เที่ยวในประเทศ

นราธิวาส Smile ดินแดนแสนงามปลายด้ามขวานทอง

Untitled-11. ‘เกาะกลางน้ำบางนราแสนน่ารัก’ ชุมชนกาแลตาแป อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส เป็นชุมชนเก่าแก่บนเกาะกลางน้ำเล็กๆ อันสุขสงบกลางแม่น้ำบางนรา ผู้คนทำอาชีพประมงเป็นหลัก นำปลาที่ได้มาขาย หรือแปรรูปเป็น ‘กรือโป๊ะ’ ข้าวเกรียบปลาทะเลแสนอร่อย ใครอยากเห็นเรือกอและ ซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้านของปักษ์ใต้อย่างใกล้ชิด มาเที่ยวชมชุมชนนี้ไม่ผิดหวัง แต่ต้องให้ความเคารพในวิถีพี่น้องชาวมุสลิมที่นี่ด้วยนะจ๊ะ
_BOT2453

_BOT2374 _BOT2396_BOT2301_BOT2342

2. เทศกาลแข่งเรือกอและ เรือยาว เรือยอกอง ในแม่น้ำบางนรา อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ที่สุดแห่งการชิงชัยกลางสายน้ำ ด้วยลีลากีฬาพื้นบ้านสุดมันส์’ งานนี้จัดกันในเดือนกันยายนของทุกปี บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ เฉลิมพระชนมพรรษา ในตัวเมืองนราธิวาสนั่นเอง โดยมีอัฐจรรย์ให้นั่งชมการแข่งเรือได้อย่างสนุกสนาน ช่วงเวลาเดียวกันมีการจัดงานวันลองกอง, งานแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ, การแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทาน รวมถึงมีการออกร้านอาหารพื้นบ้านละลานตา แต่ไฮไลท์น่าตื่นเต้นสุด คือ การแข่งขันเรือกอและ เรือยอกอง และเรือคชสีห์ ในแม่น้ำบางนรา ที่มีผู้คนนับหมื่นมาร่วมเชียร์

_NAR1703 _NAR1874 N2 N9 N13_NAR0428

3. น้ำตกปาโจ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ‘สายน้ำใส ธรรมชาติยิ่งใหญ่ พงไพรเขียวพิสุทธิ์’ น้ำตกปาโจเป็นน้ำตกใหญ่กลางป่าดิบอันชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ ของอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี น้ำตกชั้นที่ 1 ถือว่าสวยสุด เพราะเป็นผาหินลาดชันลงมากว่า 60 เมตร มีน้ำหลากไหลให้ชมและให้ลงแช่เล่นตลอดปี ยิ่งใหญ่มาก ที่สำคัญบริเวณผืนป่าข้างน้ำตกยังมี ‘ใบไม้สีทอง’ หรือ ‘ย่านดาโอ๊ะ’ เลื้อยพันอยู่อย่างสวยงาม นับเป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นที่ค้นพบครั้งแรกของโลกที่นี่ เมื่อ พ.ศ. 2531 สร้างความงามแปลกตา คุณค่า และชื่อเสียงให้แก่ป่าดิบชื้นผืนนี้อย่างมาก

_TAK5350_TAK5375_BOT2163

4. ต้นกะพง (สมพง) ยักษ์ 30 คนโอบ อายุกว่า 100 ปี ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘อลังการไม้ยักษ์กลางพงไพร ไม่ไปไม่รู้’ ชวนกันไปเดินป่าระยะสั้นๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร ข้ามลำห้วยใสๆ และป่าดิบชื้นสวยๆ เข้าไปชมต้นสมพงยักษ์ ยืนต้นตระหง่านกว่า 30 เมตร ทะลุเรือนยอดไม้อื่นขึ้นไปอย่างโดดเด่น โดยมีพูพอนขนาดใหญ่ตรงโคนต้นแผ่กว้างคล้ายปีก ค้ำยันลำต้นสูงลิบนี้เอาไว้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ ทรงเคยเสด็จมาทอดพระเนตรแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2543

_IND8898 _IND8914 _IND8922

5. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา อ.แว้ง ‘บ้านของนกเงือก ราชาวิหคเหินหาวแห่งป่าฝนเขตร้อน’ ป่าฮาลา-บาลา เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์บนรอยต่อชายแดนไทย-มาเลเซีย กินอาณาเขต 2 จังหวัด คือ นราธิวาส และยะลา ป่าผืนนี้มีนกเงือก (Hornbill) อยู่มากถึง 9 ชนิด จากทั้งหมด 12 ชนิด ที่มีในเมืองไทย ถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความอุดมที่สำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนกชนหิน, นกเงือกหัวแรด, นกเงือกปากย่น, นกเงือกหัวหงอก, นกกก, นกแก๊ก, นกเงือกปากดำ, นกเงือกดำ, นกเงือกกรามช้าง ฯลฯ โดยเฉพาะนกชนหินนั้นถือว่าหายากสุดๆ อีกทั้งยังเป็นนกเงือกชนิดเดียวในเมืองไทยที่หนอกบนหัวของมันตัน ไม่กลวงเหมือนนกเงือกอีก 11 ชนิดที่เหลือ นอกจากนี้ ฮาลา-บาลา ยังมีเซียมัง (ชะนีดำใหญ่) เพียงแห่งเดียวในเมืองไทย และพบร่องรอยของกระซู่ ซึ่งเคยคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากเมืองไทยด้วย โดยกระซู่ได้เดินหากินข้ามไปมาระหว่างป่าของไทย-มาเลเซีย นับเป็นข่าวดีที่มันยังไม่หายไป

Bird นกกก นกกาฮัง นกเงือก 1 Bird นกกก นกกาฮัง นกเงือก 2

6. อ่าวมะนาว ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘หาดสงบงาม ณ ที่ท้องฟ้าจุมพิตผืนน้ำ’ ได้ยินชื่ออ่าวมะนาว อย่าสับสนกับอ่าวมะนาวที่ประจวบคีรีขันธ์เด็ดขาด เพราะอ่าวมะนาวของนราธิวาส เขาสวยบริสุทธิ์ เงียบสงบ มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง อ่าวมะนาวทอดตัวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง หาดนี้ยาวกว่า 4 กิโลเมตร สลับกับโขดหินเป็นช่วงๆ โดยด้านหนึ่งติดกับเขาตันหยงและพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ด้วย ริมหาดมีแนวต้นสนและป่าชายหาด (Beach Forest) ร่มรื่น เหมาะนั่งปิกนิก แต่ชายหาดน้ำลึกและคลื่นแรง ลงเล่นต้องดูความปลอดภัยดีๆ แค่เดินถ่ายภาพหรือป่ายปีนโขดหินหามุมสวยๆ ก็ Happy แล้วล่ะ ใครที่รักความสงบ มาเที่ยวอ่าวมะนาวต้องชอบแน่ เพราะมีมุมส่วนตัวให้เลือกเพียบ

_TAK5390_RAN0735 _TAK5405

7. หาดนราทัศน์ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘หาดแห่งการพักผ่อน ที่ซึ่งเสียงคลื่นและเสียงกิ่งสนล้อลมแสนไพเราะ’ เป็นหาดรับแขกของเมืองนราธิวาสเลยก็ว่าได้ เพราะว่ากันว่าเป็นชายหาดสวยที่สุดของจังหวัดนี้ ทอดตัวยาวกว่า 4-5 กิโลเมตร สุดลูกหูลูกตา งามอย่างละมุนละไมด้วยเม็ดทรายละเอียดสีน้ำตาลอ่อนค่อนไปทางขาว ริมหาดมีแนวต้นสนทะเลขนาดใหญ่เรียงรายร่มรื่น เหมาะไปนั่งพักผ่อนหรือลงเล่นน้ำชิลชิล หรือจะไปนั่งฟังเสียงสนล้อลม ชมความงามของเกลียวคลื่นที่ทยอยกันสาดซัดเข้าหาฝั่ง นี่คือความสุขสงบในมุมเล็กๆ ของ ‘นราเมืองน่ารัก’

_BOT2247 _NAR1244 v2

8. ป่าพรุโต๊ะแดง (ศูนย์ศึกษาและวิจัยธรรมชาติป่าพรุสิรินธร) อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘ป่าพรุผืนใหญ่สุดแดนสยาม สุดยอดอาณาจักรลึกเร้นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพใต้ร่มไม้เขียว’ ป่าพรุ (Swamp Forest) คือระบบนิเวศน์พิเศษแสนเปราะบางที่พบไม่มากในเมืองไทย ป่าพรุโต๊ะแดงเนื้อที่กว่า 120,000 ไร่แห่งนี้ล่ะ คือป่าพรุผืนใหญ่ที่สุดของสยาม เก็บรักษาพืชพรรณและสัตว์ป่านานาชนิดเอาไว้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ เขาจัดทำเส้นทางเดินป่าเป็นสะพานไม้ยกระดับอย่างดี พร้อมด้วยป้ายสื่อความหมายธรรมชาติ และจุดพัก ตลอดทางเราจะได้สัมผัสป่าพรุที่ยังมีชีวิต เป็นป่าที่มีน้ำขัง ทับถมด้วยเศษใบไม้ซากพืชซากสัตว์ จนน้ำและดินมีความเป็นกรดสูง ทว่าน้ำไม่เคยเน่าเสีย เพราะมีการไหลเวียนตลอด จึงมีปลาอาศัยอยู่ได้ โดยเฉพาะปลากะแมะ เสือปลา นาก ฯลฯ ส่วนพืชเด่นๆ เช่น หมากแดง กะพ้อ ระกำ หลุมพี หวาย หลาวชะโอน ฯลฯ ดูๆ ไปแล้วคล้ายป่าอะเมซอนเมืองไทยไม่มีผิดเลยนะ ฮาฮาฮา

_TAK5751_TAK5500_RAN0904 _TAK5591_IND7885_RAN0956

9. ตลาดน้ำยะกัง ริมคลองยะกัง อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘เกี่ยวก้อยกันไปนั่งชิลในตลาดน้ำสุดเก๋ ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน’ ตลาดน้ำเปิดใหม่เก๋ไก๋ในตัวเมืองนราธิวาส เปิดเฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 12.00-21.00 น. ในชุมชนยะกัง ซึ่งเป็นชุมชนโบราณคู่เมืองนรา มาวันนี้คนในชุมชนร่วมใจปรับโฉมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สร้างสีสันและชีวิตชีวา โดดเด่นด้วยร้านขายตามทางเดินเลาะริมน้ำยาวกว่า 700 เมตร ซึ่งมีอาหารและขนมโบราณกว่า 100 ชนิดให้ชิม เพื่อเป็นการสืบสานตำนานขนมโบราณเมืองนราไม่ให้สูญหาย ส่วนที่นั่งชิลของนักท่องเที่ยวก็เก๋ยิ่งกว่า เพราะสร้างเป็นสะพานไม้และที่นั่งยืนลงไปในน้ำ ส่วนยามค่ำคืนจะมีการแสดงพื้นบ้านหลากหลายให้ชม นับเป็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว

_IND8650 _IND8656 _IND8686 _KWA4402 _KWA4453

10. สะพานคอยร้อยปี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘สะพานแห่งความโรแมนติก เชื่อมวิถีชีวิตสองฝั่งลำน้ำตากใบ’ เข้าไปสู่ชุมชนบนเกาะยาว เกาะที่ด้านหนึ่งติดแม่น้ำตากใบ อีกด้านติดทะเล มีหาดทรายขาวนวลน่าเที่ยว แต่กว่าจะมีการสร้างสะพานให้คนสัญจรสะดวก จากเกาะยาวข้ามมาฝั่งที่ทำการอำเภอตากใบ ก็ต้องรอกันนานถึง 100 ปี จึงเป็นที่มาของชื่อสะพานนี้ ขอบกว่าบรรยากาศบนสะพานสวยมาก อากาศสดชื่น เห็นแม่น้ำตากใบไหลเอื่อยๆ เย็นชื่นใจ ปัจจุบันสะพานไม้เก่า ยาว 345 เมตร เคียงคู่ด้วยสะพานปูนใหม่เอี่ยม เชื่อมโยงธรรมชาติและวิถีชีวิตสองฝากฝั่งเข้าด้วยกันอย่างสนิทแนบ

_IND9041 _IND9047 _IND9050 _KWA4910 _KWA4924

11. สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สถานีรถไฟเก่าเล่าเรื่องอดีต อวลกลิ่นอายชายแดนแสนรุ่งเรือง’ เมื่อมาเห็นสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ก็ต้องบอกเลยว่า ‘ระยะทางอันห่างไกล จริงๆ แล้วคือเสน่ห์น่าเที่ยว’ เพราะสถานีรถไฟแห่งนี้ คือสถานีรถไฟสุดท้ายของเส้นทางรถไฟสายใต้ โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ มากที่สุด ถึง 1,142 กิโลเมตร ติดต่อกับเขตแดนเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ของมาเลเซีย ตัวสถานีรถไฟมีดีไซน์สถาปัตยกรรมย้อนยุคน่ารักดี ยังเปิดใช้งานอยู่ ใครจะลองนั่งรถไฟเล่นๆ จากสุไหงโก-ลก กลับกรุงเทพฯ ก็ได้ มีบริการทุกวัน สอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วนรถไฟ โทร. 1690

_KWA4890_IND9036

12. หอนาฬิกาเก่า อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘Landmark เมืองนรา หอนาฬิกา หอรวมใจผู้คน’ แม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็ถือเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองนราธิวาสมาช้านาน ทางเทศบาลเมืองนราธิวาสปรับปรุงขึ้นใหม่ ให้แข็งแรงสวยงาม เด่นที่หลังคาบนยอดหอนาฬิกา สร้างเป็นทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวแบบปักษ์ใต้ ไม่ละทิ้งเสน่ห์อัตลักษณ์ตัวตนคนนรา ในยามค่ำคืนจะเปิดไฟประดับสวยงาม อีกทั้งริมถนนใกล้ๆ ยังมีร้านขายชาชัก โรตี มะตะบะ ให้มานั่งสังสรรคกันอย่างฉันมิตรทุกค่ำคืน

_BOT2641

13. กลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูด บ้านทอนอามาน ต.โคกเคียน อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ด้วยสองมือและหัวใจ ถักทอจากเส้นสายสู่งานศิลป์’ กระจูด เป็นพรรณไม้จำพวกกกที่ขึ้นอยู่มากในป่าพรุแถบภาคใต้ ชาวบ้านนิยมนำมาทอเป็นเสื่อ กระบุง ตะกร้า ใช้กันในครัวเรือนมาเนิ่นนาน เช่นเดียวกับชาวบ้านทอนอามาน ที่ตั้งกลุ่มทำผลิตภัณฑ์กระจูดอันประณีต สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นเมื่อ พ.ศ.2543 โดยใช้เวลาว่างหลังจากทำประมง มาช่วยกันทำผลิตภัณฑ์กระจูดที่มีทั้งรูปแบบดั้งเดิมและแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็น OTOP สำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของนราธิวาส ซึ่ง คุณพัชรินทร์ บินเจ๊ะมิง นอกจากจะเป็นผู้นำกลุ่มแล้ว ยังเป็นครูสอนในโครงการศิลปาชีพของสมเด็จพระราชินีด้วย สนใจเปิดให้เข้าชมและช้อปปิ้งทุกวัน โทร. 08-6289-6671, 0-7356-5070

_IND8625 _IND8634 _KWA4361 _KWA4368

14. วาเลนไทน์พันธุ์ไม้ บ้านตันหยงมะลิ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สุดยอดอาณาจักรแคคตัสแดนใต้’ เป็นสวนกระบองเพชร หรือแคคตัส ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ รวบรวมกระบองเพชรไว้ไม่น้อยกว่า 300 สายพันธุ์ นับแสนๆ ต้น นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม ถ่ายภาพ ได้ฟรี  ไม่มีค่าผ่านประตู ไม่ซื้อไม่ว่า ขอให้มาเที่ยวก็ชื่นใจแล้ว ส่วนใครจะซื้อกลับบ้านแต่ไม่รู้จะเอาขึ้นเครื่องบินกลับยังไงดีนะ? เขาก็มีบริการส่งทั่วประเทศ ว้าว! ไฮไลท์ของที่นี่คือ ต้นกระบองเพชรยักษ์อายุ 20 ปี ที่เจ้าของปลูกเลี้ยงไว้ดูและถนุถนอนอย่างดี สนใจ โทร. 08-1957-2614 เว็บไซต์ www.valentinepanmai.com

_IND8931 _IND8934 _IND8954 _KWA4795

15. พิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ศูนย์รวมเรื่องเล่าความเป็นมา จากเมืองบางนราสู่นราธิวาส’ ตั้งอยู่ที่ถนนพิชิตบำรุง ต.บางนาค ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส โดยใช้อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า มาพัฒนาจัดแต่งใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมา ศาสนา ชาติพันธุ์ ชนเผ่า งานศิลปหัตถกรรม เรือกอและ กีฬาปักษ์ใต้ อาหารถิ่น ฯลฯ รวมถึงวิถีชีวิตของชาวนราธิวาสในทุกแง่มุมอย่างละเอียด อาคารมี 2 ชั้น ชั้นล่างแบ่งเป็น 6 ห้อง ส่วนชั้นบนแบ่งเป็น 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระราชทานงานศิลปาชีพสู่นราธิวาสด้วย (พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. โทร. 0-7351-2207)

_KWA4182_IND8495 _IND8511 _IND8513 _IND8537 _KWA4193

16. พิพิธภัณฑ์คัมภีร์อัล-กุรอาน อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ‘สมบัติล้ำค่าแห่งแผ่นดิน ชมอัล-กุรอานสวยที่สุดในโลก!’ อัล-กุรอาน มาจากรากศัพท์ภาษาอาหรับแปลว่า ‘การอ่าน หรือ การรวบรวม’ เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่นบีมุอัมมัด ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นนบีคนสุดท้าย และการจะเป็นชาวมุสลิมที่ดีได้ก็ต้องศรัทธาในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ปัจจุบันที่ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา (ปอเนาะศาลาลูกไก่) ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว เก็บรักษาคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณ อายุ 150-1,100 ปี ไว้มากถึง 78 เล่ม (กำลังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ในบริเวณใกล้ๆ กัน คาดว่าจะเสร็จภายใน พ.ศ. 2561) ทั้งหมดเป็นปกหนังสัตว์ เนื้อกระดาษโบราณและเปลือกไม้ เขียนตัวอักษรด้วยหมึกสีดำเป็นภาษายาวีและภาษาอาหรับโบราณ บางเล่มใช้สี 5 สี ประดับทองคำเปลว งดงามมาก โดยมีอยู่เล่มหนึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็น ‘คัมภีร์อัล-กุรอานสวยที่สุดในโลกมุสลิม ตั้งแต่ปี 2016’ จากสถาบันหอสมุดสุไลมานียะห์ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เพราะมีการประดับทองคำเปลว และประดับลวดลายถึง 30 ลาย เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2256 โดยรูสะมีแล จังหวัดปัตตานี (สนใจเข้าชม โทร. 08-4973-5772, 09-5202-4342)

_IND8550 _IND8585 _KWA4250 _KWA4272

17. เหมืองทองโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘เดินป่าผจญไพร ค้นหาหุบเขาทองคำที่ยังมีลมหายใจ’ ไม่น่าเชื่อเลยว่าในป่าดงดิบรกชัฏลึกเร้นของอำเภอสุคิริน บนเทือกเขาโต๊ะโมะและเขาลิโซ ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซีย เพียง 800 เมตร จะเป็นที่ตั้งของเหมืองทองคำเก่าอันมีชื่อเสียงลือลั่นไปทั้งประเทศ ในนาม ‘เหมืองโต๊ะโมะ’ ประวัติเล่าว่าเร่ิมต้นในอดีตมีชาวจีนคนหนึ่งชื่อ นายฮิว ซิ้นจิ๋ว นำคน 50 คน จากชายแดนมาเลเซีย เดินทางร่อนทองขึ้นมาตามลำห้วยลิโซ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี พวกเขาร่อนทองได้มากมายเมื่อเข้าใกล้ต้นน้ำ จึงเกิดยุคตื่นทอง ผู้คนนับพันเข้ามาตั้งหมู่บ้าน รัฐบาลไทยจึงตั้ง นายอาฟัด ลูกชายของนายฮิว แซ่จิ๋ว เก็บภาษีทองคำ แล้วให้ดำรงตำแหน่ง หลวงวิเศษสุวรรณภูมิ ต่อมาในยุคหลังฝรั่งเศสได้มาขอสัมปทานทำเหมือง ได้ทองคำเนื้อดีไปมากมาย และเมื่อล่วงถึงยุคโจรจีนผู้ก่อการร้ายมลายา เหมืองทองโต๊ะโมะก็ปิดตัวลงอย่างถาวร มีเพียงชาวบ้านละแวกนั้นเข้าไปร่อนทองหาค่ากับข้าวนิดๆ หน่อยๆ ส่วนอุโมงค์ลำเลียงยาว 1 กิโลเมตร ซึ่งเคยทะลุจากไทย-มาเลเซียได้ ก็ถูกปิดลงเช่นกัน ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติเหมืองทองคำที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของเรา

_IND8840 _IND8843 _IND8865 _KWA4658 _KWA4670 _KWA4676 _KWA4699

18. ชุมชนภูเขาทอง หมู่ 3 อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘ชุมชนมลายู-ลาว ปลายด้ามขวานทอง ไปดูบุญบั้งไฟแห่งเดียวในแดนใต้’ ไม่ห่างจากเหมืองทองคำโต๊ะโมะและศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะมากนัก คือที่ตั้งของ ‘ชุมชนบ้านภูเขาทอง’ หมู่บ้านของชาวอีสานที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ตามนโยบายรัฐบาลไทยในครั้งอดีต ด้วยนโยบายเมืองล้อมป่าต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยรัฐได้ให้ที่ดินครอบครัวละ 18 ไร่ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย และอีก 16 ไร่เพื่อทำการเกษตรปลูกยางพารา ทว่าพวกเขาไม่ได้มามือเปล่า แต่นำขบมความเชื่อและวัฒนธรรมจากอีสานมาด้วย ทุกวันนี้ชาวบ้านภูเขาทองจึงยังคงพูดอีสาน กินอาหารอีสาน เซิ้งแบบอีสาน และมีประเพณีบุญบั้งไฟในช่วงเดือนมิถุนายนทุกปี นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมหมู่บ้าน ชมการเซิ้งร่อนทอง ชิมอาหารพื้นบ้าน และล่องแก่งด้วยเรือคายัคในฤดูที่มีน้ำพอเพียง นับเป็นกิจกรรมผจญภัยกลางแจ้งที่น่าสนุกตื่นเต้นไม่น้อยเลย

