พักในอ้อมกอดสีเขียว เที่ยวกระบี่ที่ Pooltara Resort
นานแล้วไม่ได้กลับมาเที่ยว ‘จังหวัดกระบี่’ มาเที่ยวทั้งทีทริปนี้จึงต้องเป็นอะไรที่พิเศษสุดๆ
เราเดินทางเข้าสู่อ้อมกอดของแมกไม้เขียวขจีและสายน้ำใสเย็นจากธรรมชาติ ที่ Pooltara Resort Krabi ซึ่งแม้จะอยู่ในเขตอำเภอเมืองกระบี่ ทว่าก็ไม่ได้อยู่ในใจกลางเมืองหรือแถบอ่าวนางที่ค่อนข้างแออัด แต่ Pooltara Resort ได้พาตัวเองมาแอบซ่อนอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา และธรรมชาติพิสุทธิ์ ที่ซึ่งมีเพียงเราและธรรมชาติกระซิบรักกัน
ฝนโปรยละอองเย็นฉ่ำ ต้อนรับการมาถึงของเราที่ Pooltara Resort ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่ติดลำธารธรรมชาติชื่อ ‘คลองธารทิพย์’ ซึ่งเคยมีนากน้ำอาศัยอยู่ เป็นลำธารสาธารณะที่ไหลมาจากป่าบนเขาพนมเบญจา บรรยากาศของที่นี่จึงอาบอิ่มด้วยธรรมชาติ อากาศปลอดโปร่ง เหมาะจะมาพักผ่อนกายใจในมุมส่วนตัวอย่างแท้จริง
คุณเฟียต CEO แห่ง Pooltara Resort Krabi คือหนึ่งคนที่ตกหลุมรักจังหวัดกระบี่เข้าอย่างเต็มเปา จากที่ป่าพรุและสวนเก่า 10 ไร่ ซึ่งคุณพ่อได้ซื้อไว้เมื่อกว่า 26 ปีก่อน บัดนี้คุณเฟียตได้เนรมิตให้กลายเป็นที่พักสไตล์ Eco-Friendly เป็นมิตรใกล้ชิดธรรมชาติอย่างกลมกลืนมากๆ
จุดเด่นของ Pooltara Resort Krabi คือความเป็นธรรมชาติของแมกไม้เขียวสดร่มรื่น และลำคลองธารทิพย์ ที่ผ่านเข้ามายังรีสอร์ท เหมาะไปนั่งพักผ่อน เล่นน้ำ พายเรือ ให้เย็นกายเย็นใจเหมือนการช๊าตพลังชีวิต
อดใจไม่ไหว ไปพายเรือแคนนูเล่นชมธรรมชาติกันเถอะเรา
ริมคลองธารทิพย์ มีการจัดแต่งสวนสวยร่มรื่น ใช้เป็นจุด check in หรือ photo point ได้สบายๆ เลยจ้า
ส่วนสำคัญอีกอย่างของ Pooltara Resort Krabi คือบ้านพักสไตล์ Villa ที่ออกแบบได้อย่าง Modern โปร่งโล่งสบาย มองเห็นธรรมชาติอยู่ใกล้แค่เอื้อม สำหรับหลังนี้เป็นแบบสองชั้น โดยชั้นล่างใช้เป็นห้องนั่งเล่น อิงกายบนโซฟานุ่ม ส่วนชั้นบนเดินขึ้นบันไดไปอีกนิด ก็ถึงที่นอนคล้ายชั้นลอย ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายคล้ายอยู่บ้าน
ที่พิเศษมาก คือหน้าห้องมีมุม Relax สุดชิล เป็นตาข่ายให้นอนเล่นรับลมธรรมชาติ
มุม Lobby ที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง
ได้เวลา Dinner แล้ว ขอให้คืนนี้เป็นคืนพิเศษที่เราจะจดจำไปอีกนานแสนนาน
แค่เห็นการจัดโต๊ะก็กินขาดแล้วล่ะ นำเอาใบตองมาปูโต๊ะ เป็นการผสมผสานกลิ่นอายท้องถิ่นปักษ์ใต้เข้ามาได้อย่างน่ารักมากๆ
อาหารค่ำของ Pooltara Resort Krabi มี 2 เซ็ทให้เลือก คือ ลัดตา Set และปกาสัย Set ทั้งสองแบบนี้จัดมาในสไตล์อาหารท้องถิ่น อาทิ แกงส้มปลากะพง, หมูฮ้อง, คั่วกลิ้งปลา, น้ำพริกปลาฉิ้งฉ้าง, หมูสามชั้นผัดกะปิ, ต้มกะทิใบเหรียง และนำ้พริกกะปิกุ้งสด เป็นต้น
ลิ้นลิ้มรสความอร่อย ตาได้เสพความงาม และหูได้ยินเสียงเพลงเบาๆ เคล้าบรรยากาศยามหัวค่ำท่ามกลางธรรมชาติ
เครื่องดื่มเย็นๆ ผสมแอลกอฮอล์เบาๆ ช่วยให้ค่ำคืนนี้ Perfect ขึ้น ในขณะที่เรานั่งพูดคุยสรวนเสเฮฮากับเพื่อนฝูง
อาหารเช้าของ Pooltara Resort Krabi ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะเน้นอาหารพื้นบ้าน ที่อุดหนุนชาวบ้านมาแท้ๆ รสชาติจึงอร่อยถึงเครื่องแบบปักษ์ใต้จริงๆ ส่วนการจัด Setting Buffet Corner ก็น่ารักเก๋ไก๋ฟรุ้งฟริ้ง

ข้าวเหนียวไก่ทอดแบบพื้นบ้าน ดูหน้าตาธรรมดา แต่รสชาติอาหร่อยอย่างแรง ขอบอกว่าถึงเครื่องมากครับ แต่ก็ขอเหลือท้องไว้ชิมขนมจีนด้วย ฮาฮาฮา
ขนมพื้นบ้านต่างๆ จัดไว้เสิร์ฟกันตั้งแต่เช้าตรู่

กินกันให้เต็มที่เลยนะเช้านี้ จะได้มีแรงออกไปเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวสุด Unseen ที่อยู่ไม่ห่างจาก Pooltara Resort Krabi คือ ‘จุดชมวิวเขาทอง’ จากจุดนี้สามารถชื่นชมพระอาทิตย์ตกได้แบบสุดสายตา Panorama โดยมีหมู่เกาะทะเลกระบี่เรียงรายอยู่ตรงหน้าเลย!
ส่วนใครที่อยากเที่ยวแบบ Adventure ผจญภัยกลางแจ้ง แนะนำให้ไปพายเรือคายัคในคลองบ่อท่อ ตรงสู่ ‘ถ้ำผีหัวโต’ แหล่งประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี เป็นถ้ำที่มีภาพเขียนสีอยู่บนผนังถ้ำนับร้อยภาพ มากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย มีภาพแปลกๆ ชวนให้ฉงนสนเท่ห์ ตั้งแต่ ผีหัวโต, มือหกนิ้ว, มนุษย์อวกาศ, เจ้าบ่าวเจ้าสาว, ฮิปปี้โบราณ, นกยักษ์, ปลาโบราณ ฯลฯ
ถ้ำลอด ในระหว่างทางไปถ้ำผีหัวโต คลองบ่อท่อ
ภาพวาดผีหัวโต ที่ชวนให้ขบคิดว่า นี่คือภาพของสัตว์ คน หรือมนุษย์ต่างดาวกันแน่นะ?!
อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว Unseen ใกล้ Pooltara Resort Krabi ที่ห้ามพลาดชมด้วยประการทั้งปวงก็คือ ‘ท่าปอม คลองสองน้ำ’ ระบบนิเวศมหัศจรรย์ ที่มีน้ำจืดและน้ำทะเลไหลบ่าสลับกันเข้ามาในลำธารสีเขียวมรกตธรรมชาติ มีให้ชมทุกวัน โดยเฉพาะในยามเช้าที่น้ำจะใสปิ๊งเป็นพิเศษ แต่ปัจจุบันอนุญาตให้ลงเล่นน้ำได้แค่บางจุดเท่านั้นนะ เพื่อรักษารากไม้และระบบนิเวศนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

Contact : Pooltara Resort Krabi เลขที่ 144/1 หมู่ 4 บ้านในสระ ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี่ 81000
โทร. 0-7566-4599, 0-7581-9846, 0-7581-9847
pooltararesort@gmail.com / Facebook : Pooltara Resort Krabi
โปรฯ วันแม่สุดคุ้ม…ปูอลาสก้ามาเต็ม!
