สายน้ำใสๆ หัวใจเนิบช้า TEATA พาเที่ยวตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก (ตอน 2)
ความเดิมจากตอนที่แล้ว สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย หรือ TEATA (Thai Ecotourism and Adventure Travel Association) นำโดย คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA และสมาชิก ร่วมกับคณะสื่อมวลชน ได้ลงพื้นที่ตลาดเหล่าตั๊กลัก ‘ประชุมสัญจร ท่องเที่ยวดำเนิน…เพลิน…สุข’ เมื่อวันที่ 28-29 ตุลาคม 2560 ณ เรือนแม่สุภา
ชวนเที่ยวย้อนอดีต รำลึกตลาดน้ำแห่งแรกของสยาม ณ ‘ตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก’ ซึ่งมีทั้งวิถีชีวิตชาวคลอง ชาวสวน ผสมคลุกเคล้ากันลงตัวอย่างน่ารักน่าเที่ยว
จากตลาดเหล่าตั๊กลัก ถ้าเรานั้่งรถสองแถวของชาวบ้านลัดเลาะเข้าไปตามถนนสายเล็กๆ อันร่มรื่น ได้เห็นบรรยากาศสวนแบบดั้งเดิมของชาวคลองดำเนินสะดวก ที่ยังมีท้องร่อง ลำราง ลำประโดง เชื่อมโยงผันน้ำเข้ามาหล่อเลี้ยงสวนมะพร้าว สวนผลไม้ มาจนถึงทุกวันนี้
การปอกมะพร้าวด้วยวิธีดั้งเดิม โดยใช้ปลายมีดแหลมตั้งขึ้นจากพื้นดิน อาจแลดูหวาดเสียว แต่พี่เขาชำนาญสุดๆ!
การปอกมะพร้าวด้วยวิธีดั้งเดิม
การปอกมะพร้าวด้วยวิธีดั้งเดิม
มะพร้าวกองโตรอการปอก วันหนึ่งๆ คนที่ชำนาญจะสามารถปอกมะพร้าวได้ไม่ต่ำกว่า 1,000-2,000 ลูก!
น้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิมขนานแท้ (ไม่เติมน้ำตาลทรายลงไปจนหวานเกินพอดี) มีให้ชิมกันทุกวันที่ เรือนจั่นหวาน
ไม้กวาดทางมะพร้าวฝีมือคุณยายที่ เรือนจั่นหวาน
สมาชิก TEATA ร่วมสัมผัสประสบการณ์ทำน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิม ณ เรือนจั่นหวาน คลองดำเนินสะดวก
ที่คลองดำเนินสะดวก มีวิสาหกิจชุมชนผลิตสินค้า OTOP ‘ข้าวทอดกระทงทอง กนกพร’ วันนี้สมาชิก TEATA บุกถึงก้นครัวเขาเลยล่ะ
ข้าวทอดกระทงทอง กนกพร
ข้าวทอดกระทงทอง กนกพร
นอกจากการเดินเลาะริมน้ำดำเนินสะดวก ตลาดเหล่าตั๊กลัก และนั่งรถสองแถวเที่ยวชมวิถีชาวสวนแล้ว ‘การปั่นจักรยาน’ หรือ Cycling Route ก็เป็นสิ่งที่น่าสนุก เพราะเป็นการเที่ยวแบบ Low Carbon เนิบช้า จะหยุดตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ โดยเขาจัดเตรียมเส้นทางปั่นไว้ให้ทั้งใกล้ไกล ตั้งแต่ 1 กิโลเมตร / 15 กิโลเมตร / และมากกว่า 15 กิโลเมตรขึ้นไป โดยมีจักรยาน พร้อมหมวกนิรภัยให้เช่าในราคาประหยัดทุกวัน
ก่อนเร่ิมปั่นเที่ยว ก็ต้องมาฟังบรรยายสรุปเส้นทางกันก่อน วันนี้เราจะปั่น 15 กิโลเมตร ชมวิถีชาวสวนกันครับ
ปั่นได้สบายใจ บนถนนเข้าสวนที่แทบไม่มีรถยนต์วิ่งผ่านเลยสักคัน
รอยยิ้มเปื้อนหน้าสมาชิก TEATA ที่ได้มีโอกาสมาปั่นชมสวนวันนี้
พี่เล็ก สุภาวดี แห่งเรือนแม่สุภา ตลาดเหล่าตั๊กลัก นำขบวน TEATA ปั่นชมสวนเขียวๆ สดชื่น
ทางเล็กๆ ปั่นซ๊อกแซ๊กเข้าสวน
ไม่ต้องรีบ หยุดพักเหนื่อยแอ๊กท่าถ่ายภาพกันสักนิด (ท่าจะยังมีแรงเหลือ ฮาฮาฮา)
ปั่นมาได้ครึ่งทาง ก็ถึงจุดแวะดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ ที่เพิ่งสอยลงมาจากต้น แค่ลูกละ 10 บาทเท่านั้น รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ เป็นธรรมชาติดีมาก สดชื่นจัง
ดื่มน้ำมะพร้าวเติมพลัง จะได้มีแรงปั่นเที่ยวสวนต่อ
วันนี้โชคดี ได้มีโอกาสเห็นวิธีนำมะพร้าวออกมาจากสวนคราวละมากๆ พร้อมกันเป็นร้อยๆ ลูก ด้วยการผูกติดลากออกมาตามท้องร่องสวน แปลก ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
บางช่วงก็ชวนกันเข้าไปปั่นในสวนบ้าง วิวแบบนี้ในเมืองใหญ่ไม่มีแน่นอน ฮาฮาฮา
ปั่นยังไงก็ไม่เหนื่อย เพราะไม่ได้ปั่นเร็ว แดดก็ไม่ร้อน ร่มรื่นด้วยสวนสูงสวนเตี้ย
ความสนุกจากการปั่นจักรยานชมสวนในวันนี้ จะประทับใจเราไปอีกนาน
จุดสิ้นสุดของการปั่นจักรยานชมสวนของเรา อยู่ที่ วัดเจริญสุขารามวรวิหาร วัดใหญ่ริมคลองดำเนินสะดวก ที่อยู่ติดกับประตูน้ำบางนกแขวกนั่นเอง
ประตูน้ำบางนกแขวก เป็นประตูควบคุมระดับน้ำและการสัญจร เชื่อมต่อคลองดำเนินสะดวกกับลำน้ำแม่กลอง จ.ราชบุรี
ประตูน้ำบางนกแขวก
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทย ใช้คลองดำเนินสะดวกและลำน้ำแม่กลองเป็นเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัย อเมริกาและฝ่ายสัมพันธมิตรจึงทิ้งระเบิดลงมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีหลายลูกไม่ระเบิด จึงมีการนำมาจัดแสดงไว้ด้านข้างประตูน้ำบางนกแขวกให้ชมกัน
ตลาดน้ำบางนกแขวก (หรือ ตลาดบน) ริมน้ำหน้าวัดเจริญสุขารามวรวิหาร
เหนื่อยจากการปั่นจักรยานมา 15 กิโลเมตรแล้ว ขากลับไปตลาดเหล่าตั๊กลัก เราเลยใช้วิธีล่องเรือหางยาวชมคลองดำเนินสะดวก ให้เรือแล่นไปช้าๆ รับลมเย็นๆ ตามแบบ Slow Life Slow Boat
บ้านเรือนริมคลองดำเนินสะดวก
เรือนไทยริมคลองดำเนินสะดวก
บรรยากาศคลองดำเนินสะดวกในปัจจุบัน
เที่ยวกันมาทั้งวันแล้ว ถ้าใครไม่รีบกลับบ้าน และอยากใช้เวลาค้างคืนต่อที่ดำเนินสะดวก เขาก็มีที่พักหลายรูปแบบไว้ให้เลือกนะจ๊ะ อย่างเช่น The Peace Hostel (โทร. 09-8280-5165)
วิวจาก The Peace Hostel มองเห็นเรือกสวนธรรมชาติได้ใกล้แค่เอื้อม
ห้องนอนรวมแบบ Hostel ในราคาแสนประหยัด ที่ The Peace Hostel
หรือถ้าชอบความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และต้องการนอนริมน้ำจริงๆ ก็มี Homestay ที่ตลาดเหล่าตั๊กลัก (ติดต่อ คุณเล็ก สุภาวดี โทร. 09-9226-6146)
ไม้แก้วดำเนินรีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะมีที่พักเป็นหลังๆ ทั้งแบบโมเดิร์นและเรือนไทยย้อนยุคให้เลือก (โทร. 0-2883-3495)
ไม้แก้วดำเนินรีสอร์ท
ไม้แก้วดำเนินรีสอร์ท
เสน่ห์สายน้ำเงียบสงบยามเช้า สืบสานวิถีพุทธกับการตักบาตรทางน้ำ
วิถีชีวิตแบบนี้ยังมีให้เห็นแถบดำเนินสะดวก อัมพวา บางน้อย บางคนที บนรอยต่อจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม
โบกมือลาสายน้ำ ขอฝากหัวใจไว้ที่นี่ แล้วเราจะกลับมาพบกันใหม่แน่นอน
การเดินทางของเราจบลงแล้ว แต่การทำงานด้านพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชนโดย TEATA ยังคงดำเนินต่อไป เราหวังว่าอีกไม่นาน ‘ตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก’ ตลาดน้ำแห่งแรกบนแผ่นดินสยาม จะกลับมาฟื้นขึ้นใหม่ได้อย่างสดใสแข็งแรง เช่นเดียวกับอีกหลายชุมชนเก่าอันทรงคุณค่า ที่ยังรอการเจียระไนพลิกฟื้นอยู่เช่นกัน
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ TEATA เลขที่ 608/10 ชั้น 1 อาคารบี คอนโดเอสเปซ ถนนอโศก-ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10170 โทร. 0-2006-0770, 08-3250-9343
หรือติดต่อ คุณเล็ก สุภาวดี โทร. 09-9226-6146 แห่งเรือนแม่สุภา ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก คลองดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
สายน้ำใสๆ หัวใจเนิบช้า TEATA พาเที่ยวตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก (ตอน 1)
เรือแจวน้อยลำนั้นค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปพร้อมสายน้ำที่ยังคงไม่หยุดไหลแม้สักวินาที จะมีใครรู้บ้างว่า ที่นี่คือ ‘ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก’ ตลาดน้ำแห่งแรกของสยาม อันเป็นต้นกำเนิดตลาดน้ำคลองดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ที่ผู้คนทั่วโลกพากันมาชม ทว่าตลาดน้ำเหล่าตั๊กลักในวันนี้อาจจะดูเงียบเหงา เก็บงำเรื่องราวในอดีตไว้อย่างเงียบเชียบ รอคนรุ่นใหม่ให้เดินทางเข้าไปพูดคุยกับคนรุ่นเก่า รับฟังเรื่องราวของอดีต ที่มาบรรจบ ณ ปัจจุบัน
ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลั๊ก ตั้งอยู่ริม ‘คลองดำเนินสะดวก’ ซึ่งเป็นคลองขุดด้วยแรงงานคนในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ชื่อว่าเป็นคลองขุดที่ยาวและตรงที่สุดของไทยในปัจจุบัน คือยาวถึง 32 กิโลเมตร ด้วยฝีมือแรงงานชาวจีนแต้จิ๋วและจีนไหหลำ โดยใช้เวลาขุดอยู่นาน 2 ปีกว่า (พ.ศ.2409-2411) เพื่อใช้เป็นคลองลัด เชื่อมต่อแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน โดยน้ำจากคลองดำเนินสะดวกได้ช่วยหล่อเลี้ยงวิถีเกษตรสองฟากฝั่ง ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่เจริญเป็นอย่างมาก จนชาวบ้านได้พายเรือนำพืชผลนานาชนิดมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน เกิดเป็นตลาดน้ำเหล่าตั๊กลักขึ้นในที่สุด
กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2510 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้นำภาพของตลาดน้ำอันแสนน่ารักนี้เผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก จนเป็นที่โด่งดังมาถึงปัจจุบัน ทว่าต่อมาเมื่อมีการตัดถนนผ่าน ตลาดน้ำได้ย้ายจากเหล่าตั๊กลัก ไปอยู่ ณ จุดที่ตั้งปัจจุบัน ทำให้ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลักซบเซาเงียบเหงาลง แล้วถูกลืมไปในที่สุด แต่ในความเป็นจริง ลูกหลานเหล่าตั๊กลักก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านริมน้ำคลองดำเนินสะดวกสืบมา
แม้ภาพวิถีเก่าๆ ที่น้ำท่วมทุกปีในช่วงเดือนสิบเอ็ดเดือนสิบสองน้ำนองเต็มตลิ่ง จะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว (เพราะมีการสร้างเขื่อนเจ้าพระยา) ทว่าวิถีชาวน้ำแห่งเหล่าตั๊กลักก็ยังคงมีลมหายใจตราบทุกวันนี้
ทุกวันนี้เร่ิมมีการฟื้นฟู ตลาดเหล่าตั๊กลัก (เป็นภาษาจีนแปลว่า ตลาดเก่า) ร้านรวงกว่า 50 เปอร์เซนต์ เริ่มกลับมาเปิดตัวอีกครั้ง ในบรรยากาศเก่าๆ ดั้งเดิมขนานแท้ สามารถเดินเที่ยวชมได้แบบชิลชิล ไม่แออัด
ในขณะที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกในปัจจุบันเนืองแน่นแออัดไปด้วยนักท่องเที่ยววันละเป็นหมื่นคน (โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์) เพียงเดินข้ามสะพานข้ามคลองดำเนินสะดวกมาอีกฝั่งที่ ตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก บรรยากาศที่พบก็จะเป็นคนละโลกกันเลย ในความเนิบช้า น่ารัก และสงบเงียบ สามารถเดินพูดคุยกับชาวบ้านริมคลองได้แบบไม่ต้องเร่งร้อน
ร้านขายผ้าถุงตรงหัวมุม โดยคุณยายใจดีหน้าตายิ้มแย้ม
ร้านขายของชำแบบเก่าๆ เป็นมิตรสนิทกันเหมือนญาติ ด้วยอัธยาศัยไมตรีแบบชาวจีนเหล่าตั๊กลักแท้ๆ
สินค้าหลายอย่างชวนให้นึกถึงวัยเด็กเนอะ
งานฝีมือน่ารักๆ ที่สะท้อนความผูกพันระหว่างคนและสายน้ำคลองดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
แม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่คุณป้าก็เปิดหน้าบ้านที่หันออกริมน้ำ ขายหมวกขายพัดเล็กๆ น้อยๆ ให้นักท่องเที่ยวที่เดินมาเยือนเหล่าตั๊กลัก
ด้วยความน่ารัก มีคุณค่าเรื่องราวเรื่องเล่าย้อยไปได้กว่า 140 ปี ของตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย หรือ TEATA (Thai Ecotourism and Adventure Travel Association) นำโดย คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA และสมาชิก ร่วมกับคณะสื่อมวลชน ได้ลงพื้นที่ตลาดเหล่าตั๊กลัก ‘ประชุมสัญจร ท่องเที่ยวดำเนิน…เพลิน…สุข’ เมื่อวันที่ 28-29 ตุลาคม 2560 ณ เรือนแม่สุภา
นอกจากจะเป็นการประชุมสัญจรของสมาคม TEATA แล้ว ยังถือเป็นการลงมาสัมผัสชุมชนตลาดเก่าเหล่าตั๊กลักในเชิงลึก เพื่อช่วยให้คำแนะนำชุมชนพัฒนาศักยภาพเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ในอนาคตอันใกล้นี้
ผู้นำชุมชนตลาดเหล่าตั๊กลัก บรรยายสรุปประวัติความเป็นมาและความสำคัญ ของตลาดน้ำแห่งแรกในเมืองไทยให้สมาชิก TEATA ฟัง ณ เรือนแม่สุภา ซึ่งจริงๆ ในอดีตที่นี่เรียกว่า ‘ตลาดห้าห้อง’ หรือ ‘ตึกแดง’ ใช้เป็นที่พักแรงงานชาวจีนที่มาขุดคลองดำเนินสะดวกเมื่อ 140 ปีที่แล้วนั่นเอง
สภาพคลองดำเนินสะดวกในปัจจุบัน ยังคงมีบ้านเรือนปลูกชิดริมน้ำ และเรือประเภทต่างๆ ทั้งเรือของชาวบ้านและเรือท่องเที่ยว แล่นไปมาเติมจังหวะสีสันอยู่ทุกวัน
ไม่ได้มีแต่เรือหางยาวติดเครื่องยนต์นะจ๊ะ เรือพายขายผลไม้ก็ยังมีให้เห็นเหมือนกัน
ภาพชีวิตเนิบช้าและเงียบสงบ บริเวณคลองดำเนินสะดวก ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ในปัจจุบัน
ใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำทุกเช้าค่ำ ณ ตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก
คลองดำเนินสะดวกบริเวณตลาดเหล่าตั๊กลัก แม้เรือพายขายของจะย้ายไปอยู่ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกกันหมด แต่ ณ จุดนี้เอง คือต้นกำเนิดตลาดน้ำแห่งแรกของสยาม
เรือติดเครื่องยนต์คำรามแล่นตัดผิวน้ำคลองดำเนินสะดวก พานักท่องเที่ยวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าไปยังตลาดน้ำดำเนินสะดวกอันคลาคล่ำ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีเรือพายที่อนุรักษ์วิถีเนิบช้าเอาไว้
เรือบางลำอาจจะแล่นเร็วและเสียงเครื่องยนต์ดังไปบ้าง ในอนาคตคงต้องมีมาตรการควบคุม ให้เที่ยวกันได้อย่างยั่งยืนตลอดไปนะจ๊ะ
ยามเช้าที่ตลาดเหล่าตั๊กลัก มีเรือพายขายของแบบ Super Market ลอยน้ำ พายผ่านไปที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก
กล้วยน้ำว้าน่าทานจากสวนใกล้ๆ ตลาดเหล่าตั๊กลัก อัดแน่นมาเต็มลำเรือแจวของคุณป้า
แม่ลูกคู่นี้จะไปไหนกันจ๊ะ? น่าอิจฉาจังมีเรือส่วนตัวด้วย ชวนให้นึกถึงเมืองเวนิสที่อิตาลีเลยนะเนี่ยะ ฮาฮาฮา
เรือพายขายไอศกรีมมะพร้าวผ่านหน้าตลาดเหล่าตั๊กลักทุกวัน
กิจกรรมน่าสนุกสำหรับการมาเยือนตลาดแห่งนี้ คือ Walking Tour ที่จะนำเราก้าวเดินกลับสู่อดีต ชื่นชมสถาปัตยกรรมเรือนไม้ตลาดจีนริมน้ำแบบเก่า อีกทั้งได้หยุดแวะพูดคุยกับเจ้าบ้านแสนน่ารัก
ใครที่ต้องการหามุมสงบๆ ไม่แออัดวุ่นวาย ตลาดเหล่าตั๊กลักอาจคือคำตอบสุดท้ายของคุณ
Walking Tour เดินเที่ยวชมร้านรวงของตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก น่ารัก และย้อนยุคดีเหลือเกิน
ศิลปินหลายคนที่มีสายเลือดเหล่าตั๊กลักแท้ๆ พากันมาฝังตัวสร้างสรรค์งานศิลป์ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความทรงจำ และความผูกพันกับบ้านเกิด
แถบนี้มีสวนมะพร้าวเยอะ ศิลปินแห่งตลาดเก่าเหล่าตั๊กลักจึงนำกะลามะพร้าวมาเนรมิตเป็น Souvenir สวยๆ น่าซื้อกลับบ้าน
บ้านเจ๊จึง เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเล็กๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเดินชมตลาดเหล่าตั๊กลัก เพราะจะได้รับฟังอดีตความเป็นมาของพื้นที่ตรงนี้
บรรยากาศย้อนยุคที่ยังมีการใช้งานอยู่อาศัยจริง ของตลาดเหล่าตั๊กลัก
รถเด็กเล่นปั่นได้จริง เก่าเก็บ แต่ทรงคุณค่าทางจิตใจสำหรับใครหลายๆ คน
คุณแตง ศิลปินนักวาดภาพสายเลือดเหล่าตั๊กลักแท้ๆ พอเรียนจบแล้วก็กลับบ้าน คิดค้นการวาดภาพจากยางต้นกล้วย พร้อมเปิดที่พักและสอนศิลปะไปในตัว น่าชื่นชมจริงๆ (สนใจติดต่อ โทร. 08-9771-1023)
คุณแต่งแห่งเหล่าตั๊กลัก สาธิตการวาดภาพจากยางต้นกล้วยให้เราชม
งาน Recycle ขยะพลาสติก มาสานเป็นกระเป๋าเก๋ไก๋ใบเล็กๆ ของคุณแตง ช่วยลดขยะให้โลก แถมยังได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แนวใหม่แบบ Eco Product
อาหารขึ้นชื่อของตลาดเหล่าตั๊กลักมีหลายอย่าง ที่โด่งดัง เช่น ก๋วยเตี๋ยวเจ๊หมวย เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือต้มยำรสเด็ด ปรุงและคลุกเคล้ามาให้เสร็จ ไม่ต้องปรุงเพิ่ม ราคาก็แค่ 30-40 บาทเท่านั้นเอง แต่ความอร่อยเกินร้อย
แวะชิม ก๋วยเตี๋ยวเจ๊หมวย ก่อนไหมจ๊ะ?
