Arrigoni & Trappolini Wine Dinner @Ventisi Bangkok 2023
ในโลกของคนรักไวน์ การมีโอกาสชิมไวน์แปลกใหม่ในบรรยากาศดีๆ มีเพื่อนฝูงที่รู้ใจร่วมโต๊ะด้วย คือความสุขที่ยากจะอธิบาย วันนี้เป็นอีกครั้งที่เราได้มาพบปะสังสรรค์กัน โดยมี Cafe’ Buongiorno บริษัทนำเข้า Boutique Wine ชั้นเลิศจากอิตาลี ร่วมกับ ห้องอาหารอิตาเลียน Ventisi ชั้น 24 โรงแรม Centara Grand Central World จัดค่ำคืน Dinner สุดพิเศษ เสิร์ฟ Premium Italian Wine จาก 2 ไวเนอร์รี่ระดับตำนาน คือ Arrigoni และ Trappolini นับเป็นซีรี่ส์ที่ 18 ของห้องอาหาร Ventisi แล้ว ที่นำไวน์จากแคว้นต่างๆ ของอิตาลีมาให้เราได้ลิ้มลอง
ไวน์ 4 Labels ในคืนนี้ : 2 ตัวแรกเป็น Sparkling Wine (Prosecco) และ White Wine จากภาคเหนือของอิตาลี ซึ่งมีอากาศเย็น ในแคว้นเวเนโต (Veneto) และแคว้นเวเนเซีย (Venezia) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นมื้ออาหาร จากนั้น Red Wine 2 ตัว มาจากภาคกลางของอิตาลี ในแคว้นลาซิโอ (Lazio) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโรม และแคว้นอุมเบรีย (Umbria) ที่มีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนอันอบอุ่น และมีแร่ธาตุดินภูเขาไฟอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีแหล่งมรดกโลก UNESCO World Heritage Site จำนวนมากอีกด้วย
ยินดีต้อนรับสู่ห้องอาหาร Ventisi (ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา www.thewaynews.com)
บรรยากาศเปี่ยมความสุข พร้อมบริการระดับห้าดาว ที่ห้องอาหาร Ventisi (ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา www.thewaynews.com)
Cooking Corner ของห้องอาหาร Ventisi (ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา www.thewaynews.com)
มอบความสุขให้ตัวเอง ด้วยไวน์อิตาเลียนชั้นเลิศ และวิวพาโนรามากรุงเทพฯ ยามเย็น (ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา www.thewaynews.com)
วิวหลักล้าน ดูพระอาทิตย์ตกใจกลางกรุง จากห้องอาหาร Ventisi ชั้น 24 Centara Grand Central World
มุมดินเนอร์สุดโรแมนติก ที่ Ventisi (ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา www.thewaynews.com)
Chef Andrea Montella ชาวอิตาเลียน ผู้มากประสบการณ์ พร้อมทีมงานห้องอาหาร Ventisi มารังสรรค์อาหารอิตาเลียนแท้ให้ชิมในค่ำคืนนี้
เมนูวันนี้มี 4 คอร์ส พร้อมด้วยไวน์ระดับพรีเมี่ยม จากภาคเหนือและภาคกลางของอิตาลี
เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วย “ขนมปังฟอคคาเซีย” (Focaccia) เนื้อนุ่มหนึบ กลิ่นหอมแป้งสาลีผสมน้ำมันมะกอก เป็นขนมปังคู่บ้านคนอิตาเลียน ที่กินเมื่อไหร่ก็อร่อย มีเครื่องเคียงเป็นซอสถั่ว และมะเขือเทศคลุกน้ำมันมะกอก กินคู่กับ Sparkling Wine ชั้นเลิศจากทางภาคเหนือของอิตาลี Otello Prosecco DOC ของ Arrigoni Vineyard ซึ่งเป็น Wine Producer ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง นับอายุย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ. 1913 การจะเรียกไวน์ตัวใดว่าเป็น “โปรเซคโก้” (Prosecco Wine) ได้อย่างแท้จริง ต้องผลิตมาจากเขตโปรเซคโก้ ที่ปลูกอยู่ในแคว้นเวเนโต (Veneto) หรือ แคว้นฟริอูลิ เวเนเซีย จูเลีย (Friuli Venezia Giulia) เท่านั้น ซึ่ง Prosecco เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในแคว้นนี้ และนิยมใช้องุ่นพันธุ์ เกลียร่า (Glera) ในการทำมากที่สุด