_KWA4748_KWA4714 _KWA4717 _KWA4722

19. มัสยิด 300 ปี บ้านตะโละมาเนาะ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ‘สุดยอดงานสถาปัตย์แห่งศรัทธา งามข้ามกาลเวลาไม่เคยเสื่อมคลาย’ ชาวบ้านแถบนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘มัสยิดวาดีลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละมาเนาะ’ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2167 โดยนายวันฮูเซ็น ฮัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานนา จังหวัดปัตตานี เดิมทีใช้ใบลานมุงหลังคา ต่อมาใช้กระเบื้องว่าว ตัวมัสยิดสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์ผสมมลายู โดยสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ สร้างเป็นอาคารสองหลังเชื่อมถึงกัน, มีฐานรองรับหลังคาหน้าจั่ว และหอขาน หรือหออาซาน สร้างด้วยศิลปะจีนประยุกต์งามแปลกตา นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ชมได้แค่ภายนอก แต่ถ้าอยากชมด้านในต้องขออนุญาตโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านก่อน เพราะถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งของจังหวัดนราธิวาส

_TAK5329 _TAK5344

20. วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) หมู่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘หมุดหลักปักเขตแดนสยาม ความงามแห่งพุทธศิลป์ริมน้ำตากใบ’ เป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของนราธิวาส เพราะเกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ในยุคอาณานิคมอังกฤษ เพราะรัฐบาลไทยใช้วัดนี้ รวมถึงพุทธศาสนา และพุทธศิลป์ เป็นเครื่องต่อรอง อังกฤษจึงไม่ยึดผืนดินส่วนนี้ไป วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ มองไปทางขวาจะเห็นสะพานคอยร้อยปีที่ทอดเข้าสู่เกาะยาวได้ชัดเจน ภายในวัดมีศาลาไม้ลวดลายสีสันงดงาม เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาสมบัติโบราณล้ำค่าของท้องถิ่น และมีพระอุโบสถหลังเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 งดงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือพระภิกษุชาวสงขลา ประดิษฐานพระประธานปิดทองอร่าม จนแลไม่เห็นพระโอษฐ์สีแดง และพระเกศาสีดำ วัดนี้บรรยากาศเงียบสงบดีมาก สามารถไปนั่งเล่นที่ศาลาไม้ริมแม่น้ำตากใบ ชื่นชมธรรมชาติได้ชิลๆ

1 2 3 4 5 6

21. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ บ้านโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘ต้นทางแห่งศรัทธาของลูกมังกร ใกล้เหมืองโต๊ะโม๊ะ’ ที่นี่คือ ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ (เจ้าแม่ทับทิม) ดั้งเดิม ซึ่งชาวจีนที่อพยพเข้ามาร่อนทองจากมาเลเซีย ช่วยกันก่อสร้างขึ้น ในยุคที่ฝรั่งเศสได้สัมปทานทำเหมืองทอง นายช่างหัวหน้าเหมืองชื่อ ‘กัปตันคิว’ ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ หลายครั้งร่างทรงเจ้าแม่ทำนายไม่ให้ขุด ก็ยังดื้อรั้น จึงเกิดดินถล่มทับคนงานตายนับร้อย กัปตันคิวจึงเดินทางไปเมืองจีนเพื่อนำองค์จำลองเจ้าแม่กลับมาประดิษฐานไว้ที่ศาลในอำเภอสุคิริน ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมืองทองต้องปิดตัวลง ผู้คนแตกกระสานซ่านเซ็น เจ้าแม่จึงได้ไปเข้าฝันนายสรรกุล กับเถ้าแก่กังร้านบึงจีบฮวด พ่อค้าในอำเภอสุไหงโก-ลก ให้ช่วยกันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาที่ดินและเรี่ยรายทรัพย์สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก ทุกวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงชาวจีนฝั่งมาเลเซียก็ยังเคารพศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้แม่มาก จนเรียกขานว่า ‘เจ้าแม่โต๊ะโมะ’ ตามที่ตั้งของศาลนั่นเอง

_IND8796 _IND8809 _KWA4583

22. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สืบสานตำนานเจ้าแม่ จากสุคิรินถึงถิ่นสุไหงโก-ลก กลิ่นอายแห่งศรัทธาไม่เคยจางไป’ เป็นศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งที่สอง ซึ่งย้ายมาจากอำเภอสุคิริน (ใกล้เหมืองทองโต๊ะโมะ) หลังจากที่ฝรั่งเศสหยุดทำเหมืองทอง และเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ตัวศาลตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านเศรษฐกิจของอำเภอสุไหงโก-ลก มีชาวไทยและจีนจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาสักการะจำนวนมากทุกวัน โดยเฉพาะในวันที่ 23 เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันเกิดของเจ้าแม่ จะมีพิธีฉลองใหญ่ ผู้คนเข้าร่วมนับหมื่น

_IND9013 _IND9023 _KWA4841 _KWA4880

23. พุทธอุทยานเขากง ต.ลำภู อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘นมัสการพระพุทธรูปกลางแจ้ง งดงามและใหญ่ที่สุดในแดนใต้’ นราธิวาสเป็นเมืองสงบ เป็นดินแดนแห่งความเชื่อและศรัทธาของหลายศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งอิสลาม พุทธ จีน และอื่นๆ ใครไปสัมผัสก็ต้องประทับใจ อย่างที่ ‘วัดเขากง’ อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล องค์พระพุทธรูปกลางแจ้งที่ถือว่าสวยงามและมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ องค์พระสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับกระเบื้องโมเสกสีทองอร่าม ศิลปะสกุลช่างอินเดียใต้ หน้าตักกว้าง 17 เมตร สูงถึง 24 เมตร ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาลูกย่อมๆ แลโดดเด่นน่าศรัทธาอย่างยิ่ง นับเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธเมืองนราที่สำคัญที่สุดก็คงจะไม่ผิดนัก

_BOT2029 _BOT2120 _BOT2135

24. พระพิฆเนศเมืองนรา ต.บางนาค อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ตื่นตาพระพิฆเนศงามที่สุดในภาคใต้’ สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาเปี่ยมล้นของ คุณอินดาร์แซล บุศรี เจ้าของกิจการห้างดีวรรณพาณิชย์ในเมืองนราธิวาส เพราะตัวท่านเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ ความเมตาและความสำเร็จ อีกทั้งท่านต้องการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยที่ได้อาศัยมากว่า 60 ปี เพื่อให้องค์พระพิฆเนศเป็นที่สักการะบูชาสำหรับผู้ที่นับถือ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน องค์พระพิฆเนศนี้มีขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูงถึง 16 เมตร ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ สวมศิลาภรณ์มงกุฎประดับโมเสคแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาแล้วเวียนกลับมาทางซ้ายขององค์ เหนือพระนาคีมีสายธุรำเป็นงูแผ่พังพานใต้พระถันด้านซ้าย ส่วนงาข้างซ้ายนั้นหักเพื่อให้นำสิ่งไม่ดีออกไป ขณะที่พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนสติปัญญา พระหัตถ์ขวาล่างถือประคำแสดงท่าประทานพรให้ความสำเร็จ พระหัตถ์ซ้ายบนถือปรศุและขอช้างรวมกันเป็นสัญลักษณ์ของการฟันฝ่าอุปสรรค ให้ความคุ้มครองและเดินไปสู่ความรู้โดยปราศจากมายา พระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะเป็นสัญลักษณ์รางวัลแห่งความเจริญรุ่งเรือง

3_BOT2148

25. พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘บ้านของพระราชา-พระราชินี สถานที่ฝึกงานอาชีพแด่ราษฎร’ เป็นพระตำหนักทรงงาน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 บนเขาตันหยงมัส เพื่อใช้เป็นที่ประทับทรงงานและแปรพระราชฐานของพระองค์ รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยรอบพระตำหนักประดับด้วยพรรณไม้ดอกไม้ใบงดงามตลอดปี อีกทั้งยังมีส่วนอาคารฝึกศิลปาชีพให้ราษฎรด้วย โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักสาน และเซรามิค นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบริเวณภายนอก หรือติดต่อเป็นหมู่คณะเพื่อเข้าชมงานศิลปาชีพได้

_TAK5433 _TAK5439_RAN0788 _RAN0802_RAN0755 _RAN0778 _RAN0782

26. พระตำหนักสมเด็จย่า (พระตำหนักสุคิริน) อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘จากน้ำพระทัยสมเด็จย่า สู่ปวงประชาชาวสุคิริน’ ทรงพระราชทานชื่อ ‘สุคิริน’ ไว้ ณ ดินแดนนี้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 ครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งแรก ดังลายพระหัตถ์ที่ได้พระราชทานเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และสมาชิกนิคมฯ ว่า “สุคิริน ขอให้นิคมนี้จงมีความเจริญรุ่งเรือง คนอยู่ในศีลธรรม เพื่อความสุขของตนเองและส่วนรวม” การรับเสด็จในครั้งนั้น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่นิคมฯ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระองค์ท่านเสด็จประทับ ณ เรือนรับรองนิคมฯ ซึ่งเป็นอาคารหลังเล็กๆ ที่เราได้เห็นกันในวันนี้

_KWA4572_IND8792 _KWA4570

27. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ต้นแบบวิถีพอเพียง ทรงพระราชทานศาสตร์พระราชา เพื่อความสุขแห่งปวงประชาอย่างยั่งยืน’ เป็นศูนย์การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 1 ใน 6 ศูนย์ฯ ของไทย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงจัดตั้งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ราษฎร์เผชิญอยู่ อย่างที่ศูนย์ฯ พิกุลทอง นี้ พระองค์ทรงต้องการแก้ปัญหาเรื่อง ดินเปรี้ยวจัด เพื่อให้ราษฎร์ธสามารถใช้พื้นที่ปลูกข้าวได้ จึงทรงทดลอง ‘แกล้งดิน’ ใช้น้ำสลับกับปูนขาวแก้ปัญหาดินเปรี้ยวได้สำเร็จ ด้วยพระอัจฉริยภาพอย่างสูง ปัจจุบันศุนย์ฯ พิกุลทองเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานครบวงจรตามแนวพระราชดำริ ของพระองค์ท่าน ทั้งโครงการแกล้งดิน, หญ้าแฝก, การจัดการน้ำ, เลี้ยงปลา, ปศุสัตว์, ปลูกข้าว, ปลูกไม้ผลนานาชนิด, ไบโอดีเซล, งานป่าไม้ ฯลฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ราษฎร์ที่สนใจนำไปปฏิบัติโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนนักท่องเที่ยวก็เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน แต่ถ้ามาเป็นหมู่คณะ ควรติดต่อล่วงหน้านะจ๊ะ โทร. 0-7363-1038 เขามีรถพ่วงพร้อมวิทยากรพานำชมฟรีจ้า

_RAN1007_IND9087 _IND9096 _KWA5015 _RAN1118 _TAK5926 _TAK5935

28. วิถีชีวิตริมแม่น้ำบางนรา อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘วิถีคน วิถีน้ำ ความผูกพันที่ไม่มีวันจางคลาย’ บางนราเป็นแม่น้ำที่แยกออกจากแม่น้ำโก-ลก ที่อำเภอตากใบ แล้วไหลขึ้นสู่ทิศเหนือผ่านตัวเมืองนราธิวาส แล้วออกอ่าวไทยในที่สุด บริเวณใกล้ปากแม่น้ำมีชุมชนประมงของชาวบ้านอาศัยอยู่สองฟากฝั่ง แลเห็นอู่ซ่อมเรือ บ้านเรือนริมน้ำ และเรือกอและจอดเรียงรายนับร้อยลำ กินอยู่กันอย่างเรียบง่ายพอเพียง ผูกพันอยู่กับท้องทะเล สายลม แสงแดด เกลียวคลื่น ทุกเมื่อเชื่อวัน ตามประสาลูกทะเล ถ้าไปเที่ยวนราธิวาสคราวหน้า อย่าลืมแวะชมกันนะจ๊ะ มีมุมสวยๆ ให้เซลฟี่ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเพียบ แต่ก็ต้องให้ความเคารพชุมชนด้วยล่ะ อย่าลืมนะ

_BOT2176 _BOT2177 _BOT2190 _NAR1542 N17

29. กรือโป๊ะ ‘ข้าวเกรียบปลาทะเลแสนอร่อย ขนมกินเล่น Signature เมืองนรา’ มาเที่ยวเมืองนราถ้าอยากหาของกินเล่นแบบท้องถิ่นแท้ๆ ล่ะก็ ต้องถามหา ‘กรือโป๊ะ’ (หรือ กือโป๊ะ = Keropok : ภาษามลายู) เป็นอันดับแรก เพราะมันคือข้าวเกรียบปลาแผ่นกลม บาง เคี้ยวกรุบกรอบ รสชาติออกเค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ ยิ่งกินยิ่งมันจนหยุดไม่ได้ เพราะทั้งอร่อยและได้คุณค่าโปรตีนจากทะเลน่ะสิ จะกินธรรมดาหรือจิ้มซอสก็ได้ ตามใจชอบ หาซื้อได้ทั่วไปในร้านค้าริมถนน และร้าน OTOP ของจังหวัด

_BOT1974 _NAR0368_BOT1964

30. ปลากุเลาเค็ม อ.ตากใบ ‘สุดยอดอาหารถิ่น ที่ใครมากินก็ต้องติดใจ’ ปลากุเลาเป็นปลาทะเลชั้นดีมีราคา ที่คนนราธิวาสนิยมนำมาทำเป็นปลากุเลาเค็มแดดเดียว ทอดกินกับข้าว บีบมะนาวนิด ซอยหอมแดง โรยหน้าด้วยพริกขี้หนูลงไปหน่อย แหม แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว กินกับข้าวสวยร้อนๆ นะ เรียกว่าต้องเติมข้าวจานสองจานสามโดยไม่รู้ตัวเชียว มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปลากุเลาเค็มอำเภอตากใบ แนะนำ ร้านอ้อยูงทองปลากุเลา (อยู่ใกล้กับสะพานคอยร้อยปี บนถนนเส้นเดียวกับที่จะไปวัดชลธาราสิงเห) โทร. 0-7358-1044, 09-2996-5641 เราสามารถซื้อขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้ เพราะเขามีกรรมวิธีแพ็กห่อพลาสติกและใส่กล่องเก็บกลิ่นอย่างดี สุดยอดจริงๆ

_IND9060_IND8491

31. ลองกองตันหยงมัส ‘สุดยอดผลไม้ปักษ์ใต้ ไม่ชิมไม่ได้แล้ว’ ถ้าไปเที่ยวนราธิวาสในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน อันเป็นช่วงที่ผลไม้ภาคตะวันออกอย่างระยอง จันทบุรี ซาหมดไปแล้ว เรายังมีโอกาสได้ลิ้มลอง ‘ลองกองตันหยงมัส’ (หรือ ลองกองซีโป) หนึ่งในสุดยอดผลไม้ปักษ์ใต้ ด้วยลักษณะเด่นคือออกผลเป็นช่อสวย เปลือกผลนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีเหลืองทอง เนื้อล่อน เมล็ดน้อยหรือไม่มีเลย กลิ่นหอม รสหวานชื่นใจ และยังอุดมด้วยวิตามินบีและฟอสฟอรัส ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นไข้ ตัวร้อน บรรเทาอาการร้อนในช่องปาก ลองกองตันหยงมัสจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของนราธิวาสไปโดยปริยาย มีแหล่งปลูกมากที่สุดอยู่ที่ อ.ระแงะ อ.ศรีสาคร และ อ.สุไหงปาดี

_BOT2092Untitled-1

Special Thanks : ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส (ดูแลจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา), สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

Top Thai Wellnees เที่ยวสุขภาพดีทั่วไทย ไปกับเถอะ!

สระมรกต 11. อำเภอคลองท่อม Spa Town จ.กระบี่ ชวนกันไปแช่น้ำพุธรรมชาติ ในแหล่ง Big 3 ประกอบด้วย สระมรกต (ตำบลคลองท่อมเหนือ), น้ำตกร้อน (ตำบลคลองท่อมเหนือ) และ น้ำพุร้อนเค็ม (ตำบลห้วยนำ้ขาว) โดยสระมรกตนั้นเป็นแหล่งน้ำพุเย็นใสแจ๋ว อยู่ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม แหล่งอาศัยเดียวบนโลกนี้ของนกแต้วแล้วท้องดำ ส่วนน้ำตกร้อน (หรือนำ้ตกร้อนสะพานยูง) จริงๆ เป็นน้ำตกที่กำลังอุ่นสบาย อุณหภูมิน้ำอยู่ระหว่าง 35-40 องศาเซลเซียส แวดล้อมด้วยป่าไม้ร่มรื่น อาบแช่แล้วสดชื่นผ่อนคลายดีจริง และสุดท้ายคือ น้ำพุร้อนเค็ม เป็นนำ้พุร้อนธรรมชาติสุดพิเศษ เพราะเป็นน้ำเกลือร้อน ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง รักษาโรคผิวหนัง โรคไขข้อ อัมพฤกษ์อัมพาตได้ด้วยน้ำตกร้อน 2น้ำตกร้อน 4 น้ำพุร้อนเค็ม 2พะงัน 22. เกาะพะงัน กับฉายา ‘Best Yoka Island in Thailand’ เติบโตจากเกาะที่มีแต่วิถีประมงพื้นบ้านและความน่ารักของผู้คน จนกลายเป็นเกาะชื่อกระฉ่อนโลกเรื่อง Full Moon Party ที่หาดริ้น จนวันนี้พะงันได้เดินมาสู่อีกบทบาทหนึ่งในแง่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กับการมีสถานสอนโยคะ และโยคะบำบัดนับสิบแห่ง จึงมีคนจากทั่วโลกและทั่วไปไทยไปอยู่ไปเรียนกันแบบ Long Stay เลยล่ะ
พะงัน 4 พะงัน 63. นอนห่มทราย ฟังเสียงคลื่นและสายลม ที่หาดไม้ขาว เกาะภูเก็ต ขอบอกเลยว่าภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงเกาะที่มีแต่หาดทรายให้ฝรั่งไปนอนอาบแดดกันเท่านั้นนะจ๊ะ วันนี้ที่หาดไม้ขาวเขามีกิจกรรมน่ารัก คือ ‘การนอนห่มทราย’ เพื่อรักษาสุขภาพ เป็นทรายธรรมชาติจริงๆ เลยล่ะ ขุดหลุมตื้นๆ ลงไปนอนแช่ตัวราวๆ 10-20 นาที ให้ความอุ่นของทราย และน้ำเกลือในทราย แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ถือเป็นธรรมชาติบำบัดที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่องอีกด้วยจ้า
ภูเก็ต หาดไม้ขาว 1 ภูเก็ต หาดไม้ขาว 3 ภูเก็ต หาดไม้ขาว 5salt spa อุดร 14. สุดยอดสปาเกลืออีสาน กุญณภัทรสปา อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ไม่น่าเชื่อเลยว่าใต้ผืนดินลึกลงไปของอีสาน จะมีชั้นเกลือและน้ำเกลืออยู่ด้วย บ่งชี้ว่าในครั้งบรรพกาล พื้นที่แถบนี้เคยจมอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ปัจจุบันที่อุดรธานีจึงมีการทำนาเหลือสินเธาว์กันมาก เขาเลยเกิดหัวคิด นำเกล็ดเกลือคุณภาพเยี่ยมนั้นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สปานานาชนิด รวมทั้งมีกิจกรรมอาบน้ำเกลือ, แช่เท้าด้วยนำ้เกลือ, ขัดหน้า ขัดตัว สปาเกลือ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการสวยใสด้วยธรรมชาติล่ะจ้า
salt spa อุดร 45. นวดตอกเส้นล้านนา ภูมิปัญญาจากอดีตสู่ปัจจุบัน จ.เชียงใหม่ ถ้าวัดโพธิ์ที่กรุงเทพฯ คือสุดยอดการนวดแผนไทยแบบภาคกลาง ขอบอกเลยว่า ‘การนวดตอกเส้น’ ของล้านนา ก็เป็นภูมิปัญญากว่า 200 ปี ที่เขาสืบทอดกันไว้ได้ เหมาะสำหรับคนขี้เมื่อย ที่มักจะเมื่อยในบริเวณซึ่งเส้นอาจอยู่ลึก ใช้วิธีนวดมือไม่หาย เขาจึงใช้งาช้างหรือไม้ มาทำเป็นลิ่มเล็กๆ ตอกลงไปเบาๆ ตามจุดตามเส้นที่หมอร่ำเรียนมา สุดยอด!
นวดตอกเส้น 1 นวดตอกเส้น 46. วัดโพธิ์ สุดยอดการนวดไทยภาคกลาง กรุงเทพฯ นอกจากวัดโพธิ์จะเป็นที่ประดิษฐานของพระนอนขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แล้ว ยังถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยามอีกด้วย เพราะในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ได้มีการรวบรวมตำรานวดเส้นกดจุดต่างๆ มาจารึกไว้บนแผ่นศิลาติดไว้ตามฝาระเบียงคตรอบพระอุโบสถ ให้คนทั่วไปได้ศึกษาอย่างอิสระ สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ วัดโพธิ์ยังเป็นโรงเรียนนวด และมีสถาบำบัด ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปนอนนวดผ่อนคลาย หรือแก้อาการเส้นจม ปวดเมื่อยกันด้วย ค่าใช้จ่ายก็ถูกมากอีกด้วยนะนวดวัดโพธิ์ 1 นวดวัดโพธิ์ 3 นวดวัดโพธิ์ 67. บ่อน้ำพุร้อนเทพพนม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เที่ยวภาคเหนือครั้งต่อไป ถ้าคุณกำลังเดินทางอยู่บนถนนสายเชียงใหม่-แม่แจ่ม เมื่อเลยออบหลวงมานิดนึง อย่าลืมมองทางซ้าย จะพบ ‘บ่อน้ำพุร้อนเทพหนม’ แหล่งนำ้พุร้อนธรรมชาติ ที่มีอุณหภูมิสูงจนต้มไข่ได้สุก! แนะนำให้จอดรถเข้าไปพักผ่อน เขามีห้องส่วนตัวแยกหญิงชายให้อาบแช่ผ่อนคลาย โดยปรับลดอุณหภูมิน้ำจนเหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือจะเดินไปดูตรงบ่อต้นกำเนิดที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ก็จะได้กลิ่นกำมะถันอ่อนๆ นั่นล่ะ เปรียบเสมือนของขวัญจากธรรมชาติ
น้ำพุร้อนเทพพนม 1 น้ำพุร้อนเทพพนม 28. บ่อนำ้พุร้อนแจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ชวนกันไปเที่ยวหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสุดชิลที่สุดของภาคเหนือ กับบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่หลายบ่อ ผุดขึ้นจากใต้พิภพ พร้อมควันกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดเจนที่สุดยามเช้าตรู่เมื่อไอร้อนลอยขึ้นมาปะทะกับอากาศเย็นฉ่ำ ที่นี่เขามีบ่อกลางแจ้ง และห้องหับเป็นส่วนตัวแยกหญิงชายอย่างดี พร้อมมีชุดมีผ้าให้ผลัดอาบ ถือเป็นการลงแช่น้ำแร่ร้อนที่ทำให้สุขภาพกายใจดีเยี่ยม ท่ามกลางธรรมชาติพิสุทธิ์ ของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน 1 บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน 39. สปามะพร้าว เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกาะสมุยมิได้เป็นเพียงเกาะที่มีต้นมะพร้าวเยอะที่สุดในเมืองไทย และมีเจ้าจ๋อ (ลิงกัง) ที่เขาฝึกให้ปีนเก็บลูกมะพร้าวได้อย่างช่ำชองเชี่ยวชาญเท่านั้น ทว่ายังเป็นเกาะที่มี Package สุดพิเศษ กับ ‘Spa มะพร้าว’ ทั้งการใช้มะพร้าวขูดและน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น นวดไล้ไปมาตามร่างกาย ซึ่งคุณสมบัติของมะพร้าวนอกจากจะทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้านแล้ว ยังช่วยชะลอวัย ขับสารพิษ เหมือนการให้อาหารกับเซลล์ร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม!
มะพร้าว spa 1 มะพร้าว spa 2 มะพร้าว spa 3 มะพร้าว spa 610. สุดยอด Fish Spa ภาคใต้ สวนตาสรรค์ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช แน่ใจว่าในช่วง 5-10 ปีผ่านมา เราคงจะคุ้นตากันบ้าง กับสปาปลาที่เปิดบริการกันทั่วไทย โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนกันเยอะๆ แต่ส่วนมากที่เห็นจะเป็นฝูงปลาในตู้กระจก ซึ่งหลายคนปฏิเสธไม่ยอมใช้บริการ เพราะไม่แน่ใจในเรื่องความสะอาด มาวันนี้เราจึงขอแนะนำ ‘สวนตาสรรค์’ แห่งอำเภอขนอน จ.นครศรีธรรมราช แหล่งสปาปลาในธรรมชาติที่ Perfect และเรียบง่ายที่สุด ทว่าทำให้เราพักผ่อนกายใจได้เกินร้อย เพราะตั้งอยู่ในลำคลองธรมชาติ ที่มีฝูงปลาขี้ขมแหวกว่ายในน้ำใสแจ๋วสีมรกตเย็นฉ่ำ มาช่วยตอดเท้า ช่วยผลัดเซลล์เก่าของเรา ให้เกิดเซลล์ใหม่ จนหลายคนบอกว่า ทำสปาปลาเสร็จแล้ว เท้าใสกว่าหน้าซะอีก ฮาฮาฮา!
สวนตาสรรค์ 1 สวนตาสรรค์ 2 สวนตาสรรค์ 611. ภูโคลน จ.แม่ฮ่องสอน แหล่งโคลนสุขภาพ หรือ Clay Spa ที่พบเพียงไม่กี่แห่งในโลก มีคุณสมบัติพิเศษช่วยดูดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่องเต่งตึง ที่นี่เขามีบ่อแช่เท้าในน้ำแร่ธรรมชาติ รวมถึงบริการพอกโคลนทั้งตัว พอกหน้า รวมถึงบริการนวดครบสูตร
ภูโคลน 4 ภูโคลน 7ภูโคลน 212. ระนองเมืองน้ำพุร้อน ต้นตำรับ Hot Spring ปักษ์ใต้ ชวนกันไปเที่ยวเมืองฝนแปดแดดสี่ระนอง ที่ ‘บ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์’ ชมบ่อพ่อ บ่อแม่ บ่อลูก พร้อมบ่อแช่เท้า สระว่ายน้ำ รวมถึงบริการสปาระดับมาตรฐานที่โด่งดังไปทั่วประเทศ จากนั้นไปต่อกันที่ ‘บ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง’ ซึ่งอยู่ใกล้กัน ลักษณะเป็นบ่อน้ำพุร้อนตั้งอยู่ในป่าธรรมชาติ อาบแช่แล้วรู้สึกสดชื่นมากจริงๆ
รักษะวารินทร์ 1 รักษะวารินทร์ 4พรรั้ง 4

ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย (ตอน 2)

สระบุรี 2 เที่ยวกันต่อในตอนที่ 2 กับแคมเปญเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง ‘ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย’ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ซึ่งดูแลมาถึงพื้นที่จังหวัดสระบุรีด้วย

หลังจากเราได้ไปดูแลสุขภาพกายกันที่ Wellness Care และดูแลสุขภาพใจ กับการล่องเรือไหว้พระในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว ก็ถึงคิวเปลี่ยนบรรยากาศมายังสระบุรี เมืองแห่งขุนเขาและธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกสดชื่นสุดๆสระบุรี 3มาเติมความสุขให้ชีวิตกันที่ ‘สวนบิ๊กเต้’ อำเภอมวกเหล็ก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสวนดอกเบญจมาศที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดในเมืองไทยเลยทีเดียว เนื่องจากในพื้นที่ 100 ไร่ ของเขา จะมีดอกเบญจมาศผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเบ่งบานให้ชมตลอดปี โดยในครั้งแรกนั้นสวนแห่งนี้ไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทว่าปลูกเพื่อตัดดอกส่งขายในตลาดทั่วประเทศ โดยเฉพาะตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ปากคลองตลาด ฯลฯ กระทั่งเริ่มหันมาทำท่องเที่ยว เชื้อเชิญผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมความสวยงาม ได้ถ่ายภาพกับดอกไม้อันแสนสวยหลากสีหลายสายพันธุ์ สระบุรี 4น่าตื่นตาตื่นใจกับความละลานตาของดอกเบญจมาศหลายสิบชนิด ทั้งสีเหลือง ขาว ส้ม ชมพู และสีไล่โทน ดอกเล็กบ้างใหญ่บ้าง สร้างความสดชื่นเหมือนสวนสวรรค์ ค่าเข้าชมก็ถูกแสนถูก เพียงคนละ 20 บาทเท่านั้นสระบุรี 5เดินชมแปลงดอกเบญจมาศไปเพลินๆ ถ้าอยากเก็บความงามนี้ไปชื่นชมที่บ้านก็ไม่มีปัญหา เพียงเรียกคนดูแลสวนมาช่วยตัดจัดเข้าช่อให้ ต้นละ 20 บาทสระบุรี 6ยิ้มสดใสในวันสดชื่น ท่ามกลางความงามของมวลพฤกษชาติที่สวนบิ๊กเต้ (บอกไม่ถูกเลยว่า คนกับดอกไม้ใครงามกว่ากัน ฮาฮาฮา)สระบุรี 7ชมกันใกล้ๆ กับดอกเบญจมาศสีชมพูสดในสไตล์ Shocking Pink เหมาะนำไปทำเป็นไม้ประดับ ปักแจกันเพิ่มชีวิตชีวาให้บ้าน หรือจะมอบเป็นของขวัญให้กันก็สุขทั้งผู้ให้และผู้รับสระบุรี 8.1สวนเบญจมาศบิ๊กเต้ เกิดจากกลุ่มคนที่ต้องการหลีกหนีวิถีเมือง หันกลับมาทำวิถีเกษตรพอเพียงตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยตรัสไว้ว่า เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร ไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม การหวนคืนสู่วิถีเกษตรจึงเป็นทางเลือกอันยั่งยืนให้ชีวิตบนแผ่นดินทองนี้สระบุรี 8.2นอกจากการเดินชมแปลงดอกเบญจมาศแสนงามแล้ว คนที่รักการออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ ยังสามารถเข้ามาปั่นจักรยานชมธรรมชาติได้ด้วยสระบุรี 8ดอกเบญจมาศขนาดใหญ่กว่าครึ่งฟุต กลีบซ้อนกันหลายชั้นอย่างวิจิตรสระบุรี 9 สระบุรี 10เบญจมาศดอกเล็กสีชมพูหวานซึ้ง หนึ่งในสายพันธุ์ที่ปลูกมากในสวนบิ๊กเต้สระบุรี 11สระบุรี 12 สระบุรี 13โมงยามแห่งความสุข กับการถ่ายภาพเซลฟี่กลางแปลงดอกเบญจมาศ สวนบิ๊กเต้ เอาไปอวดเพื่อนๆสระบุรี 14 สระบุรี 15เดินทางเก็บเกี่ยวความสุขทางใจกันต่อ เรายังคงอยู่ในอำเภอมวกเหล็ก ที่ ‘สวนองุ่นสิริวัฒน์’ สวนองุ่นที่มีชื่อเสียงของคุณสุรชัย ธมะสุข ทนายความที่ผันชีวิตมาทำวิถีเกษตรพอเพียงตามคำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9 จนประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ภายในที่ดิน 20 ไร่ มีการปลูกไม้ผลผสมกันหลายชนิด ทั้งองุ่นพันธุ์ต่างๆ มะม่วง มะละกอ ส้มโอ ส้มจี๊ด ฯลฯ จนวันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใครๆ ก็รู้จักสระบุรี 16ที่ถือว่าโดดเด่นทำชื่อเสียงให้สวนสิริวัฒน์มากที่สุดคือ องุ่น ไงล่ะจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นองุ่นกินผลสด หรือองุ่นที่นำไปทำไวน์ได้ อย่าง พันธุ์แบล็ก โอปอล (Black Opal) หรือองุ่นไร้เมล็ดที่นิยมรับประทานสด, พันธุ์แบล็กควีน (Black Queen) ราชินีดำ และ พันธุ์ชีราส (Syrah หรือ Shiraz) ซึ่งนำไปทำไวน์โดยเฉพาะ เป็นต้น

สระบุรี 17เดินเที่ยวชมสวนองุ่นอย่างมีความสุข (แต่เก็บกินจากต้นไม่ได้นะจ๊ะ) ถ่ายภาพและชื่นชมพวงองุ่นสีสดใส สลับสีเข้มเมื่อแก่จัดพร้อมเก็บสระบุรี 18องุ่นพันธุ์ Black Opal หรือองุ่นไร้เมล็ด กำลังสุกได้ที่ พร้อมเก็บไปให้ชิมกันแล้วล่ะสระบุรี 19พวงองุ่นสีสวย น่ากินจังเลยเนอะสระบุรี 20นอกจากมีผลองุ่นสดให้ชิมแล้ว สวนองุ่นสิริวัฒน์ยังมีแปลงพืชผลนานาชนิดให้ศึกษาวิถีเกษตรพอเพียง และมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้อุดมคุณค่าให้ซื้อหากลับไปเป็นของฝากด้วย ทั้งแยมมัลเบอร์รี่ (ลูกหม่อน) แยมมะม่วง และแยมเสาวรส ฯลฯสระบุรี 21ยิ่งเดินทางไปบนเส้นทางนี้ เรื่องราวก็ยิ่งเข้มข้นปนความสนุก เมื่อได้มาเยือน ‘องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.)’ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า ‘ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก’ นั่นเอง ผมยังจำได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมาก็เห็นนมยี่ห้อนี้แล้ว ยังไม่เคยลืมกับโลโก้แม่วัวลูกวัวสีแดงที่ข้างกล่องนม ซึ่งแม่ให้ผมดื่มตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนทุกวัน
สระบุรี 22วันนี้ได้มาเยือนถึงฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก ต้นตำรับของแท้ รู้สึกตื่นเต้นมากๆสระบุรี 23ก่อนเข้าไปชมกิจกรรมภายใน อสค. ด้านหน้าติดถนนใหญ่เขามีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมชนิดต่างๆ ทั้งนมกล่องและนมขวด โดยเฉพาะ นม Organic Good Morning ที่ดีต่อสุขภาพสระบุรี 24วันฟ้าสวยแดดใส ได้เวลาชวนกันขึ้นรถพ่วงเข้าชมกิจกรรมของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก แล้ว โดยมีพี่แตน วิทยากรใจดีซึ่งทำงานอยู่ที่นี่มากว่า 30 ปี เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้อย่างหมดเปลือกสระบุรี 25ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย ตะลุยฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก อำเภอมวกเหล็ก สระบุรีสระบุรี 26รถพ่วงแล่นมาจอด ณ ฐานเรียนรู้จุดแรก เป็นการตรวจนม เอ้ย… ตรวจคุณภาพนมวัวที่เกษตรกรนำมาส่งให้ อสค. เราเห็นรูปปั้นวัวแม่ลูกสีแดงยืนอยู่บนสนามหญ้า ก็เลยสงสัย พี่วิทยากรใจดีจึงอธิบายให้ฟังว่า สัญลักษณ์ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ที่ต้องเป็นวัวนมแม่ลูกสีแดง เพราะวัวสายพันธุ์แรกที่ประเทศเดนมาร์กมอบให้เรามาก็คือ วัวพันธุ์เรดเดน (Red Dane) หรือ Danish Red หรือ Red Danish แล้วแต่จะเรียก โดยวัวนมพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดในประเทศเดนมาร์ก มีขนสีน้ำตาลแดงตลอดตัว และใช้เป็นวัวนมสายพันธุ์หลักของเดนมาร์กมาตลอด
สระบุรี 27ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานกิจการโคนมแห่งชาตินี้ ไว้ให้ปวงชนชาวไทย เมื่อปี พ.ศ. 2505 ด้วยทรงตั้งพระประสงค์ให้ชาวไทยมีน้ำนมบริโภคโดยทั่วกัน เพื่อสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์สระบุรี 28ณ ฐานตรวจคุณภาพนมโค วิทยากรผู้เชี่ยวชาญได้สาธิตวิธีการ ขั้นตอนต่างๆ ให้เราดูอย่างละเอียดสระบุรี 29แนวคิดทฤษฎีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ คือสิ่งที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก นำมาประยุกต์ใช้จนถึงปัจจุบัน ดังที่ปรากฏชัดเจนบนกระดานดำในฐานเรียนรู้นี้สระบุรี 30รถพ่วงของเราแล่นต่อมาจนถึงส่วนที่เป็นหัวใจของ อสค. คือ โรงเรือนเลี้ยงโคนม ทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์หลายร้อยตัว อาคารโรงเรือนเลี้ยงโคนมที่เห็นหลังคาสีแดงนี้คือโรงเรือนดั้งเดิมแท้ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จมาเป็นองค์ประทานเปิด เราจึงรู้สึกปลื้มมากๆ ที่ได้ก้าวตามรอยพ่อมาในวันนี้สระบุรี 31ด้านหน้าโรงเรือนเลี้ยงวัวนม มีแผ่นศิลาจารึกข้อตกลงความร่วมมือในกิจการโคนม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2505 ที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจการโคนมให้ชาวไทยสระบุรี 32 สระบุรี 33 สระบุรี 34หากจะย้อนอดีตกลับไปเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ได้ทรงเสด็จไปยังประเทศเดนมาร์ก ทรงสนพระทัยกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้านการเลี้ยงโคนมระหว่างไทยและเดนมาร์ก กระทั่งวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์กแห่งนี้ จึงเปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นฟาร์มโคนมทันสมัยแห่งแรกของเมืองไทย

สระบุรี 35คอกเลี้ยงพ่อพันธุ์วัวนมตัวใหญ่เบ้อเริ่ม!สระบุรี 36 สระบุรี 37.1แม่โคนมพันธุ์ดีที่พร้อมอยู่ในคอกรีดนมแล้วจ้า นักท่องเที่ยวคนไหนพร้อมก็เตรียมตัวมารีดนมสดๆ อุ่นๆ จากเต้ากันได้เลยสระบุรี 37ป้อนนมลูกวัวน่ารักๆ เป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ห้ามพลาดของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก พวกมันจะได้โตวันโตคืนสระบุรี 38ป้าแตนวิทยากรคนเก่ง กับผู้เชี่ยวชาญด้านการรีดนมวัวของ อสค. กำลังสาธิตวิธีการที่ถูกต้อง ก่อนนักท่องเที่ยวจะลงมือทดลองกันสระบุรี 39น้ำนมอุ่นๆ จากเต้าแม่โคพันธุ์ดี พุ่งเป็นจังหวะปรี๊ดออกมาตามการบีบเค้นอย่างมืออาชีพสระบุรี 40.1 สระบุรี 40ถัดจากจุดรีดนมและป้อนนมวัว รถพ่วงก็นำเรามาถึงเวทีแสดงการขี่ม้าตามวิธีโคบาลตะวันตก ฮาฮาฮา สาวสวยของเราขึ้นขี่ควบม้าท้าทายพี่คาวบอย ให้เพื่อนๆ ถ่ายภาพแชร์กันอย่างสนุกสนานสระบุรี 41จุดนี้เขามีโชว์หลากหลายให้ชม ทั้งการควบม้าสไตล์คาวบอยตะวันตก, การควงเชือกบ่วงบาศ, การควงมีด ควงปืน และการเต้นรำกับม้าที่ไม่มีใครเหมือนสระบุรี 42.1โพนี่ (Pony) หรือม้าแคระ เป็นม้าพันธุ์จิ๋ว ซึ่งเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดไม่สูงใหญ่เท่าม้าพันธุ์อื่น จึงน่ารักน่าชังเหมือนม้าการ์ตูน แต่ก็ต้องระวังเข้าให้ถูกทาง อย่าไปเข้าหาม้าด้านหลัง อาจถูกม้าดีดได้!สระบุรี 42มาดสุดเท่ห์ของพี่โคบาลประจำ อสค.สระบุรี 43โชว์ขี่ม้าสไตล์คาวบอย ควบกันมันสุดเหวี่ยงจนฝุ่นตลบไปหมด!สระบุรี 44โชว์ควงแส้คาวบอย เป็นแส้ที่เมื่อเหวี่ยงไปในอากาศจะทำให้เกิดเสียงดังน่าตกใจ! เพื่อใช้ไล่ต้อนฝูงวัวให้ไปในทิศทางที่ต้องการ
สระบุรี 45ปิดท้ายกิจกรรมสนุกที่ อสค. กับการลอดบ่วงบาศเข้าไปถ่ายภาพคู่กับพี่คาวบอยสุดเท่ห์ เก๋อย่าบอกใครเชียวสระบุรี 46แหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายในแคมเปญ ‘ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย’ ในครั้งนี้ คือ ‘วัดพระพุทธฉาย’ อำเภอเมืองสระบุรี ซึ่งมีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยตามความเชื่อของคนท้องถิ่น การเที่ยวให้สุขสนุก แนะนำว่าควรไปในช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ๆ ที่แดดไม่ร้อน เพราะบนภูเขานี้ค่อนข้างโล่ง อีกทั้งเป็นหิน เมื่อแดดจัดจ้าจะร้อนมาก การเที่ยวทำได้ 2 วิธี คือจอดรถด้านล่างวัด แล้วเดินขึ้นไปกราบเงาพระพุทธฉาย หรือวิธีที่สอง คือ ขับรถขึ้นเขา เพื่อเดินไปสักการะรอยพระพุทธบาทก่อน จากนั้นค่อยเดินลงลงไปนมัสการเงาพระพุทธฉายที่เชิงเขาสระบุรี 47เราใช้วิธีที่สอง คือให้รถขึ้นไปปล่อยตัวบนเขา แล้วค่อยๆ เดินไล่ตามจุดลงมายังเชิงเขา จุดแรกที่พบคือพระมณฑปสีขาวสะอาด ซึ่งภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทอันเก่าแก่ รายล้อมด้วยต้นลั่นทม (ลีลาวดี) ดอกสีขาว มองเผินๆ วิวคล้ายที่พระนครคีรี หรือเขาวัง จังหวัดเพชรบุรีเหมือนกันเนอะ
สระบุรี 48ทัศนียภาพบนยอดเขาวัดพระพุทธฉาย มองออกไปชมวิวได้กว้างไกลสุดสายตาสระบุรี 49บนยอดเขาอันเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ด้านนอกมณฑปมีหินรูปแผนที่ประเทศไทยให้ชมด้วย จุดนี้ช่วงกลางวันจะร้อนมาก ต้องรีบขอตัวหลบเข้าไปนมัสการรอยพระพุทธบาทโดยเร็ว!สระบุรี 50รอยพระพุทธบาทวัดพระพุทธฉาย อันสีทองที่เห็นนี้คือที่สร้างขึ้นใหม่ ส่วนของเดิมคืออันเล็กที่ปัจจุบันมีการนำแผ่นกระจกมาครอบไว้แล้ว รอยพระพุทธบาทนี้สันนิษฐานกันว่าค้นพบสมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ทรงได้รับข้อความจากภิกษุชาวลังกาว่า ในแผ่นดินสุวรรณภูมิมีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขาหลายแห่ง จึงทรงรับสั่งให้มีการค้นหาจนพบรอยพระพุทธบาทบนเขาสุวรรณบรรพตที่สระบุรีก่อน จากนั้นจึงค้นพบรอยพระพุทธบาท ณ วัดพระพุทธฉาย ในภายหลังสระบุรี 51.1เดินลงมาจากยอดเขาเพียงเล็กน้อย ก็ถึงหอพระ ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ไว้มากมายสระบุรี 51ด้านหลังหอพระ งามเด่นด้วยพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขนาดใหญ่ และพุทธศิลป์ที่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามสระบุรี 52บรรยากาศภายในหอพระ บนเขาวัดพระพุทธฉาย สระบุรีสระบุรี 53จากหอพระเดินลงเขามาเรื่อยๆ ไม่เมื่อยขา เพราะเป็นขาลง ฮาฮาฮา ไม่เกิน 10 นาที ก็จะได้สักการะเงาพระพุทธฉายกันแล้วสระบุรี 54เงาพระพุทธฉายอันศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นแถบสีส้มอมแดงคล้ายพระพุทธเจ้าทรงประทับยืน เหมือนเงาขององค์ท่านทาบประทับอยู่บนหน้าผาหิน ตำนานเล่าว่าในกาลก่อนพระพุทธองค์ทรงเสด็จมา เพื่อโปรดพรานฆาฏกะ จนได้บวชเรียนสำเร็จมรรคผลในร่มบวรพุทธศาสนา ก่อนเสด็จกลับไปชมพูทวีป นายพรานได้ทูลขอสิ่งที่ระลึก พุทธองค์จึงประทานเงาพระพุทธฉาย และรอยพระพุทธบาทเบื้องขวาไว้ให้บนยอดเขานี้

