บ้านท่าสว่าง วิจิตรศิลป์แพรพรรณแห่งสยาม จ.สุรินทร์
“กลุ่มทอผ้ายกทอง จันทร์โสมา” แห่งบ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุรินทร์ เป็นหมู่อาคารเรือนไทยหลายหลังในสวนสวยแมกไม้ใหญ่ร่มรื่น ที่นี่มีทั้งส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ของสะสม ของท่านอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย แกนนำกลุ่มจันทร์โสมา ที่มีจุดเด่นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูผ้ายกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทยโบราณ โดยการนำใยไหมเส้นเล็กละเอียด (ไหมน้อย) มาย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคนิคโบราณผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตรเหมือนในอดีต เช่น ลายเทพพนม ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายก้านขดเต้นรำ ลายครุฑยุดนาค ฯลฯ ผสานกับลายผ้านุ่งที่คนสุรินทร์นิยมอยู่แล้ว คือ ลายอัมปรม ลายสาคู ลายสมอ ลายละเบิก ลายลูกแก้ว มีการใช้เส้นไหมกะไหล่ทองปั่นควบกับเส้นไหม ถักทอเป็นผ้าไหมยกทองอันวิจิตรงดงามอย่างเหลือเชื่อ
ยิ่งกว่านั้นบ้านท่าสว่างยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักพระราชวัง และมูลนิธิในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระพันปีหลวง จนได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทอผ้าไหมมอบให้กับผู้นำเอเปค เมื่อปี พ.ศ. 2546 บ้านท่าสว่างจึงเป็นที่รู้จักนับแต่นั้น
แม่เฒ่าใช้เส้นใยจากใบไม้มาเตรียมไว้มัดเส้นไหม เตรียมลงย้อมในหม้อสีที่ต้มไว้เดือดๆ โดยย้อมทีละมัดๆ อย่างประณีต
สีธรรมชาติจากพรรณไม้ต่างๆ นำมาจากมใบไม้, เปลือกไม้, แก่นไม้ แช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืน แล้วนำมาเติมน้ำต้มให้เดือดควันฉุย จากนั้นนำมัดเส้นไหมหรือฝ้ายมาย้อมหลายครั้ง จนสีติดดี ได้สีเข้มตามต้องการ นี่คือเทคนิคการย้อมแบบร้อน
จากทางเข้าด้านหน้า เราค่อยๆ เดินชมนกชมไม้เข้ามาสู่โรงย้อมผ้าสีธรรมชาติ ที่มีชาวบ้านกำลังช่วยกันนำเส้นไหมลงย้อมในหม้อบนเตาฟืนควันฉุย หม้อสีครามให้สีน้ำเงินสดใส หม้อน้ำต้มครั่งได้สีแดงชาติเตะตา หม้อน้ำจากต้นเขให้สีเหลืองแจ่มกระจ่างตา สีส้มได้จากดอกคำแสด สีเขียวมะกอกได้จากแก่นขนุน สีดำได้จากผลมะเกลือ สีน้ำตาลได้จากต้นหมาก และสีม่วงได้จากต้นหว้า เป็นต้น เมื่อนำผืนผ้าสีธรรมชาติมาทอผสมผสานกับไหมยกทองโบราณ ด้วยลวดลายที่มีความพิเศษของ อาจารย์วีรธรรม แล้ว ก็ยิ่งทำให้ผ้าไหมบ้านท่าสว่างกลายเป็นแพรพรรณอันเล่อค่าจนไม่น่าเชื่อ
พอย้อมสีเส้นไหมเสร็จแล้ว ก็นำมาตากให้แห้งในที่ร่มลมโกรก
หม้อหมักคราม ต้องหมั่นดูแลเพื่อไม่ให้ครามเน่า ชาวบ้านเรียกว่าครามยังมีชีวิต ถ้าครามเน่าเสีย หรือครามตายแล้ว จะเรียกว่า ครามหนีไปแล้ว!
เสน่ห์ของสีธรรมชาติ คือ Colour Variation เป็นความหลากหลาย ความต่างของสีที่ไม่เท่ากันเลยในการย้อมแต่ละครั้ง ได้สีเข้มอ่อนตามการย้อม การผสม และวัสดุธรรมชาติที่ก่อกำเนิดสี ยิ่งใช้ยิ่งสวย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก
จากเรือนย้อมผ้า เราสาวเท้าเข้าไปที่เรือนทอผ้า และก็ต้องตื่นตาอีกครั้งกับกี่ทอผ้าขนาดยักษ์ของที่นี่ เพราะกี่ทอผ้าแต่ละอันของบ้านท่าสว่างนั้นมีความสูงกว่า 2-3 เมตร แต่ละกี่ต้องใช้คนช่วยกันทอ 4-5 คน เพราะผ้าไหมบ้านท่าสว่างมีมากถึง 1,416 ตะกอ จึงต้องอาศัยทักษะและทีมเวิร์กขั้นสูง เพราะต้องมีคนช่วยยกตะกอ 2-3 คน คนสอดไม้ 1 คน และคนทออีก 1คน เป็นความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการทอ จนได้ผลงานเพียงวันละ 6-7 เซนติเมตรเท่านั้น
ช่างทอซึ่งเป็นคุณป้าคุณยายเล่าให้ฟังว่า ผ้าลายพิสดารที่อยู่บนกี่นี้ล้วนมีคนสั่งทอทั้งสิ้น ผืนหนึ่งยาว 3 เมตร ราคาก็ไม่ต่ำกว่า 1.5-2.5 แสนบาท และต้องช่วยกันทุ่มเทแรงกายแรงใจทอนานหลายเดือนเลยทีเดียว เราสอบถามท่านว่ามีลูกหลานรุ่นใหม่มาร่ำเรียนสืบทอดวิชาทอผ้าบ้างหรือไม่? คุณป้ามองหน้ากันแล้วยิ้ม ตอบว่า “แทบไม่มีคนรุ่นใหม่มาสืบทอดวิชาทอผ้าเลย! สักวันมันคงสูญหายแน่นอน” เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ เราไม่แน่ใจ แต่คงเป็นการบ้านที่ผู้รับผิดชอบต้องช่วยกันอนุรักษ์สืบสานมรดกของชาติแขนงนี้ไว้ให้ได้
กี่ทอผ้ายักษ์แห่งบ้านท่าสว่าง แต่ละอันสูงกว่า 3 เมตร ไม่ต่างจากตึก 3 ชั้น ที่มีทั้งชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นบน ใช้ช่างทอที่มีความชำนาญสูงช่วยกันกี่ละไม่ต่ำกว่า 4-5 คน นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านขนานแท้ ที่สร้างความซับซ้อนบนผืนผ้าขึ้นมาได้
ลวดลายอันสวยงาม สลับซับซ้อน และวิจิตรพิสดาร ของผ้าไหมยกดิ้นทองบ้านท่าสว่าง ส่วนใหญ่จะเป็นการทำตามออร์เดอร์ โดยเฉพาะส่งเข้าวัง
