบงาม แบบ Slow Life ของผืนนาเขียวขจี ที่บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม จ.ยโสธร
วิถีชาวบ้านอีสาน ณ บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม ยังยึดถือฮีต 12 คอง 14 อย่างเหนียวแน่น น่าชื่นชม
อย่าลืม! ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ หรือ ‘ร้านมหาลาภ’ จ.ยโสธร โทร. 08-3734-2658, 08-1318-3561
ร่วมยินดี สมาคม TEATA ได้นายกสมาคมท่านใหม่
เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2560 สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ The Ecotourism & Adventure Travel Association หรือ TEATA ได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ณ ห้องประชุมชั้น 5 โรงแรมใบหยกสวีท ประตูน้ำ โดยเป็นการรายงานผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อเลือกตั้งนายกสมาคม และคณะทำงานชุดใหม่ ตามที่ชุดเก่าได้หมดวาระลง
เว็บไซต์ Shutter Explorer ขอแสดงความยินดีกับ คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA ท่านใหม่ ซึ่งได้รับเลือกและเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มกราคม 2560
สมาคม TEATA เป็นสมาคมที่ทำงานโดยไม่หวังผลกำไร ถือเป็นหนึ่งในสมาคมที่ทำงานด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในแง่วิชาการ การอนุรักษ์ การผจญภัย และการทำงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันสมาคมมีอายุครบ 20 ปีแล้ว ได้ร่วมงานกับหน่วยงานใหญ่ๆ ระดับประเทศหลายองค์กร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ อพท. ฯลฯ ก่อให้เกิดเครือข่ายคนทำงานด้านการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองไทย ทว่า TEATA ได้ก้าวออกสู่เวทีโลกในหลายประเทศ เพื่อสร้างเครือข่าย และนำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาการท่องเที่ยวไทยด้วย
ผลการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคม TEATA ชุดใหม่ ปี 2560-2562 มีดังนี้คือ
1. คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม
2. คุณศรีพิจิตต์ เติมชัยเจริญศักดิ์ อุปนายก 1 (องค์กรสัมพันธ์)
3. คุณวันชัย สุวัฒน์ศิริพล อุปนายก 2 (วิชาการ)
4. คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ อุปนายก 3 (ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ)
5. คุณชัชวาล ศูรางกูล อุปนายก 4 (ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ)
6. คุณปาริชาต สุนทรารักษ์ (เลขาธิการสมาคม)
7. คุณสุวิมล งามศรีวิโรจน์ (เหรัญญิก)
8. คุณสราวุทธ์ เกวียกกุทัณฑ์ (นายทะเบียน)
9. คุณกฤติกา ผิวเกลี้ยง (ปฏิคม)
10. คุณบูรณาการ จตุพรไพศาล (ประชาสัมพันธ์)
11. คุณชฎาทิพย์ สุวัฒน์ศิริผล (กรรมการกลาง)
12. คุณกิติชัย ศรีประภานุรัตน์ (กรรมการกลาง)
13. คุณเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ (กรรมการกลาง)
14. คุณฐาปณี ณ พัทลุง (กรรมการกลาง)
15. คุณณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์ (กรรมการกลาง)