โปรเซคโก้จากเมืองเทรวิโซ่ (Treviso) ตัวนี้ มีความ Balance ของรสชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเสิร์ฟเย็นเจี๊ยบราวๆ 8-10 องศาเซลเซียส เนื้อไวน์ละมุนสีเหลืองฟางอ่อน (Pale Straw) แอลกอฮอล์ต่ำ 11 เปอร์เซนต์ Body นุ่มลึก มีความ Extra Dry (หวานกลางๆ) เด่นด้วยกลิ่นดอกไม้ป่า อัลมอนต์ และแอปเปิลเขียวชัดเจน จิบแล้วทิ้งความหอมหวานไว้ทั่วปาก และทิ้งรสขมนิดๆ ไว้ที่โคนลิ้น เหมาะกินคู่กับ Starters และกุ้งหอยปูปลานานาชนิด ถือเป็นไวน์ที่ Body ไม่ Waxy เกินไป พรายฟอง (Bubbles) เล็กๆ เบาๆ ซู่ซ่ากำลังดี จิบเพลิน
Arrigoni Vineyard เป็น Wine Producer ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่กว่า 110 ปีแล้ว ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1913 ผลิตไวน์ต่อเนื่องกันมา 4 ชั่วอายุคน โดยเริ่มในแคว้นลิกูเรีย (Liguria) และทัสคานี (Tuscany) ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกองุ่นในแคว้นเวเนโต (Veneto) ด้วย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับไวน์ขาวชั้นเลิศ เพราะอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำ พื้นที่เป็นภูเขา เนินเขา สลับทุ่งหญ้า กลางวันแดดเจิดจ้า กลางคืนหนาว ช่วงเช้ามีหมอก นี่คือยูโทเปียในอุดมคติของการปลูกองุ่น (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/)
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913 ครอบครัว Arrigoni ใช้ความหลงใหลในการทำไวน์ สร้าง Vineyard ขึ้นในดินแดนภาคเหนือของอิตาลี ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสร์ ธรรมชาติ และมีแหล่ง UNESCO World Heritage Site มากมาย อาทิ Botanical Garden (Orto Botanico), City of Verona, City of Vicenza, Venice และ Padua’s Fresco Cycle เป็นต้น (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/)
ดินและหินของแคว้น Veneto อุดมด้วยแร่ธาตุที่เหมาะต่อการเจริญงอกงามขององุ่น อีกทั้งช่วยให้ไวน์มีรสชาติพิเศษตามแบบฉบับภาคเหนือ (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/)
นอกจาก Prosecco และ White Wine ชั้นเลิศแล้ว Arrigoni Vineyard ยังมีไวน์อีกหลาย Categoriesให้เลือกชิม เช่น Vermentino Colli di Luni, Chianti Colli Senesi, Cinqueterre e Cinqueterre Sciacchetrà, Vernaccia di San Gimignano, Brunello di Montalcino, Morellino di Scansano, Vinsanto del Chianti เป็นต้น (Thank you for picture from https://arrigoni1913.it/)