ถ้าไปชมของจริง แล้วเพ่งมองดีๆ เราจะเห็นว่าเงาพระพุทธฉายมีครบทั้งส่วนเศรียรและพระวรกาย โดยในส่วนยอดสุดของพระโมลีที่เป็นเปลวรัศมี ยังมีแผ่นทองคำเปลวที่พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงติดไว้เป็นพุทธบูชา ครั้งเสด็จมานมัสการเงาพระพุทธฉายด้วยพระองค์เอง

สระบุรี 55ถัดจากเงาพระพุทธฉายไปนิดเดียว ภายใต้เพิงผาหินเดียวกัน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ ยาวหลายสิบเมตร ซึ่งสร้างขึ้นภายหลัง แต่ตรงจุดนี้ต้องระวัง เพราะมีฝูงลิงกังมาป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่เพียบ ใครที่สะพายข้าวของขึ้นไปด้วยจึงต้องระวังให้ดีสระบุรี 56ใกล้กับเงาพระพุทธฉาย มีจารึกพระนามาภิไธยย่อของพระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์จำนวนมากที่สุดในเมืองไทยให้ชม ที่เห็นในภาพ บนสุดคือพระนามาภิไธยของในหลวงรัชกาลที่ 9 เคียงคู่อยู่กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถสระบุรี 57รอยจำหลักหินพระนามาภิไธยย่อของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 บนเพิงผาหินใกล้ๆ กับเงาพระพุทธฉายสระบุรี 58เดินลงจากเขากลับไปที่ลานจอดรถด้านล่าง ระหว่างทางอย่าลืมแวะทักทาย ถ่ายภาพความน่ารักของครอบครัวเจ้าจ๋อลิงกัง แต่อย่าเข้าใกล้ล่ะ เพราะมันหวงลูกมากทีเดียว!สระบุรี 59วันอันแสนสุขและสนุกกับหลากเรื่องราวของสระบุรี จบลงที่รีสอร์ทแสนสวย ‘มีลา การ์เด็น รีทรีท ค็อทเทจ’ (Mela Garden Retreat Cottage) อำเภอมวกเหล็ก (โทร. 09-0428-0176) ที่พักสุดหรูแสนสะดวกสบายในสไตล์อิตาลีตะวันตก บรรยากาศแสนโรแมนติก เงียบสงบเป็นส่วนตัว และเป็นธรรมชาติสุดๆ โดยคำว่า ‘Mela’ ในภาษาอิตาลี แปลว่า ‘แอปเปิล’ นั่นเอง ภายในรีสอร์ทแห่งนี้จึงมีต้นแอปเปิลปลูกอยู่ด้วย
สระบุรี 60ห้องพักของมีลา การ์เด็น กว้างขวางใหญ่โต เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนกันเป็นครอบครัวสระบุรี 61ห้องอาหารของมีลา การ์เด็น หรูเรียบ เด่นด้วยดีไซน์ของไม้และการจัดแสงโทนอุ่น จึงน่านั่งชิลจิบไวน์กันนานๆสระบุรี 62อาหารเช้าที่มีลา การ์เด็น คือสลัดผักแสนอร่อย รับประทานคู่กับน้ำสลัดครีม ตามมาด้วยซุปผักโขม ขนมปังโฮมเมต และเครื่องดื่มร้อนๆ ต้อนรับวันใหม่อันสดใสสระบุรี 63ทริป ‘ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย’ ของเรา ปิดฉากลงอย่างชื่นมื่น พร้อมกับรอยยิ้มของทุกคน ที่ได้ใช้เวลามาดูแลกายใจ ดูแลสุขภาพ ทำจิตใจให้มีความสุข หัดเป็นคนคิดบวก เมื่อทำได้แบบนี้แน่นอนว่าร่างกายเราจะปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายและโชคร้ายได้เอง

เราหวังว่า เรื่องราวดีๆ จากเส้นทางแห่งสุขภาวะอยุธยา-สระบุรี จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคนที่กำลังค้นหาคำตอบให้กับตัวเองในแง่สุขภาพ ได้เดินทางตามรอย คุณอาจจะค้นพบมิติใหม่ในการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อตัวคุณเองเท่านั้น ทว่าเพื่อคนรอบข้างที่คุณรักด้วยLOGO TATSpecial Thanks : คุณอิสสระพงษ์ แทนศิริ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา (และดูแลพื้นที่สระบุรี) สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-3524-6076-7

ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย (ตอน 1)

อยุธยา 5ยุคนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องการรักษาสุขภาพกันทั้งนั้น เพราะปัจจุบันสภาพแวดล้อมรอบตัวเราเต็มไปด้วยมลพิษนานาชนิด การหันมาดูแลสุขภาพตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในชีวิตเลยก็ว่าได้ ทั้งเรื่องการออกกำลังกาย การกินอาหารสุขภาพที่ปลอดสารพิษ การคิดบวกทำจิตใจให้ผ่องใสมีความสุข และอื่นๆ สรุปแล้วคือต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน

ทริปนี้เลยอยากชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวจังหวัดพระนครอยุธยาและสระบุรี ซึ่งแม้ว่าเมื่อพูดถึงสองจังหวัดนี้ เราอาจจะเห็นภาพของเมืองประวัติศาสตร์และแหล่งธรรมชาติค่อนข้างชัดเจน แต่ขอบอกเลยว่า วันนี้เรามีมุมมองใหม่มานำเสนอ เป็นทริปสุขภาพเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้งที่รับรองจะ Happy ทั้งกายใจ ในชื่อ ‘ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย’ สนับสนุนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา
อยุธยา 2ทริปสุขภาพสำหรับสาวๆ ที่รักการดูแลกายใจ เร่ิมต้นขึ้นที่เมืองสุขภาพ ‘Wellness Care’ หรือ ‘ศูนย์ธรรมชาติบำบัดเวลเนสแคร์’ โดย ‘เวลเนส ซิตี้’ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โทร. 08-1375-1916) จัดเป็นศูนย์การดูแลสุขภาพครบวงจรระดับโลกแห่งหนึ่งของเมืองไทย ก่อตั้งขึ้นโดยคุณหมอบุญชัย อิศราพิสิษฐ์ อดีตเจ้าของโรงพยาบาลราชธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ปัจจุบันศูนย์ Wellness Care เปิดให้บริการหลายโซน ทั้งโซนสุขภาพ และโซนบ้านจัดสรร โดยในครั้งแรกเปิดขึ้นเพื่อให้ผู้สูงอายุมาพักผ่อนแบบ Long Stay ก่อน เพราะมีแพทย์ พยาบาล และอุปกรณ์แพทย์คอยให้ความดูแลครบ ทว่าปัจจุบันได้เปิดคอร์สล้างพิษ ตับ-กาย-จิต, คอร์สฟื้นฟูไต และคอร์สพิชิตมะเร็ง สำหรับทุกคนที่สนใจ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ห่วงใยสุขภาพตนเอง
อยุธยา 3สำหรับนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพทั่วไป การเยี่ยมชม Wellness Care ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะได้รับฟังบรรยายเรื่องสุขภาพแล้ว ยังมี Workshop ให้ทดลองทำอาหารสุขภาพด้วยตัวคุณเอง จึงเป็นการสอดรับกับเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Health Tourism) ที่เติบโตขึ้นกว่า 27-30 เปอร์เซนต์ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงรักสุขภาพ ซึ่งถือเป็นกลุ่ม Women Empower ที่มีจำนวนมากอยุธยา 4.1เมนูไข่ม้วนไส้ผักปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพ ของ Wellness Care ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ทดลองทำและชิมฝีมือตัวเองอยุธยา 4พระเอกของเมนูสุขภาพที่ Wellness Care ก็คือ น้ำผักคลอโรฟิลด์ ที่มีส่วนผสมของผักพื้นบ้าน 6 ชนิด คือ ใบหญ้าหวาน, ใบบัวบก, ใบตำลึงหวาน, ใบหม่อน, ใบชะพลู, ใบเตยหอม (อย่างละ 50 กรัม) นำมาปั่นรวมกับน้ำต้มสุก 1 ลิตร แล้วกรองให้เหลือกากนิดๆ ดื่มก่อนอาหารเป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยในเรื่องของเลือดลม ลำไส้ ระบบการย่อย และผิวพรรณที่ผ่องใส รวมถึงป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ด้วย
อยุธยา 6.1น้ำผักคลอโรฟิลด์ สูตร Wellness Care ไม่เหม็นเขียว เพราะส่วนผสมแต่ละชนิดกลมกล่อม แถมยังมีความหวานธรรมชาติจากใบหญ้าหวาน มาเพิ่มความอร่อยให้ด้วย
อยุธยา 6ดูกันชัดๆ กับพืชสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่นำมาปั่นเป็นน้ำคลอโรฟิลด์ได้ง่ายดาย ประโยชน์สูงประหยัดสุดจริงๆอยุธยา 7เมื่อทำ Workshop เสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยงพอดี ทว่าก่อนจะรับประทานอาหารหลัก เราควรกินพืชผักผลไม้ก่อนเพื่อให้ดูดซึมคุณค่าทางอาหารได้ดีที่สุด โดยเฉพาะผักใบเขียวและผักสีเหลืองสีแดงต่างๆ สลัดผักสุขภาพถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งจะทำให้เรารับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณลดลง ช่วยคุมน้ำหนัก ป้องกันโรคเบาหวานได้ดีอยุธยา 8ก่อนรับประทานอาหารหลักที่ Wellness Care เขาเสิร์ฟผักม้วนสุขภาพเรียกน้ำย่อยก่อนเลย จุ๋มจิ๋มน่ารัก อุดมคุณค่าทางอาหารจริงๆ นะอยุธยา 9พ้นจากเมนูเรียกน้ำย่อยแล้ว ก็ถึงอาหารหลักเป็นข้าวกล้องกับอาหารเมนูปลา โดยเฉพาะข้าวกล้อง หรือข้าวไม่ผ่านการขัดสี ทำให้วิตามินในเมล็ดข้าวยังคงอยู่เกือบครบ รับประทานคู่กับปลาต่างๆ เพราะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย อีกทั้งปลาหลายชนิดยังมีน้ำมันปลาที่ช่วยบำรุงสมอง และป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้ดีนักแล
อยุธยา 10 อยุธยา 11พออิ่มหนำสำราญกับอาหารสุขภาพกันถ้วนหน้าแล้ว ก็ได้เวลาออกไปตระเวนชมอาณาบริเวณของ Wellness City ทั้งในส่วนของแปลงปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ไว้ให้ผู้ที่มาพักผ่อนแบบ Long Stay รับประทาน, ชมแปลงปลูกต้นหม่อน เพื่อนำใบและผลมารับประทาน, ชมฟาร์มเลี้ยงแพะ และโซนบ้านจัดสรรที่ต้องบอกเลยว่า เป็นบ้านจัดสรรที่ปลอดภัยมาก เนื่องจากอยู่ใกล้คุณหมอและพยาบาล อุ่นใจได้เรื่องสุขภาพเนอะอยุธยา 12ผลหม่อน หรือลูกมัลเบอร์รี่ (Mulberry) ดกงาม นำมาทานสดอุดมด้วยวิตามินนับสิบชนิด อาทิ วิตามินเอ, ซี, อี, เค, วิตามิน บี 2, 3, 6, โซเดียม, เบต้า-แคโรทีน, ธาตุเหล็ก ฯลฯ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ คุมน้ำตาลในเลือด ลดคลอเรสเตอรอล บำรุงสมอง ป้องกันมะเร็ง เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันควมดันโลหิตสูง ช่วยล้างพิษ บำรุงสายตา และช่วยให้ขับถ่ายดี โอ้โห! สุดยอดจริงๆ!อยุธยา 13มาถึงฟาร์มเลี้ยงแพะของ Wellness City ที่มีแพะอยู่นับร้อยตัว กิจกรรมสนุกๆ ที่รอให้เราไปสัมผัสคือ การป้อนนมลูกแพะแสนน่ารัก เจ้าลูกแพะหน้าตาบ้องแบ้ว ตัวขาวสะอาดกลิ่นหอม จะกรูกันเข้ามารุมล้อมเรา ขอหม่ำนม (จากแม่แพะ) ให้ชื่นใจ มีความสุขทั้งคนป้อนนมและตัวที่มาดูดนม ฮาฮาฮา นัยว่าเป็นการใช้สัตว์บำบัด ช่วยสร้างรอยยิ้มสุขในใจได้ยอดเยี่ยม ฟาร์มแห่งนี้มีการดูแลความะอาดอย่างดี เดินเข้าชมได้สบายไร้กังวล
อยุธยา 14 อยุธยา 15.1พอป้อนนมลูกแพะจนพวกมันอิ่มแปร้แล้ว ทีนี้ก็ถึงคราวพวกเราอิ่มกันบ้างซิ ได้เวลาชิม ‘ไอศกรีมนมแพะ’ สูตร Wellness Care ที่ถือว่าเป็นไอศกรีมเพื่อสุขภาพ เนื่องจากนมแพะมีไขมันต่ำกว่านมวัว ไม่ทำให้อ้วน อีกทั้งนมแพะยังไม่ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยพัฒนาสมองและสายตา ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ คงเพราะอย่างนี้นี่เอง ทั่วโลกถึงนิยมดื่มนมแพะกันมานานแล้วอยุธยา 15.2

อิ่มท้องแล้ว ก็ถึงคราวช้อปปิ้งหาซื้อสินค้าดีๆ เพื่อไปดูแลสุขภาพต่อที่บ้าน ขอแนะนำ ‘สบู่นมแพะ’ ที่มีส่วนผสมของนมแพะเข้มข้นกว่าแบรนด์อื่นๆ ใช้ล้างหน้า (หรือจะใช้ขัดสีฉวีวรรณทั้งตัวก็ไม่มีใครว่า) ช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง ลดสิว ลดฝ้า หน้าใสปิ๊งๆ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณสาวๆ ในทริปนี้จ้า
อยุธยา 15ส่วนหนึ่งของเมืองสุขภาพครบวงจร Wellness City มีโครงการบ้านจัดสรรน่ารักๆ ให้อยู่อาศัยกันในบรรยากาศแสนสงบ และอยู่ใกล้คุณหมอด้วยอยุธยา 16ห้องนอนแสนน่ารัก ใครได้พักเอนกายในห้องนี้ ถ้าไม่มีความสุขหลับฝันดี ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะอยุธยา 17ห้องรับแขกสีหวาน บรรยกาศโปร่งโล่งสบาย ช่วยเติมเต็มสุขภาพกายใจที่ Wellness Cityอยุธยา 18เมื่อดูแลสุขภาพกายกันเต็มที่จนหน้าใสกันถ้วนหน้าแล้ว เราก็เปลี่ยนบรรยากาศมาดูแลสุขภาพใจกันบ้าง กับการสัมผัสอยุธยาในมุมมองใหม่ ด้วยการล่องเรือชมวิถีชีวิตและวัดวาอารามโบราณริมน้ำ ในบริเวณ 3 เกาะ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง (ค่าเช่าเรือประมาณ 1,000 บาทต่อลำ เรือนั่งได้ไม่เกิน 7 คน) สัมผัสสายน้ำที่ยังใสบริสุทธิ์ อากาศโล่งสบาย หายใจได้เต็มปอด เหมือนการเดินทางย้อนเวลากลับเข้าสู่กรุงเก่าเล่าเรื่องอดีต
อยุธยา 19.1การล่องเรือไหว้พระ 3 วัด ของเราก็คือ วัดแคราชานุวาส (เกาะลอย) วัดช่องลม (เกาะวัดช่องลม) และวัดตองปุ (เกาะเมืองอยุธยา) ซึ่ง 3 วัดนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก เนื่องจากเป็นวัดโบราณ (บางแห่งเคยเป็นวัดร้างด้วยซ้ำ) อยู่บนเกาะเล็กเกาะน้อยใกล้เกาะเมืองอยุธยา จัดเป็นวัดที่มีเรื่องราวให้ค้นหา โดยเฉพาะผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ และผู้ที่ศรัทธาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดอันโด่งดังอยุธยา 19.2ระหว่างล่องเรือ เราจะได้สัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำ ผสานกับความร่มรื่นของแมกไม้เขียวครึ้มสองฟากฝั่ง และแน่นอนว่า เรือนไทยโบราณที่บ่งบอกเอกลักษณ์ภาคกลาง ก็จะมีให้ชมตลอดทางเช่นกัน ขณะที่เรือล่องไปอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกว่าเข็มนาฬิกาชีวิตเดินช้าลง เหมือนได้เข้าใกล้วิถีไทยที่สงบร่มเย็น สมแล้วที่อยุธยาเป็นเมืองน้ำ เป็นเกาะที่มีแม่น้ำ 3 สายล้อมรอบ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรีอยุธยา 19.3ล่องเรือมาไม่ถึง 15 นาที เราก็มาถึงวัดแรกบนเกาะลอย คือ ‘วัดแคราชานุวาส’ วัดสำคัญซึ่งผู้ที่เคารพศรัทธา หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สามารถมาตามรอยองค์ท่านได้ บริเวณท่าน้ำมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของหลวงปู่เป็นสัญลักษณ์ บรรยากาศเงียบสงบร่มเย็น เต็มไปด้วยแมกไม้ และวัดก็มีขนาดเล็ก ทว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปัจจุบันมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียง 4-5 รูปเท่านั้นอยุธยา 19เดินจากท่าน้ำขึ้นมานิดเดียว ก็จะถึงศาลาที่มีรูปเคารพของหลวงปู่ทวดให้สักการะกันเป็นจุดแรก เพื่อความเป็นสิริมงคลอยุธยา 20ประวัติของวัดแคราชานุวาสมีบันทึกไว้ไม่ค่อยชัดเจน ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ กษัตริย์องค์ที่ 19 แห่งกรุงศรีอยุธยา ประเทศลังกาต้องการได้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้น แต่ไม่ต้องการให้เสียเลือดเนื้อ จึงออกอุบายให้มีการแปลธรรมะภายใน 7 วัน หากไม่มีผู้ใดแปลได้ก็จะเสียกรุง จนถึงคืนวันที่ 6 สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระสุบินว่า จะมีผู้แปลได้ จึงออกตามหาหลวงปู่ทวดที่ธุดงค์จากหัวเมืองพัทลุง ขึ้นมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแค เพื่อมาศึกษาพระธรรมวินัย จึงได้นิมนต์ไปแปลธรรมะ จนสามารถช่วยปกป้องบ้านเมืองได้สำเร็จอยุธยา 21ภายในโบสถ์หลังใหม่ของวัดแคราชานุวาส มีภาพจิตกรรมฝาผนังเรื่องราวประวัติตอนต่างๆ ของหลวงปู่ทวด กราบพระขอพรแล้ว อย่าลืมแหงนหน้ามองขึ้นไปชมล่ะ แต่ถ้าไม่เข้าใจ ก็ให้ท่านเจ้าอาวาสอธิบายให้ฟังได้อยุธยา 22.1ภายในโบสถ์หลังใหม่ของวัดแคฯ มีหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่ทวดให้สักการะ ยิ่งเพ่งพินิจใกล้ๆ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนท่านมีชีวิตจริงเลยนะ อัศจรรย์มาก!อยุธยา 22ภาพจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย เกี่ยวกับประวัติของหลวงปู่ทวด พระอริยสงฆ์ชื่อดังแห่งปักษ์ใต้ ที่มาช่วยปกป้องกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเอกาทศรถอยุธยา 23.1ด้านนอกโบสถ์หลังใหม่ มี พระพุทธรูปหินทรายศิลปะลพบุรี ประดิษ์ฐานอยู่ แม้ว่าเศียรพระองค์เดิมจะถูกลักลอบตัดไป กรมศิลปากรก็ได้สร้างทดแทนขึ้นใหม่ เป็นหนึ่งในหลักฐานยืนยันความเก่าแก่ของวัดแคฯ แห่งนี้อยุธยา 23ใกล้กับท่าน้ำวัดแคฯ มีหอระฆังและบันไดนาคคู่ที่สวยงาม เก่าแก่ ตัวหอระฆังบ่งบอกศิลปะอยุธยาชัดเจน ส่วนบันไดนาคคงสร้างขึ้นมาภายหลังด้วยศิลปะยุคปัจจุบันอยุธยา 24แม่น้ำด้านหน้าวัดแคราชานุวาส ยังใสสะอาดมีฝูงปลาแหวกว่าย และชาวบ้านยังสามารถนำน้ำนี้ไปใช้งานได้เช่นเดียวกับยุคอดีต นี่คือความสงบร่มเย็นของเมืองน้ำอยุธยาอยุธยา 25ล่องเรือชิลชิลมาอีกแค่แป๊บเดียว เราก็แวะขึ้นกราบพระในวัดที่ 2 คือ ‘วัดตองปุ’ บนเกาะเมืองอยุธยา โดยท่าหน้าวัดนั้นตั้งอยู่บริเวณใกล้กับจุดบรรจบของแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำป่าสัก จึงเป็นอีกวัดหนึ่งที่สงบ ร่มเย็นมากอยุธยา 26วัดตองปุ เป็นวัดเก่าแก่มาก สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ประมาณ พ.ศ. 1920 ประวัติเล่าว่าในอดีตที่ดินตรงนี้มีต้นกล้วยตานีขึ้นอยู่หนาแน่น เวลาชาวบ้านทั้งไทยและมอญมาทำบุญ ต่างก็ห่ออาหารด้วยใบตอง แถมยังนำใบตองมารองนั่งอีกด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘วัดตองปุ’