พอเดินชมสาธิตวิธีการทอผ้าไหมยกดิ้นทองในโรงทอแล้ว ก็ได้เวลาออกมาเดินช้อปปิ้งผ้าไหมบ้านท่าสว่าง อุดหนุนชาวบ้าน
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท สำนักงานสุรินทร์ โทร. 0-4451-4447-8
https://www.facebook.com/tatsurin
https://i-san.tourismthailand.org
กลุ่มทอผ้ายกทองจันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง โทร. 0-4414-0015 / บ้านท่าสว่าง อยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือ 10 กม. ใช้ถนนสายเกาะลอย-เมืองลิง (ทางหลวงชนบท สร.4026) จากตัวเมืองสุรินทร์ เป็นถนนลาดยางตลอด
ดื่มด่ำวิถีอีสานใต้ ภูมิปัญญาทอผ้าไหมบ้านสวาย จ.สุรินทร์

ถ้าเปรียบสุรินทร์เป็นถิ่นผ้าไหมงาม “บ้านสวาย” ก็เป็นหนึ่งในชุมชนที่สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมการทอผ้ามายาวนานหลายร้อยปี
บ้านสวายมีชื่อเสียงด้านการผลิตผ้าไหมที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสุรินทร์ จุดเด่นอยู่ที่กรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อนมีความยาก ต้องใช้ความสามารถ และอาศัยทักษะความชำนาญในการทอ โดยเฉพาะการทอผ้าไหมมัดหมี่ยกดอก ซึ่งทำให้ผ้ามีเนื้อแน่นใส่ได้ทนทาน ทว่ายังความนุ่มพลิ้วไหวและระบายอากาศได้ดีเยี่ยม กว่า 70 เปอร์เซนต์ ของคนในชุมชนนี้ ยังคงสืบสานวัฒนธรรมการทอผ้า และรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มหัตถกรรมสตรีทอผ้าไหมบ้านสวาย เพื่อพัฒนางานแขนงนี้มิให้สูญหาย
ท่านผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุรินทร์ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกคู่กับนางสาวสุรินทร์ ปี 2562 ที่บ้านสวายตอนพาเราไปเที่ยว
ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า มีลายผ้าไหมหลายร้อยลายเกิดขึ้นในตำบลสวายทั้ง 14 หมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นลายต่างๆ ที่บรรพบุรุษคิดค้นขึ้น หรือลายที่ชาวบ้านคิดใหม่จนกลายเป็นเอกลักษณ์ในวันนี้ อาทิ ลายช้าง, ลายนกยูง, ลายนาคี, ทำให้ชุมชนบ้านสวายโด่งดังเป็นที่รู้จัก มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมตลอดปี
การเที่ยวชมวิถีภูมิปัญญาผ้าไหมบ้านสวาย เขาจะมีการแบ่งเป็นฐานๆ ไว้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกต้นหม่อน เลี้ยงหนอนไหม ต้มไหมสาวเส้นไหม และทอผ้าไหม รวมไปถึงการช้อปปิ้งปิดท้าย หรือจะอยู่กินอาหารพื้นบ้านในชุมชนก็ดีไม่น้อย เพราะจะได้สัมผัสวิถีคนบ้านสวายอย่างลึกซึ้ง
จุดเริ่มต้นของวงจรคือหนอนไหม ที่กำลังพยายามถักทอเส้นใยสีเหลืองอร่ามห่มคลุมตัวเองไว้ เพื่อเข้าระยะดักแด้
หนอนไหมที่ฟักออกจากดักแด้กลายเป็นผีเสื้อไหม ตัวผู้และตัวเมียก็จะมาผสมพันธุ์กันด้วยความรัก แล้วเกิดไข่สีขาวฟองเล็กๆ มากมาย เพื่อเพาะเป็นหนอนไหมรุ่นต่อไปไม่รู้จบ
รังไหมที่มีตัวหนอนไหมหรือดักแด้ไหมอยู่ภายใน ก่อนนำลงต้มน้ำร้อนเพื่อสาวเส้นไหมออกมา ใช้ถักทอเป็นผ้าไหมต่อไป
การสาวเส้นไหมจากรังไหมในน้ำเดือด ชาวบ้านจะทำกันเฉพาะวันที่ไม่ใช่วันพระเท่านั้น
นักท่องเที่ยวกำลังเรียนรู้วิธีการสาวเส้นไหมจากรังไหมต้มในน้ำเดือด
เมื่อสาวเส้นไหมไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ในรังไหมก็คือดักแด้หรือหนอนไหมไร้ชีวิต ซึ่งกลายเป็นอาหารโปรตีนสูงบำรุงสุขภาพแบบฉบับพื้นบ้านมาช้านาน เราทดลองชิมแล้ว รสชาติเหมือนกินข้าวโพดต้มเลยล่ะ
ปั่นเส้นไหมสีทองอร่ามตามธรรมชาติที่ตากแห้งแล้วไว้เป็นม้วน เพื่อเตรียมปั่นลงกระสวยไว้ให้ช่างทอผ้าต่อไป
ชาวบ้านสวายช่วยกันเก็บรังไหมที่มีตัวดักแด้อยู่ภายใน เตรียมนำไปต้มเพื่อสาวเส้นไหมออกมา
หนูน้อยน่ารักมาช่วยเป็นกำลังใจให้คุณยายในการทอผ้าไหม
เส้นไหมดิบตากแห้งที่ผ่านการต้มและสาวไหมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปั่นแยกเส้นไม่ให้พันกันเพื่อเตรียมลงกระสวย
ของจริงของแท้ เกิดจากวิถีพ่อแม่พาทำ เรียนรู้วิธีการทอผ้าไหมมาหลายชั่วอายุคนที่บ้านสวาย จ.สุรินทร์
เอกลักษณ์ของผ้าไหมสุรินทร์ คือเนื้อผ้าไหมบางเบา อ่อนนุ่ม พลิ้วไหว ระบายอากาศดี ใส่แล้วไม่ระคายตัว ด้วยว่าอากาศในแถบอีสานใต้ค่อนข้างร้อนจัด ผ้าไหมสุรินทร์จึงใส่สบาย เข้ากับภูมิอากาศภูมิประเทศได้ยอดเยี่ยม
เส้นไหมมัดหมี่ คือเทคนิคการทออันลือชื่อของบ้านสวาย
ชมขั้นตอนการทอผ้าไหมจนครบวงจรแล้ว สุดท้ายก็ต้องไปช้อปปิ้งกันที่ ‘ตลาดใต้ถุนเรือน’ ของบ้านสวาย ตื่นตาตื่นใจกับผ้าไหมแพรพรรณที่ละเอียดประณีตอันเกิดจากความอุตสาหะและความรักของชาวบ้านที่นี่ล่ะ
ผ้าไหมที่นี่มีขายตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสน ขอร้องว่ากรุณาอย่าต่อราคานะครับ เพราะได้เห็นกันมาแล้วว่า กว่าจะได้แต่ละผืนต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจใช้เวลานานแค่ไหน!
