Explore Mie, Miracle of Kansai (Episode 1)
ขอต้อนรับสู่ ‘จังหวัดมิเอะ’ (Mie Prefecture) ดินแดนแห่งชายฝั่งทะเลตะวันออกอันมีเสน่ห์ของญี่ปุ่น ทอดตัวอยู่อย่าเงียบสงบเคียงข้างมหาสมุทรแปซิฟิกกว้างใหญ่สีครามเข้มสะอาดตา เต็มไปด้วยภูมิประเทศชายฝั่งเว้าแหว่งราวกับฟันเลื่อย จึงเกิดอ่าวน้อยใหญ่อันเป็นสถานที่บ่มเพาะวิถีประมง ฟาร์มหอยนางรม ฟาร์มไข่มุก รวมถึงเป็นบ้านของนักดำน้ำหญิงโดยไม่ใช้แท็งก์อากาศอันลือลั่นของโลก แม้มิเอะจะเป็นจังหวัดเงียบๆ แต่ก็ยังมีอะไรแอบซ่อนอยู่มากกว่านั้น ทั้งวัฒนธรรมอันเก่าแก่ อาหารทะเลสดอร่อย ศาลเจ้าชินโตที่สำคัญที่สุด แถมยังเป็นต้นกำเนิดนินจาที่เราเห็นกันในภาพยนตร์อีกด้วย
มิเอะตั้งอยู่ใจกลางของเกาะฮอนชู โดยอยู่กึ่งกลางระหว่าง เมืองนาโงย่า (Nagoya) และ เมืองโอซาก้า (Osaka) เมืองเอกของมิเอะคือ เมืองทสึ (Tsu) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของคาบสมุทรคิอิ (Kii Peninsula) และการที่มีทะเลขนาบอยู่หลายด้านนี้เอง จึงได้รับอิทธิพลจากลมมหาสมุทรอันชุ่มชื้น บวกกับอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้อากาศในมิเอะไม่หนาวจนเกินไป บนพื้นราบไม่เคยมีหิมะตก ยกเว้นบนยอดเขาสูงมากๆ มิเอะจึงอุ่นกว่าญี่ปุ่นส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เหมาะกับคนไทยที่กลัวหนาว เที่ยวได้ตลอดปี สวยทั้ง 4 ฤดูเลย
ทริปนี้ Shutter Explorer เดินทางไปด้วยความเอื้อเฟื้อจาก บริษัท เวิลด์ โปร แทรเวิล จำกัด เพื่อไปสัมผัสความสวยงาม ความน่ารัก ของมิเอะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง โดยเฉพาะคนที่เป็น ‘นักชิม’ หรือ ‘นักเดินทางเที่ยวไปชิมไป’ (Foodie Traveler) นั้น จะต้องรักมิเอะแน่นอน เพราะที่ เมืองมัตสึซากะ (Matsusaka) คือต้นกำเนิดของเนื้อวัวมัตสึซากะที่ถือว่าแพงและอร่อยที่สุดในโลกน่ะสิ! แถมมิเอะยังเป็นถิ่นที่มี Japanese Lobster หรือกุ้งมังกรญี่ปุ่น ชุกชุมที่สุดอีกด้วย! แหม เกริ่นกันมาซะขนาดนี้คงมีหลายคนนำ้ลายสอแล้ว
ตลอด 4 วันของทริปอันแสนสนุก จะมีอะไรรออยู่บ้าง ต้องไปติดตามกันเลย ณ บัดนี้…
หลังจากบินลงที่สนามบินนาโงย่าเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรถบัสลงมาทางทิศใต้ เข้าสู่ เมืองโคโมโนะ (Komono) ในเขตจังหวัดมิเอะ ไหนๆ ก็หนีร้อนมาจากเมืองไทยแล้ว ขอมาพึ่งเย็นบน ภูเขาโกไซโช (Mt. Gozaisho) บนยอดเขาซูซูก้า กันหน่อยดีกว่า แต่ขอบอกเลยว่าการขึ้นสู่ยอดเขานี้ไม่ธรรมดา เพราะต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นไป ซึ่งต้องใช้เวลานั่งกันนานถึง 15 นาที แถมยังมีเสาขึงสายเคเบิลต้นหนึ่งเรียกว่า ‘White Iron Tower’ ที่มีความสูงที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย! ว้าว!
กระเช้าลอยฟ้าโกไซโช (Gozaisho Ropeway) ค่อยๆ นำเราสูงขึ้นๆ จากระดับความสูงที่ประมาณ 400 เมตรเหนือน้ำทะเลตรงลานจอดรถ ค่อยๆ ไต่ความสูงตามแนวชันของสันเขาเหนือป่าสนและต้นไม้นานาชนิด ซึ่งในขณะนี้เริ่มผลิใบเขียวต้อนรับฤดูใบไม้ผลิแล้ว ส่วนหิมะขาวบนยอดเขาค่อนข้างบางตา เพราะตอนนี้เป็นปลายฤดูหนาวนั่นเอง ก่อนขึ้นมาเขาบอกว่าอุณหภูมิบนยอดเขา -1 องศาเซลเซียส! แต่พอเห็นปริมาณหิมะ กับแดดเจิดจ้าแล้วก็ไม่กลัว คงไม่หนาวเหมือนที่คิดมั้ง!
ระหว่างทาง มองย้อนกลับไปที่เชิงเขา เห็นวิวพาโนรามาของเทือกเขาซูซูก้า นับเป็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติอย่างแท้จริง
กระเช้าแบ่งเป็น 2 สาย ขึ้นและลงแยกกัน ระหว่างทางจึงมีรถกระเช้าสวนทางลงมาเป็นระยะๆ โดยตู้หนึ่งนั่งได้ประมาณ 6-8 คน แต่เจ้าหน้าที่มักให้นั่งแค่ 6 คน เพื่อความสบายและความปลอดภัย
พี่ตุ้ย หรือ คุณรุ่งนภา คำพญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ โปร แทรเวิล จำกัด นำเราชมบรรยากาศระหว่างทางขึ้นเขา พร้อมบรรยายข้อมูลให้ฟังอย่างจัดเต็ม ทริปนี้ต้องขอบคุณพี่ตุ้ยมากๆ ที่พาเรามาเปิดโลก ค้นหามุมมองใหม่ๆ ของแดนอาทิตย์อุทัยกัน
ระหว่างทางขึ้นเขา อย่าอู้หูอ้าหา ตื่นเต้นกับวิวกันจนเพลิน! เพราะตามเพิงผาต่างๆ มีหินรูปทรงประหลาด ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างอยู่ทั้งซ้ายขวา เหล่านี้เกิดจากการสึกกร่อนของภูผาหิน โดยลม ฝน หิมะ และความร้อนของเปลวแดด จนปรากฏรูปลักษณ์พิสดารเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหินรูปหัวเหยี่ยว, หินเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์พูนสุข, หินเทพเจ้าแห่งความโชคดี และหินเทพพิทักษ์ของเหล่าเด็กๆ เป็นต้น
นอกจากจะนั่งกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขาได้แล้ว ยังมีเส้นทางเดินป่าเทรกกิ้งของนักผจญภัยและคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งด้วย ถ้าสังเกตให้ดีในภาพนี้จะเห็นนักปีนเขาใส่เสื้อสีเขียว ไปนั่งพักกินข้าวอยู่บนยอดเพิงผาหิน!
กระเช้าค่อยๆ พาเราไต่ระดับขึ้นมาจนถึง White Iron Tower ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น! คือตัวเสาเหล็กนี้สูงถึง 61 เมตร ตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 940 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ประวัติเล่าว่าเสาเหล็กขนาดยักษ์นี้สร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อปี ค.ศ. 1959 แต่เพิ่งมาทาสีขาวเมื่อปี ค.ศ. 1961 หลังจากทาสีขาวแล้วมันก็ได้กลายเป็น Landmark สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Gozaisho Ropeway ไปโดยปริยาย แถมยังมองเห็นได้จากระยะไกลกว่า 40 กิโลเมตรโน่นเลยทีเดียว และคนญี่ปุ่นจินตนาการกันเล่นๆ ว่า มันคล้ายกับหอคอย Tokyo Tower ย่อส่วนเลยล่ะ
ถึงแล้ว ยอดเขาโกไซโช ความสูง 1,212 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โชคดีหิมะยังละลายไม่หมด เลยได้ชื่นชมความงามของควันหลงฤดูหนาว วันนี้ฟ้าใส ไม่มีลม แถมแดดเจิดจ้า อุณหภูมิ -1 องศาเซลเซียส เลยทำอะไรเราไม่ได้
บนยอดเขาโกไซโช มีจุดชมวิวต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันด้วยทางเดินระยะไม่ไกล สามารถใช้เวลาอยู่บนนี้ได้เป็นชั่วโมงๆ เพื่อถ่ายภาพ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ อย่างในฤดูหนาว เขาก็มีลานหิมะให้เล่นสกีและเลื่อนหิมะ หรือถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่มีดอกไม้ป่าเบ่งบานเยอะ ก็สามารถเดินเที่ยวป่าศึกษาธรรมชาติกันได้เป็นวันๆ เช่นเดียวกันในฤดูใบไม้ร่วง ป่าทั้งหมดบนเขาก็จะผลัดใบเป็นสีสันฉูดฉาดบาดตา น่าประทับใจมาก
เมื่อหิมะเร่ิมละลาย ใบไม้เขียวๆ ก็แทงยอดออกมารับแสงแดดอุ่นของฤดูกาลใหม่
จุดนี้เรียกว่า Choyodai Observatory เป็นเหมือนจุดชมวิวที่มีกล้องไว้ให้เราส่องดูภูมิประเทศโดยรอบ ว่ากันว่าในวันที่ฟ้าเปิดอากาศแจ่มใส จะมองได้ไกลถึงเมืองนาโงย่า และแลเห็นสนามบิน Chubu International Airport ได้เลยล่ะ สุดยอดไปเลย!
จากนั้นเราก็เดินฝ่าหิมะลื่นที่กำลังละลาย ไปเที่ยวลานสกี
ตรงนี้คือ Ski Slope ที่จัดไว้ให้นักเล่นสกี สโนว์บอร์ด และเลื่อนหิมะ ได้มาสนุกกัน แต่ตอนนี้ผู้คนบางตา เพราะเป็นปลายฤดูหนาวแล้วนั่นเอง
สนุกสนานกับเลื่อนหิมะลงมาตาม Ski Slope
นักสกีสาวกำลังวาดลวดลายอยู่บน Ski Slope
แม้แดดจะเจิดจ้า แต่ก็ยังหนาวไม่ใช่เล่น การขึ้นมาเที่ยวบนอดเขาโกไซโชจึงต้องแต่งกายให้อบอุ่น เสื้อกันหนาว หมวก ถุงมือ รวมทั้งแว่นกันแดด ต้องพร้อม
ตรงมุมหนึ่งบนยอดเขา เราพบ Snow Wall หรือกำแพงหิมะสูงประมาณ 4-5 เมตร ทำให้ได้บรรยากาศของดินแดนอันแสนหนาวเหน็บ เสียดายมาช้าไป เราเลยไม่ได้เห็น Ice Monster หรือปีศาจหิมะ เกิดจากหิมะตกหนักบนยอดเขาสูงไปเกาะอยู่ตามกิ่งสนและต้นไม้ จนเกิดเป็นรูปร่างคล้ายยักษ์หรือปีศาจสีขาว ยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขานั้น ปีหน้าคงต้องกลับมาเที่ยวใหม่แล้วล่ะ
จากลานสกีและ Snow Wall เราต้องกลับไปที่สถานีขึ้นกระเช้าอีกครั้ง เพื่อกลับลงเขา แต่ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้ม เพราะเขามี Ski Lift เป็นกระเช้านั่งเดี่ยวแบบห้อยขา พาเราชมวิวได้อย่างเพลิดเพลินและปลอดภัยมาก
Ski Lift เตี้ยๆ แสนปลอดภัย ช่วยประหยัดแรงไม่ต้องเดิน
นั่ง Ski Lift ชมวิวซะเลย
เรากลับลงมาจากยอดเขาโกไซโชอย่างประทับใจในหิมะขาวและความหนาวเย็น แบบที่คนเมืองร้อนอย่างเราไม่ค่อยได้พบเจอบ่อยนัก ถึงเวลานั่งรถต่อไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านสุดเก๋สไตล์โมเดิร์น ‘Aqua x Ignis’ ซึ่งยังอยู่ในเมืองโคโมโน (Komono) เช่นกัน
ชื่อร้าน Aqua x Ignis แปลว่า ‘น้ำ’ และ ‘ไฟ’ มีที่มาจากแหล่งน้ำแร่ใต้พิภพอันเป็นต้นกำเนิดของที่นี่ และผสานผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ทางรัฐบาลจึงจัดสร้าง Complex ขนาดใหญ่นี้ขึ้น โดยให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ แบ่งปันผลกำไรเข้าสู่เมือง ได้ผลดีกันทุกฝ่าย สำหรับคนที่ท่องเที่ยวผ่านไปผ่านมา นิยมแวะทานอาหารฟิวชั่นในภัตตาคารสุดโมเดิร์นสไตล์อิตาเลี่ยน บ้างก็มาพักรถนั่งชมวิว แวะเก็บผลไม้ ส่วนคนที่มีเวลาเยอะ และตั้งใจมาจริงๆ Aqua x Ignis ก็ยังมีบ่อน้ำแร่ร้อนออนเซน กับที่พักอย่างดีไว้บริการด้วย
มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายภาพมากมายอย่างไม่รู้เบื่อ
มื้อเที่ยงวันนี้เราได้ชิมอาหารอิตาเลี่ยน ในร้าน Sa-la bianchi Al-che-ccino จัดมาเป็นคอร์สใหญ่ จนอิ่มแปร้เลยล่ะ
เริ่มต้นด้วยซุปครีมฟักทอง รสนวลมาก หอมนุ่ม เรียกน้ำย่อยได้ดีที่สุด
มาแล้ว Main Course หน้าตาน่าทานเป็นอย่างยิ่ง สปาเก็ตตี้ผัดซอส
กลัวไม่อิ่ม เลยมีพิซซ่าชีสเห็ดเสิร์ฟมาให้กินกันตอนร้อนๆ อร่อยจนบรรยายไม่ถูกเลย
ตบท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว พร้อมเค็กเนื้อแน่นนุ่ม
อิ่มแล้วก็มีแรงเที่ยวต่อ จากร้านอาหารอิตาเลี่ยน เดินไปแค่ไม่กี่อึดใจก็ถึง Tsujiguchi Farm อันเป็นส่วนหนึ่งของ Aqua x Ignis เช่นกัน ตรงนี้เป็นฟาร์มออร์แกนิก ที่ปลูกผลไม้ตามฤดูกาล ให้นักท่องเที่ยวเสียตังค์เข้าไปเก็บสดๆ จากต้น เพื่อรับประทานได้ทันที เนื่องจากปลอดสารพิษ ปลอดฝุ่น เพราะเขาปลูกไว้ในโรงเรือนปิดอย่างดีนั่นเอง
วันนี้เราจะมาเก็บสตอว์เบอร์รี่สดๆ ลูกใหญ่ๆ กัน เพราะในปลายฤดูหนาวต่อต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างนี้ สตอว์เบอร์รี่จะออกผลเยอะมาก แถมอร่อยด้วย แต่ก่อนเข้าไปเก็บ ต้องฟังบรรยายสรุปก่อน คือเขาจะแจกถุงพลาสติกเล็กๆ ให้คนละใบ เพื่อเอาไว้ใส่ขยะต่างๆ ไม่ให้ทิ้งเรี่ยราดลงพื้นเด็ดขาด (บอกแล้วว่าพี่ยุ่นเขาเอาจริงเรื่องความสะอาด) นอกจากนี้เวลาเก็บสตรอว์เบอร์รี่ ให้เด็ดตรงขั้ว ไม่ต้องดึงก้านมันออกจากต้น กินได้มากเท่าที่เราต้องการ กินไปเลย (เพราะเสียตังค์แล้ว ฮาฮาฮา) แต่ห้ามเก็บใส่กระเป๋าออกมานะ ส่วนเวลา วันนี้เรามีประมาณ 40 นาที
แปลงสตรอว์เบอร์รี่ที่แบ่งไว้เป็นสัดส่วนอย่างเป็นระเบียบ และสะอาดสะอ้านมากๆๆๆๆๆๆๆ
ช่วงเวลาแห่งความสุข เก็บชิมได้เลยตามใจชอบ บางคนบอกว่าชอบในแปลงเบอร์ 3 เพราะลูกใหญ่มาก และหอมหวาน กลิ่นติดลิ้นติดจมูก แต่บางคนก็ชอบแปลงเบอร์ 5 กัลเบอร์ 7 เพราะแม้ลูกจะเล็กกว่า แต่เนื้อแน่นสู้ปาก ส่วนความหวานหอม ไม่เป็นรองใครเช่นกัน
พี่ตุ้ย กับ Moment แห่งความสุข ในสวนสตรอว์เบอร์รี่ Tsujiguchi Farm
ดูกันชัดๆ กับดอกสตรอว์เบอร์รี่สีขาวสะอาดขนาดเล็กจิ๋ว น่ารักน่าชังมากๆ เลยเนอะ
จากสวนสตรอว์เบอร์รี่ เรานั่งรถต่อกันอีกไม่ไกลก็ถึง เมืองซูซูกะ (Suzuka) ได้เวลาไปช้อปปิ้งกันตั้งแต่วันแรกที่เหยียบพื้นดินญี่ปุ่นเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่ของ ห้างสรรพสินค้า AEON Mall สาขาเมือง Suzuka เขียนป้ายมายืนรอต้อนรับกันถึงลานจอดรถเลย น่ารักมากๆ อย่างนี้ก็ต้องไปกระจายรายได้กันสักแสนสองแสนล่ะ ฮาฮาฮา
ห้าง AEON Mall สาขานี้ใหญ่โตมาก มี 2 ชั้น ชั้นล่างมีเครื่องสำอาง ยา เสื้อผ้า ของใช้ในบ้านทุกชนิด รวมไปถึงซุปเปอร์มาเก็ตด้วย ส่วนชั้นบนเป็นของเด็ก กับเสื้อผ้าแบรนด์ Muji อย่าลืมพก Passport ลงไปด้วย เผื่อใช้ทำ Vat Refund 8% ได้ สินค้าน่าซื้อที่คนไทยฮิตกัน ก็มีพวกโฟมล้างหน้า, ครีมกันแดด, แผ่นความร้อนแก้ปวดเมื่อย, วิตามินต่างๆ, เครื่องสำอางสารพัดชนิดของสาวๆ, ขนม, ผลไม้, อาหารแห้ง, ผงโรยข้าว, สาหร่ายแห้ง ฯลฯ
เขามีส่วนที่เป็น Shopping Mall ด้วย แต่เน้นพวกเสื้อผ้าเป็นหลัก ตอนนี้เสื้อผ้าฤดูหนาวเก็บไปหมดแล้ว เป็น Collection ของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ที่เนื้อบางสวมใส่ง่าย แต่มีดีไซน์เก๋ไก๋
