ททท. เปิดตัวแคมเปญ “Take a Break” ชวนมนุษย์ทำงาน หยุดพักจากการทำงาน

กรุงเทพ, 3 เมษายน 2561 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การบินไทย รอยัลออร์คิดพลัส, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์, บัดเจ็ท คาร์, ทราเวลไอโกดอทคอม, เลิฟอันดามัน, ทรูยู ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญท่องเที่ยวเพื่อมนุษย์ทำงาน “Take a Break” (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากงาน แล้วไปเที่ยวกัน
นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ทุกวันนี้คนทำงานหนักกันมาก พักผ่อนหน่อย เครียดมาก จนหมดพลัง หมดไฟในการทำงานไปเลย แคมเปญ Take a Break (เทค อะ เบรค) เกิดขึ้นเพื่ออยากจะเชิญชวนมนุษย์ทำงานทุกคนให้เห็นความสำคัญของการหยุดพักเบรคจากการทำงานแล้วออกเดินทางท่องเที่ยว งานวิจัยต่างๆ ก็ยืนยันมาแล้วว่า ข้อดีของการท่องเที่ยวช่วยบำบัดความเครียด ช่วยชาร์จพลัง จุดไฟสร้างสรรค์ให้กลับมาทำงานได้ดีมากขึ้น”

“ททท. ได้จัดสำรวจออนไลน์ให้มนุษย์ทำงานโหวตเลือกเมืองที่อยากไป Take a Break (เทค อะ เบรค) มากที่สุด ผลสำรวจ 20 เมืองที่ได้รับการโหวตมากที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 เชียงราย อันดับ 2 แม่ฮ่องสอน อันดับ 3 น่าน อันดับ 4 ระนอง อันดับ 5 ชุมพร อันดับ 6 ตรัง อันดับ 7 เพชรบูรณ์ อันดับ 8 สตูล อันดับ 9 ตราด อันดับ 10 จันทบุรี อันดับ 11 ราชบุรี อันดับ 12 นครศรีธรรมราช อันดับ 13 อุบลราชธานี อันดับ 14 อุดรธานี อันดับ 15 นครนายก อันดับ 16 ปราจีนบุรี อันดับ 17 สมุทรสงคราม อันดับ 18 อุทัยธานี อันดับ 19 สุโขทัย อันดับ 20 พิษณุโลก

ททท. ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ การบินไทย, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์, ทรูยู, บัดเจ็ท คาร์, ทราเวลไอโกดอทคอม, เลิฟ อันดามัน จัดโปรแกรม “Take a Break Pills (เทค อะ เบรค พิล)” มอบโปรแกรมดีลส่วนลดพิเศษ ให้มนุษย์ทำงาน Take a Break (เทค อะ เบรค) หยุดพักจากการทำงาน แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปใน 20 Cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ดังนี้
- ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ จากการบินไทย ไทยสมายล์ และนกแอร์
- ดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 200 โรงแรม จากทราเวลไอโก ดอทคอม จัดดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 200 โรงแรม จาก 20 cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ให้มนุษย์ทำงานไปเปลี่ยนที่นอน ชาร์จพลังให้สมอง
- ดีลรถเช่าราคาสุดพิเศษ จาก บัดเจ็ท คาร์ ให้มนุษย์ทำงานได้ขับรถท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ใน 20 cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ใครที่กำลังเบื่องาน ลองไปขับรถเที่ยวเดือนละครั้ง รับรองว่าหายเหงา หายเบื่อแน่นอน
- Love Andaman (เลิฟ อันดามัน) จัดแพ็คเก็จเที่ยวเกาะราคาสุดพิเศษ พามนุษย์ทำงานสุดเครียด หนีกรุงเทพ ไปเที่ยวเกาะช้างเผือก ระนอง มหานครแห่งปะการัง ซึ่งสมบูรณ์ที่สุด และในเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคมนี้ ขอเชิญมนุษย์ทำงาน Break (เบรค) จากงาน แล้ว Take (เทค) ตัวเองไปเกาะช้างเผือก ไปโพสต์ท่าถ่ายรูป Jumping on the beach (จัมพ์ปิ้ง ออน เดอะ บีช) ส่งมาประกวด ชิงรางวัล 5 หมื่นบาท กับ Love Andaman (เลิฟ อันดามัน)
- ทรูยู มอบส่วนลดพิเศษ ให้มนุษย์ทำงาน ไป Check in (เช็ค อิน) นั่งจิบกาแฟ ชมวิวสวยๆ ในร้านกาแฟสุดฮิป สุดเก๋ 45 ร้าน จาก 20 เมือง ให้คนทำงานในเมืองได้ออกนอกเมือง เปลี่ยนบรรยากาศ ไปนั่งจิบกาแฟ ชมวิวสวยๆ คลายเครียด