ปูมาแล้วจ้า ปู! แต่ไม่ใช่ปูธรรมดา เพราะเป็น ‘ปูอลาสก้า’ แท้ๆ ขาใหญ่ๆ เนื้อแน่นๆ สู้ปาก ที่ร้านอาหาร The Terrace@72 ของ โรงแรม Ramada Plaza Bangkok Menam Riverside โรงแรมสุดหรูในย่านถนนเจริญกรุง ท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันแสนคลาสิก
ห้องอาหาร The Terrace@72 โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซา เป็นที่รู้จักกันดีในเหล่านักชิม และคนรักบุฟเฟ่ต์ เพราะนอกจากจะมีบรรยากาศริมแม่น้ำที่สวยงาม ชื่นตาชื่นใจ และเย็นสบายตลอดวันแล้ว ร้านนี้ยังตกแต่งอย่างทันสมัยในสไตล์ Modern ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายตา ทุกโต๊ะสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำเพลินๆ ได้ ในขณะที่กำลังละเลียดชิมบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมาอย่างดี ทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป เรียกว่ามาที่เดียวครบ หลากหลายจริงๆ
เมื่อวันแม่ใกล้เข้ามาทุกที ทาง The Terrace@72 เขาจึงจัดโปรโมชั่นพิเศษสุดคุ้ม เพื่อคุณแม่และคุณลูกโดยเฉพาะ ระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม 2561 นี้ (รวม 4 วันเต็ม)
คือเมื่อคุณโทรมาสำรองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ก็จะได้รับฟรีทันที ‘ขาปูอลาสก้ายักษ์’ 1 จาน (ต่อโต๊ะ) ไปเลย! รวมทั้งยังสามารถอิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์นานาชาติได้อย่างไม่อั้นเช่นเคย เรียกว่าฉลองวันแม่แห่งชาติกันด้วยความสุข สนุก และอิ่มอร่อยกันทั้งครอบครัว
ไม่ต้องบรรยายกันมากเลยจริงไหม? ขาปูอลาสก้ายักษ์ ที่สั่งตรงมาจากรัสเซีย จับขึ้นมาสดๆ จากน่านน้ำเย็น แล้วส่งตรงสู่ The Terrace@72 เพื่อวันแม่นี้จริงๆ
ขอบอกว่าขาปูยักษ์อลาสก้าแต่ละขานั้น ใหญ่มากๆๆๆๆ กินคนละ 2-3 ขา ก็อิ่มแปร้แล้ว! เปลือกที่หนาและแข็ง ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยเปิดให้เห็นเนื้อแน่นๆ ภายใน พอกัดคำแรกเข้าไป น้ำตาแทบไหล! เพราะมันแน่น นุ่ม สู้ปาก กัดลงไปมีความหวานซาบซ่านทะลักออกมา เคี้ยวเพลินกว่าเนื้อปูชนิดอื่นเป็นไหนๆ คงจะดีไม่น้อยเลยถ้าได้พาคุณแม่มานั่งกินด้วยกันนะจ๊ะ
เปรียบเทียบขนาดขาปู กับนางแบบเซเลปสุดสวยของเรา อิอิ
ร้าน The Terrace@72 ของโรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซา เปิดบริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น
บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน (11.30-14.30 น.) ท่านละ 790 บาท จันทร์-เสาร์
บุฟเฟ่ต์มื้อเย็น (18.00-22.00 น.) ท่านละ 1,400 บาท จันทร์-อาทิตย์
ซันเดย์บรั้นช์ วันอาทิตย์ (11.30-15.00 น.) ท่านละ 1,400 บาท และ 700 บาท สำหรับเด็กอายุ 6-12 ขวบ
นอกจากขาปูอลาสก้ายักษ์ในช่วงโปรโมชั่นพิเศษวันแม่ 10-13 สิงหาคม 2561 นี้แล้ว ยังมีบุฟเฟ่ต์ Seafood นานาชนิด สดใหม่ ให้ชิมกันอย่างจุใจ คงไม่ต้องบรรยายมากเนอะ ฮาฮาฮา
สำหรับใครที่ไม่เคยไป โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซา ไม่ต้องกังวล เพราะหาง่ายมาก อยู่บนถนนเจริญกรุง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส และใกล้ทางด่วน พร้อมมีบริการเรือของโรงแรมรับส่งฟรีจากท่าสาทรทุกวัน
อย่าลืมนะ วันแม่ปีนี้ 10-13 สิงหาคม พาคุณแม่ไปบอกรัก แกะเนื้อขาปูอลาสก้ายักษ์ป้อนแม่ ที่ร้าน The Terrace@72 จ้า
สนใจสอบถามเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 0-2688-1000 ต่อ 80110 (The Terrace@72)
www.ramadaplazamenamriverside.com/f-and-b-promotions.html
เที่ยวเกาหลีสไตล์ TEATA หมู่บ้าน Way Am (ตอน 5)
วันที่ 5 วันสุดท้ายของการเดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชนของเกาหลีกับ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) ความเข้มข้นก็มิได้ลดน้อยลงเลยสักนิดเดียว แต่มาถึงไฮไลท์ของหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในการจัดทำท่องเที่ยวโดยชุมชน คือ ‘หมู่บ้านวัฒนธรรมเวอัม’ (Way Am Folk Village) เมืองอาซาน (Asan) จังหวัดชุงชองนัม (Chungcheongnam) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลเพียงระยะรถวิ่งแค่ 1.30 ชั่วโมง เท่านั้น
หมู่บ้านเวอัม มีขนาดไม่ใหญ่โตเลย แต่ตั้งอยู่ในโลเกชั่นสวยงามสุดๆ ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่กลางทุ่งนา ในหุบเขาที่มีเทือกทิวเขาสองแนวโอบล้อมเป็นฉากหลังอย่างกับภาพวาด คือ ภูเขากวางด็อก (Gwangdeok Mountain) และภูเขาซุลวา (Sulhwa Mountain) แถมยังเที่ยวได้ 4 ฤดู ในความงามต่างกัน โดยเฉพาะฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนหมู่บ้านเวอัมจะมีชีวิตชีวาสุดๆ มีสีสันคัลเลอร์ฟูลของดอกไม้นานาชนิด เคียงคู่ผืนนาสีเขียวขจี บึงบัวบาน และกิจกรรมท่องเที่ยวอันคึกคัก
ปัจจุบันหมู่บ้านเวอัมมีชื่อเสียงมากในแง่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ในลักษณะ ‘พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต’ หรือ Living Museum เพราะเขาสามารถปลุกชีวิตหมู่บ้านชนบทอายุ 500 ปี ที่มีอาชีพหลักทำเกษตรกรรมทำไร่ทำนาปลูกผัก ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชนได้อย่างสนุกสนาน เพราะมีการสนับสนุนงบส่วนหนึ่งจากรัฐบาลกลาง และชาวบ้านก็สามัคคี สร้างกิจกรรมสนุกๆ ให้นักท่องเที่ยว ผู้มาเยือน อีกทั้งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ความสะอาด เที่ยวได้สบายใจจริง
เมื่อข้ามลำธารสายเล็กๆ เข้าสู่หมู่บ้านแล้ว ก็พบบรรยากาศราวกับว่าเราได้พาตัวเองย้อนเวลาไปในอดีตเมื่อ 500 ปีก่อน เพราะในหมู่บ้านยังคงมีบ้านไม้โบราณที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา บ้างมุงหลังคาด้วยฟางข้าว และมีแนวกำแพงหินก่อเรียงกันไปเหมือนกับที่เราเห็นในละครเกาหลีจริงๆ เลย
กังหันน้ำโบราณตรงทางเข้าหมู่บ้าน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งฟังเสียงน้ำไหลซู่ซ่าให้เย็นใจ
การเดินชมหมู่บ้านโบราณอายุ 500 ปีแห่งนี้ ถ้าให้ดีก็ต้องเช่าชุดฮันบก (ชุดประจำชาติเกาหลี) ใส่ให้สวยๆ เดินเฉิดฉายถ่ายรูปไปเที่ยวไป แหม Happy ดีจริงเนอะ
หมู่บ้านเวอัมเปิดให้ท่องเที่ยวทุกวัน และได้รับความนิมอย่างสูง เพราะมีเสน่ห์ดึงดูดทั้งสถานที่ ธรรมชาติ กิจกรรม และวิถีชีวิตแบบย้อนยุค
จากปากทางเข้าหมู่บ้าน เรานั่งรถแทร็กเตอร์พ่วงเข้าไปเพื่อประหยัดเวลา (พวกบ้านไกลเวลาน้อยก็อย่างนี้ล่ะครับ ฮาฮาฮา)
แม้จะเป็นหมู่บ้านโบราณที่มีอายุถึง 500 ปี ทว่าเวอัมก็ได้รับการดูแลอย่างดี มีความสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ โดดเด่นด้วยเรือนไม้โบราณมุงหลังคาฟางข้าว และแนวกำแพงก่อด้วยหินยาวเหยียด อีกทั้งร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เคียงคู่นาข้าว เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ หรือการไปพักในโรงแรมหรูห้าดาว เพราะนี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของแดนกิมจิล่ะครับ
อาหารเที่ยง เป็นอาหารมื้อแรกในหมู่บ้านเวอัม เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ตักเติมได้ไม่อั้น โดยต้องมากินรวมกันที่โรงครัวสำหรับนักท่องเที่ยวครับ
อาหารแบบง่ายๆ แต่นั่งกินกับคนรู้ใจ มันก็เลยอร่อยไงล่ะ
‘พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต’ หรือ Living Museum แห่งหมู่บ้านเวอัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโฮมสเตย์ของหมู่บ้านนที่โดดเด่นจริงๆ เพราะเราจะได้เข้าไปนอนค้างคืนในบ้านไม้โบราณอายุเป็นร้อยๆ ปี ที่ยังมีเจ้าบ้านอาศัยอยู่ และเขาแบ่งห้องให้เรานอน แบ่งครัวให้เราทำกับข้าว ซึ่งแม้จะพูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะชาวบ้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทว่าน่าแปลกที่ภาษากายของเราช่วยให้สื่อสารกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของหมูบ้านเวอัม คือแนวกำแพงหินที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกสำคัญของชาติเกาหลีไปแล้ว ว้าว!