Starter Menu แสนอร่อยสไตล์อุมเบรีย (Umbria) ทางภาคกลางของอิตาลี ประกอบด้วยซุปถั่ว Lentil เนื้อข้น เสิร์ฟแบบร้อนในแก้วช๊อต กินคู่กับแป้งทอดไส้ชีส / มะเขือยาวผัดกับมะเขือเทศ ในสไตล์คล้ายราตาตูย (Ratatouille) วางทับบนขนมปัง / ซาลามี่เกรดพรีเมี่ยมนำเข้าจากอิตาลี หั่นบางๆ กินคู่กับแตงกวาดอง รสเค็มกำลังดี / หอยแมลงภู่ดำ (Black Mussel) จากอิตาลี ผัดซอสรสเปรี้ยวนิดๆ ทั้งหมดกินคู่กับไวน์ขาวชั้นเลิศ Manon Friuli DOC ปี 2021
Arrigoni Manon Friuli DOC ปี 2021 แอลกอฮอล์ 12.5 เปอร์เซนต์ เป็นไวน์ขาวชั้นสูง ที่ผลิตโดยควบคุมคุณภาพเข้มงวด ในพื้นที่เฉพาะ และใช้องุ่นพันธุ์ท้องถิ่นของอิตาลีเท่านั้น คือพันธุ์ “ปินอต กริจิโอ้” (Pinot Grigio) ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์ย่อยขององุ่น Pinot Noir นั่นเอง และในบางพื้นที่ก็เรียกว่า Pinot Gris ด้วย องุ่นปินอต กริจิโอ้ ได้ชื่อภาษาอิตาเลียนมาจากคำว่า “กรวยสีเทา” เพราะผลออกเป็นพวงรูปกรวยสีเทา หรือม่วงอมเทาเข้มห้อยระย้า
องุ่นพันธุ์ Pinot Grigio ปรากฏชื่อครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 13 ในแคว้นเบอร์กันดี (Burgundy) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส จากนั้นค่อยๆ แพร่เข้าสู่เยอรมนี ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ และทางภาคเหนือของอิตาลี ตัวที่เราได้ชิมในคืนนี้ผลิตจาก “เมืองฟริอูลี” (Friuli) ซึ่งถือเป็นปิโนต์ กริโจ้ ที่ดีที่สุดของอิตาลีเลยทีเดียว ไวน์ขาวตัวนี้เป็นสีฟางอ่อน (Pale Straw) แต่มีความวาวสะท้อนแสงเป็นสีทอง จิบแล้วให้กลิ่นผลไม้เข้มข้น หอมหวนติดจมูก เนื้อไวน์ Full Body รสชาติซับซ้อนนุ่มลึก มีสมดุลระหว่างความหวานน้อยนิด (Low Sweetness) กับความเปรี้ยวน้อย (Low Acidity) ที่ยอดเยี่ยม เสิร์ฟอุณหภูมิ 10-12 องศาเซลเซียส เหมาะกินคู่กับ Straters Set นี้ที่สุด
เรียกน้ำย่อยด้วย มะเขือยาวผัดกับมะเขือเทศ ในสไตล์คล้ายราตาตูย (Ratatouille) วางทับบนขนมปัง / ซาลามี่เกรดพรีเมี่ยมนำเข้าจากอิตาลี หั่นบางๆ กินคู่กับแตงกวาดอง รสเค็มกำลังดี
ซุปถั่ว Lentil เนื้อข้น เสิร์ฟแบบร้อนในแก้วช๊อต กินคู่กับแป้งทอดไส้ชีส เรียกน้ำย่อยได้ดีจัง
หอยแมลงภู่ดำ (Black Mussel) จากอิตาลี ผัดซอสรสเปรี้ยวนิดๆ จิบไวน์ขาวตาม เสริมรสชาติกันได้ยอดเยี่ยม
เชฟใส่ใจทุกรายละเอียดของการปรุง และตกแต่ง ก่อนยกมาเสิร์ฟ
จานแรกวันนี้คือ Pasta Strozzapreti ผัดกับไส้กรอกอิตาเลียน และเห็ด Black Truffle ความพิเศษคือเส้น Homemade Italian Pasta ในสไตล์ เส้นฟูซิลลี่ (Fusilli Pasta) บิดเกลียว และมีความยาวมากกว่าปกติ ชิมแล้วรสชาติลงตัว ไม่เค็มจัดเกินไป ยิ่งได้จิบไวน์แดงตาม ก็ยิ่งชูรสพาสต้าให้อร่อยล้ำขึ้นอีกหลายเท่า
เส้น Fusilli Homemade Pasta ที่ยาวและบิดเกลียวสวยเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้หน้าตาจานนี้น่ากินขึ้นมาก เนื้อไส้กรอกบดก็เคี้ยวง่าย โรยหน้าด้วยพาร์เมซานชีสอย่างดีตามสไตล์อิตาเลียนแท้
ไวน์แดงชั้นเลิศที่เหมาะกินคู่กับ Pasta จานนี้คือ Trappolini IL Piccolo IGP ปี 2016 ผลิตที่แคว้นอุมเบรีย (Umbria) ฉายา “The Green Heart of Italy” เพราะอยู่ตอนกลางของอิตาลีพอดี แถบนี้ไม่มีทางออกทะเลในลักษณะ Land Lock จึงเต็มไปด้วยภูเขาสลับลาดเนิน ดินภูเขาไฟอุดมแร่ธาตุ และอยู่ใกล้ภูเขาพีเกลีย (Peglia Mountain) ด้วย จึงมีภูมิอากาศที่จำเพาะเป็นของตัวเอง (Micro-Climate) ในหุบเขาต่างๆ ซึ่งต้นองุ่นชอบมาก