หนึ่งในสุดยอดผ้าสุรินทร์ลายโบราณของบ้านสวาย คือ ผ้าโฮล และผ้าอัมปรม ซึ่งมีการผลิตน้อย ต้องรีบจอง ใครได้ไปครอบครองขอให้ภูมิใจ เพราะสีและลวดลายเป็นแบบสุรินทร์ดั้งเดิม ใส่แล้วไม่อายใครแน่นอน
กิจกรรมสนุกๆ ของนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนบ้านสวาย ก็คือ การทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติด้วยฝีมือเราเอง
ขั้นแรกก็ต้องเอาหนังสติ๊กมามัดเป็นปมบนผ้าไหมสีขาวล้วนก่อน มัดปมต่างกันก็จะได้ลายต่างกัน แล้วแต่จินตนาการ
จากนั้นก็นำผ้าไปชุบน้ำเปล่า บิดพอหมาดๆ แล้วนำลงจุ่มสีธรรมชาติที่เตรียมไว้ จุ่มได้หลายครั้ง ยิ่งจุ่มเยอะสียิ่งเข้ม

ท่าน ผอ. ททท. สำนักงานจังหวัดสุรินทร์ กับนางสาวสุรินทร์ ปี 2562 ช่วยกันต้มผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติบนเตา เพื่อให้สีติดดีขึ้น
จากนั้นก็แกะหนังสติ๊กออกจากผ้ามัดย้อม นำไปตากให้แห้ง ก็จะได้ผลงานผ้าชิ้นเดียวในโลกฝีมือเราเองไงล่ะ ฮาฮาฮา
ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติฝีมือเราเอง เป็นของที่ระลึกจากบ้านสวายที่จะไม่มีวันลืม
มื้อเที่ยงวันนั้นที่บ้านสวาย เราได้ชิมอาหารพื้นบ้านแบบง่ายๆ แต่รสชาติเกินตัว มีทั้งแกงกล้วย ลาบหมู น้ำพริกปลาทู ต้มส้มปลา และไข่เจียวยัดไส้
ขอบอกว่ามาเที่ยวที่นี่แค่วันเดียวก็ประทับใจแล้ว
บ้ายบาย บ้านสวาย I LOVE YOU
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท สำนักงานสุรินทร์ โทร. 0-4451-4447-8
https://www.facebook.com/tatsurin
https://i-san.tourismthailand.org
ศูนย์การเรียนรู้ไหมย้อมสีธรรมชาติ โดยครูผ้าแม่สำเนียง โทร. 044546656 / กลุ่มทอผ้าอุตมะไหมไทย โทร. 08-4959-9747 / ท่องเที่ยวชุมชน อบต. บ้านสวาย โทร. 0-4445-46595, 08-6249-5683
แซตอม Organic Farm สุรินทร์ กินเที่ยวลดเลี้ยวในธรรมชาติ

แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ที่ได้มาตรฐาน คำว่า “แซตอม” เป็นภาษาของชนพื้นเมืองชาว กวย หรือ กูย ในจังหวัดสุรินทร์ แปลว่า นาที่ตั้งอยู่ริมห้วย บริเวณทุ่งแซตอมเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำลำชี อุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูก จึงมีหลักฐานการเข้ามาอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 
ชุมชน ชาวแซตอม ในอดีตมีอาชีพเกษตรกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของ การเกษตรอินทรีย์ จนมาระยะหนึ่งมีการนำปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ปัจจุบันพบว่าวิธีการดังกล่าวสร้าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อทั้ง กษตรกรและผู้บริโภค “แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม” จึงเริ่มรื้อฟื้นวิธีการผลิตแบบอินทรีย์ดั้งเดิมขึ้นมา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2557 จนปัจจุบัน แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม ได้พัฒนาการก่อตั้ง จนกลายเป็น วิสาหกิจชุมชน และมีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเน้นไปที่ข้าวพื้นบ้านและข้าวเพื่อสุขภาพ เป็นหลัก
กิจกรรมในการท่องเที่ยวสัมผัสแซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม นั้นมีหลากหลาย แต่เราขอเริ่มด้วยกิจกรรมผจญภัยในลำชี ที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติมาก คือ การพายเรือคายัค ระยะทางตั้งแต่ 1.5-3 กิโลเมตร แล้วแต่ใครมีเวลามากน้อย ก่อนลงพายเรือจริง ก็ต้องมีการซักซ้อม และใส่เสื้อชูชีพ พร้อมหมวกกันน็อกเพื่อความปลอดภัยครับ
เริ่มหันหัวเรือคายัคออกสู่ลำน้ำชี ก็ต้องร้องว้าว เพราะเบื้องหน้ามีแต่ฟ้าใสกับแมกไม้สีเขียว ที่เรือของเราค่อยๆ ล่องไปตามกระแสน้ำ จึงไม่ต้องออกแรงพายกันมาก ชิลสุดๆ ไปเลยนิ
สองฟากฝั่งลำชีแทบไม่มีบ้านเรือนผู้คน มีแต่แมกไม้น้อยใหญ่เขียวครึ้มแน่นทึบราวกับปราการธรรมชาติ เจ้าบ้านเล่าให้ฟังว่า เหตุที่ไม่มีบ้านเรือนอยู่ริมน้ำเลย เพราะในฤดูน้ำหลากน้ำจะเอ่อท่วมขึ้นสูง ผู้คนจึงต้องไปปลูกบ้านให้อยู่ไกลจากตลิ่งพอสมควร
ต้นยางนาขนาดยักษ์สูงหลายสิบเมตรยืนตระหง่านอยู่ริมลำชี ให้เราได้ชื่นชมในวันฟ้าใส
การพายเรือคายัคจริงๆ แล้วคือการออกกำลังกายชั้นเยี่ยม แถมยังเป็นพาหนะรักษ์โลกด้วย เพราะเดินทางได้อย่างเงียบเชียบ ไม่รบกวนธรรมชาติเลย
ระหว่างพายเรือคายัคจะมีจุดแวะพักให้ขึ้นไปเดินเที่ยวเดินชมหลายจุด ที่เราประทับใจสุดคือ ป่าชุมชน เนื้อที่หลายร้อยไร่ ซึ่งเคยมีสภาพเป็นเพียงผืนดินโล่งๆ ไร้พืชพรรณเมื่อหลายสิบปีก่อน ทว่าเมื่อมีการดูแลใส่ใจนำพันธุ์ไม่ต่างๆ เข้ามาปลูก ไม่นานนักสภาพป่าก็เริ่มกลับมา นกกาและสัตว์เล็กสัตว์น้อยก็เริ่มหวนคืน โดยเฉพาะชาวบ้านที่ได้เข้ามาเก็บเห็ดเก็บหน่อไม้และฟืนต่างๆ ไปใช้งาน เกิดความผูกพันระหว่างธรรมชาติและคนอย่างยั่งยืนตราบที่เราดูแลกันและกัน
