14 ที่เที่ยวมุมมองใหม่ สดใสกว่าเดิม @นครสวรรค์-พิจิตร
ลมหนาวพัดโชยมาแล้ว แม้ปีนี้ฝนจะตกเยอะหน่อย และอากาศยังไม่หนาวจัดมาก ทว่าคนที่รักการท่องเที่ยวแบบเราก็ยังคงออกเดินทาง ค้นหาสถานที่แปลกใหม่สวยงามทั่วเมืองไทย ทริปนี้ขอชวนไปเที่ยวง่ายๆ ไม่ไกลจากเมืองกรุงที่ “นครสวรรค์-พิจิตร” กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดมุมมองใหม่ภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน รับรองว่าจะทำให้คุณต้องรีบเก็บกระเป๋าออกเดินทางกันเลยทีเดียว
(1). ทุ่งปอเทือง ไร่ธรรมชัย จังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอตากฟ้า)
ทุ่งปอเทืองไร่ธรรมชัย อยู่ที่บ้านซับตะเคียน อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ไม่ได้มีให้ชมกันตลอดปี ต้องรีบตัดสินใจไป เพราะจะมีเฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม หลังจากนั้นพื้นที่กลับไปเป็นทุ่งข้าวโพด และเปลี่ยนสลับมาปลูกปอเทืองและดอกทานตะวันเพื่อการท่องเที่ยว ในฤดูหนาว (ศูนย์บริการข้อมูล โทร. 0-5636-3085)
ในพื้นที่หลายร้อยไร่ ดอกปอเทืองสีเหลืองอร่ามสะพรั่งบานรับท้องฟ้าอันสดใส มีมุมถ่ายภาพเก๋ๆให้ด้านหน้า เป็นบันไดไต่ฟ้า โพสต์ท่าถ่ายภาพประทับใจไว้อวดเพื่อนๆ ได้ไม่อายใคร ค่าเข้าชมก็ไม่แพง แค่คนละ 10 บาทเท่านั้น ติดอยู่นิดเดียวตรงห้องน้ำมีน้อยและไม่ค่อยสะดวก ก่อนเข้ามาเที่ยวจึงอาจจะต้องหาที่แวะทำธุระส่วนตัวมาให้เรียบร้อย
นอกจากดอกปอเทืองกับทานตะวันแล้ว ยังมี ดอกหงอนไก่ สีสดใสให้ชื่นชมด้วย
ทุ่งดอกคอสมอส ไร่ธรรมชัย อยู่ตรงทางเข้าก่อนถึงส่วนที่เป็นทุ่งปอเทือง
แค่มองจากด้านหน้าตรงริมถนนเข้าไปใน ไร่ธรรมชัย ก็สวยตื่นตาตื่นใจแล้วล่ะ
ดอกปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่ว ที่มีประโยชน์มากต่อเกษตรกร เพราะหลังจากเก็บเกี่ยวพืชไร่หลักเสร็จแล้ว ก็นิยมปลูกปอเทืองเพื่อบำรุงดิน ช่วยเติมไนโตรเจนและธาตุอาหารต่างๆ ให้ดินได้อย่างดี หลายคนอาจไม่รู้ว่าปอเทืองเป็นพืชที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้เกษตรกรนะจ๊ะ

จากทางเข้าด้านหน้า มีรถแทรกเตอร์พ่วงให้บริการ พานั่งชมไปรอบๆ ไร่ธรรมชัย มุมไหนสวย สามารถจอดรถลงไปเก็บภาพได้เต็มที่เลย ช่วงกลางวันแดดร้อนหน่อย แต่ก็ได้ภาพแจ่มแจ๋วดีเนอะ
(2). กองเสบียงฟาร์ม จังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอเมืองฯ)
ชื่อ “กองเสบียงฟาร์ม” ฟังดูอาจไม่คุ้นหูเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่เอี่ยมอ่องของจังหวัดนครสวรรค์ เพิ่งเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 นี่เอง ในพื้นที่หลายสิบไร่จัดเป็น Theme Park สไตล์ฟาร์ม เพื่อการเรียนรู้ของทุกคน โดยเฉพาะเยาวชน นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ให้สัมผัสได้อย่างลงตัว มากันเป็นครอบครัวมีกิจกรรมสันทนาการแบบ Soft Adventure และมุมพักผ่อนถ่ายภาพมากมาย
(เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ / คนที่เข้ามาวิ่งออกกำลังกาย เข้าได้ตั้งแต่เวลา 07.00 น. / ที่นี่เข้าฟรี แต่กิจกรรมบางอย่างต้องเสียค่าบริการเพิ่มเล็กน้อย เช่น ยิงปืน, ขี่รถ ATV ฯลฯ / สอบถามเพิ่มเติมที่ อบต.นครสวรรค์ออก โทร. 0-5621-7863)
ชื่อ “กองเสบียงฟาร์ม” มีที่มาคือพื้นที่ตรงนี้จริงๆ เป็นเขตทหารของกองเสบียง จึงนำชื่อมาใช้ให้เป็นกิมมิกเก๋ๆ สามารถเที่ยวเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ได้หลายแห่ง อาทิ ศูนย์บินฝนหลวง, ท้องฟ้าจำลองนครสวรรค์, แปลงผักออร์แกนิก ฯลฯ เรียกว่าเที่ยวไปเรียนรู้ไป สนุกแบบมีสาระกันได้ทั้งครอบครัว ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของ อบต. นครสวรรค์ออก ซึ่งเริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2561 และมาเปิดตัวในปลายปี 2565 นี่เอง
กองเสบียงฟาร์ม มีมุมถ่ายภาพเก๋ๆ นำเอาธีมของความรัก Falling in Love เข้ามาเพิ่มความเก๋ให้พื้นที่
ต้นไม้แห่งความรัก Tree House of Love สามารถเดินขึ้นบันไดไปนั่งชมวิวมุมสูง หรือนั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ชมธรรมชาติแมกไม้สีเขียว
ร้านกาแฟและพี่กอริลลา เป็นมุมถ่ายภาพ Landmark ของกองเสบียงฟาร์มที่ห้ามพลาด
กองเสบียงฟาร์ม มีสัตว์หลายอย่างให้เที่ยวชม ทั้งแกะ ม้า กระต่าย ปลาคาร์ป สามารถเที่ยวชมโดยใช้วิธีเดิน นั่งรถพ่วง หรือขี่รถ ATV ก็ได้ มีให้เช่าเป็นชั่วโมงหรือเป็นรอบๆ
เด็กๆ มาเที่ยวที่ กองเสบียงฟาร์ม น่าจะมีความสุขมาก เพราะมีสนามเด็กเล่นสร้างไว้ให้โดยเฉพาะเลย
หนึ่งในไฮไลท์ของ กองเสบียงฟาร์ม คือ “บ่อปลาคาร์ปนับหมื่นตัว” ที่แหวกว่ายอยู่ในบ่อน้ำใสสีเขียวมรกต พร้อมด้วยซุ้มที่นั่งปิกนิกกินอาหารกันได้แบบชิวชิว
ใครที่ชอบกิจกรรมผจญภัยแบบ Soft Adventure ต้องไม่พลาด ขี่รถ ATV สี่ล้อโต วนไปในถนนรอบๆ กองเสบียงฟาร์ม มีรถทั้งแบบเกียร์ออโต้ และเกียร์ธรรมดา ให้เลือกตามถนัด เสร็จแล้วอย่าลืมไปยิงปืนอัดลมต่อด้วยนะ ฝึกสมาธิและความแม่นยำได้ดีมาก
(3). ถนนคนเดินริมน้ำชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอชุมแสง)
ด้วยระยะทางเพียงประมาณ 40 กิโลเมตร จากอำเภอเมืองนครสวรรค์ ไม่นานก็ถึง “อำเภอชุมแสง” ดินแดนที่มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน จึงเป็นเส้นทางคมนาคมและค้าขายทางน้ำอันรุ่งเรืองเฟื่องฟูมาแต่อดีต ทุกวันนี้กลับมามีชีวิตชีวาเมื่อมี “ถนนคนเดินริมน้ำชุมแสง” เปิดภาพบางส่วนเสี้ยวของอดีตให้เราสัมผัส ท่ามกลางกลิ่นอายอดีตนั้น มีภาพความงามของศิลปะร่วมสมัยเข้ามาเจือ ช่วยเพิ่มเสน่ห์น่าเดินทอดน่องท่องเที่ยวในเวลาเย็นย่ำ
ในชุมชนริมน้ำย่านตลาดเก่า มีการจัดมุม Check In เก๋ๆ และภาพถ่ายในอดีตของชุมแสงไว้ให้ดู
ไฮไลท์ของถนนคนเดินริมน้ำชุมแสง เผยตัวขึ้นเมื่อแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ฉานฉาย ถนนคนเดินที่มีร้านรวงขายอาหารนานาชนิดเริ่มเปิดไฟ พร้อมด้วยที่นั่งเล่นริมแม่น้ำน่าน แลเห็นสะพานแขวนทอดข้ามแม่น้ำ และอาทิตย์อัสดงได้ชัดเจน ที่นี่มี Icon เป็นหน้ากากเอ็งกอ หนึ่งในการแสดงมีชื่อเสียงของนครสวรรค์
ของกินพื้นบ้านหลากหลาย เดินเที่ยวไปกินไปกันจนอิ่มแปล้แน่นอนที่ ถนนคนเดินริมน้ำชุมแสง
สะพานหิรัญนฤมิต เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำน่าน หน้าตลาดถนนคนเดินชุมแสง
แสงสุดท้ายของวัน ณ ถนนคนเดินริมน้ำชุมแสง
จากสะพานหิรัญนฤมิตมองกลับลงไปยังฝั่งตลาดเก่าชุมแสง แลเห็นภาพรวมของริมน้ำ ถนนคนเดิน ตลาด และอาคารบ้านเรือน ที่มีอดีต มีเรื่องเล่าเรื่องราวมากมายให้ค้นหา
(4). ตลาดฟื้นอดีตบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร (อำเภอบางมูลนาก)
ใครที่โหยหาอดีตและรักงานศิลปะร่วมสมัย ถ้าได้มาเยือน “ตลาดฟื้นอดีตบางมูลนาก” คงมีความสุขล้นเหลือ เพราะที่นี่คือตัวแทนของหนึ่งในชุมชนชาวไทยจีนริมแม่น้ำน่าน ซึ่งไหลเชื่อมโยงพิจิตร-นครสวรรค์เข้าด้วยกัน บนเส้นทางค้าขายทางน้ำในอดีต ว่ากันว่าเดิมที่นี่ชื่อ “บางขี้นาก” เพราะมักมีตัวนากขึ้นมาถ่ายมูลไว้ริมตลิ่งมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า “บางขี้นาก” แล้วได้เปลี่ยนชื่อให้ไพเราะเสนาะหูขึ้นภายหลังว่า “บางมูลนาก” 
ทุกวันนี้ตลาดเก่าบางมูลนากได้พลิกฟื้นคืนสภาพ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนผ่านมุมถ่ายภาพเก๋ๆ มีเส้นทางเดินเที่ยว Slow Life ลัดเลาะเข้าไปชมเรือนไม้เก่าสองชั้น ที่มีทั้งร้านตัดผมเก่า ร้านยาเก่า ศาลเจ้าพ่อแก้วหลังเก่า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ชุมชน และมุมร้านกาแฟริมน้ำน่านน่านั่ง
จากบริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อแก้วหลังเก่าในชุมชนบางมูลนาก มองไปจะเห็นโค้งแม่น้ำน่านอันสวยงาม คงความสงบร่มรื่นของแมกไม้สีเขียวสองฝั่ง กำลังมีการสร้างสะพานทางเดินชมวิวและสวนหย่อมริมน้ำ นับเป็นมุมธรรมชาติที่ห้ามพลาด
ภาพ Street Art เก๋ๆ ตลอดเส้นทางเดินชมชุมชนบางมูลนาก สะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมจีนของคนบางนี้
ที่บางมูลนากมีพิพิธภัณฑ์ชุมชนเปิดให้ชมและถ่ายภาพได้ฟรีทุกวัน ลองเข้าไปสัมผัสเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนจีนริมน้ำน่าน ที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูเมื่อเกือบร้อยปีก่อน
จริงๆ แล้วเสน่ห์อีกอย่างของบางมูลนากคือ ของกินอร่อยๆ รสชาติดั้งเดิม ที่นักชิมต้องตามหา ไม่ว่าจะเป็น ขนมจีบซาลาเปา เจ๊เชียร ขายมากว่า 40 ปี, น้ำแข็งใสหวานเย็นแบบโบราณ (ซอยธนาคารกสิกรไทย), ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด เจ๊เม้าเจ้าเก่า (มาจากสี่แยกบางมูลนาก เลยบิ๊กซีไป อยู่ขวามือ), Chang Coffee & Ice Cream, บ้าบิ่นบางมูลนาก ที่ขายมากว่า 35 ปี มีกลิ่นใบเตย กลิ่นข้าวเหนียวดำ กลิ่นนมแมวแบบโบราณ (อยู่ติดธนาคารกรุงไทย สาขาบางมูลนาก) ฯลฯ เตรียมล้างท้องมากินกันได้เลยจ้า
(5). ศาลเจ้าพ่อแก้ว อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร
ห่างจากชุมชนริมน้ำบางมูลนากไปนิดเดียวคือที่ตั้งของ “ศาลเจ้าพ่อแก้ว” อันเป็นศูนย์รวมใจรวมศรัทธาของคนบางมูลนากมาหลายชั่วอายุคน ศาลเจ้าดั้งเดิมเก่าแก่ที่มีขนาดเล็กนั้น จริงๆ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านในชุมชนบางมูลนาก ทว่าภายหลังได้มีการอันเชิญเจ้าพ่อแก้วหรือปึงเถ่ากงให้มาสถิตอยู่ในศาลใหม่แทน โดยทุกปีช่วงเดือนธันวาคมจะมีการจัดงานฉลองเจ้าพ่อแก้วอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยขบวนแห่ล่อโก๊ว สิงโต เอ๊งกอ และขบวนแห่เปียของสาวงาม ฟ้อนรำสนุกสนาน
(6). ย่านเก่าวังกรด จังหวัดพิจิตร (อำเภอเมืองฯ)
หากใครเคยนั่งรถไฟสายเหนือและสังเกตให้ดีจะคุ้นชื่อ “สถานีรถไฟวังกรด” นี่คือหนึ่งในชุมชนจีนย่านการค้าตลาดที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้จัดท่องเที่ยวแบบน่ารักๆ ภายใต้ชื่อ “ย่านเก่าวังกรด” ฟื้นภาพอดีตร้อยปีให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง บวกกับเสน่ห์ของกินพื้นเมืองอร่อยๆ เพียบ ทำให้ย่านเก่าวังกรดมีชื่อเสียงระบือไกล แม้แต่คนในตัวอำเภอเมืองพิจิตรก็ยังขับรถมากินข้าวเที่ยงกันที่นี่เลย
หอนาฬิกาหน้าสถานีรถไฟวังกรด Land Mark สำคัญของย่านเก่าวังกรด
เดินทอดน่องท่องเที่ยวอย่างแช่มช้า ชมเรือนไม้โบราณในย่านร้านตลาด แวะร้านโชห่วยเก่าแก่ พูดคุยกับคุณลุงเจ้าของร้าน อดีตนักแบตมินตันมือฉมัง ฟื้นเรื่องราวอดีตน่ารักๆ ให้เราฟัง
ศาลเจ้าพ่อวังกลม อันศักดิ์สิทธิ์ คือศูนย์รวมใจรวมศรัทธาของชาววังกรดมานับร้อยปีแล้ว ตัวศาลเจ้าตั้งอยู่สุดซอยริมน้ำหน้าสถานีรถไฟ แต่ทุกปีช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน จะมีการจัด “งานฉลองเจ้าพ่อวังกลม” หรือ “งานงิ้ว” อันเชิญเจ้าพ่อออกมาตั้งปรัมพิธีอยู่กลางตลาด ให้ลูกหลานได้สักการะ และชมงิ้วในยามค่ำกันอย่างสนุกสนาน พร้อมด้วยออกร้านของกินขึ้นชื่อย่านเก่าวังกรดนับสิบๆ เมนู
งานงิ้วช่วงเดือนพฤศจิกายน ณ ย่านเก่าวังกรด เพลิดเพลินกับนาฎศิลป์จีน ที่งดงามด้วยท่ารำ บทร้อง และดนตรีจีนอันมีเอกลักษณ์ ทุกคืนจะแสดงในท้องเรื่องต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ราวๆ หนึ่งทุ่มถึงเที่ยงคืน
ขึ้นชื่อว่าย่านเก่าวังกรดเป็นศูนย์รวมของกินพื้นบ้านอร่อยๆ ไว้เพียบ หนึ่งใน Signature Menu ที่หาชิมได้ตลอดปีคือ “หมูสะเต๊ะเจ๊หยี” ขายมาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี รสชาติอร่อยไม่เปลี่ยน เอกลักษณ์คือเนื้อหมูนุ่มมาก แต่ละไม้ขนาดพอดีคำ มีอาจาดผักและน้ำจิ้มถั่วเป็นเครื่องเคียง และด้วยขนาดแต่ละไม้ที่ไม่ใหญ่มาก ถ้ากินเพลินๆ กินให้อิ่ม คนละ 20 ไม้ก็ยังไม่พอ ขอบอกเลยว่าเจ๊หยีขายวันหนึ่งได้เป็นแสนๆ บาท เรียกว่าขายแบบนับไม้กันไม่ทันเลยล่ะ
ในงานงิ้วประจำปีของย่านเก่าวังกรดมีของกินอร่อยๆให้ชิมหลากหลาย ทั้งข้าวต้มปลาสูตรน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวโบราณ, ปลาแม่น้ำเผาสดๆ เนื้อนุ่มหวานฉ่ำ, ขนมเบื้องโบราณ, ออส่วน, หอยจ๊อ และอาหารจีนต่างๆ
เมื่อพูดถึง “บัวลอยหน้างอ” ในบรรดานักชิมอาหารพื้นบ้านชื่อดังคงไม่มีใครไม่รู้จัก “เจ๊ดม” ผู้มีชื่อเสียงแห่งวังกรด กับเมนูบัวลอยไข่หวานสูตรโบราณ ขายมานานหลายสิบปีจนโด่งดัง ด้วยวัตถุดิบคุณภาพ เนื้อแป้งนุ่มหนึบ น้ำกะทิหวานหอมกลมกล่อม ไม่หวานจัด และเม็ดบัวลอยปั้นมือเล็กๆ จุ๋มจิ๋ม กินอร่อย แต่ที่ทำให้ทุกคนจำเจ๊ดมได้ไม่ลืม คือเสียงพูดดังโววายสไตล์จริงใจ เสียงได้ยินไปสามบ้านแปดบ้าน บางทีขายไปด่าไปแบบน่ารัก ทำให้ลูกค้าติดใจ มายืนต่อคิวกันเนืองแน่นตลอดวัน
“ผัดไทยหอยทอด ร้านเจ๊กำไล” ย่านเก่าวังกรด คืออีกหนึ่งเมนูชื่ดังที่ห้ามพลาด แป้งนุ่ม เนื้อหอยสดรสดี มีขายทุกวันจ้า
ไม่ไกลจากหอนาฬิกาหน้าสถานีรถไฟวังกรด เดินเลาะริมถนนมาตามย่านเรือนไม้เก่า ด้านขวามือจะพบกับร้าน “ฮะ เตี๋ยวปิ่นโต” ร้านอร่อยที่มีกิมมิกรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้ภาชนะแบบโบราณที่เราคุ้นเคยเสิร์ฟให้ลูกค้า เมนูเด่นในร้านบรรยากาศย้อนยุคมีทั้งก๋วยเตี๋ยวหมูแดงแห้ง-น้ำ เล็กต้มยำ บะหมี่เส้นเล็กเส้นใหญ่ ฯลฯ รวมถึงกาแฟเย็นโบราณรสชาติเข้มข้น แต่ที่ประทับใจสุดๆ ก็คือรอยยิ้มและน้ำใจไมตรรีของแม่ค้านี่ละ
ของกินเล่นในย่านเก่าวังกรดมีหลายอย่าง ห้ามพลาด “สาคูไส้หมูป้าเฒ้า” ที่ขายมาไม่ต่ำว่า 40 ปี ร้านนี้เป็นบ้านไม้เก่าสองชั้นเล็กๆ แอบอยู่ด้านซ้ายมือในซอยเดินเข้าศาลเจ้าริมน้ำ เสน่ห์ของสาคูไส้หมูป้าเฒ้าคือ เนื้อแป้งหนุ่มหนึบ ลูกเล็กพอดีคำ เนื้อสาคูไม่ได้มีแต่ถั่ว ทว่ายังมีส่วนผสมของเนื้อหมูในสัดส่วนลงตัว รสชาติไม่หวานจัด กินเพลินมาก
ฝั่งตรงข้ามร้านฮะเตี๋ยวปิ่นโต แค่ข้ามถนนมาจะพบร้านขนมหวานเจ้าดังของย่านเก่าวังกรด มีทั้งซื้อกลับบ้านและนั่งกินที่ร้าน คงเอกลักษณ์ของขนมตักใส่ถ้วยแบบโบราณ สั่งได้ตามใจชอบสามสี่อย่าง จะแต่งหน้าด้วยขนมปังหรือไม่ก็ได้ ร้านนี้ขายดีมากนะ บ่ายๆ ก็หมดแล้ว
ชิมอาหารพื้นบ้านอร่อยๆ ของย่านเก่าวังกรดกันมาเพียบจนอิ่มแปล้ ต้องเผื่อท้องไว้ให้ “น้ำมะนาวดอง ร้านไซ้ลุ่ย” ด้วย ร้านนี้ขายมากว่า 50 ปี สืบทอดวิธีการดองมะนาวแบบดั้งเดิมมาจากบรรพบุรุษ เป็นอาหารแบบจีนที่หาชิมยากมากแล้วในปัจจุบัน จัดเป็นเครื่องดื่มสุขภาพที่ช่วยบำรุงร่างกายก็คงจะไม่ผิดนัก วิธีการคือคัดเลือกมะนาวแป้นอย่างดี มาดองน้ำเกลือ สลับกับการตากแห้งจนได้ที่ ใครผ่านไปผ่านมาแถวหอนาฬิกาหน้าสถานีรถไฟวังกรด จะเห็นร้านไซ้ลุ่ยไม่ยาก สั่งแบบใส่น้ำแข็งเย็นชื่นใจ เดินดูดไปเที่ยวไปได้สบายเลยจ้า
(7). ชิมฮง คาเฟ่ (Chim Hong Cafe) ย่านเก่าวังกรด จังหวัดพิจิตร (อำเภอเมืองฯ)
ร้านคาเฟ่สไตล์ Chinese Vintage สุดฮิป เปิดใหม่ ที่มาแรงแซงทางโค้งในทุกมิติของย่านเก่าวังกรด “ร้านชิมฮง คาเฟ่” นำชื่อมาจากชื่ออากงเจ้าของร้าน ใช้อาคารเก่ามาพลิกโฉมเป็นคาเฟ่น่ารักๆ สำหรับทุกคน ได้มานั่งพักผ่อนรับแอร์เย็นๆ กัน นอกจากเครื่องดื่มหลากหลายแล้ว ที่นี่ยังมีโซนห้องแอร์ และโซน Outdoor ในสวนสวยบรรยกาศดี (โทร. 09-7216-2389 / เปิดเฉพาะวันหยุด เวลาประมาณ 9.00-16.00 น.)
เครื่องดื่มของชิมฮง คาเฟ่ มีให้เลือกเยอะจริงๆ เมนูพิเศษๆ เช่น กาแฟมะพร้าว และกาแฟใส่ลอดช่อง ให้กลิ่นอายโบราณแบบจีนๆ ได้ดีเยี่ยม