Red Wine ตัวนี้ผลิตขึ้นจากองุ่นพันธุ์ “ชีราส” (Shiraz) หรือจะอ่านว่า “ซีราห์” (Syrah) ก็ได้ องุ่นพันธุ์นี้เก่าแก่ย้อนไปได้ถึงยุคกรีกโรมัน ต้นกำเนิดจากแคว้นโรน (Rhone) ของฝรั่งเศส เป็นการผสมกันของ 2 พันธุ์องุ่นโบราณ คือ Dureza สีแดงเข้ม เเละ Mondeuse Blanche สีขาว ผลที่ได้คือองุ่นแดงที่ให้น้ำไวน์สีทับทิมเข้มข้น รส กลิ่น มีเครื่องเทศจัดจ้าน แทนนินฝาดชัดเจน และค่อนข้างจะเปรี้ยวมาก ข้อดีคือเหมาะจะเก็บไว้นานๆ (Ageing) นอกจากนี้ยังเหมาะกินกับเนื้อสัตว์สีแดง และไวน์ก็ช่วยลดความเลี่ยนของชีสและพาสต้าได้ดีมาก
Red Wine ตัวนี้เป็น Single Syrah 100% ให้สีทับทิมเข้มงดงามน่าหลงใหล (Deep Ruby) กลิ่นหอมไม้โอ๊คจากการบ่มหมัก มีกลิ่นดินนิดๆ (Earthy) รวมถึงได้กลิ่นผลไม้รสหวานเข้มข้น เมื่อจิบแล้วไม่บาดคอ มีความสมดุล ลุ่มลึก เนื้อสัมผัส Full Body ดีมาก เป็น Old World Syrah ที่แทนนิน Smooth นุ่มลื่น ความเปรี้ยว (Acidity) ต่ำ และกลิ่นรสเครื่องเทศไม่จัด จิบเพลิน ต่างกับ New World Syrah ที่รสค่อนข้างแรง บาดคอ และมีกลิ่นเครื่องเทศจัดจ้านร้อนแรง ไวน์ตัวนี้เสิร์ฟที่ประมาณ 18 องศาเซลเซียส กลิ่นรสจะ Peak มาก
IL Piccolo IGP ผลิตขึ้นโดยตระกูล Trappolini ซึ่งทำไวน์ติดต่อกันมา 3 ชั่วอายุคนแล้ว พวกเขาสร้าง Vineyard ชื่อเดียวกันขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1961 นอกจากไวน์แดงชั้นเลิศ ยังผลิตไวน์ขาวชั้นยอดได้ด้วย ไร่องุ่นอยู่ในแคว้นอุมเบรีย (Umbria) และแคว้นลาซิโอ (Lazio) มีดินภูเขาไฟอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber River) และเทือกเขาแอเพนไนน์ (Apennines) เรียกว่าธรรมชาติให้ทรัพยากรมาดี ก็ใช้ผลิตไวน์ได้ชื่อเสียงโด่งดัง (Thank you for picture from www.trappolini.com)
จิบไวน์ให้อารมณ์ดี พูดคุยสรวนเสเฮฮากัน (ขอบคุณภาพจาก คุณสุเทพ ช่วยปัญญา www.thewaynews.com)
เชฟช่วยกันรังสรรค์ Main Course อย่างตั้งอกตั้งใจ
Main Course พระเอกในวันนี้คือ Traditional Lamb Abbacchio Roman Style หรือเนื้อลูกแกะ ปรุงตามแบบฉบับดั้งเดิมของกรุงโรม เข้ากันได้ดีกับไวน์แดงจากภูมิภาคเดียวกัน
จานนี้ใช้ Baby Lamb ของฝรั่งเศส เฉพาะส่วนขา ตุ๋นเล็กน้อย แล้วนำไปซูวี (Sous Vide – การทำให้อาหารสุกช้าๆในน้ำที่อุณหภูมิไม่ถึงจุดเดือด เพื่อไม่ทำให้วัตถุดิบแข็งหรือเหนียวเกินไป ส่วนใหญ่ใช้อุณหภูมิ 50-70 องศาเซลเซียส) เสร็จแล้วใส่เตาอบ เพื่อให้รสและเนื้อสัมผัสมีความ balance ยิ่งขึ้น จากนั้นเลาะกระดูกออก หั่นเอาเฉพาะส่วนเนื้อล้วนให้สวย เนื้อลูกแกะที่เสิร์ฟในหนึ่งจาน จะมีทั้งส่วนเนื้อต้นขาและปลายขา จึงมีทั้งชิ้นใหญ่และเล็กอย่างพิถีพิถัน ราดซอสเกรวี่ Red Wine เคี่ยวกับน้ำสต็อก โดยนำเนื้อทั้งหมดมาตุ๋นแบบ Long Cooking ให้เนื้อเปื่อย และซึมซับความหอมของหัวหอม โรสแมรี่ เซเลอรี่ คั้นเอาเฉพาะน้ำอย่างเดียวไปเคี่ยวกับ Red Wine จนได้ซอสที่ Unique มาก!