หลังจากอาหารเที่ยง กิจกรรมสนุกๆ ก็เริ่มต้นขึ้น อย่างแรกคือ ‘การโม่ถั่วเหลือง’ เพื่อทำเต้าหู้แบบโบราณ กิจกรรมนี้ทำให้ใครหลายคนย้อนรำลึกถึงวัยเด็ก ที่ยังช่วยคุณแม่เข้าครัวโม่แป้งโม่ถั่วเหลืองอยู่ ซึ่งปัจจุบันคงหาอะไรแบบนี้ยากแล้ว ส่วนน้องๆ รุ่นใหม่ที่ร่วมทริปด้วย ก็ได้ฟังคำบอกเล่าจากปากของท่านผู้อาวุโส เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และย้อนเวลาหาอดีตได้อย่างสนุกสนาน
น้ำถั่วเหลืองที่บดแล้วจะไหลมารวมกันในหม้อต้ม เมื่อคนไปคนมาสักพัก แล้วเติมน้ำทะเลลงไปในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะได้น้ำเต้าหู้และฟองเต้าหู้แยกจากกันชัดเจน
นำน้ำถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) ที่ต้มดีแล้ว กรองในถุงขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้ความใสสะอาด
จากนั้นนำกากถั่วเหลืองมาบีบบดคั้นเอาน้ำออกมาให้ได้มากที่สุด โดยชาวบ้านจะทิ้งน้ำเต้าหู้ (น้ำถั่วเหลือง) ที่เราช่วยกันคั้นนี้ ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนนำมาทำเต้าหู้แสนอร่อยให้เรารับประทานกัน
เต้าหู้หมู่บ้านเวอัมจากฝีมือเราเอง ขอบอกว่าเนื้อนุ่ม รสชาตินวลเป็นธรรมชาติ แทบไม่ต้องเคี้ยวเพราะละลายในปากได้เลย กินคู่กับผักดองกิมจิต่างๆ บำรุงสุขภาพเพราะอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารมากมายครับ
หลังกิจกรรมทำเต้าหู้ ก็ได้เวลาออกเดินเที่ยวชมบรรยากาศของหมู่บ้านโบราณ ที่ไม่มีการสร้างตึกสูงหรืออาคารสมัยใหม่แทรกแซมเข้าไปเลย เรียกว่าเขายังอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจากอดีตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวเรือนไม้โบราณที่ตั้งหลบอยู่ในดงต้นสนและเมเปิลอย่างนิ่งสงบ ช่วยให้ใจเราสงบไปด้วย อยากนั่งอยู่เฉยๆ สักพัก ชมแนวกำแพงหินเคียงคู่ดอกไม้ ป่าสน ลำธาร เป็นความงามเปี่ยมคุณค่า ถึงขนาดรัฐบาลเกาหลีประกาศให้ 3 สิ่งในหมู่บ้านวัฒนธรรมเวอัมกลายเป็น ‘มรดกสำคัญของชาติ’ (National Important Folk Material) คือ บ้านโบราณ, แนวกำแพงหินโบราณยาว 3 กิโลเมตร และทางน้ำแบบโบราณ ว้าว!
แนวกำแพงหินที่แลดูธรรมดา บัดนี้กลายเป็นโลเกชั่นถ่ายแบบของสาวน้อยแสนน่ารักชาว TEATA ไปแล้ว
แนวกำแพงหินโบราณกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้งในฤดูร้อน เมื่อดอกไม้เล็กๆ เบ่งบานขึ้นมาทักทายกันอย่างน่ารักน่าชัง
ใบเมเปิลแดงหลงฤดู ที่หมู่บ้านเวอัม นี่คือศิลปะในธรรมชาติที่มีคุณค่ายิ่งต่อจิตใจมนุษย์
ต้นไม้โบราณเก่าแก่หลายชั่วอายุคน ยืนต้นตระหง่านแผ่กิ่งก้านสาขา เปลือกของมันแตกออกเป็นร่องเป็นเกล็ดเหมือนลวดลายที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นประดับประดาหมู่บ้านเวอัม
เดินเที่ยวหมู่บ้านด้วยความเพลิดเพลิน เพราะแดดไม่ร้อนจัด แถมยังมีดอกไม้หลากสีเบ่งบานดึงดูดเราไปตลอดทาง
ถนนเดินผ่านกลางหมู่บ้าน นำเราย้อนอดีตในทุกย่างก้าว ท่ามกลางโอบกอดของธรรมชาติและแนวกำแพงหินนิ่งสงบ แลดูมั่นคง
ชีวิตเรียบง่ายในเวอัม สะท้อนออกมาในทุกย่างก้าวของชีวิตผู้อยู่อาศัย
พักคลายร้อนในห้องแอร์เย็นฉ่ำ กับการฟังบรรยายสรุปความเป็นมาของหมู่บ้าน และรูปแบบการจัดท่องเที่ยวโดยชุมชน สมาชิกชาว TEATA ได้ความรู้กันไปเต็มๆ ครับงานนี้
ถัดมาเป็นกิจกรรม DIY (Do It Yourself) ที่เขาให้เราลองประดิษฐ์ตกแต่งพัดแบบเกาหลีด้วยตัวเอง เพื่อนำกลับไปเป็นของที่ระลึกน่ารักๆ สไตล์เกาหลีครับ โดยเขาจะแจกพัดกระดาษสีขาวโล่งๆ ให้คนละอัน พร้อมกาว และกระดาษสีที่ตัดเป็นรูปดอกไม้ต่างๆ จากนั้นก็ใช้จินตนาการของใครของมัน ปะติดให้เกิดลวดลายตามชอบเลยจ้า
เสร็จแล้วจ้า พัดเกาหลีสวยแบบ Minimal ตาม character ของน้องสาวแสนน่ารัก
เสร็จแล้วจ้า ผลงานสวยๆ ของแต่ละคน มีชิ้นเดียวในโลกเลยนะเนี่ย
กิจกรรมถัดมา เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนรอคอยมาทั้งวัน นั่นคือการใส่ชุดฮันบก ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของเกาหลี เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เลือกกันได้ตามใจชอบเลยจ้า
ผู้ชายหน้าหวานกับดอกซากุระบนหมวก เขาคือนักปราชญ์ราชบัณฑิตหรือขุนนางจากยุคไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่แน่ๆ ว่า มีแต่คนเหลียวมองชายผู้นี้ ตลอดเวลาที่เขาสวมหมวกใบนั้น!!!