อาหารพิเศษตำรับชาววัง เป็นเมนูรับลมหนาวที่เรือนแม่สุภา ตลาดเหล่าตั๊กลัก เรียกว่า ‘ข้าวมัน ส้มตำ แกงไก่พริกขี้หนู หมูฝอย น้ำพริกมะขามเปียก’ รับรองว่าหาทานยากครับ
ผัดไทยวุ้นเส้น สูตรเรือนแม่สุภา รสชาตินุ่มนวลชวนล้ิมลองมากๆ
แม้หน้าตาจะธรรมดา แต่ส้มตำของเรือนแม่สุภาพ รสชาติไม่เป็นรองใครเลยจริงๆ
ข้าวเกรียบปากหม้อ ของเรือนแม่สุภา
ขนมกล้วยแบบจีนแท้ๆ ที่เรือนแม่สุภา
เส้นทางเดินเที่ยวตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก เลาะเลียบคลองดำเนินสะดวกไปเรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เป็น Walking Route ที่น่ารัก เที่ยวง่าย นำเราเข้าไปสัมผัสวิถีชาวคลองโดยแท้
เส้นทางเดินเที่ยวเลาะริมคลองดำเนินสะดวก สวยงาม มีสีสันทั้งจากดอกไม้และวิถีชีวิตผู้คน
เดินเล่นเย็นใจในแบบ Slow Life ริมคลองดำเนินสะดวก
น้ำยังสะอาดขนาดโดดเล่นได้อย่างไม่ต้องกังวล
ว่างๆ ก็ลงไปแช่น้ำคลายร้อนซะเลย ฮาฮาฮา
ถ้าน้ำไม่สะอาดจริง ปลาเสือตอตัวใหญ่อวบอ้วนขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเรา คงจะอยู่ไม่ได้แน่นอน
เมื่อคนดูแลสายน้ำ สายน้ำก็เอื้ออาทรต่อผู้คน
หน้าบ้านน่ามอง ณ ริมน้ำคลองดำเนินสะดวก
สายน้ำช่วงตลาดเก่าเหล่าตั๊กลักในปัจจุบัน ยังคงสวยงาม สดใส เงียบสงบ เป็นวิถีชาวน้ำชาวคลองแห่งลุ่มภาคกลางอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
เส้นทางเดินเที่ยว Walking Tour ของเรา จากหน้าตลาดเหล่าตั๊กลัก ไปจบลงที่ วัดราษฎร์เจริญธรรม วัดใหญ่อันเก่าแก่ที่อยู่คู่คลองดำเนินสะดวกมาช้านาน
ภายในพระอุโบสถใหญ่วัดราษฎร์เจริญธรรม มีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชั้นครู สะท้อนงานศิลป์ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยภาพเทพชุมนุมอันงามวิจิตร
หลังจากเดินเที่ยวริมคลองดำเนินสะดวกกันจนชุ่มปอดแล้ว เราก็เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งรถสองแถวท้องถิ่นเที่ยวชมวิถีบนบกกันบ้าง
จุดแรกที่ห้ามพลาดชมด้วยประการทั้งปวง คือโรงแจแห่งแรกของคลองดำเนินสะดวก มีอายุร้อยกว่าปีแล้ว ชื่อ ‘โรงเจฮะอี๊ตั๊ว’ ซึ่งในวันนี้กำลังมีเทศกาลกินเจอยู่พอดี ผู้คนจึงคึกคักมาก
โรงเจฮะอี๊ตั๊ว
โรงเจฮะอี๊ตั๊ว
โรงเจฮะอี๊ตั๊ว
วันนี้ตรงกับเทศกาลกินเจ ของไหว้ในโรงเจจึงมีมากเป็นพิเศษ
โรงเจฮะอี๊ตั๊ว
จุดเด่นของ โรงเจฮะอี๊ตั๊ว คือมีภาพวาด 10 ขุมนรกของจีน ซึ่งนำมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ของแท้ นับเป็นศิลปะวัตถุโบราณล้ำค่าของชุมชนชาวคลองดำเนินสะดวก
สถาปัตยกรรมจีนอันละเอียดอ่อนและเปี่ยมสีสันของ โรงเจฮะอี๊ตั๊ว
บรรยากาศในช่วงเทศกาลกินเจที่ โรงเจฮะอี๊ตั๊ว
พลังศรัทธาหลั่งไหลสู่ โรงเจฮะอี๊ตั๊ว
เรื่องราวความน่าสนใจแห่งคลองดำเนินสะดวก และการสำรวจพื้นที่ของสมาคม TEATA ยังมีอีกมาก โปรดติดตามในตอน 2 ต่อไปนะครับ
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ TEATA เลขที่ 608/10 ชั้น 1 อาคารบี คอนโดเอสเปซ ถนนอโศก-ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10170 โทร. 0-2006-0770, 08-3250-9343
หรือติดต่อ คุณเล็ก สุภาวดี โทร. 09-9226-6146 แห่งเรือนแม่สุภา ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก คลองดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
Once in a Life Time, ล่องเรือ Hokkaido-Ibaraki Japan (Episode 3)
การเดินทางอันยาวนานกว่า 10 วัน ด้วยการเที่ยวเชื่อมโยงจากตอนเหนือของญี่ปุ่น จากฮอกไกโด (Hokkaido) ลงมายังภาคกลางที่จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) ของเรา เข้ามาสู่โค้งสุดท้ายแล้ว คราวนี้เป็นคิวของเมืองมรดกโลกอันเก่าแก่ ที่มีธรรมชาติและศิลปะวัฒนธรรมยิ่งใหญ่ งดงาม อลังการ นั่นคือ ‘นิกโก’ (Nikko) ในจังหวัดโทชิงิ ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวขึ้นมาทางเหนือเพียง 140 กิโลเมตรเท่านั้น
ในหนึ่งวันที่นิกโก้ เหมาะจะชวนกันไป Walking Tour ตามวัดและศาลเจ้าสำคัญต่างๆ ตั้งแต่ ศาลเจ้าโทโชกุ (สุสานของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสุ ผู้ยิ่งใหญ่), ศาลเจ้าฟุตะระซัง (หรือศาลเจ้าผูกดวง) และ ศาลเจ้ารินโนจิ ซึ่งมีความใหญ่โตอลังการ งดงามด้วยพุทธศิลป์ขั้นเอกอุเลยก็ว่าได้ โดยศาลเจ้าทั้ง 3 นี้ สามารถเดินเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างง่ายดาย
พระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ ในศาลเจ้ารินโนจิ
ทวารบาลตรงปากทางเข้าศาลเจ้า หน้าตาดุดันเคร่งขรึม!
ชาวญี่ปุ่นนิยมเขียนคำอธิษฐานของตน ใส่แผ่นไม้ฝากไว้ที่ศาลเจ้า (ส่วนใหญ่เป็นศาลเจ้าในลัทธิชินโต)
ก่อนเข้าศาลเจ้าต่างๆ อย่าลืม ล้างมือ ล้างหน้า ล้างปาก ให้สะอาด ด้วยน้ำใสบริสุทธิ์ที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

สะพานชินเคียว(Shinkyo Bridge) หรือสะพานศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่ตรงประตูทางเข้าศาลเจ้าและวัดในเมืองนิกโก เป็น 1 ใน 3 สะพานสวยที่สุดของปุ่น โครงสร้างสะพานที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1636 กระทั่งปี ค.ศ. 1973 จึงเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม โดยมีการซ่อมแซมมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ว่ากันว่าสะพานแห่งนี้จะสวยสุดในฤดูใบไม้ร่วง ที่ราวป่าโดยรอบผลัดใบเป็นสีเหลืองแดงสุดอลังการ!