(8). บ้านหลวงประเทืองคดี ย่านเก่าวังกรด จังหวัดพิจิตร (อำเภอเมืองฯ)
การเดินเที่ยวย่านเก่าวังกรดจะสมบูรณ์ไปไม่ได้เลย หากเราไม่ได้แวะเข้าไปชม “บ้านหลวงประเทืองคดี” อาคารทรงตึกหลังแรกของย่านเก่าวังกรด ซึ่งปัจจุบันได้รับการบูรณะดูแลอย่างดีจากเทศบาล จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนวังกรด อาคารทรงตึกสีขาวหลังนี้เป็นของ หลวงประเทืองคดี นายกเทศมนตรีคนแรกของเมืองพิจิตร ผู้ริเริ่มสร้างตลาดวังกรดในบริเวณที่เรียกว่า “ท้องมังกร” เพราะชาวจีนเปรียบแม่น้ำน่านดุจมังกร การสร้างตลาดในบริเวณโค้งน้ำที่เป็นท้องมังกรจะทำให้การค้ารุ่งเรือง และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะตลาดวังกรดมีด้านหน้าติดทางรถไฟ มีท้ายตลาดติดแม่น้ำ แถมปัจจุบันยังมีถนนเข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย
บ้านหลวงประเทืองคดี มีความเกี่ยวโยงกับชาวเวียดนามอพยพในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย โดย นายทอง ไทยตรง และนางแจง (หรือย่าแจง) เป็นคู่สามีภรรยาชาวเวียดนาม ที่อพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ที่วังกรด จริงๆ แล้วนายไทยตรงคือมือขวาของท่านโฮจิมินห์นักปฏิวัติชาวเวียดนาม ต่อมาภายหลังนายไทยตรงถูกลอบสังหาร ย่าแจงได้พบรักกับหลวงประเทืองคดี และครองคู่กันมา อาคารหลังนี้จึงใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน รวมถึงใช้เป็นที่หลบภัยการทิ้งระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
ในภาพถ่ายที่เห็นนี้ คือ นายแพทย์วรสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่ 5 ซึ่งได้มอบอาคารหลังนี้ให้ทางเทศบาลดูแล เป็นสมบัติส่วนรวมของชุมชนวังกรด ใช้เพื่อการเรียนรู้ และเป็นอาคารประวัติศาสตร์สืบไป
นายแพทย์วรสิทธิ์มีอาชีพเป็นทนายความ ชั้นล่างของอาคารจึงจัดเป็นห้องทำงานของท่าน พร้อมด้วยภาพถ่ายของนายไทยตรงและคุณย่าแจง ติดอยู่ที่ฝาผนัง ส่วนสีขาวที่ทาฝาหนังนั้นจริงๆ แล้วเป็นสีขาวจากดินชนิดหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปจะกลายเป็นสีเหลืองนวลสวยงามตามธรรมชาติ
ชั้นบนของอาคารคือห้องนอนของท่านเจ้าของบ้าน เครื่องเรือนที่เห็นทุกชิ้นคือของจริงดั้งเดิมแท้ๆ
นักท่องเที่ยวที่มาเยือนย่านเก่าวังกรด สามารถจอดรถยนต์ส่วนตัวไว้ที่ลานจอดรถหน้าบ้านหลวงประเทืองคดี แล้วนั่งรถพ่วงของเทศบาล เข้าไปเที่ยวในชุมชนได้ฟรีเลยนะจ๊ะ
(9). ล่องเรือดูหิ่งห้อย ตลาดดอกเดื่อ จังหวัดพิจิตร (อำเภอโพธิ์ประทับช้าง)
ในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่สัมผัส ชุมชนบ้านโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ที่ร่วมกันสรรค์สร้างตลาดพื้นบ้านในชื่อ “ตลาดดอกเดื่อ” (ดอกเดื่อ เป็นชื่อเล่นของพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงประสูตรที่วัดโพธิ์ประทับช้าง ในบริเวณใกล้ๆ กันนี้) ตลาดจัดเฉพาะเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมเท่านั้น เปิดเวลาประมาณ 18.00-23.00 น. เน้นขายอาหารพื้นบ้านง่ายๆ อย่างยำส้มโอ และหม้อไฟ ปลาเผา นั่งกินไปพร้อมชมการแสดงรำวงย้อนยุคของแม่บ้าน เสร็จแล้วล่องเรือชมหิ่งห้อยในแม่น้ำพิจิตสายเก่า
บรรยากาศพื้นบ้านแบบน่ารักๆ ของ ตลาดดอกเดื่อ
อิ่มแล้วก็ต้องล่องเรือชมหิ่งห้อยในแม่น้ำพิจิตรสายเก่า จากตลาดดอกเดื่อไปประมาณ 1 กิโลเมตร เรือลำหนึ่งนั่งได้ไม่เกิน 6-8 คน ค่าเช่าเรือเที่ยวละ 200 บาท หิ่งห้อยที่นี่ตัวใหญ่กว่าของจังหวัดสมุทรสงคราม และไม่ได้เกาะอยู่ที่ต้นลำพู เพราะที่นี่ไม่มีต้นลำพู ฝูงหิ่งห้อยจึงเกาะอยู่บนกอผักตบชวาแทน ถ้าอยากเห็นเยอะๆ ต้องมาในคืนข้างแรมที่ลมค่อนข้างสงบ เพราะถ้าลมแรงหิ่งห้อยจะบินขึ้นไปหลบตามกอไม้ริมน้ำกันหมด อีกอย่างคือการล่องเรือชมหิ่งห้อยห้ามฉีกพ่นยากันยุง เพราะสารเคมีจะไปทำอันตรายหิ่งห้อยอันบอบบางได้จ้า
(ขอโทษ ที่ไม่มีภาพหิ่งห้อยตัวจริงๆ มาให้ดูกันนะ เพราะคืนที่ไปล่องเรือฝนตกจ้า ฮาฮาฮา)
(10). วัดโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร (อำเภอโพธิ์ประทับช้าง)
ฝั่งตรงข้ามตลาดดอกเดื่อแค่เพียงข้ามถนนมาก็จะพบกับ “วัดโพธิ์ประทับช้าง” วัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไปเยือนครั้งใดก็ยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศขรึมขลังของความเก่าแก่ และเรื่องราวพระราชประวัติ “พระเจ้าเสือ” (หรือสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี หรือขุนหลวงสรศักดิ์) ที่ทรงสร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2242-2244 เป็นอนุสรณ์ยังสถานที่ประสูติของพระองค์ ใต้ต้นมะเดื่อหน้าวัด และได้ฝังรกของพระองค์ไว้ที่นี่ด้วย พระองค์จึงมีพระนามที่ใช้เรียกเล่นๆ ว่า “เจ้าดอกเดื่อ”
ภายในพระอุโบสถของวัดโพธิ์ประทับช้าง เป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อยิ้ม หรือหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่มาก ส่วนด้านหน้าวัดมีต้นตะเคียนยักษ์ 7 คนโอบ อายุกว่า 260 ปี ซึ่งปัจจุบันได้ตายลงเหลือแต่ตอ และกิ่งก้านได้ถูกตัดไปหมดแล้ว
(11). วัดเขากบ หรือ วัดวรนาถบรรพต จังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอเมืองฯ)
มาเที่ยวนครสวรรค์-พิจิตรทั้งที ได้เยือนยลดินแดนแห่งสี่แม่น้ำที่มีพระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาแต่อดีต จึงต้องหาโอกาสไปไหว้พระขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลกันหน่อย ที่นี่คือ “วัดวรนาถบรรพต” หรือ “วัดเขากบ” ตัววัดแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่อยู่บนพื้นราบเชิงเขากบ และส่วนที่อยู่บนยอดเขากบ สูง 185.50 เมตร สามารถขับรถยนต์ขึ้นถึงได้ หรือจะเดินขึ้นบันไดไป 437 ขั้น เพื่อฝึกความเพียรก็ได้นะ บนยอดเขามีพระพุทธบาทจำลองให้สักการะ
สำหรับสายมูทั้งหลาย ต้องไม่พลาดไปสักการะพระราหูวัดเขากบ แม้จะเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน แต่ด้วยกระแสความนิยม ก็มีผู้ศรัทธามากราบไหว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าวัดบริเวณลานจอดรถ
ภายในวัดเขากบมีจุดสำคัญที่ต้องไปชมและสักการะหลายแห่ง อย่าง “เจดีย์โบราณสมัยสุโขทัย” สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ สื่อถึงเรื่องราวการสร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1962 สมัยพระยาบาลเมือง เพื่ออุทิศให้กับพระยารามผู้น้อง ซึ่งมาทำสงครามที่หัวเมืองฝ่ายใต้ แล้วสิ้นพระชนม์ลง
ใกล้ๆ กับเจดีย์เก่า มีองค์พระนอน ยาวประมาณ 10 วาเศษ พระพักตร์อมยิ้มท่าทางใจดี
ใกล้ๆ กับวิหารพระนอน มีรูปปั้น “ตากบ” และ “ย่าเขียด” สองผู้ใจบุญ ผู้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัดนี้
ด้านหน้าวัดเขากบ มีวิหารหลังหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้าม เพราะนี่คือ “วิหารหลวงพ่อทอง” พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองนครสวรรค์ นอกจากท่านจะเป็นผู้นำการบูรณะวัดนี้ด้วยตัวเอง ใช้เวลายาวนานหลายสิบปีแล้ว เหรียญหลวงพ่อทองรุ่นต่างๆ ยังร่ำลือกันในพุทธานุภาพเข้มขลัง อย่างเหรียญหลวงพ่อทองหลังเงารุ่นแรก ก็เป็นที่นิยมของเซียนพระเครื่องทั้งหลาย ทว่าเหนืออื่นใดคือคุณความดีของท่านที่ยังคงอยู่ แม้จะละสังขารไปแล้ว
(12). วัดพระพุทธบาทไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอไพศาลี)
สำหรับคนที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์และสถานที่โบราณแบบขลังๆ ผมว่าการได้ไปเยือน “วัดพระพุทธบาทไพศาลี” จังหวัดนครสวรรค์ ถือเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ เพราะถือว่าเป็นสถานที่ Unseen ที่ยังมีคนไปเที่ยวไม่มาก จึงคงบรรยากาศความขลังไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งตัวสถานที่ซึ่งต้องเดินผ่านบันไดนาคขึ้นเนินเขาไปนิดหน่อย ผสานกับความเงียบสงบรกชัฏของป่าละเมาะรอบๆ ยิ่งทำให้ทุกย่างก้าวที่นี่เหมือนย้อนอดีตได้เลยจริงๆ
วัดพระพุทธบาทไพศาลีถือเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ ในดีตยังไม่มีวัด แต่มีการสร้างรอยพระพุทธบาทไพศาลีขึ้นสมัยพระยาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย จากนั้นอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับผู้คนที่ถูกเกณฑ์มาสร้างเมืองเวสาลี โดยนำรอยพระพุทธบาทไปประดิษฐานไว้บนยอดเขา แล้วสร้างวิหารเล็กๆ ครอบไว้
รอยพระพุทธบาทไพศาลี มีอายุย้อนไปได้ราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 สร้างด้วยแผ่นศิลากว้าง 70.5 เซนติเมตรร ยาว 169 เซนติเมตร หนา 9 เซนติเมตร รูปรอยพระบาทกว้าง 52.5 เซนติมเตร ยาว 140 เซนติเมตร มีรอยจารึกอักษรขอมสมัยอยุธยา กล่าวถึงการทำความดี และสรรเสริญพระศรีอริยเมตรไตร ซึ่งรอยพระพุทธบาทนี้เคยถูกจารกรรมหายไป แต่กรมศิลปากรตามกลับคืนมาได้ แล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่เดิม
จากวิหารพระพุทธบาทไพศาลีโบราณ มีทางเดินต่อขึ้นภูเขาไปประมาณ 200-300 เมตร (มีทางรถยนต์ขึ้นได้ด้วย แต่หนทางค่อนข้างชัน มีโค้งหักศอก) จะพบกับพระมณฑปสีขาว ซึ่งท่านเจ้าอาวาสรูปเก่า พระครูนิยุตพัฒนาพรได้นิมิตรฝันว่ามีรอยพระพุทธบาทอีกองค์หนึ่งอยู่บนภูเขานี้ จึงออกสำรวจ แล้วพบจริงดังนิมิตร เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 จากนั้นจึงมีการสร้างพระมณฑปครอบไว้ เปิดให้สักการะมาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 2540
ลักษณะของพระพุทธบาทองค์นี้เป็นรอยจารึกอยู่บนก้อนหินใหญ่ รอยค่อนข้างเลือนลาง จัดว่ามีความแปลกมาก เพราะรอยพระบาทแต่ละข้างนิ้วพระบาทชี้ไปคนละทางกัน เหมือนการเดินไปและเดินกลับ
(13). Patio Boutique House จังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอชุมแสง)
เที่ยวกันมายาวไกลทั้งนครสวรรค์-พิจิตร ได้พบเห็นสถานที่แปลกใหม่สวยๆ งามๆ มากมาย อย่าเพิ่งรีบกลับบ้าน ลองหาเวลาสักคืนพักผ่อนกายใจในรีสอร์ทสวยสไตล์ Vintage British Colonial ย้อนยุค บวกความน่ารักน่าพักที่ “Patio Boutique House” ให้อารมณ์ผ่อนคลาย อบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน บริการด้วยมิตรไมตรี มีอาหาร เครื่องดื่มบริการด้วย
Patio Boutique House เลขที่ 4/1 ถนนบ้านท่าจันทร์ หมู่ 1 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ 60250 โทร. 08-1919-6159 https://patioboutiquehouse.com
สัมผัสแรกของ Patio Boutique House คือสถาปัตยกรรมสวยสไตล์ British บริเวณร้านอาหารด้านหน้า ที่เสิร์ฟความสุขพร้อมเครื่องดื่มและอาหารอร่อยมากมาย โดยเฉพาะอาหารปักษ์ใต้รสชาติเข้มข้น
ความน่ารักสไตล์ Vintage British Colonial ของ Patio Boutique House สร้างจากแรงบันดาลใจของ พี่ตั้ม เจ้าของและผู้บริหาร เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) ทางตอนเหนือของอินเดียอยู่หลายปี จึงอยากจำลองบรรยากาศสถาปัตยกรรมอังกฤษมาให้แขกผู้เข้าพักได้สัมผัส
บรรยากาศร้านอาหาร สไตล์อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านยุโรปของ Patio Boutique House แม้จะไม่ได้เข้าพักที่นี่ลูกค้าก็สามารถมาใช้บริการได้ โดยเฉพาะยามค่ำ นั่งละเลียดชิมอาหารพร้อมจิบไวน์ดีๆ ที่ทางร้านเลือกสรรไว้ต้อนรับ
อาหารไทยผสมผสานหลายภาค ทั้งกลาง อีสาน ใต้ มาที่เดียวได้ชิมหลายเมนู Patio Boutique House
ด้วยความคลั่งไคล้ในรถมอเตอร์ไซค์เก่าย้อนยุค Vintage Motorbike ของพี่ตั้ม เจ้าของ Patio Boutique House เราจึงมีโอกาสชมคอลเลคชั่นรถสะสมเกือบร้อยคัน ที่ล้วนมีสภาพสมบูรณ์ ยังวิ่งได้จริงเกือบทุกคัน