หลังจากช้อปปิ้งกันพอหอมปากหอมคอเกือบ 2 ชั่วโมง ที่ AEON Mall เราก็นั่งรถลงมาทางทิศใต้ ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่า จนถึงเมืองต้นกำเนิดเนื้อวัวมัตสึซากะอันลือลั่นของโลก ณ เมืองมัตสึซากะ (Matsusaka) แน่นอนว่า Dinner วันนี้ต้องไม่พลาดชิมเนื้อวัวระดับ 5A ที่ขึ้นชื่อว่าแพงและอร่อยที่สุดในโลก! ของภัตตาคาร Dream Ocean ซึ่งเป็นร้าน BBQ Buffet ร้านแรกในประเทศญี่ปุ่น!
เนื้อวัวรสเลิศในญี่ปุ่นนั้นมีอยู่หลายชนิด ทั้งเนื้อโกเบ เนื้อวากิว และเนื้อมัตสึซากะ ความอร่อยแต่ละคนก็ว่าต่างกันไปตามความชอบ แต่ที่ทำให้เนื้อวัวมัตสึซากะแพงและอร่อยที่สุดนั้น ส่วนหนึ่งคงมาจากสายพันธุ์ American Black Cattle ที่นำเข้ามาปรับปรุงพันธุ์จากอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนได้สายพันธุ์ใหม่ในแบบพี่ยุ่น คือ Japanese Black เป็นวัวสีดำ ขนดำ ตัวใหญ่เหมือนกระทิง บวกกับวิธีการเลี้ยงสุดพิสดาร คือมีการเปิดเพลงให้วัวฟังคลายเครียด มีการนวดคลึงกล้ามเนื้อ ให้กินอาหารที่มีกากใยสูงอย่างฟางชนิดพิเศษ แถมให้ดื่มเบียร์ทุกวัน (อย่างน้อยวันละ 6 ขวด) อีกทั้งเป็นการเลี้ยงแบบให้โตช้าๆ จึงเกิดเส้นไขมันลายร่างแห หรือลายหินอ่อน เป็นเส้นไขมันสีขาวแทรกแซมอยู่ในเนื้อสีแดงสด เมื่อนำมาปิ้งย่างให้สุกปานกลาง จิ้มน้ำจิ้มหรือโรยเกลือเล็กน้อย ใส่เข้าปากก็แทบจะละลายทันที แทบไม่ต้องเคี้ยว (เพราะมีไขมันมากนั่นเอง) ซึ่งเป็นไขมันตัวดี ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
บุฟเฟ่ต์ของร้าน Dream Oceam ไม่ได้มีแต่เนื้อวัวมัตสึซากะ ระดับ 4A และ 5A ให้ชิมเท่านั้น ทว่าในไลน์บุฟเฟ่ต์ยังมีหมู เห็ด เป็ด ไก่ และเครื่องดื่มนานาชนิด ให้ชิมกันได้ไม่อั้นจนกว่าเราจะอิ่มจนจุกและเลิกกินไปเอง! แต่มาถึงดินแดนต้นกำเนิดมัตสึซากะทั้งที มื้อนี้เราเลยขอเน้นเนื้อวัวล้วนๆ ซึ่งก็มีมาหลายแบบนะ ทั้งแบบแล่แผ่นบาง มาเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมหนาๆ และมีแบบแผ่นบางหมักซอสญี่ปุ่นพร้อมด้วยงาขาว แหม โออิชิ!
ดูกันชัดๆ เนื้อมัตสึซากะระดับ 5A ต้องมีเส้นไขมันเป็นร่างแห หรือลายหินอ่อนแบบนี้ล่ะ
เนื้อมัตสึซากะหมักซอสญี่ปุ่นผสมงาขาว สุดยอดดดดด!
ปิ้งกันควันโขมงโฉงเฉง เอาแค่สุกปานกลางพอนะ ถ้าสุกเกินไปเนื้อจะไม่นุ่ม
ได้ที่แล้ว รีบยกขึ้นจากเตามาหม่ำเลยดีกว่า
ช่วงเวลแห่งความอร่อย กับบุฟเฟ่ต์นานาชนิด เตานี้มีครบ ทั้งเนื้อมัตสึซากะ หมู ไก่ เตรียมขยายเอวกางเกงกันเลยดีกว่า!
วันแห่งความสุข จบลงที่โรงแรมหรูใหญ่โตที่มีเตียงนุ่มๆ รอเราอยู่ คือ Shima Spain Mura หรือ Shima Spain Village ที่นำเอา theme การสร้างและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสเปนมาไว้ที่มิเอะได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เราจะพักกันที่นี่ 3 คืนรวด กลางวันนั่งรถออกไปเที่ยวให้มันส์ กลางคืนกลับมานอนที่เดิม เจ๋งมาก จะได้ไม่ต้องแพ็กกระเป๋ากันบ่อยๆ
เรื่องราวสนุกๆ ของการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดมิเอะของเรายังมีอีกเพียบ โปรดติดตามต่อในตอน 2 / ตอน 3 และตอน 4 นะครับ
ส่วนตอนนี้ ขอตัวไปงีบก่อนล่ะ เพราะเนื้อมัตสึซากะกำลังดิ้นอยู่เต็มท้องเลย ฮาฮาฮา
Special Thanks : บริษัท เวิล์ดโปร แทรเวิล จำกัด (World Pro Travel Co., Ltd.) สนับสนุนการเดินทางจัดทำสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดีเยี่ยม
สนใจไปเที่ยวมิเอะ ติดต่อ โทร. 0-2026-3372, line id : wpoutbound หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.worldprotravel.com/tour-program
และ www.facebook.com/WorldProTravel หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ outbound@worldprotravel.com
11 Best of Mie, Amazing Kansai
จังหวัดมิเอะ (Mie Prefecture) เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้ หลายคนคงทำหน้างงๆ ว่าคืออะไร? อยู่ที่ไหน? ก็ต้องขอเฉลยเลยว่า เป็นจังหวัดน่ารักน่าเที่ยวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น (ภูมิภาคคันไซ) ติดมหาสมุทรแปซิฟิก โดยจังหวัดมิเอะนี้ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างเมืองนาโกย่า (ทางเหนือ) และเมืองโอซาก้า (ทางใต้) หลายคนซึ่งไปเที่ยวเมืองใหญ่ในญี่ปุ่นกันมาจนปรุแล้ว ขอเชิญมาเที่ยวมิเอะดูบ้าง จะพบกับประสบการณ์แปลกใหม่ อันเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ ที่จะทำให้คุณลืมไม่ลงอย่างแน่นอน!
1. สุดอลังการ กับดวงไฟนับล้าน Winter Illumination ที่ Nabana No Sato สวนพฤกษศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน
ชวนกันไปเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ ที่งดงามน่าชมทั้ง 4 ฤดู เพราะมีดอกไม้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเบ่งบานให้ชมไม่รู้เบื่อ อย่างดอกไฮเดรนเยียในต้นฤดูร้อน ทุ่งคอสมอสในต้นฤดูใบไม้ร่วง และช่วงฤดูใบไม้ผลิยังเด่นด้วยดอกซากุระ ทิวลิป กุหลาบ แด๊ฟโฟดิล ฯลฯ บานสะพรั่งให้ชม ทว่าไฮไลท์จริงๆ อยู่ที่การประดับไฟในช่วงฤดูหนาว (Winter Illumination) ที่มีหลอดไฟกว่า 200 ล้านหลอด และอุโมงค์ไฟอันน่าตื่นตา
2. Gozaisho Ropeway กระเช้ายาวที่สุดในญี่ปุ่น ขึ้นสู่ยอดเขาโกไซโช บนเทือกเขาซูซูก้า
พากันไปนั่งกระเช้ายาวที่สุดในญี่ปุ่น ใช้เวลานานถึง 15 นาที จากความสูง 400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ขึ้นสู่ยอดเขาที่ระดับความสูง 1,212 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เนื่องจากจังหวัดนี้ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ ติดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจึงค่อนข้างอบอุ่น ทว่ายอดเขาโกไซโชคือจุดเดียวที่มีหิมะในฤดูหนาวของจังหวัดมิเอะ บนยอดเขามีจุดชมวิวสวยๆ แบบพาโนรามา ร้านค้า และกิจกรรมเล่นหิมะให้สนุกกันด้วย
3. อิงะนินจา ต้นกำเนิดนินจาแห่งญี่ปุ่น
พาตัวและหัวใจย้อนอดีตกลับสู่หมู่บ้านนินจาอิงะ ในยุคที่ญี่ปุ่นยังมีนินจาโลดแล่นอยู่ในวงการต่อสู้ กับภาระกิจซ่อนเร้นที่เจ้านายไม่ว่าจะเป็นไดเมียวหรือโชกุนสั่งให้ทำแบบลับๆ ทั้งการสอดแนม ลอบทำร้าย และลอบฆ่าศัตรู ทุกวันนี้ที่หมู่บ้านนินจาอิงะยังมีการสืบทอดความรู้เหล่านี้ไว้บางส่วน และจัดแสดงให้พวกเราได้ชมอย่างน่าตื่นเต้นระทึกใจ แถมยังมีบ้านนินจาที่มีซอกมุมค่ายกลซับซ้อนเอาไว้หลบศัตรู ให้เข้าชมด้วย
4. ศาลเจ้าหลวงแห่งอิเสะ ศาลเจ้าใหญ่และสำคัญที่สุดในลัทธิชินโตแห่งแดนอาทิตย์อุทัย
มาเที่ยวมิเอะต้องไม่พลาดชม ‘ศาลเจ้าหลวง’ หรือ The Grand Shrine เป็นศาลเจ้าแรกของญี่ปุ่นในลัทธิชินโต ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อว่าต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต ศาลเจ้านี้เรียกกันทั่วไปว่า ‘อิเสะจิงงุ’ (ศาลเจ้าหลวงอิเสะ) ตั้งอยู่บริเวณแหลมอิเสะ ในผืนป่าโบราณที่ร่มรื่นเย็นฉ่ำ เต็มไปด้วยไม้ใหญ่หลายคนโอบ บรรยากาศแลขลังและศักดิ์สิทธิ์มาก อย่างไรก็ตาม ในบริเวณศาลเจ้าหลักนั้นห้ามถ่ายภาพ และส่วนในสุดห้ามไม่ให้เข้า แต่เชื่อกันว่าเป็นที่เก็บรักษาสมบัติ 3 อย่าง อันเป็นตัวแทนความเชื่อสูงสุดในลัทธิชินโต คือ คันฉ่อง พระแสงดาบ และอัญมณี ซึ่งใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเสมือนตัวแทนที่ติดต่อกับเทพเจ้าได้
5. เที่ยวถนนคนเดินย้อนยุคสุดชิล โอคาเงะ โยโคโช
หลังจากสักการะศาลเจ้าหลวงแห่งอิเสะเรียบร้อยแล้ว คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเดินต่อเนื่องเข้าสู่ ‘ถนนคนเดินโอฮาริ มาชิ และโอคาเงะ โยโคโช’ (Oharai machi and Okage yokocho) สองหมู่บ้านโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะจนถึงเมจิ สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าใหม่ และหลากหลายร้านรวงน่าแวะชม ทั้งร้านอาหาร ร้านน้ำชา ร้านขนม ร้านสาหร่าย และร้านขายของที่ระลึก บรรยากาศย้อนยุคดีเหลือเกิน ใครชอบถ่ายภาพ หรือชอบซื้อหาสินค้า Handmade น่ารักๆ มาเที่ยวที่นี่ไม่ผิดหวังชัวร์
6. เยี่ยมชม Mikimoto Pearl Island ไข่มุกคุณภาพดีที่สุดในโลก!
เป็นเวลากว่า 160 ปีมาแล้ว ที่คุณปู่ Kokichi Mikimoto ได้ก่อตั้งฟาร์มเลี้ยงหอยมุก Mikimoto ขึ้น โดยการนำหอยมุกพันธุ์ Agoya ที่คัดมาเป็นอย่างดี นำมาเลี้ยงในน้ำทะเลอันใสสะอาดของชายฝั่งแปซิฟิกจังหวัดมิเอะ จนได้หอยมุกคุณภาพเยี่ยมที่ทั่วโลกกล่าวขาน เพราะมีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุด ทั้งขนาด รูปทรง ความแวววาว สีสัน นับเป็นสมบัติล้ำค่าจากท้องทะเลที่ควรค่าแก่การสวมใส่อย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม ‘เกาะไข่มุกมิกิโมโตะ’ หรือ Mikimoto Pearl Island ได้ มีส่วนพิพิธภัณฑ์ ร้านจำหน่าย ร้านอาหาร และสาธิตการดำน้ำเก็บหอยของ ‘อามะ’ (Ama) นักดำน้ำหญิงแห่งมิเอะ ที่ดำน้ำตัวเปล่าโดยไม่ใช้ถังอากาศเลย
7. Mie บ้านของ ‘อามะ’ หญิงนักดำน้ำโดยไม่ใช้ถังอากาศ
เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ที่ ‘อามะ’ (Ama) หรือ ‘นักดำน้ำหญิง’ (Woman Diver) แห่งจังหวัดมิเอะ มีบทบาทสำคัญยิ่งยวด ในกิจการผลิตหอยมุกอันมีชื่อเสียง เพราะพวกเธอคือคนที่ดำดิ่งลงสู่ใต้ทะเลสีคราม เพื่อเก็บหอยมุกขึ้นมา หรือเมื่อมีพายุไต้ฝุ่นและคลื่นแรงจัด พวกเธอก็ต้องดำน้ำลงไปย้ายหอยมุกเข้าสู่ที่ปลอดภัย นับเป็นภาระกิจหนักหน่วงที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง แม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าขึ้นมาก และอาชีพหญิงนักดำน้ำจะไม่จำเป็นอีกแล้ว ทว่าจังหวัดมิเอะและ Mikimoto Pearl Island ก็ยังอนุรักษ์อาชีพโบราณอันทรงเกียรตินี้ไว้ให้ชมกัน เล่ากันว่า นอกจากจะดำน้ำเก็บหอยมุกแล้ว ในการดำน้ำแต่ละครั้งพวกเธอยังเก็บหอยเป๋าฮื้อ สาหร่ายทะเล และสัตว์ทะเล ขึ้นมาเลี้ยงครอบครัวและขายยังชีพด้วย
8. เก็บสตรอว์เบอร์รี่สดใหม่ลูกใหญ่จากสวน ชิมได้ทันที ที่ Aqua Ignis
ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ผลไม้อย่างหนึ่งที่จะผลิลูกออกอย่างดกดื่นในจังหวัดมิเอะก็คือ ‘สตรอว์เบอร์รี่’ แสนอร่อย ลูกใหญ่ แถมยังหวานฉ่ำ กลิ่นหอมติดลิ้นติดจมูกซะเหลือเกิน มีหลายฟาร์มให้เข้าชมและเก็บกินได้ทันที เพราะเขาปลูกด้วยวิธีออร์แกนิก ปราศจากสารพิษ สถานที่ก็สะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะที่ Aqua Ignis ร้านอาหารสไล์โมเดิร์น ที่จัดส่วนหนึ่งไว้เป็นฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ในโรงเรือนอย่างดี ชิมกันให้อิ่มแปล้ไปเลย กินได้เต็มที่ เขาไม่ว่า เพียงแต่อย่าเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้านก็แล้วกัน ฮาฮาฮา
9. ชิมเนื้อมัตสึซากะ ระดับ 5A ความอร่อยระดับโลก!
สำหรับคนที่ชื่นชอบการรับประทานเนื้อวัวเป็นชีวิตจิตใจ แค่ได้ยินฉายา ‘King Of Beef’ ของเนื้อวัวมัตสึซากะแห่งจังหวัดมิเอะ ก็คงต้องน้ำลายสอแน่นอน! เพราะเนื้อมัตสึซากะถือเป็นเนื้อวัวคุณภาพดีที่สุด และแพงที่สุดในโลก ตามมาติดๆ ด้วยเนื้อวัวโกเบ และเนื้อวัววากิว เขาบอกว่าที่เนื้อมัตสึซากะอร่อยล้ำถึงเพียงนี้ก็เพราะเป็นสายพันธุ์ American Black Cattle ที่นำเข้ามาจากอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็น Japanese Black ในปัจจุบัน บวกกับวิธีการเลี้ยงสุดพิสดาร คือเปิดเพลงให้วัวฟัง มีการนวด ให้กินอาหารที่มีกากใยสูง และให้ดื่มเบียร์คิดเป็นปริมาณกว่า 6 ขวดต่อวัน ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นการเลี้ยงให้โตแบบช้าๆ จึงเกิดเส้นไขมันร่างแห หรือไขมันลายหินอ่อน (Shimo furi) แทรกซึมอยู่ระหว่างเนื้อแดง เมื่อนำมาปิ้งย่างให้สุกปานกลาง จิ้มน้ำจิ้มหรือโรยเกลือเล็กน้อย กินเข้าไปมันจะละลายในปากทันที!
10. Mie ดินแดนแห่ง Seafood สดใหม่ เรายกทะเลมาไว้ที่นี่
สำหรับ Foodie Traveler หรือนักเดินทางที่ชอบเที่ยวไปชิมไป เพื่อค้นหาความอร่อยในแบบต้นตำรับของแต่ละท้องถิ่น ขอบอกว่าที่จังหวัดมิเอะมีราชาแห่งอาหารทะเลอย่างหนึ่งให้ชิมกัน คือ ‘กุ้งมังกรญี่ปุ่น’ หรือ Japanese Lobster เป็นกุ้งมังกรตัวยาวกว่า 1 ฟุต จับกันจากธรรมชาติจริงๆ โดยกล่าวกันว่าที่ อ่าววากุ เมืองชิมะ จังหวัดมิเอะ เป็นจุดที่มีกุ้งมังกรชนิดนี้ชุกชุมที่สุดในญี่ปุ่น ชาวประมงจะออกเรือไปวางลอบดักกุ้งในตอนกลางคืน (เพราะกุ้งชนิดนี้ออกหากินตอนกลางคืน) แล้วออกไปกู้ลอบในตอนเช้า การได้ชิมเนื้อกุ้งมังกรสดๆ จากทะเลสักครั้ง โดยนำมาเผาไฟให้สุกพอดีๆ จึงถือเป็นหนึ่งในสุดยอดความอร่อยที่พลาดไม่ได้จริงๆ นอกจากนี้มิเอะ ยังมีอาหารทะเลทั้ง กุ้ง หอย ปลา และหมึกทะเลตัวใหญ่ รอให้เราไปชิมด้วยนะจ๊ะ