พี่น้องสองสาว ในชุดฮันบกสีสดใส บันทึกภาพนี้ไว้ในความประทับใจตลอดไปเลย
ยิ้มกว้างขนาดนี้ เขินหรือว่าดีใจที่ได้ใส่ชุดฮันบกจ๊ะพี่หุย? ฮาฮาฮา
เย็นมากแล้ว เวลาผ่านไปไม่รอท่า ได้เวลาเช็คอินเข้าพักในบ้านโบราณ ตอนนี้เจ้าบ้านแต่ละหลังมารอรับพวกเราอยู่แล้ว
บางบ้านมีบริการพาเรานั่งรถเล่นด้วย น่าอิจฉาจังคู่นี้
ค่ำวันนั้น ทางเกาหลีได้จัดงานเลี้ยงส่ง Farewell Party ให้กับคณะ 34 ชีวิตของ TEATA ที่มาเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในทริปนี้ บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสนุกสนานเฮฮา และเครื่องดื่มพื้นบ้านแบบเกาหลีหลายชนิด จนใครหลายคนมึนจัด หลงทาง เดินกลับบ้านพักไม่ถูกันเลยทีเดียว! ฮาฮาฮา
ในงานเลี้ยง มีการเชิญศิลปินแห่งชาติด้านการขับร้อง มาร้องเพลงอารีรัง (คนไทยรู้จักในชื่อเพลง อารีดัง) ให้เราฟังกันสดๆ ขอบอกว่าไพเราะจับใจมากจริงๆ ฟังจบปุ๊ปรู้สึกเลยว่ามาถึงเกาหลีแล้ว
การเดินทางมาเกาหลีเป็นเวลา 5 วัน ในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างสองประเทศ ประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์อย่างดีเยี่ยม เช้าวัดสุดท้ายก่อนบินกลับไทย จึงเป็นวาระสำคัญยิ่งที่ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) จะได้เซ็นต์บันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ สภาส่งเสริมการท่องเที่ยวชนบทเกาหลี (Korean Rural Experience Village Council : KREVC) ซึ่งเป็นโอกาสที่พิเศษมาก เพราะไม่เคยเกิดบรรยากาศการทำงานร่วมกันในลักษณะนี้มาก่อน จึงถือเป็นมิติใหม่และความหวังใหม่ในการดำเนินงานท่องเที่ยวโดยชุมชนให้ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ระหว่างสองประเทศ โดยมี TEATA เป็นหัวหอกสำคัญ
เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง คณะ TEATA ทั้งหมดจึงเดินทางไปยังสถานที่จัดประชุมใกล้หมู่บ้านเวอัม พบปะตัวแทนด้านการท่องเที่ยวคนสำคัญๆ ของเกาหลี โดยเฉพาะ Mr. Lee Kyujeong ตำแหน่ง President of Korean Rural Experience Village Council และ Mr. Choi Bong-soon ตำแหน่ง Director of Rural Industry Division สังกัดกระทรวงเกษตร, อาหาร และกิจการชนบทเกาหลี
บรรยากาศการประชุมอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ในการทำงานสู่ทิศทางเดียวกัน ก่อนที่จะมีการเซ็นต์ MOU
คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA เป็นตัวแทนเซ็นต์ MOU ร่วมกับ Mr. Lee Kyujeong (President of Korean Rural Experience Village Council) ซึ่งมีเครือข่ายท่องเที่ยวหมู่บ้านกว่า 1,000 แห่งทั่วเกาหลี
ผลจากการเซ็นต์ MOU ครั้งนี้ มีข้อผูกพันระหว่างกันหลายประการ ไม่ว่จะเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการทำท่องเที่ยวชุมชนให้ยั่งยืน, การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูงาน, การฝึกอบรมบุคลากรร่วมกัน รวมถึงการจัดทริปเหย้าเยือนนักท่องเที่ยวระหว่างกันด้วย เป็นต้น โดยในเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่จะถึงนี้ คณะทำงานจากเกาหลีก็จะเดินทางมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยด้วย เตรียมตัวต้อนรับกันให้ดีนะครับ
หลังจากเซ็นต์ MOU เสร็จเรียบร้อย คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA ก็ได้นำเสนอความเป็นมา เป้าหมาย แนวคิด การทำงาน และผลงานของ TEATA ให้กับทางเกาหลีฟัง โดยได้รับความสนใจเป็นอย่างดี
คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA ประเทศไทย มอบของที่ระลึกให้กับ Mr. Choi Bong-soon
และทั้งหมดนี้ คือกิจกรรมสนุกๆ ของ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาวงการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน บัดนี้เราได้ก้าวออกสู่เวทีโลกอย่างสง่าผ่าเผย และจะนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้ มาต่อยอดสร้างสรรค์พัฒนาวงการท่องเที่ยวไทยอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมต่อไป
แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้านะครับ บ้ายบาย
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) โทร. 08-3250-9343 (คุณน้ำ)
เที่ยวเกาหลีสไตล์ TEATA ไร่ชา Bohyang Da Won (ตอน 4)
วันที่ 4 ของการเดินทางท่องเที่ยวอันแสนสนุกและไม่เหมือนใครในเกาหลีกับ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) เรานั่งรถยนต์มุ่งหน้ากลับขึ้นฝั่งจากเกาะนัมเฮ (Namhe Island) สู่หมุดหมายต่อไป ซึ่งขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะเป็นไร่ชาที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลี คือ ‘หมู่บ้านไร่ชาโพยาง ดาวอน’ (Boseong Da Won Tea Farm Village) ดำเนินกิจการต่อกันมาถึง 5 ชั่วอายุคนแล้ว โดยเริ่มปลูกผลไม้และชามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 จนสามารถพาธุรกิจของตัวเองยกระดับโด่งดังไปทั่วโลกด้วยชื่อ Bohyang Tea
แม้จะเป็นไร่ชาแบบดั้งเดิมที่ยังคงสืบทอดวิธีปลูกและผลิตชาด้วยกรรมวิธีโบราณ ทว่าการจัดสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับดูเก๋ไก๋ น่ารัก โมเดิร์น ราวกับว่าเราอยู่ในยุโรปกลายๆ ยิ่งยามนี้เป็นฤดูร้อนด้วย ดอกไม้นานาชนิดจึงเบ่งบานละลานตาเชียว
มุมเล็กๆ อันแสนน่ารัก เติมสีสันการท่องเที่ยวในไร่ชาโพยาง ดาวอน ให้สมบูรณ์แบบ
ผึ้งตัวน้อยดื่มกินน้ำหวาน พร้อมกับช่วยผสมเกสรดอกไม้ ที่ไร่ชาโพยาง ดาวอน
ตามธรรมเนียม เมื่อแขกมาถึงบ้าน เจ้าบ้านก็ต้องกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ
นอกจากการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวไร่ชาแล้ว เรายังได้ฝึกฝนวิธีการทำความเคารพแบบคนเกาหลี ที่ถูกต้องด้วย สะท้อนถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน น่ารักดีครับ

อุ่นเครื่องกันได้ที่แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาออกไปเก็บชากันล่ะ แต่ละคนจะได้รับแจกกระจาดเล็กๆ คนละอัน เอาไว้ไปใส่ยอดชาเขียวที่เก็บได้
ป้ายแสดงความมั่นใจให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวว่า โร่ชาแห่งนี้ปลูกด้วยวิธี Organic ครับ คือไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน
คุณ Choi Yeong-Gi เจ้าของไร่ชาโพยาง ดาวอน มาสาธิตวิธีการเก็บยอดชาเขียวให้เราดูด้วยตนเอง
คุณชอยสอนว่าให้ดูยอดชาที่มี 3 ใบ ตรงส่วนบนสุดของลำต้น โดยสองใบจะแผ่ออก แต่ใบที่สามจะมีลักษณะเป็นปลายแหลมคล้ายหอก เด็ดมาเลยทั้ง 3 ใบ เอาพอเต็มกระจาด
เข้าใจแล้วก็เริ่มต้นเก็บยอดชากันทันที ไม่จำกัดเวลานะครับ แต่เอาแค่พอเต็มกระจาด เพื่อนำไปคั่วต่อ การเดินในไร่ชาที่เปิดโล่ง อากาศบริสุทธิ์ มองเห็นทัศนียภาพเนินเขากว้างไกล และมีต้นสนซีดาร์กระจายอยู่ห่างๆ กัน ถือเป็นกำไรของชีวิต เพราะเป็นการพาตัวและหัวใจออกมาสัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติบ้าง หลังจากถูกเมืองใหญ่ดูดกลืนพลังชีวิตไปซะเยอะแล้ว ฮาฮาฮา
ได้แล้วยอดขาเขียวสามใบ ตามที่คุณชอยสอน
พี่หุยครับ เขาให้มาเก็บยอดชานะครับ ไม่ได้ให้มาเซลฟี่ ฮาฮาฮา (อ๋อ ดูในกระจาดเก็บได้เยอะแล้ว เลยเปลี่ยนจากยอดชา มาเก็บภาพเป็นที่ระลึกแทน อิอิ)
โมงยามแห่งความสุข ของสมาชิกชาว TEATA ในไร่ชาโพยาง ดาวอน
ค่อยๆ เก็บยอดชาไป ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวก็เต็มกระจาดเองนั่นล่ะ
มืออาชีพมากๆ ได้มาเพียบ เตรียมเอาไปทำกิจกรรมที่สองต่อเลย คือการคั่วใบชาเขียวครับ
ผลงานการเก็บยอดชาเขียวคุณภาพ โดยน้องๆ ทีมงานจากนครพนม น่ารักอ่ะ
ไม่รอช้า ต่อเนื่องเข้าสู่กิจกรรมที่สองกันเลย คือ ‘การคั่วยอดใบชาเขียว’ แต่ก่อนอื่นต้องฟังสรุปวิธีการคั่วใบชาที่ถูกวิธีจาก Tea Master กันก่อน
ผ้ากันเปื้อนและถุงมือกันร้อน คืออุปกรณ์สำคัญสำหรับทุกคนในกิจกรรมนี้ เพราะเราต้องใช้มือทั้งสองคั่วใบชาเขียวในกระทะขนาดใหญ่ ด้วยไฟร้อนถึง 150 องศาเซลเซียส น่ะสิ
เตรียมพร้อม เอายอดใบชาเขียวลงกระทะคั่วครับ
‘การคั่วใบชา’ ผลที่ได้จะแตกต่างกัน ทั้งชาเขียว (Green Tea) และชาดำ (Black Tea) ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีและอุณหภูมิในการคั่ว วันนี้ผู้เชี่ยวชาญพาเราคั่วชาเขียว โดยนำยอดชาสดที่เพิ่งเก็บได้มาเทรวมกันใส่กระทะเหล็กใบใหญ่ที่อุณหภูมิราว 150 องศาเซลเซียส จากนั้นก็ใส่ถุงมือกันร้อน ช่วยกันใช้มือคั่ว คลุกเคล้าใบชาไปมาอย่างเป็นจังหวะ 3 เสต็ป ตั้งแต่เบาๆ นุ่มนวล ไปจนถึงเร็วและหนักหน่วงขึ้น จากนั้นก็นำใบชามาแผ่บนโต๊ะ แล้วนวดคลุกเคล้าต่อไปจนมันเย็น โห เพิ่งรู้ว่ากว่าจะได้ชาเขียวหอมกรุ่นดีๆ สักจอก ต้องใช้แรงเยอะเหมือนกันนะเนี่ยะ ต่อไปจะไม่ต่อราคาแล้ว
เมื่อคั่วใบชาเขียวในกระทะจนได้ที่ ก็นำมาแผ่บนโต๊ะให้เย็นตัว แล้วแบ่งเป็นกองๆ นวดคลึงคลุกเคล้าไปมาอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความหอม และสารเคมีต่างๆ ในใบชาถูกกระตุ้นให้พร้อมออกมาเต็มที่ยามชงใส่น้ำร้อน

เสร็จขั้นตอนคั่วและนวดคลึงใบชา ก็ได้เวลา Tea Master มาตรวจการบ้าน ว่าใน 5 กลุ่มของพวกเรา กลุ่มไหนคั่วใบชาเขียวได้เก่งที่สุด ดีที่สุด หอมที่สุด???
