สธทท. ประชุมสัญจร 2565 ผลักดันนครปฐม “เมืองหลวงแห่งคาเฟ่”

เมื่อวันที่ 5-6 ตุลาคม 2565 สมาคมส่งเสริมธุริกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) หรือ TTPA ได้จัดประชุมสัญจร พร้อมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม เพื่อประชุมสรุปรายงานการทำงานในปีที่ผ่านมา พร้อมขับเคลื่อนนโยบายปีงบประมาณ 2566ให้สมาชิกพบปะผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว โดยลงพื้นที่สำรวจสินค้าและบริการ นำองค์ความรู้ต่างๆ ไปแนะนำ ส่งเสริม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการทำการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน และกระจายรายได้สู่จังหวัดนครปฐม ด้วยแนวคิดใหม่ “นครปฐมเมืองหลวงแห่งคาเฟ่” เพราะในจังหวัดนครปฐมมีคาเฟ่อยู่กว่า 300-400 แห่งในการประชุมสัญจรครั้งนี้ ณ ฟ้าใส รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม มี คุณอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) เป็นประธาน พร้อมด้วย คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย, คุณปิยพัชร์ วงศ์โดยหวัง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานราชบุรี, นายประสิทธิ์ ปิ่มบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครปฐม, คุณวรินทร ทองพูน ประธานที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย, คุณศุภสินี ชื่นคำ ประธานชมรมคาเฟ่และร้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม ร่วมพบปะพูดคุยอย่างอบอุ่นด้วยระยะทางใกล้กรุงเทพฯ ประกอบกับมีถนนหนทางสะดวกต่อการเดินทางระยะสั้นๆ ทำให้นครปฐมเกิดมีคาเฟ่และร้านอาหารอยู่มากกว่า 300-400 แห่ง อย่างที่ DOD Cafe & Bistro อำเภอสามพราน เป็นคาเฟ่เก๋ไก๋ ที่เนรมิตขึ้นด้วยสถาปัตยกรรม Modern ผสานการจัดแต่งสวนอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายการเสิร์ฟวิวป่าฝนเขตร้อน เคล้ากาแฟและอาหารอร่อยๆ มากมายLandmark ซุ้มประตูสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ และบรรยากาศร้านกาแฟในป่าฝนเขตร้อนอันชุ่มฉ่ำเย็นตาเย็นใจของ DOD Cafe & Bistroกาแฟอร่อยๆ หอมกรุ่น คั่วหลายเกรดมีให้ดื่มด่ำกันที่ DOD Cafe & Bistroไก่อบโอ่งสูตรพิเศษเนื้อนุ่มหนังกรอบของ DOD Cafe & Bistroบรรยากาศน่านั่งพักผ่อนในวันสบายๆ บนชั้น 2 ของ DOD Cafe & Bistro
DOD Cafe & Bistro อำเภอสามพราน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00-19.00 น. โทร. 08-7327-9983ร้าน Bubble in the Forest อำเภอสามพราน เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ยอดนิยมของจังหวัดนครปฐม เด่นด้วยการจัดแลนด์สเคปแบบซุ้มที่นั่งรอบทะเลสาบจำลองสีเขียวอมฟ้าเทอร์ควอยต์ คล้ายยกทะเลมันดีฟส์มาไว้ที่นี่Bubble in the Forest อำเภอสามพรานเครื่องดื่มหลากหลาย เสิร์ฟพร้อมวิวทะเลสาบสีเทอร์ควอยต์สวยๆ ที่ Bubble in the Forest
อาหารอร่อยหน้าตาดูดีที่ Bubble in the Forest