เห็ดป่างอกงามขึ้นในยามฤดูฝน ชนิดนี้จะกินได้ไม่ได้ ต้องไปถามชาวบ้านดูก่อน
ผลไม้ป่าแสนอร่อยรสเปรี้ยวอมหวาน มีให้ชิมกันตามธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ
เที่ยงแล้ว หลังจากพายเรือคายัคเสร็จ เราก็นั่งรถกลับมายังศูนย์การเรียนรู้ที่แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม มื้อนี้ต้องจัดหนักเพราะเราใช้แรงพายเรือไปเยอะ วันนี้ได้ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านง่ายๆ แต่อร่อยเหลือล้น นั่งกินไปเหม่อมองดูทุ่งนาออร์แกนิคไปด้วย แหม ช่างมีความสุขเหลือเกิน
ชุดอาหารเที่ยงง่ายๆ แต่ดูดีที่บ้านแซตอม เสิร์ฟมาในกระด้งใบน้อย ประกอบด้วยข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์หุงมาร้อนๆ กินคู่กับไข่เจียว ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิ ลาบหมู และปิดท้ายด้วยขนมดอกลำเจียกแสนอร่อย
อิ่มท้องกันแล้ว ก็ได้เวลามาเติมอาหารสมองกับพี่แทน ประธานกลุ่มแซตอมที่อธิบายให้เราฟังถึงพันธุ์ข้าวท้องถิ่นต่างๆ ของแซตอม อาทิ ข้าวผกาอำปึล (ข้าวดอกมะขาม), ข้าวกล้องมะลินิลสุรินทร์, ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และ ข้าวไตรจัสมิน เป็นต้น ข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกแบบออร์แกนิคเหล่านี้ นอกจากจะกินอร่อยหุงขึ้นหม้อแล้ว ยังอิ่มนานเพราะมันจะค่อยๆ ย่อยสลายในกระเพาะเรา จึงช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ดี มีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ และข้าวบางชนิดกินแล้วยังช่วยให้อารมณ์ดีด้วย มหัศจรรย์มากๆ
ข้าวผกาอำปึล หรือ ข้าวดอกมะขาม เป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิมของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทุกวันนี้มีปลูกไม่มาก ผลผลิตน้อย ลูกค้าสั่งจองแย่งกันจนไม่พอขาย
อย่าลืมซื้อข้าวออร์แกนิคเพื่อสุขภาพของแซตอม ไปฝากคนที่เรารักด้วยล่ะ
จากนั้นก็ได้เวลาเดินชมทุ่งข้าวออร์แกนิคเขียวสดเย็นตา ลัดเลาะผ่านคันนาร่มรื่นที่มีแนวไม้ให้บังแดด สู่กระท่อมกลางนาอันเป็นฐานเรียนรู้เกี่ยวกับการทำ RiceWine ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นคนสุรินทร์มาเนิ่นนาน
ข้าวผกาอำปึล กำลังชูช่อออกดอก อีกไม่นานในเดือนพฤศจิกายนก็คงเก็บเกี่ยวได้
ใครไม่เคยเห็นดอกข้าวสีขาวน้อยๆ น่ารัก มาชมกันได้ที่นี่เลยจ้า
นอกจากข้าวออร์แกนิคแท้ๆ ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ที่แซตอมยังมีการผลิต RiceWine หลายแบบ ซึ่งมีตั้งแต่รสชาติอ่อนๆ ไปจนถึงดีกรีเข้มข้นแล้วแต่ชอบ บางชนิดมีรสและกลิ่นอ่อนๆ คล้ายน้ำข้าวหมาก ส่วนที่มีแอลกอฮอล์เข้มขึ้นอีกนิดรสชาติก็จะคล้ายเหล้าสาเกญี่ปุ่น แต่ของที่แซตอมมีสมุนไพรหลายสิบชนิดผสมอยู่ด้วย จึงช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนดี ถ้าอยากลองชิมต้องมาที่นี่เท่านั้น ยังไม่มีส่งไปขายที่อื่นครับ
สมุนไพรนานาชนิดที่ใช้ในการบ่มหมัก RiceWine ล้วนเป็นพืชพรรณที่หาได้จากธรรมชาติของท้องถิ่นทั้งนั้น
ชิมไวน์ข้าวกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลานั่งฟังเพลงจากวงกันตรึมแท้ๆ แหม เข้าถึงจิตวิญญาณคนสุรินทร์ได้ดีเหลือเกิน
เวลาช่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องกลับบ้านแล้ว แต่ความประทับใจ รอยยิ้ม และน้ำใจไมตรีของคนที่ แซตอม ยังตราตรึงอยู่ในใจเราตลอดไป
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท สำนักงานสุรินทร์ โทร. 0-4451-4447-8
https://www.facebook.com/tatsurin
https://i-san.tourismthailand.org
www.satomfarm.com
HUG ริมธาร กระบี่ ที่พักดีๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ
เมื่อเอ่ยถึงชื่อ ‘จังหวัดกระบี่’ หลายคนคงจะนึกถึงภาพของทะเลแหวก, อ่าวนาง, เกาะพีพี, อ่าวมาหยา ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา จนเราเกิดคำถามขึ้นในใจว่า จะมีที่ไหนไหมหนอ? ที่เงียบสงบเป็นส่วนตัวเหมาะกับการพักผ่อนจริงๆได้
ในที่สุด เราก็ได้พบกับ ‘HUG ริมธาร กระบี่’ คลองม่วง ใกล้อ่าวมาหยา รีสอร์ทสุดพิศษที่ซุ่มซ่อนอยู่ในอ้อมกอดของแมกไม้เขียวครึ้ม และลำธารใสสีมรกตที่หลากไหลมาจากผืนป่าโดยรอบ
ด้วยระยะห่างจากหาดอ่าวนางเพียง 7 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองกระบี่ 18 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินกระบี่แค่ 28 กิโลเมตร ทำให้ HUG ริมธาร กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายใหม่สำหรับคนที่รักสงบอยากมาพักผ่อนแบบชิลๆ นั่งเล่นดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติ เคล้าเสียงเพลงเบาๆ เหม่อมองสายน้ำไหลผ่านไปเหมือนกับจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้
จุดเด่นของ HUG ริมธาร คือสายน้ำใสไหลเย็นที่ไหลผ่านกลางรีสอร์ท ต่อเนื่องมาจากลำธารธรรมชาติใกล้ๆ กัน สามารถลงเล่นน้ำได้สบายอย่างปลอดภัย เพราะน้ำไม่ลึกจ้า