เดินชมบรรยากาศสถานที่สวยๆ จัดแต่งมุมถ่ายภาพเก๋ๆ ไว้ให้เลือกตามใจชอบ
Patio Boutique House มีมุมสนามเด็กเล่นอย่างดีไว้บริการ คิดเผื่อไว้เสร็จสรรพสำหรับครอบครัวที่มาเที่ยวพักผ่อน
ที่พักของ Patio Boutique House กำเนิดขึ้นจากการที่พี่ตั้ม เจ้าของและผู้บริหาร มาปลูกบ้านอยู่ที่อำเภอชุมแสง เพื่อเป็นโยมอุปัฏฐากพระลูกชายซึ่งมาบวชอยู่ที่วัดใกล้ๆ เผลอแป๊ปเดียวไม่กี่ปี สร้างเพิ่มเติมกลายเป็นรีสอร์ท มีห้องพักหลายแบบให้เลือก ทั้งเป็นหลังๆ เป็นรถบ้าน และบ้านต้นไม้สุดเก๋
ห้องพักแบบเตียงเดี่ยวขนาดใหญ่ พร้อมอ่างอาบน้ำอย่างดี
ห้องพักสำหรับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง นอนได้ 4 คน เป็นเตียงสองชั้น น่าสนุกดี
Patio Boutique House ตั้งชื่อบ้านพักแต่ละหลังในคอนเซปต์เก๋ๆ มีทั้งบ้านรวมเพื่อน, บ้านเจ้าคุณ, บ้านชมสวน, บ้านไม้หอม, บ้านชมจันทร์, บ้านเจ้าหญิง, บ้านกลางไม้, บ้านต้นไม้ใหญ่ และบ้านต้นไม้เล็ก
Patio Boutique House มีสระน้ำให้ความเย็น พร้อมด้วยพรรณไม้กว่า 200 ชนิด ผลิดอกออกใบให้ความร่มรื่น
ห้องพักแบบรถบ้าน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศแปลกใหม่ ไม่จำเจ
บ้านกลางไม้และบ้านต้นไม้ใหญ่ มีสะพานแขวนเชื่อมถึงกัน เพิ่มความสนุกน่าตื่นเต้นในการเข้าพัก
สะพานแขวนจากบ้านกลางไม้ไปยังบ้านต้นไม้ใหญ่
ห้องพักของบ้านต้นไม้ใหญ่ อยู่สูงจากพื้นดิน เพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ความพิเศษอีกอย่างของ Patio Boutique House คือถ้าใครมาทำบุญที่วัดและพักค้างคืนที่นี่ เขาจะลดราคาให้ถึง 50 เปอร์เซนต์ เรียกว่าช่วยสนับสนุนกัลยาณมิตรทางธรรมด้วยความจริงใจ อย่างในภาพด้านบนนี้ พี่ตั้ม เจ้าของและผู้บริหาร Patio Boutique House ได้สร้างองค์พระสูงถึง 18 เมตร ไว้ที่วัดด้านหลังรีสอร์ท เพื่อเป็นพุทธบูชา
(14). กลับบ้าน คาเฟ่ (Klub-Baan Cafe) จังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอพยุหคีรี)
“กลับบ้าน คาเฟ่” เป็นร้านอาหารและร้านกาแฟเก๋ไก๋น่ารัก น่านั่งพักผ่อนสบายๆ ในบรรยากาศไม่เร่งร้อน ละเลียดจิบเครื่องดื่มที่ชอบกับคนที่ใช่ ชิมขนมเบาๆ หรือจะชวนกันมาทานอาหารมื้อหลักเขาก็มีเสิร์ฟ โดยเฉพาะสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าซอสปรุงเองสูตรพิเศษ ของน้องแพรว (คุณกาญจนาณัฐ) ซึ่งไปเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี และเยอรมนี ด้วย ทว่าในที่สุดน้องแพรวก็ได้กลับมาสร้างร้านนี้ขึ้นที่บ้านเกิด อันเป็นที่มาของชื่อ กลับบ้าน คาเฟ่
กลับบ้าน คาเฟ่ ม.4 ตำบลเขากะลา อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ 60130 โทร. 09-4964-6394
จุดเด่นอย่างหนึ่งของ กลับบ้าน คาเฟ่ คือเขามีแปลงปลูกกัญชา Organic เองด้วย จึงนำใบกัญชาในปริมาณและสัดส่วนที่ปลอดภัย มาผสมในเครื่องดื่มต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ หรือจะสั่งเฉพาะดอกกัญชาเขาก็ขาย แต่ถ้าใครแพ้กัญชา ก็มีทางเลือกให้ อย่างเครื่องดื่มก็สั่งเป็นกาแฟใส่นมอัลมอนด์แทนได้ กินคู่กับครอฟเฟิลราดน้ำผึ้งสุขภาพ
บรรยากาศส่วนห้องอาหารติดแอร์เย็นฉ่ำของ กลับบ้าน คาเฟ่
อาหารเรียกน้ำย่อยและอาหารหลักมีมากมาย ให้เลือกสั่งได้ อย่างลูกชิ้นปลากรายนครสวรรค์, แกงส้มไหลบัว, ส้มตำไหลบัว, หมูคลุกฝุ่น, ปีกไก่ทอด, ต้มยำปลา รวมถึงของกินเล่นอย่าง เมี่ยงใบบัว ซึ่งนำวัตถุดิบมาจากบึงบอระเพ็ด แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันมีชื่อเสียงของนครสวรรค์นั่นเอง
ของหวานแบบไทยๆ บรรจงทำเองและเสิร์ฟด้วยความตั้งใจที่ กลับบ้าน คาเฟ่
ความพิเศษอีกอย่างของ กลับบ้าน คาเฟ่ คือเขามีชาหลากชนิดให้ลิ้มลอง ทั้งชาใบบัว, ชาข้าว, ชาเขียวญี่ปุ่น ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถผสมใบกัญชา Organic ลงไปได้ด้วยนะ
กิจกรรมสนุกๆ ของ กลับบ้าน คาเฟ่ คือ Tea Blended by Yourself ให้เรานำชาหลายชนิดมาผสมและชงดื่มเองตามใจชอบ วัตถุดิบที่เขาเตรียมไว้ให้ก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ใบกัญชาคั่ว, คาโมมายด์,ใบเตย, มะตูม, ชาข้าวหอม, ข้าวคั่ว จากข้าวพันธุ์ กข.15 ปลูกแบบอินทรีย์ในนครสวรรค์ รวมถึงมีส่วนผสม 3 อย่างของดอกบัว คือ เกสร กลีบบัว และเมล็ดบัว ได้ดื่มชาที่ชอบ แถมดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจด้วย
ชากลีบบัว เกสรบัว และเมล็ดบัว บำรุงหัวใจและสร้างความสมดุลให้ธาตุในร่างกาย Healthy มากๆ จ้า
กลับบ้าน คาเฟ่ มีพื้นที่ปลูกกัญชาและกัญชงแบบ Organic ของตัวเองในชื่อ “กัญชาบ้านสวนสวรรค์” มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้ง Product ที่ใช้ใบ ดอก หรือแปรรูปเป็นสบู่ น้ำมันแก้ปวดเมื่อย เทียนหอม และอื่นๆ อีกมากมาย


สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครสวรรค์-พิจิตร
facebook.com/TATNakhonsawan.Phichit/
โทร. 0-5622-1811-2
DOD Cafe & Bistro จิบกาแฟในสวนสวย ที่สามพราน















DOD Cafe & Bistro อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โทร. 06-5242-5611 , www.facebook.com/DODcafebistro/
เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น.
Amici Night ค่ำคืนเอ็กซ์คลูซีฟแห่งมิตรภาพ กับอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศ
อาหารอิตาเลียนดีๆ ไวน์ชั้นเลิศ บรรยากาศสุดคลาสสิก และเพื่อนสนิทที่มานั่งสรวนเสเฮฮากันในมื้อค่ำ วันที่ 26 ตุลาคม 2556 ณ ห้องอาหารสุดหรู VIU ชั้น 12 โรงแรม The St.Regis Bangkok คือนิยามของ “ความสุข” ที่ทำให้ AMICI NIGHT Vol.2 จัดอยู่ในความสมบูรณ์แบบ ทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม กับอาหาร 6 คอร์ส ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันและสร้างสรรค์ โดยเชฟมากฝีมือ 2 ท่าน รวมถึงมีไวน์หายาก เป็น Boutique Wine ที่ควรค่าแก่การชิม อิมพอร์ตตรงเข้ามาจากอิตาลีโดย Cafe’ Buongiorno คัดสรรเฉพาะไวน์จากพื้นที่ UNESCO World Heritage Sites เท่านั้น
เชฟเกตาโน่ พาลุมโบ (Gaetano Palumbo) ที่ถือกำเนิดขึ้นจากเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี และ เชฟแก้ว เกศิณี ดำรงสกุล
เชฟแก้ว หัวหน้าแผนกครัว ห้องอาหาร VIU, The St.Regis Bangkok ผู้เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในศาสตร์อาหารไทยและตะวันตก จากความประณีตและประสบการณ์ที่สั่งสม ผ่านการร่วมงานกับภัตตาคารระดับดาวมิชลิ ทั้งในสหราชอาณาจักร ฮ่องกง และกรุงเทพฯ ถ่ายทอดความวิจิตรลงบนเมนูอาหาร สะท้อนศิลปะอาหารไทยและนานาชาติได้อย่างลงตัว จับมือกับ เชฟเกตาโน่ จากห้องอาหาร Rossini’s Sheraton Grand Sukhumvit Hotel ที่ได้รับรางวัลมิชิลินไกด์ 5 ปีซ้อน ร่วมกันรังสรรค์ค่ำคืนสุดพิเศษ ที่อบอวลด้วยบรรยากาศมิตรภาพ ผสานจิตวิญญาณแห่งอาหารและไวน์อิตาเลียนที่แท้จริง
ห้องอาหาร VIU, The St.Regis Bangkok
ห้องอาหาร VIU, The St.Regis Bangkok พร้อมเสิร์ฟความอร่อยระดับ Fine Dining
บรรยากาศโรแมนติกยามเย็นที่ ห้องอาหาร VIU, The St.Regis Bangkok
AMICI NIGHT Vol.2 เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศ ด้วยวัตถุดิบคัดสรรพิเศษ ปรุงอย่างใส่ใจและ Creative รวม 6 คอร์ส เต็มอิ่มสุดๆ เข้าคู่กับ Italian Boutique Wine หายาก ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้รสชาติอาหาร ทั้ง Prosecco Wine, White Wine, Red Wine และ Dessert Wine นำเข้าโดยตรงจากอิตาลีโดย Cafe’ Buongiorno มีทั้ง TERRE DI MARE Otello Prosecco, IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (White Wine), IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (Red Wine), TERRE DI MARE Arrigoni IL TOSCO Sangiovese อันมีชื่อเสียงจาก Toscana และ SANTITA’ Vino Liquoroso LE MADIE เป็น Dessert Wine ที่มีคาแรคเตอร์พิเศษมาก ไวน์ทั้งหมดล้วนปลูกอยู่ในพื้นที่เก่าแก่ อันเกี่ยวเนื่องกับ UNESCO World Heritage Sites ทั้งสิ้น และผลิตขึ้นโดย Wine Producer ที่ทำต่อเนื่องมานับร้อยปี
เร่ิมเรียกน้ำย่อยคอร์สที่ 1 ด้วยขนมปังอิตาเลียนหน้าตาดูดี มีความนุ่มเหนียว ใครจะถนัดจิ้มซอสเปรี้ยวในน้ำมันมะกอก หรือทาเนยถั่วแบบอิตาเลียน ก็อร่อยเข้ากันไปหมด