ร้าน Bubble in the Forest อำเภอสามพราน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โทร. 06-5727-6888 ร้าน Chill@Donwai อำเภอสามพราน ร้านค่าเฟ่บรรยากาศดีน่ารักน่านั่ง อยู่ติดแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำนครชัยศรี) เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-20.00 น. โทร. 09-9296-2886
เครื่องดื่ม ขนม และอาหารหลากหลายที่ Chill@Donwai โดยเฉพาะปาท่องโก๋ทอดหน้าหมู (ภาพกลาง)
อาหาร Signature ของ ร้าน Chill@Donwai อย่างหนึ่งที่ห้ามพลาด คือ ยำเนื้อมะพร้าวอ่อน โดยนำมะพร้าวที่มีมากในท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเมนูแสนอร่อยร้าน Chill@Donwaiในการประชุมสัญจรครั้งนี้ ยังมีการเข้าร่วมกิจกรรม Table Top Sale ของชมรมคาเฟ่และร้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยว จังหวัดนครปฐม ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น ทว่ามีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 30 ราย กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่ฟ้าใส รีสอร์ท เพื่อให้ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจนำเที่ยว และหน่วยงานด้านท่องเที่ยวต่างๆ พบปะแลกเปลี่ยนพูดคุย ผสานประโยชน์ความร่วมมือกัน มีกิจกรรม B2B ต่อยอดทั้งด้าน Demand Side และ Supply Side ภายใต้แนวคิด “นครปฐมเมืองหลวงแห่งคาเฟ่”
การประชุมสัญจร ณ ฟ้าใส รีสอร์ท ของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม 2556 ในการประชุมครั้งนี้ คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจกท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า “การมาประชุมสัญจร พร้อมสำรวจพื้นที่ท่องเที่ยว ณ ฟ้าใส รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม เราได้มาสรุปผลงานที่ผ่านมาว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้ว และจะทำอะไรต่อไปในปีหน้า ที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น โครงการนำร่อง “หรอยแรง แหล่งใต้ บินตรงเบตง” กับสายการบินนกแอร์ นำนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กว่า 2,000 คน และจะทำโครงการดังกล่าวต่อไปร่วมกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ส่วนกิจกรรมในภูมิภาคทั่วประเทศ ก็ได้มอบหมายให้รองประธานภูมิภาคทุกภาคนำไปขับเคลื่อน เช่น “โครงการเที่ยวไทย 5 ภาค กับ สธทท.” ภาคตะวันออกมีโครงการ “More Fun Feel Fin” นอกจากนี้ท่านเลขาธิการ สธทท. ยังได้ทำโครงการ “รถทัวร์เที่ยวไทย” พานักท่องเที่ยวเดินทางด้วยรถทัวร์ที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน และในปีงบประมาณ 2566 เราได้ของบประมาณไปทางรัฐบาล 98 ล้านบาท กับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางทั่วประเทศ 100,000 คน”คุณอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย  กล่าวเปิดการประชุมสัญจร ณ ฟ้าใส รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม
คุณปิยพัชร์ วงศ์โดยหวัง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานราชบุรี (ดูแลจังหวัดนครปฐม) กล่าว่า “ในปีงบประมาณ 2566 นี้ เรามีโครงการ 6 โครงการ เน้นสร้าง 4 พลังบวก คือ พลังบวกด้านสายศรัทธา เที่ยวัดกราบพระเจิอาจารย์ชื่อดัง, พลังบวกด้านสุขภาพกายและอาหาร เนื่องด้วยจังหวัดนครปฐมมีคาเฟ่อยู่กว่า 300-400 ร้าน, พลังบวกด้านชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ และสุดท้ายคือ พลังบวกด้านธรรมชาติ เช่น ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี นอกจากนี้จะเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยคอนเซปต์ “ล้อรางเรือ” ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางแบบไปกลับจำนวนมาก ส่วนใหญ่ขับรถยนต์มาเอง (ล้อ) เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดบนที่มีคุณภาพ และผลักดันแนวคิด “นครปฐมเมืองหลวงแห่งคาเฟ่” ก็จะยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น ส่วนการเดินทางด้วยรถไฟ (ราง) ก็มีวิ่งมาทุกวัน วันละ 5-6 รอบ จะลงที่สถานีสุดปลายทางนครปฐม หรือลงที่สถานีงิ้วราย เพื่อลงเรือเที่ยวแม่น้ำนครชัยศรี (แม่น้ำท่าจีน) ต่อก็ได้ มีเส้นทางล่องเรือเที่ยวต่อไปตลาดดอนหวายในระยะทางไม่ไกล”คุณประสิทธิ์ ปิ่มบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า “ในปีหน้าสำนักงานฯ มีงบประมาณ 10 กว่าล้านบาท ที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนครปฐม โดยสิ่งที่เราทำอย่างหนึ่ง คือการพัฒนาบุคลากรด้านท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจะสร้างมาตรฐานการท่องเที่ยว ยกระดับสินค้าและบริการ เราได้ดำเนินงานร่วมกับ ททท. ในหลายเรื่องของ SHA และ SHA Plus ด้วย เราจะเติมเต็มในด้าน Sport Tourism เพราะนครปฐมมีสนามกอล์ฟที่ได้มาตรฐานหลายแห่ง  และอีกเรื่องที่จะเน้นส่งเสริม คือการท่องเที่ยวชุมชน เพราะมีตลาดเก่าตลาดโบราณอยู่มากมาย”
ในการประชุมสัญจรครั้งนี้ที่ปรึกษาด้านต่างๆ ของสมาคม สธทท. ได้ผลัดกันขึ้นมาปาฐกฐาพิเศษ ให้ความรู้ด้านการท่องเที่ยวกันอย่างเต็มที่ อาทิ คุณมานิตย์ บุญฉิม ที่ปรึกษาด้านการตลาด นำเสนอ ทิศทางการท่องเที่ยวในประเทศหลังวิกฤตโควิต 2019, ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ ประธานฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคกลาง นำเสนอเรื่อง โครงการเที่ยวไทย 5 ภาคกับ สธทท., คุณพูลผล แพทอง ที่ปรึกษาด้านสื่อสารองค์กร นำเสนอ โครงการ More Fun Feel Fin ภาคตะวันออก 2565 และ คุณสิรินดา เอกเสถียร นำเสนอโครงการรถทัวร์เที่ยวไทย เป็นต้น นอกจากคาเฟ่ที่มีอยู่กว่า 300-400 แห่งแล้ว จังหวัดนครปฐมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้สัมผัสอีกหลายแห่ง อาทิ The Salaya Leisure Park ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล รวบรวมที่พัก สปาเพื่อสุขภาพ พร้อมแหล่งเรียนรู้ แบ่งเป็น 4 โซน คือ วาริมันตราโซน (Vari Mantra), โซน Fresh Club สำหรับจัดงานอีเว้นท์ (Events by Fresh Club), โซนความบันเทิงยามค่ำคืน (Night Life) และโซนการเรียนรู้ (Education) เน้นความเป็นไทย ผสานความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว
โซนการเรียนรู้ศิลปการทำหัวโขนของไทยที่ The Salaya Leisure Parkโซนความบันเทิงการแสดงแสงสีเสียง และนาฏลีลาร่วมสมัย The Salaya Leisure Park เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉานางสุพรรณมัจฉา The Salaya Leisure Park นครปฐมเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง เพราะสามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงได้ในแบบ “ล้อรางเรือ” จากกรุงเทพฯ สามารถขับรถยนต์มาเอง หรือนั่งรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟงิ้วราย เดินทางสู่ “วัดงิ้วราย” อำเภอนครชัยศรี เพื่อลงเรือล่องท่องเที่ยวแม่น้ำนครชัยศรี (แม่น้ำท่าจีน) ได้อย่างง่ายดาย สัมผัสวิวธรรมชาติสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ และเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนริมน้ำในแบบ Slow Life
จากท่าเรือวัดงิ้วราย ฝั่งตรงข้ามเป็นซุ้มประตูขนาดมหึมาของ โรงเจเปาเก็งเต็ก
รับฟังเรื่องราวย้อนอดีตของเรือโดยสารขึ้นล่องไปบางกอก จากท่าเรือวัดงิ้วราย ต้องใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งคืนเต็มๆสัมผัสบรรยากาศเย็นสบายวิวสวยๆ ของแม่น้ำนครชัยศรีเรือนไทยริมน้ำนครชัยศรีชุมชนเรือนไทยริมน้ำนครชัยศรีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของ เจษฎา เทคนิค มิวเซียม  ริมแม่น้ำนครชัยศรีเจษฎา เทคนิค มิวเซียม (JESADA Technic Museum) โฉมใหม่ริมแม่น้ำนครชัยศรี จัดแสดงรถและเครื่องบินโบราณย้อนยุค“สะพานเสาวภา” สะพานรถไฟสายใต้ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้ามแม่น้ำนครชัยศรี  ช่วงใกล้วัดสัมปทวน ปัจจุบันยังใช้งานได้ดีมองน้ำคาเฟ่  หนึ่งในคาเฟ่ริมน้ำน่านั่งบรรยากาศสุดชิลริมแม่น้ำนครชัยศรี ใครจะมากินอาหารร้านนี้ต้องจอดรถไว้ที่วัดสัมปทวน แล้วลงเรือรับส่งของทางร้านมาเท่านั้น
สถาปัตยกรรมย้อนยุคสวยงามน่ามอง  ของอาคารไม้ริมแม่น้ำนครชัยศรีเรือนไทยทรงคุณค่าบริเวณปากคลองมหาสวัสดิ์ บรรจบกับแม่น้ำนครชัยศรี  ลำคลองสายนี้เองที่สามารถล่องเรือต่อไปถึงสถานีรถไฟธนบุรีและบางกอกได้ศาลเจ้าจีนริมแม่น้ำนครชัยศรีใกล้ปากคลองมหาสวัสดิ์  เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคนแถวนี้ให้ความเคารพสักการะมาหลายชั่วอายุคนสนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) หรือ Thai Tourism Promotion Association (TTPA) โทร. 08-6397-8788