เมื่อเดินเที่ยวศาลเจ้ามรดกโลกที่ยิ่งใหญ่งดงามในเมืองนิกโกกันมาตลอดวันแล้ว ก็ต้องไปเติมพลังเติมความสดชื่นกันที่ ร้าน Nikko Coffee ที่มีทั้งเครื่องดื่มและเค้กอร่อยๆ ให้ลองลิ้มชิมรสกันทุกวัน
กาแฟร้าน Nikko Coffee ใช้น้ำสะอาดจากธรรมชาติของเมืองนิกโกมาชงให้เราดื่มกันเลยนะครับ
ในวันถัดมา เราจัดให้เป็นคิวของการเที่ยวธรรมชาติ เข้าไปชื่นชมความงามของแมกไม้สายธารในอุทยานแห่งชาตินิกโก ชมน้ำตกสูงที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 แห่งของญี่ปุ่น คือ ‘น้ำตกคะงน’ (Kegon Falls) โดยน้ำตกแห่งนี้ไหลลงมาจากหน้าผาลาวาที่แตกตัวออก แยกเป็นน้ำตกน้อยใหญ่ 12 สายอย่างน่าชม
น้ำตกคะงน ในจุดสูงที่สุดนั้น สูงถึง 97 เมตร
น้ำตกคะงน เคยได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 8 ทิวทัศน์ที่แสดงถึงความเป็นประเทศญี่ปุ่นและวัฒนธรรมยุคโชวะที่ดีที่สุด
อีกหนึ่งน้ำตกแสนสวยสุดซึ้งในเมืองนิกโก คือ น้ำตกหัวมังกร หรือ น้ำตกริวซู (Ryuzu Waterfalls) ซึ่งเขาบอกว่าจะสวยสุดในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีตอนฤดูใบไม้ร่วงเช่นกัน ราวๆ ปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน
ความงามหยดย้อย ของน้ำตกริวซู ที่เมืองนิกโก
ในโซนรอบทะเลสาบซูเซนจิ (Lake Chuzenji) ของนิกโก ที่ไม่ห่างจากน้ำตกต่างๆ มากนัก ยังมีสถานที่น่าสนใจตั้งอยู่ริมทะเลสาบให้เข้าชม คือ ‘สวนอนุรักษ์สถานทูตอังกฤษ’ โดยจุดนี้คือบ้านพักเก่าของทูตอังกฤษ ที่เคยมาพำนักอยู่ในญี่ปุ่นสมัยเปิดประเทศใหม่ๆ ปัจจุบันภายในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง ที่มีการผสมผสานแนวตะวันตกกับญี่ปุ่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ภายในพิพิธภัณฑ์บ้านทูตอังกฤษ มองออกไปเห็นวิวทะเลสาบซูเซนจิ
นั่งเหม่อมองวิวทะเลสาบซูเซนจิในวันครึ้มๆ ก็สวยไปอีกแบบเนอะ
โบกมือลาเมืองนิกโก มุ่งหน้าสู่ เมืองอาชิคากะ (Ashikaga) พากันไปเที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญ คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า ‘Ashikaga Gakko’ เป็นมหาวิทยาลัยที่สอนตามแนวคิดลัทธิขงจื้อของจีน จริงๆ แล้วไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด เพียงแต่สันนิษฐานกันว่า สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 แล้ว และมีการบูรณะอย่างจริงจังเมื่อปี ค.ศ. 1432
อาคารเก่าของมหาวิทยาลัยท่านขงจื้อ แม้จะสร้างแบบญี่ปุ่น แต่ก็มีกลิ่นอายจีนเจือปนอยู่มิใช่น้อย
ภายในมหาวิทยาลัยท่านขงจื้อ มีวัตถุโบราณจำนวนมาก ที่สื่อถึงการเรียนการสอนเหล่าสานุศิษย์ในอดีต
มหาวิทยาลัยขงจื้อ
นั่งเล่นเพลินๆ ในมหาวิทยาลัยขงจื้อ
จากมหาวิทยาลัยขงจื้อ เราใช้เวลาช่วงสุดท้ายของวันก่อนแสงอาทิตย์จะลาลับไปกันที่สวนดอกไม้ ‘Ashikaga Flower Park’ เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตลอดปี โดยตลอดระยะเวลา 12 เดือน จะมีดอกไม้นับร้อยชนิดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้ชมอย่างตื่นตาตื่นใจ แต่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ดอกวิสทีเรีย (Wisteria)
สาวงามกับดอก Amethyst Sage สีม่วงสดใส ในช่วงเดือนตุลาคมที่อากาศเริ่มเยือกเย็นลงเรื่อยๆ
ดอกไม้สวย ก็ย่อมมีหมู่แมลงมาไต่ตอมดอมดม ดูดกินน้ำหวาน และช่วยผสมพันธุ์ดอกไม้ไปในตัวครับ
ร้านขายดอกไม้พันธุ์ไม้ที่ Ashikaga Flower Park
ชิมซอฟท์ครีม กลิ่น Amethyst Sage สุดยอด!
จังหวัดสุดท้ายในภาคกลางของญี่ปุ่น ที่เราได้ไปเยี่ยมเยือนในทริปนี้คือ จังหวัดกุนมะ (Gunma) เป็นจังหวัดที่มีผืนดินและน้ำท่าอุดม ธรรมชาติพิสุทธิ์ จึงปลูกพืชผลการเกษตรได้อย่างบริบูรณ์
ระหว่างทางที่ เมืองนูมาตะ (Numata) เราแวะพักรถพักคนกันที่ Denenplaza เป็นจุดแวะพักขนาดใหญ่ มีร้านอาหาร และร้านค้าสหกรณ์พืชผลการเกษตรนานาชนิดของแถบนี้ นำมาจำหน่ายกันในราคาไม่แพง
ได้ข่าวว่า ‘ข้าว’ ของเมืองนูมาตะมีความพิเศษ อร่อย เลยถือโอกาสลงไปเดินเล่นกันตามคันนา เก็บภาพน่ารักๆ ในยามฝนพรำไว้เป็นที่ระลึกสุดประทับใจ
นั่งรถจาก Deneplaza ไปไม่ไกล ก็ถึงหมุดหมายที่เราตั้งใจมาในวันนี้ คือ Harada Farm เป็นสวนผลไม้มีชื่อเสียง โดยเฉพาะในเรื่องแอปเปิลนับสิบสายพันธุ์ กับองุ่นไร้เมล็ด ที่ปลอดสารพิษ สามารถเก็บกินจากต้นได้เลย
ที่ Harada Farm มีกิจกรรมนั่งรถชมสวน และเปิดโอกาสให้เราลงไปเก็บแอปเปิลมาปอกกินกันได้ตามอัธยาศัย ส่วนใครจะเก็บกลับบ้าน เขาก็มีตะกร้าให้พร้อม ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงเลย
องุ่นไร้เมล็ดของ Harada Farm รสชาติหวานเจี๊ยบ เม็ดอวบอ้วน ฉ่ำน้ำ เปลือกบาง เนื้อหนานุ่ม เวลาเคี้ยวจะรู้สึกถึงความหวานหอมที่กลั้นอยู่ในปากได้ทันที!
อีกหนึ่งสถานที่ในเมืองนูมาตะซึ่งไม่ควรพลาดชมอย่างเด็ดขาด คือ ‘น้ำตกฟุคิวาเระ’ (Fukiware Falls) สุดยอดน้ำตกที่ได้รับฉายาว่า ‘ไนแองการ่าแห่งญี่ปุ่น’ (Niagara of Japan) เพราะมีรูปลักษณ์หน้าตาคล้ายกัน โดยน้ำตกแห่งนี้ กว้างกว่า 30 เมตร สูง 7 เมตร สายน้ำขนาดใหญ่ทิ้งตัวลงในหุบหินโค้งเว้าคล้ายแอ่ง เสียงดังสนั่นน้ำไหลแรงตลอดปี น่าตื่นตาตื่นใจมาก การเที่ยวชมทำได้วิธีเดียว คือเดินเลียบริมธารน้ำเข้าไป ต้องจอดรถยนต์ไว้ด้านนอก แต่ทางเดินก็สะดวกสบาย ไม่มีทางชันแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องระวังลื่นเท่านั้นเอง!
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ราวๆ ปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน รอบๆ น้ำตกฟุคิวาเระยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีได้สวยงามมากอีกด้วย
จากเมืองนูมาตะ เราบึ่งรถไปนอนพักค้างคืนกันใน Onsen Hotel สุดหรูที่ เมืองอิคาโฮะ (Ikaho) โดยน้ำแร่ร้อนธรรมชาติในแถบนี้มีธาตุเหล็กสูง ยุคอดีตเหล่าซามูไรที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ มีบาดแผล เมื่อลงแช่น้ำแร่ร้อนออนเซนที่นี่บ่อยๆ แผลก็จะสมานหายดีอย่างรวดเร็ว ซึ่งออนเซนแถบนี้มีประวัติย้อนไปได้ไม่ต่ำกว่า 1,400-1,600 ปี!
ในย่านดาวทาวน์ของเมืองอิคาโฮะ มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญซึ่งนักท่องเที่ยวไม่พลาดชมและเก็บภาพ คือ ‘สะพานหินอิคาโฮะ’ (Ikaho Stone Steps) ด้วยบันไดมากถึง 365 ขั้น ยาวกว่า 300 เมตร ขึ้นไปตามเนินเขาเตี้ยๆ สองฝั่งเป็นบ้านเรือนและร้านค้าน่าช้อปปิ้ง ด้านข้างบันไดหินมีท่อส่งน้ำแร่ร้อนธรรมชาติลงมาจากบนเขา ผันเข้าสู่ Onsen Hotel ต่างๆ อีกทั้งตามขั้นบันไดยังสลักคำกลอนเอาไว้ด้วย แหม ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ นะประเทศนี้!