Baby Lamb เนื้อนุ่มๆ กินคู่กับมันฝรั่งสูตรพิเศษ โดยหั่นมันฝรั่งเป็นแผ่นบางๆ นำมาซ้อนกันเป็นชั้นๆ กดให้แน่น แช่เย็นไว้ จากนั้นนำออกมาเซียร์ (Searing – การทำให้ผิวอาหารด้านนอกสุกโดยใช้ไฟแรง จนผิวค่อนข้างแข็ง เป็นสีน้ำตาล แต่เนื้อด้านในยังนุ่มละมุนลิ้น) โรยเกลือ พริกไทย เมื่อลองเคี้ยวจะสัมผัสได้ถึงความหอมของมันฝรั่ง ที่ผสมกลมกลืนกับเครื่องเทศได้อย่างลงตัว
Red Wine ของ Trappolini ที่เหมาะกินคู่กับ Baby Lamb ต้องยกให้ ROSSO Acadia Crogneto IGT ปี 2020 จากแคว้นลาซิโอ (Lazio) แอลกอฮอล์ดุดัน 15 เปอร์เซนต์ จึงถือเป็นพี่ใหญ่ของคืนนี้ เป็นการ Blend องุ่นชั้นเลิศ 2 สายพันธุ์ คือ “ซานโจเวเซ่” (Sangiovese) และ “มอนเตพูลชิอาโน่” (Montepulciano) ซึ่งทั้งสองถือเป็นระดับเรือธงสุดคลาสสิกของอิตาลี สำหรับองุ่น Sangiovese ได้นิกเนมว่า “โลหิตแห่งพระเจ้า” เพราะสีแดงข้น รสจัดจ้าน เนื้อแน่นเข้ม มี Acidity ค่อนข้างสูง และมีกลิ่น Tannin นิดๆ เหมาะดื่มคู่กับอาหารอิตาเลียนแท้ๆ
ส่วนองุ่น Montepulciano ชอบอากาศร้อน จึงปลูกมากในอิตาลีภาคกลางและภาคใต้ ให้น้ำไวน์ที่มีเนื้อสัมผัส กลิ่น และรสยอดเยี่ยม สีแดงราวกับผลเชอร์รี่ แต่ใสมาก กลิ่นอบอวลด้วยผลไม้สีแดงและสีดำนานาชนิด ทั้ง Black Berry, Black Current, Raspberry, Dark Chocolate, วานิลลา, เชอร์รี่ และใบยาสูบ เมื่อนำทั้ง 2 สายพันธุ์มา Blended กัน จึงได้ไวน์แดงที่ซับซ้อนเย้ายวน มีเสน่ห์น่าค้นหามาก
คำว่า “ROSSO” ในภาษาอิตาเลียนหมายถึง “สีแดง” บ่งบอกได้ดีว่าไวน์ ROSSO Acadia Crogneto มีสีแดงทับทิมเข้มข้นและใสเหลือเชื่อ กลิ่นมี Tannin หอมหวานชื่นใจ แกว่งแก้วไปมาดูขาไวน์ถี่ยิบ เป็นเส้นสวยมากเหมือนผมนางฟ้า เพราะมีแอลกอฮอล์สูงถึง 15 เปอร์เซนต์ ลองจิบแล้วรู้สึกว่า Body และรสชาติ Smooth นุ่มลื่นมาก มีกลิ่นลูกพลัมและเครื่องเทศอ่อนๆ ขึ้นจมูก แบบ Fruit Based Wine ถือเป็นไวน์ที่ห้ามพลาดเลยล่ะ และคนอิตาเลียนบอกว่าเป็นไวน์ที่กินกับอะไรก็อร่อยไปหมดทุกอย่าง
ส่วนตัว ผมถือว่าเป็น Elegant Wine ที่มีความ Balance ของ Body, Alcohol, Tannin, Sweetness และ Acidity สุดยอดตัวหนึ่ง เสิร์ฟที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส จะได้ความ Peak สุดยอดครับ
กินขนมหวานล้างปากก่อนกลับบ้าน ด้วยโดนัทอิตาเลียน “เซปโปลา” (Zeppola หรือ Zeppole) เป็นขนมท้องถิ่นของแถบกรุงโรม (Rome) และเมืองเนเปิลส์ (Naples) เนื้อนุ่มมาก ข้างในสอดไส้ครีมหวานๆ กินคู่กับน้ำเลมอนต์ Homemade Limoncello Trolley ช่วยล้างรสอาหารคาวออกจากปาก และให้ความรู้สึกสดชื่นจี๊ดจ๊าด
Chef Andrea Montella ออกมาทักทาย และกล่าวถึงความพิเศษของอาหารอิตาเลียนคืนนี้ ที่ Paring กับไวน์ได้ยอดเยี่ยม สร้างความประทับใจให้ทุกคน
ความสุขในหมู่เพื่อนฝูง ที่มีไวน์จาก Cafe’ Buongiorno เชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน วันนี้ผมได้ตกหลุมรัก Boutique Wine สี่ตัวจากอิตาลีเข้าแล้ว หวังว่าอีกไม่นานเราจะได้พบกันใหม่ See You Soon My Friends.
สนใจชิมไวน์ทั้ง 20 แคว้นของอิตาลี และสั่งซื้อไวน์อิตาเลียนหายาก ติดต่อ Cafe’ Buongiorno Tel. 06-2494-1649 (คุณพิม)
Booking โต๊ะรับประทานอาหาร และชิม Italian Wine อย่างดีได้ที่ โทร. 02-100-6255