ททท ชวนเที่ยวตัวปลิว…ชิลอีสาน 2020

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในพิธีเปิดตัวกิจกรรม  “เที่ยวตัวปลิว…ชิลอีสาน” ของ ททท. ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรและภาคีเครือข่าย จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในภาคอีสาน ภายใต้แนวคิด “เที่ยวอีสาน ทำเรื่องยากให้ง่าย สะดวก สบาย และประทับใจกับนักท่องเที่ยว” โดยนักท่องเที่ยวสามารถสแกน QR Code
เพื่อรับข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวผ่านโทรศัพท์มือถือ ทั้งข้อมูลที่พัก ร้านอาหาร บริษัทรถเช่า
และบริษัทไปรษณีย์ส่งของ จากป้ายเจแฟก (J-Flag) ในสนามบินนานาชาติทั้ง 8 แห่งในภาคอีสาน
ส่งเสริมการท่องเที่ยวครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน ผ่านป้ายเด้ง (Wobbler) ซึ่งติดตั้งตามจุดให้บริการของพันธมิตรต่างๆ เป็น One Stop Service สร้างความสะดวกสบาย ให้แก่นักท่องเที่ยวได้

นายสมชาย ชมภูน้อย กล่าวว่า แคมเปญ “เที่ยวตัวปลิว…ชิลอีสาน” จัดขึ้นเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวใหม่ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ททท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการทำงานของ ททท.
ภาคอีสานทุกสำนักงาน กับพันธมิตรภาคีเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวในการท่องเที่ยวภาคอีสาน ทำให้การท่องเที่ยวเป็นเรื่องง่ายๆ ผ่าน Online
และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถจัดการเดินทางด้วยตนเองได้ เพียงแค่สแกน QR Code จากป้ายเจแฟกในบริเวณสนามบินและป้ายเด้งในจุดให้บริการของพันธมิตร เช่น แนะนำตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง บริษัทรถเช่า และไปรษณีย์ Kerry Express นอกจากนี้ ททท. ยังมีแผนจะขยายจุดติดตั้ง QR Code เพิ่มขึ้นด้วยTheme กิจกรรมท่องเที่ยวภาคอีสานในแต่ละเดือน ตลอดปี 2563
เดือนมกราคม               #เที่ยวอีสานโฉมใหม่ : Modern Isan
เดือนกุมภาพันธ์            #เที่ยวอีสานสวยทุกที่เท่ทุกสไตล์
เดือนมีนาคม               #เที่ยวอีสาน COOL อีหลี
เดือนเมษายน              #เที่ยวอีสานแบบ COOL คูล
เดือนพฤษภาคม            #อีสานเขียวเที่ยวหน้าฝน
เดือนมิถุนายน              #อีสานเขียวเที่ยวทะเลหมอกหน้าฝน
เดือนกรกฎาคม            #อีสานเขียวเที่ยวค้นหาความสุข
เดือนสิงหาคม              #อีสานเขียวเที่ยวเส้นทางสายไหม
เดือนกันยายน              #อีสานเขียวประชุมเที่ยวเรื่องเดียวกัน
เดือนตุลาคม                #เที่ยวอีสานปลายฝนต้นหนาว
เดือนพฤศจิกายน          #เที่ยวอีสานทะเลหมอกหน้าหนาว
เดือนธันวาคม              #เที่ยวอีสานทะเลดอกไม้หน้าหนาว

ททท. ภาคอีสาน จับมือกับพันธมิตรภาคีเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว จัดทัวร์เส้นทางนำร่อง
และกิจกรรมกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวหลายโครงการ พร้อมร่วม DMC – Destination Management Company และ ททท. สำนักงานจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน นำเสนอโปรแกรมทัวร์ และให้คำปรึกษา
อำนวยความสะดวกจัดทัวร์อีสาน เพิ่มคุณค่าและมูลค่าเที่ยวอีสานจังหวัดติดชายแดนเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จังหวัดเลยเชื่อมโยงหลวงพระบาง (ลาว) เที่ยวอุดรธานี+หนองคายเชื่อมโยงเวียงจันทน์ (ลาว) เที่ยวนครพนมเชื่อมโยงเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน (ลาว) เที่ยวสกลนคร+มุกดารหารเชื่อมโยงสะหวันนะเขต (ลาว)+เวียดนาม เที่ยวอุบลราชธานีเชื่อมโยงจำปาศักดิ์ ลาวใต้+กัมพูชา เที่ยวสุรินทร์+ศรีสะเกษ+บุรีรัมย์เชื่อมโยงเสียมเรียบ (กัมพูชา) เป็นต้น

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคอีสาน ทุกจังหวัด

และ กองตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ททท. โทร. 0-2250-5500 ต่อ 1365-73 

E-mail : nemdiv13@gmail.com

ตามรอยศาสตร์พระราชา มุ่งหน้าสู่อีสานใต้ จ.บุรีรัมย์

ทิพยประกันภัย ร่วมกับศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิธรรมดี นำคณะครูจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ เรียนรู้การเกษตรแบบยั่งยืนควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติ ในกิจกรรม “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ท่องป่าไร่นาสวนผสมมหาชีวาลัยอีสาน สู่อุทยานการเรียนรู้” ณ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้มีชีวิตตามรอยพ่อ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการร่วมกันสานต่อพระราชปณิธาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา “ศาสตร์พระราชา” พร้อมร่วมกันสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้และปลูกฝังคุณธรรม 4 ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ให้กับเยาวชนต่อไป

กิจกรรมครั้งนี้พาคณะครูเดินทางสู่ “มหาชีวาลัยอีสาน” อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสถาบันภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน ฟังการบรรยายจากปราชญ์ชาวบ้าน “แม่ฉวี ปรัชญพฤทธิ์” ผู้สานต่ออุดมการณ์ของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านนักทดลองด้านการเกษตรแห่งอีสานใต้ ผู้นำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการปลูกป่าแบบไร่นาสวนผสมบนพื้นที่ 400 ไร่ และส่งต่อความรู้สู่ชุมชนด้วยวิถีพอเพียงมายาวนานกว่า 40 ปี มหาชีวาลัยอีสานของครูบาสุทธินันท์นอกจากจะมีแปลงเกษตรประณีตแล้ว ยังมีแปลงสมุนไพร สวนป่ายูคาลิปตัส โรงเผาถ่าน บ่อเลี้ยงปลา โรงเรือนเลี้ยงวัว เลี้ยงนกกระจอกเทศ เลี้ยงไก่ ไปจนถึงเลี้ยงปลวก เพื่อต่อยอดไปสู่การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