กลุ่ม 5 คว้ารางวัลชนะเลิศ สำหรับกิจกรรมคั่วใบชาเขียวในวันนี้ครับ
รับรางวัลกันไป กับผลิตภัณฑ์ชาหลากชนิดของไร่ชาออร์แกนิก โพยาง ดาวอน
นี่คือหน้าตาของชาแบบโบราณ ทั้งชาแผ่น ชาเหรียญ และชาก้อน เป็นการนำใบชามาอัดเป็นรูปทรงตากแห้งไว้ เพื่อใช้ในการเก็บไว้กินตลอดปี หรือเพื่อในการขนส่งไปค้าขายระยะทางไกลๆ หรือเพื่อติดตัวไปยามเดินทางได้สะดวก ซึ่งชาก้อนลักษณะนี้จริงๆ เราก็จะเห็นในประเทศจีนและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน เรียกว่า ชาก้อน (Brick Tea)
คืนนี้เราจะเข้าพักค้างคืนที่ไร่ชาโพยาง ดาวอน ทว่าเขามีให้แต่ที่พัก (แบบง่ายๆ และมีจำนวนจำกัด) และไม่ได้มีอาหารรวมอยู่ในแพ็กเกจด้วย เราจึงต้องขับรถออกมาประมาณ 15 นาที สู่ตัวเมืองโพยาง (Bohyang) เพื่อกินอาหารเย็น ร้านนี้ไม่ธรรมดา เพราะเด่นด้วยเนื้อหมูเบอร์เกอร์ เสิร์ฟมาพร้อมอาหารเกาหลีขนานแท้หลากหลายรสชาติ เป็นอีกหนึ่งมื้อที่เรามีความสุขมากๆ
เรากลับจากร้านอาหารสู่ไร่ชาโพยาง ดาวอน เกือบสองทุ่ม เพื่อมารวมตัวกันและเริ่มกิจกรรมสุดท้ายของวันนี้ คือ ‘พิธีชงชา’ (Tea Ceremony) ซึ่งต้องมี ‘ปรมาจารย์การชงชา’ หรือ Tea Master มาเป็นผู้นำ วันนี้คุณ Choi Yeong-Gi เจ้าของไร่ชา โพยอง ดาวอน ในเจนเนอร์เรชั่นที่ 4 มาสาธิตการชงชาให้เราชมด้วยตนเองเลย
การชงชาแบบเกาหลีนั้นจะดูเกร็งๆ น้อยกว่าของญี่ปุ่น คือของเกาหลีเขาให้เราจับคู่นั่งตรงข้ามกัน ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชง อีกฝ่ายเป็นผู้ดื่ม แล้วผลัดกัน โดยวิธีการรับส่งแก้วและยกขึ้นดื่มจะต้องกระทำอย่างช้าๆ และมีเสต็ปเฉพาะ
การดื่มชาจริงๆ แล้วเป็นทั้งการดื่มดม และทำสมาธิไปในตัว ขณะดื่มก็ต้องคิดแต่สิ่งดีๆ แบบ Positive Thinking ให้เราสัมผัสลึกล้ำทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ของน้ำชาที่ค่อยๆ ไหลลงคอแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย พร้อมกับมีการเสิร์ฟขนมหวานชิ้นเล็กๆ ให้กินคู่กันด้วย
คุณ Choi Yeong-Gi เล่าให้ฟังว่าไร่ชาของเขามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา มิใช่แค่ต้องการขายให้คนเกาหลีได้ดื่มเองในประเทศเท่านั้น แต่บุกตลาดไปทั่วโลก เพื่อให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงวัฒนธรรมเกาหลีผ่านชาคุณภาพนี่ล่ะ ยิ่งกว่านั้นเขายังมีการคิดค้น ‘ชาทองคำ’ (Golden Tea) สำเร็จเป็นเจ้าแรกด้วย คือเขาได้วิจัยจนสามารถใช้กระแสไฟฟ้าละลายทองคำก้อนให้กลายเป็น ‘น้ำทองคำ’ จากนั้นก็นำไปรดต้นชา ให้ต้นชาดูดน้ำทองคำเข้าไปเก็บไว้ แล้วก็นำใบชานั้นมาผลิตเป็นชาทองคำ ขายราคากล่องละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ! ตอนนี้มีออร์เดอร์จากทั่วโลก โดยเฉพาะจากผู้นำหลายประเทศ รวมถึงดาราเซเลปก็สั่งชาทองคำไปดื่ม เพราะผลวิจัยพบว่าเมื่อร่างกายเรามีทองคำสะสมอยู่ถึงปริมาณหนึ่ง ร่างกายจะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้โดยเองอัตโนมัติ! โห ฟังแล้วตาโต (แต่ไม่มีตังค์ซื้อ!)
คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA มอบของที่ระลึกน่ารักๆ ให้กับคุณชอยและภรรยา
วันเวลาในเกาหลีทำไมช่างผ่านไปรวดเร็วอย่างนี้นะ? เหลืออีกแค่วันเดียวก็ต้องกลับบ้านแล้ว และเราก็มุ่งหน้าเข้าใกล้กรุงโซลเข้าไปทุกทีๆ โปรดติดตามตอนสุดท้าย ว่าสมาชิก TEATA ของเราจะต้องไปผจญภัย หรือพบเจออะไรสนุกๆ อีกบ้าง บ้ายบาย
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) โทร. 08-3250-9343 (คุณน้ำ)
เที่ยวเกาหลีสไตล์ TEATA หมู่บ้านดารังงี (ตอน 3)
วันที่สองของการเดินทางท่องเที่ยวในเกาหลีกับ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) เรายังตระเวนกันอยู่บนเกาะนัมเฮ (Namhe Island) เกาะใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของเกาหลี โดยในช่วงเช้าหลังจากเราเดินป่าขึ้นเขาไปไหว้พระและชมวิวบนภูเขากวมซาน (Mt. Geumsan) แล้ว ช่วงบ่ายก็ได้เวลามาทำความรู้จักกับหมู่บ้านแสนน่ารักอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาชมวิวบวกกับวิถีชีวิตอันน่าสนใจ นั่นคือ ‘หมู่บ้านดารังงี’ (Darangyi Village) จังหวัดคยองซาน (Geongsang)
คอนเซ็ปต์ของการท่องเที่ยวที่นี่คือ ‘Ocean Village’ คล้ายๆ กับหมู่บ้านดูโมที่เราไปเยือนมาเมื่อวานนั่นแหละ ด้วยว่าหมู่บ้านดารังงีตั้งอยู่ริมทะเล มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ผู้คนที่เริ่มอพยพเข้ามาตั้งรกราก ปรับพื้นที่ลาดเอียงของเนินเขา ให้เป็นนาขั้นบันไดอันสวยงามและมีชื่อเสียง ถ่ายภาพได้แจ่ม ก้อนหินจากการปรับพื้นที่นาก็เอามาสร้างบ้าน กลายเป็นหมู่บ้านน่ารักที่สร้างไล่เรียงลดหลั่นกันไปตามเนินเขาเตี้ยๆ ทัศนียภาพสวยงามจับใจจริง
แต่การจะเข้าถึงหมู่บ้านไม่ใช่เรื่องหมูซะแล้ว เพราะรถบัสของเราวิ่งลงไปตามถนนแคบๆ ไม่ได้ จึงต้องออกแรงลากกระเป๋าเดินลงไปเกือบ 1 กิโลเมตร สู่ใจกลางหมู่บ้านที่อยู่ริมทะเลตรงโน้นนนนนนนน!