แถมยังมีที่นั่งชิลเอนกายสบายๆ ทั้งในซุ้มศาลา และในตาข่าย ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้อยู่ใกล้น้ำมากๆ

หัวใจหลักจริงๆ ของ HUG ริมธาร คือที่พักพิเศษไม่เหมือนใคร สร้างอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ปัจจุบันเปิดให้บริการ 5 หลัง แต่กำลังจะเพิ่มรถบ้านเข้าไปด้วยในอนาคตอันใกล้นี้
ดูภายนอกหน้าตาอาจธรรมดาๆ แต่ลองเข้าไปดูข้างในซิ ขอบอกว่าจะทำให้อยาก Check In นอนค้างกันหลายๆ คืนเลยทีเดียว
เล็กๆ แต่หรูเรียบ สะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน แถมติดแอร์เย็นฉ่ำ มีฟรี WiFi ทีวีจอแบน ตู้เย็น ต่างๆ นาๆ ครบ ช่วยเพิ่มเสน่ห์ของ HUG ริมธาร ได้อย่างวิเศษ
เปิดประตูไปหน้าห้องก็เจอป่าไม้เขียวๆ อากาศเย็นสดชื่น และทางเดินลงไปเล่นน้ำในลำธารใสน้ำเย็นเฉียบได้เลยนะ
ห้องพักบางหลัง มีขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับสาย Backpacker คู่รัก และสาย Minimal ที่ต้องการความเรียบง่าย แต่สะดวกครบทุกความต้องการ
ห้องน้ำหรูดูดีขนาดนี้ ไม่บอกไม่เชื่อนะเนี่ย ว่าคือห้องพักภายในตู้คอนเทนเนอร์สุดหรูของ HUG ริมธาร
WOW! มองจากหน้าห้องพัก เห็นลำธารใสไหลเย็นขนาดนี้เลย แถมมีโขดหินธรรมชาติส่วนตัว ให้ลงไปนั่งแช่น้ำเล่นได้ราวกับสระอโนดาตในตำนาน ฮาฮาฮา
ที่พักดีๆ เขามีอาหารและเครื่องดื่มดีๆ มาเติมเต็มให้วันพักผ่อนของเราสมบูรณ์แบบ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก Soft Drink ที่ไม่เน้นแอลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำผลไม้ปั่น และกาแฟคั่วสดในชื่อ ‘โรงคั่ว ฮัก @กระบี่’ ที่คนกระบี่รู้จักกันดี
อาหารไทย อาหารฟิวชั่น และ Seafood แบบง่ายๆ สั่งทานกันได้เลยตามใจชอบ
เสน่ห์ที่ใครๆ พูดถึง HUG ริมธาร คือกรุ่นกลิ่นกาแฟคั่วรสละมุนของ ‘โรงคั่ว ฮัก @กระบี่’ ที่เป็นกาแฟคั่วใหม่สดทุกวันตาม order ลูกค้า
ที่สำคัญคือใช้เมล็ดกาแฟที่ปลูกจาก ดินภูเขาไฟ อันอุดมด้วยแร่ธาตุใต้พิภพของ บ้านแผ่นดินเสมอ อำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ นี่เอง
คั่วเมล็ดกาแฟดิบจากดินภูเขาไฟกันให้ดูเห็นๆ กลิ่นหอมฟุ้งไปแปดบ้านสิบบ้าน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จนเมล็ดกาแฟดิบสีขาวนวลกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม และยิ่งคั่วนานรสชาติก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้นด้วย
คั่วเสร็จแล้ว ก็นำเมล็ดกาแฟสุกมาบดเป็นผงละเอียด ชงด้วยน้ำเดือดในหม้อความดัน จนได้ กาแฟคั่ว ฮัก @กระบี่ ที่เข้มข้นหอมกรุ่นจนต้องติดใจ
สำรองห้องพักได้ที่ HUG Rimtarn Resort & Restaurant เลขที่ 172 หมู่ 6 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่
โทร. 06-1694-5979 / ID line : art_ttt / Email : hugrimtarnresort@gmail.com
Movenpick Bangkok สุขุมวิท 15 ความสุขที่กลืนกินได้
ในย่านถนนสุขุวิท Downtown สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ อันเป็นเสมือนย่านการค้าและหัวใจของธุรกิจ Mövenpick Hotel คือหนึ่งในจุดนัดพบสำหรับการพบปะสังสรรและเข้าพักในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว
จัดวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในซอยสุขุมวิท 15 ที่เข้าถึงได้สะดวกง่ายดาย วันนี้เราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก ‘ร้านอาหารลีลาวดี’ และ ‘Roof Top Bar’ ของโรงแรม Mövenpick Hotel กับการลิ้มลองอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นแสนอร่อย จนต้องมาบอกต่อ
โรงแรม Mövenpick สุขุมวิท 15 กรุงเทพ มีความเงียบสงบแต่ไม่ไกลจากถนนใหญ่ และมีบริการรถตุ๊กๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ไปยังห้าง Terminal 21, BTS และ MRT การตกแต่งจะเน้นโทนสีขาวเป็นหลัก และสีเขียวซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนผ่อนคลาย “สไตล์รีสอร์ทใจกลางสุขุมวิท”
ห้องอาหารลีลาวดี เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไฮท์ไลท์จะเป็นอาหารเมดิเตอร์เรเนียน แต่ก็ยังมีทั้งงอาหารไทย อินเตอร์ และจากสวิตเวอร์แลนด์ ให้เลือกสรรอีกด้วย
เริ่มต้นกันด้วย Mixed grill (main course) เป็นเมนูนำของห้
เรียกน้ำย่อยกันด้วย Salmon Tatar (appetizer) เป็นการผสมผสานของปลาแซลมอนทั้ง 2 ชนิดและ 2 รสชาติ ทั้งความหวานมั
ต่อกันด้วย ควินัน แสนอร่อย เป็นอาหารสุขภาพที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ ใครอยากควบคุมน้ำหนักลดหุ่น คุณอาจหลงรักเมนูนี้ก็ได้นะ
Aish Al Saray (เอช อัล ซาราย) เป็นขนมหวานสไตล์ fusion โดยส่วนประกอบหลักคือ Mascarpone cheese ถั่ว pistachio และกลิ่นกุหลาบ (rose water) อีกด้วย โดยเมนูนี้ถือเป็น Lebanese cheesecake 

Rainforest Rooftop Bar อยู่บริเวณชั้น 8 ของโรงแรม คือจุดหมายต่อไปในมื้อเย็นอันแสนพิเศษของเรา