ก่อนออกไปชมพื้นที่จริง ก็ต้องมาฟังบรรยายสรุปประวัติและความเป็นมาของมหาชีวาลัยอีสานกันก่อน คณะครูจากทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกมากันอุ่นหนาฝาคั่ง อบอุ่นมากๆ
จากผืนดินที่เคยแห้งแล้งไร้พืชพรรณ ด้วยการสั่งสมภูปัญญาของครูบาสุทธินันท์ ในที่สุดสภาพป่าอันอุดสมบูรณ์ก็บังเกิดคณะครูยังได้รับประสบการณ์ใหม่จากการร่วมฐานกิจกรรม อย่างการเดินเล่นท่องป่าไร่นาสวนผสม เรียนรู้การแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกป่า ปลูกพืชที่หลากหลาย ทั้งไม้ผล ไม้ติดแผ่นดิน ไม้เศรษฐกิจ เลี้ยงสัตว์ ทำนา รวมทั้งพื้นที่สำหรับบ่อปลา แหล่งน้ำ และพื้นที่สำหรับพักอาศัยอย่างเหมาะสม และทำน้ำมะสัง ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่มีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น บำรุงร่างกาย แก้ท้องเดิน ท้องอืดท้องเฟ้อ สมานแผล แก้ไข้ อีกทั้งนำมาใช้ได้หลายส่วนทั้งใบ ราก ผลอ่อน แก่น

นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ประธานกรรมการ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “การเดินทางตามรอยพ่อ ศึกษาคุณธรรมศาสตร์พระราชา ณ แห่งเรียนรู้มีชีวิต จังหวัดบุรีรัมย์ ในครั้งนี้ เป็นการตามรอยพระราชา เรียนรู้พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ณ มหาชีวาลัยอีสาน ศูนย์การเรียนรู้พ่อคำเดื่อง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสองเส้นทางศึกษาการเรียนรู้ ในเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจากหนังสือโครงการตามรอยพระราชาที่คัดสรรเป็นจำนวน 9 เส้นทาง 81 แหล่งการเรียนรู้ เพื่อให้คณะครูอาจารย์ ลงพื้นที่เรียนรู้ศึกษาศาสตร์พระราชา พร้อมทำกิจกรรมเสริมทักษะเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาให้ทุกท่านได้สัมผัส เรียนรู้ เข้าใจ และเข้าถึงคุณธรรม 4.0 คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา นอกจากนั้นยังมีส่วนในการปลูกจิตสำนึกคนไทยให้มีความศรัทธา ความจงรักภักดี สำนึกรู้ในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน จนก่อเกิดเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ชาวบ้านนำมาปฏิบัติตามจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้น”ที่มหาชีวาลัยอีสานมีเตาเผาถ่านขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน โดยนำเศษไม้หักพังล้มตายในป่ามาเผาถ่านด้วยอุณหภูมิสูงถึง 500 องศาเซลเซียส อยู่นานถึง 15 วัน จึงได้ถ่านไม้คุณภาพดี นำไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการอย่างไม่คิดมูลค่าความอุดมของผืนดินและความชุ่มชื้นของผืนป่าที่มีพืชพรรณหลากหลาย เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ อาหาร และยารักษาโรคได้ฐานการเรียนรู้การผลิตไฟฟ้าด้วยแผงโซล่าเซลล์ในมหาชีวาลัยอีสาน เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงมาเยี่ยมมหาชีวาลัยอีสานแล้ว ต้องชิมน้ำกระเจี๊ยบและน้ำมะสังจากธรรมชาติ เย็นชื่นใจแถมบำรุงสุขภาพด้วยคุณเอ๋ พรทิพย์ อัษฎาธร แห่งอุทยานดอกไม้ เพลา เพลิน พร้อมด้วยหมู่มิตรในจังหวัดบุรีรัมย์ มาร่วมกันพร้อมหน้า

จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ไปเยี่ยมชมและทำกิจกรรมที่ “ศูนย์การเรียนรู้บ้านพ่อคำเดื่อง” อำเภอแคนดง อาณาจักรสีเขียวพื้นที่ 200 ไร่ ที่พ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้าน ได้นำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและทำเกษตรกรรมอย่างได้ผล โดยยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจนสามารถปลดหนี้ได้ และประสบความสำเร็จในวิถีเกษตรกรรมแบบธรรมชาติ ไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืชหรือสารเคมีใดๆ อีกทั้งได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับเกษตรกรที่สนใจอย่างต่อเนื่องในแบบ “ชาวบ้านสอนชาวบ้าน”

พ่อคำเดื่องนำคณะเดินชมไร่นาสวนผสม ที่มีดอกผลให้เก็บกินตลอดปีอย่างพอเพียง ตามศาสตร์พระราชาอันชาญฉลาดลองเปรียบเทียบกันดู ระหว่างการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงชนิดเดียวอย่างยางพารา กับการปลูกป่าแบบผสมผสานที่มีพืชพรรณหลายชนิดหมุนเวียนกันออกดอกออกผลให้เก็บกินตลอดปี เหมือนซุปเปอร์มาเก็ตข้างบ้าน แบบไหนจะดีกว่า?