ยามเช้าตรู่ในเมืองอิคาโฮะ แค่เปิดหน้าต่างห้องออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เย็นฉ่ำ ก็เห็นวิวทะเลหมอกและขุนเขาสลับซับซ้อนแบบนี้แล้ว อิจฉาตัวเองซะจริงๆ ฮาฮาฮา
จากเมืองอิคาโฮะ นั่งรถไปแค่ชั่วโมงเดียว สู่ เมืองทาคาซากิ (Takasaki) เมืองสุดท้ายก่อนโบกมืออำลาแดนอาทิตย์อุทัย วันนี้โชคดีตื่นเช้า เลยมาถึง ‘ศาลเจ้าฮารุนะ’ (Haruna Shrine) ยังไม่เก้าโมงเช้า เขาบอกว่าต้องใช้เวลาที่นี่อย่างต่ำ 2 ชั่วโมง ทีแรกงงๆ พอมาเห็นของจริงถึงรู้ว่า ต้องเดินขึ้นเขาไป 1 กิโลเมตร แต่ก็ไม่ลำบากยากเย็นอะไร เพราะสองข้างทางเป็นป่าใหญ่ร่มรื่นงดงาม อีกทั้งทางก็ไม่ได้ชันอะไรเลย
ทางเดินไปศาลเจ้าฮารุนะ สงบเงียบ เป็นธรรมชาติสุดๆ แค่นี้กายใจก็สงบแล้ว
ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้า ริมสองข้างทางเราจะพบ รูปปั้น 7 เซียน ซึ่งแต่ละองค์ก็เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านต่างๆ กัน เช่น ด้านความรัก, การแสดงและงานศิลปะ, ความอุดมสมบูรณ์, ความเจริญรุ่งเรือง, การชนะอุปสรรค์ทั้งปวง ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้วเซียนเหล่านี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อแบบจีนในสมัยโบราณ
ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้าฮารุนะ มีหอคอยโบราณลักษณะคล้ายเก๋งจีน และรูปปันเซียน (เทพ) ที่คนญี่ปุ่นเคารพนับถือ
ศาลเจ้าฮารุนะ มีความเก่าแก่กว่า 1,400 ปี มีคนมาเคารพสักการะมิได้ขาด
เหนือตัวศาลเจ้าฮารุนะขึ้นไป มีภูเขาหินลักษณะคล้ายพระพุทธรูปยืน ซึ่งสึกกร่อนไปตามกาลเวลา
ช่วงปลายเดือนตุลาคม ใบเมเปิลที่ศาลเจ้าฮารุนะเร่ิมผลัดใบเปลี่ยนสีแล้วจ้า
แสงเงางดงามยามเช้า ที่ศาลเจ้าฮารุนะ
การเขียนพู่กันแบบโบราณ ที่ศาลเจ้าฮารุนะ
เดินขึ้นเขาไปไหว้เจ้ากันจนหมดแรง เห็นทีต้องหาอูด้งขึ้นชื่อของเมือง Takasaki หม่ำซะแล้ว เขาบอกว่าร้าน Udon Chaya Mizusawa เป็นหนึ่งไม่เป็นรองใคร
กิจกรรมสุดท้ายในทริปนี้ ที่ถือว่าสร้างความสนุกและประทับใจ ได้ของฝากฝีมือตัวเองติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยก็คือ ‘การเพ้นท์สีตุ๊กตาไม้โคเคชิ’ ที่ Usaburo Kokeshi โรงงานผลิตตุ๊กตาไม้โคเคชิอันเก่าแก่ มีชื่อเสียง และผลิตส่งไปขายยังเมืองสำคัญๆ ทั่วญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่เกียวโตเมืองมรดกโลก
กิจกรรม DIY Art Therapy สุดสนุก เพ้นท์สีตุ๊กตาไม้โคเคชิตามจินตนาการของเราเอง ที่โรงงาน Usaburo Kokeshi
ได้เวลากลับบ้านแล้ว การเดินทางอันยาวนาน 10 วันจากฮอกไกโดลงมาถึงอิบารากิในทริปนี้ มอบประสบการณ์แปลกใหม่สุดพิเศษให้เรามากมาย มันมีแต่ช่วงเวลาน่าจดจำ กับเรื่องราวดีๆ ที่ผมอยากนำมาบอกเล่าต่อ
และหวังว่าสักวันหนึ่ง คุณคงจะได้ไปสัมผัสเส้นทางท่องเที่ยวสุดพิเศษนี้ ด้วยตัวคุณเองนะครับ บ้ายบาย…

Special Thanks : บริษัท Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd. สนับสนุนกล้อง Nikon D5 และสุดยอดอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพ
สนใจติดต่อ 195 อาคาร Empire Tower ชั้น 45 ถนน สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120 โทร. 0-2633-5100 / www.nikon.co.th
Once in a Life Time, ล่องเรือ Hokkaido-Ibaraki Japan (Episode 2)
ทริปล่องเรือเที่ยวเชื่อมโยงภาคเหนือของญี่ปุ่นลงมาสู่ภาคกลาง ตั้งแต่ เกาะฮอกไกโด (Hokkaid0) จนถึง จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) ของเรา ช่างเร็วเหมือนโกหก! เพราะกินเวลาแค่ 1 คืน กับอีกครึ่งวันเท่านั้น
ราวๆ บ่าย 2 โมง เราก็มาถึง ท่าเรือโอเอไร (Oarai) อิบารากิ และเมื่อขึ้นบกมาแล้วมองกลับไป จึงทำให้เราได้เห็นเรือ Sunflower Ferry ที่เราโดยสารมาอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก
ท่าเรือโอเอไร จังหวัดอิบารากิ
นั่งรถบัสจากท่าเรือโอเอไรมาแค่ไม่ถึง 10 นาที เราก็ถึงที่เที่ยวยอดฮิตแห่งแรกของเมืองนี้ คือ Mentai Park ซึ่งจริงๆ เจ้าเมนไตก็คือ ‘ไข่ปลาเฮอร์ริ่ง’ ที่มีอยู่ดาษดื่นในน่านน้ำเย็นแถบนี้นั่นเอง และชาวญี่ปุ่นก็ชื่นชอบการกินไข่ปลาเหล่านี้ซะเหลือเกิน โดยเฉพาะการเอาไปดองเกลือแล้วกินสดๆ กับข้าวสวยร้อนๆ

ภายใน Mentai Park นอกจากมีส่วนที่เป็น Museum เล็กๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับปลาเฮอร์ริ่งแล้ว ที่ขาดไม่ได้คือ Super Market ขนาดใหญ่ ให้ลูกค้าได้ช้อปปิ้งซื้อไข่ปลากลับบ้านกันอย่างจุใจ

ก่อนกลับอย่าลืมชิม ซอฟท์ครีมไข่ปลาเฮอร์ริ่ง ที่ไม่คาวเลยสักนิด ในเนื้อซอฟท์ครีมหอมหวานกำลังดี จะมีเม็ดไข่ปลาเล็กๆ เจือปนอยู่ ใช้ลิ้นปี้ในปากรู้สึกกรุบๆ อร่อยเป็นบ้าเลย!
จากโอเอไร นั่งรถยนต์ต่อไปอีกพักเดียว ก็ถึงที่เที่ยวสุดฮิตซึ่งทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทยรู้จักกันดี โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนต้องไม่พลาด นั่นคือ ‘สวน Hitachi Seaside Park’ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าใครพักอยู่ในโตเกียว จะมาเที่ยวที่นี่แบบ One Day Trip ก็ยังได้ และไฮไลท์ของสวนนี้ก็คือ ทุ่งดอกโคเคีย (Kochia) สีแดง ทอดไกลออกไปเป็นวิวสุด Amazing!
Hitachi Seaside Park
Hitachi Seaside Park
Hitachi Seaside Park
ถัดจากนั้น สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ไม่ควรพลาดชมด้วยประการทั้งปวง คือ ‘น้ำตก Fukuroda Waterfall’ ณ เมืองไดโกะ (Daigo) น้ำตกขนาดใหญ่ 4 ชั้น ซึ่งมีความงามต่างกันไป ถือเป็น 1 ใน 4 น้ำตก ที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว การเดินทางเข้าไปนั้น ช่วงแรกต้องเดินผ่านอุโมงค์ที่เจาะภูเขาไว้ จนไปทะลุถึงจุดชมวิวของน้ำตกแต่ละชั้นได้ งดงามมาก ดูเหมือนว่าแสงอ่อนโยนยามเช้าจะช่วยทำให้ถ่ายภาพได้แจ่มที่สุดแล้วล่ะ
Fukuroda Waterfall
จากเมืองไดโกะ เราเดินทางต่อไปยัง เมืองมิโตะ (Mito) เที่ยวชมสวนไคราคุดเอน (Kairakuen) สวนดอกบ๊วยนับพันต้นที่จะออกดอกพร้อมกันในฤดูร้อน ยามย่างเข้าฤดูหนาวเช่นนี้ สวนไคราคุเอนจึงมีสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนอกจากตัวสวนอันงดงามแล้ว ยังมีคฤหาสถ์ขนาดใหญ่สร้างแบบญี่ปุ่นโบราณ ให้เราเข้าไปชมด้วย
ไม่ห่างจากสวนไคราคุเอน เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเหล้าสาเกชั้นเยี่ยมของเมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ ชื่อ ‘โรงงาน Meirishurui’ ที่เปิดมาไม่ต่ำกว่าสามชั่วอายุคนแล้ว โรงงานแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก ผลิตเหล้าสาเกส่งขายทั่วญี่ปุ่น โดยใช้พันธุ์ข้าวท้องถิ่นชนิดพิเศษมาทำ มีเหล้าสาเกให้เลือกหลายดีกรีความแรงตามชอบใจลูกค้า รวมถึงวอดก้าด้วย
โรงงาน Meirishurui
โรงงาน Meirishurui
จากเมืองมิโตะเรานั่งรถไกลนิดนึงจนไปถึง เมืองสึคุบะ (Tsukuba) เพื่อขึ้นไปเที่ยวท่องธรรมชาติภูเขาสูงบน ภูเขาสึคุบะ แต่ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะจากลานจอดรถ ช่วงแรกเดินขึ้นเขาไปชิลชิลนิดเดียว จนถึงศาลเจ้าใหญ่ที่คนนิยมไปบนบานศาลกล่าวเรื่องความรัก สาวๆ หนุ่มๆ เลยตั้งใจขอกันยกใหญ่!