โปรโมชั่น 15 Yourself เป็นโปรโมชั่นสุดคุ้ม เพราะได้ทั้ง unlimited appetizer, main course และ dessert และยังสามารถสั่ง เครื่องดื่มได้ในราคาเพียงแก้วละ 15++ เท่านั้น
โปรโมชั่น 15 Yourself จะเริ่มต้นด้วย Unlimited Mixed Mezze ซึ่งจะเน้นไปทางอาหารสุขภาพตามแบบฉบับของ Mediterranean (Hummus, Babaghanouj, Tabouleh) เสริฟพร้อมกับ pita bread แบบไม่อั้น จากนั้นเต็มอิ่มกับ BBQ station ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา เนื้อสัตว์อื่นๆ เสิร์ฟคู่กับ garlic sauce ที่ขึ้นชื่อ1 เซท/ท่าน ตบท้ายมื้ออร่อยด้วยขนมหวาน เช่น mango cheesecake ทั้งหมดนี้ราคาเพียงคนละ 777++บาทเท่านั้น
พิเศษสุดสำหรับท่านที่ออเดอร์โปรโมชั่นนี้ คือ จะได้รับสิทธิพิเศษในการสั่งเครื่องดื่มราคาเพียงแก้วละ 15++บาท เท่านั้น ซึ่งรวมทั้งไวน์ เบียร์ คอกเทล และซอฟดริ๊งค่ะ เหมาะมากสำหรับผู้ที่ชืนชอบเครื่องดื่มและอาหารแนวสุขภาพพร้อมทั้งสัมผัสกับบรรยากาศชิวๆที่ Rainforest Rooftop Bar โดยเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00น-22.00 น.

นอกจากเมนูแสนอร่อยที่พาไปชิมกันมาแล้วนั้น ที่นี่ยังมีขนมหวานอร่อยๆให้เลือกหม่ำอีกเพียบ ลองหาเวลามาสัมผัสนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่า ในย่านสุขุมวิท 15 ยังมีสถานที่สุดพิเศษนี้อยู่จริงๆ

Chocolate Bar (เสริฟตลอด 24 ชั่วโมงที่ห้องอาหารลีลาวดี) เครื่องดื่มแนวใหม่ กับการผสมผสานระหว่างช็อคโกแลตแท้จากสวิตเซอร์แลนด์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีให้เลือกระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 70% 80% และ 90% นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเป็นร้อนหรือเย็นได้อีกด้วย เหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มปิดท้ายมื้ออาหาร หรือแทนขนมหวาน มีให้เลือกกว่า 30 เมนู
Choco Castro (Hennessy V.S.O.P, Rum, Baileys Irish Cream, Swiss Chocolate, Cream) เป็นตัวแนะนำรสชาติเข้มข้นจากช็

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โรงแรมเมอเวนพิค สุขุมิวท 15 กรุงเทพ โทร. 0-2119-3100
อีเมล : hotel.sukhumvit15.reservations@movenpick.com
Facebook : https://www.facebook.com/movenpickBKK/
เที่ยวสุขใจ ซาลามัตชายแดนใต้ @ปัตตานี
สามจังหวัดชายแดนใต้ ดินแดนแห่งความสดใหม่ไร้การปรุงแต่ง ดินแดนแห่งรอยยิ้มและมิตรไมตรี ดุจคำกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนว่า ‘ซาลามัตชายแดนใต้’ วันนี้เราได้ไปเที่ยว จังหวัดปัตตานี ดินแดนพหุวัฒนธรรมที่มีทั้งพี่น้องชาวมุสลิม จีน และไทย อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์มาช้านาน เหมาะไปเที่ยวชมกันได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัย Silver Age ที่แม้จะมีอายุมาก แต่ก็เที่ยวปัตตานีได้สบาย
1. มัสยิดกลางปัตตานี อ.เมืองปัตตานี ‘สถาปัตยกรรมงดงามตามแบบทัชมาฮาล’
ถือเป็นมัสยิดสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และเป็นหนึ่งในมัสยิดสำคัญที่สุดของภาคใต้ เป็นศูนย์รวมใจของพี่น้องชาวมุสลิมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ที่เริ่มเปิดใช้งาน ความโดดเด่นอยู่ที่สถาปัตยกรรมการก่อสร้าง เลียนแบบทัชมาฮาลในอินเดีย ตรงกลางมีโดมขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยหอขาน (หออะซาน) 4 หอ ด้านหน้ามีสระน้ำใหญ่ ยามค่ำคืนเปิดไฟหลากสีประดับประดาอย่างงดงาม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด แต่ต้องแต่งกายสุภาพ ไม่ส่งเสียงดังโวยวาย และต้องเคารพผู้ที่มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วย
2. มัสยิดกรือเซะ อ.เมืองปัตตานี ‘300 ปี แห่งศูนย์รวมใจพี่น้องชาวมุสลิม’
หรือ มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ เป็นมัสยิดเก่าแก่กว่า 300 ปี ซึ่งในอดีตเข้าใจผิดกันว่าเพราะต้องคำสาปจึงสร้างไม่เคยเสร็จ ทว่าปัจจุบันได้มีการพิสูจน์โดยนักโบราณคดีแล้วว่า โครงสร้างที่เหลือในปัจจุบัน คือร่องรอยของตัวมัสยิดที่เคยงดงามสมบูรณ์ในอดีต สันนิษฐานกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยการผสมผสานศิลปกรรมตะวันออกกลางและยุโรปเข้าด้วยกัน แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะมิได้ฉาบปูนทาสี แต่มัสยิดกรือเซะก็ยังทำหน้าที่เป็นโบราณสถานและศูนย์รวมใจพี่น้องชาวมุสลิมอย่างเหนียวแน่น ด้านหน้ามีแท่นปืนใหญ่โบราณ (จำลอง) ตั้งอยู่ สำรวจพบว่าเป็นที่หล่อปืนใหญ่หลายกระบอกด้วยวิทยาการล้ำสมัย
3. ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว อ.เมืองปัตตานี ‘ศาลศักดิ์สิทธิ์ ตำนานเจ้าแม่แห่งศรัทธา’