ไปเที่ยวจังหวัดกระบี่ทีไร อดไม่ได้ที่ต้องหารีสอร์ทเก๋ๆ ริมทะเลนอนฟังเสียงคลื่น เหม่อมองทะเลดูพระอาทิตย์ตก และชิม Seafood อร่อยๆ สดใหม่จากทะเล ดูเหมือนสิ่งที่เราต้องการจะมีครบครันที่
เสน่ห์ของหาดคลองม่วงคือความ 
มองจากหาดทรายเข้าไปเห็น
จะเล่นน้ำสระก็ได้ หรือจะเล่นน้ำทะเล ก็ใกล้แค่เดินไม่กี่ก้าว (ขอบคุณ ภาพโดย คุณสุเทพ ช่วยปัญญา The Way News.com)




Standard Cottage













Delux Family Room



Swimming Pool
Swimming Pool
Swimming Pool (ขอบคุณ ภาพโดย คุณสุเทพ ช่วยปัญญา The Way News.com)
Swimming Pool (ขอบคุณ ภาพโดย คุณสุเทพ ช่วยปัญญา The Way News.com)
Beach Front Restaurant
Beach Front Restaurant
Beach Front Restaurant
Set อาหารเมนูใหม่ ต้อนรับปี 2023 อิ่มอร่อยกับ Seafood สดอร่อยรสเลิศจากทะเลกระบี่ ราคาเพียง 700 บาท สำหรับ 2 ท่าน






วิวหลักล้าน ดูพระอาทิตย์ตกใจกลางกรุงเทพฯ จากห้องอาหาร
บรรยากาศโรแมนติก นั่งจิบไวน์อิตาเลียนเคล้าวิวพระอาทิตย์ตก ชิมอาหารอิตาเลียนแท้ ที่ห้องอาหาร 
ความโอ่โถง ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ที่ 

เริ่มเรียกน้ำย่อยกับขนมปังโฮลวีทเนื้อนุ่ม กินคู่กับ 

ไวน์ขาวที่ช่วยเสริมรสชาติพาสต้า หรือตัดเลี่ยนได้ยอดเยี่ยม คือไวน์ขาวมาตรฐานสูง 
แน่นอนว่าเมื่อมี Main Course เป็นเนื้อลูกวัว ก็ต้องจับคู่กับไวน์แดงอย่าง
ของหวานปิดท้ายน่าประทับใจ เป็นเค้กผลไม้สไตล์ Liguria เรียกว่า 



















อาหารอิตาเลียนดีๆ ไวน์ชั้นเลิศ บรรยากาศสุดคลาสสิก และเพื่อนสนิทที่มานั่งสรวนเสเฮฮากันในมื้อค่ำ วันที่ 26 ตุลาคม 2556 ณ 


บรรยากาศโรแมนติกยามเย็นที่ 


คอร์สแรกนี้รับประทานคู่กับ 


เดินทางมาถึง 

แน่นอนว่าไวน์แดงที่เหมาะสุดๆ สำหรับเมนูเนื้อแกะแบบนี้ก็คือ
สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อแกะ ก็มีตัวเลือกให้ คือ 





นานๆ ทีจะได้มีโอกาสออกมาสังสรรค์กับเพื่อนสนิท และได้ชิมอาหารสไตล์ Private Chef Table ที่มีเชฟมืออาชีพชื่อดัง มาปรุงให้ทานในห้องส่วนตัว เพราะตอนนี้เป็นยุคโควิด เราเลยไม่ต้องการไปนั่งกินอาหารกับคนเยอะๆ ในที่แออัด พอได้ข่าวว่าเว็บไซต์ Potioneer เขาเปิดตัว เป็นสื่อกลาง platform ในการจอง Private Dining ที่ซอยสุขุมวิท 24 เราเลยไม่รอช้า ลองกดจองเข้าไปชิมอาหารไทยที่ชอบ โดยเลือกเป็นมื้อเย็นกินกับเพื่อนๆ รวม 12 คน สถานที่คือชั้นสองของอาคาร Curator ที่มีบรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน
จริงๆ แล้ว Potioneer ก็เป็นเหมือน Hub หรือสื่อกลางที่นำเชฟชื่อดังตามโรงแรมต่างๆ รวมถึงเชฟหน้าใหม่ที่มีความสามารถ มาพบกับลูกค้า โดยเลือกเชฟที่ชอบ อาหารที่ชอบ เวลาที่ใช่ ในราคาจับต้องได้ และที่สำคัญคือสามารถกดจองทุกอย่างผ่าน online ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นทาง App บนมือถือ หรือจะเข้าเว็บไซต์ Potioneer ก็ได้ นี่คือประสบการณ์พิเศษที่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่อยากมี Once in a life time กับ Chef Table Dining อันน่าจดจำ
วันนี้ เราเลือกชิมอาหารไทยฟิวชั่นที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และอัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ ของ เชฟฮูโต๋ (Chef Huto) หรือคุณเชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์ เชฟรุ่นใหม่ผู้โด่งดังจากรายการ Top Chef Thailand มีความสามารถพิเศษในการนำวัตถุดิบของอาหารไทยหลากหลายท้องถิ่น มารังสรรค์เป็นเมนูแปลกใหม่ได้อย่างลงตัวสุดๆ เชฟ Huto เป็นคนเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี โดยกำเนิด จึงคุ้นเคยกับอาหารไทยมาตั้งแต่เล็ก และความภาคภูมิใจมากๆ อย่างหนึ่งของเขาก็คือ ได้เคยดูแลพระกระยาหารของราชวงศ์จิ๊กมี่ แห่ง Bhutan คราวเสด็จเยือนประเทศไทยมาแล้ว