ศาลเจ้าอายุประมาณ 400 ปี บนภูเขาสึคุบะ
จากศาลเจ้าเดินขึ้นเขาต่อไปอีกแค่ราวๆ 10 นาที ก็ถึงจุดขึ้นรถเคเบิลคาร์ (จริงๆ มี Ropeway ให้เลือกด้วย) โดยรถขาขึ้นจะเป็นสีเขียว และรถขาลงจะเป็นสีแดง เพื่อสื่อถึงฤดูกาลที่ต่างกันบนภูเขานี้
จุดชมวิวบนยอดเขาสึคุบะ
จุดชมวิวบนยอดเขาสึคุบะ
จุดชมวิวบนยอดเขาสึคุบะ
จุดชมวิวบนยอดเขาสึคุบะ
จากจุดชมวิวยอดเขาสึคุบะ ถ้าเดินเข้าไปในแนวป่าเพียงไม่ถึง 50 เมตร เราก็จะพบกับ ‘ต้นไม้โบราณ’ หรือ Ancient Tree ที่มีอายุหลายร้อยปี ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าต้นสนยักษ์นี้คือ จุดรวมพลัง หรือ Power Spot ที่สำคัญบนยอดเขาสึคุบะ จึงมีผู้คนมาสัมผัสเพื่อขอพลังกันตลอดปี
เปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวป่าเที่ยวเขา มาไหว้พระกันบ้าง แต่ขอบอกว่าไม่ใช่พระธรรมดา แต่เป็นพระพุทธรูปปางยืนสูงอันดับ 3 ของโลก คือ พระใหญ่อุชิคุ ไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu) แห่งเมืองอุชิคุ นั่นเอง
พระใหญ่อุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu) ได้รับการบันทึกจากกินเนสบุ๊คเมื่อปี ค.ศ. 1995 ว่า เป็นพระพุทธรูปปางยืนหล่อจากทองสัมฤทธิ์ที่สูงที่สุดในโลก สูง 120 เมตร (ส่วนของรูปปั้นสูง 100 เมตร ส่วนฐานสูง 20 เมตร) พระพุทธรูปปางยืนองค์นี้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ถ้าเทียบระดับความยิ่งใหญ่กับพระพุทธรูปไดบุทสึที่จังหวัดนารา (สูง 14.98 เมตร) ก็จะมีขนาดเพียงฝ่ามือของพระใหญ่อุชิคุไดบุทสึเท่านั้น!
พระใหญ่อุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu) ในเงาสะท้อนกระจกสุดคลาสสิก
สวนดอกไม้แสนงามตามฤดูกาล ที่พระใหญ่อุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu)
นั่งรถจากจังหวัดอิบารากิไปทางตะวันตกไม่ไกล ในที่สุดเราก็ล่วงเข้าเขตจังหวัดน่าเที่ยวอีกแห่ง คือ จังหวัดโตชิกิ (Toshiki : บางคนออกเสียง ‘โทชิงิ’) โดยเราแวะพักเที่ยวกันที่ ‘สวนสัตว์ Nasu Oukoku’ อันแสนน่ารัก เปิดมากว่า 20 ปีแล้ว บางคนได้ยินคำว่าสวนสัตว์นึกไปถึงสัตว์ถูกขังกรง! แต่ขอบอกว่าไม่ใช่เลย เพราะมีสัตว์ส่วนหนึ่งออกเดินอย่างอิสระ และบางส่วนก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในสภาพแวดล้อมเหมาะสม
พระเอกของที่นี่คือ ‘ตัวคาปิบาร่า’ (Capybara) หรือ ‘หมูน้ำ’ จากทวีปอเมริกาใต้ แต่บางคนดูแล้วบอกว่าหน้าตามันเหมือน ‘หนูยักษ์’ มากกว่า ฮาฮาฮา
ตัวอัลปาก้ารับแขก กับหนูน้อยหน้าตาบ้องแบ๊ว ที่สวนสัตว์ Nasu Oukoku
โชว์แมวเหมียวโดดลอดห่วง ที่สวนสัตว์ Nasu Oukoku
น้องกระต่ายสุดน่ารัก ที่สวนสัตว์ Nasu Oukoku
ป่าดิบชื้นจำลอง พร้อมด้วยนกนานาชนิด ลิง มามัวเซท งูเหลือม ปลาปิรันย่า เต่า และอีกสารพัดสัตว์เมืองร้อนซึ่งญี่ปุ่นเขาไม่มี แต่สรรหาจากทั่วโลกมาให้เด็กๆ ได้ชมที่ สวนสัตว์ Nasu Oukoku
นกมาคอว์จากทวีปอเมริกาใต้ ที่ สวนสัตว์ Nasu Oukoku
ลิงมาร์โมเซท (Marmoset) หรือ ลิงจิ๋ว จากป่าดิบชื้นแถบอเมริกาใต้ ก็มีโชว์ตัวอยู่ที่ สวนสัตว์ Nasu Oukoku เป็นฝูงใหญ่เลย
การเดินทางทริปนี้ยังไม่จบนะครับ ยังมี ตอน 3 ให้ติดตามกันต่อไป แล้วพบกันใหม่คร้าบ
Special Thanks : บริษัท Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd. สนับสนุนกล้อง Nikon D5 และสุดยอดอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพ
สนใจติดต่อ 195 อาคาร Empire Tower ชั้น 45 ถนน สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120 โทร. 0-2633-5100 / www.nikon.co.th
Once in a Life Time, ล่องเรือ Hokkaido-Ibaraki Japan (Episode 1)
ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เราคนไทยชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะเป็นดินแดนอันหลากหลาย เปี่ยมเสน่ห์ อาหารอร่อย ช้อปปิ้งสนุก วิวก็สวย แถมยังเดินทางเองได้ง่ายด้วย ทว่าสำหรับคนที่ไปญี่ปุ่นจนปรุแล้ว กำลังค้นหาประสกบการณ์ใหม่ให้ชีวิต ทริปนี้เราขอแนะนำเรื่องยาว 3 ตอน กับการเที่ยวเชื่อมโยงภาคเหนือลงสู่ภาคกลางของแดนปลาดิบ เริ่มต้นที่ เมืองโทมาโกะไม (Tomakomai) บนเกาะฮอกไกโด (Hokkaido) จากนั้นล่องเรือสำราญ 1 คืน ลงไปสู่ เมืองโอเอไร (Oarai) ในจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) แล้วเที่ยวต่อไปในหลากหลายเมือง หลากรสชาติ ขอบอกเลยว่าทริปนี้มีอย่างต่ำ 10 วัน
Hakonebokujo Farm
จากไทยเราบินตรงไปลงที่สนามบิน New Chitose International Airport บนเกาะฮอกไกโด เกาะที่อยู่ตอนเหนือสุดของญี่ปุ่น เกาะที่มีรูปร่างคล้ายกระเบนราหูกำลังเริงร่าว่ายน้ำกางครีบอย่างสง่างาม ช่วงที่เราไปถึง เป็นต้นฤดูใบไม้ร่วงพอดี อากาศจึงเริ่มเย็นสบาย และใบไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว โดยสถานที่แรกในการลั้นลาพาเที่ยวครั้งนี้คือ Hakonebokujo Farm เมือง Chitose มีกิจกรรมรีดนมวัว, นั่งรถชมฟาร์ม, ทำคาราเมล และอื่นๆ อีกเพียบ
Hakonebokujo Farm
Hakonebokujo Farm
Hakonebokujo Farm
Hakonebokujo Farm
รีดนมวัวกันเสร็จแล้ว ก็ไปพายเรือแคนนูระยะทางชิลๆ 2.1 กิโลเมตร ใน แม่น้ำบิบิ (Bibi River) ที่มีธรรมชาติสองฝั่งเป็นป่าไม้เขียวสดเย็นตา แถมยังมีนกน้ำหลายสิบชนิดออกมาโชว์ตัวให้ดูด้วย
นกกระสานวล ที่ Bibi River, Hokkaido
ที่ฮอกไกโด เราต้องนอนค้างคืนที่ เมืองโทมาโกะไม (Tomakomai) เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตกระดาษและกระดาษทิชชู โดยมีโรงงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมทะเล และเมืองนี้นี่เอง คือจุดเริ่มต้นของการลงเรือสำราญ ชื่อ Sunflower Ferry ลงไปสู่ภาคกลางของแดนปลาดิบต่อไป
ใครชอบช้อปปิ้ง เมืองโทมาโกะไม มีห้างใหญ่คือ Mega Donkey (หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า ดองกี้ หรือ ดอนกิโยเต้) มันคือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเดินอย่างน้อยก็ 3-4 ชั่งโมง อย่างสนุกสนาน และสำหรับคนไทย สิ่งที่นิยมซื้อนอกจากเครื่องสำอางแล้ว ขนมญี่ปุ่นรสวาซาบิต่างๆ ก็เป็นที่ชื่นชอบซะเหลือเกิน!