โชคดี คุณคิม (Mr.Kim) ผู้นำท่องเที่ยวหมู่บ้านดารังงี มารอต้อนรับเราอยู่แล้ว จึงพาเราเข้าไปนั่งพักในศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวประจำหมู่บ้าน ติดแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมมีชากาแฟอร่อยๆ ไว้ต้อนรับ
หมู่บ้านดารังงีได้รับงบสนับสนุนด้านท่องเที่ยวจากรัฐบาลกลางเกาหลี จึงนำมาปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ให้งดงาม สะอาดสะอ้าน และมีเรื่องราวแฝงอยู่ในนั้น โดยแต่ละบ้านจะมีป้าย หรือมีรูปวาดไว้ตามหลังคา กำแพง ผนังบ้าน สื่อถึงจุดเด่นของบ้านแต่ละหลัง เช่น บางบ้านปลูกกระเทียม ก็มีรูปกระเทียม บางบ้านปลูกฟักทอง ก็มีรูปดอกและผลฟักทอง ส่วนบางบ้านเลี้ยงวัวไว้ไถนา ก็จะมีรูปวัว เป็นต้น
ด้วยว่าภูมิประเทศแทบทั้งหมดของหมู่บ้านดารังงีเป็นเนินเขาลาดเอียงลงสู่ทะเลสีคราม บ้านเรือนจึงสร้างลดหลั่นลงไปตามเนินเขาลาดชันอย่างสวยงาม
นอกจากภาพวาดตามฝาฟนัง หรือ Wall Painting ที่มีกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้านแล้ว ในช่วงฤดูร้อนอย่างนี้ก็จะมีดอกไม้ประดับเบ่งบานแทบทุกบ้านเลย สดชื่นดีจัง
ภาพชีวิตประจำวันอันแสนน่ารักของชาวดารังงี นอกจากอาชีพหลักคือปลูกข้าวและประมงแล้ว ยังนิยมปลูกกระเทียมด้วย เพราะกระเทียมบนเกาะนัมเฮนี้ว่ากันว่ารสชาติดีที่สุดในเกาหลี เพราะมีลมทะเลพัดมาเพิ่มความอร่อย จริงไม่จริงต้องไปพิสูจน์กันเองนะครับ
ชื่อหมู่บ้านดารังงี มีความหมายสื่อถึงนาขั้นบันไดที่ลดหลั่นลงไปตามเชิงเขา โดยปัจจุบันมีนาขั้นบันไดอยู่กว่า 680 ผืน รวมเป็นพื้นที่ไม่น้อยกว่า 20 เฮกตาร์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัส ต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ซึ่งก็อิงอยู่กับวิถีเกษตรของชาวบ้านนั่นเอง อย่างในช่วงฤดูร้อน ก็จะมีกิจกรรมไถนา (ที่นี่ใช้วัวไถนานะครับ), ปลูกข้าว, จับหอยทาก, จับตั๊กแตน รวมไปถึงการเกี่ยวข้าวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เป็นต้น
พอพักกันจนหายเหนื่อยแล้ว คุณคิมก็เริ่มให้เราทำกิจกรรมแรกเพื่อทำความรู้จักกับหมู่บ้านดารังงีให้ดีขึ้น นั่นคือ ‘Running Man’ เป็นการวิ่งหา RC ตามคำถามที่ให้มา ใครหาครบก่อน และมาส่งให้กรรมการได้ก่อน (ต้องหา RC ถูกต้องด้วย) ก็จะได้รับรางวัลไปครับ กิจกรรมนี้สร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านดารังงีโด่งดังไปทั่วเกาหลี และถือเป็น Unique Program ที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์
เริ่มต้นเกมส์ Running Man ด้วยการแบ่งพวกเราออกเป็น 5 ทีม แล้วแจกแท๊ปเลทให้ทีมละเครื่อง ในนั้นมีคำถามอยู่ 10 ข้อ เพื่อให้เราออกไปค้นหาในหมู่บ้าน เช่น ให้ไปหาคนที่อายุมากที่สุดในหมู่บ้าน,ให้ไปหาทุ่งนาขนาดเล็กที่สุดในหมู่บ้าน, ให้ไปหาหินรูปร่างเหมือนหินตา-หินยาย ของไทย อะไรทำนองนี้ พอพบ RC แต่ละข้อแล้ว ก็ให้ใช้แท็ปเลทถ่ายภาพทุกคนในทีมคู่กับสิ่งนั้น จนครบ แล้วเอาไปส่งกรรมการครับ สนุกล่ะงานนี้!
ใช่ว่าหมู่บ้านดารังงีจะเล็กซะเมื่อไหร่ เราเลยต้องวิ่งหากันทั่ว แถมยังต้องวิ่งขึ้นลงเนินกลางแดดยามบ่าย จะว่าสนุกก็ใช่ แต่ขอโทษนะพี่ เล่นเอาหอบเลยอ่ะ!!!
พบแล้ว คุณลุงคุณป้าผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านดารังงี ขอถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกหน่อยน้า
ระหว่างเล่นเกมส์ Running Man เท่ากับเราได้ทำความรู้จักกับหมู่บ้านดารังงีในแง่มุมต่างๆ ไปโดยไม่รู้ตัว วิ่งกันเหนื่อย ก็หยุดถ่ายภาพคู่กับ Wall Painting สวยๆ ที่มีอยู่ทั่วหมู่บ้าน
ร้านกาแฟน่ารักในหมู่บ้าน มองเห็นวิวทะเล และมีสีสันของดอกไม้ฤดูร้อนแต่งแต้มเติมชีวิตชีวา
พบแล้ว ทุ่งนาผืนเล็กที่สุดในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ไม่มีต้นข้าว มีแต่ดอกไม้สีขาวเบ่งบานหอมชื่นใจ
ในหมู่บ้านมีมุมถ่ายภาพเก๋ไก๋สไลเดอร์อยู่มากมาย สดชื่นดีจัง
เจอแล้ว หินตา หินยาย ที่สื่อถึงการกำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ของชีวิต ขอถ่ายภาพไว้เอาไปส่งกรรมการด่วน
นาขั้นบันไดที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 108 ชั้น ไล่เรียงลดหลั่นลงมาตามลาดเนินเขาของดารังงี กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดถ่ายภาพยอดฮิตไปโดยปริยาย
เกมส์ Running Man วิ่งๆๆๆๆๆ ใครไม่ฟิต อาจหน้ามืดได้ง่ายๆ ฮะ ฮาฮาฮา
สภาพพวกเราหลังจบเกมส์ Running Man ภาพนี้ไร้คำบรรยาย!!!
เมื่อทั้ง 5 ทีม มาส่งการบ้านครบ คุณคิมก็เริ่มตรวจว่าหา RC กันครบ และถูกต้องหรือไม่นะ?
ลุ้นกันใหญ่ เพราะอยากได้รางวัล
ของรางวัลแด่ทีมผู้ชนะครับ
รางวัลแห่งความภูมิใจ The Running Man (Girls)
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เหนื่อยสุดๆ ได้เวลาเข้าพักในบ้าน Homestay กับคุณป้าใจดี ที่จัดห้องไว้ให้เรา 2 ห้อง แยกหญิงชาย (บ้านเราพักกัน 4 คน) แต่กว่าจะถึงบ้านก็ต้องหอบอีกรอบ เพราะบ้านตั้งอยู่บนเนิน ต้องเดินลากกระเป๋าใบใหญ่ แล้วยกขึ้นบันไดไปอีกนิด โอ้วแม่เจ้า!
รอยยิ้มอันอบอุ่นของคุณป้าเจ้าของบ้าน ทำให้เราหายเหนื่อย เพราะรู้สึกเหมือนได้เห็นหน้าแม่ ที่มาคอยดูแลสารทุกข์สุขดิบให้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะการเข้าครัวเตรียมอาหารเย็นอย่างขมักเขม้น จะไปขอช่วยก็ไม่ยอม อีกอย่างคือป้าเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เราจึงต้องใช้ภาษากายสื่อสารกัน ซึ่งก็น่าแปลกว่าสามารถเข้าใจกันได้ในระดับหนึ่ง
ห้องนอนชายหนุ่ม มีทีวี แอร์ และเครื่องนอนแบบง่ายๆ เตรียมไว้ให้ คุณป้าเจ้าของบ้านเขากลัวเราหนาว เลยเปิดฮีตเตอร์ที่พื้นบ้านไว้ให้ด้วย เรียกว่าอุ่นจนร้อนเลย นี่ผมเพิ่งเล่นเกมส์ Running Man มานะครับคุณป้า จะหนาวได้ไง เหงื่อท่วมออกขนาดนี้ ฮาฮาฮา!