รองผู้ว่าฯ นพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ททท. และพันธมิตร ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษ You need to take a break (ยู นีด ทู เทค อะ เบรค) เปิดโอกาสให้มนุษย์ทำงาน 20 ทีม 20 อาชีพ ประกอบไปด้วย 1. ทีมหมอ 2. ทีมพยาบาล 3. ทีมครู 4. ทีมตำรวจ 5. ทีมทหาร 6. ทีมแอร์โฮสเตส 7. ทีมนักบัญชี/นักการเงิน 8. ทีมพีอาร์ 9. ทีมอีเว้นท์ ออแกไนเซอร์ 10. ทีมเอเจนซี่ โฆษณา 11. ทีมนักข่าว 12. ทีมนักกฎหมาย 13. ทีมไอที 14. ทีมพนักงานต้อนรับโรงแรม 15. ทีมกราฟิก ดีไซน์เนอร์ 16. ทีมนักเขียน 17. ทีมนักตัดต่อวีดีโอ 18. ทีมโปรดิวเซอร์ 19. ทีมสถาปนิก 20. ทีมวิศวกร โดยทั้ง 20 ทีมนี้จะร่วมทำกิจกรรมโปรโมท 20 เมือง 20 Cities for Take a Break (ซิตี้ ฟอร์ เทค อะ เบรค) ทุกทีมได้พักเบรคจากบทบาทเดิมๆ จากงานในสายอาชีพของตัวเองแล้วมารับบทบาทใหม่เป็นนักรีวิว นักเดินทาง สำรวจที่กิน ที่เที่ยว ที่ดื่มกาแฟ ที่ check in (เช็ค อิน) เก๋ๆ ใน 20 เมือง สุดฮิป มนุษย์ทำงานอาชีพไหน รีวิวเก่ง ถ่ายรูปและทำคลิปสวย ททท. มีรางวัลให้กว่า 3 แสนบาท”

ททท. ตั้งเป้าว่า แคมเปญ Take a Break (เทค อะ เบรค) จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนทำงาน ออกเดินทางไปท่องเที่ยว ใน 20 เมืองนี้ ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องราวของเมืองในมุมมองของคนทำงานรุ่นใหม่ ช่วยกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้กลุ่มเมืองรอง อย่างน้อย 200 ล้านบาท

โปรแกรมรักษาอาการหมดไฟในการทำงาน มอบให้มนุษย์ทำงานสุดเครียดทุกคน จองซื้อดีลได้ที่ www.TakeabreakThailand.com (เวิลด์ไวด์เว็บดอทเทคอะเบรคไทยแลนด์ดอทคอม) ตั้งแต่วันนี้ถึง เดือนกันยายน ศกนี้