11. อธิษฐานให้ความรักสมหวัง ที่หินแต่งงาน Wedding Rock
สำหรับคนที่ยังไม่มีแฟน หรือมีคู่แล้วแต่ต้องการให้ความรักมั่นคงยืนยาว ขอแนะนำให้ไปเที่ยวที่ ‘หินแต่งงานแห่งมิเอะ’ (Wedding Rock หรือ Marrige Couple Rocks) ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า ‘Meoto Iwa’ เป็นหินสองก้อนตั้งอยู่ในทะเลใกล้ชายฝั่ง บริเวณศาลเจ้าฟุตามิโอคิทามะ (Futami Okitama Shrine) หินก้อนหนึ่งมีขนาดใหญ่ อีกก้อนเล็กกว่า เชื่อมโยงกันด้วยเชือกฟางเส้นใหญ่คล้ายมงคลงสมรสของบ่าวสาวในวันแต่งงาน เรียกว่า ‘ชิเมนาวะ’ (Shimenawa Rope) ตามตำนานหมายถึงคู่สามีภรรยา คือ เทพอิซานากิ (Izanagi no Okami) และเทพอิซานามิ (Izanami no Okami) ผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นบนโลก และให้กำเนิดเทพต่างๆ อีกมากมาย

Special Thanks : บริษัท เวิล์ดโปร แทรเวิล จำกัด (World Pro Travel Co., Ltd.) สนับสนุนการเดินทางจัดทำสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดีเยี่ยม
สนใจไปเที่ยวมิเอะ ติดต่อ โทร. 0-2026-3372, line id : wpoutbound หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.worldprotravel.com/tour-program
และ www.facebook.com/WorldProTravel หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ outbound@worldprotravel.com
TEATA พาเที่ยวปีใหม่ รวมใจไปตลาดน้อย
สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย หรือ TEATA ชื่อนี้หลายคนคงคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะเป็นหนึ่งในสมาคมสำคัญของวงการท่องเที่ยวไทย ที่มีผลงานชั้นแนวหน้าด้านวิชาการ และทำงานเจาะลึกทั้งเรื่องชุมชน ธรรมชาติ ผจญภัย และเชิงวัฒนธรรมมานานจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย
ในโอกาสต้อนรับปีใหม่ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2018 สมาคม TEATA จึงได้จัดงานพบปะสังสรรค์ระหว่างสมาชิก แต่จะธรรมดาได้ไง เพราะชาว TEATA เจอกันทีไร ก็ต้องทั้งสนุก เฮฮา และได้ความรู้ไปพร้อมๆ กัน ด้วยการจัดทริปเดินเที่ยวย้อนรอยอดีตย่านการค้าโบราณแห่งสยามริมน้ำเจ้าพระยา บริเวณเขตสัมพันธวงศ์ แถวๆ ตลาดน้อย แล้วนั่งเรือข้ามไปเขตคลองสานฝั่งธนบุรีด้วยล่ะ
ชาว TEATA นัดรวมพลกันที่โรงแรม River City ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมฟังบรรยายสรุปจากวิทยากรผู้ทรงภูมิปัญญาอย่างยิ่ง
จุดแรกที่ได้สัมผัสคือ โบสถ์กาลหว่าร์ หรือ วัดแม่พระลูกประคำ (Holy Rosary Church) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทรงโกธิค ตั้งอยู่ที่ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กทม. โบสถ์แห่งนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังแรก หากแต่เป็นโบสถ์หลังที่สาม ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อทดแทนโบสถ์หลังเดิมที่ถูกทิ้งร้างภายหลังเพลิงไหม้ใหญ่ใน พ.ศ. 2470 โบสถ์ในปัจจุบันสร้างขึ้นโดยคุณพ่อแดซาลส์ ชาวฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2434 ปัจจุบันโบสถ์มีอายุ 126 ปี ถือเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ชาวสมาชิก TEATA ชักภาพพร้อมหน้าพร้อมตาด้านหน้าโบสถ์กาลหว่าร์ (โบสถ์กาลวาริโอ้)