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงมีชาวมอญอยู่ในบริเวณนี้ด้วย ประวัติเล่าย้อนไปถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากทรงกวาดต้อนเทครัวชาวมอญ ข้ามแม่น้ำสะโตงมาจากเมืองหงสาวดีแล้ว ก็ทรงบูรณะวัดตองปุให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถรคันฉ่อง รวมถึงพระมอญรูปอื่นๆ เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีที่พระยาเกียรติ พระยาราม ชาวมอญ ได้มาเตือนพระองค์มิให้ถูกลอบสังหาร ก่อนประกาศเอกราชที่เมืองแครงนั่นเองอยุธยา 27พ้นจากท่าน้ำขึ้นมานิดเดียว ก็มีศาลาไทยเปิดโล่ง ประดิษฐาน หลวงพ่อดำ อันศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดตองปุ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่สมัยอยุธยาแท้ กราบไหว้ขอพรกันได้ตามอัธยาศัยเลยจ้าอยุธยา 28ร่องรอยทางโบราณดดีที่ชัดเจนในความเก่าแก่ของวัดมอญ อย่างวัดตองปุแห่งนี้ก็คือ ‘หลวงพ่อโต’ ซึ่งแต่เดิมเคยประดิษฐานอยู่ในโบสถ์มหาอุตม์ขนาดเล็ก (โบสถ์มหาอุตม์ คือ โบสถ์ที่ไม่มีหน้าต่าง มีประตูเข้าออกได้ทางเดียว นิมยมใช้เป็นสถานาที่ปลุกเสกเครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลต่างๆ) ทว่าปัจจุบันตัวโบสถ์มหาอุตม์เดิมได้สลายไปพร้อมกาลเวลา จึงมีการสร้างศาลาครอบหลวงพ่อโตไว้แทนอยุธยา 29หอระฆังแบบมอญ บ่งชี้ร่องรอยประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกวาดต้อนชาวมอญจากหงสาวดีอยุธยา 30โบสถ์หลังใหม่ของวัดตองปุ งดงามตามแบบศิลปะรัตนโกสินทร์
อยุธยา 31.1ไหว้พระขอพร ทำจิตใจห้องผ่องแผ้ว กายใจจะได้ผ่องใส สมกับทริป ‘ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย’อยุธยา 31นั่งเรือข้ามฝั่งจากวัดตองปุ (ที่อยู่บนเกาะเมือง) มาแค่ไม่กี่อึดใจ เราก็มาถึง ‘วัดช่องลมเกาะลอย’ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ บนจุดบรรจบของแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำป่าสัก มีลักษณะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่มีคนอาศัยอยู่แค่ไม่กี่คน จึงอาจพูดกันเล่นๆ ได้ว่า เป็นเกาะเล็กที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทยเลยล่ะ ฮาฮาฮาอยุธยา 32จริงๆ แล้วเกาะลอยนี้ มีมากกว่าการมากราบพระขอพร ทว่ายังมีเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงห่วงใย ไม่ทอดทิ้งเกาะเล็กๆ นี้ แม้เกาะลอยจะมีประชากรอยู่แค่ 15 หลังคาเรือน พระองค์ท่านก็ทรงแผ่พระบารมีเมตตามาปกปักคุ้มครอง เหตุการณ์อันน่าประทับใจนี้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2556 เมื่อน้ำจากแม่น้ำได้กัดเซาะตลิ่งของเกาะลอยจนเข้าถึงตัวบ้านเรือนราษฎร  หนึ่งในลูกหลานของเกาะลอย คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นภาภรณ์ ศิริพิทักษ์ ได้เขียนจดหมายด้วยลายมือของตนเอง ถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จากนั้นต้นปี พ.ศ. 2557 พระองค์จึงพระราชทานเงินมาให้ถึง 18 ล้านบาท เพื่อสร้างเขื่อนตรงหัวเกาะลอย ป้องกันน้ำกัดเซาะ จนประชาชน 15 หลังคาเรือน กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติสุขอีกครั้งอยุธยา 33จากวัดช่องลมเกาะลอย มองไปเห็นวัดตองปุอยู่ใกล้นิดเดียว และยังได้ชมเขื่อนกั้นน้ำซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้ประชาชนบนเกาะลอยด้วยอยุธยา 34บนเกาะลอยมีวัดโบราณอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถือเป็นวัดร้าง เหลือหลักฐานบ่งบอกเรื่องราวประวัติศาสตร์อยู่ไม่มาก ทว่าก็ยังเป็นที่รู้จักและจดจำของชาวบ้านละแวกนั้นเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ‘หลวงพ่อขาว’ เป็นพระประธานองค์ใหญ่สีขาว พระพักตร์อิ่มเอิบแลใจดี เชื่อหรือไม่ว่าส่วนเศียรของหลวงพ่อขาวสร้างขึ้นโดยใช้โอ่งใส่น้ำเป็นแกนภายใน เนื่องจากในสมัยโบราณชาวบ้านไม่มีวัสดุก่อสร้าง จึงต้องใช้โอ่งหรือตุ่มใส่น้ำแทนอิฐ สังเกตให้ดีจะเห็นเลยว่าเศียรหลวงพ่อขาวท่านจะค่อนข้างกลมรีจริงๆ ด้วย อยุธยา 35พระพุทธรูปสีทองด้านหน้าหลวงพ่อขาว คือ หลวงพ่อหมอ หรือพระหมอ ซึ่งชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วย มาบนบานขอให้หายป่วย ก็จะได้ตามนั้น! อยุธยา 36ใกล้ๆ กับวิหารหลวงพ่อขาว มี ‘ศาลเจ้าพ่อดาบชัย’ สมัยกรุงศรีอยุธยาให้สักการะกันด้วยล่ะ โดยศาลนี้ตั้งอยู่ติดกับต้นโพธิ์โบราณลำต้นใหญ่หลายคนโอบ แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ถ้ายืนนิ่งๆ ลองหลับตาจินตนาการไปในอดีต จะเห็นภาพของเกาะลอยที่มีแม่น้ำไหลผ่านด้านหน้า และทิวไม้เขียวๆ เย็นตาเย็นใจจริงๆอยุธยา 37ออกจากวัดช่องลมเกาะลอยแล้ว เราก็ได้เวลาล่องเรือกันยาวๆ เกือบ 1 ชั่วโมง เรือหันหัวเร่งเครื่องออกจากลำคลองย่อยเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาสายหลัก ผ่านวัดสำคัญๆ สองฟากฝั่ง ทั้งวัดหน้าพระเมรุ, วัดพุทไธศวรรย์, วัดไชยวัฒนาราม, เจดีย์สมเด็จพระสุริโยทัย และอีกมากมาย ถ้าเวลาเหลือ และตกลงกับนายท้ายเรือได้ ก็เพิ่มค่าเรือให้เขาหน่อย จะสามารถแวะกราบพระชำระกายใจได้เพิ่มเติม
อยุธยา 38วัดไชยวัฒนาราม หนึ่งในวัดสำคัญที่สุดและสวยงามที่สุดบนเกาะเมืองอยุธยาอยุธยา 39วัดพุทไธศวรรย์ เมื่อมองจากทางน้ำจะได้มุมมองงดงามมากอยุธยา 40วันนี้ได้สัมผัสวิถีชาวน้ำอยุธยาแบบลึกซึ้ง รู้สึกเย็นชื่นใจจากสายน้ำที่ยังใสสะอาดไหลไปไม่เคยเปลี่ยนอยุธยา 41อีกวัดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชมและสักการะ ในระหว่าง เส้นทางผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย ของเราก็คือ ‘วัดบางนมโค’ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของหลวงพ่อปาน พระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังในด้านวัตรปฏิบัติอันงดงาม และมีคาถาอาคมแก่กล้า อีกทั้งได้ฉายาว่า ‘พระหมอ’ ช่วยรักษาอาการป่วยไข้ให้ชาวบ้านในยุคเมื่อหลายสิบปีก่อน ด้วยยาสมุนไพรพุทธคุณอันศักดิ์สิทธิ์อยุธยา 42ภายในบริเวณวัดบางนมโค มีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ ศิลปะอยุธยาตอนปลาย สร้างแบบย่อมุมไม้สิบสอง และเหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า ‘วัดบางนมโค’ เพราะอดีตแถบนี้ชาวบ้านนิยมเลี้ยงวัวควายกันมาก แม้แต่ในสมัยพม่ามาล้อมตีกรุงศรีอยุธยา ก็ยังมากวาดต้อนจับวัวควายชาวบ้านไปใช้เป็นเสบียงในกองทัพเช่นกันอยุธยา 43วิหารหลวงพ่อปานวัดบางนมโค เข้าไปสักการะกราบขอพร ปิดทองรูปเหมือนของท่านเพื่อความเป็นสิริมงคล ภายในสร้างโดยบุกระจกเงามากมาย สะท้อนแสงวิบวับ แลคล้ายวิหารที่วัดท่าซุงของหลวงพ่อฤาษีลิงดำอยุธยา 44รูปเหมือนหลวงพ่อปานวัดบางนมโค มีประชาชนศรัทธาหลั่งไหลกันมาปิดทองจนเหลืองอร่ามไปทั้งองค์อยุธยา 45หุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อปานวัดบางนมโค ชวนให้เรานึกถึงเรื่องราวประวัติของท่าน กล่าวสั้นๆ คือท่านเกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2418 ในย่านวัดบางนมโคนี่เอง โดยท่านได้รับการอุปสมบทที่วัดบางนมโค เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2438 กับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยรู้กันดีว่าหลวงพ่อสุ่นนั้นเป็นพระที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามาก หลวงพ่อปานจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาต่างๆ มาด้วย

อยุธยา 46หลวงพ่อปานมรณะภาพ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 สิริรวมอายุ 63 ปี 43 พรรษา โดยอัฐิธาตุของท่านได้รับการเก็บรักษาไว้ ณ วัดบางนมโคแห่งนี้เองอยุธยา 47ท่าน้ำหน้าวัดบางนมโค อดีตเคยใช้เป็นเส้นทางสัญจรหลัก ทุกวันนี้น้ำยังใสสะอาดดีอยุธยา 48ตระเวนเที่ยวอยุธยากันมาตลอดวัน เริ่มเหนื่อยแล้ว วันนี้ขอเลือกพักผ่อนสบายๆ ชิลๆ กลางทุ่งนา ในรีสอร์ทเล็กๆ สไตล์เก๋ไก๋น่ารัก บรรยากาศผ่อนคลายเป็นกันเอง ที่ ‘พลูธยา รีสอร์ทแอนด์สปา’ อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา (โทร. 09-8358-0118, 0-3570-7565-6)อยุธยา 49.1พาตัวและหัวใจไปค้นพบความสุขแบบเรียบง่าย กับเครื่องดื่มที่เราชอบ นั่งเหม่อมองท้องทุ่งสีเขียว เข้าถึงจิตวิญญาณของเมืองอู่ข้าวอู่น้ำอยุธยาในแบบน่ารักๆอยุธยา 49.2 อยุธยา 49ด้านข้างพลูธยา รีสอร์ท มีทุ่งนาผืนกว้างที่มองไปเห็นเจดีย์ของวัดใหญ่ชัยมงคลได้ชัดเจน ทั้งวิถีข้าวและวิถีพุทธอยู่ใกล้แค่เอื้อมนิดเดียวเอง มีความสุขเหลือเกินอยุธยา 50 อยุธยา 51แสงยามเย็นเมื่อแดดร่มลมตก อาบไล้ท้องทุ่งและพลูธยา รีสอร์ท ที่พักอุ่นสบายของเราในคืนนี้อยุธยา 52หน้าห้องพักมีคูน้ำและดอกบัวบาน เคียงคู่ทุ่งนาสีเขียวและท้องฟ้ากว้างๆ ไม่มีตึกอะไรมาบดบังเลย โปร่งโล่งสบายดีจัง แถมยังมีเสียงกบเขียดร้องเพลงกล่อมด้วย ฮาฮาฮาอยุธยา 53พลูธยา รีสอร์ท มีที่พักหลายโซน ทั้งริมนา ริมสระ และริมบึง ให้เลือกตามใจชอบเลยจ้าอยุธยา 54ความลงตัวในการผสมผสานความใหม่เก่า จนทำให้พลูธยา รีสอร์ท กลายเป็นที่พักบูติกเล็กๆ ช่วยสร้างมิติใหม่ให้อยุธยาได้มากเลยทีเดียวอยุธยา 55ห้องนอนโซนพักริมน้ำของพลูธยา รีสอร์ท ตกแต่งด้วยสไตล์จีน เน้นสีเหลืองแดงโทนสว่างน่าพักอยุธยา 56จุดเด่นอีกอย่างของพลูธยา รีสอร์ท ที่ ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย ชอบมาก คือมีบริการนวดไทยและสปา ผ่อนคลายกันสุดๆ เลยวันนี้อยุธยา 57และที่ขาดไม่ได้ ทำให้พลูธยา รีสอร์ท ครบเครื่อง คือเมนูอาหารไทยที่เสิร์ฟกันเต็มที่ในมื้อเย็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด แกล้มผักต่างๆ, ต้มกะทิสายบัวปลาทู, ผักทอด, แกงเขียวหวานไก่, มัสมั่นไก่ ฯลฯ เป็นกับข้าวแบบไทยๆ ที่ปู่ย่าตายายเรากินกันมานานนม

ทริป ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย ของเรายังไม่จบลงเท่านี้ ยังมี ตอน 2 ให้ติดตามกันอย่างเข้มข้นสนุกสนานด้วย อย่าพลาดนะจ๊ะLOGO TATSpecial Thanks : คุณอิสสระพงษ์ แทนศิริ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา (และดูแลพื้นที่จังหวัดสระบุรี) สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-3524-6076-7

เที่ยวสุราษฎร์ฯ เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง

เขาสก 1“โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา มีน้ำภูเขาทะเลกว้างไกล จะไปไหน ปักษ์ใต้บ้านเรา…” เสียงเพลงไพเราะแสนคลาสสิกของวงแฮมเมอร์ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจผม ขณะที่สองเท้ากำลังย่างก้าวเข้าสู่ดินแดนอันแสนงงดงาม ‘สุราษฎร์ธานี’ เมืองที่มีป่าผืนใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อันเป็นต้นกำเนิดสายน้ำชุ่มฉ่ำ เป็นบ้านของสรรพชีวิต และที่สำคัญคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (Eco-Tourism) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้