แนะนำว่า ที่โทมาโกะไม ให้ตื่นเช้าๆ ไปที่ท่าเรือ Sea Station Market เขามีร้านอาหารข้าวหน้าทะเลไคเซนด้งสดๆ จากทะเล รอให้ไปชิม ร้านนี้ชื่อ Marutoma Cafeteria เป็นร้านเล็กๆ ที่คนดังทั่วญี่ปุ่นต้องการชิม! โดยเฉพาะเมนู หอยปีกนก ซึ่งถือเป็น Signature Menu ของร้านล่ะครับ
เมนูหอยปีกนก ร้าน Marutoma Caferteria
ข้าวไคเซนด้งหน้าทะเลรวม ร้าน Marutama Cafeteria น่าหม่ำจริงๆ เนอะ
จากร้าน Marutoma Cafeterai เดินข้ามถนนมานิดเดียว ก็ถึง Seafood Market ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะมีท่าเรืออยู่ใกล้ๆ นี่เอง จึงมีของทะเลสดๆ ให้ชิมกันทุกวัน ตลาดนี้ชื่อ Umi no Eki Furatto Minato (หรือ Sea Station Plat Seaport Market) โดยที่นี่ก็ยังมีส่วนของร้านอาหารให้นั่งชิม และมีแผงขายผลไม้นานาชนิดด้วย
ท่าเรือใกล้ร้าน Marutoma Cafeteria
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจในเมืองโทมาโกะไมก็คือ จุดชมวิวสวน Midorikaoka ซึ่งเขามีหอชมวิวให้ขึ้นลิฟท์ไปดูวิวได้จากมุมสูงปรี๊ด จะมองเห็นสวน ผืนป่า ทิวเขา บ้านเรือน และท่าเรือได้อย่างชัดเจน
จุดชมวิวสวน Midorikaoka
ด้านข้างจุดชมวิว สวน Midorikaoka มีกวางธรรมชาติเดินดุ่มๆ หากินไปมาอยู่อย่างไม่กลัวคน เพราะไม่มีใครคิดจะไปทำร้ายมัน เป็นธรรมชาติสุดๆ!
นอกจากการเที่ยวชมธรรมชาติแล้ว ในเมืองโทมาโกะไมยังมีพิพิธภัณฑ์น่าสนใจ (แบบที่หาไม่ได้ในเมืองไทย) ให้ชมกันอีกหลายแห่ง อาทิ Tomakomai City Museum จัดแสดงเรื่องราวของธรรมชาติวิทยา รวมถึงชนเผ่าไอนุ ที่เป็นชนเผ่าดั้งเดิมผู้อาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดแห่งนี้ และเหลือเชื่อว่า ที่ฮอกไกโดเมื่อหลายล้านปีก่อน ก็มีช้างแมมมอธอาศัยอยู่ด้วย!
Tomakomai City Museum
Tomakomai City Museum
Tomakomai City Museum
Tomakomai City Museum
อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ห้ามพลาดชมเด็ดขาดคือ Tomakomai Science Center ซึ่งมีการนำเอาโมดุลส่วนหนึ่งสถานีอวกาศเมียร์ ของสหภาพโซเวียต มาจัดแสดงไว้เพื่อให้ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจกับผู้คน อีกทั้งบอกเล่าเรื่องราวของนักบินอวกาศญี่ปุ่น 14 คน ที่เคยขึ้นไปท่องอวกาศ ถ้าคุณอยากรู้ว่าส้วมของนักบินอวกาศเป็นอย่างไร? ต้องมาที่นี่ครับ ฮาฮาฮา
สำหรับคนที่ต้องการมาเที่ยวแบบชิลๆ พักผ่อนสบายๆ ไม่ต้องการมีกิจกรรมหนักๆ อะไรมากมายในเมืองโทมาโกะไม ขอแนะนำให้ไปที่ Northern Horse Park รับรองคุณจะยิ้มจนแก้มตุ่ย และอยู่ที่นี่ได้เป็นวันๆ
Northern Horse Park
Northern Horse Park
Northern Horse Park
Northern Horse Park
Northern Horse Park
ศูนย์คุ้มครองสัตว์ป่าทะเลสาบอูโตไน (Utonai) เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ บ้านของนกน้ำนับร้อยชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ จนได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) หรือพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีความสำคัญระดับโลก ใครชอบดูนก ถ่ายภาพนก มาเที่ยวที่นี่ไม่ผิดหวังครับ โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะมีนกอพยพมาเพิ่มเติมอีกเพียบ นอกจากนี้ เขายังเป็นศูนย์พักรักษานกป่วย นกบาดเจ็บด้วย
ศูนย์คุ้มครองสัตว์ป่าทะเลสาบอูโตไน (Utonai)
ศูนย์คุ้มครองสัตว์ป่าทะเลสาบอูโตไน (Utonai)
ศูนย์คุ้มครองสัตว์ป่าทะเลสาบอูโตไน (Utonai)
ศูนย์คุ้มครองสัตว์ป่าทะเลสาบอูโตไน (Utonai)
ศูนย์คุ้มครองสัตว์ป่าทะเลสาบอูโตไน (Utonai)
และแล้ว เมื่อตระเวนเที่ยวเมือง Chitose กับ Tomakomai บนเกาะฮอกไกโดกันมาจนอิ่มหนำสำราญใจแล้ว ในเวลาเย็นย่ำ เราก็รีบบึ่งรถมาที่ท่าเรือ Tomakomai เพื่อลงเรือสำราญ Sunflower Ferry มุ่งหน้าลงใต้สู่ท่าเรือเมืองโอเอไร (Oarai) ในจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) ที่ถือเป็นการเดินทางแนวใหม่ กับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายบนเรือเดินสมุทรสุดเจ๋งลำนี้
ก่อนขึ้นเรือก็ต้องมีการ Scan บัตรโดยสารกันก่อนตามระเบียบ
ภายในเรือ Sunflower Ferry ตกแต่งอย่างหรูเรียบตามสไตล์ Minimal แบบญี่ปุ่น ทว่าสะดวกสบาย และดูโอโถงเอาการใช่ได้เลย
ห้องอาหารบนเรือ Sunflower Ferry ทุกมื้อเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ โดยเราจะกินอาหารบนเรือ 3 มื้อด้วยกัน คือมื้อเย็นวันแรกตอนลงเรือ, มื้อเช้า และมื้อเที่ยงก่อนถึงท่าเรือเมืองโอเอไร
ห้องนอนอันแสนสุขสบายและกว้างขวางบนเรือ Sunflower Ferry ถ้าเปิดประตูออกไปด้านนอก จะมีระเบียงชมวิวพร้อมเก้าอี้ให้นอนเอกเขนก 2 ตัว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชวนคนรักไปพบประสบการณ์พิเศษร่วมกัน
มุมสนุกๆ บนเรือ Sunflower Ferry
กิจกรรมสุดฮิตอย่างหนึ่งบนเรือ Sunflower Ferry คือ การตื่นเช้ามาชมพระอาทิตย์ขึ้นกลางมหาสมุทร รับรองว่าวันนี้ คุณจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในโลกจริงๆ เพราะว่ากันว่า ญี่ปุ่นคือประเทศแรกในโลกที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น จนได้ฉายาว่า ‘ลูกพระอาทิตย์’ ไงล่ะครับ
เมื่อใกล้เมืองโอเอไรเข้าไป ก็จะเริ่มเห็นนกนางนวลตัวใหญ่บินฉวัดเฉวียนเล่นลมเข้ามาใกล้เรือเฟอร์รี่ของเรา
ถามว่าอยู่บนเรือ Sunflower Ferry มีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง? ขอบอกว่าจริงๆ แล้วการเที่ยวล่องเรือแบบนี้เป็นการมาพักผ่อนช๊าตแบตให้ร่างกาย เขาจึงไม่ได้จัดกิจกรรมอะไรไว้ให้เยอะนัก ที่ถือว่าเจ๋งสุด คือการแต่งชุดญี่ปุ่นมานั่งเพนท์ตุ๊กตาดารูมะ โดยวาดตาไว้แค่ข้างเดียวก่อน แล้วอธิษฐานสิ่งที่เราอยากได้หรืออยากให้เป็น จากนั้นถ้าคำอธิษฐานเป็นจริง ค่อยเติมตาอีกข้าง
เรือของเราแล่นใกล้เข้าเทียบท่าเมืองโอเอไรแล้ว โปรดติดตามตอน 2 ต่อไปนะครับ รับรองมีสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่ในจังหวัด Ibaraki ให้ชมอีกเพียบเลย

Special Thanks : บริษัท Nikon Sales (Thailand) Co., Ltd. สนับสนุนกล้อง Nikon D5 และสุดยอดอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพ
สนใจติดต่อ 195 อาคาร Empire Tower ชั้น 45 ถนน สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120 โทร. 0-2633-5100 / www.nikon.co.th
Top Thai Wellnees เที่ยวสุขภาพดีทั่วไทย ไปกับเถอะ!