คอร์สแรกนี้รับประทานคู่กับ ไข่ปลาคาร์เวีย (Oscietra Caviar) เสิร์ฟมาในโถแก้วคริสตัลใส่น้ำแข็ง ด้านล่างรองด้วยเนื้อปู, Green apple jelly, Smoked cream fraiche และ Potato lavosh เมนูนี้ปรุงโดย เชฟเกศิณี ถือเป็นคอร์สโหมโรงที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานอย่างรวดเร็ว และอยากรู้แล้วว่าอาหารจานต่อไปหน้าตาจะเป็นอย่างไร?
คอร์สที่ 2 คือ “Salmon marinate in Earl Gray Tea” หรือ “ปลาแซลมอนหมักในชาเอิร์ลเกรย์” เพื่อลดความคาว เพิ่มความหอม และทำให้เนื้อปลาแซลมอนยิ่งนุ่มเหมือนละลายในปาก ส่วนผงสีดำที่เห็นอยู่บนเนื้อแซลมอนคือสาหร่ายทะเล กินคู่กับ Mozzarella Cheese เพื่อตัดเลี่ยนจากแซลมอน และตัวโฟมสีขาวมีส่วนผสมของบีทรูท เมื่อรับประทานทั้งหมดด้วยกันจะรู้สึกกลมกล่อมมาก
สำหรับการจับคู่อาหารจานนี้กับไวน์ชั้นเลิศทางตอนเหนือของอิตาลี ก็ต้องยกให้ TERRE DI MARE Otello Prosecco เป็นโพรเซคโก้ในหมวดของ Sparkling Wine (Extra Dry) ที่เข้าคู่กับอาหารทะเลอย่างแซลมอนได้เป็นอย่างดี คาแรคเตอร์ของไวน์ตัวนี้เมื่อดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 8-10 องศาเซลเซียส เย็นฉ่ำชื่นใจ ถือว่าจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด มีความเปรี้ยวหวานในดีกรีไม่ธรรมดา กลิ่นรสสร้างความสดชื่น บอร์ดี้บางเบา ดื่มเพลิน แอลกอฮอล์ต่ำเพียง 11% น้ำไวน์สีเหลืองทองหรูหราชวนมอง จิบได้ไม่เบื่อ ไวน์ตัวนี้ผลิตจากพื้นที่เมือง Treviso (เทรวิโซ) ในแคว้น Veneto ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ซึ่งมีอากาศเย็น พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและหุบเขา จึงมีชื่อเสียงในการผลิตไวน์ขาวชั้นเลิศ และถือเป็นดินแดนต้นกำเนิดของ Prosecco Wine ดื่มเสร็จแล้วอาจทำให้รู้สึกอยากไปเที่ยว เมืองมรดกโลกเวนิส (Venis) ที่อยู่ใกล้ๆ เลยก็ได้
แซลมอนหมักชาเอิร์ลเกรย์ ปรุงโดย Chef Gaetano
คอร์สที่ 3 “Scallop Soup” หรือ “ซุปหอยเชลล์ตัวใหญ่เป้ง” ปรุงโดย เชฟเกศิณี ส่วนประกอบหลักคือหอยนางรมยักษ์ฮอกไกโด จากตอนเหนือของญี่ปุ่น นำมาเซียร์ (Searing) หรือจี่/นาบ บนกระทะร้อนๆ ด้วยความรวดเร็ว จึงสุกนอกนุ่มใน แทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ละลายในปากได้เลย รสชาติเนื้อหอยเชลล์ยักษ์มีความหวานผสมเค็มนิดๆ ติดปลายลิ้น ได้ฟีลลิ่งของทะเลฮอกไกโด ส่วนซุปที่ละมุนลิ้นสุดๆ ทำจากดอกกะหล่ำบดผสมครีม ด้านบนประดับด้วยดอกไม้สีทอง ทำจากดอกกะหล่ำฝานบางๆ ทอด และแป้งรูปใบไม้ทำจากแป้งผสมชาร์โคล ใส่แม่พิมพ์ ทอดกรอบ
ไวน์ขาวที่ช่วยเพิ่มความวิเศษให้ Scallop Soup จานนี้ได้ดีเยี่ยม คือ IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (White Wine) ปี 2018 เป็นไวน์ขาวที่ผลิตขึ้นในภาคกลางของอิตาลี ซึ่งมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์องุ่น และผู้ผลิตรายนี้ยังอยู่ใกล้ๆ กรุงโรม (Rome) อดีตศูนย์กลางอาณาจักรโรมันอีกด้วย ชื่อไวน์ IX MIGLIO BIANCO จึงสื่อถึงถนนที่เป็นแหล่งผลิต อยู่ห่างจากกรุงโรมออกไปเพียง 9 ไมล์เท่านั้น ความพิเศษอย่างยิ่งของไวน์ตัวนี้คือเป็น “Biodynamic / Biological Wine” หมายถึง ไวน์ที่มีขั้นตอนการผลิตให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติมากกว่าออร์แกนิก โดยมองถึงความสมดุลทางธรรมชาติเป็นหลัก ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ แอลกอฮอล์เบาๆ เพียง 12.50% เข้าถึงรสชาติได้ง่าย ดื่มเพลิน เหมาะสังสรรกับเพื่อนฝูง น้ำไวน์สีเหลืองแบบฟาง (Straw Yellow) ใสสะอาดน่าจิบ เมื่อเขย่าแก้วเบาๆ แล้วดมจะได้กลิ่นดินภูเขาไฟโบราณอันอุดมด้วยแร่ธาตุในแถบ Rome ตีขึ้นจมูกอย่างชัดเจน ผสานกับกลิ่นดอกไม้สีขาว กลิ่นส้ม และกลิ่นผลไม้เมืองร้อนที่ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก
ความเลิศอีกอย่างของไวน์ตัวนี้คือ ผลิตขึ้นจากการ Blend องุ่นถึง 6 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน ทั้ง Mulvasia Puntinata, Trebbiano Toscana, Malvasia Rossa, Bellone, Bombino Bianco และ Trebbiano Giallo
เดินทางมาถึง คอร์สที่ 4 “Homemade Beef Agnolotti” หรือ “พาสต้าอัญโญลอตตีไส้เนื้อวัว แบบโฮมเมด” รังสรรค์โดย Chef Gaetano จึงได้กลิ่นอายความเป็นอิตาเลียนขนานแท้ ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า “Agnolotti” เป็นพาสต้าประเภทหนึ่งตามแบบฉบับของภูมิภาค Piedmont (พีดมอนต์ หรือ เพียมอนเต) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี ซึ่งมีอากาศเย็น อาหารชนิดนี้ทำด้วยแป้งพาสต้าชิ้นเล็กๆ แบนๆ พับทับไส้เนื้อย่าง หรือผักต่างๆ ซึ่งของเราเป็นไส้เนื้อวัวบดสูตรพิเศษ เวลารับประทานราดซอสทำจาก “Castelmagno Cheese” ที่ถือเป็น Premium Cheese ราคาแพงและหายากมาก นอกจากนี้ยังถือเป็นชีสเก่าแก่ที่ผลิตเฉพาะขึ้นในภูมิภาคพีดมอนต์เท่านั้น มีเรื่องราวการกำเนิดชีสย้อนกลับไปได้ถึง ปี ค.ศ. 1277 นับถึงปัจจุบันก็เกือบ 750 ปีแล้ว หลังจากได้ชิมคำแรกต้องบอกเลยว่าหลงรัก เพราะพาสต้าชิ้นเล็กพอดีคำ เนื้อแป้งเหนียวนุ่มหนึบสู้ปาก ส่วนไส้เนื้อบดก็ละเอียดดี มี texture ไม่หยาบหรือละเอียดเกินไป รสชาติออกเค็มนิดๆ รับประทานคู่กับน้ำซอสจากชีสเลอค่า แล้วจะไม่ให้หลงรักได้ไง
ส่วนไวน์แดงที่แพริ่งกับคอร์สนี้ดีสุดๆ คือ IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (Red Wine ) ปี 2018 แอลกอฮอล์ 13.50% เป็น Organic Red Wine ที่ดีต่อสุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อมในการผลิต ใช้องุ่น 3 สายพันธุ์ Blend เข้าด้วยกันจนกลมกล่อม คือ Merlot, Cabernaet Sauvignon และ Sangiovese ซึ่งองุ่นพันธุ์ “Sangiovese” (ซานโจเวเซ่) นี้เองถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด และมีการปลูกมากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในอิตาลี เพราะเป็นองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งมีการนำไปทำ Chianti Wineในระดับ DOCG และ DOC จึงนับเป็นไวน์ Top Class ตามมาตรฐานอิตาลี
รสสัมผัสของไวน์แดงตัวนี้ต้องบอกเลยว่า ใครไม่ได้ชิมจะเสียใจ เริ่มตั้งแต่น้ำไวน์สีทับทิมเข้มข้นชวนให้หลงเสน่ห์ บวกกับมีกลิ่นผลไม้จำพวก Black Berry ชัดเจน และมีกลิ่นยาสูบ (Tobacco) เจือเข้ามานิดๆ พอให้เย้ายวน อันเป็นคุณสมบัติของไวน์แดง Full Body ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่หนักเกินไป Tannin (รสฝาด) ไม่แรงจัด ละมุนลิ้น มีความหวานต่ำ (Low Sweetness) และความเป็นกรดหรือรสเปรี้ยวต่ำ (Low Acidity) ทำให้โครงสร้างโดยรวมของไวน์ตัวนี้มีความ Balance ดี เมื่อรับประทานกับ Beef Agnolotti ที่มีแป้งและชีส จึงไม่ทำให้รู้สึกเลี่ยนเลย ยิ่งรับประทานก็ยิ่งเพลิน
Chef Gaetano มาฝนเห็ด Black Truffle on top ในเมนู Homemade Beef Agnolotti ให้เรารับประทานถึงโต๊ะ
คอร์สที่ 5 พระเอกของเรา ซึ่งถือเป็น Main Course หนักแน่นที่สุดในวันนี้ คือ “Lamb Shop marinated with Coffee” หรือ “ซี่โครงแกะหมักกาแฟ” การนำเนื้อแกะไปหมักกาแฟ ก็เพื่อลดความฝาดและกลิ่นของเนื้อแกะลง จากนั้นนำไปซูวี (Sous Vide)ให้เนื้อแกะสุกปานกลาง (Medium) ราดด้วยราสเบอร์รี่ซอส ผสมแองโชวี่ (Anchovy) รับประทานคู่กับเครื่องเคียงคือ อาร์ติโชค (Artichoke) นึ่ง เพื่อตัดเลี่ยนเนื้อแกะ ขอบอกว่าหัวอาร์ติโชคนี้มีประโยชน์มากต่อร่างกาย ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอล และป้องกันตับแข็งได้อีกต่างหาก เนื้อแกะในจานปรุงมา 2 แบบ คือแบบอัดเป็นก้อน โดยแล่เนื้อซี่โครงบางส่วนออกมาอัดรวมกัน ส่วนเนื้อที่ยังติดซี่โครงอยู่จะมีการนวด หมักกาแฟ และซูวีให้สุกปานกลาง จึงมีความนุ่มละมุน เคี้ยวง่ายกว่าแบบก้อน เรียกว่าจานเดียวได้รสสัมผัสของ texture สองแบบเลย
แน่นอนว่าไวน์แดงที่เหมาะสุดๆ สำหรับเมนูเนื้อแกะแบบนี้ก็คือ TERRE DI MARE Arrigoni IL TOSCO Sangiovese ปี 2014 ผลิตจากภาคกลางอันมีอากาศอบอุ่นของอิตาลี ในบริเวณ แคว้นทัสคานี (Tuscany) หรือ Toscana ไวน์ตัวนี้ผลิตจากองุ่นสายพันธุ์ Sangiovese อันมีชื่อเสียง เป็นไวน์ Single Variety หรือใช้องุ่นสายพันธุ์เดียวผลิต บริเวณที่ผลิตชื่อหมู่บ้านซานจีมิญญาโน (San Gimignano) ลักษณะเป็นเนินเขาที่ไม่สูงนัก อากาศอุ่น แดดดี จึงผลิตไวน์แดงชั้นเลิศได้ แม้จะเป็นไวน์แดง Full Body แต่มีข้อดีคือปริมาณแอลกอฮอล์ไม่สูงเกินไป เพียง 12.50% เท่านั้น จึงไม่ทำให้รู้สึกมึนเร็ว ดื่มคู่กับอาหารจำพวกเสต็กเนื้อ และอาหารที่มีเครื่องเทศจัดจ้านได้เข้าคู่กันดี ไวน์ตัวนี้มีสีแดงทับทิมข้น กลิ่นหอมชื่นใจจากการบ่มหมักในถังไม้โอ๊คเป็นเวลานาน จิบแล้วให้ความรู้สึกนุ่มลึก รสชาติไม่ซับซ้อนเกินไป นักดื่มทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าเข้าถึงรสชาติได้ง่าย อีกอย่างคือมีความฝาด (Tannin) ไม่มากเกินไป จัดอยู่ในระดับ Medium-High เมื่อดื่มแล้ว ยังทิ้งรสชาติความหอมหวาน และกลิ่นชวนฝันไว้ในปากอย่างยาวนาน
สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อแกะ ก็มีตัวเลือกให้ คือ “Poached Cod Fish” หรือ “ปลาคอตลวก ในซอสเนยเหลวสมุนไพร” ปรุงโดย เชฟเกศิณี นอกจากการเลือกใช้เนื้อปลาคอตคุณภาพสูงแล้ว สิ่งที่ช่วยชูรสชาติอาหารจานนี้ได้ยอดเยี่ยม คือซอสเนยเหลวที่มีสมุนไพรอิตาเลียนบดผสมเพิ่มความหอม เนื้อปลาคงความนุ่มหวานเป็นธรรมชาติ จากการเซียร์ หรือนาบบนกระทะร้อนๆ อย่างรวดเร็ว นับเป็นเมนูสุขภาพเลิศรสที่ห้ามพลาด
เดินทางมาถึงคอร์สที่ 6 เมนูสุดท้ายป็นของหวานหน้าตาน่ารัก สีสันสดใส ชื่อ “Pear Creamux” หรือ “แพร์ครีมมูส” ช่วยล้างปากดับคาวจากอาหารจานหลักทั้งหมด ทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่แน่นท้อง และน้ำตาลจากของหวานจะช่วยในการเผาผลาญอาหารต่อไปได้อย่างดี ตัวขนมที่ทำเป็นลูกแพร์สีเขียวตรงกลาง เมื่อผ่าออกจะพบครีมมูสสีขาวนุ่มหวาน รับประทานอร่อย รองด้วยถั่วพิตาชิโอ้บดผง และมีลาเวนเดอร์ครีมมูสลูกกลมๆ สีม่วงวางประดับเป็นเครื่องเคียงไม่ให้ลูกแพร์เหงา แถมยังมีขนมเมอร์แรงสีขาวรูปดาวแฉก ไว้ให้เคี้ยวเล่นอีกด้วย
สำหรับไวน์ที่เข้าคู่กับ Pear Creamux ได้ดีสุดๆ ต้องยกให้ Arrigoni SANTITA’ Vino Liquoroso LE MADIE ซึ่งเป็น Dessert Wine (ไวน์หวาน) ที่มีคาแรคเตอร์พิเศษ เพราะนอกจากจะมีระดับแอลกอฮอล์สูงปรี๊ดถึง 16% แล้ว ยังใช้องุ่นพื้นเมืองถึง 3 สายพันธุ์ Blend เข้าด้วยกันได้ยอดเยี่ยม คือ Trebbiano, Malvasia และ Catarratto บอดี้ของไวน์หนักแน่น รสสัมผัสนุ่มลึก กลิ่นหอมหวานแรง อมรสเปรี้ยวเล็กน้อย ระดับความหวานค่อนข้างสูง (High Sweetness) และเวลาดื่มจะรู้สึกมีกลิ่นแอลกอฮอล์ตีขึ้นจมูกอย่างชัดเจน ถ้าใครดื่มเพียวๆ ไม่ไหว แนะนำให้ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย สัดส่วน ไวน์หวาน 1 ส่วน : น้ำเปล่า 2 ส่วน แล้วเขย่าให้เข้ากัน ก็จะดื่มได้ง่ายขึ้น ถือว่าไม่ผิดธรรมเนียม
เสน่ห์อีกอย่างของไวน์ตัวนี้คือมีกลิ่นเฉพาะของถั่วฮาเซลนัต, อัลมอนด์ และโกโก้ บวกกับ น้ำไวน์สีทองอำพัน (Amber Gold) คือคาแรคเตอร์ที่ทำให้เราจดจำได้ไม่ลืมเลือน
ขนม Biscotti ของ Cafe’ Buongiorno เป็นขนมแป้งอบกรอบร่วน หอมหวานกำลังดี สามารถใช้จิ้มกับ Dessert Wine รับประทานได้ในแบบอิตาเลียนแท้ๆ ใช้เป็นตัวจบมื้ออาหารสนุกๆ ได้เช่นกัน
Mr.Sam Chia (Hotel Manager, The St.Regis Bangkok) และ Mr.Anupam Banerjee (FB Director, The St.Regis Bangkok) พร้อมต้อนรับแขกทุกท่าน
เชฟเกตาโน่ (Gaetano Palumbo) และ เชฟแก้ว เกศิณี ดำรงสกุล
สนใจชิมและสั่งซื้อไวน์อิตาเลียนชั้นเลิศ ติดต่อ Cafe’ Buongiorno Tel. 06-2494-1649 (คุณพิม)
For more Informations & Reservation : The St.Regis Bangkok Hotel, VIU Restaurant 12 floor / Tel. 0-2207-7813, 0-2207-7777
AMICI NIGHT 3,800/person, add 1,400/person for Wine Paring
สธทท. ประชุมสัญจร 2565 ผลักดันนครปฐม “เมืองหลวงแห่งคาเฟ่”
เมื่อวันที่ 5-6 ตุลาคม 2565 สมาคมส่งเสริมธุริกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) หรือ TTPA ได้จัดประชุมสัญจร พร้อมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม เพื่อประชุมสรุปรายงานการทำงานในปีที่ผ่านมา พร้อมขับเคลื่อนนโยบายปีงบประมาณ 2566ให้สมาชิกพบปะผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว โดยลงพื้นที่สำรวจสินค้าและบริการ นำองค์ความรู้ต่างๆ ไปแนะนำ ส่งเสริม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการทำการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน และกระจายรายได้สู่จังหวัดนครปฐม ด้วยแนวคิดใหม่ “นครปฐมเมืองหลวงแห่งคาเฟ่” เพราะในจังหวัดนครปฐมมีคาเฟ่อยู่กว่า 300-400 แห่ง
ในการประชุมสัญจรครั้งนี้ ณ ฟ้าใส รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม มี คุณอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) เป็นประธาน พร้อมด้วย คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย, คุณปิยพัชร์ วงศ์โดยหวัง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานราชบุรี, นายประสิทธิ์ ปิ่มบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครปฐม, คุณวรินทร ทองพูน ประธานที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย, คุณศุภสินี ชื่นคำ ประธานชมรมคาเฟ่และร้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม ร่วมพบปะพูดคุยอย่างอบอุ่น
ด้วยระยะทางใกล้กรุงเทพฯ ประกอบกับมีถนนหนทางสะดวกต่อการเดินทางระยะสั้นๆ ทำให้นครปฐมเกิดมีคาเฟ่และร้านอาหารอยู่มากกว่า 300-400 แห่ง อย่างที่ DOD Cafe & Bistro อำเภอสามพราน เป็นคาเฟ่เก๋ไก๋ ที่เนรมิตขึ้นด้วยสถาปัตยกรรม Modern ผสานการจัดแต่งสวนอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายการเสิร์ฟวิวป่าฝนเขตร้อน เคล้ากาแฟและอาหารอร่อยๆ มากมาย
Landmark ซุ้มประตูสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ และบรรยากาศร้านกาแฟในป่าฝนเขตร้อนอันชุ่มฉ่ำเย็นตาเย็นใจของ DOD Cafe & Bistro
กาแฟอร่อยๆ หอมกรุ่น คั่วหลายเกรดมีให้ดื่มด่ำกันที่ DOD Cafe & Bistro
ไก่อบโอ่งสูตรพิเศษเนื้อนุ่มหนังกรอบของ DOD Cafe & Bistro
บรรยากาศน่านั่งพักผ่อนในวันสบายๆ บนชั้น 2 ของ DOD Cafe & Bistro
DOD Cafe & Bistro อำเภอสามพราน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00-19.00 น. โทร. 08-7327-9983
ร้าน Bubble in the Forest อำเภอสามพราน เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ยอดนิยมของจังหวัดนครปฐม เด่นด้วยการจัดแลนด์สเคปแบบซุ้มที่นั่งรอบทะเลสาบจำลองสีเขียวอมฟ้าเทอร์ควอยต์ คล้ายยกทะเลมันดีฟส์มาไว้ที่นี่
Bubble in the Forest อำเภอสามพราน
เครื่องดื่มหลากหลาย เสิร์ฟพร้อมวิวทะเลสาบสีเทอร์ควอยต์สวยๆ ที่ Bubble in the Forest
อาหารอร่อยหน้าตาดูดีที่ Bubble in the Forest

ร้าน Bubble in the Forest อำเภอสามพราน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โทร. 06-5727-6888
ร้าน Chill@Donwai อำเภอสามพราน ร้านค่าเฟ่บรรยากาศดีน่ารักน่านั่ง อยู่ติดแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำนครชัยศรี) เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-20.00 น. โทร. 09-9296-2886
เครื่องดื่ม ขนม และอาหารหลากหลายที่ Chill@Donwai โดยเฉพาะปาท่องโก๋ทอดหน้าหมู (ภาพกลาง)
อาหาร Signature ของ ร้าน Chill@Donwai อย่างหนึ่งที่ห้ามพลาด คือ ยำเนื้อมะพร้าวอ่อน โดยนำมะพร้าวที่มีมากในท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเมนูแสนอร่อย
ร้าน Chill@Donwai
ในการประชุมสัญจรครั้งนี้ ยังมีการเข้าร่วมกิจกรรม Table Top Sale ของชมรมคาเฟ่และร้านอาหารเพื่อการท่องเที่ยว จังหวัดนครปฐม ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น ทว่ามีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 30 ราย กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่ฟ้าใส รีสอร์ท เพื่อให้ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจนำเที่ยว และหน่วยงานด้านท่องเที่ยวต่างๆ พบปะแลกเปลี่ยนพูดคุย ผสานประโยชน์ความร่วมมือกัน มีกิจกรรม B2B ต่อยอดทั้งด้าน Demand Side และ Supply Side ภายใต้แนวคิด “นครปฐมเมืองหลวงแห่งคาเฟ่”
การประชุมสัญจร ณ ฟ้าใส รีสอร์ท ของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม 2556
ในการประชุมครั้งนี้ คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจกท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า “การมาประชุมสัญจร พร้อมสำรวจพื้นที่ท่องเที่ยว ณ ฟ้าใส รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม เราได้มาสรุปผลงานที่ผ่านมาว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้ว และจะทำอะไรต่อไปในปีหน้า ที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น โครงการนำร่อง “หรอยแรง แหล่งใต้ บินตรงเบตง” กับสายการบินนกแอร์ นำนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กว่า 2,000 คน และจะทำโครงการดังกล่าวต่อไปร่วมกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ส่วนกิจกรรมในภูมิภาคทั่วประเทศ ก็ได้มอบหมายให้รองประธานภูมิภาคทุกภาคนำไปขับเคลื่อน เช่น “โครงการเที่ยวไทย 5 ภาค กับ สธทท.” ภาคตะวันออกมีโครงการ “More Fun Feel Fin” นอกจากนี้ท่านเลขาธิการ สธทท. ยังได้ทำโครงการ “รถทัวร์เที่ยวไทย” พานักท่องเที่ยวเดินทางด้วยรถทัวร์ที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน และในปีงบประมาณ 2566 เราได้ของบประมาณไปทางรัฐบาล 98 ล้านบาท กับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางทั่วประเทศ 100,000 คน”
คุณอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย กล่าวเปิดการประชุมสัญจร ณ ฟ้าใส รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม

คุณปิยพัชร์ วงศ์โดยหวัง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานราชบุรี (ดูแลจังหวัดนครปฐม) กล่าว่า “ในปีงบประมาณ 2566 นี้ เรามีโครงการ 6 โครงการ เน้นสร้าง 4 พลังบวก คือ พลังบวกด้านสายศรัทธา เที่ยวัดกราบพระเจิอาจารย์ชื่อดัง, พลังบวกด้านสุขภาพกายและอาหาร เนื่องด้วยจังหวัดนครปฐมมีคาเฟ่อยู่กว่า 300-400 ร้าน, พลังบวกด้านชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ และสุดท้ายคือ พลังบวกด้านธรรมชาติ เช่น ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี นอกจากนี้จะเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยคอนเซปต์ “ล้อรางเรือ” ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางแบบไปกลับจำนวนมาก ส่วนใหญ่ขับรถยนต์มาเอง (ล้อ) เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดบนที่มีคุณภาพ และผลักดันแนวคิด “นครปฐมเมืองหลวงแห่งคาเฟ่” ก็จะยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น ส่วนการเดินทางด้วยรถไฟ (ราง) ก็มีวิ่งมาทุกวัน วันละ 5-6 รอบ จะลงที่สถานีสุดปลายทางนครปฐม หรือลงที่สถานีงิ้วราย เพื่อลงเรือเที่ยวแม่น้ำนครชัยศรี (แม่น้ำท่าจีน) ต่อก็ได้ มีเส้นทางล่องเรือเที่ยวต่อไปตลาดดอนหวายในระยะทางไม่ไกล”
คุณประสิทธิ์ ปิ่มบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า “ในปีหน้าสำนักงานฯ มีงบประมาณ 10 กว่าล้านบาท ที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนครปฐม โดยสิ่งที่เราทำอย่างหนึ่ง คือการพัฒนาบุคลากรด้านท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจะสร้างมาตรฐานการท่องเที่ยว ยกระดับสินค้าและบริการ เราได้ดำเนินงานร่วมกับ ททท. ในหลายเรื่องของ SHA และ SHA Plus ด้วย เราจะเติมเต็มในด้าน Sport Tourism เพราะนครปฐมมีสนามกอล์ฟที่ได้มาตรฐานหลายแห่ง และอีกเรื่องที่จะเน้นส่งเสริม คือการท่องเที่ยวชุมชน เพราะมีตลาดเก่าตลาดโบราณอยู่มากมาย”

ในการประชุมสัญจรครั้งนี้ที่ปรึกษาด้านต่างๆ ของสมาคม สธทท. ได้ผลัดกันขึ้นมาปาฐกฐาพิเศษ ให้ความรู้ด้านการท่องเที่ยวกันอย่างเต็มที่ อาทิ คุณมานิตย์ บุญฉิม ที่ปรึกษาด้านการตลาด นำเสนอ ทิศทางการท่องเที่ยวในประเทศหลังวิกฤตโควิต 2019, ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ ประธานฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคกลาง นำเสนอเรื่อง โครงการเที่ยวไทย 5 ภาคกับ สธทท., คุณพูลผล แพทอง ที่ปรึกษาด้านสื่อสารองค์กร นำเสนอ โครงการ More Fun Feel Fin ภาคตะวันออก 2565 และ คุณสิรินดา เอกเสถียร นำเสนอโครงการรถทัวร์เที่ยวไทย เป็นต้น