หรือศาลเจ้าเล่งจูเกียง เป็นที่ประดิษฐานรูปแกะสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว พระหมอเจ้าแม่ทับทิม และองค์พระอีกหลายองค์ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นที่เลื่อมใสของชาวไทยเชื้อสายจีน ทั้งในท้องถิ่น และจากจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ เปิดให้เข้าสักการะได้ทุกวัน เมื่อย่างเข้าไปภายในจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความศรัทธา และเรื่องราวของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งท่านลงเรือจากเมืองจีนมาสู่ปัตตานี เพื่อติดตามพี่ชาย คือ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ให้กลับบ้านเกิด แต่ไม่สำเร็จ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจึงตัดสินใจปลิดชีวิตตนเอง ตามสัญญาที่มีกับแม่ ว่าถ้าตามพี่ชายกลับไปไม่ได้ ก็จะไม่กลับบ้านอีก ทุกปีจะมีงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ทุกเดือนกุมภาพันธ์

4. พิพิธภัณฑ์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว อ.เมืองปัตตานี ‘แหล่งความรู้คู่เมืองปัตตานี’
ตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งจัดสร้างขึ้นใหม่ ภายในติดแอร์เย็นฉ่ำ บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของเมืองปัตตานีในอดีต ที่มีลักษณะเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ รวมทั้งมีเรื่องราวของพระหมอ, เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และอื่นๆ อีกมากมาย ใครที่สนใจด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มาเยี่ยมชมไม่ผิดหวังแน่นอนจ้า
5. สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว อ.เมืองปัตตานี ‘รำลึกตำนานเจ้าแม่’
ตั้งอยู่ใกล้มัสยิดกรือเซะ เป็นที่ฝังศพของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งในอดีตท่านได้ลงเรือจากเมืองจีน มาตามพี่ชาย คือ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ให้กลับบ้านเกิด ทว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้มีครอบครัวแต่งงานและเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามแล้ว เมื่อตามพี่ชายกลับบ้านเกิดไม่สำเร็จ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจึงตัดสินใจปลิดชีวิตตนเอง ด้วยสัญญาไว้กับแม่ว่า หากตามพี่ชายกลับไม่ได้ ก็จะไม่ไปให้เห็นหน้าอีก ปัจจุบันสถานที่นี้มีลักษณะเป็นเนินดินใหญ่ ที่มีหญ้าเขียวขึ้นปกคลุม และมีประชาชนผู้ศรัทธามาสักการะกันทุกวัน
6. CHINA TOWN ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี ‘กือดาจีนอ เมืองเก่าเล่าเรื่องอดีต’
กือดาจีนอ ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า ‘ย่านตลาดจีนเก่าของเมืองปัตตานี’ ก็คงพอมีคนรู้จัก แม้ว่าจะซบเซาไปนาน แต่บัดนี้ได้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นใหม่ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของหลายฝ่าย จนกลายเป็นถนนวัฒนธรรมน่าเที่ยว เดินเล่นถ่ายภาพ เรียนรู้เรื่องราวอดีตกันได้ในทุกย่างก้าว กือดาจีนอ หรือตลาดจีนเก่า นี้ แท้จริงแล้วคือถนนปัตตานีภิรมณ์เลียบแม่น้ำปัตตานี ไปจนถึงศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องโบราณ ในลักษณะบ้านคนจีน โรงเตี๊ยม และร้านค้า มีการจัดมุมถ่ายภาพน่ารักๆ พร้อมด้วยเติมภาพวาด Street Art สวยๆ เข้าไปตามฝาผนัง ทำให้กือดาจีนอมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
7. Sky Walk ปัตตานี ต.รูสะลิแล อ.เมืองปัตตานี ‘Landmarkใหม่ใกล้ชิดธรรมชาติ’
น่าตื่นตาตื่นใจสุดๆ กับ Skywalk แห่งแรกของปัตตานี ตั้งอยู่ในสวนสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีความยาวถึง 400 เมตร สูง 12 เมตร เชื่อมต่อจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน โดยโครงสร้างเป็นเหล็กรับน้ำหนักได้ราวๆ 400 กิโลกรัม/ตารางเมตร มีบันไดขึ้นลง 2 ทาง พร้อมศาลาพักผ่อน 5 จุด ความน่าตื่นเต้นอยู่ตรงที่พื้นสะพานเหล็กของ Skywalk คล้ายตาข่ายเหล็กโปร่ง มองทะลุลงไปเห็นพื้นและป่าชายเลนเบื้องล่างได้แจ่มชัด น่าตื่นเต้นสุดๆ คนนิยมมาเที่ยวกันตอนเย็นๆ เพราะมองออกไปเห็นพระอาทิตย์ตกที่แหลมตาชี ได้อย่างน่าประทับใจ
8. บ้านบางปู อ.ยะหริ่ง ‘อุโมงค์โกงกางมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ’
นี่คือชุมชนชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนยะหริ่งของอ่าวปัตตานีมากว่า 100 ปี อันเป็นแหล่งที่มีปูดำอย่างชุกชุม ด้วยสภาพธรรมชาติป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง นอกจากวิถีประมงพื้นบ้านที่ยังเห็นได้ทุกเมื่อเชื่อวันแล้ว เขายังมีกิจกรรมล่องเรือหางยางเข้าไปเที่ยวชมระบบนิเวศป่าชายเลน หรือ Mangrove Forest โดยเฉพาะบริเวณ ‘อุโมงค์โกงกาง’ ยาว 700 เมตร ซึ่งมีต้นโกงกางสองฝั่งโอนเอนเข้าหากัน คล้ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ร่มรื่นเย็นสบาย ให้เรือลอดเข้าไปช้าๆ ระหว่างทางเราจะได้เห็นนกนานาชนิด พร้อมด้วยกิจกรรมเก็บหอยในป่าชายเลนมาทำกับข้าวกินกัน (สนใจติดต่อ นายคมกริช เจะเซ็ง บ้านบางปู โทร. 08-8389-4508)
9. วัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ ‘ตำนานหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด’
เป็นวัดสำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ ด้วยบารมีของ ‘หลวงพ่อทอด’ ซึ่งคนไทยและคนในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง ตามตำนานเล่าว่า พระยาแก้มดำเจ้าเมืองไทรบุรี ต้องการหาชัยภูมิสร้างเมืองใหม่ให้น้องสาว จึงเสี่ยงสัตย์อธิษฐานปล่อยช้างและไพร่พลเดินตามไปเมื่อถึงป่าแห่งหนึ่ง (วัดช้างให้ปัจจุบัน) ช้างก็เดินวนเวียนและร้อง 3 ครั้ง พระยาแก้มดำจึงถือว่าเป็นนิมิตที่ดีที่จะสร้างเมือง แต่น้องสาวไม่พอใจ จึงไปสร้างเมืองปัตตานีที่ริมชายทะเลแทน
เมื่อหลวงพ่อทวดมรณภาพที่เมืองไทรบุรี ศิษย์ได้นำศพท่านกลับมาที่วัดช้างให้ แต่ต้องพักแรมระหว่างทางหลายวันกว่าจะถึงวัดช้างให้ เมื่อตั้งศพอยู่ที่ใด ก็จะเอาไม้ปักหมายไว้ทุกแห่ง จนกระทั่งถึงวัดช้างให้ สถานที่ตั้งศพพักระหว่างทางนี้กลายเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนมาถึงปัจจุบัน บางแห่งก่อเป็นเจดีย์หรือสถูปไว้ โดยถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังเช่นที่อัฐิของหลวงปู่ทวดได้บรรจุไว้ในเจดีย์ของวัดนี้ ให้คนได้สักการะกัน
10. วัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดหลวงพ่อดำ) อ.หนองจิก ‘ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง’
เป็นพระอารามหลวงที่พระยาวิเชียรสงคราม (เกลี้ยง) เจ้าเมืองหนองจิก สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2388 ภายในวัดมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระอรหันต์ และวิหารต่างๆ นอกจากนี้ยังถือเป็นแหล่งกำเนิดการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมของมณฑลปัตตานีในอดีตด้วย เพราะมีการเปิดสอนหนังสือตามหลักสูตรประถมศึกษาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2444 อีกทั้งเมื่อปี พ.ศ. 2433 พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ได้เคยเสด็จวัดนี้ และใช้น้ำในบ่อไปประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาด้วย

11. พิพิธภัณฑ์เครื่องถมทองและเครื่องจักสาน โรงแรมซีเอสปัตตานี อ.เมืองปัตตานี ‘พิพิธภัณธ์แห่งความภักดี’
โรงแรมซีเอส ปัตตานี เป็นโรงแรมระดับมาตรฐาน ที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของปัตตานีได้อย่างไม่อายใคร เพราะทั้งห้องพัก บริการ และอาหาร ก็ล้วนน่าประทับใจไปทุกสิ่งอย่าง นอกจากนี้บนชั้น 2 ของโรงแรม ยังมีการจัดเป็นห้องพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ไว้ถึง 2 ห้อง อันเกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา โดยห้องแรกจัดแสดงเครื่องจักสาน และห้องที่สองจัดแสดงเครื่องถมทองตามแบบภาคใต้ ที่มีความละเอียดประณีตงดงามอย่างยิ่ง สนใจขอเข้าชมได้ทุกวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ติดต่อ โทร. 0-7333-5093)
สิ่งที่ห้ามพลาดชมด้วยประการทั้งปวง คือ ชุดเครื่องถมทองเป็นชุดเครื่องเขียนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับประธานาธิบดี ชาร์ล เดอโกล ของฝรั่งเสศในอดีต จากนั้นเจ้าของโรงแรมซีเอส ปัตตานี ได้ไปพบในร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งในต่างประเทศโดยบังเอิญ จึงซื้อกลับมาแสดงไว้ให้คนไทยได้ชื่นชม
12. หอนาฬิกาเมืองปัตตานี ‘Landmark สำคัญกลางใจเมือง’
มีชื่อเล่นว่า ‘หอนาฬิกา 3 วัฒนธรรม’ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2554-2555 เปิดใช้เป็นทางการปี พ.ศ. 2556 สร้างขึ้นด้วยการผสมผสานศิลปกรรมของ 3 วัฒนธรรม คือ มุสลิม จีน และไทย สะท้อนถึงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีชนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์มาเนิ่นนาน
13. ร้านอาหารบ้าน เดอ นารา อ.เมืองปัตตานี ‘ต้นตำรับอาหารปัตตานีที่น่าลิ้มลอง’
เที่ยวปัตตานีกันมาเกือบทั่วแล้ว ชักจะหมดแรง ได้เวลาไปเติมพลังกันที่ ‘ร้านบ้าน เดอ นารา’ (17/239 ซอย 21 ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทร. 0-7333-7031) อิ่มอร่อยกับอาหารปักษ์ใต้ต้นตำรับ พร้อมด้วยอาหารไทยนานาชนิด ในบรรยากาศบ้านโบราณอันสวยงาม สั่งได้เลยทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็นปลาทอดขมิ้น, กุ้งทอดตะไคร้, ทอดมันเดอนารา, แกงเหลืองกะทิ, แกงมัสมั่นไก่, พริกหยวกสอดไส้, บูดูทรงเครื่อง และอีกมากมาย แค่คิดก็น้ำลายสอแล้วสิ




SPECIAL THANKS โครการ ‘ซาลามัตชายแดนใต้’ จ.นราธิวาส-ยะลา-ปัตตานี
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท สำนักงานนราธิวาส-ยะลา-ปัตตานี โทร. 0-7352-2411 , 0-7354-2345