สำหรับที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ของสมาคม TEATA ได้แก่
- คุณดวงกมล จันสุริยวงศ์
- คุณสุมิตรา มัทธุรนนท์
- คุณสุภาภรณ์ ปราชญ์อำไพ
- คุณอุดม ชิดนายี
- คุณอรนุช ผการัตน์
- คุณสุภาวดี ฤตวิรุฬห์
ในการประชุมครั้งนี้ ดร.วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธาน สสปน. (สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ) ได้ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘เทรนด์การท่องเที่ยวโลก และการท่องเที่ยวในประเทศไทย’
ดร.วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ ได้บรรยายให้ความรู้และแนวคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งในด้านนักท่องเที่ยว (Demand Side) และผู้ประกอบการ (Supply Side) เช่น ในอนาคตการท่องเที่ยวไทยต้องเน้นสินค้าและบริการคุณภาพ, ต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ Serious Bussiness Traveller มากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้แม้จะเดินทางเข้ามาประชุม สัมมนา แต่ก็มีช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวด้วย, การท่องเที่ยวจะต้องนำไปสู่ การเข้าถึงเชิงประสบการณ์กับชุมชน เพราะชุมชนคือชีวิต หรือ Community is Life, แนวโน้มการท่องเที่ยวต่อจากนี้ จะกลายเป็นแบบ Exotic Traveller มากขึ้น หมายถึง นักท่องเที่ยวจะค้นหาจุดหมายปลายทางแปลกใหม่ ซึ่งไม่ใครมีเคยเห็น หรือไปถึงมาก่อน เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ ประเทศไทยต้องมีความพร้อมในการต้อนรับ และจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยความยั่งยืนนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘ชุมชนยั่งยืน’ นั่นเอง
นอกจากนี้ ในอนาคตประเทศไทยสามารถสร้างสินค้าทางการตลาดท่องเที่ยวที่ยั่งยืน มีเอกลักษณ์ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองให้กับคนท้องถิ่นได้ ด้วยหลัก 5F คือ Food (อาหารท้องถิ่นไทย), Fruit (ผลไม้เมืองร้อนของไทย), Film (ภาพยนตร์และเพลงไทย), Fighting (มวยไทย) และ Festival (เทศกาลงานประเพณีไทย)
คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA ท่านใหม่ มอบของที่ระลึกให้กับ ดร.วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ หลังจากบรรยายเสร็จเรียบร้อยแล้ว
คุณยุวดี นิรัตน์ตระกูล จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษ หัวข้อ ‘อนาคตการตลาดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์’ โดยคุณยุวดีได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นับแต่นี้ต่อไป ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว หรือฝั่ง Supply Side จำเป็นที่จะต้องปรับทัศนคติของตนเองในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคน GEN Y (คนอายุ 18-35 ปี) เช่น การใช้คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางการท่องเที่ยว จะมีคำว่า Culture (วัฒนธรรม), Responsible (ความรับผิดชอบ), Local Community (ชุมชนท้องถิ่น), Eco Friendly (เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม), Volunteer (อาสาสมัคร หรือจิตอาสา), Experience & Learning (ประสบการณ์ และการเรียนรู้), Ordinary (ความเป็นธรรมดาสามัญ), Minimal (ความต้องการปริมาณต่ำ), Bleasure (การเดินทางมาพักผ่อน และทำธุรกิจไปพร้อมๆ กัน) ฯลฯ โดยคำทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปนั่นเอง
คุณยุวดียังได้ให้ความรู้อีกว่า ในปี ค.ศ.2020 ประเทศไทยจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 40-70 ล้านคน โดยในปัจจุบันไทยเราได้รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มากเป็นอันดับ 6 ของโลก ทว่าในขณะเดียวกันเรากลับมีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 35 ของโลก! ทั้งหมดนี้คือโจทย์ใหญ่ ที่เราต้องตั้งคำถามตัวเองว่า ประเทศไทยจะจัดวางตำแหน่งของตนเองไว้ ณ จุดใด จะเน้นการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ กับ Mass Tourism หรือจะเน้นไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะด้าน หรือ Niche Market มากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น เทรนด์การท่องเที่ยวของโลกกำลังมุ่งไปสู่ ‘การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ’ ทั้งสิ้น
ในส่วนของ นายกสมาคม TEATA คนใหม่ คุณนีรชา วงศ์มาศา ได้แถลง วิสันทัศน์ (Vision)ในการดำเนินงานของสมาคมต่อจากนี้ คือ “พัฒนาต่อยอดจุดแข็งด้านวิชาการ ด้วยการตลาดเชิงรุก ให้ทันยุคสมัย มุ่งสู่การสร้างประโยชน์ต่อสมาชิก”
มุมมองและทิศทางของสมาคม คือ
- ก้าวสู่ระดับนานาชาติ
- ผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
- สร้างเครือข่ายภายในและต่างประเทศ
ภารกิจ (Mission) หลักการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย คือ
- ผลักดันสมาชิกให้มีบทบาท ร่วมทำงาน ร่วมรับประโยชน์ (Win-Win)
- เผยแพร่ผลงานทางวิชาการให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับทั้งในและต่างประเทศ
- ส่งเสริมกิจกรรมและผลงานของสมาชิกสู่ตลาดในและต่างประเทศ ด้วยการตลาดเชิงรุก
ท่านที่สนใจกิจกรรมด้านต่างๆ ของ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ TEATA สามารถไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.teata.or.th