ระหว่างที่เราอาบน้ำเปลี่ยนชุด คุณป้าก็จัดเตรียมอาหารเย็นชุดใหญ่ให้ในห้องรับแขก
เมนูผักทอด เป็นอะไรที่ดูง่ายๆ แต่อร่อยมากในยามนี้
ซุปกิมจิหม้อใหญ่ ผัดหมูเกาหลี กิมจิก้านกระเทียมใส่ปลาตัวเล็ก ไส้กรอกทอด ผักทอด ปลาชุบแป้งทอด สาหร่ายแผ่น และข้าวสวยร้อนๆ คืออาหารเย็นง่ายๆ แต่ได้ใจเราไปเลยเต็มๆ
หน้าตาอาหารเช้าของบ้านนี้ อลังการยิ่งกว่าอาหารเย็นซะอีก โดยเฉพาะปลาทอดแสนอร่อย โชว์ความเจ๋งของดารังงีที่เป็นหมู่บ้านติดทะเล
เอาล่ะ ไม่รีรอ หิววววววว กินแล้วนะ
ค่ำวันนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษรออยู่อีก แต่ก่อนอื่น เขาแจกกระติกน้ำเรืองแสงให้เราคนละอันไว้ประจำตัว เพราะเราต้องเดินจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวประจำหมู่บ้าน ไปยังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อทำกิจกรรมอะไรหนอ? เขาไม่ยอมบอก ปล่อยให้เรางง
เดินเรียงแถวกันไปสู่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนาขั้นบันไดและวิวทะเล ซึ่งตอนนี้แสงหมด ถ่ายภาพไม่ได้ กะว่าตอนเช้าจะมาเก็บภาพซ้ำครับ
ณ โรงเรียนประจำหมู่บ้านซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว เพราะนักเรียนกับวัยรุ่นเข้าไปเมืองใหญ่กันหมด! แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้มันร้าง ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมยามค่ำให้นักท่องเที่ยว เริ่มด้วยเกมส์วิ่งหอยโข่ง ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเกมส์โบราณที่ไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว เส้นที่วาดไว้บนพื้นจะเป็นเกลียวขดคล้ายลู่วิ่ง ให้สองทีมจัดคนวิ่งมาปะกัน แล้วเป่ายิ้งฉุบ ถ้าแพ้ก็ตายไปทีละคน ข้าวมื้อเย็นที่กินมาหมดไปเลยกับเกมส์นี้!
เกมส์โบราณ แบ่งทีมทอยเส้น และโยนไม้ไปให้หลักของอีกฝ่ายล้ม คล้ายเกมส์สะบ้าของบ้านเรา เกมส์นี้ไม่เหนื่อยแต่ฝึกความแม่น สายตา การกะระยะ และน้ำหนักการโยนครับ
คุณคังจากหมู่บ้านดูโมที่เราไปพักเมื่อวาน ขับรถมาร่วมกิจกรรมยามค่ำกับเราด้วย แถมยังช่วยออกแบบท่าประจำกลุ่มอันแสนฮาและน่ารัก
เมื่อเล่นเกมส์ต่างๆ กันไปครบชั่วโมงนึง จนเหงื่อชุ่มโชกไปทั่วสารพางกายแล้ว ก็ได้เวลา Relax กับการลอยโคมอธิษฐานแบบเกาหลี
เสร็จสิ้นการลอยโคมแล้ว แม้จะเร่ิมง่วง แต่หลายคนยังมีแรงเหลือ โดยเฉพาะคุณแม่คุณลูกแสนน่ารักคู่นี้ครับ
ก่อนเข้านอน เราใช้เวลาอีกราวหนึ่งชั่วโมง นั่งล้อมวงจับเข่าคุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และปัญหาในการทำท่องเที่ยวชุมชน ทำให้รู่ว่ากว่าหมู่บ้านดารังงีจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องด้วยความสามัคคี และเติมความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ลงไป ในที่สุดก็ได้โปรแกรมการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมาย ทั้งจากจีน ยุโรป เอเชีย และคนเกาหลีเอง
พี่หุย คุณนีรชา วงศ์มาศา นายกสมาคม TEATA ไม่ปล่อยให้ความรู้และข้อมูลดีๆ จากการพูดคุยผ่านเลย สมุดบันทึกคู่ใจจึงอยู่ข้างกายตลอดเวลา
ก่อนเข้านอน เพื่อให้กิจกรรมคืนนี้สมบูรณ์แบบ ก็ต้องทำมันหวานเผากินกันให้อุ่นท้องก่อน
หมู่บ้านดารังงี คือตัวอย่างของวิถีชุมชนอันเรียบง่าย มีเอกลักษณ์ และประสบความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวบนพื้นฐานของความสามัคคี สามารถดึง DNA หรือจุดเด่นของตนเองออกมาสร้างเป็นกิจกรรมสนุกๆ ได้มากมาย เป็นการขายความแตกต่าง ขายเอกลักษณ์ ขายเสน่ห์ ความน่ารัก ที่คนเมืองใหญ่โหยหา กลิ่นอายทะเลสีครามที่พัดโชยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บวกกับต้นข้าวอ่อนสีเขียวสดที่พลิ้วไหวไปมาตามกระแสลม คือจิตวิญญาณของหมู่บ้านดารังงี ที่เราชาวสมาคม TEATA จะไม่มีวันลืมเลยจ้า
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) โทร. 08-3250-9343 (คุณน้ำ)
เที่ยวเกาหลีสไตล์ TEATA เดินป่าปีนเขา Geumsan (ตอน 2)
วันที่สองของทริปเกาหลีที่แตกต่างโดย TEATA เรายังอยู่บนเกาะนัมเฮม (Namhe Island) เกาะใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของเกาหลี หลังจากโบกมือลาหมู่บ้านดูโม (Dumo Village) แล้ว เราก็นั่งรถกันมาชั่วโมงกว่า จนถึง Hallyeo Haesang National Park เพื่อเดินป่าระยะสั้นขึ้นไปชมภูมิประเทศผาหินแปลกตา ชมพืชพรรณ ดอกไม้ และได้กราบพระที่วัดบนยอดเขาด้วย งานนี้ใครไม่ฟิตมีหอบแน่นอน!!!
ตัว Mascot น่ารักๆ ของอุทยาน เชิญชวนให้เราเข้าไปสัมผัสได้ทั้ง 4 ฤดู
ก่อนเดินขึ้นเขา ก็ต้องมาฟังบรรยายสรุปเส้นทางและจุดชมวิวเด่นๆ กันก่อน โดยวันนี้เราจะเดินกันไป-กลับ เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ไกด์บอกว่าทางไม่ชัน ส่วนใหญ่เป็นทางราบ (จะเชื่อได้จริงเหรอ???)
วันนี้แดดไม่ร้อนจัด ประกอบกับผืนป่าก็ร่มรื่น ทำให้การเดินเทรกกิ้งในช่วงแรกเป็นไปอย่างชิลชิล สบายๆ ใครเดินเร็วก็นำไปก่อนเลย ส่วนผมเดินช้าเพราะต้องถ่ายภาพ และชอบชื่นชมต้นไม้ใบหญ้า ก็รั้งท้ายเช่นเคย
ระหว่างทางมีจุดให้นั่งพักผ่อนชมธรรมชาติด้วย อย่าลืมพกน้ำและขนมขึ้นไปกินล่ะ เพราะถ้าเที่ยวกันแบบจริงจัง ต้องใช้เวลากันเป็นวันทีเดียวบนภูเขาลูกนี้
เดินมาได้ครึ่งทาง ภูมิทัศน์ก็เปิดมากขึ้น เราโผล่ออกจากแนวป่ามาสู่จุดชมวิวโล่ง เลยขอรวมตัวเก็บภาพไว้สักช๊อต ก่อนที่ทุกคนจะหอบกันไปมากกว่านี้ครับ!
ภูเขาที่เรากำลังเดินเทรกกิ้งอยู่นี้ ชื่อ ‘ภูเขากวมซาน’ (Mt. Geumsan) สูง 705 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นยอดเขาสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้ของเกาหลี เพราะมีภูผาหินขนาดใหญ่รูปทรงแปลกตาผลุบโผล่ให้เห็นอยู่มากมาย โดยเฉพาะในส่วนยอดเขาบนสุด ซึ่งสามารถมองเห็นได้จาก ‘อาราม Boriam’ ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปสักการะ บนภูเขาลูกนี้มีจุดชมวิวอยู่ไม่น้อยกว่า 38 แห่ง กระจายอยู่ตามหน้าผาและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่คดเคี้ยวไปในราวไพร อยู่ที่ว่าคุณมีแรงมากพอจะเก็บแต้มได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง
ถ้าค่อยๆ เดินช้าๆ สังเกตผืนป่าสองข้างทางไปด้วย เราจะพบกับความหลากหลายของพืชและสัตว์มากมาย เขาบอกว่าในอุทยานแห่งชาตินี้มีพืชอยู่กว่า 1,142 ชนิด เช่น สนแดง (Red Pine), สนดำ (Black Pine), ต้นคามิเลีย (Camellia), ต้นโอ๊กซีเร็ตต้า (Serrata Oak) และต้นค็อกโอ๊ก (Cork Oak) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 25 ชนิด นก 115 ชนิด แมลง 1,566 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 16 ชนิด และเหล่าปลาอีกมากมาย เพราะอุทยานแห่งชาตินี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่กว่า 545.63 ตารางกิโลเมตร กินพื้นที่ทั้งบนบกและในทะเลด้วย
ช่วงนี้เป็นฤดูร้อนในเกาหลี ระหว่างทางเดินเทรกกิ้งขึ้นเขาจึงมีดอกไม้ป่านานานชนิดเบ่งบาน สดชื่นมาก และแน่นอนว่ามันทำให้สปีตการเดินของเราลดลงด้วย เพราะต้องหยุดถ่ายภาพกันบ่อยมาก (ดีได้พักเหนื่อยไปด้วยนิ)
สมาชิก TEATA หยุดชักภาพดอกไม้ตลอดทาง เธอคนนี้ผู้มีหัวใจรักธรรมชาติสุดๆ ครับ
จากแนวป่ามองทะลุยอดไม้ขึ้นไปเห็นยอดเขาหินตั้งตระหง่าน ในขณะที่หนทางก็เริ่มทวีความชันเป็นเนินยาวขึ้นเรื่อยๆ
เห็นเต็มตาขึ้นเมื่อใกล้ยอดเขา กับภูผาหินขนาดมหึมา ชวนให้จินตนาการไปเป็นรูปทรงต่างๆ
พี่เอื้องกับน้องโม นี่คือหยุดนั่งเล่นชมธรรมชาติ หรือนั่งพักเหนื่อยจ๊ะ? เสียงหายใจแรงเชียว! (ล้อเล่นนะครับ)
น้องจิ้น น้องโม น้องโอปอ นี่ก็หยุดพักชมธรรมชาติเช่นกัน!