ถัดมาเราก็มาถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย หรือชื่อเดิม แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ‘บุคคลัภย์’ (Book Club) เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2447 หลังจากการขยายตัวของบุคคลัภย์ ‘บริษัท แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด’ ได้กำเนิดขึ้นจากพระบรมราชานุญาตของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ให้ดำเนินการเป็นธุรกิจธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของสยามอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 จวบจนทุกวันนี้
จากที่ตั้งเดิมของบุคคลัภย์ ที่ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ได้ใช้เป็นที่ทำการชั่วคราวของ ‘แบงค์สยามกัมมาจล’ เมื่อกิจการขยายตัวทำให้ต้องมีการขยายออฟฟิศ จึงย้ายธนาคารไปอยู่ที่ ‘ตลาดน้อย’ เพราะทำเลดี เนื่องจากติดแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ใกล้แหล่งค้าขายใหญ่อย่างเยาวราชและสำเพ็ง อีกทั้งยังมีคนไทยและจีนอาศัยอยู่บริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก โดยอาคารหลังใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตก ออกแบบโดยนายช่าง Anibale Rigotti และ Mario Tamagno ชาวอิตาเลียน ใช้ทุนสร้างประมาณ 300,000 บาท จนเสร็จสมบูรณ์ แล้วย้ายมาเมื่อ พ.ศ. 2451
ได้เวลาเดินลัดเลาะตรอกซอกซอยเข้าสู่ ‘ชุมชนตลาดน้อย’ หนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำเนิดมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 1 เลยด้วยซ้ำ ทุกวันนี้จึงมีวิถีชีวิตของชาวจีนเก่าๆ ให้เราได้สัมผัส
บางตรอกซอกซอยของตลาดน้อยยังคมีสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมฝรั่งให้ชม โดยจุดนี้เคยเป็นตรอกโรงฝิ่นเมื่อครั้งอดีต
‘บ้านโซวเฮงไถ่’ (หรือ บ้านดวงตะวัน) เป็นหนึ่งในคฤหาสน์ของคหบดีเก่าแก่ อายุกว่า 220 ปี ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในปัจจุบัน คฤหาสน์นี้สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบฮกเกี้ยนแต้จิ๋ว วางผังบ้านแบบคหบดีที่มั่งคั่งในสมัยนั้น ที่เรียกว่า 4 เรือนล้อมลาน ด้านหน้าประตูทางเข้ามีศิลปกรรมฝาผนังแบบจีนให้ชมอย่างวิจิตรงดงามมาก
ในชุมชนตลาดน้อย ยังมีบ้านทำหมอนจีนโบราณ หลังสุดท้าย ที่ผลิตหมอนทุกใบด้วยมืออย่างประณีตงดงาม โดยหมอนเหล่านี้จะนำไปใช้ในพิธีมงคลต่างๆ ล้วนสะท้อนความเชื่อ ความศรัทธาของชาวจีนโพ้นทะเล ที่อพยพมาตั้งรกรากพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนแผ่นดินสยาม หมอนทุกใบเป็นงาน Handmade ล้วนๆ ต้องช่วยกันอุดหนุนแล้วล่ะ
ศาลเจ้าพ่อโจวซือกง เป็นศาลเจ้าใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชุมชนตลาดน้อย ในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจจะมีผู้คนนับหลายหมื่นหลั่งไหลเข้ามาสักการะ อีกทั้งมีการแสดงงิ้วที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย เป็นประจำทุกปี
ชาวสมาชิก TEATA ชักภาพร่วมกันหน้าศาลเจ้าโจวซือกง ก่อนเข้าไปกราบสักการะขอพร
มุมสุดคลาสิกในชุมชนตลาดน้อย เหมือนได้เดินย้อนอดีตเลยจริงๆ
จากตลาดน้อยเราเดินทะลุไปถึงชุมชนใน เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งมีชาวจีนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ตอนแรกเริ่มกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว โดยผู้คนได้ย้ายมาจากเขตพระนครในปัจจุบัน มีถนนวานิช 1 หรือ ‘ถนนสำเพ็ง’ เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวจีน จวบจนสร้างถนนเยาวราชเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2435 เยาวราชจึงกลายเป็นศูนย์กลางชาวจีนมาแทนจนถึงปัจจุบัน สันนิษฐานกันว่าเขตสัมพันธวงศ์คงตั้งชื่อตามวัดที่ตั้งนั่นเอง (วัดสัมพันธวงศาราม)
เดินเตร็จเตร่เข้าไปในชุมชนเขตสัมพันธวงศ์ (ถนนที่จะไปถึงหน้าวัดสัมพันธวงศาราม) ด้านขวามือจะผ่านอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น ของ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ต้นกำเนิดเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP ในปัจจุบัน จากถนนเล็กๆ เส้นนี้ถ้าเดินผ่านหน้าวัดสัมพันธวงศาราม ก็จะไปทะลุถึงถนนเยาวราชได้ใกล้นิดเดียว นับเป็นทำเลทองที่มีฮวงจุ้ยดีเลิศ ทำการค้าขายได้ร่ำรวยจากอดีตมาถึงปัจจุบัน
ตึกฝรั่งในเขตวัดสัมพันธวงศาราม
ในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้านหน้าวัดเกาะมีโรงพิมพ์ของบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากจนถึงทุกวันนี้ คือ หมอบรัดเลย์ (แดเนียล บีช แบรดลีย์) ซึ่งชาวสยามในยุคนั้นเรียกทับศัพท์ว่า ‘หมอปลัดเล’ เป็นนายแพทย์ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในสยาม และยังเป็นผู้เริ่มต้นการพิมพ์อักษรไทยในสยามเป็นครั้งแรก และทำการผ่าตัดในสยามเป็นครั้งแรกด้วย ท่านจึงเป็นบุคคลที่มีคุณูปการต่อสยามอย่างยิ่ง แม้ว่าการพิมพ์ครั้งแรกนั้นจะเป็นเอกสารเกี่ยวกับการเผยแพร่คริสตศาสนาก็ตามที 
ใกล้เที่ยงแล้ว แต่สมาชิก TEATA ก็ยังไม่หมดแรง พากันไปเที่ยวชม ‘วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร’ พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งพระนคร ถนนทรงวาด ติดต่อกับถนนสำเพ็ง แขวงสัมพันธวงศ์ เดิมชื่อ ‘วัดสำเพ็ง’ ตามชื่อถนนหน้าวัด ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 พระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดปทุมคงคา’
วัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด บุณยรัตพันธ์) กับพระวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปกะที่สร้างพระนครใหม่ ณ ฝั่งตะวันออก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชาเศรษฐี และคนจีนย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สวน ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) ไปจนถึงคลองวัดสำเพ็ง (วัดปทุมคงคา) และเห็นว่าเป็นวัดโบราณที่ทรุดโทรมมาก สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมใหม่ทั้งวัด จากนั้นรัชกาลที่ 1 จึงพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดปทุมคงคา’
ภายในวัดปทุมคงคา มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสีขาวสะอาดนับสิบองค์เรียงรายอยู่โดยรอบ กล่าวกันว่าในเขตเกาะรัตนโกสินทร์มีเพียงไม่กี่วัดที่มีลักษณะนี้ เพราะต้องเป็นวัดที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น
ภายในพระอุโบสถวัดปทุมคงคา ประดับประดาด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังยุคต้นรัตนโกสินทร์ สังเกตได้จากภาพเทพชุมนุมบนฝาผนังสองด้าน อันเป็นลักษณะจำเพาะของช่วงรัชกาลที่ 1-3
ระเบียงคดสี่ด้านรอบโบสถ์วัดปทุมคงคา มีพระพุทธรูปปางต่างๆ นับร้อยองค์ประดิษฐานไว้ให้สักการะ
ถ้าสังเกตให้ดี จะพบช่องบรรจุอัฐิของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และภริยา อยู่ที่ช่องเก็บในระเบียงคดวัดปทุมคงคานี้เอง ใครที่อยากรำลึกและแสดงความเคารพในคุณงามความดีของท่าน ก็ขอเชิญมาได้นะ
หินประหาร คือหินก้อนใหญ่ที่นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า น่าจะใ้ช้เป็นหินสำเร็จโทษเจ้านายที่กระทำความผิดร้ายแรงในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเป็นเจ้านายพระองค์สุดท้ายของสยามที่ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์
เดินเที่ยวกันมากว่าครึ่งวัน ตอนนี้ก็เริ่มหมดแรงแล้ว ได้เวลาเข้าห้องแอร์เย็นฉ่ำ กินเลี้ยงปีใหม่ในสไตล์ TEATA นอกจากสมาชิกของสมาคมเองแล้ว ยังมีพันธมิตรที่ดีจาก สกว. , CBTI , KTC , สื่อมวลชน และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้บรรยากาศการรรับประทานอาหารเที่ยงในวันนั้น เป็นไปอย่างอบอุ่นอย่างยิ่ง โดยมี คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA กล่าวต้อนรับเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคน
ระหว่างรับประทานอาหาร ยังมีการจับแจกลุ้นโชคของรางวัลรับปีใหม่ 2018 อย่างสนุกสนาน