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ คุณธชาษร อัสดาธร (เกล้า) Mobile : 098-635-6365, 098-263-9393 Email : 9@ninetynine99.com
นราธิวาส Smile ดินแดนแสนงามปลายด้ามขวานทอง
1. ‘เกาะกลางน้ำบางนราแสนน่ารัก’ ชุมชนกาแลตาแป อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส เป็นชุมชนเก่าแก่บนเกาะกลางน้ำเล็กๆ อันสุขสงบกลางแม่น้ำบางนรา ผู้คนทำอาชีพประมงเป็นหลัก นำปลาที่ได้มาขาย หรือแปรรูปเป็น ‘กรือโป๊ะ’ ข้าวเกรียบปลาทะเลแสนอร่อย ใครอยากเห็นเรือกอและ ซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้านของปักษ์ใต้อย่างใกล้ชิด มาเที่ยวชมชุมชนนี้ไม่ผิดหวัง แต่ต้องให้ความเคารพในวิถีพี่น้องชาวมุสลิมที่นี่ด้วยนะจ๊ะ




2. เทศกาลแข่งเรือกอและ เรือยาว เรือยอกอง ในแม่น้ำบางนรา อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ที่สุดแห่งการชิงชัยกลางสายน้ำ ด้วยลีลากีฬาพื้นบ้านสุดมันส์’ งานนี้จัดกันในเดือนกันยายนของทุกปี บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ เฉลิมพระชนมพรรษา ในตัวเมืองนราธิวาสนั่นเอง โดยมีอัฐจรรย์ให้นั่งชมการแข่งเรือได้อย่างสนุกสนาน ช่วงเวลาเดียวกันมีการจัดงานวันลองกอง, งานแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ, การแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทาน รวมถึงมีการออกร้านอาหารพื้นบ้านละลานตา แต่ไฮไลท์น่าตื่นเต้นสุด คือ การแข่งขันเรือกอและ เรือยอกอง และเรือคชสีห์ ในแม่น้ำบางนรา ที่มีผู้คนนับหมื่นมาร่วมเชียร์


3. น้ำตกปาโจ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ‘สายน้ำใส ธรรมชาติยิ่งใหญ่ พงไพรเขียวพิสุทธิ์’ น้ำตกปาโจเป็นน้ำตกใหญ่กลางป่าดิบอันชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ ของอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี น้ำตกชั้นที่ 1 ถือว่าสวยสุด เพราะเป็นผาหินลาดชันลงมากว่า 60 เมตร มีน้ำหลากไหลให้ชมและให้ลงแช่เล่นตลอดปี ยิ่งใหญ่มาก ที่สำคัญบริเวณผืนป่าข้างน้ำตกยังมี ‘ใบไม้สีทอง’ หรือ ‘ย่านดาโอ๊ะ’ เลื้อยพันอยู่อย่างสวยงาม นับเป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นที่ค้นพบครั้งแรกของโลกที่นี่ เมื่อ พ.ศ. 2531 สร้างความงามแปลกตา คุณค่า และชื่อเสียงให้แก่ป่าดิบชื้นผืนนี้อย่างมาก



4. ต้นกะพง (สมพง) ยักษ์ 30 คนโอบ อายุกว่า 100 ปี ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘อลังการไม้ยักษ์กลางพงไพร ไม่ไปไม่รู้’ ชวนกันไปเดินป่าระยะสั้นๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร ข้ามลำห้วยใสๆ และป่าดิบชื้นสวยๆ เข้าไปชมต้นสมพงยักษ์ ยืนต้นตระหง่านกว่า 30 เมตร ทะลุเรือนยอดไม้อื่นขึ้นไปอย่างโดดเด่น โดยมีพูพอนขนาดใหญ่ตรงโคนต้นแผ่กว้างคล้ายปีก ค้ำยันลำต้นสูงลิบนี้เอาไว้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ ทรงเคยเสด็จมาทอดพระเนตรแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2543

5. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา อ.แว้ง ‘บ้านของนกเงือก ราชาวิหคเหินหาวแห่งป่าฝนเขตร้อน’ ป่าฮาลา-บาลา เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์บนรอยต่อชายแดนไทย-มาเลเซีย กินอาณาเขต 2 จังหวัด คือ นราธิวาส และยะลา ป่าผืนนี้มีนกเงือก (Hornbill) อยู่มากถึง 9 ชนิด จากทั้งหมด 12 ชนิด ที่มีในเมืองไทย ถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความอุดมที่สำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนกชนหิน, นกเงือกหัวแรด, นกเงือกปากย่น, นกเงือกหัวหงอก, นกกก, นกแก๊ก, นกเงือกปากดำ, นกเงือกดำ, นกเงือกกรามช้าง ฯลฯ โดยเฉพาะนกชนหินนั้นถือว่าหายากสุดๆ อีกทั้งยังเป็นนกเงือกชนิดเดียวในเมืองไทยที่หนอกบนหัวของมันตัน ไม่กลวงเหมือนนกเงือกอีก 11 ชนิดที่เหลือ นอกจากนี้ ฮาลา-บาลา ยังมีเซียมัง (ชะนีดำใหญ่) เพียงแห่งเดียวในเมืองไทย และพบร่องรอยของกระซู่ ซึ่งเคยคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากเมืองไทยด้วย โดยกระซู่ได้เดินหากินข้ามไปมาระหว่างป่าของไทย-มาเลเซีย นับเป็นข่าวดีที่มันยังไม่หายไป

6. อ่าวมะนาว ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘หาดสงบงาม ณ ที่ท้องฟ้าจุมพิตผืนน้ำ’ ได้ยินชื่ออ่าวมะนาว อย่าสับสนกับอ่าวมะนาวที่ประจวบคีรีขันธ์เด็ดขาด เพราะอ่าวมะนาวของนราธิวาส เขาสวยบริสุทธิ์ เงียบสงบ มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง อ่าวมะนาวทอดตัวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง หาดนี้ยาวกว่า 4 กิโลเมตร สลับกับโขดหินเป็นช่วงๆ โดยด้านหนึ่งติดกับเขาตันหยงและพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ด้วย ริมหาดมีแนวต้นสนและป่าชายหาด (Beach Forest) ร่มรื่น เหมาะนั่งปิกนิก แต่ชายหาดน้ำลึกและคลื่นแรง ลงเล่นต้องดูความปลอดภัยดีๆ แค่เดินถ่ายภาพหรือป่ายปีนโขดหินหามุมสวยๆ ก็ Happy แล้วล่ะ ใครที่รักความสงบ มาเที่ยวอ่าวมะนาวต้องชอบแน่ เพราะมีมุมส่วนตัวให้เลือกเพียบ


7. หาดนราทัศน์ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘หาดแห่งการพักผ่อน ที่ซึ่งเสียงคลื่นและเสียงกิ่งสนล้อลมแสนไพเราะ’ เป็นหาดรับแขกของเมืองนราธิวาสเลยก็ว่าได้ เพราะว่ากันว่าเป็นชายหาดสวยที่สุดของจังหวัดนี้ ทอดตัวยาวกว่า 4-5 กิโลเมตร สุดลูกหูลูกตา งามอย่างละมุนละไมด้วยเม็ดทรายละเอียดสีน้ำตาลอ่อนค่อนไปทางขาว ริมหาดมีแนวต้นสนทะเลขนาดใหญ่เรียงรายร่มรื่น เหมาะไปนั่งพักผ่อนหรือลงเล่นน้ำชิลชิล หรือจะไปนั่งฟังเสียงสนล้อลม ชมความงามของเกลียวคลื่นที่ทยอยกันสาดซัดเข้าหาฝั่ง นี่คือความสุขสงบในมุมเล็กๆ ของ ‘นราเมืองน่ารัก’