หลายๆ คนคงจะเข้าใจว่าการรับประทานอาหารแบบ Chef Table เป็นอะไรที่ต้องจ่ายเงินแพงหูฉี่ แต่วันนี้ Potioneer ได้ทำให้ความฝันของใครหลายคนเป็นจริง ในงบประมาณที่เอื้อมถึง แต่ยังคงกลิ่นอายของ ความเป็นส่วนตัว (Private) และความ Luxury เล็กๆ จนทำให้เรายิ้มได้ ในแว่บแรกที่เห็นห้องจัดเลี้ยง การจัดโต๊ะอาหาร และความตั้งใจของทีมงานเชฟ Huto ที่ขมักเขม้นจัดเตรียมอาหารอร่อยๆ รอเราอยู่ ถือว่าบรรยากาศแบบนี้เหมาะทั้งการนั่งสังสรรค์กับเพื่อนๆ เลี้ยงวันเกิด มานั่งทำซึ้งกับคนรัก หรือพาลูกค้ามาเลี้ยงก็ได้ เพราะไม่ว่าจะมากันแค่ 1-2 คนเขาก็พร้อมต้อนรับ โดยรับสูงสุดครั้งละไม่เกิน 20 คน เพื่อคงคอนเซปต์ Private เอาไว้

ก่อนเร่ิมรับประทานอาหารค่ำกัน ทางทีมงานก็มีกิมมิคเก๋ๆ ให้เล่นสนุกก่อน โดยให้เรา load App บนมือถือ แล้ว scan ส่วนต่างๆ ของ Menu Card, ที่รองจาน, ที่รองแก้ว ก็จะเกิดภาพ AR สามมิติเคลื่อนไหวได้ ลอยขึ้นมาบนหน้าจอมือถือ WOW Amazing! คอนเซปต์ของภาพ 3D ที่ว่าก็เกี่ยวข้องกับชื่อเมนูสำรับอาหารไทยในวันนี้ด้วยคือ “นางลอยข้ามสมุทร” โดยภาพ 3D จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปบนภาพคลื่นน้ำในมหาสมุทร ที่มีลายเส้นแบบไทยผสมผสานตะวันตก น่ารักเก๋ไก๋สไลเดอร์สุดติ่งไปเลยฮะ 555555

พระเอกของวันนี้ที่เราจะมาชิมกัน คือสำรับอาหารไทยชื่อเก๋ไก๋ “นางลอยข้ามสมุทร” ที่เชฟ Huto บรรจงรังสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจ โดยคอนเซปต์คือเป็นอาหาร Thai Fusion ที่มีความ Sexy เพราะเป็นการนำวัตถุดิบจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และสมุทรสงคราม มาผสานผสมให้กลมกลืนลงตัว ทั้งรสชาติ เครื่องปรุง และหน้าตา โดยรสชาติของนางลอยข้ามสมุทร จะมีความเป็นไทยสูง เผ็ดลึกและหวานซ่อนเปรี้ยวในทุกเมนู และต้องบอกเลยว่าวัตถุดิบจากทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าว ถือว่ามีความรักจืด รักเค็ม เพราะเป็นพื้นที่ 3 น้ำ (น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม) ที่บ่มเพาะให้วัตถุดิบต่างๆ มีรสเลิศเกินจะห้ามใจ