อิ่มหนำกันถ้วนหน้าจากอาหารเที่ยงแสนอร่อยที่ถนนเยาวราช เราก็เดินย้อนมาลงเรือข้ามฟาก ข้ามจากฝั่งกรุงเทพฯ ไปยังเขตคลองสาน ฝั่งธนบุรี
เราข้ามเรือมาสู่ วัดทองธรรมชาติวรวิหาร (ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆ ว่า ‘วัดทองธรรมชาติ’) ถนนสมเด็จเจ้าพระยา แขวงวัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องฝั่งลำน้ำกับวัดปทุมคงคา วัดนี้เป็นวัดโบราณไม่ปรากฏว่าสร้างมาแต่สมัยใดและใครเป็นผู้สร้าง แต่เรียกกันว่า ‘วัดทองบน’ เนื่องจากมีวัดทองตั้งอยู่ใกล้กัน 2 วัด

สิ่งที่ห้ามพลาดชมด้วยประการทั้งปวงในวัดทองธรรมชาติ คือภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชั้นครู ที่ถือว่าเป็น 1 ใน 10 ภาพจิตรกรรมฝาผนังของยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่ยังสมบูรณ์ที่สุด โดยส่วนใหญ่วาดเป็นภาพพุทธประวัติในตอนต่างๆ นับเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติที่เราต้องช่วยกันหวงแหน
ผ้าพระบฎอายุนับร้อยปีใส่ไว้ในกรอบทองประดับเหนือประตูหน้าต่างทุกบาน ของพระอุโบสถวัดทองธรรมชาติ คืออีกหนึ่งมรดกแห่งแผ่นดินที่เราต้องช่วยกันรักษา
ทริปแสนสนุกในวันนี้ของ TEATA จบลงอย่าง Happy ที่ ‘ล้ง 1919’ โกดังสินค้าเก่าที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือนท่าเรือประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน ฝั่งธนบุรี นี่คือจุดเชื่อมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกว่า 167 ปีแล้ว
แม้วันนี้ทริปจะจบลงและเราต้องจากกัน แต่แน่นอนว่า ความผูกพันอันเหนียวแน่นของพี่น้องชาว TEATA ยังคงอยู่ เราจะกลับมาพบกันใหม่ เพื่อสรรค์สร้างกิจการงานดีๆ แก่วงการท่องเท่ียวไทย และผืนดินไทย ผืนดินที่เราเรียกว่าบ้านอันเป็นที่รักของเราทุกคน Happy New Year 2018 จ้า
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ TEATA เลขที่ 608/10 ชั้น 1 อาคารบี คอนโดเอสเปซ ถนนอโศก-ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10170 โทร. 0-2006-0770, 08-3250-9343
จากพุกามถึงย่างกุ้ง ย้อนรอยทุ่งพระเจดีย์ที่โลกตะลึง
แสงแรกของอรุณเบิกฟ้าส่องประกายสีทองอาบไล้ไปทั่วนภาและหมู่เมฆ พลันแสงทองมลังเมลืองค่อยๆ ทวีความเข้มข้นของรังสีแสง ฉานฉายไปตกต้องยอดเจดีย์สีทององค์มหึมา และเจดีย์น้อยใหญ่อีกกว่า 3,000 องค์ในทุ่งราบกว้างสุดลูกหูลูกตานั้น ‘พุกาม’ เมืองโบราณที่ตั้งซ้อนทับอยู่ในห้วงเวลาปัจจุบัน พลันนำเราย้อนกลับสู่อดีตกาลได้อย่างอัศจรรย์

ถ้าสยามประเทศคือเมืองแห่งวัด กัมพูชาคือเมืองแห่งปราสาทหิน ก็แน่นอนว่า ‘พุกาม’ (Bagan) ย่อมต้องเป็นเมืองแห่งเจดีย์อย่างแน่นอน สะท้อนว่าในยุคอดีตที่พุกามเคยเป็นเมืองหลวงของเมียนมาร์นั้น ดินแดนบนที่ราบกว้างใหญ่ห่างจากย่างกุ้งขึ้นมาทางทิศเหนือ 700 กิโลเมตรนี้ คือศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา อันรุ่งเรืองสุดขีด ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ราชนิกุล ขุนนาง พ่อค้า ไปจนถึงปุถุชนธรรมดา ล้วนแข่งกันสร้าง ‘เจดีย์’ เพื่อใช้เป็นตัวแทนแห่งพุทธองค์ จนในยุคอดีตนั้นกล่าวกันว่ามีเจดีย์น้อยใหญ่อยู่กว่า 5,000 องค์!