ทริปนี้ เราจึงร่วมเดินทางไปกับ ททท. สำนักงานสุราษฎร์ธานี เปิดประสบการณ์ใหม่กับการสัมผัส สุราษฎร์ฯ แบบวิถีไทยสไตล์ลึกซึ้ง
เขาสก 2ความสนุกความมันในทริปนี้ เร่ิมต้นขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก แถวๆ ‘คลองศก’ อำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นถิ่นที่เต็มไปด้วยเทือกเขาหินปูนสลับซับซ้อน ห่มคลุมด้วยป่าฝนผืนใหญ่ เขียวขจีตลอดปี และมีวิถีเกษตรของชาวบ้านเติมเต็มวิถีชีวิตที่นี่ กิจกรรม ‘ล่องแพไม้ไผ่คลองศก’ ถือเป็นการผจญภัยแบบง่ายๆ ชิลๆ ที่นำเราเข้าสู่อ้อมกอดของป่าใหญ่ ได้สัมผัสสายน้ำเย็นชื่นใจ และภูมิทัศน์มหัศจรรย์ของเทือกเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา
เขาสก 3ทว่าการล่องแพไม้ไผ่คลองศกของสุราษฎร์ฯ เขามีความเก๋ไก๋แบบวิถีไทยที่ไม่เหมือนใครนะครับ เพราะเขามีสโลแกนน่ารักๆ ว่า ‘สวมมง ลงแพ ดื่มกาแฟ แลดอกบัวผุด’ โดยคำว่า ‘สวมมง’ ก็หมายถึงการให้นักท่องเที่ยวสวมมงกุฎที่ทำจากใบปาล์ม ส่วน ‘ลงแพ’ ก็คือล่องแพไม้ไผ่ ที่ไม่ได้ตัดมาจากป่า แต่เป็นไผ่ปลูกในสวนชาวบ้าน เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติให้ท่องเที่ยวได้ยั่งยืน ‘ดื่มกาแฟ’ คือมีซุ้มกาแฟแวะชิมกันกลางป่า และคำว่า ‘แลดอกบัวผุด’ ก็คือกิจกรรมเสริมอันโดดเด่นอีกอย่าง เพราะในป่าแถบนี้มีดอกบัวผุด ซึ่งเป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลกเบ่งบานอยู่ ล่องแพเสร็จแล้วใครแรงเหลือ ก็ยังไปเดินป่าค้นหาความมหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ด้วยเขาสก 4การล่องแพไม้ไผ่คลองศกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ผ่านไปตามลำน้ำที่ไม่ได้ไหลเชี่ยวกรากจนน่ากลัว ทว่าไหลเอื่อยๆ สบายๆ เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เที่ยวสนุก สองฟากฝั่งอุดมด้วยแมกไม้ร่มรื่น เป็นแนวป่าธรรมชาติบ้าง สลับกับเรือกสวนของชาวบ้านบ้าง แต่ที่ถือว่าเป็นพระเอกของเส้นทางนี้จริงๆ สำหรับผม ก็คือเทือกเขาหินปูนไงครับ เพราะลำน้ำบางช่วงบีบแคบ มีโตรกผาหรือแท่งหินปูนยืนตระหง่านอยู่ใกล้ๆ เลย ถ่ายภาพได้สวยสุดๆเขาสก 5แพไม้ไผ่ของคลองศกนั่งสบาย มีเก้าอี้ไม้เตี้ยๆ ให้ ไม่ต้องนั่งตูดเปียกบนแพ การล่องก็ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ แต่ใช้ไม้ไผ่ค้ำถ่อไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อน แบบ Slow Life แถมแพบางลำยังใช้ไม้พายจ้วงเอาๆ ได้สบายบรื๋อเลย
เขาสก 6พอล่องแพมาได้ประมาณ 15 นาที ยังไม่ทันจะเหนื่อย (จะเหนื่อยได้ไง ก็เรานั่งเฉยๆ ไม่ได้ถ่อแพเอง ฮาฮาฮา) เขาก็จอดแวะริมตลิ่ง นำเราเดินขึ้นไปยัง ซุ้มกาแฟกลางป่า มีการต้มน้ำร้อนในกระบอกไม้ไผ่ มาชงกาแฟหรือชาร้อนๆ ให้เราซดเรียกความสดชื่น แถมแก้วที่ให้เรานั้น ยังเป็นแก้วที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งหมด นำลงไปนั่งชิลดื่ม พร้อมชมวิวในแพอย่างสบายราวกับราชา แหม อะไรจะ Happy ปานนี้นะเขาสก 7 เขาสก 8.1รอยยิ้มของเจ้าบ้านและผู้มาเยือน ในซุ้มกาแฟกลางป่า จุดแวะระหว่างล่องแพไม้ไผ่คลองศกจ้าเขาสก 8ล่องแพน้ำใส ดื่มกาแฟร้อนๆ ในกระบอกไม้ไผ่ สุขใจ เติมเต็มพลังชีวิตด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติรอบข้าง นี่ล่ะของขวัญให้ชีวิตเขาสก 9จากจุดซุ้มกาแฟกลางป่า ต่อไปก็เป็นการล่องแพยาวๆ กันเลย ปล่อยให้ตัวและหัวใจของเราไหลไปพร้อมสายน้ำสีเขียวมรกตของลำคลองศก ซึ่งเกิดจากความอุดมของป่าอุทยานแห่งชาติเขาสก สีเขียวของแมกไม้น้อยใหญ่ จะทำให้หัวใจชุ่มชื่น ได้รับรู้ถึงกลิ่นอายและสรรพสำเนียงของธรรมชาติ ลองปิดมือถือ ทิ้งชีวิตวุ่นวายแบบเมืองใหญ่ไว้เบื้องหลักสักพักก็ดีนะเขาสก 10ระหว่างล่องแพ นอกจากการชมวิวและถ่ายภาพแล้ว ใครติดกล้องส่องทางไกลไปด้วย ก็จะได้มีโอกาสดูนกหลายชนิดที่เข้ามาหากินคลายร้อนใกล้น้ำครับเขาสก 11 เขาสก 12หลังจากล่องแพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใครเหนื่อยก็ Check In เข้าที่พักเอาแรง หรือใครยังฟิตปั๋ง ก็จะให้ไกด์นำทางไปเดินป่าตามหาดอกบัวผุดเขาสก ก็ได้เลย เอาที่สบายใจจ้าเขาสก 13หลังจากเพลิดเพลินกับการล่องแพคลองศกกันอย่างชุ่มฉ่ำ และพักเอาแรงเต็มที่แล้วหนึ่งคืน ผมก็ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ รีบไปกางขาตั้งกล้องรอแสงแรกของตะวันเบิกฟ้าที่ ‘จุดชมวิวผานางคอย’ เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นอันมีชื่อเสียงในแถบนี้ จุดชมวิวผานางคอยตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่าง กม.109 (เดิม) และ กม.111 (เดิม) หากขับรถมาจากปากทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสก มองทางซ้ายมือไว้ครับ เดี๋ยวเจอเองเขาสก 14จุดชมวิวผานางคอยในช่วงฤดูฝน และวันที่มีความชื้นสูง อากาศเย็น ตอนเช้าก็จะมีทะเลหมอกให้ชม แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะบางวันจะมีเฉพาะแสงสีทองสวยๆ ยามเช้า สาดส่องลงมาปลุกเทือกเขาหินปูนตะปุ่มตะป่ำ ให้ตื่นจากหลับใหล นี่คือสิ่งที่ทำให้นักแรมทางเข้าใจธรรมชาติ ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง และรู้จักท่องเที่ยวอย่างเปิดใจรับความสุขตรงหน้าให้เต็มที่เขาสก 15เราเติมความสุขของเช้าอันสดใสที่เขาสก ด้วยการไปหม่ำอาหารเช้าอร่อยๆ แนวสุขภาพ กันที่ ‘แพ 500 ไร่ Valley Retreat’ หนึ่งในสาขาของแพ 500 ไร่ ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) เห็น Landscape ที่ตั้งของเขาแล้วต้องบอกเลยว่า อึ้ง ทึ่ง ตกตะลึงในความงาม สามารถสร้างที่พักให้กลมกลืนกับธรรมชาติ โดยใช้วิวเบื้องหน้าประกอบเข้ามาได้ลงตัวเป๊ะ
เขาสก 16นี่หรือคือเขาสก? คำตอบคือใช่ เพราะ แพ 500 ไร่ Valley Retreat เป็นที่พักหรูที่เน้นความเงียบสงบ ให้ธรรมชาติเป็นพระเอก โดยมีสระว่ายน้ำที่ยาวกว่า 50 เมตร ให้บริการผู้เข้าพัก ถือเป็นสระว่ายน้ำยาวที่สุดในแถบนี้เลยล่ะ พอว่ายน้ำเสร็จแล้ว คงไม่มีใครว่า หากจะใช้เวลาเป็นส่วนตัวเอนกายลงนั่งชมวิวสุดสายตา Panorama เบื้องหน้า ให้เป็นรางวัลชีวิตเขาสก 17.1 แพ 500 ไร่ valley retreatว่ายน้ำกับ Mountain View หรือ Rainforest View สุดเจ๋ง จะหาได้ที่ไหนไม่มีอีกแล้ว!เขาสก 17.2 เขาชัน รีสอร์ทและวันนี้ในแถบอุทยานแห่งชาติเขาสก ก็มีที่พักเก๋ไก๋เปิดใหม่ให้บริการอีกมากมาย แต่ละแห่งล้วนดึงจุดเด่นของป่าฝนและการพักผ่อนอย่างใกล้ชิด กลมกลืนกับธรรมชาติ มาให้เราสัมผัสเขาสก 17มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ของการเดินทางทริปนี้ คือ การเดินป่าตามหาดอกบัวผุด หนึ่งในดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในเมืองไทยบริเวณป่าเขาสกนี่เอง ทำให้นักเดินป่าศึกษาธรรมชาติ นักพฤกษศาสตร์ และช่างภาพจากทั่วโลก เดินทางมาเยือนที่นี่ในยามที่ดอกบัวผุดบาน เพราะไม่ใช่ว่ามันจะบานตลอดปี แต่มักจะบานนอกฤดูฝน ราวๆ ต้นฤดูร้อน (เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน) แถมการบานของแต่ละดอกยังมีช่วงสั้นๆ แค่ 7 วันเท่านั้น การเห็นดอกบัวผุดบานกลางป่าด้วยตาตัวเองสักครั้ง จึงยากพอๆ กับการถูกหวยรางวัลที่ 1 เลยละ ฮาฮาฮาเขาสก 18โชคดีเหลือเกิน การเดินทางในครั้งนี้มีดอกบัวผุดบานพอดี ในบริเวณเส้นทางดูดอกบัวผุด กม.111 (เดิม) จุดเริ่มต้นก็อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 401 ที่ผ่านนหน้าทางเข้าอุทยทานแห่งชาติเขาสกนั่นล่ะ เลยมาอีกนิดเดียว อยู่ทางขวามือ แต่เส้นทางนี้ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะผ่านป่าดิบรกทึบแล้ว หนทางยังสูงชันมาก ต้องอาศัยแรงกายกำลังใจแบบฟิตสุดๆ นอกจากนั้นยังต้องสวมรองเท้าหุ้มข้ออย่างดี และมีไม้เท้าเดินป่าช่วยผ่อนแรงขา แม้ว่าผมจะไม่ค่อยฟิตนัก แต่ก็ขอสร้างวีรกรรมไปทักทายบัวผุดสักครั้ง หลังจากไม่ได้เห็นดอกจริงๆ กับตาตัวเองมานานถึง 13 ปีแล้ว
เขาสก 19เส้นทางดูดอกบัวผุดนี้ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ในที่สุดเราก็ได้ตื่นตะลึงกับพืชพิศวง ‘ดอกบัวผุด’ หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า ‘ดอกรัฟฟลีเซีย’ (Rafflesia) จริงๆ แล้วมันเป็นพืชกาฝาก ตามปกติมีลักษณะเป็นเส้นใยราอาศัยอยู่ในเนื้อไม้ย่านไก่ต้ม (หรือเถาองุ่นป่า) ซึ่งเป็นไม้เลื้อยที่หายากในป่าแถบนี้ ต่อเมื่อบัวผุดต้องการผสมพันธุ์ มันจึงผุดตาดอกคล้ายหัวกะหล่ำสีน้ำตาลแดงขึ้นที่ผิวของย่านไก่ต้ม ค่อยๆ โตขึ้นๆ ใช้เวลาถึง 9 เดือนเท่ากับการตั้งท้องของคน จนถึงเวลาเบ่งบานแค่ไม่เกิน 7 วัน โดยสีของมันจะสดที่สุด (เป็นสีน้ำตาลอมแดงเข้ม) ใน 3-4 วันแรกเท่านั้น จากนั้นก็จะเน่าเปื่อยไป โดยแต่ละดอกมีขนาด 100-120 เซนติเมตร เลยทีเดียว!เขาสก 20.1ความมหัศจรรย์ของบัวผุด มิใช่แค่มันเป็นหนึ่งในดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น ทว่ามันยังเป็นพืชที่มีดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียแยกกัน เมื่อดอกบาน มันจะสร้างกลิ่นคล้ายเนื้อเน่าอ่อนๆ ล่อแมลง แมงมุม กบ และสัตว์ต่างๆ ให้มาช่วยผสมพันธุ์ แต่ความลี้ลับของธรรมชาติที่แท้จริง ซึ่งยังไม่มีใครหาคำตอบได้ก็คือ ยังไม่มีใครทราบว่าเมล็ดบัวผุดที่ได้รับการผสมแล้ว กลับเข้าไปในเถาย่านไก่ต้มได้อย่างไร? ยังคงเป็นปริศนาที่เราต้องช่วยกันหาคำตอบต่อไป เช่นเดียวกับเจ้ากบป่าน้อยตัวนี้ ที่เข้าไปหลบอยู่ในหม้อของดอกบัวผุด ซึ่งจริงๆ แล้วมันคงรอจับแมลงกินนั่นเอง เกิดเป็นห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศน์อันสมบูรณ์
เขาสก 20ดูกันชัดๆ ครับ สำหรับหัวตูมของดอกบัวผุดที่งอกขึ้นมาจากเถาย่านไก่ต้ม แต่ใช่ว่าทุกหัวจะรอดไปบานจนผสมพันธุ์ได้นะครับ เพราะบางหัวเน่าในจากความชื้นเกินพอดี และบางหัวก็ถูกสัตว์หรือแมลงป่าเจาะจนเน่าเขาสก 21บัวผุดพันธุ์ไทยนี้ จัดเป็นพืชหายากของโลก (Rare Species) และ เป็นพืชเฉพาะถิ่นที่พบได้ในเมืองไทยเท่านั้น (Endemic Species) เมื่อชมแล้ว ก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่กับป่าเขาสกตลอดไปเขาสก 22.1กลับลงมาจากภูเขาพร้อมกับความสุข ที่ได้เห็นดอกบัวผุดอีกครั้ง วันนี้เราเข้าไปเที่ยวที่ทำการของอุทยานแห่งชาติเขาสกด้วย เพราะตรงกับช่วงจัดงาน ‘เขาสก Eco-Tourism Festival 2017’ พอดี ในงานมีการออกบูทให้ความรู้เรื่องธรรมชาติ และหลายชุมชนในแถบนี้ก็มาร่วมด้วยเขาสก 22.2เขาสก 22.3การประกวดวาดภาพบัวผุด ของเด็กๆ ในงาน เขาสก Eco-Tourism Festival 2017
เขาสก 22อันที่จริงแล้วป่าเขาสกมีเนื้อที่กว้างขวางกว่า 4 แสนไร่ โดยแบ่งเป็น ภาคพื้นดิน และภาคพื้นน้ำ ในภาคพื้นดินเต็มไปด้วยเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ การดูนก น้ำตก และดอกบัวผุด เป็นพระเอก ส่วนเขาสกภาคพื้นน้ำก็คือ ‘เขื่อนรัชชประภา’ หรือชื่อเดิม ‘เขื่อนเชี่ยวหลาน’ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 แม้ว่าจะสูญเสียผืนป่าไปมากมาย แต่ก็แลกมาด้วยการได้เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงภาคใต้นั่นเอง เมื่อน้ำเอ่อท้นขึ้น ยอดเขาหินปูนที่เคยอยู่สูงลิบ จึงกลายเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยนับร้อยเกาะ รูปลักษณ์เป็นเทือกเขาหินปูนตะปุ่มตะป่ำ แปลกตาน่าชม เหมาะไปล่องเรือ หรือค้างคืน นอนชมธรรมชาติ
เขาสก 23เขื่อนเชี่ยวหลานมีเนื้อที่กว้างขวางมาก ตลอดการล่องเรือเราจะได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่ก่อเกิดทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ภูมิทัศน์โดดเด่นของบริเวณนี้คือ ‘เทือกเขาหินปูน’ ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า Karst Topography เกิดจากการทับถมของซากอินทรีย์วัตถุใต้ทะเลเมื่อหลายล้านปีก่อน จากนั้นเมื่อเปลือกโลกยกตัวขึ้น แล้วถูกลม ฝน แดด กัดเซาะเป็นเวลานาน จึงสึกกร่อนเหลือเป็นเทือกเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาอย่างนี้ล่ะ Landmark สำคัญจุดหนึ่งที่เรือทัวร์นิยมพาคนไปชมก็คือ ‘หินสามเกลอ’ (หินสามพี่น้อง) เป็นแท่งหินปูน 3 แท่งผุดขึ้นจากน้ำ จากจุดนี้วิ่งเรือไปอีกไม่ไกล ก็ถึงแพนางไพร เป็นแพพักของอุทยานฯ เขาสกเขาสก 24จอดเรือแวะชมธรรมชาติให้เต็มอิ่ม ที่หินสามเกลอเขาสก 25จากหินสามเกลอนั่งเรือหางยาวต่อมาแค่ไม่กี่อึดใจ ก็ถึงแพนางไพรแล้ว เป็นที่พักเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ เล่นน้ำ พายเรือ ได้ชุ่มฉ่ำสมใจอยากเขาสก 26ฝูงปลานับร้อยแหวกว่ายในน้ำใสสีมรกตของเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่น้ำเป็นสีเขียวมรกตแบบนี้ เป็นเพราะสารแคลเซียมคาร์บอเนตในหินปูนโดยรอบนั่นเอง
เขาสก 27การมาเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน ไม่มีแสงสี ไม่มีร้านสะดวกซื้อ ไม่มีคาราโอเกะ มีแต่ความพิสุทธิ์ของธรรมชาติยิ่งใหญ่เบื้องหน้าให้ซึมซับ นักท่องเที่ยวที่จะมาจึงเป็นกลุ่มรักธรรมชาติ นักนิยมไพร ผู้ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง แต่กิจกรรมเขาไม่ได้มีแค่เล่นน้ำ พายเรือเท่านั้น ยังมีการเดินป่าขึ้นจุดชมวิว, เที่ยวถ้ำน้ำทะลุ ถ้ำปะการัง, เดินป่าเข้าไปดูนกเงือกในแพทะเลใน 500 ไร่ และอื่นๆ อีกมากมายเขาสก 28เขาสกวันนี้มีมากกว่าที่คิด เมื่อเราได้เข้าไปเยี่ยมชม ‘เขาสก Elephant Hills’ ปางช้างที่ไม่ธรรมดา เพราะตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ.2011 ก็โด่งดังและได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย เพราะเขาไม่ได้เปิดให้เข้าชมช้างอย่างเดียว แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ เข้ามาใช้ชีวิตสัมผัสประสบการณ์แบบ Long Stay ระยะสั้น 3 วัน 2 คืน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับช้าง อาบน้ำช้าง ฝึกคำสั่งช้าง โดยที่นี่มีช้างอยู่กว่า 50 เชือก ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ และควาญชาวปกากะญอมืออาชีพสั่งตรงจากจังหวัดเชียงรายเขาสก 29ความเจ๋ง ความชิลของปางช้าง Elephant Hills คือเขาไม่ได้เลี้ยงช้างในกรงขังให้อึดอัด แต่เลี้ยงในพื้นที่เปิด เป็นธรรมชาติ ตรงกลางพื้นที่เป็นหุบเขาทุ่งหญ้าเขียว ล้อมรอบด้วยเทือกเขาหินปูนสูงตระหง่านเขาสก 30.1 เขาสก 30 เขาสก 31พี่ควาญช้างใจดีชาวปกากะญอ จากอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดเชียงราย เดินทางตรงมาดูแลพี่ช้างให้มีความสุขเขาสก 32แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถึชีวิตชุมชน หรือ CBT (Community-Base Tourism) ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในแถบเขาสก ซึ่งผมต้องบอกว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ ‘ชุมชนบ้านถ้ำผึ้ง’ ตำบลต้นยวน อำเภอพนม เพราะชุมชนนี้น่ารัก เปิดให้เที่ยวมาเป็นสิบปีแล้วครับ โดยเน้นวิถีชีวิตชุมชนชาวใต้ และพาเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ทั้งน้ำตก ถ้ำ บ่อน้ำดันทรายดูด และจุดชมวิว

สนใจสอบถามข้อมูลเที่ยวบ้านถ้ำผึ้ง และจองโฮมสเตย์ ติดต่อ คุณบุญทัน บุญชูตา โทร. 08-9290-9420, 0-7739-9994
เขาสก 33เดิมทีพื้นที่แถบบ้านถ้ำผึ้งเป็นป่าดงดิบรกทึบ และเป็นป่าต้นน้ำอุดมสมบูรณ์ กระทั่งปี พ.ศ.2503 ก็เริ่มมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย ทำสวนผลไม้และเกษตรกรรม จนทุกวันนี้มีประชากรกว่า 1,200 คนแล้ว โดยชื่อ ‘หมู่บ้านถ้ำผึ้ง’ มาจากถ้ำใหญ่แห่งหนึ่งใกล้หมู่บ้าน ซึ่งมักจะมีผึ้งหลวงมาทำรังเป็นจำนวนมากทุกปี ขอบอกว่าตอนแวะเข้าไปกินข้าวเที่ยงที่นี่ อร่อยอย่างแรงตามประสาชาวใต้เลยครับ ทั้งแกงส้มปลากกะพงยอดมะพร้าวอ่อน, ผัดผักเหรียง, ปลากระบอกทอดกระเทียม, น้ำพริกกะปิกับผักเหนาะ ฯลฯ ครบ แถมยังมีกล้วยหอม กล้วยไข่ และกล้วยทอดฝีมือชาวบ้าน มาเสิร์ฟพร้อมรอยยิ้ม
เขาสก 34แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าวอ่อนเขาสก 35น้ำพริกกะปิ (คนใต้เรียก น้ำชุบ) กินกับผักเหนาะนานาชนิดตามฤดูกาล ทั้งอร่อยและเปี่ยมคุณค่าอาหารเขาสก 36ผักต้มกะทิ เอาไว้ซดน้ำคล่องคอสไตล์ปักษ์ใต้บ้านเราเขาสก 37ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของสุราษฎร์ธานียังไม่จบสิ้น และเกินความคาดหมายของเราเสมอ! คราวนี้ได้เปิดหูเปิดตามาชมแหล่งใหม่ที่ ‘หินพัด’ บ้านยวนสาว ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม โดยหินพัดนี้เพิ่งเปิดตัวให้ชมกันเต็มรูปแบบได้ไม่นาน การขึ้นไปชมต้องใช้บริการรถเช่าของชุมชนท่องเที่ยวบ้านยวนสาวขึ้นไป จากนั้นเดินต่ออีกราวๆ 200 เมตร จนถึงยอดเขาที่มีลักษณะเป็นผาหินสีดำโล่งเตียน และที่ปลายสุดของผาหินนี้เอง คือที่ตั้งของ ‘หินพัด’ ที่ชวนให้นึกถึงพระธาตุอินทร์แขวนในเมียนมา!เขาสก 38.1จากเชิงเขาต้องนั่งรถกระบะขึ้นไปก่อน ตอนไปเที่ยวโชคดีป่ายางรอบๆ กำลังผลัดใบช่วงต้นฤดูร้อน ทำให้ผืนป่าแถวนี้กลายเป็นสีเหลืองสีแดง คล้ายป่าผลัดใบในต่างประเทศเลย ฮาฮาฮา นี่ก็ Unseen สุราษฎร์ฯ อีกอย่างที่คนต่างถิ่นไม่ค่อยได้เห็น หรือให้ความสำคัญ แต่สำหรับคนรักธรรมชาติกับคนชองถ่ายรูปอย่างเรา วิวอย่างนี้มัน Amazing เหลือหลาย!เขาสก 38.2ป่ายางผลัดใบระหว่างทางขึ้นไปชมหินพัดบ้านยวนสาวเขาสก 38ถึงแล้ว ‘หินพัด’ มหัศจรรย์แห่งหินผาที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานหินโล่ง ราวกับมีคนไปจับวางไว้อย่างน่าอัศจรรย์! แม้ว่าส่วนฐานที่มันสัมผัสกันอยู่นั้นจะกว้างแค่ราวๆ 1 เมตร แต่ก็ทำให้หินพัดสูง 8 เมตร ยืนอยู่ได้อย่างสมดุลย์อย่างเหลือเชื่อ! นับเป็นประติมากรรมธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง ประวัติเล่าว่าในอดีตผู้คนแถบบ้านยวนสาวเล่าขานกันมานานแล้ว ว่าบนภูเขาลูกนี้มีหินประหลาดตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้ม กระทั่ง คุณวิชิต จิตรสม ได้ดั้นด้นเดินป่าขึ้นมาค้นพบด้วยตนเองเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วปลุกปล้ำประชาสัมพันธ์จนหินพัดเป็นที่รู้จักเขาสก 39หินพัด ในมุมมองต่างๆ มีรูปร่างผิดแผกกันไป บางมุมเหมือนหน้าคน บางมุมเหมือนพัด บางมุมคล้ายรูปหัวใจ สุดแล้วแต่จินตนาการของแต่ละคน เขาสก 40จากจุดที่หินพัดตั้งอยู่ มองออกไปเบื้องหน้าจะเห็นวิวภูเขา ป่ายางผลัดใบ ได้กว้างไกลสุดสายตา แหม… วันนี้น้องสาวคนสวย ขอกอดหินพัดให้มีความสุขสักครั้งเขาสก 41จากแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เราเข้าไปสัมผัสกันแบบลึกซึ้งถึงพริกถึงขิงเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวเปลี่ยนบรรยากาศ ไปกราบพระขอพร ตื่นตากับสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่ไม่เหมือนใครกันบ้าง ณ ‘อุทยานธรรมเขานาในหลวง’ หมู่ 8 บ้านเขานาใน ตำบลต้นยวน อำเภอพนม มหัศจรรย์แห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่เนรมิตให้เกิดมหาเจดีย์ลอยฟ้ายิ่งใหญ่บนยอดเขาหินปูนสูงลิบได้อย่างเหลือเชื่อ!เขาสก 42 เขาสก 43ท่านเจ้าอาวาสแห่งอุทยานธรรมเขานาในหลวง ได้เล่าให้ฟังว่าสำนักสงฆ์แห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เมื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียมาให้ จำนวน 9 องค์ ท่านจึงมีความตั้งใจว่าจะสร้างมหาเจดีย์ขึ้นบนยอดเขาในบริเวณนี้ 9 ยอด เพื่อใช้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว จึงร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านช่วยกันสร้างแล้วเสร็จในปัจจุบัน 2 องค์ (องค์ที่ 3 กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเสร็จก่อนเดือนตุลาคมปี 2560) โดยไม่ได้ใช้เงินจากราชการเลยแม้แต่บาทเดียว อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ได้มีพระจากวัดอื่นมาขอพระบรมสารีริกธาตุไปแล้ว 2 องค์ ทำให้โครงการสร้างเจดีย์ลอยฟ้า จาก 9 ยอด จึงเหลือเพียง 7 ยอดเท่านั้น
เขาสก 44วันที่ผมไปเที่ยว เวลาค่อนข้างน้อย จึงเลือกเดินขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุบนเจดีย์ลอยฟ้าองค์ที่ 2 เท่านั้น โดยทางขึ้นแม้จะดูชัน แต่ก็มีการสร้างเป็นบันไดคอนกรีตพร้อมราวเหล็กให้จับกันตกอย่างดี มีจุดพักเป็นช่วงๆ ไม่น่าหวาดเสียว แต่ด้วยทางเดินที่แคบ จึงต้องหลบกันเป็นช่วงๆ ยิ่งเดินสูงขึ้นวิวก็ย่ิงตระการตา เผยภูมิทัศน์ที่แท้จริงของอุทยานธรรมเขานาในหลวงให้เห็น คือเป็นหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยยอดเขาหินปูนมากมายเขาสก 45ใช้เวลาแค่ 15-20 นาที เหงื่อยังไม่ทันชุ่มหลัง ผมก็ลุขึ้นถึงยอดเขาอันเป็นที่ประดิษฐานพระมหาเจดีย์ลอยฟ้าองค์ที่ 2 นามว่า พุทธศิลาวดี จากยอดเขานี้มองออกไปโดยรอบ เห็นสวนยางพาราและบ้านเรือนตั้งกระจายอยู่ทั่วไป พร้อมด้วยภูเขาหินปูนลูกย่อมๆ ที่ผลุบโผล่ขึ้นมาจากที่ราบอันสวยงาม น่าตื่นตาตื่นใจดี