นี่ไม่ใช่การปลูกป่า 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง แต่พ่อคำเดื่องบอกว่าเป็นการให้ประโยชน์ทุกอย่างกับชีวิตเลยก็ว่าได้ จากนั้นคณะเดินทางสู่ อุทยานดอกไม้ เพ ลา เพลิน อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ร่วมในพิธีเปิดงาน ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชาท่องป่าไร่นาสวนผสมมหาชีวาลัยอีสาน  สู่อุทยานการเรียนรู้ผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาคีเข้าร่วมในพิธีเปิดอย่างพร้อมเพรียง ร่วมกันยืนตรงร้องเพลงสรรญเสริญพระบารมี แด่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงพระราชทานศาสตร์พระราชาไว้ให้ปวงชนชาวไทย ด้วยทรงห่วงใยในสุขทุกข์ของทวยราษฎร์อย่างแท้จริงเสมอมา ตลอด 70 แห่งการทรงครองราชย์

นางวิชชุดา ไตรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทิพยประกันภัยมีความมุ่งมั่นในการสืบสานศาสตร์พระราชาผ่านการจัดกิจกรรม ‘ตามรอยพระราชา’ อย่างต่อเนื่องในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ และสอดคล้องกับปณิธานของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการส่งเสริมความเจริญอย่างยั่งยืนของสังคมไทยในทุกมิติ ที่สำคัญ ในเดือนตุลาคม ยังเป็นเดือนที่เราจะได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระมหากษัตริย์ไทยอีก 2 พระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเดียวกันด้วย”

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้มอบของที่ระลึกและอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย คณะได้ร่วมกันพับดอกบัวเพื่อนำไปถวายความจงรักภักดีและถวายความรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ 3 รัชกาล ที่ทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร์ และปกครองแผ่นดินโดยธรรม ทำให้สยามเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองมาจนทุกวันนี้ สำหรับภาคค่ำ เรายังไม่ปล่อยคณะครูให้ไปพักผ่อนกันง่ายๆ แต่ยังมีกิจกรรมสนุกๆ เพื่อถอดบทเรียนจากการไปศึกษาดูงานใน 2 แหล่งเรียนรู้ของภาคกลางวัน เกมส์เหล่านี้มิได้ให้เพียงความสนุกเท่านั้น ทว่ายังประเทืองปัญญา และนำไปสู่การสะท้อนสังคมที่มีคุณธรรมได้ในอนาคตดร.พีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเปิดกิจกรรมถอดบทเรียนสำหรับคณะครู โดยท่านได้กล่าวสรุปให้เห็นถึงภาพรวมในความสำคัญของศาสตร์พระราชา, ระบบการศึกษาไทยที่ต้องปรับปรุง และความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม วินัย และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสังคมไทย

กิจกรรมถอดบทเรียน นำโดย นายอดุลย์ ดาราธรรม วิทยากรจิตอาสาจากสมาคมนักเรียนเก่าเอเอฟเอส (TRAFS) ผ่านเกมกระดานสื่อการเรียนรู้ 3 แบบ ได้แก่ “Game of Our Nation” ที่สอดแทรกคุณธรรม 4 ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา “The Medici Effect 9” ถอดบทเรียนและต่อยอดสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมจากกิจกรรมตามรอยพระราชา และ “The King’s Journey Learn English an Example of an Invention” เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากหนังสือชุด King Bhumibol Adulyadej of Thailand

ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า “ผู้ร่วมกิจกรรมตามรอยพระราชาทุกคนจะได้รับชุดหนังสือภาษาอังกฤษ “King Bhumibol Adulyadej of Thailand” จำนวน 3 เล่ม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชจริยวัตร และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำไปถ่ายทอดแก่นักเรียนผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้จักพระองค์ท่านและสามารถสื่อสารให้ชาวต่างชาติฟังได้ว่า ทำไมคนไทยถึงรักในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งยังให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม”

องค์กรภาคีในการจัดโครงการเดินทางตามรอยพระราชา มีความปีติเป็นอย่างยิ่งที่คณะครูอาจารย์ทั่วประเทศไทย ให้การตอบรับเข้าร่วมตามรอยพ่ออย่างต่อเนื่องตลอด 6 ครั้งที่ได้จัดโครงการ เริ่มตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2561 จวบจนปัจจุบัน และตั้งใจจะสานต่อโครงการนี้ต่อเนื่องในปีถัดไป เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสานต่อปณิธานตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 อันเป็นความรู้ที่ไม่มีวันล้าสมัยสู่สังคมต่อไป

ก่อนกลับบ้านเราไม่ลืมเดินชม อุทยานดอกไม้ เพลา เพลิน ให้ทั่ว เพื่อชื่นชมมวลพฤกษามาลีดอกไม้นับร้อยชนิดที่กำลังเบ่งบานอวดความงาม เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับพันธุ์พฤกษชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสานเลยล่ะโรงเรือนเฟินและไดโนเสาร์ ให้บรรยากาศย้อนยุคเมื่อหลายสิบล้านปีก่อนในยุคจูราสสิกแปลงดอกกุหลาบและอาคารห้องสมุด ที่ออกแบบได้สุด Modern จนได้รับรางวัลการออกแบบดีเด่น ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับผู้เข้าชมสวน อาคารเทิดพระเกียรติพ่อหลวง ที่สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของเราชาวไทยทุกผู้ทุกนามอุทยานดอกไม้ เพลา เพลิน จะมีดอกไม้ชนิดต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้ชมตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวที่มีไฮไลท์เป็นดอกทิวลิปและลิลี่สีสดใส กลิ่นหอมฟุ้งชื่นใจมาก

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด

คุณดิศรณ์ เสนามนตรี โทร. 0-2610-2392, 09-1997-9459 / คุณอาทิตยา  สุจิรสกุล โทร. 0-2610-2372, 08-7675-2365

เพ ลา เพลิน อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ โทร. 0-4463-4736-8, 08-7798-1039 / www.playlaploen.com

มหาชีวาลัยอีสาน (สถาบันภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน) บ้านปากช่อง ต.สนามชัย อ.สตึก โทร. 08-1760-1337 

ศูนย์การเรียนรู้พ่อคำเดื่อง บ้านโนนขวา ต.หัวฝาย อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ โทร. 08-1876-5906

โครงการสานรักของเ อไอเอส ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว

ภายใต้ โครงการสานรัก สนับสนุนสถาบันครอบครัว ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ครอบครัว” เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไปสู่สังคมที่ดี เพราะหากครอบครัวไทยแข็งแรง ย่อมส่งผลให้ประเทศชาติแข็งแรงไปด้วย

เอไอเอส ได้ริเริ่มโครงการ “สานรัก” ขึ้น https://www.facebook.com/sarnrak.ais/ ซึ่งนับเป็นนโยบายหลักของบริษัทฯ ในด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยเล็งเห็นว่าสถาบันครอบครัวเป็นลักษณะเด่นของสังคมไทยมาแต่โบราณกาล และครอบครัวเป็นสถานบันแห่งแรกที่เป็นรากฐานของการสร้างคนเป็นคนดี

ปัจจุบันสถาบันครอบครัวไทยค่อนข้างอ่อนแอ ความใกล้ชิดและความอบอุ่นในครอบครัวลดน้อยลงอันเนื่อง มาจากวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ สังคมไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงขึ้น พ่อแม่จำนวนมากต้องทุ่มเทเวลาให้กับงานจนไม่มีเวลาให้คู่สมรสและลูก เป็นเหตุให้ครอบครัวตึงเครียด ขาดความเข้าใจกัน และนำไปสู่ความแตกแยกในที่สุด เมื่อสภาพครอบครัวไม่แข็งแรงจึงส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมา

ด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมไทย เอไอเอส มีความเข้าใจและห่วงใยในความเข้มแข็งของสังคมไทยที่เติบโตด้วยความรัก ความอาทร ความเกื้อกูล และความเข้าใจภายในครอบครัว

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของประเทศ จึงมุ่งหวังที่จะส่งเสริม และสนับสนุนครอบครัวของคนไทยให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะเป็นรากฐานที่ดีของสังคมไทย

โครงการ “สานรัก” จึงกำเนิดขึ้น โดย เอไอเอส มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางสร้างให้คนไทยทุกคนตระหนักในความสำคัญของครอบครัว และร่วมใจกันสานสายใยแห่งความรัก ความผูกพันของครอบครัวให้มีความแน่นแฟ้นตลอดไป

เอไอเอสเพื่อสังคม สานรัก สนับสนุนสถาบันครอบครัว สานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง สานรัก สานสังคมไทย สานรัก หัวใจอาสา

แอพพลิเคชั่น ฟาร์มสุข ช่องทางออนไลน์เกษตรกร

https://play.google.com/store/apps/details?id=th.co.mimotech.android.farmconsumer&hl=th และ http://www.ais.co.th/farmsuk/

เอไอเอส มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย ภายใต้แนวคิด Digital For Thais หนึ่งในนั้นมีเป้าหมายสร้างเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้น สร้างชุมชนออนไลน์ของเกษตรกรไทยให้เข้มแข็ง สร้างตลาดออนไลน์ให้กับผลผลิตของเกษตรกรไทย ผ่านแพลตฟอร์มฟาร์มสุข มีส่วนประกอบหลักๆ คือ แอปพลิเคชัน “ฟาร์มสุข” เป็นแอปฯ เพื่อให้เกษตรกรไทยเข้าถึงข้อมูลสำคัญในการทำการเกษตร คลังความรู้และภูมิปัญญาต่างๆ ทั้งในรูปแบบของวิดีโอ บทความ และเทคโนโลยีต่างๆ อาทิเช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในแปลงเพาะปลูกจากอุปกรณ์ NB-IOT ข้อมูลราคาซื้อ-ขายผลผลิตทางการเกษตร องค์ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรจากผู้เชี่ยวชายและปราชญ์ชาวบ้าน รวมไปถึงข้อมูลด้านการพยากรณ์อากาศที่มีความแม่นยำสูง ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรให้สูงขึ้น รวมทั้งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาทางการเกษตร จัดการปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ เสริมด้วยการแบ่งปันความรู้ของกลุ่มเกษตรกร สภาพอากาศ และราคาตลาดที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร

แอปพลิเคชัน “ร้านฟาร์มสุข” เอไอเอส ได้สร้างช่องทางออกไลน์ให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป รวมถึงสินค้าที่เป็นภูมิปัญญาของชุมชนหรือ OTOP และพันธุ์พืช เครื่องมือเกษตรต่างๆ โดยเกษตรกรเป็นผู้กำหนดราคาได้เองตามความเหมาะสม เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกช่องทางหนึ่ง โดยเอไอเอสมีทีมงานที่ช่วยบริหารจัดการให้เข้าถึงเทคโนโลยีและช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านระบบร้านฟาร์มสุข ทั้งการแนะนำการทำตลาดออนไลน์ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ การถ่ายภาพสินค้าให้น่าสนใจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า

ซึ่งแพลทฟอร์ม ร้านฟาร์มสุข จะเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ที่ผู้ซื้อสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าวิสาหกิจชุมชน ผลิตผล พันธุ์พืช และอุปกรณ์ทางการเกษตร ที่หลากหลายจากทั่วประเทศได้ที่นี่เพียงที่เดียว ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง

เอไอเอส นำนวัตกรรมดิจิทัลอสม.ออนไลน์ ช่วยงานด้านสาธารณสุขชุมชนเชิงรุก

เอไอเอส โดย อสม.ออนไลน์ ร่วมกับกรมควบคุมโรค และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

วิถีดูแลสุขภาพ หรืออาการเจ็บป่วยของคนในหมู่บ้าน ตำบลต่าง ๆ มักจะคุ้นเคยกับ “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล” หรือ รพ.สต. เช่นเดียวกับ “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” หรือ อสม. ที่มีจำนวน 1,200,000 คน ทั่วประเทศ

ทั้ง 2 ส่วนถือเป็นด่านหน้าด้านสุขภาพ ที่จะต้องรายงานให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนกลางทราบว่า ขณะนี้ สถานการณ์ด้านสุขภาพของชุมชนที่รับผิดชอบเป็นอย่างไร มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย และมีวิธีการรักษาอย่างไร มีโรคระบาดหรือไม่ ซึ่งก่อนปี 2559 อสม.ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์เหล่านี้ ก็จะใช้การจดรายละเอียดลงในกระดาษ ใช้โทรศัพท์แจ้งข่าว แจ้งข้อมูล และใช้มอเตอร์ไซด์ หรือรถยนต์ เป็นยานพาหนะ เพื่อไปให้ถึงบ้าน แล้วนำข้อมูลกลับมาแจ้งที่รพ.สต.นั้น ๆ ซึ่งในระหว่างทาง อาจเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น กระดาษที่จดบันทึกข้อมูลปลิวหล่นหาย ส่วนการสื่อสารก็อาจจะมีการตกหล่น ไม่ครบถ้วน รวมถึง มีความล่าช้าในการแจ้งเตือนข้อมูลการระบาดของโรคต่าง ๆ เนื่องจากใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างไกล และมีลักษณะการกระจายข่าวแบบ 1 ต่อ 1 บอกต่อ ๆ กัน

สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO และ วีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส ร่วมทดสอบแอปฯ อสม.ออนไลน์

ด้วยวิธีการทำงานดังกล่าวข้างต้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เล็งเห็นถึงปัญหา และเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาด้วยนวัตกรรมดิจิทัลผ่าน แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ เข้ามาเป็น Platform ในรูปแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์เฉพาะกลุ่ม โดยมุ่งหวังให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใช้เป็นเครื่องมือการทำงานด้านสาธารณสุขชุมชนเชิงรุก ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมเพื่อจัดบริการสุขภาพที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม

“แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ถือเป็นหนึ่งในหลายเรื่องภายใต้แนวคิด Digital For Thais ที่เอไอเอสพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสังคม และเราทำเป็น CSR จริงๆ ไม่ได้หวังผลกำไร แต่ต้องการให้ อสม.มีการใช้งานอย่างทั่วถึง และเกิดประโยชน์ตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของแอปฯ อสม.ออนไลน์ เช่นเดียวกับฟีเจอร์รายงานสำรวจลูกน้ำยุงลาย ที่เพิ่มเข้ามาในแอปฯ ก็มาจากความต้องการ และ Paint Point ของผู้ใช้โดยตรง สอดคล้องกับมาตรการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น”

วีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส  ขยายข้อมูลถึง ฟีเจอร์รายงานสำรวจลูกน้ำยุงลาย ตั้งแต่เปิดเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 จนถึงเดือนกันยายนนี้ มีผู้ใช้งานทั้งหมด 300,000 Transactions และคาดว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งปริมาณการส่งข้อมูลจำนวนนี้ จะช่วยให้มีการวิเคราะห์สถานการณ์เฝ้าระวังโรคติดต่อได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ทั้งนี้ เอไอเอส และกรมควบคุมโรค จะนำข้อมูลที่ได้จากแอปฯ อสม.ออนไลน์ และ ชุดซอฟต์แวร์ “ทันระบาด” มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อนำไปประมวลผลและวิเคราะห์สถานการณ์ของโรคติดต่อนำโดยยุงลายร่วมกัน ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขระดับต่าง ๆ สามารถเข้าถึงสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอมาตรการจัดการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ไปยังหน่วยบริการสุขภาพโดยตรง ผ่านระบบการทำงานของแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือครั้งสำคัญ

“แอปฯ อสม.ออนไลน์ สามารถใช้ได้กับทุกเครือข่าย หากใช้เอไอเอส จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่ง อสม.หลายคนที่แม้จะไม่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟน ก็ให้ลูกหลานสอนก่อนได้ เป็นฟังก์ชั่นที่ไม่ยาก ปัจจุบัน มีอสม.ใช้งานแล้ว 1 แสนคนทั่วประเทศ และจากวันนี้ พร้อมขยายเครือข่าย
อสม.ออนไลน์ ไปยังพื้นที่ต่างๆ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการให้อสม.ใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ และเอไอเอส ถือเป็นภาคเอกชนที่มาช่วยให้เกิดการใช้งานมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการเฝ้าระวังควบคุมโรคระบาด เพราะเมื่อส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะเห็นว่าหมู่บ้านใดต้องเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ทันที ซึ่งแอปฯ ถูกออกแบบมาให้ อสม. สามารถใช้ส่งผลการสำรวจได้ง่าย และรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น มีส่วนช่วยให้การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลายมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

นอกจากนี้ เอไอเอส ยังร่วมกับกรมควบคุมโรค และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ผ่านแอปฯ อสม.ออนไลน์ และ Smart อสม. ของกรม สนับสนุนบริการสุขภาพ ไปยังกลุ่ม อสม. ทั่วประเทศ อีกด้วย

ปัจจุบัน แอปฯ อสม.ออนไลน์ สามารถกระจายข่าวได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลาเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้ อสม. ทุกคนรับทราบข่าวสาร ความเคลื่อนไหว กิจกรรมต่างๆ ตลอดจน วางแผนป้องกันโรคได้อย่างทันถ่วงทีหากเกิดโรคระบาดในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ของอสม. แต่ละหมู่บ้าน จะมีการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยกระตุ้นการทำงานของอสม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ จุดเด่นของ แอปฯ อสม.ออนไลน์ คือ ฟีเจอร์ภาพประกอบการส่งรายงาน เช่น สภาพร่างกาย ลักษณะของบาดแผล รวมถึง การบันทึกและส่งวิดีโอในกรณีช่วยผู้ป่วยออกกำลังกายเพื่อกายภาพบำบัด ฯลฯ จะช่วยให้โรงพยาบาล หรือ รพ.สต. ได้ข้อมูลที่แม่นยำ และสามารถแนะนำดูแลผู้ป่วยได้ เช่นเดียวกับกายถ่ายรูปพื้นที่จุดเสี่ยงต่างๆ ในบ้าน ที่คาดว่าจะเกิดโรคระบาดจากยุงลาย

วีรวัฒน์ กล่าวในท้ายที่สุดว่า แอปฯ อสม.ออนไลน์ และความร่วมมือกับกรมควบคุมโรค และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ตอกย้ำแนวคิด Digital For Thais ที่มุ่งส่งเสริมการทำงานด้านสาธารณสุขชุมชนเชิงรุก ขยายองค์ความรู้ความเข้าใจให้ อสม. ช่วยดูแลสุขภาพคนไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียมกันทุกพื้นที่

ต้องการใช้ อสม.ออนไลน์ ทำอย่างไร ?

ขั้นตอนที่ 1 รพ.สต. สมัครใช้งาน ที่่ http://www.ais.co.th/aorsormor/RegisterForm.aspx

ขั้นตอนที่ 2 รพ.สต. ได้รับรหัสผ่านสำหรับเจ้าหน้าที่

ขั้นตอนที่ 3 รพ.สต. เพิ่มชื่อ – เบอร์โทร ของ อสม. เข้าระบบ พร้อมกำหนดรหัสผ่าน 4 หลัก ในระบบเวปแอดมิน

ขั้นตอนที่ 4 รพ.สต. แจ้งรหัสผ่าน 4 หลักแก่ อสม.

ขั้นตอนที่ 5 อสม. ดาวน์โหลดแอปฯ และลงชื่อเข้าใช้งานแอปฯ ด้วยเบอร์โทรศัพท์ของตนเอง และรหัสผ่านที่ได้รับจาก รพ.สต.