เจดีย์ชเวสิกอง สถานที่แรกในพุกามที่ฉันไปเยือน คือ 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของเมียนมาร์ ด้วยว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสำคัญที่สุดในพุกาม ทั้งส่วนพระนลาฏ (หน้าผาก) และพระเขี้ยวแก้ว (พระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า) เจดีย์นี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเก่าพุกาม สร้างโดยพระเจ้าอนิรุทธ์ ทรงอธิษฐานให้ช้างเผือกที่มีพระเขี้ยวแก้วจากศรีลังกาอยู่บนหลังออกเดินเสี่ยงทาย ในที่สุดช้างมาหยุดอยู่ตรงนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ชเวสิกองขึ้นโดยใช้เจดีย์ชเวดากองเป็นต้นแบบ ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังทองเรืองรองบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกัน 3 ชั้น เจดีย์นี้ส่วนฐานตัน ไม่สามารถเข้าไปภายในฐานได้แบบเจดีย์วิหาร

เจดีย์สัพพัญญู หรือวัดถัดบินยู เป็นเจดีย์สูงที่สุดในพุกาม สูง 61 เมตร ทว่าได้รับความเสียหายหนักจากแผ่นดินไหว ค.ศ. 2016 จึงปิดบูรณะ ปัจจุบันยังไม่เปิดให้เดินขึ้นไปด้านบนได้ ภาพเก่าๆ ที่เราเห็นแสงยามเช้าตรู่ที่มีเจดีย์นับร้อยๆ องค์อยู่ในทุ่ง ส่วนมากก็ถ่ายภาพจากเจดีย์สัพพัญญูนี่เอง เจดีย์นี้มีความพิเศษมากเพราะสร้างขึ้นราวกลางศตวรรษที่ 12 ด้วยศิลปะแบบปาละอินเดีย ซึ่งในกาลต่อมาได้กลายเป็นแม่แบบของศิลปะพุกามเลยทีเดียว เจดีย์แบ่งสัดส่วนเป็น 5 ชั้น โดยชั้นล่างสุดก่อเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายตึก ต่อด้วยชั้นลดหลั่นขึ้นไปสู่ปรางบนสุด นับเป็นเจดีย์ที่สวยสง่า และตั้งอยู่ใกล้กับเจดีย์อนันดาอันมีชื่อเสียงอีกองค์หนึ่งของพุกาม
เจดีย์อนันดา ถือเป็นเจดีย์ที่งามเข้าขั้นเอกอุของพุกาม ยากจะหาเจดีย์ใดเปรียบได้ เพราะงามทั้งรูปทรง สมบูรณ์ด้วยหลักวิศวกรรมศาสตร์ และพร้อมด้วยประโยชน์ใช้สอย เป็นเจดีย์ที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดองค์หนึ่ง ของพุกามก็ว่าได้ เพราะส่วนยอดนั้นฉาบไปด้วยทองคำแท้เหลืองอร่ามสุกปลั่งอย่างน่าตื่นตะลึง เจดีย์อนันดาเป็นเจดีย์วิหาร ภายในส่วนฐานจึงเข้าไปไหว้พระได้ โดยทั้งสี่ทิศมีพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ สูงกว่า 9.50 เมตรประจำทิศ ตำนานการสร้างนั้นเล่าว่า พระเจ้ากยันสิตถาเกิดนิมิตเห็นถ้ำในเทือกเขาหิมาลัย อันเป็นที่สถิตของพระอรหันต์และพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1091 เสร็จแล้วก็สั่งประหารช่างฝีมือทั้งหมด! เพื่อไม่ให้มีการสร้างเลียนแบบได้งามเท่า!
เจดีย์สุลามณี แม้ปัจจุบันส่วนยอดจะหักพังลงมาจากแผ่นดินไหว ค.ศ. 2016 แต่เจดีย์สุลามณี ก็ยังคงความงามขั้นเอกอุ ด้วยการก่ออิฐที่กล่าวกันว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในพุกาม เพราะพระเจ้านราสินธู ผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างทรงเข้มงวดกับการเรียงอิฐมาก ตัวเจดีย์วิหารนี้มีลักษณะคล้ายเจดีย์ติโลมินโล ส่วนปรางค์ยอดมีความคล้ายคลึงกับเจดีย์อนันดามาก ทว่ามิได้หุ้มทองคำไว้ ภายในงามล้ำด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชั้นครู พระพุทธรูปประจำทิศทั้งสี่งามเหลือกำลัง ถูกแสงภายนอกส่องเข้ามาตกต้องด้วยการจัดแสงผ่านซุ้มประตูโค้งอันชาญฉลาด จึงงามล้ำข้ามกาลเวลา
เจดีย์นันพญา เป็นเจดีย์ที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก เพราะพระเจ้าอโนรธา มหาราชองค์แรกของเมียนมาร์ เคยใช้เป็นที่จองจำเชลยศักดิ์คือพระเจ้ามนูหะกษัตริย์มอญที่กระด้างกระเดื่อง โดยระหว่างนั้นพระเจ้ามหูหะได้สร้างวิหารมนูหะขึ้นในบริเวณใกล้ๆ กัน เพื่อใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งไว้ภายในวิหารเล็กจิ๋วจนแลคับแคบ ปัจจุบันเรียกกันว่า ‘พระเจ้าอึดอัด’ เพื่อใช้แทนภาวะที่พระองค์ต้องถูกคุมขังอยู่ และในส่วนของเจดีย์นันพญานั้น กล่าวกันว่าเป็นเจดีย์ที่มีการผสมผสานของพุทธศาสนาสกลุช่างพุกามและฮินดูเข้าด้วยกัน เพราะภายในมีฐานที่เคยใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป ทว่าปัจจุบันเต็มไปด้วยลายหินจำหลักนูนต่ำแบบฮินดู นี่คือการเลื่อนไหลของวัฒนธรรมจากชมพูทวีป ผ่านพุกาม เข้าไปสู่เมืองขอม และสยามประเทศ
เจดีย์ธัมมะยังจี เป็นหนึ่งในมหาเจดีย์ยิ่งใหญ่ที่สุดของพุกาม ซึ่งฝรั่งตะวันตกเห็นแล้วแตกตื่น เนื่องจากรูปทรงคล้ายพีระมิดของอียิปต์หรือพีระมิดของแม็กซิโกนั่นเอง! นอกจากนี้ยังถือเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของพุกามด้วย ประวัติบันทึกว่าสร้างโดยพระเจ้านราสุ ที่ลอบฆ่าพระบิดาของตนเองเพื่อขึ้นครองราชย์ พระเจ้านราสุจึงสร้างเจดีย์ธัมมะยังจีเพื่อไถ่บาปตนเอง ให้เป็นมหาเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่เทียบเจดีย์อนันดาและเจดีย์สัพพัญญู โดยทรงสั่งให้ช่างเรียงอิฐให้แน่นสนิทที่สุด เวลามาตรวจงานจะทรงใช้เข็มหมุดสอดเข้าไประหว่างช่องอิฐ ถ้าสอดเข็มได้ช่างคนนั้นจะถูกตัดแขน! หรือแม้แต่ซุ้มประตูโค้งต่างๆ ก็ยังใช้การเรียงอิฐที่ชิดสนิทแนบอย่างเหลือเชื่อ!
เจดีย์โลกะนันดา เป็นหนึ่งในเจดีย์เก่าแก่ที่สุดของพุกาม สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าอโนรธา ครั้งพระพุทธศาสนาในพุกามรุ่งเรืองสุดขีด ตัวเจดีย์สร้างเป็นทรงน้ำเต้าแบบพุกามสมัยนิยม เคลือบคลุมด้วยทองคำเหลืองอร่าม ที่สำคัญคือตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี ชาวเรือแต่โบราณล่องไปมา จึงแลเห็นเจดีย์โลกะนันดาตั้งเด่นดั่งหมายแดนสวรรค์ นอกจากจะได้มาเคารพพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิว นั่งพักผ่อน และมีแม่ค้านำกุ้งฝอยในแม่น้ำอิรวดีมาชุบแป้งทอดเป็นกุ้งแพขายอย่างอร่อย
ภูเขาโปป้า (Mt. Popa) มองเผินๆ ก็คือภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว อยู่ห่างจากพุกามไประยะรถวิ่ง 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าดูกันลึกๆ นี่คือมหาคีรีศักดิ์สิทธิ์แสนลึกลับ และคือที่สุดแห่งความเชื่อเรื่องผีสางของชาวเมียนมาร์เลยล่ะ! เพราะเมื่อหลายพันปีก่อนชาวพม่าไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่นับถือผี หรือ ‘นัต’ ซึ่งก็คือวิญญาณของคนที่ตายร้ายหรือตายผิดธรรมชาติ แต่เป็นผีมีพลังกลับมาช่วยผู้คน ชาวเมียนมาร์จะทำอะไรจึงต้องไหว้นัตทุกครั้ง ต่อมาสมัยพระเจ้าพระเจ้าอโนรธา ทรงนำพุทธศาสนานิกายเถรวาทเข้าสู่พุกาม แต่คนก็ยังไม่เลิกกราบไหว้นัต พระองค์จึงทรงจัดระเบียบนัตใหม่ จากนัตเป็นร้อยๆ ที่เคยมี ทรงกำหนดให้เหลือแค่ 37 ตน แล้วนำไปสถิตไว้บนภูเขาโปป้า หรือ ‘มหาคีรีนัต’ ให้คนนับถือควบคู่กับพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ใครอยากไหว้นัตก็ต้องเดินขึ้นบันได 777 ขั้น สู่ยอดเขา ขอเตือนว่าลิงที่มีอยู่ตลอดทางเดินขึ้นลงเขานั้นน่ากลัวกว่านัต! เพราะพวกมันรอฉกของจากเราอยู่นะสิ!