8. ป่าพรุโต๊ะแดง (ศูนย์ศึกษาและวิจัยธรรมชาติป่าพรุสิรินธร) อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘ป่าพรุผืนใหญ่สุดแดนสยาม สุดยอดอาณาจักรลึกเร้นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพใต้ร่มไม้เขียว’ ป่าพรุ (Swamp Forest) คือระบบนิเวศน์พิเศษแสนเปราะบางที่พบไม่มากในเมืองไทย ป่าพรุโต๊ะแดงเนื้อที่กว่า 120,000 ไร่แห่งนี้ล่ะ คือป่าพรุผืนใหญ่ที่สุดของสยาม เก็บรักษาพืชพรรณและสัตว์ป่านานาชนิดเอาไว้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ เขาจัดทำเส้นทางเดินป่าเป็นสะพานไม้ยกระดับอย่างดี พร้อมด้วยป้ายสื่อความหมายธรรมชาติ และจุดพัก ตลอดทางเราจะได้สัมผัสป่าพรุที่ยังมีชีวิต เป็นป่าที่มีน้ำขัง ทับถมด้วยเศษใบไม้ซากพืชซากสัตว์ จนน้ำและดินมีความเป็นกรดสูง ทว่าน้ำไม่เคยเน่าเสีย เพราะมีการไหลเวียนตลอด จึงมีปลาอาศัยอยู่ได้ โดยเฉพาะปลากะแมะ เสือปลา นาก ฯลฯ ส่วนพืชเด่นๆ เช่น หมากแดง กะพ้อ ระกำ หลุมพี หวาย หลาวชะโอน ฯลฯ ดูๆ ไปแล้วคล้ายป่าอะเมซอนเมืองไทยไม่มีผิดเลยนะ ฮาฮาฮา





9. ตลาดน้ำยะกัง ริมคลองยะกัง อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘เกี่ยวก้อยกันไปนั่งชิลในตลาดน้ำสุดเก๋ ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน’ ตลาดน้ำเปิดใหม่เก๋ไก๋ในตัวเมืองนราธิวาส เปิดเฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 12.00-21.00 น. ในชุมชนยะกัง ซึ่งเป็นชุมชนโบราณคู่เมืองนรา มาวันนี้คนในชุมชนร่วมใจปรับโฉมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สร้างสีสันและชีวิตชีวา โดดเด่นด้วยร้านขายตามทางเดินเลาะริมน้ำยาวกว่า 700 เมตร ซึ่งมีอาหารและขนมโบราณกว่า 100 ชนิดให้ชิม เพื่อเป็นการสืบสานตำนานขนมโบราณเมืองนราไม่ให้สูญหาย ส่วนที่นั่งชิลของนักท่องเที่ยวก็เก๋ยิ่งกว่า เพราะสร้างเป็นสะพานไม้และที่นั่งยืนลงไปในน้ำ ส่วนยามค่ำคืนจะมีการแสดงพื้นบ้านหลากหลายให้ชม นับเป็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว

10. สะพานคอยร้อยปี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘สะพานแห่งความโรแมนติก เชื่อมวิถีชีวิตสองฝั่งลำน้ำตากใบ’ เข้าไปสู่ชุมชนบนเกาะยาว เกาะที่ด้านหนึ่งติดแม่น้ำตากใบ อีกด้านติดทะเล มีหาดทรายขาวนวลน่าเที่ยว แต่กว่าจะมีการสร้างสะพานให้คนสัญจรสะดวก จากเกาะยาวข้ามมาฝั่งที่ทำการอำเภอตากใบ ก็ต้องรอกันนานถึง 100 ปี จึงเป็นที่มาของชื่อสะพานนี้ ขอบกว่าบรรยากาศบนสะพานสวยมาก อากาศสดชื่น เห็นแม่น้ำตากใบไหลเอื่อยๆ เย็นชื่นใจ ปัจจุบันสะพานไม้เก่า ยาว 345 เมตร เคียงคู่ด้วยสะพานปูนใหม่เอี่ยม เชื่อมโยงธรรมชาติและวิถีชีวิตสองฝากฝั่งเข้าด้วยกันอย่างสนิทแนบ

11. สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สถานีรถไฟเก่าเล่าเรื่องอดีต อวลกลิ่นอายชายแดนแสนรุ่งเรือง’ เมื่อมาเห็นสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ก็ต้องบอกเลยว่า ‘ระยะทางอันห่างไกล จริงๆ แล้วคือเสน่ห์น่าเที่ยว’ เพราะสถานีรถไฟแห่งนี้ คือสถานีรถไฟสุดท้ายของเส้นทางรถไฟสายใต้ โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ มากที่สุด ถึง 1,142 กิโลเมตร ติดต่อกับเขตแดนเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ของมาเลเซีย ตัวสถานีรถไฟมีดีไซน์สถาปัตยกรรมย้อนยุคน่ารักดี ยังเปิดใช้งานอยู่ ใครจะลองนั่งรถไฟเล่นๆ จากสุไหงโก-ลก กลับกรุงเทพฯ ก็ได้ มีบริการทุกวัน สอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วนรถไฟ โทร. 1690