ชาวบ้านเล่าว่า เหตุที่แถบนี้ได้ชื่อว่า เขานาใน เพราะในอดีตด้านหลังเขาลูกนี้ เคยมีนาของชาวบ้านอยู่ด้วย ทว่าปัจจุบันเปลี่ยนเป็นป่ายางพาราไปหมดแล้ว น่าเสียดายเนอะเขาสก 46พระมหาเจดีย์ลอยฟ้าองค์ที่ 1 เมื่อมองจากยอดเขาพระมหาดเจดีย์องค์ที่ 2เขาสก 47พระมหาเจีดย์ลอยฟ้าพุทธศิลาวดี สร้างขึ้นจากศิลาแลงอย่างดีที่นำมาจากจังหวัดกำแพงเพชรโดยตรง ด้านหน้ามีบ่อน้ำเล็กๆ พร้อมดอกบัวเบ่งบาน คล้ายปริศนาธรรมบัว 4 เหล่า นอกจากจะได้ขึ้นมากราบสักการะให้เป็นสิริมงคลกับชีวิตแล้ว ยังเหมาะจะชมวิวจากมุมสูงด้วย คุ้มค่ากับการปีนเขาครั้งนี้จริงๆ ครับ
เขาสก 48ภายในพระมหาเจดีย์พุทธศิลาวดี เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย (องค์กลางใหญ่สุด) รายล้อมด้วยอัฐิธาตุของพระสงฆ์สำคัญๆ หลายองค์เขาสก 49 เขาสก 50ก่อนกลับบ้านในทริปนี้ เราเก็บความทรงจำดีๆ ของป่าเขาสก และสถานที่น่าสนใจอีกหลายแหล่งแห่งที่ไว้ในใจ จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี แน่นอนว่า ‘ศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี’ คือสถานที่สำคัญ ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนี้ ที่เราต้องไม่พลาด โดยภายนอกสร้างด้วยศิลปะศรีวิชัย ให้แลคล้ายพระบรมธาตุไชยาเขาสก 51เสาหลักเมืองสุราษฎร์ธานี สร้างด้วยไม้ชัยพฤกษ์ สูง 108 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ล้อมรอบ 4 ทิศด้วยเสาสี่ต้น หัวเสาจำหลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันพระพักตร์ไป 4 ทิศ ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองบ้านเมืองให้สงบสุข ร่มเย็น สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อ พ.ศ. 2539
เขาสก 52อีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางศาสนา ซึ่ง ททท. สำนักงานสุราฎษร์ธานีเคยชวนมาเที่ยว ในโครงการ 5 ศาลเจ้า 9 วัด และยังคงอยู่ในความสนใจของผู้ศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลายก็คือ ‘พระโพธิสัตว์กวนอิมหินแกรนิตขาว’ สูง 12 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นรูปสลักหินเจ้าแม่กวนอิมจากหินแรกนิตขาวองค์สูงที่สุดในเมืองไทย จัดสร้างแล้วส่งตรงเข้ามาจากเมืองจีน ประดิษฐานอยู่ที่ มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน ถนนหน้าเมือง เยื้องห้างโคลีเซียม (โทร. 0-7727-2556)
เขาสก 53ความงามของพระโพธิสัตว์กวนอิมหินแกรนิตขาว อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
เขาสก 54ปิดท้ายทริปเที่ยวสุราษฎร์ฯ เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง กับของกินอร่อยๆ ขึ้นชื่อมานาน นั่นคือ ‘กุ้งแม่น้ำสุราษฎร์ฯ’ ที่ทั้งสด ทั้งตัวใหญ่ เนื้อหวานเจี๊ยบแน่นสู้ปาก เขาสก 55ไปชิมกุ้งแม่น้ำกันที่ ร้านบางปึก ตำบลพุนพิน อำเภอพุนพิน (โทร. 0-7744-1537) เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-21.00 น. แต่ขอโทษนะ ถ้าไม่โทรไปจองกุ้งไว้ก็อาจไม่ได้กินครับ เพราะร้านนี้ลูกค้าประจำเยอะมาก นั่งหม่ำกุ้งไป ชมวิวแม่น้ำไปด้วยเพลินๆ เพราะร้านนี้ตั้งอยู่ติดแม่น้ำตาปีเลยจ้า ลมพัดเย็นสบายจริงๆ

เขาสก 56เมนูขึ้นชื่ออีกอย่างของร้านบางปึก คือ ไก่ต้มน้ำปลาเขาสก 57เมื่ออิ่มจากของคาวแล้ว ก็ล้างปากด้วย ข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้ แสนอร่อย หอมหวานชื่นใจเขาสก 58ปิดท้ายทริปกับ ‘ข้าวหลามบ้านน้ำรอบ’ อำเภอพุนพิน ข้าวหลามพื้นบ้านของชาวสุราษฎร์ฯ ที่ขึ้นชื่อลือชาในรสชาติมานับสิบปี มีขายกันหลายเจ้าริมถนน จุดเด่นคือเป็นข้าวหลามที่ยังเผาด้วยกรรมวิธีพื้นบ้าน จึงให้รสชาตินวล กลิ่นหอมของเนื้อไม้ไผ่และฟืน มีทั้งข้าวเหนียวขาวและดำให้เลือก ใครจะไปเดินป่าเขาสกซื้อติดไว้กินได้หลายวัน อิ่มท้องให้แรงดีเลยจ้า ฮาฮาฮาเขาสก 59ทริปเที่ยวสุราษฎร์ฯ เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง จบลงอย่างน่าประทับใจ พร้อมกับประสบการณ์และมุมมองใหม่มากมาย เพราะเมืองไทยเราช่างกว้างใหญ่ มีอะไรให้สนุก ให้สัมผัส ให้เรียนรู้ อย่างไม่รู้จบ ขอเพียงเราเปิดใจ พาตัวและหัวใจเข้าสู่ชุมชน เข้าสู่ธรรมชาติ แล้วเราจะพบว่า เมืองไทยเรานี้ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!LOGO TATSpecial Thanks : คุณจินตนา สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุราษฎร์ธานี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-7728-8817-9 E-mail : tatsurat@tat.or.th

ตามรอยพระบาทเขื่อนภูมิพล ตาก ฟังเพลงพระราชนิพนธ์เหนือสันเขื่อน

ตาก 217 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 วันดังกล่าวคือวันสำคัญวันหนึ่ง ซึ่งคนไทยทั้งประเทศควรจดจำ เพราะเป็นวันที่พ่อหลวงของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นองค์ประทาน ในการเปิด ‘เขื่อนภูมิพล’ หรือ ‘เขื่อนยันฮี’ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของเมืองไทย กั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นทั้งเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนเพื่อการชลประทาน เพื่อการเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด และปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของ ‘เมืองตาก’ ไปแล้ว
ตาก 3ด้วยพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เขื่อนภูมิพลแห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้น เป็นเขื่อนที่กักเก็บน้ำได้มากถึง 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าให้คนไทยได้กว่า 779.2 เมกกะวัตต์ ถือเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย  และเอเชียอาคเนย์ และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก เลยทีเดียวตาก 4 ตาก 5ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเป็นการถวายพระอาลัย และรำลึกถึงพระองค์ท่าน จังหวัดตาก โดย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนภูมิพล (ท่านผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงร่วมกันจัดงานยิ่งใหญ่ ‘รวมใจภักดิ์ รักพ่อ สานต่อ ปณิธาน’ ระหว่างวันที่ 28-30 มกราคม 2560 อันเป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย
ตาก 6ในยามค่ำของวันที่ 28 มกราคม 2560 มีพิธีแสดงความรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ด้วยการจุดเทียนชัย และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญถวายพระองค์ท่าน พระผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย และจะทรงสถิตอยู่ในใจเราตลอดไป
ตาก 7บรรยากาศการจุดเทียนชัย ในงาน ‘รวมใจภักดิ์ รักพ่อ สานต่อ ปณิธาน’ เหนือสันเขื่อนภูมิพล เป็นไปด้วยความซาบซึ้งตรึงใจ บางท่านถึงขนาดน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้มตาก 8 ตาก 9 ตาก 10ไฮไลท์ของงานนี้ คือการร่วกันรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ อันแสนไพเราะและซาบซึ้ง จากวงดุริยางค์ทหารเรือ ซึ่งยกทัพนักดนตรีกันมานับร้อยชีวิตตาก 11 ตาก 12ขอบรรเลงเพลงนี้ เพื่อถวายพระองค์ท่าน พระผู้ทรงสถิตอยู่บนสวรรคาลัย
ตาก 13 ตาก 14 ตาก 15นอกจากนี้ ในงานยังมีการแสดงหลายชุด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้ชม ตั้งแต่วันที่ 28-30 มกราคม 2560 ทุกชุดล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ และบ่งบอกถึงความรักที่ชาวจังหวัดตาก มีต่อพ่อหลวง และพร้อมสานต่อคำสอนของพระองค์ท่าน ด้วยการทำดีต่อไปไม่สิ้นสุดตาก 16 ตาก 17 ตาก 18เมื่อรับชมดนตรีไพเราะในยามค่ำกันอย่างซาบซึ้งแล้ว ในรุ่งเช้าของวันถัดไป หากใครมีเวลาเหลือ สิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือ การเดินเที่ยวชมวิวสวยๆ พร้อมกับสูดอากาศสดชื่นเย็นสบายบนสันเขื่อนภูมิพลในยามเช้า มองออกไปจะเห็นทะเลสาบสีฟ้าครามกว้างไกลสุดสายตาเหนือสันเขื่อน พร้อมด้วยเกาะต่างๆ มีเรือและแพนักท่องเที่ยวที่แล่นออกไปหาความสำราญกันได้ทั้ง 365 วันตาก 19บริเวณท่าเรือของเขื่อนภูมิพล มีจุดลงแพและเรือหางยาว เพื่อการล่องเข้าไปเที่ยวชมทัศนียภาพได้ ทั้งแบบสองสามชั่วโมง เป็น One Day Trip หรือจะไปค้างคืนในแพกลางเขื่อนเลยก็ได้ หรือถ้าใครมีเวลามากหน่อย แพสามารถแล่นไปได้จนถึงบริเวณทะเลสาบดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เลยล่ะตาก 20 ตาก 21 ตาก 22การล่องแพค้างคืนในเขื่อนภูมิพล เป็นกิจกรรมยอดฮิตอย่างหนึ่ง เพราะด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ มองเห็นเทือกเขาโดยรอบ อีกทั้งอากาศเย็นสบายจากผืนน้ำสร้างความชุ่มฉ่ำให้กับจิตใจ เป็นการท่องเที่ยวแบบ Slow Life ที่น่าไปสัมผัสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ฟ้าแจ่มใส หรือในฤดูร้อนก็จะผ่อนคลายกายใจได้ดีเยี่ยมตาก 23สำหรับการล่องเรือหางยาวเที่ยว ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่า การไปเที่ยวที่ ‘เขาหน่อ’ หรือเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนบนสุดเป็นยอดเขาหินปูนตะปุ่มตะป่ำรูปทรงแปลกตา แถมยังมีวัดเขาหน่ออยู่ด้านบนด้วย เห็นแล้ว Amazing ไม่น้อยเลยตาก 24บนเขาหน่อมีพระเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ 3 กลุ่ม พร้อมด้วยรอยพระพุทธบาทจำลองให้ผู้ศรัทธาได้กราบไหว้ตาก 25เดิมบริเวณเขาหน่อตรงนี้ คือจุดที่แม่น้ำปิงสายเดิมเคยไหลผ่าน ก่อนที่จะมีการกั้นลำน้ำเพื่อสร้างเขื่อนภูมิพลจนน้ำเอ่อท้นท่วมขึ้นมาตาก 26เมื่อจอดเรือหางยาวแล้ว ก็ต้องออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อขา เดินขึ้นบันไดชิลชิลแค่ 300 ขั้น ขึ้นสู่ยอดเขาหน่อ ขอบอกว่าไม่ต้องรีบ เพราะเรือหางยาวเขารอแน่นอน ไม่ทิ้งเราไปไหน ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ หยุดถ่ายภาพชมวิวไปเป็นระยะๆ และขอแนะนำให้พกน้ำขวดเล็กๆ ขึ้นไปด้วย เพราะบนยอดเขาไม่มีน้ำขายนะจ๊ะตาก 27ถึงแล้ว ยอดเขาหน่อ โชคดีมาเที่ยวในฤดูหนาว จึงมองเห็นต้นไม้ต่างๆ เริ่มผลัดใบสีสันสดใส เพื่อเตรียมพักตัวเข้าฤดูแล้ง จากบนยอดเขานี้สามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำ ผืนป่า ทิวเขา และองค์พระเจดีย์ เรียงรายอยู่ในตำแหน่งสวยงามลงตัว ถ้าไม่เดินขึ้นมาคงเสียดายแย่!ตาก 28จากยอดเขาหน่อ มองลงไปในทะเลสาบเหนือเขื่อนภูมิพล แลเห็นแสงแดดอุ่นๆ ของยามเช้าสะท้อนผิวน้ำเต้นเป็นประกายระยิบ สลับกับริ้วลายคลื่นน้ำไล่โทนสีไปมา ราวกับภาพศิลปะชั้นเลิศตาก 29ความงามของวิวทะเลสาบเขื่อนภูมิพล มองจากยอดเขาหน่อไปทางทิศตะวันตกตาก 30บนยอดเขาหน่อมีทางเดินลาดปูนอย่างดี เชื่อมต่อองค์พระเจดีย์ทั้ง 3 กลุ่ม เข้าด้วยกันตาก 31ตาก 32เสาอโศกบนยอดเขาหน่อ บ่งบอกถึงพระพุทธศาสนาที่ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนนี้ และสร้างสิริมงคลแด่เขื่อนภูมิพลตลอดไปตาก 33รอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขาหน่อ แม้มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็งดงาม และสะท้อนถึงความศรัทธาของผู้คนได้เป็นอย่างดีตาก 34หลังจากฟังเพลงพระราชนิพนธ์อันสุดแสนจะไพเราะ และล่องเรือเที่ยวเขื่อนภูมิพลกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางออกเที่ยวชมความมหัศจรรย์อันหลากหลาย ของจังหวัดตากไปที่ ‘อุทยานแห่งชาติไม้กลายเป็นหิน’ อำเภอบ้านตาก อุทยานแห่งชาติใหม่เอี่ยมถอดด้ามของไทย ที่เพิ่งได้รับการยกฐานจะ ‘วนอุทยาน’ มาเป็น ‘อุทยานแห่งชาติ’ เมื่อ 1 ปีที่แล้วนี้เอง โดยความเจ๋งของที่นี่ คือมีการขุดพบซากฟอสซิลต้นไม้กลายเป็นหิน ขนาดยาวที่สุดในเมืองไทยและในโลก! คือซากฟอสซิลคล้ายต้นทองบึ้ง ที่ยาวถึง 72.22 เมตรตาก 35ก่อนไปชมไม้กลายเป็นหินของจริง ก็ควรเข้าไปที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (Visitor Center) ก่อน เพื่อศึกษาว่าต้นไม้กลายเป็นหินได้อย่างไร อธิบายง่ายๆ คือ ในบริเวณนี้เมื่อ 800,000 ปีก่อน เคยเป็นป่าดงดิบ แต่เกิดอุทกภัยใหญ่ ต้นไม้เหล่านี้จึงล้มลง แล้วถูกโคลนตะกอนทับถมทันที มันจึงไม่เน่าเปื่อยสลายไป ประกอบกับบริเวณนี้มีมีสารซิลิก้าเข้มข้นอยู่ในดิน สารนี้จึงค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อไม้ คือเมื่อซิลิก้าเข้าแทนที่เซลลูโลสหรือเนื้อไม้ ในที่สุดจึงเกิดไม้กลายเป็นหินขึ้น บางต้นอยู่ลึกสภาพจึงสมบูรณ์ ผิดกับบางต้นที่อยู่ใกล้ผิวดิน ก็จะแตกสลายมากกว่าตาก 36หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไม้กลายเป็นหิน นำคณะนักท่องเที่ยวและผู้ศึกษาดูงาน เข้าชมจุดที่ขุดค้นพบซากฟอสซิลไม้กลายเป็นหิน ซึ่งปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีได้เข้ามามีส่วนร่วมบูรณะ จัดภูมิทัศน์ และรักษาสภาพไม้กลายเป็นหินไม่ให้ถูกแดดลมจนเสื่อมสภาพไป ในอนาคตเราหวังว่า อุทยานแห่งชาติไม้กลายเป็นหิน คงจะได้รับการประกาศให้เป็น ‘อุทยานธรณี’ หรือ Geo Park โดยองค์การ UNESCOตาก 37ปัจจุบันนี้มีการขุดค้นและเปิดให้ชมไม้กลายเป็นหินได้แล้ว 7 ต้น เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ต้นทองบึ้ง และ ต้นมะค่าโมง ในยุคปัจจุบัน โดยทั้งหมดนั้น มีอายุกว่า 800,000 ปี!
ตาก 38ไม้กลายเป็นหินถือเป็นฟอสซิล หรือซากโบราณคดีทางธรณีวิทยาบรรพกาลที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง นับเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ ที่เราต้องช่วยกันปกปักรักษา และทำให้จุดนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรณีวิทยาระดับโลกตาก 39ซากฟอสซิลไม้กลายเป็นหิน ต้นนี้คือต้นทองบึ้ง ที่ยาวกว่า 70 เมตรตาก 40จุดชมต้นไม้กลายเป็นหินทั้ง 7 ต้น ที่เปิดให้ชมแล้ว มีการสร้าง Walk Board หรือสะพานไม้ยกระดับเตี้ยๆ เชื่อมต่อถึงกันในต้นที่ 1-4 ผ่านป่าเต็งรังอุดมสมบูรณ์ ได้ศึกษาพรรณมไม้ นก และผีเสื้อสวยๆ หลายชนิด ส่วนไม้กลายเป็นหินต้นที่ 5-7 ต้องนั่งรถยนต์ไปชม เพราะตั้งอยู่ห่างออกไปจากจุดนี้ตาก 41พรรณไม้ในป่าเต็งรังเร่ิมผลัดใบสีสันสดใสในปลายฤดูแล้งตาก 42จากความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ เราลองมาสัมผัสเรื่องราวของประวัติศาสตร์และศาสนากันบ้าง จุดแรกที่แนะนำคือ ‘ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน’ ในอำเภอเมืองตาก ตั้งอยู่ไม่ห่างจากสำนักงาน ททท. สำนักงานตาก มากนัก ศาลแห่งนี้ประชาชนชาวเมืองตากช่วยกันสร้างขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ถวายแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์นักรบไทยในสมัยกรุงธนบุรี ผู้ทรงกอบกู้เอกราชไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้แก่พม่า ตัวศาลสร้างเป็นทรงไทยยุครัตนโกสินทร์ ภายนอกโดยรอบมีการนำรูปปั้นช้าง ม้า และไก่ จำนวนนับพันๆ ตัว มาถวายสักการะแด่พระองค์ท่านตาก 43ภายในศาล มีรูปหล่อพระบรมรูปของพระองค์ท่านในพระอิริยาบถประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา ที่ฐานพระบรมรูปมีคำจารึกว่า ‘พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2277 สวรรคต พ.ศ. 2325 รวม 48 พรรษา’ตาก 44ส่วนบนเพดานและผนังภายในศาล มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม แสดงเหตุการณ์สำคัญๆ ในรัชสมัยของพระองค์ท่าน เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตาก 45สถานที่ต่อไปที่น่าไปเยือนก็คือ ‘วัดชลประทานรังสรรค์’ อำเภอสามเงา เหตุที่ชื่อวัดเป็นอย่างนี้ ก็เพราะสร้างขึ้นโดยกรมชลประทาน คือหลังจากมีการเริ่มสร้างเขื่อนยันฮี (เขื่อนภูมิพล) เมื่อ พ.ศ. 2501 น้ำก็เริ่มเอ่อท่วมบริเวณหมู่บ้านและวัดที่เคยมีชาวบ้านอาศัยอยู่ กรมชลประทานจึงช่วยอพยพชาวบ้านขึ้นมาอยู่ ณ ตำแหน่งปัจจุบัน พร้อมกับสร้างวัดชลประทานรังสรรค์ขึ้น โดยเป็นการรวมเอาวัดที่ถูกน้ำท่วม 8 วัด เข้ามาในวัดเดียวกัน คือ วัดดอนแก้ว, วัดศรีแท่น, วัดหลวง, วัดบ้านท่าเดื่อ, วัดท่าโปร่ง, วัดบ้านห้วย, วัดอมวาบ และวัดพระบรมธาตุลอยตาก 46พระบรมธาตุลอย คือจุดเด่นอย่างหนึ่งของวัดชลประทานรังสรรค์ เพราะเป็นพระเจดีย์สีทองอร่าม น่าเลื่อมใส โดยเป็นพระเจดีย์องค์ใหม่ที่สร้างทับองค์เก่าในแบบล้านนา ให้มีความคล้ายคลึงองค์เก่ามากที่สุด พระเจดีย์องค์นี้ส่วนยอดฉัตรหุ้มทองคำหนักถึง 39 บาท สูง 27.50 เมตร ใช้อิฐในการก่อสร้างทั้งหมด 1,273,400 ก้อน พร้อมกับหุ้มแผ่นทองจังโกไว้อย่างงดงาม นับเป็นอัญมณีชิ้นเอกทางพุทธศาสนาแห่งเมืองตากตาก 47ภายในโบสถ์ของวัดชลประทานรังสรรค์ ประดิษฐาน ‘พระเจ้าทันใจ 3 พี่น้อง’ อันหาได้ยากยิ่งบนแผ่นดินสยาม โดยเฉพาะในด้านความศักดิ์สิทธิ์ ที่เชื่อกันกว่าเมื่อไปกราบไหว้ขอสิ่งใดจากท่าน ก็จะได้สิ่งนั้นสมปรารถนาอย่างรวดเร็วดังใจหวัง (แต่ก็ต้องเป็นสิ่งที่ไม่เกินจริงนะ ฮาฮาฮา)ตาก 48พระเจ้าทันใจทั้ง 3 องค์นี้ มีมาตั้งแต่ก่อนสร้างเขื่อนภูมิพลแล้ว หล่อด้วยทองลงหินปางมารวิชัย องค์ใหญ่หน้าตักกว้าง 19 นิ้ว สูง 32 นิ้ว, องค์กลาง หน้าตักกว้าง 16 นิ้ว สูง 31 นิ้ว และองค์เล็กสุด หน้าตักกว้าง 9 นิ้ว สูง 13 นิ้ว ทั้ง 3 องค์เป็นศิลปะแบบเชียงแสนตาก 49จากวัดชลประทานรังสรรค์ เราสามารถนั่งรถต่อไปสู่ ‘วัดพระบรมธาตุ’ ในอำเภอบ้านตากได้อย่างสบาย เพราะถนนหนทางของจังหวัดตากทุกวันนี้เขาดีมากๆ เมื่อได้เห็นความงดงามอลังการของวัดพระบรมธาตุ ถึงกับทำให้ตกตะลึงไปชั่วขณะ ด้วยศิลปกรรมอันงดงามอลังการ จำลองย่อส่วนพระมหาเจดีย์ชเวดากองในพม่ามาไว้บนแผ่นดินสยามได้อย่างสมศักดิ์ศรี ตาก 50

เดิมวัดพระบรมธาตุเป็นเมืองตากเก่า ก่อนที่จะมีการย้ายตัวเมืองไปอยู่ที่ตำบลระแหง (ตัวเมืองตากปัจจุบัน) ซึ่งห่างออกไปทางทิศใต้ราวๆ 30 กิโลเมตร อันมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีล่องเรือเสด็จไปเมืองลำพูน ทรงหยุดพักบริเวณแห่งนี้ พบว่าเป็นเมืองร้าง ทรงรับสั่งให้ฟื้นฟูบูรณะเมืองนี้ใหม่จนกลายเป็นชุมชนเมืองตาก นอกจากนี้ในบริเวณวัดพระบรมธาตุบ้านตาก ยังมีการขุดพบศิลาจารึพ่อขุนรามคำแหง ที่ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะศึกเจ้าเมืองฉอดบนเนินเขาใกล้กับพระบรมธาตุ ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร ด้วย