ฉันบินกลับจากพุกามสู่ ย่างกุ้ง ราวกับการพาตัวเองย้อนกลับจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างฉับพลัน กลิ่นอายของความทรงจำดีๆ ภาพของอิฐหินนับล้านก้อนที่ก่อรูปขึ้นเป็นเจดีย์พันๆ องค์ ยังคงตรึงอยู่ในใจฉัน แต่ก่อนกลับบ้านฉันมีเวลาอยู่ในย่างกุ้งอีก 1 วัน 1 คืน เพื่อ Say Hello กับอดีตเมืองหลวงของเมียนมาร์นี้ เพราะถ้าไม่ได้เที่ยวย่างกุ้ง ก็จะเหมือนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย แล้วไม่ได้แวะ กทม.!
ย่างกุ้ง (Yangon) หรือ หยั่นก่ง, ร่างกุ้ง (แล้วแต่จะออกเสียง) ในภาษาเมียนมาร์แปลว่า ‘ปราบศรัตรูจนราบคาบ’ หรือ ‘เมืองที่ไร้ศัตรู’ เป็นเมืองเก่ากว่า 2,500 ปี จึงมีเรื่องราวเล่าขานไม่รู้จบ แต่ในเมื่อมีเวลาแค่ 1 วัน ฉันจึงเลือกเที่ยวไฮไลท์ให้คุ้มค่าเวลาที่สุด
เจดีย์ชเวดากอง เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเมียนมาร์ และถือเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของเมียนมาร์ ด้วย โดยคำว่า ‘ชเว’ แปลว่า ‘ทองคำ’ และ ‘ดากอง’ หรือ ‘ตะเกิง’ ก็คือชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้งนั่งเอง เจดีย์ชเวดากองสร้างขึ้นเมื่อ 2,500 ปีก่อน โดยตปุสสะและภัลลิกะ วาณิชสองพี่น้องที่เข้าเฝ้าขอประทานพระเกศา 8 เส้นจากพุทธองค์ ทั้งสองจึงอัญเชิญมาบนเนินเขาเสนคุตตระ พระเจ้าโอกะลัปจึงทรงสร้างเจดีย์ครอบไว้ ตัวเจดีย์มีขนาดใหญ่โตโอฬารมาก หุ้มด้วยทองคำ 9,272 แผ่น ส่วนยอดประดับเพชร 4,531 เม็ด ทับทิม ไพลิน และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด รวมทั้งระฆังทอง 1,065 ใบ พร้อมด้วยเพชรหนักถึง 72 กะรัต ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือบนยอดสุด ทุกวันนี้มีผู้ศรัทธาไปสักการะเนืองแน่นทุกวัน
เจดีย์โบตะทาว และเทพทันใจ ไม่ห่างจากแม่น้ำอิรวดีมากนัก คือที่ตั้งของเจดีย์โบตะทาว ซึ่งประดิษฐานพระเกศาของพระพุทธเจ้าเอาไว้ โดยเมื่อ 2,500 ปีก่อน เมื่อปุสสะและภัลลิกะได้นำพระเกศา 8 เส้น ของพระพุทธองค์มายังย่างกุ้งแล้ว ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่นี่เป็นจุดแรก โดยใช้ทหารถึง 1,000 นาย คอยอารักขา จากนั้นจึงแบ่งพระเกศา 1 เส้น บรรจุไว้ใน ‘เจดีย์โบตะทาว’ จึงแปลว่า ‘1,000’ คือทหารทั้งหนึ่งพันนายที่ปกป้องพระเกศาไว้นั่นเอง เจดีย์แห่งนี้เคยถูกทหารสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดจนพังพินาศ จึงมีการค้นพบผอบที่บรรจุเส้นพระเกศา ใกล้ๆ กับเจดีย์โบตะทาวคือวิหารเทพทันใจ หรือนัตโบโบยี ที่กล่าวกันว่าอธิษฐานขอสิ่งใด (ที่ไม่เกินจริง) ก็จะได้สมปรารถนาอย่างรวดเร็วดังติดจรวด!
เรือ Vintage Luxury Yacht Hotel ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศ มาพักในเรือสำราญเก่าที่จอดเทียบลอยลำนิ่งอยู่ริมแม่น้ำอิรวดีในย่างกุ้ง (ห่างจากเจดีย์โบตะทาวแค่เดิน 10 นาที) ต้องไม่พลาดโรงแรมลอยน้ำแห่งนี้ ความพิเศษอยู่ที่การตกแต่งสไตล์อังกฤษวินเทจ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ และข้าวของเครื่องใช้ ราวกับว่าเราเป็นแขกคนพิเศษเสมอ (www.vintageluxuryhotel.com)

ลาก่อนพุกาม ลาก่อนย่างกุ้ง ลาก่อนเมียนมาร์ นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะพบกัน ฉันขอสัญญา
Special Thanks : ขอบคุณสายการบิน Myanmar National Airlines สนับสนุนการเดินทางจัดทำสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดี สนใจติดต่อ www.flymna.com
Traveler’s Guide
When to go : เที่ยวได้ตลอดปี แต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม อากาศเย็นสบายที่สุด
Getting there : เดินทางสะดวกง่ายดาย ด้วยการบินตรงจากกรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง กับสายการบิน Myanmar National Airlines ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 10 นาที (สำรองที่นั่ง www.flymna.com) มีบินทุกวัน วันละ 2 เที่ยว จากนั้นบินต่อย่างกุ้ง-พุกาม ด้วยสายการบิน Myanmar National Airlines เช่นกัน ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง
Over night : ย่างกุ้ง แนะนำโรงแรมในเรือสำราญบนแม่น้ำอิระวดี Vintage Luxury Yacht Hotel (www.vintageluxuryhotel.com) และ Sedona Yangon โรงแรมห้าดาวสุดหรู (www.sedonahotels.com.sg/yangon) / ที่พุกาม แนะนำ Bagan Star Hotel (www.baganstarhotel.com)
Special Activity : ขึ้นบอลลูนพุกามกับ Oriental Ballooning (www.orientalballooning.com) และ ล่องเรือแม่น้ำอิระวดีจากพุกาม-มัณฑะเลย์ หรือ พุกาม-ย่างกุ้ง ติดต่อ RV Paukan 2012 (www.paukan.com)
Cuisine : มาเที่ยวเมียนมาร์ทั้งที ถ้าไม่หม่ำอาหารพื้นบ้านแท้ๆ ก็น่าเสียดาย แนะนำ ‘โมฮิงกา’ หรือ ‘ม่งฮิงคา’ (ขนมจีนพม่า) นิยมกินเป็นอาหารเช้า อีกเมนูคือ ‘ข้าวซอยโต้ก’ หรือยำบะหมี่ เหมาะสำหรับคนชอบกินผักเยอะ
Souvenirs : ตุ๊กตาหุ่นเชิดพม่า, งานไม้แกะสลัก, เครื่องเงิน, พลอย, เครื่องเขิน, ผ้าทอ, ผ้าปักลาย, โสร่งพม่า
More info : www.visit-bagan.com และ www.go-myanmar.com
Scuba Diving Lover’s Point! ตะลุยทริปดำน้ำที่เกาะช้างกับที่พักสุดฟิน
Scuba Diving Lover’s Point! ตะลุยทริปดำน้ำที่เกาะช้างกับที่พักสุดฟิน

ทริปนี้เราขอเอาใจคนที่รักการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจหรือมีใจอยากลองดำน้ำดูสักครั้ง! Destination ของเราในครั้งนี้จึงขอมุ่งหน้าไปที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยอย่าง เกาะช้าง จ.ตราด แน่นอนว่ากิจกรรมเด็ดของเกาะนี้ นอกจากนอนอาบแดดให้ผิวแทนแบบเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, เล่นน้ำทะเลใสๆ, ทานซีฟู้ดให้จุใจ อีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ก็คือ ดำน้ำ! ความสวยงามใต้ท้องทะเลของเกาะช้าง ถือสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่รักการดำน้ำเป็นที่สุด และวันนี้จะหยิบเอาจุดน้ำดำดีๆ ของเกาะช้างแห่งนี้มาฝากเพื่อนๆ รับรองเลยว่าไม่มีผิดหวัง


จุดดำน้ำยอดฮิตของเกาะช้าง ที่มีความสวยงามระดับตัวท็อปเรียกแม่จะอยู่ที่ 5 จุดใหญ่ๆ ได้แก่ เกาะยักษ์ใหญ่ เป็นสมาชิกของหมู่เกาะรังที่มีปะการังเขากวางสวยๆ ให้เราได้ชม เกาะยักษ์เล็ก เป็นอีกหนึ่งเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องดอกไม้ทะเลมากๆ แถมปะการังที่ของที่นี่ยังมีสีสันสดใสถูกใจวัยรุ่นแน่นอน จุดต่อมาคือเกาะมะปริง เกาะเล็กๆ แต่ปะการังสวยมาก แต่ความสวยของที่นี่มาพร้อมกับความอันตรายที่แฝงตัวมาด้วยนิดหน่อย สำหรับใครที่อยากไปลองดำน้ำที่เกาะมะปริงต้องระวังให้ดี เพราะพิกัดของเกาะนี้เป็นช่วงทะเลเปิด อาจถูกน้ำทะเลพัดออกไปไกลจากเกาะได้ง่ายๆ ขยับออกมาจากตัวเกาะช้างเล็กน้อยก็จะเป็นเกาะคลุ้ม เป็นอีกจุดที่ปะการังสวยสวรรค์สร้างจริงๆ ปิดท้ายด้วยเกาะรัง เกาะเล็กๆ ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เกาะเงียบๆ ที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ บรรยากาศสุดธรรมชาติ หาดทรายขาว น้ำใสจนเห็นแนวปะการังและโขดหินใต้น้ำ เป็นสีสันของท้องทะเลที่แท้จริง
หลังจากรู้พิกัดจุดดำน้ำกันเรียบร้อยก็ถึงเวลาหาหนทางให้ได้ไปพิชิตความสวยงามใต้ท้องทะเล การไปดำน้ำที่เกาะช้างนั้น ไม่ใช่ว่ามีเรือก็จะไปกันง่ายๆ นะ เรื่องของท้องทะเลเป็นเรื่องไม่น่าไว้ใจ ทางที่ดีแนะนำว่าให้ซื้อแพ็กเกจทัวร์ราคาไม่แพงที่สามารถหาได้ทั่วไปค่ะ หรือให้ดูเป็นส่วนตัวหน่อยก็ต้องเช่าแล้วหาคนขับเรือไปให้น่าจะดีที่สุด ดังนั้นก็หาที่พักเกาะช้างใกล้กับท่าเรือ หรือบริษัทขายทัวร์จะเป็นหนทางที่ง่ายต่อการเดินทางจะช่วยตอบโจทย์ทริปดำน้ำที่เกาะช้างของเราที่สุดแล้ว! และครั้งนี้เราได้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษในการหาที่พักในเกาะช้างอย่าง Traveloka มาช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ในการหาที่พักเกาะช้าง ให้ถูกใจ ราคาสบายกระเป๋า แถมยังจองง่าย จ่ายง่ายไม่วุ่นวายปวดหัว จองที่พักเกาะช้างกับ Traveloka กันได้เลย หรือจะลองมาดู 5 ที่พักเกาะช้างเหล่านี้ที่สวยและดีจนอยากบอกต่อ!
1. ซีวิว รีสอร์ท แอนด์ สปา (Sea View Resort & Spa)

ซีวิว รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะช้าง บนไหล่เขาพร้อมชายหาดส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและดอกไม้สวยๆ ตอบโจทย์บรรยากาศทะเล๊ทะเลได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าได้ชมวิวจากห้องพักจะเห็นท้องทะเลคราม พร้อมหาดทรายขาวละเอียดดีต่อใจสุดๆ จนต้องร้องว้าว! ส่วนเรื่องความสะดวกสบายของที่นี่บอกเลยว่า หายห่วง เพราะอุปกรณ์ เครื่องใช้อำนวยความสะดวกครบครัน แถมมีกิจกรรมให้เราได้เล่นอีกเยอะแยะมากมาย และด้วยพิกัดของ ซีวิว รีสอร์ท แอนด์ สปา แห่งนี้ตั้งอยู่บนหาดไก่แบ้ ซึ่งเป็นพิกัดที่มีบริษัททัวร์ดำน้ำมากมายให้เราได้เลือกสรร รับรองว่าช่วยแบ่งเบาภาระในการหาทัวร์ได้ง่ายทีเดียว
- ราคาเริ่มต้นที่ 2,XXX บาท
- ปักหมุด Google Map
- จองที่พัก ซีวิว รีสอร์ท แอนด์ สปา กับ Traveloka คลิกที่นี่
2. บ้านปู เกาะช้าง (Banpu Koh Chang)