นอกจากคาเฟ่ที่มีอยู่กว่า 300-400 แห่งแล้ว จังหวัดนครปฐมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้สัมผัสอีกหลายแห่ง อาทิ The Salaya Leisure Park ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล รวบรวมที่พัก สปาเพื่อสุขภาพ พร้อมแหล่งเรียนรู้ แบ่งเป็น 4 โซน คือ วาริมันตราโซน (Vari Mantra), โซน Fresh Club สำหรับจัดงานอีเว้นท์ (Events by Fresh Club), โซนความบันเทิงยามค่ำคืน (Night Life) และโซนการเรียนรู้ (Education) เน้นความเป็นไทย ผสานความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว
โซนการเรียนรู้ศิลปการทำหัวโขนของไทยที่ The Salaya Leisure Park
โซนความบันเทิงการแสดงแสงสีเสียง และนาฏลีลาร่วมสมัย The Salaya Leisure Park เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา
นางสุพรรณมัจฉา The Salaya Leisure Park
นครปฐมเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง เพราะสามารถเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงได้ในแบบ “ล้อรางเรือ” จากกรุงเทพฯ สามารถขับรถยนต์มาเอง หรือนั่งรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟงิ้วราย เดินทางสู่ “วัดงิ้วราย” อำเภอนครชัยศรี เพื่อลงเรือล่องท่องเที่ยวแม่น้ำนครชัยศรี (แม่น้ำท่าจีน) ได้อย่างง่ายดาย สัมผัสวิวธรรมชาติสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ และเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนริมน้ำในแบบ Slow Life
จากท่าเรือวัดงิ้วราย ฝั่งตรงข้ามเป็นซุ้มประตูขนาดมหึมาของ โรงเจเปาเก็งเต็ก
รับฟังเรื่องราวย้อนอดีตของเรือโดยสารขึ้นล่องไปบางกอก จากท่าเรือวัดงิ้วราย ต้องใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งคืนเต็มๆ
สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายวิวสวยๆ ของแม่น้ำนครชัยศรี
เรือนไทยริมน้ำนครชัยศรี
ชุมชนเรือนไทยริมน้ำนครชัยศรี
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของ เจษฎา เทคนิค มิวเซียม ริมแม่น้ำนครชัยศรี
เจษฎา เทคนิค มิวเซียม (JESADA Technic Museum) โฉมใหม่ริมแม่น้ำนครชัยศรี จัดแสดงรถและเครื่องบินโบราณย้อนยุค
“สะพานเสาวภา” สะพานรถไฟสายใต้ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้ามแม่น้ำนครชัยศรี ช่วงใกล้วัดสัมปทวน ปัจจุบันยังใช้งานได้ดี
มองน้ำคาเฟ่ หนึ่งในคาเฟ่ริมน้ำน่านั่งบรรยากาศสุดชิลริมแม่น้ำนครชัยศรี ใครจะมากินอาหารร้านนี้ต้องจอดรถไว้ที่วัดสัมปทวน แล้วลงเรือรับส่งของทางร้านมาเท่านั้น
สถาปัตยกรรมย้อนยุคสวยงามน่ามอง ของอาคารไม้ริมแม่น้ำนครชัยศรี
เรือนไทยทรงคุณค่าบริเวณปากคลองมหาสวัสดิ์ บรรจบกับแม่น้ำนครชัยศรี ลำคลองสายนี้เองที่สามารถล่องเรือต่อไปถึงสถานีรถไฟธนบุรีและบางกอกได้
ศาลเจ้าจีนริมแม่น้ำนครชัยศรีใกล้ปากคลองมหาสวัสดิ์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคนแถวนี้ให้ความเคารพสักการะมาหลายชั่วอายุคน
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) หรือ Thai Tourism Promotion Association (TTPA) โทร. 08-6397-8788
TEATA BCG Mini Caravan สบ๊าย สบาย สไตล์ราย็องฮิ
เมื่อพูดถึง “การท่องเที่ยว” และ “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วทั้ง 2 เรื่องนี้อยู่ใกล้ตัวเรามาก หากเราท่องเที่ยวเดินทางอย่างห่วงใยใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก็จะได้รับทั้งความสนุกและสุขใจอย่างครบรส ยิ่งปัจจุบันแนวคิด Low Carbon Tourism (การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ) และแนวคิด BCG หรือโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว ที่เน้นการหมุนเวียนนำทรัพยากรมาต่อยอดใช้อย่างคุ้มค่า ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นวาระแห่งชาติ เราจึงควรเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ
สมาคมไทยท่องเที่ยวเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) จับมือร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สมาคมการค้าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีสาน จัดมินิคาราวาน ขับรถยนต์ไฟฟ้า EV เที่ยวภาคตะวันออก “BCG Mini Caravan สบ๊าย สบาย สไตล์ราย็องฮิ” เดินทางจากกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ-ระยอง ระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน 2556 นำสมาชิกร่วมเดินทางสัมผัสเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว และทำกิจกรรมรักษ์โลก โดยปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) มีการวัดผล และซื้อคาร์บอนเครดิตชดเชยให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ (เสื้อสีดำยืนกลางภาพ) นายกสมาคม TEATA และ คุณศิรินุช สุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการกองตลาดภาคตะวันออก ททท. (เสื้อสีเขียวยืนกลางภาพ) และพันธมิตรเพื่อนพ้องน้องพี่จากภาคอีสาน ร่วมกันปล่อยตัวคาราวานรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่หน้าตึกสำนักงานใหญ่ ททท. ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
คุณศิรินุช สุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการกองตลาดภาคตะวันออก ททท.โบกธงปล่อยตัวคาราวานรถยนต์ไฟฟ้า EV เที่ยวแบบ Low Carbon Tourism
รถยนต์ EV หรือ Electronic Vehicle ที่ใช้ในครั้งนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซนต์ ไม่ปล่อยควันพิษออกสู่ชั้นบรรยากาศเลยแม้แต่นิดเดียว (Zero Emission) ตลอดการเดินทางจึงต้องมีการวางแผนในด้านเส้นทาง (Routing) ระยะทางที่จะไปในแต่ละวัน (Distance) และจุดช๊าตไฟฟ้าเพิ่ม (Electric Chatrging Station) นับเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Responsible Tourism)
สถานที่แรกในการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon ในทริปนี้ คือ “สถานตากอากาศบางปู” จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนชายทะเลแห่งแรกๆ ของไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2480 นับถึงปัจจุบันก็เกือบ 80 ปี แล้ว จุดเด่นของบางปูคือเป็นแนวชายฝั่งที่มีป่าชายเลนทอดยาว และจะมีฝูงนกนางนวลนับหมื่นตัวบินอพยพมาหากินในช่วงฤดูหนาว อากาศปลอดโปร่งสดชื่น และโรแมนติกมากๆ
บริเวณทางเข้าสะพานสุขตา มีรถตุ๊กตุ๊กไว้บริการด้วยเผื่อใครเดินไม่ไหว
สะพานสุขตา และศาลาสุขใจ คือจุดท่องเที่ยวหลักสำหรับผู้มาเยือนบางปู โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและนกนางนวลอพยพ
ศาลาสุขใจ ตั้งอยู่ที่ปลายสะพานสุขตา เป็นร้านอาหารวิวดี ที่มีลานเต้นลีลาศย้อนยุคในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย
ในช่วงฤดูหนาวบางปูจะมีทั้ง นกนางนวลธรรมดา (Brown-headed Gull) นกนางนวลขอบปีขาว (Common Black-headed Gull) นกนางนวลแกลบธรรมดา (Common Tern) นกนางนวลแกลบเคราขาว (Whiskered Tern) นกนางนวลปากเรียว (Slender-billed Gull) และ นกนางนวลหลังดำพันธุ์รัสเซีย (Heuglin’s Gull) บินอพยพจากตอนเหนือที่เป็นเขตหนาวของโลก มาหากินอยู่ร่วมกันนับหมื่นตัว โดยนกบางกลุ่มบินมาไกลกว่า 3,000 ไมล์ เลยทีเดียว
ความน่ารักของนกนางนวลที่บางปู ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด
รถตุ๊กตุ๊กบริการฟรี ที่สะพานสุขตา
สะพานสุขตา ศาลาสุขใจ ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวแบบสบายๆ ที่บางปู
พอชมวิวสวยๆ และทักทายนกนางนวลกันเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเข้าไปหาความรู้ด้านธรรมชาติและระบบนิเวศชายฝั่งกันที่ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบกบางปู” (Bangpu Nature Education Center)
สมาชิก BCG Mini Caravan รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของป่าชายเลนระบบนิเวศชายฝั่งบางปู และเล่นเกมส์สนุกๆ ที่ได้ความรู้ เช่น นกชนิดใดมีมากที่สุดในบางปู? ต้นไม้ชนิดใดมีมากที่สุดในป่าชายเลนบางปู? ปลาตีนมีกี่ชนิด? ปูอะไรมีนิกเนมว่าปูผู้แทน? นับว่าทั้งสนุกและได้ความรู้ดีๆ ไปพร้อมๆ กัน
เกมส์สร้างความสามัคคี และได้ความรู้เรื่องระบบนิเวศป่าชายเลนบางปูในเวลาเดียวกัน
หลังจากนั้นก็ได้เวลาออกมาเดินศึกษาธรรมชาติชองจริง ในเส้นทางเดินที่ลัดเลาะเข้าไปในป่าชายเลนของบางปู (Mangrove Forest Trail) โดยในช่วงแรกจะเห็นเลยว่ามีขยะทะเลจำนวนมากลอยเข้ามาติดอยู่ เพราะรากของต้นโกงกางทำหน้าที่ดักจับขยะเหล่านี้ไว้ มิให้ลอยออกสู่ทะเลเปิด ป้องกันไม่ให้สัตว์ทะเลกินขยะเข้าไปจนเกิดอันตรายได้
ต้นโกงกางของบางปู มีทั้งโกงกางใบใหญ่ และโกงกางใบเล็ก แต่ทั้งสองชนิดมีระบบรากคำ้ยันเหมือนกัน ให้ลำต้นสามารถยืนอยู่บนดินเลนนิ่มๆ ได้ และทนต่อวงจรน้ำขึ้นน้ำลงประจำวัน นอกจากนี้ยังเป็นที่หลบภัยอาศัยหากินของสัตว์นับไม่ถ้วน ทั้งกุ้งหอยปูปลา โดยเฉพาะเมื่อน้ำลง เราจะเห็นทั้งปลาตีน ปูก้ามดาบ กุ้งดีดขัน และหอยต่างๆ มากมาย
ปูก้ามดาบ (Fiddler Crab) ตัวผู้ ขึ้นจากรูมาเดินหากินเศษอินทรีย์วัตถุบนหน้าดินเลนเวลาน้ำลด ปูก้ามดาบตัวผู้จะมีก้ามข้างหนึ่งใหญ่มากเพื่อใช้แสดงอำนาจประกาศอาณาเขต ใช้ดึงดูดความสนใจตัวเมีย และใช้ต่อสู้กันเมื่อต้องแย่งตัวเมียในฤดูผสมพันธุ์
โพธิ์ทะเล (Indian Tulip Tree หรือ Pacific Rosewood) เป็นพืชเด่นชนิดหนึ่งในป่าชายเลน ใบคล้ายใบโพธิ์ เด่นตรงดอกมีสองสีในต้นเดียว คือดอกอ่อนสีเหลืองสดใส และดอกแก่สีแดงเข้ม ชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์หลายอย่าง อาทิ เปลือกใช้ทำเชือก และใบใช้ทำยารักษาแผลได้ เป็นต้น
ในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติบางปู เราจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วนในการเรียนรู้ธรรมชาติ ทั้งตา หู จมูก ลิ้น และผิวกายสัมผัส อย่างเช่น เราจะได้ชิม ใบชะครามสด ซึ่งใบอ่อนสีเขียวสามารถนำมายำกินได้ให้รสเค็มอ่อนๆ แต่ถ้าใบแก่ที่เป็นสีแดงอมม่วงจะเค็มจัดเกินไป ไม่นิยมกินกัน นอกจากนี้พืชอีกหลายชนิดในป่าชายเลนยังมีใบที่ให้รสเค็ม เพราะหลังใบมีต่อมขับเกลือออกมา
เดินมาจนถึง “เรือนสกุณา” เป็นหอซุ่มดูนกที่สร้างกลมกลืนกับธรรมชาติ ข้างในมีกล้องส่องนกแบบเลนส์เดี่ยว (Telescpoe) ไว้ให้ด้วย
ป่าชายเลนรอบเรือนสกุณามี ปลาตีน (Blue-spotted Mudskipper) หรือปลาจุมพรวด ตัวใหญ่ยาวกว่า 20 เซนติเมตร ออกมาอวดโฉม ลายบนลำตัวของมันสามารถบ่งบอกอารมณ์ได้ เพราะถ้าเห็นลายจุดสีบนตัวชัดแสดงว่ามันอารมณ์ดี แต่ถ้าลายจุดสีจางลงแสดงว่ามันกำลังอารมณ์ไม่ดีแล้วล่ะ
จากเรือนสกุณาสามารถมองเห็นนกน้ำหลายชนิดลงหากินในป่าชายเลน อย่างในภาพนี้คือ ฝูงนกกาบบัว (Painted Stork)
ซุ่มส่องดูนกน้ำจากระยะไกลด้วยกล้อง Telescope ที่มีกำลังขยายสูง เป็นกิจกรรม Eco-Tourism ที่ไม่รบกวนธรรมชาติ
นอกจากต้นโกงกางใบใหญ่และโกงกางใบเล็กแล้ว ป่าชายเลนบางปูยังมี ต้นแสมทะเล (Avicennia marina) เป็นพืชเด่นอีกด้วย ในภาพนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าบนพื้นดินเลนรอบต้นแสมจะมีรากอากาศเป็นแท่งแหลมๆ นับไม่ถ้วนผุดขึ้นมา เพื่อให้ต้นไม้ใช้หายใจ ดึงออกซิเจนเข้าสู่กระบวนการสังเคราะห์แสง พวกมันจึงทนน้ำท่วมและน้ำขึ้นน้ำลงทุกวันได้อย่างน่าอัศจรรย์
ได้เวลาทำกิจกรรมรักษ์โลก ร่วมกันปลูกต้นลำพูทะเลเสริมสร้างแนวป่าชายเลนบางปูให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แม้จะต้องเดินอย่างยากลำบากในดินเลน แต่สมาชิกของเราก็สนุกและมีความสุขถ้วนหน้า
เหล่าสมาชิก BCG Mini Caravan สบ๊าย สบาย สไตล์ราย็องฮิ ร่วมกันปลูกต้นลำพูด้วยความชื่นมื่นสุขใจ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรักษ์โลก ปลูกต้นลำพูเสริมสร้างระบบนิเวศป่าชายเลนบางปูให้สมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น เพราะป่าชายเลนทำหน้าที่เป็นเสมือนกำแพงธรรมชาติสีเขียวป้องกันคลื่นลมแรง ดักขยะทะเล ช่วยดักตะกอนอินทรีย์ให้กลายเป็นแผ่นดินใหม่งอกออกไปในทะเลได้ในอนาคต แถมยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มความอุดมให้ห่วงโซ่อาหารของอ่าว ก ไก่ (อ่าวไทยตอนบน) ได้เป็นอย่างดี
ที่สำคัญคือ ป่าชายเลนสามารถดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้มากกว่าป่าบกถึง 3 เท่า
คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ นายกสมาคม TEATA และ คุณศิรินุช สุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการกองตลาดภาคตะวันออก ททท. ร่วมกันปลูกต้นลำพูในป่าชายเลนบางปู
ผลงานน่าภาคภูมิใจของเหล่าสมาชิก BCG Mini Caravan สบ๊าย สบาย สไตล์ราย็องฮิ
หลังจากปลูกต้นลำพูเสร็จก็เที่ยงพอดี เราจึงทานอาหารเที่ยงกันที่บางปู โดยมีการจัดเป็นอาหารจานเดียวที่ประหยัดและลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ ลงได้มาก เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่สมดุล และปลดปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด ตามหลักบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) 3ล คือ ลดทรัพยากร (ต้นน้ำ) ลดพลังงาน (กลางน้ำ) และลดขยะ (ปลายน้ำ) ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งแนวคิดนี้ทั้งตัวนักท่องเที่ยว (Demand Side) และผู้ประกอบการ (Supply Side) สามารถปฏิบัติได้จริง
เย็นวันแรกเราเดินทางมาถึงจังหวัดระยองก่อนพระอาทิตย์ตก แวะชมชุมชนประมงปากน้ำระยอง และกินอาหารมื้อเย็นกันที่ ร้านแหลมเจริญซีฟู้ด มีเมนูขึ้นชื่อคือ “ปลากะพงทอดราดน้ำปลา” ต้นตำรับ ที่ใช้น้ำปลาแท้อย่างดีของระยอง ราดบนปลากะพงทอดกรอบนอกนุ่มใน กินกับข้าวสวยร้อนๆ นั่งรับลมทะเลไปด้วย นับเป็นอาหารท้องถิ่นที่ไม่ต้องขนส่งทางไกล เข้าหลัก Low Carbon Menu อีกต่างหาก
ปลากะพงทอดราดน้ำปลา ร้านแหลมเจริญซีฟู้ด
วันที่สองของทริป ขบวนรถยนต์ไฟฟ้า EV ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ เคลื่อนขบวนออกจากโรงแรม Kameo Grand ระยอง มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป
จุดหมายแรกของวันที่สอง คือ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ” ที่เดินทางได้ง่ายมาก เพราะอยู่ในเขตเมืองระยองนั่นเอง ในอดีตจุดนี้เป็นเกาะในแม่น้ำระยอง เข้าถึงได้ด้วยเรือเท่านั้น ทว่าภายหลังมีการสร้างสะพานเชื่อมเข้าไป ทำให้ขับรถยนต์ไปถึงได้เลย มีการพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ (Recreation Garden) และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอย่างดี (Mangrove Trail) พร้อมอาคารนิทรรศการให้ความรู้ (Learning Center) ระบบนิเวศและความสำคัญของป่าชายเลนในแม่น้ำระยอง เรียกว่ามาจุดเดียวครบเลย
คุณวัชรพล สารสอน ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานระยอง ให้การต้อนรับคณะอย่างอบอุ่น
ด้านข้างอาคารนิทรรศการมีป่าชายเลนผืนใหญ่ และพื้นที่สำหรับกิจกรรมปล่อยปูคืนสู่ธรรมชาติ
ปูดำ หรือ ปูทะเล (Serrated Mud Crab) ตัวเขื่อง ที่ทางศูนย์ฯ รับซื้อมาจากชาวบ้าน เพื่อนำมาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในวันนี้
เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมกันปล่อยปูดำคืนสู่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำระยอง ตอกย้ำแนวคิดการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon Tourism และ BCG Model
ท่านนายกสมาคม TEATA, ท่าน ผอ. ททท. สำนักงานระยอง และท่าน ผอ. กองตลาดภาคตะวันออก ททท. ร่วมกันปล่อยปูดำคืนสู่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำระยอง
ในบริเวณเดียวกันนั้นเองเมื่อเดินมานิดเดียวก็จะพบกับ แม่น้ำระยอง และสะพานงาช้าง ที่ต่อเนื่องไปยังเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติยาวที่สุดเส้นหนึ่งในเมืองไทย คือเมื่อสร้างเสร็จจะยาวกว่า 7 กิโลเมตร สามารถเดินต่อเนื่องเข้าไปชมระบบนิเวศป่าชายเลน มีหอดูนก เส้นทางเดินริมน้ำ และป้ายสื่อความหมายธรรมชาติต่างๆ ให้ความรู้ในแนว Eco-Tourism และ Green-Tourism เพื่อให้ผู้คนเห็นความสำคัญของป่าชายเลน
คอนโดปูแบบดั้งเดิมของชาวระยอง คือการนำเศษไม้ต่างๆ มากองสุมกันไว้แบบง่ายๆ เพื่อให้ปูดำเข้ามาหลบภัยอาศัยหากิน ออกลูกออกหลานให้จับกินจับขายได้อย่างไม่หมดสิ้น นับเป็นการใช้สอยธรรมชาติอย่างเข้าใจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลุ่มลึกและน่าชื่นชม
เส้นทางเดินขึ้นสู่สะพานงาช้าง จัดทำไว้อย่างดี พื้นทางเดินเรียบ และมีราวกันตกสองข้าง
ด้านบนของสะพานงาช้าง เป็นจุดชมวิวมุมสูงที่ห้ามพลาด
จากด้านบนของสะพานงาช้าง มองลงมาเห็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนเลียบแม่น้ำระยอง
สถานที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของบริเวณนี้คือ “พระเจดีย์กลางน้ำ” ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายคู่แฝดของพระสมุทรเจดีย์เมืองสมุทรปราการ สร้างขึ้นมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว เพื่อใช้เป็น Landmark ให้คนเรือได้สักการระ และสังเกตว่าแล่นเรือมาถึงเมืองระยองแล้ว เดิมทีพระเจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำระยอง เข้าถึงได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น แต่ภายหลังได้มีการสร้างสะพานเชื่อมเข้ามาทำให้ขับรถยนต์เข้าถึงได้
ปัจจุบันด้านหน้าพระเจดีย์กลางน้ำ มีท่าเรือเล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เหมาเรือท้องแบนล่องเที่ยวแม่น้ำระยอง ค่าบริการลำละ 300 บาท/1 ชั่วโมง
วันนี้เรามีโอกาสชิมขนมพื้นบ้านหายากของชาวระยองคือ “ขนมนิ่มนวล” ให้รสสัมผัสนิ่มนวลสมชื่อ ชิ้นก็พอดีคำ ทำจากข้าวเหนียวคั่วจนสุก นำมาโม่เป็นแป้ง นวดกับน้ำเชื่อมที่เคี่ยวจนเข้มข้นจนแป้งนิ่ม สอดไส้ด้วยมะพร้าว เพิ่มความหอมละมุนด้วยกลิ่นดอกมะลิสด ลักษณะคล้ายขนมถั่วแปบ กินคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ ใส่ในภาชนะพื้นบ้านเรียกว่า “ติหมา” ทำด้วยกาบหมาก หรือใบจาก นับเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
ติหมา ภาชนะใส่น้ำแบบพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวระยอง
เดินทางต่อไปถึงจุดหมายที่สองของวันนี้คือ “อุทยานการเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” วัดลุ่มมหาชัยชุมพล (พระอารามหลวง) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “วัดลุ่ม”
วัดลุ่มเคยเป็นที่ตั้งประทับแรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งเป็นพระยาตาก ทรงนำทหารกล้า 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา มุ่งสู่หัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก โดยผ่านเส้นทางจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จนมาถึงเมืองระยอง ตั้งค่ายชุมพลบริเวณวัดลุ่ม ซึ่งบริเวณนี้มี “ต้นสะตือใหญ่ อายุ 300 ปี” ที่ใช้ผูกช้างศึกประจำพระองค์ ชื่อ “พังคีรีบัญชร” พระองค์ยังได้ประทับนั่งใต้ต้นสะตือนี้ เรียกประชุมคณะกรรมการเมืองและราษฎรชาวระยอง ประกาศเจตจำนงในการกอบกู้เอกราชคืนจากพม่า ต้นสะดือวัดลุ่มจึงเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย และของเมืองระยองด้วย
ภายในวัดลุ่มมี “ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน” สร้างเป็นศาลาทรงจัตุรมุข ด้านในมีพระบรมรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริง นั่งประทับและยืนถือดาบ
จากศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินวัดลุ่ม เดินออกมาทางประตูหลังวัดก็ถึง “อุทยานการเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” หรือ TKF Park เป็นอาคารสองชั้นด้านในติดแอร์เย็นฉ่ำ
“อุทยานการเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เป็นอาคารจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งทรงตั้งกองทัพที่จังหวัดระยอง เพื่อหมายกอบกู้เอกราชของชาติไทย หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้พม่า (พ.ศ. 2310) ท่ีนี่เราจะได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ โดยมีห้องนิทรรศการ 6 โซน คือ โซน 1 โหมโรงเจ้าตากสิน, โซน 2 อวสานสิ้นอโยธยา, โซน 3 มุ่งบูรพาสรรหาไพร่พล, โซน 4 ประกาศตนองค์ราชันย์, โซน 5 สร้างเขตขันธ์กรุงธนบุรี และโซน 6 ถิ่นคนดีเมืองระยอง
“อุทยานการเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ วันละ 4 รอบ ตั้งแต่เวลา 09.00 -16:00 น. หยุดทุกวันจันทร์ เข้าชมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ในการเข้าชมแต่ละรอบจะมีวิทยากรนำชม ให้ความรู้เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอย่างละเอียด รวมเวลาชมครบทุกห้องประมาณ 45 นาที ที่ไม่น่าเบื่อเลยแม่แต่น้อย
รูปหล่อเท่าพระองค์จริง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ห้องฉายภาพยนตร์สั้นเหตุการณ์ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ชาวระยองได้ยินข่าวการมาถึงของพระยาตากผู้มากความสามารถ และหมายรวบรวมไพร่พลกลับไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยา
ห้องฉายภาพยนตร์เหตุการณ์ที่ชาวระยองเข้าสวามิภักดิ์กับพระยาตาก และพระองค์สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เพื่อกอบกู้เอกราชและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป ขอบอกว่าห้องนี้มีพื้นที่นั่งสั่นได้และมีลมพ่นเข้าใส่ผู้ชม ทำให้เรารู้สึกฮึกเหิมเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง อีกทั้งอาวุธจำลองที่จัดแสดงไว้ ก็เป็นการนำอาวุธจริงในสมัยนั้นมาจำลองด้วยแบบและขนาดเท่าของจริงด้วย
ห้องสุดท้ายจำลองท้องพระโรงสมัยกรุงธนบุรี ให้เราได้หมอบกราบเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน บรรยากาศดูขรึมหลังสุดๆ 
ใกล้เที่ยงแล้วคณะ BCG Mini Carava สบ๊าย สบาย สไตล์ราย็องฮิ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า EV เดินทางต่อไปที่ “วิสาหกิจชุมชนเกาะกก” ถนนกรอกยายชา ตำบนเนินพระ อำเภอเมืองระยอง เพื่อสัมผัสการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT หรือ Community-based Tourism) ที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ จนได้เป็นต้นแบบศึกษาเรียนรู้ดูงานในนาม “เกาะกก Model”
เกาะกกวันนี้ชูประเด็นการท่องเที่ยว “สวน นา ป่า เล” เพราะสภาพภูมิศาสตร์ของชุมชนมีความหลากหลาย ทั้ง “สวนผลไม้” โดยเฉพาะสวนมะม่วงอกร่องปลูกบนพื้นทราย ผลผลิตออกในเดือนมีนาคม ถัดมาคือ “นาข้าวออร์แกนิก” ที่ไม่ใช้สารเคมี และคัดเลือกพันธุ์ข้าวพิเศษที่อุดมคุณค่าทางอาหารเพื่อผู้บริโภค ส่วนป่าก็คือ “ป่ากลางเมือง” ที่มีการอนุรักษ์ป่าชุมชนเต็มไปด้วยไม้ใหญ่และพืชสมุนไพรเพื่อการเรียนรู้ อีกทั้งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ และสุดท้าย “ทะเล” คือพื้นที่เกาะกกมีบางส่วนติดต่อกับทะเล ชายหาด ป่าชายเลน และชุมชนประมงพื้นบ้าน ที่ทำประมงในระยะไม่เกิน 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง เกิดการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเติมเต็มความหลากหลายของ Tourism Eco System ตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG ได้อย่างครบวงจร
ป่ากลางเมือง แหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงของวิสาหกิจชุมชนเกาะกก ที่เป็นทั้งแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น และแหล่งปลูกพืชสมุนไพรนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน
วิถีสวน นา ป่า เล ของชาวเกาะกก จึงนำเราสู่ร้านอาหารกลางทุ่งนาวิวหลักล้าน “ก๋วยเตี๋ยวเรือชาวนา ณ ระยอง” ที่เปิดดำเนินการโดยคนเกาะกกแท้ๆ อาหารเที่ยงมื้อนี้จึงหลากหลาย และสะท้อนความเป็นพื้นบ้านระยองอย่างแท้จริง ไม่ต้องขนส่งทางไกลในคอนเซปต์ Low Carbon Menu ทั้งต้มไก่กระวาน น้ำพริกกะปิแท้ หมูผัดใบชะมวง ปลาช่อนผัดพริกขิง รวมถึงมีกุ้ง ปูม้า และหมึกย่าง จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดอร่อยสุดฟิน
อิ่มท้องกันแล้ว ก็ได้เวลารับฟังข้อมูลการดำเนินงานและการแปรรูปผลิตภัณฑ์มากมายของ วิสาหกิจชุมชนเกาะกก ซึ่งแท้จริงแล้วคือการนำ แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้มีชื่อเสียงระดับประเทศ คว้ารางวัลมากมาย รวมถึงนำพาชุมชนผ่านวิกฤตโควิต-19 ได้อย่างปลอดภัย และอีกหัวใจสำคัญ คือการจับมือกับพันธมิตรหน่วยง่านต่างๆ เข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าชุมชน นำวัตถุดิบที่มี ทั้งข้าวออร์แกนิกและพืชสมุนไพร สร้างสรรค์เป็นสินค้าแปลกใหม่ ที่มี Packaging สวยงาม ดูทันสมัย เข้ากับวิถีคนรุ่นใหม่ได้ดีเยี่ยม
Rice Me หรือ Snack Bar คือสินค้าโด่งดังที่สุดและขายดีที่สุดอย่างหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนเกาะกก พัฒนาขึ้นจากกระยาสารทพื้นบ้านให้มีรูปแบบทันสมัย รวมถึงปรับสูตรใส่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ น้ำผึ้ง ถั่ว และธัญพืชที่อุดมคุณค่าทางอาหารมากมายลงไป กวนให้เข้ากันตอนร้อนๆ แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ตัดเป็นแท่งบรรจุห่ออย่างสะอาด ทั้งให้พลังงานสูงและมีคุณค่าทางอาหารมากมาย
เข้าชมการสาธิตทำ Rice Me Snack Bar ของชาวเกาะกก
Rice Me Snack Bar มีส่วนผสมอุดมคุณค่าทางอาหารหลายอย่าง หลักๆ ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผสมกับน้ำผึ้ง แอปปริคอต ข้าวโอ๊ต และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นขนมกินเล่นที่หนักท้องอิ่มนาน ปัจจุบันสายวิ่งนิยมกินกันมาก หรือจะกินแบบราดนม หรือ topping ต่างๆ ก็ยิ่งดี
ไอศครีมข้าวไรซ์เบอร์รี่ของเกาะกก รสหวานนุ่มนวล อุดมคุณค่าทางอาหาร เวลารับประทานสามารถโรยหน้าด้วยข้าวไรซ์เบอร์รี่คั่วได้ด้วย
นอกจาก Rice Me Snack Bar แล้ว เกาะกกยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกมากมายที่ขายดิบขายดี ทั้งคุกกี้ข้าวไรซ์เบอร์รี่, หมอนสมุนไพร HORM HERB, ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่, ข้าวกล้องหอมนิล, ข้าวกล้องสังข์หยด, ข้าวหอมมะลิ และลูกประคบสมุนไพรสด ซึ่งอย่างสุดท้ายนี้นักท่องเที่ยวสามารถ DIY ทดลองทำเอง เพื่อนำกลับบ้านได้เลย
ช้อปป้ิงช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนเกาะกก
จากชุมชนเกาะกกที่มีทั้ง สวน นา และป่า ได้เวลาขับรถ EV ต่อไปชมทะเลที่อยู่ใกล้แค่นิดเดียว คือ “กลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน” ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง ซึ่งถือเป็นกลุ่มประมงชายฝั่ง ที่ทำประมงด้วยเรือเล็ก ในระยะไม่เกิน 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง อาหารทะเลที่ได้จึงสดใหม่ทุกวัน ไม่ต้องแช่น้ำยารักษาความสด ปลอดภัยต่อทั้งชาวประมงและผู้บริโภค นับเป็นการสนับสนุนวิถีประมงพื้นบ้านให้คงอยู่
ที่กลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน มีชายฝั่งทะเลเงียบสงบเป็นธรรมชาติ เหมาะมาพักผ่อนและขับรถยนต์เลียบชายหาด แวะนั่งกินอาหารทะเลสดอร่อยในร้านริมหาด โดยจากตลาดประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน เราสามารถขับรถต่อไปยัง หาดแสงจันทร์ หาดสุชาดา ที่สวยงามไม่แพ้กัน
วิถีการซ่อมเรือประมงตามแบบพื้นบ้าน ณ บ้านตากวน
ตลาดอาหารทะเลสดบ้านตากวน จะซื้อใส่ลังน้ำแข็งกลับบ้าน หรือโทรให้เขาส่งถึงบ้านเลยก็ได้ มีกุ้ง หอย ปู ปลา หมึก และของทะเลสดๆ หลากหลายขายกันทุกวัน
ขับรถ EV จากชุมชนประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน ผ่านหาดแสงจันทร์และหาดสุชาดา ไม่นานเราก็มาถึง “เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เทศบาลตำบลเนินพระ” เป็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนผืนสุดท้ายในบริเวณนี้เอาไว้ สภาพป่าด้านในจัดว่ารกชัฏและดิบทึบ ร่มครึ้ม ให้ความรู้สึกลึกลับ สัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ โดยเฉพาะต้นโกงกางยักษ์ที่นี้มีความใหญ่โตสูงนับสิบเมตร มีอายุนับร้อยปี ถือเป็นป่าต้นโกงกางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดระยอง มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร นำเราเข้าไปยังหอชมวิว สูงประมาณ 16 เมตร ซึ่งด้านบนสุดจะมองเห็นภูมิทัศน์ผืนป่าชายเลนและท้องทะเลระยอง
ระบบนิเวศป่าชายเลนที่ยังบริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์ จะมีพรรณไม้หลายชั้นเจริญเติบโตทับซ้อนกันไป ทั้งไม้พื้นล่าง ไม้ชั้นกลาง และไม้ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นหลังคาของป่า ซึ่งการสังเคราะห์แสงของพืชเหล่านี้จะต้องดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ต้นพืช (เหมือนการดูดซับก๊าซเรือนกระจก) และผลที่ได้อย่างหนึ่งคือการปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมาให้สิ่งมีชีวิตหายใจอีกด้วย
หอชมวิวสูง 16 เมตร ใหม่เอี่ยมยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ
จากด้านบนสุดของหอชมวิวมองลงมาเห็นเรือนยอดของต้นโกงกางยักษ์ และเส้นทางเดินเป็น Platform ไม้ยกระดับอย่างดี
ความงามแปลกตาของผืนป่าโกงกางเมื่อมองจากมุมสูง
เย็นย่ำของวันที่สอง หลังจากตระเวนเที่ยวทำกิจกรรมรักษ์โลกมากมายในระยอง เราก็ได้เวลาพักผ่อนทานอาหารเย็นกันที่ “ร้าน Wooden Spoon” เป็นร้านเปิดใหม่เสิร์ฟอาหารสไตล์ฟิวชั่นในบรรยากาศโมเดิร์นน่านั่ง โดยการ renovate บ้านสไตล์วินเทจให้กลายเป็นร้านอาหารสวยหรูริมแม่น้ำระยอง มีทั้งโซน Indoor และ Outdoor ให้เลือกนั่งได้ตามใจชอบเลย