10 มหัศจรรย์ ประจวบคีรีขันธ์

(1) ทะเลบัวเขาสามร้อยยอด ล่องเรือชมความบริสุทธิ์ของธรรมชาติในอ้อมกอดเขาหินปูนสุดอลังการริมอ่าวไทย เป็นทะเลบัวหลวงผืนใหญ่ในบึงน้ำชุ่มฉ่ำ ให้ความรู้สึกสดชื่นจริงๆ

(2) ชายฝั่งเขาแดง บนรอยต่อประจวบคีรัขันธ์-ชุมพร ประติมากรรมธรรมชาติบนรอยต่อของบกและทะเล หนึ่งเดียวในเมืองไทย

(3) เกาะทะลุ อำเภอบางสะพานน้อย เกาะส่วนตัวแสนโรแมนติก ที่เป็นเหมือนสวรรค์กลางอ่าวไทย

(4) ชายหาดบ้านกรูด ชายหาดเงียบสงบแห่งความโรแมนติก เงียบสงบเป็นส่วนตัว สะท้อนมนต์เสน่ห์ทะเลประจวบฯ อย่างแท้จริง
(5) ชายหาดสวนสน อำเภอหัวหิน หาดแห่งการพักผ่อนภายใต้ทิวสนทะเลเรียงราย ไปนอนฟังเสียงสนลู่ลมกระซิบรักกับเกลียวคลื่น


(6) ป่าชายเลนสิรินาถราชินี แห่งปรากน้ำปราณบุรี อาณาจักรแห่งสรรพชีวิต ที่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศน์ป่าชายเลนสำหรับทุกคน

(7) คลองเขาแดง ตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ของเขาสามร้อยยอด ล่องเรือชมลำคลองชุ่มฉ่ำ สัมผัสวิถีประมงพื้นบ้าน และดูนกที่อาศัยป่าชายเลนเป็นบ้านอันสงบ

(8) ช้างป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ชมช้างป่าราชาแห่งป่าดิบเทือกเขาตะนาวศรี สัตว์ใหญ่สัญลักษณ์แห่งชาติไทย ที่ช่วยต่อเติมระบบนิเวศน์ให้สมบูรณ์

(9) เขาธงชัย กราบพระมหาเจดีย์ภักดีประกาศ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธกิตติสิริชัย ศิลปะอินเดียอันงดงาม จากนั้นชมวิวหาดบ้านกรูดจากมุมสูงได้แบบกว้างไกลสุดสายตา

(10) ศูนย์สตรีทอผ้าหมู่บ้านเขาเต่า อำเภอหัวหิน พระราชทานไว้โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อจัดเป็นอาชีพทางเลือกให้กับชาวบ้าน และชาวประมงในพื้นที่

เที่ยวชิลสุขใจไป สุราษฎร์ธานี
(1) อุทยานแห่งชาติเขาสก และล่องทะเลสาบเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) มหัศจรรย์แห่งสุดยอดเทือกเขาหินปูนแดนใต้ ฉายา ‘กุ้ยหลินเมืองไทย’







(2) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ล่องเรือเที่ยวหมู่เกาะสวรรค์แห่งอ่าวไทย ชื่นชมทะเลใน ลากูนสีมรกตอันซ่อนเร้นกลางเกาะหินปูน

(3) สินมานะ ฟาร์มสเตย์ โฮมสเตย์กลางทะเลอ่าวบ้านดอน ล่องเรือไปนอนกลางฟาร์มหอยนางรมกลางทะเล ชิมหอยนางรมใหญ่เท่าฝ่ามือ สด รสอร่อยสุดยอด



(4) ล่องเรือยามค่ำแม่น้ำตาปี ตื่นตาอาณาจักรหิ่งห้อยแสนตัว เหมือนแสงดาวพร่างพราวกะพริบตลอดสองฝั่งน้ำ


(5) วิทยาลัยฝึกลิงสุราษฎร์ธานี ชมความน่ารักของลิงเก็บมะพร้าว ภูมิปัญญาและความผูกพันของคนกับสัตว์แสนรู้


(6) วัดพระบรมธาตุไชยา ศูนย์รวมศรัทธาชาวสุาราษฎร์ธานี กราบขอพรพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตดินแดนศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัย


(7) วัดสวนโมกขพลาราม ของท่านพุทธทาส หาเวลาไปเจริญสมาธิภาวนา ปฏิบัติธรรมให้จิตใจผ่องใส ภายในวัดป่าร่มรื่น เพื่อนำแก่นหลักธรรมมานำชีวิต