ตาก 51เจดีย์ยุทธหัตถีทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ศิลปะสุโขทัยปลายพุทธศตวรรษที่ 19-21
ตาก 52สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเสด็จมาที่พระเจดีย์แห่งนี้ แล้วทรงมีพระราชวินิจฉัยเบื้องต้นว่า น่าจะเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในการที่พ่อขุนรามคำแหงทรงชนช้างชนะพ่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ตามที่มีเรื่องราวจารึกไว้ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1
ตาก 53ตระเวนเที่ยวตากกันมาก็หลายที่ ตอนนี้ท้องชักจะเร่ิมหิว ได้เวลาขับรถชิลชิลข้ามแม่น้ำปิงกลับเข้าตัวเมือง พอดีในช่วงปลายฤดูหนาว เมื่อลำน้ำปิงลดระดับลง ก็จะเกิดเกาะกลางน้ำที่เกิดจากตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ทับถม แต่ชาวตากเขาทำเก๋ ไม่ปล่อยให้ที่ดินสูญเปล่า ชวนกันเพิ่มคุณค่าด้วยการปลูกดอกไม้สวยๆ บนเกาะกลางน้ำ จนกลายเป็น Landmark น่ารักๆ และ Photo Point มุมมองใหม่เมืองตากวันนี้ตาก 54เกาะดอกไม้กลางน้ำแห่งจังหวัดตาก น่ารักเหลือเกิน!ตาก 55ร้านแรกที่เราจะพาไปชิม ขอบอกว่าต้องถูกใจวันรุ่น GEN Y อย่างแน่นอน ชื่อร้าน ‘เถียงนา’ Coffee and Bakery Farm อยู่ในอำเภอเมืองตาก (โทร. 08-4328-3883, 08-6778-0130)ตาก 56ร้านเถียงนา coffee and Bakery Farm เป็นการผสมผสานความน่ารักเก๋ไก๋ของนาข้าวแบบวิถีไทย, แปลงผักปลอดสารพิษ และความโมเดิร์นของร้านเบเกอร์รี่น่ารักๆ ได้ลงตัวอย่างที่สุดตาก 57ร้านนี้ไม่ได้มีแต่เบเกอร์รี่สไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ ให้ชิมเท่านั้น แต่ยังมีอาหารหลักอร่อยๆ รสชาติไม่ธรรมดาให้ชิมด้วย มีทั้งโซน Outdoor รับลมธรรมชาติ และโซน Indoor ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ให้นั่งชิลได้นานๆตาก 58ลองชิมครัวซองเนยสด กับครัวซองส้ม ที่เนื้อนุ่มกำลังดี หอมมาก ทานคู่กับช็อกโกแลตร้อนหรือเย็น ส่วนคนที่รักสุขภาพอาจสั่งน้ำแครอทหรือน้ำผักเย็นๆ มาด้วย เข้ากั้นเข้ากัน
ตาก 59เมนูหลักอย่างหนึ่งที่ถือเป็น Signature ของร้านนี้ คือ ข้าวกล้องปลาแซลมอนทอดกระเทียม ราดน้ำยำแบบไทยๆ เป็นเมนู East Meet West ที่อร่อยได้เรื่องเลยล่ะ ฮาฮาฮาตาก 60แต่ถ้าใครอยากอุดหนุนอาหารพื้นบ้านของตาก ก็ต้องไม่พลาดชิมเมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวหมูแดงร้านแม่บางหัวเดียด (โทร. 08-6928-5876) และ ร้านป้ามะลิ (โทร. 08-6737-8157) ตรงถนนเส้นเลียบแม่น้ำปิง ในอำเภอเมืองตาก โดยทั้งสองร้านนี้เป็นร้านเก่าร้านดัง ลักษณะเป็นก๋วยเตี๋ยวโบราณ ที่ใส่เครื่องเยอะ โดยเฉพาะหมูสับ กากหมู ถั่วงอก ถั่วฝักยาว และหมูแดง ส่วนเส้นก็มีครบทุกแบบให้ชิม ถ้าใครสั่งต้มยำจะได้ชิมความเข้มข้นของน้ำที่ซดคล่องคอ นั่งชิมไปมองสายน้ำปิงไหลเอื่อยๆ แหม มีความสุขเกินร้อยจริงๆ ครับ มาเที่ยวตากทริปนี้LOGO TATSpecial Thanks : ขอขอบคุณ คุณธมลวรรณ เรืองขจร ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก สนับสนุนการเดินทางไปจัดทำสารคดีเรื่องนี้อย่างดียิ่ง สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานตาก โทร. 0-5551-4341 -3

มหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาเพื่อการท่องเที่ยว ครั้งที่ 1

_IND7830

เชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ในงานมหกรรมการท่องเที่ยวที่ บูรณาการแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาเข้ากับเทคโนโลยีสุดล้า ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๙ มกราคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๔.๐๐ – ๒๒.๐๐ น.

โดยวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๗.๐๐ น. นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดงานเที่ยวท่ัวไทยประจาปี ๒๕๖๐ ในโซน ‘งานมหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาเพื่อการท่องเที่ยว คร้ังที่ ๑’ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมฟรี ผู้เข้าร่วมงานสามารถเดินทาง ด้วยรถประจาทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีสีลม รถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง

_IND7837

ทางกรมทรัพยากรธรณีในฐานะผู้จัดงาน มีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน “มหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยา เพื่ออการท่องเที่ยว ครั้งที่ ๑ กรุงเทพมหานคร ณ สวนลุมพินี” ภายใต้คอนเซป “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง” ของงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ๒๕๖๐ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวิชาการภายในพื้นที่ศักยภาพ อุทยานธรณี รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้เป็นท่ีรู้จักโดยท่ัวไปผ่านการจัดนิทรรศการในระดับประเทศ ซึ่ จะทำให้แหล่งธรณีวิทยาดังกล่าวที่อยู่ในพื้นที่ศักยภาพอุทยานธรณีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของประเทศ นำไปสู่วงรอบของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพท่ีสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น

_IND7851

มหกรรมเปิดโลกธรณีวิทยาเพื่อการท่องเที่ยวในปีนี้จัดขึ้นเป็นคร้ังแรก ภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมสุดพิเศษมากมายทั้งชม ช๊อป สินค้าของที่ระลึกทางธรณีวิทยา, ร่วมสนุกไปกับโซนระบายสีไดโนเสาร์ ผ่าน เทคโนโลยี Interactive Painting, เปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่จะเชื่อมต่อความรู้สึกของท่านกับ สถานที่จริง “อุทยานธรณี (Geopark)” แบบ ๓๖๐ องศา ผ่านเทคโนโลยี Visual Reality, ร่วมเรียนรู้ไปกับโซน พิพิธภัณฑ์ธรณีประเทศไทย ที่จะแนะนาแหล่งท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ธรณีทั้ง 7 แห่งในประเทศไทย, ตื่นตาตื่นใจไปกับรถไฟ ทะลุมิติข้ามจักวาลแห่งกาลเวลาไปชมป่าดึกดาบรรพ์ในยุคอดีตกาล พร้อมกันนั้นยังขอเชิญท่านสนุกสนานไปกับการ ขุดหาฟอสซิลรูปแบบใหม่ท่ีจะทาให้ผู้เข้าชมตื่นตาตื่นใจ ในกระบะทรายสุดล้ำผ่านเทคโนโลยี Interactive Sandbox รวมไปถึงโซนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทางกรมทรัพยากรธรณีจึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้

IMG_6473 _IND7859 _IND7863ภายในงานนี้ เราจะได้สัมผัสกับไดโนเสาร์ไทย ที่มีการสำรวจพบชนิดใหม่สกุลใหม่ถึง 9 สายพันธุ์ อาทิเช่นIMG_6465 IMG_6466 IMG_6467 IMG_6468 IMG_6469 IMG_6470 IMG_6471 IMG_6472สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมทรัพยากรธรณี โทร. : ๐-๒๖๒๑-๙๖๐๑ ต่อ ๐๕  เว็บไซต์ www.dmr.go.th

_IND7869

มหาลาภ ลาบยโสธรแท้ แซ่บนัวเด้อ!

_IND7774 _IND7784ปีนี้งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 ที่สวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2560 คึกคักกว่าทุกปี โดยเฉพาะในโซนอาหารแซ่บนัวของภาคอีสาน เพราะมีอาหารอร่อยๆ ให้ชิมเพียบ

หนึ่งในนั้นคือลาบจากจังหวัดยโสธรแท้ๆ รสชาติดั้งเดิม ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ หรือ ‘ร้านมหาลาภ’ ในบูธที่ NEF 16 ณ ลานแซ่บนัว (โทร. 08-3734-2658, 08-1318-3561)
ยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 48ลองมาชิม ลาบยโสธรแท้ๆ ที่ต้องใช้คำว่า ‘นัว’ เพราะรสชาติกลมกล่อม ไม่มีรสใดโดดขึ้นมากว่ารสอื่น อีกทั้งเนื้อเป็ดที่ใช้ยังเป็นเป็ดบ้านที่เหนียวนุ่ม เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ

พลาดไม่ได้ต้องชิม ‘เมนูมหาลาภ’ ประกอบด้วยลาบ 5 อย่าง คือ ลาบเป็ด, ลาบหมู, ลาบปลา, ลาบเห็ด และลาบไข่ ซึ่งลาบไข่เป็นเมนูพิเศษที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ ให้ลองชิมกันในงานนี้เลย ชิมแล้วนอกจากอร่อย ยังได้ความมงคลจากชื่อมหาลาภด้วยนะจ๊ะยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 49 ยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 50_IND3946_IND7777สำหรับราคาขายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 มหาลาภลดพิเศษเหลือเมนูละ 60 บาทเท่านั้น ส่วนคนที่พลาดชิม ก็ไม่เป็นไร ตามไปกินได้ที่ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด ในราคาย่อมเยาเพียง เมนูละ 70 บาทเท่านั้นจ้า_IND7792 _IND7804ลูกค้าเข้าร้านตลอดวัน เพราะอยากชิมว่าลาบยโสธรแท้ๆ รสชาติจะเป็นอย่างไรนะ_IND7822แม้แต่พี่ฝรั่ง ก็ยังชื่นชอบลาบยโสธรเลยจ้า_IND7826รีบมาเลย ที่ลานแซ่บนัวภาคอีสาน งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 จ้า_IND7782 _PPL8937ส่วนใครที่ยังติดใจในรสชาติ ‘มหาลาภ’ ก็ต้องตามไปกินให้ถึงที่ บ้านกว้าง-ท่าเยี่ยม อำเภอเมือง จ.ยโสธร ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ เป็นที่รู้จัก ขึ้นชื่อลือชาในรสชาติมานานแล้ว

แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้เชิงวิถีชุมชนน่ารักๆ ที่โดดเด่นทั้งในแง่วิถีข้าว และการทำบั้งไฟยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 4ไปร่วมแห่บังไฟที่วัดบ้านกว้าง ท่าเยี่ยม จ.ยโสธร กับชาวบ้านน่ารักๆ เปี่ยมน้ำใจไมตรียโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 13บั้งไฟบ้านกว้างท่าเยี่ยมยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 15ในช่วงฤดูทำนา จะมีพิธีทำขวัญข้าว บูชาพระแม่โพสพ ให้ชมด้วยยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 23ความสงบงาม แบบ Slow Life ของผืนนาเขียวขจี ที่บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม จ.ยโสธรยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 45วิถีชาวบ้านอีสาน ณ บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม ยังยึดถือฮีต 12 คอง 14 อย่างเหนียวแน่น น่าชื่นชม_IND7781อย่าลืม! ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ หรือ ‘ร้านมหาลาภ’ จ.ยโสธร โทร. 08-3734-2658, 08-1318-3561_IND7786

ร่วมยินดี สมาคม TEATA ได้นายกสมาคมท่านใหม่

TEATA 1เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2560 สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ The Ecotourism & Adventure Travel Association หรือ TEATA ได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ณ ห้องประชุมชั้น 5 โรงแรมใบหยกสวีท ประตูน้ำ โดยเป็นการรายงานผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อเลือกตั้งนายกสมาคม และคณะทำงานชุดใหม่ ตามที่ชุดเก่าได้หมดวาระลง

เว็บไซต์ Shutter Explorer ขอแสดงความยินดีกับ คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA ท่านใหม่ ซึ่งได้รับเลือกและเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มกราคม 2560TEATA 3สมาคม TEATA เป็นสมาคมที่ทำงานโดยไม่หวังผลกำไร ถือเป็นหนึ่งในสมาคมที่ทำงานด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในแง่วิชาการ การอนุรักษ์ การผจญภัย และการทำงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันสมาคมมีอายุครบ 20 ปีแล้ว ได้ร่วมงานกับหน่วยงานใหญ่ๆ ระดับประเทศหลายองค์กร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ อพท. ฯลฯ ก่อให้เกิดเครือข่ายคนทำงานด้านการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองไทย ทว่า TEATA ได้ก้าวออกสู่เวทีโลกในหลายประเทศ เพื่อสร้างเครือข่าย และนำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาการท่องเที่ยวไทยด้วยTEATA 4 ผลการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคม TEATA ชุดใหม่ ปี 2560-2562 มีดังนี้คือ

1. คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม

2. คุณศรีพิจิตต์ เติมชัยเจริญศักดิ์ อุปนายก 1 (องค์กรสัมพันธ์)

3. คุณวันชัย สุวัฒน์ศิริพล อุปนายก 2 (วิชาการ)

4. คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ อุปนายก 3 (ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ)

5. คุณชัชวาล ศูรางกูล อุปนายก 4 (ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ)

6. คุณปาริชาต สุนทรารักษ์ (เลขาธิการสมาคม)

7. คุณสุวิมล งามศรีวิโรจน์ (เหรัญญิก)

8. คุณสราวุทธ์ เกวียกกุทัณฑ์ (นายทะเบียน)

9. คุณกฤติกา ผิวเกลี้ยง (ปฏิคม)

10. คุณบูรณาการ จตุพรไพศาล (ประชาสัมพันธ์)

11. คุณชฎาทิพย์ สุวัฒน์ศิริผล (กรรมการกลาง)

12. คุณกิติชัย ศรีประภานุรัตน์ (กรรมการกลาง)

13. คุณเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ (กรรมการกลาง)

14. คุณฐาปณี ณ พัทลุง (กรรมการกลาง)

15. คุณณัฐวัฒน์ วัฒนาประสิทธิ์ (กรรมการกลาง)

TEATA 5

สำหรับที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ของสมาคม TEATA ได้แก่

  1. คุณดวงกมล จันสุริยวงศ์
  2. คุณสุมิตรา มัทธุรนนท์
  3. คุณสุภาภรณ์ ปราชญ์อำไพ
  4. คุณอุดม ชิดนายี
  5. คุณอรนุช ผการัตน์
  6. คุณสุภาวดี ฤตวิรุฬห์TEATA 6 TEATA 7ในการประชุมครั้งนี้ ดร.วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธาน สสปน. (สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ) ได้ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘เทรนด์การท่องเที่ยวโลก และการท่องเที่ยวในประเทศไทย’TEATA 8ดร.วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ ได้บรรยายให้ความรู้และแนวคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งในด้านนักท่องเที่ยว (Demand Side) และผู้ประกอบการ (Supply Side) เช่น ในอนาคตการท่องเที่ยวไทยต้องเน้นสินค้าและบริการคุณภาพ, ต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ Serious Bussiness Traveller มากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้แม้จะเดินทางเข้ามาประชุม สัมมนา แต่ก็มีช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวด้วย, การท่องเที่ยวจะต้องนำไปสู่ การเข้าถึงเชิงประสบการณ์กับชุมชน เพราะชุมชนคือชีวิต หรือ Community is Life, แนวโน้มการท่องเที่ยวต่อจากนี้ จะกลายเป็นแบบ Exotic Traveller มากขึ้น หมายถึง นักท่องเที่ยวจะค้นหาจุดหมายปลายทางแปลกใหม่ ซึ่งไม่ใครมีเคยเห็น หรือไปถึงมาก่อน เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ ประเทศไทยต้องมีความพร้อมในการต้อนรับ และจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยความยั่งยืนนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘ชุมชนยั่งยืน’ นั่นเอง

นอกจากนี้ ในอนาคตประเทศไทยสามารถสร้างสินค้าทางการตลาดท่องเที่ยวที่ยั่งยืน มีเอกลักษณ์ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองให้กับคนท้องถิ่นได้ ด้วยหลัก 5F คือ Food (อาหารท้องถิ่นไทย), Fruit (ผลไม้เมืองร้อนของไทย), Film (ภาพยนตร์และเพลงไทย), Fighting (มวยไทย) และ Festival (เทศกาลงานประเพณีไทย)TEATA 9คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA ท่านใหม่ มอบของที่ระลึกให้กับ ดร.วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ หลังจากบรรยายเสร็จเรียบร้อยแล้วTEATA 10 TEATA 11คุณยุวดี นิรัตน์ตระกูล จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษ หัวข้อ ‘อนาคตการตลาดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์’ โดยคุณยุวดีได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นับแต่นี้ต่อไป ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว หรือฝั่ง Supply Side จำเป็นที่จะต้องปรับทัศนคติของตนเองในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคน GEN Y (คนอายุ 18-35 ปี) เช่น การใช้คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางการท่องเที่ยว จะมีคำว่า Culture (วัฒนธรรม), Responsible (ความรับผิดชอบ), Local Community (ชุมชนท้องถิ่น), Eco Friendly (เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม), Volunteer (อาสาสมัคร หรือจิตอาสา), Experience & Learning (ประสบการณ์ และการเรียนรู้), Ordinary (ความเป็นธรรมดาสามัญ), Minimal (ความต้องการปริมาณต่ำ), Bleasure (การเดินทางมาพักผ่อน และทำธุรกิจไปพร้อมๆ กัน) ฯลฯ โดยคำทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปนั่นเอง

คุณยุวดียังได้ให้ความรู้อีกว่า ในปี ค.ศ.2020 ประเทศไทยจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 40-70 ล้านคน โดยในปัจจุบันไทยเราได้รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มากเป็นอันดับ 6 ของโลก ทว่าในขณะเดียวกันเรากลับมีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 35 ของโลก! ทั้งหมดนี้คือโจทย์ใหญ่ ที่เราต้องตั้งคำถามตัวเองว่า ประเทศไทยจะจัดวางตำแหน่งของตนเองไว้ ณ จุดใด จะเน้นการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ กับ Mass Tourism หรือจะเน้นไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะด้าน หรือ Niche Market มากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น เทรนด์การท่องเที่ยวของโลกกำลังมุ่งไปสู่ ‘การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ’ ทั้งสิ้นTEATA 12ในส่วนของ นายกสมาคม TEATA คนใหม่ คุณนีรชา วงศ์มาศา ได้แถลง วิสันทัศน์ (Vision)ในการดำเนินงานของสมาคมต่อจากนี้ คือ “พัฒนาต่อยอดจุดแข็งด้านวิชาการ ด้วยการตลาดเชิงรุก ให้ทันยุคสมัย มุ่งสู่การสร้างประโยชน์ต่อสมาชิก”

มุมมองและทิศทางของสมาคม คือ

  1. ก้าวสู่ระดับนานาชาติ
  2. ผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  3. สร้างเครือข่ายภายในและต่างประเทศ

ภารกิจ (Mission) หลักการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย คือ

  1. ผลักดันสมาชิกให้มีบทบาท ร่วมทำงาน ร่วมรับประโยชน์  (Win-Win)
  2. เผยแพร่ผลงานทางวิชาการให้เป็นที่รู้จัก และยอมรับทั้งในและต่างประเทศ
  3. ส่งเสริมกิจกรรมและผลงานของสมาชิกสู่ตลาดในและต่างประเทศ ด้วยการตลาดเชิงรุก

TEATA 13 ท่านที่สนใจกิจกรรมด้านต่างๆ ของ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ TEATA สามารถไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.teata.or.th
Logo TEATA

เที่ยวชิลสุขใจไป สุราษฎร์ธานี

BV712(1) อุทยานแห่งชาติเขาสก และล่องทะเลสาบเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) มหัศจรรย์แห่งสุดยอดเทือกเขาหินปูนแดนใต้ ฉายา ‘กุ้ยหลินเมืองไทย’

BV701,702

BV705

_ONG4887 _ONG4896 _ONG4906 _ONG4917 ถ้ำน้ำทะลุ 1

BV706

_ONG4980 _ONG5025 บัวผุด เขาสก 2บัวผุด เขาสก 1 จักจั่นงวง 1

IslBG

(2) อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ล่องเรือเที่ยวหมู่เกาะสวรรค์แห่งอ่าวไทย ชื่นชมทะเลใน ลากูนสีมรกตอันซ่อนเร้นกลางเกาะหินปูน

หมู่เกาะอ่างทอง 04 หมู่เกาะอ่างทอง 05หมู่เกาะอ่างทอง 06 หมู่เกาะอ่างทอง 02 หมู่เกาะอ่างทอง 07 อ่าวบ้านดอน 6(3) สินมานะ ฟาร์มสเตย์ โฮมสเตย์กลางทะเลอ่าวบ้านดอน  ล่องเรือไปนอนกลางฟาร์มหอยนางรมกลางทะเล ชิมหอยนางรมใหญ่เท่าฝ่ามือ สด รสอร่อยสุดยอด
อ่าวบ้านดอน 4_FUC5957 farm stay 20_FUC5976 _ONG4526 farm stay 5 farm stay 6 farm stay 9 สุดยอดหิ่งห้อย

(4) ล่องเรือยามค่ำแม่น้ำตาปี ตื่นตาอาณาจักรหิ่งห้อยแสนตัว เหมือนแสงดาวพร่างพราวกะพริบตลอดสองฝั่งน้ำ_FUC6103_ONG4772 _ONG4780 _ONG4809_ONG4442

(5) วิทยาลัยฝึกลิงสุราษฎร์ธานี ชมความน่ารักของลิงเก็บมะพร้าว ภูมิปัญญาและความผูกพันของคนกับสัตว์แสนรู้
_ONG4375 _ONG4407 _ONG4463_FUC5820

(6) วัดพระบรมธาตุไชยา ศูนย์รวมศรัทธาชาวสุาราษฎร์ธานี กราบขอพรพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตดินแดนศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัย_FUC5828 _ONG4070 _ONG4082 _ONG4100_ONG4146

(7) วัดสวนโมกขพลาราม ของท่านพุทธทาส หาเวลาไปเจริญสมาธิภาวนา ปฏิบัติธรรมให้จิตใจผ่องใส ภายในวัดป่าร่มรื่น เพื่อนำแก่นหลักธรรมมานำชีวิตลานหินโค้ง โบสถ์ของสวนโมก _ONG4159 _ONG4214 _ONG4241 ดวงตาเห็นธรรม ท่านพุทธทาส พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร โรงมหรสพทางวิญญาณ