น้ำดอกดาหลา สไตล์เชฟ Huto
ส้มฉุน (Bitter Orange) พืชวงศ์ส้มที่หายากราคาสูงในปัจจุบัน แต่ครัวไทยนิยมนำผิวมาแต่งกลิ่นอาหาร ส้มฉุนมีกลิ่นเฉพาะตัว อยู่กึ่งกลางระหว่างมะกรูดกับมะนาว ทางจังหวัดเพชรบุรีนิยมใช้ใบอ่อนส้มฉุนใส่แกงคั่วหัวตาล ปัจจุบันถือว่าส้มฉุนเป็นพืชหายาก เพราะปลูกค่อนข้างยาก ชอบขึ้นอยู่ในบริเวณน้ำกึ่งแห้งกึ่งแฉะ
Private Dining ของเราในวันนั้น เต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มอร่อย เป็นประสบการณ์ดีๆ ครั้งหนึ่งที่ยากจะลืม โดยเฉพาะรอยยิ้มและมิตรไมตรีจากเพื่อนสนิท เคล้าเคียงกับรสชาติอาหารได้อย่างวิเศษ จนเวลาล่วงเลยไปดึกดื่นก็ต้องร่ำลา แต่สัญญากันไว้ว่าจะกลับมาพบกันอีกแน่นอน










เมื่อเอ่ยถึงชื่อ
ด้วยระยะห่างจากหาดอ่าวนางเพียง
จุดเด่นของ

หัวใจหลักจริงๆ ของ
เล็กๆ แต่หรูเรียบ สะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน แถมติดแอร์เย็นฉ่ำ มีฟรี WiFi ทีวีจอแบน ตู้เย็น ต่างๆ นาๆ ครบ ช่วยเพิ่มเสน่ห์ของ
เปิดประตูไปหน้าห้องก็เจอป่าไม้เขียวๆ อากาศเย็นสดชื่น และทางเดินลงไปเล่นน้ำในลำธารใสน้ำเย็นเฉียบได้เลยนะ
ห้องพักบางหลัง มีขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับสาย
ห้องน้ำหรูดูดีขนาดนี้ ไม่บอกไม่เชื่อนะเนี่ย ว่าคือห้องพักภายในตู้คอนเทนเนอร์สุดหรูของ

ที่พักดีๆ เขามีอาหารและเครื่องดื่มดีๆ มาเติมเต็มให้วันพักผ่อนของเราสมบูรณ์แบบ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก

เสน่ห์ที่ใครๆ พูดถึง

คั่วเสร็จแล้ว ก็นำเมล็ดกาแฟสุกมาบดเป็นผงละเอียด ชงด้วยน้ำเดือดในหม้อความดัน จนได้


ในย่านถนนสุขุวิท Downtown



ต่อกันด้วย
Aish Al Saray (




นอกจากเมนูแสนอร่อยที่พาไปชิมกันมาแล้วนั้น ที่นี่ยังมีขนมหวานอร่อยๆให้เลือกหม่ำอีกเพียบ ลองหาเวลามาสัมผัสนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่า ในย่านสุขุมวิท 15 ยังมีสถานที่สุดพิเศษนี้อยู่จริงๆ









หนึ่งในรีสอร์ทสวยที่สุดและกลมกลืนกับธรรมชาติที่สุดบนเกาะจำ ตั้งอยู่บนหาดติงไหร
บ้านพักของ 

ภายในบ้านพักแต่ละหลัง ใช้โทนสีอบอุ่นเป็นหลัก เพิ่มบรรยากาศให้น่าพัก อีกทั้งใช้วัสดุที่แลกลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบ

เมื่ออาทิตย์ลาลับ ราตรีค่อยๆ คืบคลานเช้ามา
นอกจากทะเลจริงที่เราสามารถไปดำผุดดำว่ายได้แล้ว ที่นี่ยังมี
นั่งเล่นปล่อยอารมณ์พร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้ว ที่สระว่ายน้ำของ
นั่งเล่นบนชิงช้าหน้าหาด คือความสุขเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ค้นพบ ณ 

มาพักที่


เที่ยวเกาะพีพีดอน
แวะไปจอดเรือชมอ่าวมาหยาจากด้านหน้าลิบๆ เพราะตอนนี้ยังปิดให้ธรรมชาติฟื้นตัว แบบไม่มีกำหนด
หลังจากออกไปดำน้ำเล่นเที่ยวเกาะกันมาท้ังวัน ยามเย็นก็กลับสู่




เกาะจำเป็นแหล่งที่ยังคงพบกุ้งมังกรได้เสมอ เพราะท้องทะเลที่นี่อุดมสมบูรณ์ มีเพียงการประมงขนาดเล็ก ของชาวประมงชายฝั่งที่จับขายแบบพอเพียง




คิดจะเที่ยวกระบี่ครั้งต่อไป ถ้าไม่อยากไปแออัดอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเดิมๆ ต้องไม่ลืมนึกถึง