รีสอร์ทแนวธรรมชาติบนหาดทรายขาวที่จะมอบความรู้สึกส่วนตั๊วส่วนตัวให้กับทุกคน ภายใต้ความสวยงามของธรรมชาติและมุมสวยๆ ของหาดทรายขาวแห่งนี้ ตัวห้องพักถูกออกแบบตกแต่งจากความประณีตของช่างฝีมือดีที่มิกซ์แอนด์แมชต์ความพื้นเมืองและความทันสมัยให้เข้ากันได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกแบบฟูลออฟชั่นที่จะช่วยปลดปล่อยความเครียดให้หายไปกับสายลมทะเล และเกลียวคลื่นสีคราม และแน่นอนว่าเพื่อให้ตอบโจทย์ทริปดำน้ำครั้งนี้ บ้านปู เกาะช้างจึงสามารถเดินทางไปบริษัททัวร์ดำน้ำได้ง่ายๆ ไม่ไกลนักและมีหลายบริษัทให้เราได้เลือกตามสบาย
- ราคาเริ่มต้นที่ 2,XXX บาท
- ปักหมุด Google Map
- จองที่พัก บ้านปู เกาะช้าง กับ Traveloka คลิกที่นี่
3. เซ็นทาราเกาะช้างทรอปิคานารีสอร์ท (Cantara Koh Chang Tropicana Resort)

ทำเลดีสมกับเป็นเซ็นทาราจริงๆ เซ็นทาราเกาะช้างทรอปิคานารีสอร์ทบนหาดคลองพร้าว ใจกลางเกาะช้างฝั่งตะวันตกห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะช้าง ให้ความเงียบสงบเป็นส่วนตัวพร้อมกิจกรรมสนุกๆ ทั้งกีฬาทางน้ำ สปา สระว่ายน้ำริมทะเล และใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น เส้นทางเดินป่า น้ำตก หมู่บ้านชาวประมง แคมป์ช้าง รวมถึงท่าเรือและบริษัททัวร์ดำน้ำที่จะพาเราออกไปเที่ยวชมโลกใต้ท้องทะเลในเกาะอื่นๆ ด้วย
- ราคาเริ่มต้นที่ 3,XXX บาท
- ปักหมุด Google Map
- จองที่พัก เซ็นทาราเกาะช้างทรอนิคานารีสอร์ท กับ Traveloka คลิกที่นี่
4. Resolution Resort

ที่พักส่วนตัวที่เราขอยกให้เป็น One-stop Service เลยก็ว่าได้ เพราะที่ Resolution Resort แห่งนี้สามารถอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวอย่างเราได้ครบจริงๆ ทั้งติดทะเลเพียงแค่ใช้เวลาเดิน 1 นาที มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง อุปกรณ์กีฬาทางน้ำประเภทต่างๆ บริการห้องพักริมชายหาดที่ถูกตกแต่งแบบไทยสมัยใหม่ พร้อมระเบียงอาบแดด เสิร์ฟอาหารท้องถิ่น อาหารนานาชาติและบาร์เครื่องดื่ม พร้อมฟรีเรือรับส่งไปยังท่าเรืออ่าวบางเบ้าที่อยู่ห่างแค่ 2 กิโลเมตร แถมยังมีบริการจัดทริปเที่ยวให้เราแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ และใกล้แหล่งทัวร์ดำน้ำด้วย พักที่ Resolution Resort แห่งนี้นอกจากจะได้ชมสวยๆ ของอ่าวไทยแล้วยังได้ความสะดวกสบายไปในตัวด้วย คุ้มเว่อร์!
- ราคาเริ่มต้นที่ 2,XXX บาท
- ปักหมุด Google Map
- จองที่พัก Resolution Resort กับ Traveloka คลิกที่นี่
5. Amber Sands Beach Resort

สำหรับใครที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายทั้งปวง เราขอแนะนำ Amber Sands Beach Resort ทางฝั่งตะวันออกของเกาะช้าง รีสอร์ทเล็กๆ ที่มีห้องพักอยู่เพียงแค่ 8 ห้องเท่านั้น เติมเต็มความทรงจำวันหยุดสบายๆ ด้วยสวนสวยๆ สระว่ายน้ำกลางแจ้ง การต้อนรับที่อบอุ่น ความเงียบสงบบนชายหาดส่วนตัว วิวทะเลสวยจากระเบียงห้องพัก กิจกรรมทางน้ำ ปั่นจักรยาน และสามารถดำน้ำลึก ดำน้ำตื้นกับทางรีสอร์ทได้แบบไม่ต้องไปไหนไกล นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากท่าเรืออ่าวสับปะรด เพียงแค่ 3-4 กิโลเมตรเท่านั้นพร้อมบริการรับส่งฟรี สะดวกต่อการเดินทางและการดำน้ำสุดๆ
- ราคาเริ่มต้นที่ 3,XXX บาท
- ปักหมุด Google Map
- จองที่พัก Amber Sands Beach Resort กับ Traveloka คลิกที่นี่
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วถ้าไม่ไปเที่ยว ดำน้ำที่เกาะช้างก็คงไม่ได้แล้ว! แต่ถ้าใครยังคิดไม่ตก สถานที่ดำน้ำสวยๆ ก็ไม่มีให้เลือกแค่เกาะช้างหรอกนะ ประเทศไทยยังมี Destination ดีๆ ให้เราได้ไปเยือน ไปเหยียบ ไปดำน้ำกันอีกหลายเกาะ แต่ไม่ว่าจะไปเกาะไหนก็อย่าลืมใช้บริการจองที่พัก จองตั๋วเครื่องบินดีกับ Traveloka ล่ะ ส่วนใครที่ตัดสินใจจะไปเกาะช้างแน่ๆ ก็คลิกเข้าไปหาที่พักเกาะช้างกับ Traveloka ได้เลย รับรองถูกชัวร์!
5 ที่เที่ยวสิงคโปร์ต้องแชะ สำหรับสายอินสตาแกรมสุดชิค
5 ที่เที่ยวสิงคโปร์ต้องแชะ สำหรับสายอินสตาแกรมสุดชิค

สิงคโปร์ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด แม้จะเคยไปมาแล้ว ก็ยังกลับไปเที่ยวอีกได้ โดยเฉพาะสายแชะ ชอบอัพอินสตาแกรมต้องมาเช็คทางนี้ เพราะครั้งนี้เราได้ Traveloka กูรูจัดการเรื่องเที่ยวให้เป็นเรื่องง่าย มาอัพเดทที่เที่ยวสิงคโปร์ถ่ายรูปสวยมาฝากกัน

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นก่อนจะไป เค้าก็แนะนำให้จองที่พักสิงคโปร์กันก่อนที่ Traveloka เพราะรับประกันว่ามีที่พักดีๆ ให้เลือกเยอะเลยทั้งแบบโรงแรมบรรยากาศดี เดินทางสะดวก ไปจนถึงโฮสเทลราคาประหยัด เอาเป็นว่ามีบัดเจ็ทเท่าไหร่ ก็หาที่พักสิงคโปร์ราคาดีได้ที่ Traveloka งั้นรีบจอง แล้วไปเที่ยวกันเลย
1. Fort Canning Park


เริ่มที่แรกกับ Fort Canning Park สวนสาธารณะที่ตอนนี้หลายๆ คนคงจะเคยเห็นมุมยอดฮิตอุโมงค์ต้นไม้นี้ผ่านตาในอินสตราแกรมไม่มากก็น้อย ซึ่งการมาที่นี่ก็ไม่ยาก เพียงมาลงที่สถานี Dhoby Ghaut MRT Station ออกทางออก B เดินไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึง แต่นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและมีประวัติศาสตร์ จากการเคยเป็นที่ตั้งของวังกษัตริย์ชาวมาเลย์และป้อมปราการ โดยรอบๆ นี้ยังมีสิ่งก่อสร้างหลงเหลือไว้ให้เราได้ชมอีกด้วย
2. หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์



หรือ National Gallery Singapore ซึ่งนับได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดและใหม่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้ แน่นอนว่าที่นี่เป็นที่จัดแสดงผลงานทางศิลปะต่างๆ ทุกแขนง แต่ไฮไลท์ย่อมเป็นสถาปัตยกรรมการตกแต่งของที่นี่ซึ่งอลังการงานสร้างเป็นที่ถูกใจของสายแชะ ด้วยภายนอกเป็นอาคารแบบโคโลเนียล ด้านในเป็นการตกแต่งแบบนีโอคลาสสิคที่ผสมผสานความโมเดิร์นไว้อย่างลงตัว ส่วนวิธีการไปก็ไม่ยากมาลงที่สถานี City Hall Station แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 7-10 นาที
3. Little India



ย่านที่เต็มไปด้วยความเป็นวัฒนธรรมและสีสันสดใส แน่นอนว่าต้องถ่ายรูปสวยอย่างแน่นอน โดยความโดดเด่นในย่าน Little India เห็นทีจะเป็นร้านค้าเก่าแก่และร้านค้าใหม่ๆ สำหรับการช้อปปิ้ง ร้านอาหาร โรงแรมที่พักสิงคโปร์ที่เดินทางสะดวก และสถานที่ท่องเที่ยวอย่างวัดฮินดูและมัสยิส พร้อมกับอีกหนึ่งจุดห้ามพลาดคือ Residence of Tan Teng Niah อาคารสีสันสดใส สัญลักษณ์ของย่าน Little India นั่นเอง
4. Marina Barrage


หากคุณอยากถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คดังๆ ของสิงคโปร์ให้ได้พร้อมๆ กัน ลองมาลงที่สถานี MRT Marina Bay Station ทางออก B ดู แล้วเดินมาที่ Marina Barrage ซึ่งที่นี่นอกจากจะเป็นเขื่อนกั้นน้ำประเทศสิงคโปร์ขนาดใหญ่แล้ว ด้านบนดาดฟ้ายังถูกออกแบบมาให้เป็นสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ ที่สามารถมองวิวทิวทัศน์ได้แบบ 360 องศา บอกเลยว่าที่นี่แหละ จะทำให้คุณเห็นทั้ง Singapore Flyer, Marina Bay Sands Skypark และ Gardens By The Bay เป็นต้น
5. Bugis



นอกจากบูกิสจะเป็นย่านช้อปที่มีชื่อเสียง โดยมีตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าหรูหราไปจนถึงช้อปปิ้งสตรีทสุดฮิปอย่างฮาจิเลน อันเป็นแหล่งช้อปสุดฮิปที่ถ่ายรูปสวยเหมือนกันแล้ว ในย่านนี้ยังมีจุดอื่นๆ ที่ชาวสิงคโปร์เองก็มักแวะไปถ่ายรูปเล่นกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Bugis Village ซึ่งเป็นอาคารสไตล์โคโรเนียล ตกแต่งด้วยสีสันและมีบันไดวนต่อๆ กัน รวมไปถึง MICA Building อาคารกองบัญชาการตำรวจเก่า ที่ไปได้ไม่ไกลจากย่านนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
สำหรับใครที่เห็นว่าสิงคโปร์น่าเที่ยวและเต็มไปด้วยสีสันที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ห้ามพลาดที่จะกลับไปเที่ยวกันใหม่ และอย่าลืมจัดการเรื่องเที่ยวให้เป็นเรื่องง่าย ทั้งการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักในสิงคโปร์กับ Traveloka ได้เลย