ฟิวชั่นเมนูน่าชิมของที่นี่มีให้เลือกเพียบ อาทิ สลัดผลไม้, สลัดเต้าหู้นิ่ม, ข้าวผัดกิมจิ, ซี่โครงย่าง, Fruit Cake และอื่นๆ อีกมากมาย
วันที่สามของการเดินทางในแนวรักษ์โลก ขบวน Mini Caravan สบ๊าย สบาย สไตล์ราย็องฮิ ยังคงมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่เข้มข้นด้วยแนวคิด Low Carbon Tourism นั่นคือ “สวนพฤกษศาสตร์ระยอง” (Rayong Botanic Garden) ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
(ขอบคุณภาพจาก ททท. สำนักงานระยอง)
สวนพฤกษศาสตร์ระยองอยู่ในความดูแลขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในเมืองไทย สภาพภูมิประเทศของที่นี่เป็น พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) มีความสำคัญในระดับประเทศ และอยู่ภายใต้การดูแลของสนธิสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (Ramsar Convention) ที่ไทยได้เซ็นต์สัญญาเข้าร่วม ทำให้บึงน้ำธรรมชาติขนาด 3,800 ไร่ แห่งนี้ ซึ่งเดิมทีชาวบ้านเรียกว่า “บึงสำนักใหญ่” ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี จนสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บกักน้ำธรรมชาติ ใช้ในการประมง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Eco-Tourism) และที่สำคัญคือเก็บรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ท้องถิ่นเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
(ขอบคุณภาพจาก ททท. สำนักงานระยอง)
ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดชมของสวนพฤกษศาสตร์ระยอง คือบริเวณที่เป็นป่าเสม็ดขาวยืนต้นอยู่กลางบึงน้ำ ให้ความรู้สึกลึกลับจนได้ฉายาว่า “ป่าอะเมซอนแห่งภาคตะวันออก”
(ขอบคุณภาพจาก ททท. สำนักงานระยอง)
กิจกรรมท่องเที่ยวที่นี่มีมากมาย ตั้งแต่การล่องเรือยนต์เที่ยวศึกษาธรรมชาติ, พายเรือคายัค พายซับบอร์ดชมธรรมชาติ, ปั่นจักรยานและเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (Nature Trail) ซึ่งมีทั้งการดูนกและศึกษาพรรณไม้ แถมยังจัดว่ามีจุดถ่ายภาพสวยๆ แสนโรแมนติก ให้คู่รักมาเก็บภาพประทับใจร่วมกันด้วย
(ขอบคุณภาพจาก ททท. สำนักงานระยอง)
นกปากห่าง (Openbill Stork) เป็นนกน้ำขนาดใหญ่ที่พบเห็นได้ไม่ยากในสวนพฤกษศาสตร์ระยอง อาหารหลักของมันคือหอยชนิดต่างๆ นกปากห่างจึงช่วยควบคุมประชากรหอยในธรรมชาติ ไม่ให้มีมากเกินไป
(ขอบคุณภาพจาก ททท. สำนักงานระยอง)
มาถึงสวนพฤกษศาสตร์ระยองแล้วก็ต้องนั่งฟังข้อมูลความน่าสนใจของที่นี่กันหน่อย
ทดลองชิม “สมูทตี้ใบชะมวง” ซึ่งชาวบ้านในแถบนี้คิดพัฒนาขึ้นมาเสิร์ฟนักท่องเที่ยว ใครที่เคยกินแกงหมูใบชะมวงลองเปลี่ยนมาดื่มสมูทตี้ใบชะมวงดูบ้าง แปลกดี แต่มีคำเตือนว่าถ้าดื่มน้อยๆ พอดีๆ จะเป็นยาระบาย แต่ถ้าดื่มมากเกินไป จะกลายเป็นยาถ่ายท้อง!
จากสวนพฤกษศาสตร์ระยอง เราขับรถ EV เที่ยวต่อเนื่องไปยัง 4 ชุมชนที่อยู่รอบๆ ซึ่งได้อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในบึงสำนักใหญ่ หากินกันมาหลายชั่วอายุคน อย่างเช่นที่ “กลุ่มจักสานกระจูดบ้านกวี” บ้านมาบเหลาชะโอน ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village Champion – OVC) สืบสานวิถีการทอกระจูดมากว่า 200 ปี โดยนำวัตถุดิบเป็นต้นกระจูดที่ขึ้นอยู่ดาษดื่นในบึงน้ำแถบนี้ มาสานเป็นเสื่อ กระบุง ตะกร้า กระเป๋า ฯลฯ ด้วยภูมิปัญญาที่สืบสานส่งต่อกันมา

เที่ยงแล้ว ขบวนคาราวานของเราเดินทางมาถึง “กลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา” (สวนหอมมีสุข) ตำบลกระเฉด อำเภอเมืองระยอง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-Tourism) ที่โด่งดัง เพราะโดดเด่นด้วยสวนไม้กฤษณา (Agarwood) นับหมื่นต้น ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ได้กว่า 40 ชนิด ส่งขายไปทั้งในและต่างประเทศ ทำรายได้มหาศาล อย่างน้ำมันกฤษณาสกัดบริสุทธิ์ก็ขายได้ถึงราคากิโลกรัมละ 500,000 บาท
แต่ก่อนจะไปชมกิจการของสวนหอมมีสุข เราก็ต้องไปชิมอาหารอร่อยๆ ในมื้อเที่ยงเพื่อเติมพลังกันก่อน ร้านอาหารของเขาตั้งอยู่ในสวนร่มรื่นอยู่ติดกับบึงน้ำใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายดีแท้
ชุดอาหาร Low Carbon ของท้องถิ่น มียำผักกูดเป็นพระเอก ตามมาด้วยปลาทะเลต้มเค็มหวาน ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวสังขยาอร่อยๆ
น้องหมาพันธุ์ซามอยด์ (Samoyed) ของสวนหอมมีสุข ที่แสนเป็นมิตรและสุดน่ารัก ออกมารับแขกที่กำลังช้อปปิ้งสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไม้กฤษณา
ผลิตภัณฑ์แปรรูปกว่า 40 ชนิด จากไม้กฤษณา เน้นไปในด้านสุขภาพและความงาม มีตั้งแต่โฟมล้างหน้า, เซรั่มบำรุงผิวหน้า, น้ำมันกฤษณาเข้มข้น, น้ำมันนวดแก้ปวดเมื่อย, สบู่กฤษณา, ครีมบำรุงผิวกฤษณา, ยาหม่องกฤษณา ฯลฯ นับเป็นการใช้ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ มาต่อยอดสร้างมูลค่าได้มหาศาล ตามหลัก BCG Bio-Circular Economy
บ่ายวันสุดท้ายของการเดินทาง ก่อนกลับบ้านเราแวะเข้าไปช๊าตไฟฟ้าเพิ่มให้รถยนต์ EV กันที่ “สถานีอัดประจุไฟฟ้า Elex by EGAT” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ด้านหน้าโรงพยาบาลกรุงเทพ สาขาพัทยา เพื่อตอกย้ำและสนับสนุนการเติบโตของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงความพยายามในการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ในอนาคต ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงคือการเดินไปให้ถึงวิถีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Carbon Neutral นั่นเอง สิ่งนี้ไม่ไกลเกินฝันถ้าเราช่วยกันอย่างจริงจัง

ในทริปนี้แม้จะเป็นการเดินทางสั้นๆ เพียง 3 วัน 2 คืน แต่เราก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่มากมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ “หลัก 4จ” หรือ 4 จุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อภาวะโลกรวน คือ การเดินทาง, ที่พัก, อาหาร และขยะ เพราะในการเดินทางแต่ละครั้ง 4 ปัจจัยหลักนี้เองที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ถ้าตัวนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการท่องเที่ยว วิธีการกิน และลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง สังคม Low Carbon ก็จะเกิดขึ้นได้จริง และโลกเราก็จะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้มาก เพราะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ TEATA โทร. 08-3250-9394 และ www.teata.or.th
จังหวัดสระแก้วหลากสไตล์ มุมมองใหม่ 2022
ทริปนี้เราร่วมเดินทางไปกับ สำนักงานท่องเท่ียวและกีฬา จังหวัดสระแก้ว สำรวจแหล่งท่องเที่ยวใน 8 อำเภอ (จากทั้งหมด 9 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสระแก้ว, อำเภอคลองหาด, อำเภอตาพระยา, อำเภอวังน้ำเย็น, อำเภอวัฒนานคร, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอเขาฉกรรจ์, อำเภอโคกสูง และอำเภอวังสมบูรณ์) ค้นหามุมมองใหม่อันน่าประทับใจ นำร่องเพื่อผู้รักการเดินทางทุกท่าน
เริ่มต้นทักทายจังหวัดสระแก้วกันด้วยธรรมชาติสวยๆ สดชื่น ถ่ายภาพได้น่าตื่นตา กับ “อุทยานแห่งชาติปางสีดา” อำเภอเมืองสระแก้ว เป็นผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่ เนื้อที่กว่า 527,500 ไร่ ให้กำเนิดต้นน้ำลำธาร และมีชื่อเสียงเรื่องการดูผีเสื้อที่มีอยู่ถึง 500 ชนิด ทั้งผีเสื้อกลางวัน (Butterfly) และผีเสื้อกลางคืน (Moth) จัดว่าพบง่าย มากมาย และหลากหลาย โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมทุกปี ที่นี่ยังมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ศึกษาพรรณไม้ และมีน้ำตกปางสีดา ที่แสนติดตาตรึงใจ
น้ำตกปางสีดา เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่สวยงามลงตัว สายน้ำทิ้งตัวลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันไดตามหน้าผาหิน สูงประมาณ 8 เมตร สายน้ำชุ่มฉ่ำเย็นตลอดปี แวดล้อมด้วยผืนป่าเขียวครึ้ม ร่มรื่น เหมาะไปลงเล่นน้ำหรือนั่งพักผ่อน
ไฮไลท์ของการมาเยือนอุทยานแห่งชาติปางสีดา ในช่วงฤดูฝนเดือนสิงหาคมเช่นนี้ คือการดูผีเสื้อในงานเทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา ปี 2565 แม้จะมีเวลาไม่มากแต่เราก็ได้พบเห็นผีเสื้อหลายสิบชนิดออกมาบินต้อนรับ พวกมันมักมารวมตัวกันอยู่ในที่ที่มีดอกไม้ป่าให้ดูดน้ำหวาน หรือจะไปลงเกาะอยู่ตามโป่งดิน โป่งน้ำ ซึ่งมีแร่ธาตุเจือปนอยู่ โดยเฉพาะวันที่มีแดดออก จะพบเห็นผีเสื้อได้มากเป็นพิเศษ
ผีเสื้อปางสีดา กำลังเพลิดเพลินกับน้ำหวานจากดอกพนมสวรรค์

การถ่ายภาพผีเสื้อ โดยให้รบกวนผีเสื้อน้อยที่สุด เป็นการเคารพธรรมชาติ นักถ่ายภาพควรมี Lens Macro 105 mm. หรือใช้ Lens 70-200 mm. ก็ได้ แต่สำคัญที่สุดคือต้องรู้ว่าจะมีผีเสื้อลงบริเวณใดและเมื่อไหร่? ข้อนี้ให้ถามเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ได้ครับ
ฝูงผีเสื้อสะพายฟ้า ลงมารวมตัวกันที่โป่งใกล้ลำธาร