1. อำเภอคลองท่อม Spa Town จ.กระบี่ ชวนกันไปแช่น้ำพุธรรมชาติ ในแหล่ง Big 3 ประกอบด้วย สระมรกต (ตำบลคลองท่อมเหนือ), น้ำตกร้อน (ตำบลคลองท่อมเหนือ) และ น้ำพุร้อนเค็ม (ตำบลห้วยนำ้ขาว) โดยสระมรกตนั้นเป็นแหล่งน้ำพุเย็นใสแจ๋ว อยู่ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม แหล่งอาศัยเดียวบนโลกนี้ของนกแต้วแล้วท้องดำ ส่วนน้ำตกร้อน (หรือนำ้ตกร้อนสะพานยูง) จริงๆ เป็นน้ำตกที่กำลังอุ่นสบาย อุณหภูมิน้ำอยู่ระหว่าง 35-40 องศาเซลเซียส แวดล้อมด้วยป่าไม้ร่มรื่น อาบแช่แล้วสดชื่นผ่อนคลายดีจริง และสุดท้ายคือ น้ำพุร้อนเค็ม เป็นนำ้พุร้อนธรรมชาติสุดพิเศษ เพราะเป็นน้ำเกลือร้อน ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง รักษาโรคผิวหนัง โรคไขข้อ อัมพฤกษ์อัมพาตได้ด้วย

2. เกาะพะงัน กับฉายา ‘Best Yoka Island in Thailand’ เติบโตจากเกาะที่มีแต่วิถีประมงพื้นบ้านและความน่ารักของผู้คน จนกลายเป็นเกาะชื่อกระฉ่อนโลกเรื่อง Full Moon Party ที่หาดริ้น จนวันนี้พะงันได้เดินมาสู่อีกบทบาทหนึ่งในแง่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กับการมีสถานสอนโยคะ และโยคะบำบัดนับสิบแห่ง จึงมีคนจากทั่วโลกและทั่วไปไทยไปอยู่ไปเรียนกันแบบ Long Stay เลยล่ะ
3. นอนห่มทราย ฟังเสียงคลื่นและสายลม ที่หาดไม้ขาว เกาะภูเก็ต ขอบอกเลยว่าภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงเกาะที่มีแต่หาดทรายให้ฝรั่งไปนอนอาบแดดกันเท่านั้นนะจ๊ะ วันนี้ที่หาดไม้ขาวเขามีกิจกรรมน่ารัก คือ ‘การนอนห่มทราย’ เพื่อรักษาสุขภาพ เป็นทรายธรรมชาติจริงๆ เลยล่ะ ขุดหลุมตื้นๆ ลงไปนอนแช่ตัวราวๆ 10-20 นาที ให้ความอุ่นของทราย และน้ำเกลือในทราย แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ถือเป็นธรรมชาติบำบัดที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่องอีกด้วยจ้า

4. สุดยอดสปาเกลืออีสาน กุญณภัทรสปา อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ไม่น่าเชื่อเลยว่าใต้ผืนดินลึกลงไปของอีสาน จะมีชั้นเกลือและน้ำเกลืออยู่ด้วย บ่งชี้ว่าในครั้งบรรพกาล พื้นที่แถบนี้เคยจมอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ปัจจุบันที่อุดรธานีจึงมีการทำนาเหลือสินเธาว์กันมาก เขาเลยเกิดหัวคิด นำเกล็ดเกลือคุณภาพเยี่ยมนั้นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สปานานาชนิด รวมทั้งมีกิจกรรมอาบน้ำเกลือ, แช่เท้าด้วยนำ้เกลือ, ขัดหน้า ขัดตัว สปาเกลือ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการสวยใสด้วยธรรมชาติล่ะจ้า
5. นวดตอกเส้นล้านนา ภูมิปัญญาจากอดีตสู่ปัจจุบัน จ.เชียงใหม่ ถ้าวัดโพธิ์ที่กรุงเทพฯ คือสุดยอดการนวดแผนไทยแบบภาคกลาง ขอบอกเลยว่า ‘การนวดตอกเส้น’ ของล้านนา ก็เป็นภูมิปัญญากว่า 200 ปี ที่เขาสืบทอดกันไว้ได้ เหมาะสำหรับคนขี้เมื่อย ที่มักจะเมื่อยในบริเวณซึ่งเส้นอาจอยู่ลึก ใช้วิธีนวดมือไม่หาย เขาจึงใช้งาช้างหรือไม้ มาทำเป็นลิ่มเล็กๆ ตอกลงไปเบาๆ ตามจุดตามเส้นที่หมอร่ำเรียนมา สุดยอด!
6. วัดโพธิ์ สุดยอดการนวดไทยภาคกลาง กรุงเทพฯ นอกจากวัดโพธิ์จะเป็นที่ประดิษฐานของพระนอนขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แล้ว ยังถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยามอีกด้วย เพราะในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ได้มีการรวบรวมตำรานวดเส้นกดจุดต่างๆ มาจารึกไว้บนแผ่นศิลาติดไว้ตามฝาระเบียงคตรอบพระอุโบสถ ให้คนทั่วไปได้ศึกษาอย่างอิสระ สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ วัดโพธิ์ยังเป็นโรงเรียนนวด และมีสถาบำบัด ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปนอนนวดผ่อนคลาย หรือแก้อาการเส้นจม ปวดเมื่อยกันด้วย ค่าใช้จ่ายก็ถูกมากอีกด้วยนะ
7. บ่อน้ำพุร้อนเทพพนม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เที่ยวภาคเหนือครั้งต่อไป ถ้าคุณกำลังเดินทางอยู่บนถนนสายเชียงใหม่-แม่แจ่ม เมื่อเลยออบหลวงมานิดนึง อย่าลืมมองทางซ้าย จะพบ ‘บ่อน้ำพุร้อนเทพหนม’ แหล่งนำ้พุร้อนธรรมชาติ ที่มีอุณหภูมิสูงจนต้มไข่ได้สุก! แนะนำให้จอดรถเข้าไปพักผ่อน เขามีห้องส่วนตัวแยกหญิงชายให้อาบแช่ผ่อนคลาย โดยปรับลดอุณหภูมิน้ำจนเหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือจะเดินไปดูตรงบ่อต้นกำเนิดที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ก็จะได้กลิ่นกำมะถันอ่อนๆ นั่นล่ะ เปรียบเสมือนของขวัญจากธรรมชาติ
8. บ่อนำ้พุร้อนแจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ชวนกันไปเที่ยวหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสุดชิลที่สุดของภาคเหนือ กับบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่หลายบ่อ ผุดขึ้นจากใต้พิภพ พร้อมควันกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดเจนที่สุดยามเช้าตรู่เมื่อไอร้อนลอยขึ้นมาปะทะกับอากาศเย็นฉ่ำ ที่นี่เขามีบ่อกลางแจ้ง และห้องหับเป็นส่วนตัวแยกหญิงชายอย่างดี พร้อมมีชุดมีผ้าให้ผลัดอาบ ถือเป็นการลงแช่น้ำแร่ร้อนที่ทำให้สุขภาพกายใจดีเยี่ยม ท่ามกลางธรรมชาติพิสุทธิ์ ของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
9. สปามะพร้าว เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกาะสมุยมิได้เป็นเพียงเกาะที่มีต้นมะพร้าวเยอะที่สุดในเมืองไทย และมีเจ้าจ๋อ (ลิงกัง) ที่เขาฝึกให้ปีนเก็บลูกมะพร้าวได้อย่างช่ำชองเชี่ยวชาญเท่านั้น ทว่ายังเป็นเกาะที่มี Package สุดพิเศษ กับ ‘Spa มะพร้าว’ ทั้งการใช้มะพร้าวขูดและน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น นวดไล้ไปมาตามร่างกาย ซึ่งคุณสมบัติของมะพร้าวนอกจากจะทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้านแล้ว ยังช่วยชะลอวัย ขับสารพิษ เหมือนการให้อาหารกับเซลล์ร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม!
10. สุดยอด Fish Spa ภาคใต้ สวนตาสรรค์ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช แน่ใจว่าในช่วง 5-10 ปีผ่านมา เราคงจะคุ้นตากันบ้าง กับสปาปลาที่เปิดบริการกันทั่วไทย โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนกันเยอะๆ แต่ส่วนมากที่เห็นจะเป็นฝูงปลาในตู้กระจก ซึ่งหลายคนปฏิเสธไม่ยอมใช้บริการ เพราะไม่แน่ใจในเรื่องความสะอาด มาวันนี้เราจึงขอแนะนำ ‘สวนตาสรรค์’ แห่งอำเภอขนอน จ.นครศรีธรรมราช แหล่งสปาปลาในธรรมชาติที่ Perfect และเรียบง่ายที่สุด ทว่าทำให้เราพักผ่อนกายใจได้เกินร้อย เพราะตั้งอยู่ในลำคลองธรมชาติ ที่มีฝูงปลาขี้ขมแหวกว่ายในน้ำใสแจ๋วสีมรกตเย็นฉ่ำ มาช่วยตอดเท้า ช่วยผลัดเซลล์เก่าของเรา ให้เกิดเซลล์ใหม่ จนหลายคนบอกว่า ทำสปาปลาเสร็จแล้ว เท้าใสกว่าหน้าซะอีก ฮาฮาฮา!
11. ภูโคลน จ.แม่ฮ่องสอน แหล่งโคลนสุขภาพ หรือ Clay Spa ที่พบเพียงไม่กี่แห่งในโลก มีคุณสมบัติพิเศษช่วยดูดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่องเต่งตึง ที่นี่เขามีบ่อแช่เท้าในน้ำแร่ธรรมชาติ รวมถึงบริการพอกโคลนทั้งตัว พอกหน้า รวมถึงบริการนวดครบสูตร

12. ระนองเมืองน้ำพุร้อน ต้นตำรับ Hot Spring ปักษ์ใต้ ชวนกันไปเที่ยวเมืองฝนแปดแดดสี่ระนอง ที่ ‘บ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์’ ชมบ่อพ่อ บ่อแม่ บ่อลูก พร้อมบ่อแช่เท้า สระว่ายน้ำ รวมถึงบริการสปาระดับมาตรฐานที่โด่งดังไปทั่วประเทศ จากนั้นไปต่อกันที่ ‘บ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง’ ซึ่งอยู่ใกล้กัน ลักษณะเป็นบ่อน้ำพุร้อนตั้งอยู่ในป่าธรรมชาติ อาบแช่แล้วรู้สึกสดชื่นมากจริงๆ