ในที่สุดก็มาถึงแล้ว ‘อาราม Boriam’ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของยอดเขา Geumsan อารามนี้ถือเป็น 1 ใน 3 อารามที่มีผู้คนนิยมมาสักการะและสวดมนต์มากที่สุดในภาคใต้ของเกาหลีเลยล่ะ (อีก 2 แห่งคือ วัด Ganghwado Bomunsa และวัด Naksansa Hongryeonam) ใครจะขอพรอะไรก็เชิญตั้งจิตอธิษฐานได้เลยตามอัธยาศัยครับ
จาดยอดเขามองเห็นยอดเขา Geumsan ตั้งตระหง่านน่าเกรงขามอยู่ด้านหลัง โดยมีทางเดินป่าขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตร จนถึงจุดที่มีสะพานเหล็กเชื่อมยอดเขาหินสองลูกไว้ด้วยกัน อันเป็นจุดชมวิวพาโนรามาสุดตระการตา และนักท่องเที่ยวนิยมเก็บภาพกันมากที่สุดครับ
ความงามในรายละเอียดของสถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์แบบเกาหลี ที่ต้องชื่นชม
สมาชิก TEATA บางท่าน ไม่ได้ไปเดินเทรกกิ้งต่อขึ้นยอดเขา Geumsan แต่ใช้เวลาคุ้มค่าด้วยการนั่งสมาธิอย่างสงบ ข้าน้อยขอคารวะ!
จริงๆ แล้วก่อนเข้าไปกราบพระในอาราม เราต้องล้างมือให้สะอาดด้วยนะจ๊ะ เขาเตรียมน้ำบริสุทธิ์ไว้ให้แล้ว
จากอารามมีจุดชมวิวขึ้นไปทางทิศเหนือ แลเห็นภูผาหินขนาดมหึมาโผล่ทะลุผืนพรมสีเขียวของพงไพรขึ้นมา ไม่ต่างจากยักษ์ปักษ์หลั่นอันน่าเกรงขาม ทำให้เราสำเหนียกในความเล็กกระจ้อยร่อยของตัวเรา ซึ่งมิอาจเทียบได้กับธรรมชาติผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่งบนโลกใบนี้
ระหว่างเดินขึ้นเขา พบ ดอกโรโดเดนดรอน (กุหลาบพันปี) สีชมพูเบ่งบานอยู่เป็นดงใหญ่ ในเมืองไทยก็มี แต่พบทางภาคเหนือและภาคอีสานบนภูเขาที่ความสูงเกิน 1,000 เมตรขึ้นไปเท่านั้นครับ
ยืนเหม่อมองทะเลภูเขาเรียงรายสลับซับซ้อน
เวลายังเหลือ ถ้าจะหยุดอยู่แค่ที่วัดก็กระไรอยู่ เราหนุ่มสาวชาว TEATA จึงชวนกันเดิน (ปีนป่าย) ขึ้นเขาต่อไป เพื่อหวังไปให้ถึงจุดที่เป็นบันไดเหล็กเชื่อมภูเขาหินสองลูก ทว่าหนทางก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทางเรียบๆ กลับกลายเป็นบันไดชันนับร้อยๆ ขั้น เราจึงต้องรวบรวมพละกำลังอีกครั้ง ค่อยๆ ก้าวเดินเป็นจังหวะและหายใจให้สม่ำเสมอ อีกทั้งปล่อยให้สีเขียวของผืนป่ารอบกายช่วยดึงดูดชักนำเราไปอย่างได้ผล
ทางชันต่อเนื่องขึ้นเขา พิสูจน์ใจ พิสูจน์กาย และพิสูจน์ศรัทธาของเราเอง
หนทางเดินลัดเลี้ยวผ่านไปในราวป่าเปลี่ยว มีเพียงเสียงหัวใจของเราเองพูดคุยกับธรรมชาติ ณ วินาทีนี้ เราลืมบางสิ่งที่เคยเจ็บปวด ปล่อยให้แมกไม้เยียวยาหัวใจอันบอบช้ำ (โห Drama มากๆ ฮาฮาฮา)
ใบเมเปิลในฤดูร้อนเปล่งประกายเป็นสีเขียวสดใสเมื่อต้องไอแดดอุ่น ผิดกับในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ที่พวกมันจะผลัดใบเป็นสีเหลือง ส้ม แดง ฉูดฉาดบาดตายิ่งนัก
เปลือกไม้บางต้นก็สวยงามราวกับภาพวาดศิลปะชั้นเยี่ยม ที่แอบมีคนมาเติมแต้มเอาไว้
ผีเสื้อกลางคืน (ชีปะขาว) หรือ Moth ตัวน้อย เกาะพักหลับอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้รก ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่เห็น
ใบเฟินอ่อนคลี่ออกรับแดดอุ่น ช่วยดูดซับความชื้นไว้ทำให้ราวป่าทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำขนาดยักษ์
สองสาว TEATA พี่อ้อ น้องน้ำ เดินชมธรรมชาติบนภูเขา Geumsan กันเพลิน (หรือหลงทางครับ???)
ทางเดินบางช่วงบนยอดเขา งดงามราวภาพวาดที่ดูแล้วสงบดีจัง
พื้นทางเดินหลายๆ ช่วง ปูลาดไว้ด้วยเชือกมะนิลา ที่ถูกถักทอสานกันเป็นผืนใหญ่ ช่วยป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวลื่น เป็น IDEA ที่ดี น่าเอามาทำบ้างในบ้านเรานะครับ
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ในที่สุดก็ถึงยอดเขา Geumsan สูง 705 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนนี้เป็นลานหินขรุขระเปิดโล่ง ล้อมรอบด้วยแมกไม้เขียว และวิวสุดสายตาพาโนรามาของอุทยาน ก้อนหินกลมคล้ายหัวกะโหลกบนยอดเขานี้มีขนาดมหึมาจนเราตะลึง มันถูกเชื่อมไว้ด้วยสะพานเหล็กแข็งแรง ให้นักทอ่งเที่ยวเดินข้ามไปมาระหว่างผาหินสองยอด ซึ่งถ้ามองลงไปเบื้องล่างก็สุดเสียวเพราะคือเหวดีๆ นี่เอง!
ใช้เวลาไปกว่าครึ่งวันบนภูเขา Geumsan เรียกว่าทั้งสนุกสนานและได้ความรู้ในเรื่องราวของธรรมชาติกันไปเต็มๆ Late Lunch มื้อนี้ เราชวนกันไปล้ิมลองอาหารประจำชาติเกาหลีสุดฮิตเมนูหนึ่ง ที่ร้านเจจู (Jeju Restaurant) ร้านมีชื่อเสียงมากในแถบนี้ เมนูที่ว่าคือ ‘บิบิมบับ’ (Bibimbap) หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า ‘ข้าวยำเกาหลี’ ก็คงไม่ผิด เป็นอาหารสุขภาพและอาหารที่สาวๆ หลายคนกินตอนลดความอ้วนครับ เพราะไม่มีเนื้อสัตว์เลย มีแต่ไข่และพืชผักนานาชนิด ราดด้วยซอสเกาหลีไว้ด้านบน เวลาจะกินก็คลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันจนเนียนเหมือนข้าวยำปักษ์ใต้บ้านเรานั่นล่ะ แต่ถ้าไม่อยากกินข้าวเยอะ ก็ให้ตักข้าวออกก่อนส่วนหนึ่งได้ ไม่ว่ากัน
บิบิมบับช่วยเรียกพลังเรากลับมาได้อย่างวิเศษ บ่ายนี้นั่งรถต่อไปหมู่บ้านดารังงี บนเกาะนัมเฮ ต้องหลับแน่ๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะไม่มีอะไรเร่งร้อน Happy ดีจังทริปนี้
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) โทร. 08-3250-9343 (คุณน้ำ)