 

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโทรสอบถามได้ที่ โทร. 06 2520 1999

รมช.กระทรวงศึกษธิการ เดินหน้าหลักสูตร Coding หนุนเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงนโยบายหนุนหลักสูตร Coding เพื่อพัฒนาคนไทยก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมพัฒนาหลักสูตรให้เป็นรูปธรรม ให้ทันโลกยุคดิจิทัล และเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

หนึ่งในภารกิจสำคัญที่กำลังมีการทำอย่างเร่งด่วน การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย โดยเป้าหมายแรกที่จะผลักดันให้ประสบความสำเร็จคือ การเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ โค้ดดิ้ง (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตสู่ระบบ มีเหตุ มีผล และมุ่งหวังให้เยาวชนไทยใช้ชีวิตก้าวทันโลกในศตวรรษที่ 21
รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ Coding โดยกำหนดไว้ในนโยบายการศึกษาของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาไปแล้ว และกระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการสื่อสารภาษาต่างๆ ของเด็กไทย ทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ตลอดจนภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ Coding ซึ่งเป็นทักษะภาษาใหม่ที่จะใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในอนาคต ทำให้เข้าใจการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) และหุ่นยนต์ สอดคล้องกับการเตรียมกำลังคนของไทย ให้มีทักษะเท่าทันโลกยุคดิจิทัล มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นอกจากความรู้ด้านภาษาไทยและภาษาอังกฤษแล้ว เด็กไทยต้องมีความรู้ภาษคอมพิวเตอร์ หรือ Coding ด้วย ซึ่งเป็นทักษะใหม่ในยุคนี้และเด็กสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา เพื่อให้เกิดทักษะที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันที่เรียกว่า ‘Coding for all , all for coding’ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าจะเริ่มนำร่องสอนภาษา Coding ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะมีการอบรมครูสอน Coding จำนวน 1,000 คน ในเดือนตุลาคมนี้ พอเปิดเทอมในเดือนพฤศจิกายนก็สามารถสอนได้เลย กระทรวงศึกษาธิการพร้อมขับเคลื่อน Coding ทั้งในเรื่องอุปกรณ์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจากสถาบันการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) การเรียนการสอน Coding จะเริ่มขึ้นในชั้น ป. 1-3 ก่อน เป็นการเรียนการสอนที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เรียกว่า Unplugged Coding แล้วจะขยายผลต่อไปในอนาคตคำว่า Coding ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่การป้อนชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ Coding เป็นสิ่งที่จะทำให้เด็กไทยมีทักษะใช้ชีวิตรอบด้าน

C-Creative Thinking คือความคิดสร้างสรรค์

O-Organized Thinking คือการส่งเสริมให้เด็กไทยมีความคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ และมีตรรกะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวัน

D-Digital Literacy คือความสามารถในการเข้าใจภาษาดิจิทัล

I-Innovation หรือนวัตกรรม ที่จะนำไปใช้จริงและเกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก

N-Newnwss คือการสนับสนุนให้คนไทยมีความคิดริเริ่มในการทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่รอช้า เป็นความคิดริเริ่มสดใหม่ ทั้งความรู้ ความเข้าใจในเทคโนโลยี

G-Globalization หรือยุคโลกาภิวัฒน์ของศตวรรษที่ 21 นับเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การเรียน Coding ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และไม่ต้องห่วงว่า Coding จะเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับเด็กๆ หรือบุคคลทั่วไป เพราะ Coding ง่ายกว่าที่คิดพิชิตยุคดิจิทัล ทั้งนี้ภาษา Coding คือการคิดเป็นระบบ คิดแบบมีตรรกะ และมีระบบในการแก้ปัญหา แม้เด็กจะไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักคอมพิวเตอร์ แต่ทุกคนต้องมีการวางแผนการจัดการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในการดำเนินชีวิต ซึ่งเราจะนำสิ่งเหล่านี้ไปให้เด็กไทยได้อย่างไร

ททท ชวนเที่ยวหน้าฝนสุขใจ ซาลามัตชายแดนใต้

ททท สำนักงานนราธิวาส ชวนเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ตามโครงการ ‘ซาลามัตชายแดนใต้’ เพื่อสัมผัสความงดงามในหลากหลายแง่มุม ในดินแดนที่สดใหม่ไร้การปรุงแต่ง ทั้งธรรมชาติบริสุทธิ์งดงาม วิถีชีวิต-วัฒนธรรมอันมีชีวิตชีวา อาหารพื้นถิ่นแสนอร่อย และได้ชม ช้อป สินค้า OTOP พื้นบ้านมากมาย

นี่คือเสน่ห์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่รอคุณอยู่วันนี้ โดยเฉพาะในฤดูฝน หรือหน้า Green Season ที่เขียวสดชื่น ราคาห้องพักไม่แพง และนักท่องเที่ยวไม่แออัด
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท สำนักงานนราธิวาส-ยะลา-ปัตตานี โทร. 0-7352-2411 , 0-7354-2345 

NIDA จับมือ TPQI สร้างมาตรฐานบุคลากรท่องเที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 3001 อาคารนวมินทราธิราช สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้มีการสัมมนาในหัวข้อ

‘ท่องเที่ยวในท้องถิ่น ทางเลือกหรือทางรอด? บุคลากรเราพร้อมหรือยัง?’ ภายใต้โครงการ ‘จัดทำมาตฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น’ อันเป็นความร่วมมือระหว่าง NIDA และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) โดยโครงการนี้มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรักษ์ สุเณอ (รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) เป็นหัวหน้าโครงการ

ในการนี้มีผู้สนใจ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วมฟังสัมมนาจำนวนมาก โดยมีวิทยากรผู้ทรงความรู้เข้าร่วมเสวนาหลายท่าน อาทิ คุณสุเทพ เกื้อสังข์ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้มาปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘แนวโน้มความต้องการบุคคลากรเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวในท้องถิ่น’  รวมทั้งยังมี คุณเพชรลดา ศรชัยไพศาล นายกสมาคมภาษาเพื่อการศึกษา อาชีพ และธุรกิจนำเที่ยว, คุณวันชัย สุวัฒน์ศิริพล จากสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) และ คุณสมศักดิ์ อิทนะชัย ประธานชมรมเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่พิเศษ

Thailand Professional Qualification Institute (Public Organization) หรือ TPQI เป็นองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฏษฎีกา ‘จัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) พ.ศ.​2554’ ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ, สนับสนุนกลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มวิชาชีพในการจัดทำมาตรฐานอาชีพ, ให้การรับรององค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคลากรตามมาตรฐานอาชีพ และติดตามประเมินผลองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ โดยกำหนดระดับคุณวุฒิวิชาชีพไว้เป็นระดับ 1-8 (ตามภาพประกอบด้านบน)

ซึ่งในปัจจุบันนี้ วิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนามาตรฐานเร่งด่วน เพื่อตอบสนองการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย เช่น นักเล่าเรื่อง, นักบริหารจัดการที่พักท้องถิ่น, ผู้ประกอบการร้านอาหารท้องถิ่น, นักออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในท้องถิ่น, นักออกแบบของที่ระลึกและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และนักประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นต้น

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คณะการจัดการการท่องเที่ยว  NIDA โทร. 08-6941-1047 อีเมล LTM-TQF@outlook.com (คุณพิริญา เย็นระยับ ผู้ประสานงานโครงการ)

และ สถาบัญคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) โทร. 06-3373-3926, 02-035-4900  www.tpqi.go.th