อย่าดูผีเสื้อกันจนเพลิน ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดายังมีพรรณไม้น่าสนใจมากมาย อาทิ เห็ดถ้วยแชมเปญ ที่มักงอกขึ้นจากขอนไม้ชื้นๆ ผุๆ ในฤดูฝน
งานเทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา สิงหาคม 2565 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 17 แล้ว ตัวกิจกรรมหลักคือการดูผีเสื้อจะอยู่ที่ผืนป่าอุทยานแห่งชาติปางสีดา ส่วนในอำเภอเมืองสระแก้ว ก็มีกิจกรรมบนเวทีเปิดตัวงานอย่างยิ่งใหญ่
ความงามของแสงสีในงานผีเสื้อราตรี อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว (เทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา สิงหาคม 2565)
เดินทางต่อไปสู่แหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์ธรรมชาติของจังหวัดสระแก้ว ละลุ อำเภอตาพระยา
จริงๆ แล้วละลุมีพื้นที่กว้างขวางถึง 2,000 ไร่ บางส่วนอยู่ในพื้นที่สาธารณะ บางส่วนอยู่ในที่ของชาวบ้าน การเที่ยวชมให้เหนื่อยน้อยสุดจึงต้องนั่งรถอีแต๋นเข้าไป ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ก็จะได้แบ่งส่วนรายได้ด้วย ทำให้เกิดความรักความหวงแหนทรัพยากรท่องเที่ยวของท้องถิ่น ละลุในฤดูฝนสวยเป็นพิเศษ เพราะแลเห็นทุ่งนาเขียวๆ ของชาวบ้านอยู่ใกล้ๆ มีจุดชมวิวมุมสูงให้ปีนขึ้นไปดูภูมิทัศน์มหัศจรรย์จากด้านบนด้วย
ละลุ เกิดจากการกัดกร่อนพังทลายของชั้นดินต่างๆ ที่มีความแข็งไม่เท่ากัน ตัวกระทำหลักคือ น้ำฝน ลม และแสงแดด ลักษณะเป็นดินลูกรังสีส้มอมแดงเข้มที่มีแร่เหล็กเจือปนอยู่มาก ทุกปีรูปลักษณ์ของละลุจะเปลี่ยนไป เพราะเกิดการผุกร่อนพังทลายลงเรื่อยๆ เราจึงเห็นเม็ดกรวดทรายเล็กๆ ผุกร่อนลงมากองอยู่บนพื้น เหลือไว้เพียงรูปร่างของแท่งดินที่ชวนให้พิศวง จนได้ฉายาว่า “สโตนเฮนจ์เมืองไทย”
ละลุ จังหวัดสระแก้ว มีกระบวนการเกิดขึ้นคล้ายๆ กับแพะเมืองผี จังหวัดแพร่ และเสาดินนาน้อย-คอกเสือ จังหวัดน่าน
การถ่ายภาพละลุให้ได้สวยสุดคงหนีไม่พ้นตอนเย็นย่ำ พระอาทิตย์คล้อยตำ่แสงอาทิตย์กลายเป็นสีส้ม ยิ่งทำให้สีของละลุดูเข้มข้นขึ้นไปอีก
ใครสนใจไปเที่ยวละลุ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มละลุโฮมสเตย์ โทร. 0-3724-9708-9, 08-9098-0772
อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของจังหวัดสระแก้ว ที่รอการเข้าไปสัมผัส โดยซุ่มซ่อนตัวเองอยู่อย่างเงียบเชียบลึกลงไปใต้พื้นพิภพ คือ “เขาศิวะ” อำเภอคลองหาด (หรือ เขาพระศิวะ, ถ้ำศิวะ, ถ้ำน้ำเขาศิวะ) ลักษณะเป็นเทือกเขาหินปูนขนาดใหญ่ ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นแท่งหินขนาดยักษ์ยืนเด่นอยู่ แลคล้ายศิวะลึงค์ ใต้ภูเขานี้มีถ้ำน้ำที่ลึกถึง 500 เมตร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบผจญภัยในแนว Adventure หรือ Eco-Tourism
การผจญภัยเข้าสู่ถ้ำน้ำเขาศิวะ เหมาะในฤดูร้อนและฤดูหนาว ส่วนฤดูฝนปริมาณน้ำในถ้ำอาจมากเกินไปจนเป็นอันตรายได้ การเข้าไปท่องเที่ยวต้องติดต่อชาวบ้านให้นำทางเข้าไป โดยมีไฟฉาย ถุงกันน้ำ (Dry Bag สำหรับใส่กล้องกันเปียกน้ำ) และสวมเสื้อชูชีพเข้าไปด้วย เพราะระดับน้ำลึกประมาณ 10-220 เซนติเมตร บางช่วงสามารถเดินลุยน้ำ แต่บางช่วงก็ต้องว่ายน้ำเข้าไป ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อย ม่านหินปูน (Flow Stone) และโพรงลึกที่มีขั้นบันไดหินปูนลดหลั่นสวยงามมาก นับเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่ท้าทายสุดๆ
เขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสระแก้ว เพราะเป็นเทือกเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่สวยงามแปลกตา 3 ลูกเรียงต่อกัน โดยมีเขาฉกรรจ์เป็นเขาลูกใหญ่สุดตั้งอยู่ตรงกลาง เขามิ่งอยู่ด้านซ้าย และเขาฝาละมีอยู่ด้านขวา มีถ้ำที่สำรวจพบแล้วมากถึง 72 แห่ง อาทิ ถ้ำเขาทะลุ ซึ่งเป็นช่องเขาสองด้านทะลุถึงกัน รอบๆ เขาฉกรรจ์ปัจจุบันยังมีผืนป่าร่มรื่น รวมถึงสวนสาธารณะ และร้านกาแฟวิวหลักล้าน น่าไปนั่งจิบเครื่องดื่ม พร้อมกับชมสวนดอกไม้กับคนรู้ใจ
ไฮไลท์อย่างหนึ่งของการมาเที่ยวเขาฉกรรจ์ คือการได้ดูฝูงค้างคาวนับล้านตัวบินออกจากถ้ำไปหากิน โดยพวกมันจะพากันบินออกมาเป็นสายต่อเนื่องนานนับชั่วโมง และจะบินกลับเข้าถ้ำในตอนใกล้เช้าของวันใหม่ จุดชมค้างคาวแบบเจ๋งๆ คือที่ร้านกาแฟรอบๆ เขาฉกรรจ์ ซึ่งได้สร้างหอชมค้างคาวไว้ให้โดยเฉพาะ รวมถึงที่วัดเขาฉกรรจ์ด้วย
ค้างคาวเขาฉกรรจ์เป็นจำพวกที่ตัวไม่ค่อยใหญ่นัก มองจากระยะไกลคล้ายฝูงนก
เปลี่ยนบรรยากาศไปล่องแพชมธรรมชาติเพลินๆ พร้อมกับกินปลาเขื่อนกันที่ “เขื่อนพระปรง” อำเภอวัฒนานคร เขาบอกว่าทุกเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม จะมี นกอ้ายงั่ว อันแสนหายากมาหากินอยู่ที่นี่ด้วย
เขื่อนพระปรง เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำทางชลประทานที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสระแก้ว ความจุมากถึง 97 ล้านลูกบาศ์กเมตร มีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 โดยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในการชลประทานหล่อเลี้ยงการเพาะปลูกของชาวบ้าน ตัวเขื่อนสร้างกั้นลำห้วยพระปรงที่ไหลลงมาจากป่าปางสีดา ตัวอ่างเก็บน้ำทั้งหมดจึงเป็นผืนป่าในอุทยานแห่งชาติปางสีดาที่ถูกน้ำท่วม เหมาะไปล่องแพชมธรรมชาติเพลินๆในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมง พร้อมกับสั่งอาหารเมนูปลามานั่งกินบนแพอย่างมีความสุข หรือจะล่องเรือตกปลาก็ได้นะ
ริมเขื่อนพระปรงมีที่จอดรถกว้างขวาง พร้อมกับซุ้มนั่งกินอาหารในแบบลูกทุ่ง
ล่องแพชมธรรมชาติอย่างมีความสุขที่เขื่อนพระปรง
อาหารเมนูปลาที่เขื่อนพระปรง
เปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวในแบบวิถีชุมชนกันบ้างที่ “ชุมชนมิตรสัมพันธ์” อำเภออรัญประเทศ เป็นชุมชนชาวญวน หรือชาวเวียดนาม ที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางด่านชายแดนปอยเปต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 เพราะต้องหนีภัยสงครามเวียดนาม เมื่อสงครามสงบลง พวกเขาจึงตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ในอำเภออรัญประเทศ ทุกวันนี้ในชุมชนมิตรสัมพันธ์เราจึงเห็นสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่มีกลิ่นอายจีนและเวียดนาม เข้ามาผสานผสมอย่างกลมกลืน โดยเฉพาะที่ วัดมิตรสัมพันธ์
ที่วัดมิตรสัมพันธ์ ภายในชุมชน มีพระอุโบสถไสตล์จีน รวมถึงหอระฆังสถาปัยกรรมจีน และหอไตรเสาเดี่ยวกลางน้ำ ที่แปลกตาหาชมยาก
ลูกหลานของชุมชนมิตรสัมพันธ์ในวันนี้ ยังไม่ลืมรากเหง้าถิ่นกำเนิดเดิมของตนเองในประเทศเวียดนาม ยังคงมีการสวมชุดอ๋าวหญ่าย หมวกทรงแหลม และในโรงเรียนยังอนุรักษ์การแสดงแบบเวียดนามด้วย
ความน่ารักของน้องๆ เชื้อสายญวนในชุมชนมิตรสัมพันธ์ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
มาถึงชุมชนชาวญวนแท้ๆ ทั้งทีก็ต้องขอลองชิมอาหารเวียดนามอร่อยๆ กันที่ “ร้านยายต๊าม” เป็นร้านอาหารเวียดนามเจ้าแรกของอำเภออรัญประเทศ เปิดมานานกว่า 60 ปี เมนูน่าลิ้มลองมีเพียบ เช่น แหนมเนือง, จ้างหล่อง, บั๋นหอย (หมี่หน้าหมู), ยำหมูยอ, ส้มตำเวียดนาม, หว๋อนก๊วน (เปาะเปี๊ยะสด), ข้าวต้มญวน (ข้าวต้มเลือดหมู), ก๊าจ๋า, จ๋าเจียง, ขนมเบื้องญวน, ข้าวเกรีบบปากหม้อ, กุ้งพันอ้อย และอีกมากมาย

ข้าวต้มเลือดหมูสไตล์ญวน ว่ากันว่าหาชิมได้เฉพาะที่อำเภออรัญประเทศเท่านั้น เช้าๆ มีขายในตลาดแค่ไม่กี่เจ้า
ไปท่องเที่ยวกันต่อที่ “หมู่บ้านทับทิมสยาม 05” อำเภอคลองหาด
บังเกอร์หลบระเบิดในอดีต หมู่บ้านทับทิมสยาม 05
ภายในหมู่บ้านทับทิมสยาม 05 มีจุดชมวิวที่ได้นิกเนมว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” เพราะมีเทือกเขาล้อมรอบตัวเราทั้ง 360 องศา
สวนกุหลาบ ที่ร้านกาแฟ Marugo Park หมู่บ้านทับทิมสยาม 05
ร้านกาแฟ Marugo Park หมู่บ้านทับทิมสยาม 05
แปลงดอกไม้ ที่ร้านกาแฟ Marugo Park ค่าเข้าชมครั้งละ 30 บาท/คน
ไหนๆ เที่ยวเชิงเกษตร Argo-Tourism กันแล้ว ก็เที่ยวต่อเนื่องที่ “สวนวังน้ำฟ้า” อำเภอวังสมบูรณ์ (โทร. 06-2398-9922, 08-1864-7629) เลยดีกว่า เพราะที่นี่มีอินทผาลัมสดอร่อยให้ชิม
สวนไม้ดอกไม้ใบร่มรื่นสวยงาม เข้าชมได้ตลอดปี ที่สวนวังน้ำฟ้า
ความเขียวสดชื่น ของบรรยากาศธรรมชาติในสวนวังน้ำฟ้า
สวนอินทผาลัม สวนวังน้ำฟ้า เริ่มปลูกเมื่อ พ.ศ. 2555 ประมาณ 1,000 ต้น กระทั่งปัจจุบันมีพันธุ์ที่โดดเด่นคือ พันธุ์บาร์ฮี (Barhi) และพันธุ์อาเหม็ด ดาฮาน (Ahmed Dahan) โดยซื้อต้นพันธุ์เข้ามาจากประเทศ UAE แล้วนำมาเพาะเนื้อเยื่อต่อ จึงให้ผลดกดีมาก สวนนี้ขายเฉพาะผลสด ใครอยากชิมต้องมาที่สวนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีส้มเวียดนาม ส้มโอ และส้มเขียวหวานให้ชิมด้วย
อินทผาลัมพันธุ์อาเหม็ด ดาฮาน ของสวนวังน้ำฟ้า ใกล้สุกได้ที่
อินทผาลัมพันธุ์อาเหม็ด ดาฮาล กินผลสดเนื้อหวานกรอบกำลังดี
นอกจากอินทผาลัมสดแล้ว ที่สวนวังน้ำฟ้ายังมีน้ำอินทผาลัมให้ชิมด้วย เขาบอกว่าน้ำตาลในน้ำอินทผาลัมเป็น น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ควรบริโภคในปริมาณมากเกินควร
แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร Agro-tourism ที่สำคัญมากอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสระแก้วคือ “โรงเรียนกาสรกสิวิทย์” (หรือโรงเรียนสอนควาย) อำเภอเมืองสระแก้ว
โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2552โดยพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสืบสานความผูกพันระหว่างควาย (กระบือ) และชาวนาไทย โดยเน้นการสอนควายให้ไถนาเป็น สอนชาวนาให้ทำนาอย่างถูกวิธี อีกทั้งเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยสุขภาพควาย พืชอาหารควาย มีแปลงปลูกข้าวนาโยน และห้องวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วย
แปลงปลูกข้าวนาโยน ที่โรงเรียนกาสรกสิวิทย์
เกวียนแบบโบราณ อนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานดูที่โรงเรียนกาสรกสิวิทย์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตั้งชื่อให้ร้านกาแฟในโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ว่า “ร้านควายคะนอง Coffee & Restaurant” เป็นชื่อเก๋ไก๋ มีกาแฟ Signature หลายตัวต้องชิม เช่น กาแฟควายเผือก หรือลาเต้เย็น
เรียนรู้การไถนาร่วมกันระหว่างควายและคน
ควายด่อน หรือควายเผือก ตัวอ้วนพี ที่โรงเรียนกาสรกสิวิทย์
มุมนั่งพักผ่อนชมธรรมชาติทุ่งนาสุดชิลที่ โรงเรียนกาสรกสิวิทย์
สำหรับใครที่ชื่นชอบขนมพื้นบ้านของจังหวัดสระแก้ว ขอแนะนำให้ไปที่ชุมชนบ้านพร้าว ชิม “ข้าวหลามบ้านพร้าว” อำเภอวัฒนานคร ของกินของฝากขึ้นชื่อ ที่มีมานานกว่า 50 ปีแล้ว
ข้าวหลามบ้านพร้าวเจ้าแรกที่เป็นต้นตำรับคือ “ข้าวหลามป้าบาง” ทำมาตั้งแต่ป้าบางอายุแค่ 19 ปี เริ่มจากการหาบขาย เผาด้วยไม้ฟืนแบบดั้งเดิม จนปัจจุบันทำข้าวหลามขายกันทั้งชุมชน ความพิเศษของข้าวหลามบ้านพร้าวคือ เป็นข้าวหลามไส้สังขยาตั้งแต่หัวจรดท้ายลำ มีทั้งข้าวเหนียวขาว ข้าวเหนียวดำ และหน้าสังขยา รสหวานมัน ชุ่มด้วยน้ำกะทิ ใครอยากดูขั้นตอนการเผาต้องตื่นเช้า เพราะชาวบ้านจะเผาข้าวหลามตั้งแต่ตีสามตี่สี่แล้ว (ข้าวหลามป้าบาง ชุมชนบ้านพร้าว โทร. 08-4782-3377)
มาถึงจังหวัดสระแก้วแล้ว ถ้าไม่ได้สัมผัสร่องรอยอารยธรรมขอมบนแผ่นดินสุวรรณภูมิก็ดูจะกะไรอยู่ ห้ามพลาด “ปราสาทสด๊กก๊อกธม” อำเภอโคกสูง เป็นปราสาทขอมขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของจังหวัดสระแก้ว และยังจัดเป็น ปราสาทหินขอมขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ถึงปัจจุบันก็อายุพันกว่าปีแล้ว โดยทำหน้าที่เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ก่อนที่อาณาจักรขอมโบราณจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในภายหลัง
ปราสาทสด๊กก๊อกธม สร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงตามศิลปะคลัง-บาปวน มีการค้นพบหลักศิลาจารึกสด๊กก๊อกธม (หลักที่ 2) จดบันทึกเรื่องราวของชนชาติขอมโบราณ ช่วงระยะเวลานานถึง 200 ปี อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในจำนวนปราสาทนับร้อยแห่งที่สร้างไว้บน “เส้นทางราชมรรคา” หรือ The Royal Roads เชื่อมโยงภาคอีสานของไทย เข้าสู่เมืองพระนครศูนย์กลางอาณาจักรขอมโบราณ
ก่อนเข้าชมตัวปราสาทสด๊กก๊อกธม จะพบกับ “พิพิธภัณฑ์ปราสาทสด๊กก๊อกธม” (ศูนย์บริการข้อมูล) ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่เอี่ยม รับผิดชอบดูแลโดยกรมศิลปากร
ภายในศูนย์บริการข้อมูลปราสาทสด๊กก๊อกธรม ให้เข้าชมแบบเดินทางเดียว (เวียนขวา)
ห้องแรกเป็น Mini Theater หรือโรงภาพยนตร์ขนาดย่อม ฉายประวัติความเป็นมาอย่างย่อของปราสาทสด๊กก๊อกธม ให้เข้าใจได้อย่างกระชับรวดเร็ว
โมเดลจำลองเรื่องราวการก่อสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธม ย้อนไปเมื่อกว่าพันปีก่อน
ห้องนิทรรศการให้ความรู้เรื่องปราสาทหินในประเทศไทย
ห้องจัดแสดงเศษซากหินปรักหักพังจาก ปราสาทสด๊กก๊อกธม
โมเดลจำลองปราสาทสด๊กก๊อกธม

เราตามรอยประวัติศาสตร์อารยธรรมขอมบนแผ่นดินจังหวัดสระแก้วมาที่ “ลานหินตัด” อำเภอตาพระยา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “สระเพลง” เพราะในคืนวันพระมักได้ยินเสียงเพลงดนตรีไทยแว่วออกมาจากป่า อันเป็นจุดที่ตั้งของแหล่งหินตัดอายุนับพันปีนี้
ลานหินตัดตาพระยา (สระเพลง) เป็นแหล่งหินทรายธรรมชาติที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2523 โดยชาวบ้านที่อยู่ในแถบเทือกเขาพนมดงรัก (ชายแดนไทย-กัมพูชา) ปัจจุบันการเข้าไปชมต้องนั่งรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อ จากหน่วยพิทักษ์อุทยานตาพระยา 1 เข้าไปประมาณ 10 นาที จากนั้นต้องเดินเท้าผ่านป่าไผ่และป่าเบญจพรรณรกทึบขึ้นลงเนิน เข้าไปประมาณ 500 เมตร ก็จะพบกับแนวหน้าผาหินสูง 4-5 เมตร ที่มีร่องรอยการตัดหินเป็นแนวตรงลึกลงในเนื้อหินประมาณ 5 นิ้ว แสดงถึงการใช้เครื่องมือโบราณตัดหินได้อย่างชาญฉลาดและละเอียด นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เมื่อช่างตัดหินเป็นก้อนๆ เสร็จแล้ว ก็จะใช้ช้างชักลาก หรือล่องหินไปตามลำน้ำ สู่แหล่งสร้างปราสาทหินในเขมร
จังหวัดสระแก้วมีการท่องเที่ยวเชิงศาสนาด้วย หากใครสนใจกราบขอพรพระเกจิชื่อดัง เชิญที่ “วัดป่าใต้พัฒนาราม” อำเภอวัฒนานคร กราบ “หลวงปู่บุดดา ปัญญาธโร” พระอริยสงฆ์ผู้มีอายุมากถึง 112 ปี แล้ว
พระอุโบสถวัดป่าใต้พัฒนาราม สร้างด้วยศิลปกรรมร่วมสมัย มีลวดลายปูนปั้นวิจิตรพิสดาร
หลวงปู่บุดดา เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2454 เป็นพระอริยสงฆ์ผู้มีเมตรบารมีธรรมสูงส่ง ใบหน้าของท่านจึงมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ท่านดำรงตนเรียบง่าย ฉันอาหารพื้นบ้านธรรมดา และยังออกบิณฑบาตรโปรดสัตว์ ลงทำวัตรตามกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัด สิ่งที่ทำให้ท่านโด่งดังอีกอย่างคือ พระเครื่องอันมีฤทธิ์เข้มขลังจากการปลุกเสก แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลวงปู่บุดดามิได้เน้น เพราะท่านย้ำเสมอให้เชื่อในการทำดี ยึดถือศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก
สำหรับสายมูสายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องไปต่อกันที่ “สำนักสงฆ์แม่ย่าซอม” อำเภอคลองหาด
ประวัติเล่าสืบต่อกันมาว่า แม่ย่าซอมเป็นชาวเขมรที่อาศัยอยู่ในอำเภอคลองหาดเมื่อครั้งอดีต กาลล่วงถึงปัจจุบันก็ยังมีชาวบ้านเห็นแม่ย่าซอมในชุดนุ่งขาวห่มขาวปรากฏกายเป็นประจำ ต่อมามีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกลดในที่นาชาวบ้าน กลางคืนฝันว่าแม่ย่าซอมประสงคฆ์ให้ท่านช่วยสร้างวัดไว้ตรงนี้ ตื่นเช้ามาก็มีชาวบ้านนำเงินมาถวาย และบริจาคที่ดินให้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นได้จริงๆ อย่างน่าอัศจรรย์
สำนักสงฆ์แม่ย่าซอม มีงานศิลป์สิ่งศักดิ์ให้สักการะมากมาย ทั้งปู่พญานาค, พระพิฆเนศวร, พระราหู และอื่นๆ อีกมากมาย
ปิดท้ายทริปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้ว อย่างมีความสุข ที่ร้านอาหารเวียดนามแสนอร่อย “ร้านยายเต็ม” อำเภอเมืองสระแก้ว (โทร. 08-0880-0090)
ร้านยายเต็ม เป็นร้านอาหารเวียดนามที่ตกแต่งแปลกตาสวยงาม เน้นสไตล์ Vintage นำของสะสมเก่าๆ ชวนให้นึกถึงอดีต มาประดับตกแต่งได้อย่างลงตัว

อาหารเวียดนาม และอาหารอีสานแสนอร่อยที่ ร้านยายเต็ม อำเภอเมืองสระแก้ว
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดสระแก้วโทร. 037-425031 หรือ https://sakaeo.mots.go.th