12. หอนาฬิกาเก่า อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘Landmark เมืองนรา หอนาฬิกา หอรวมใจผู้คน’ แม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็ถือเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองนราธิวาสมาช้านาน ทางเทศบาลเมืองนราธิวาสปรับปรุงขึ้นใหม่ ให้แข็งแรงสวยงาม เด่นที่หลังคาบนยอดหอนาฬิกา สร้างเป็นทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวแบบปักษ์ใต้ ไม่ละทิ้งเสน่ห์อัตลักษณ์ตัวตนคนนรา ในยามค่ำคืนจะเปิดไฟประดับสวยงาม อีกทั้งริมถนนใกล้ๆ ยังมีร้านขายชาชัก โรตี มะตะบะ ให้มานั่งสังสรรคกันอย่างฉันมิตรทุกค่ำคืน

13. กลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูด บ้านทอนอามาน ต.โคกเคียน อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ด้วยสองมือและหัวใจ ถักทอจากเส้นสายสู่งานศิลป์’ กระจูด เป็นพรรณไม้จำพวกกกที่ขึ้นอยู่มากในป่าพรุแถบภาคใต้ ชาวบ้านนิยมนำมาทอเป็นเสื่อ กระบุง ตะกร้า ใช้กันในครัวเรือนมาเนิ่นนาน เช่นเดียวกับชาวบ้านทอนอามาน ที่ตั้งกลุ่มทำผลิตภัณฑ์กระจูดอันประณีต สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นเมื่อ พ.ศ.2543 โดยใช้เวลาว่างหลังจากทำประมง มาช่วยกันทำผลิตภัณฑ์กระจูดที่มีทั้งรูปแบบดั้งเดิมและแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็น OTOP สำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของนราธิวาส ซึ่ง คุณพัชรินทร์ บินเจ๊ะมิง นอกจากจะเป็นผู้นำกลุ่มแล้ว ยังเป็นครูสอนในโครงการศิลปาชีพของสมเด็จพระราชินีด้วย สนใจเปิดให้เข้าชมและช้อปปิ้งทุกวัน โทร. 08-6289-6671, 0-7356-5070

14. วาเลนไทน์พันธุ์ไม้ บ้านตันหยงมะลิ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สุดยอดอาณาจักรแคคตัสแดนใต้’ เป็นสวนกระบองเพชร หรือแคคตัส ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ รวบรวมกระบองเพชรไว้ไม่น้อยกว่า 300 สายพันธุ์ นับแสนๆ ต้น นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม ถ่ายภาพ ได้ฟรี ไม่มีค่าผ่านประตู ไม่ซื้อไม่ว่า ขอให้มาเที่ยวก็ชื่นใจแล้ว ส่วนใครจะซื้อกลับบ้านแต่ไม่รู้จะเอาขึ้นเครื่องบินกลับยังไงดีนะ? เขาก็มีบริการส่งทั่วประเทศ ว้าว! ไฮไลท์ของที่นี่คือ ต้นกระบองเพชรยักษ์อายุ 20 ปี ที่เจ้าของปลูกเลี้ยงไว้ดูและถนุถนอนอย่างดี สนใจ โทร. 08-1957-2614 เว็บไซต์ www.valentinepanmai.com

15. พิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ศูนย์รวมเรื่องเล่าความเป็นมา จากเมืองบางนราสู่นราธิวาส’ ตั้งอยู่ที่ถนนพิชิตบำรุง ต.บางนาค ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส โดยใช้อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า มาพัฒนาจัดแต่งใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมา ศาสนา ชาติพันธุ์ ชนเผ่า งานศิลปหัตถกรรม เรือกอและ กีฬาปักษ์ใต้ อาหารถิ่น ฯลฯ รวมถึงวิถีชีวิตของชาวนราธิวาสในทุกแง่มุมอย่างละเอียด อาคารมี 2 ชั้น ชั้นล่างแบ่งเป็น 6 ห้อง ส่วนชั้นบนแบ่งเป็น 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระราชทานงานศิลปาชีพสู่นราธิวาสด้วย (พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. โทร. 0-7351-2207)


16. พิพิธภัณฑ์คัมภีร์อัล-กุรอาน อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ‘สมบัติล้ำค่าแห่งแผ่นดิน ชมอัล-กุรอานสวยที่สุดในโลก!’ อัล-กุรอาน มาจากรากศัพท์ภาษาอาหรับแปลว่า ‘การอ่าน หรือ การรวบรวม’ เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่นบีมุอัมมัด ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นนบีคนสุดท้าย และการจะเป็นชาวมุสลิมที่ดีได้ก็ต้องศรัทธาในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ปัจจุบันที่ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา (ปอเนาะศาลาลูกไก่) ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว เก็บรักษาคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณ อายุ 150-1,100 ปี ไว้มากถึง 78 เล่ม (กำลังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ในบริเวณใกล้ๆ กัน คาดว่าจะเสร็จภายใน พ.ศ. 2561) ทั้งหมดเป็นปกหนังสัตว์ เนื้อกระดาษโบราณและเปลือกไม้ เขียนตัวอักษรด้วยหมึกสีดำเป็นภาษายาวีและภาษาอาหรับโบราณ บางเล่มใช้สี 5 สี ประดับทองคำเปลว งดงามมาก โดยมีอยู่เล่มหนึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็น ‘คัมภีร์อัล-กุรอานสวยที่สุดในโลกมุสลิม ตั้งแต่ปี 2016’ จากสถาบันหอสมุดสุไลมานียะห์ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เพราะมีการประดับทองคำเปลว และประดับลวดลายถึง 30 ลาย เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2256 โดยรูสะมีแล จังหวัดปัตตานี (สนใจเข้าชม โทร. 08-4973-5772, 09-5202-4342)

17. เหมืองทองโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘เดินป่าผจญไพร ค้นหาหุบเขาทองคำที่ยังมีลมหายใจ’ ไม่น่าเชื่อเลยว่าในป่าดงดิบรกชัฏลึกเร้นของอำเภอสุคิริน บนเทือกเขาโต๊ะโมะและเขาลิโซ ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซีย เพียง 800 เมตร จะเป็นที่ตั้งของเหมืองทองคำเก่าอันมีชื่อเสียงลือลั่นไปทั้งประเทศ ในนาม ‘เหมืองโต๊ะโมะ’ ประวัติเล่าว่าเร่ิมต้นในอดีตมีชาวจีนคนหนึ่งชื่อ นายฮิว ซิ้นจิ๋ว นำคน 50 คน จากชายแดนมาเลเซีย เดินทางร่อนทองขึ้นมาตามลำห้วยลิโซ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี พวกเขาร่อนทองได้มากมายเมื่อเข้าใกล้ต้นน้ำ จึงเกิดยุคตื่นทอง ผู้คนนับพันเข้ามาตั้งหมู่บ้าน รัฐบาลไทยจึงตั้ง นายอาฟัด ลูกชายของนายฮิว แซ่จิ๋ว เก็บภาษีทองคำ แล้วให้ดำรงตำแหน่ง หลวงวิเศษสุวรรณภูมิ ต่อมาในยุคหลังฝรั่งเศสได้มาขอสัมปทานทำเหมือง ได้ทองคำเนื้อดีไปมากมาย และเมื่อล่วงถึงยุคโจรจีนผู้ก่อการร้ายมลายา เหมืองทองโต๊ะโมะก็ปิดตัวลงอย่างถาวร มีเพียงชาวบ้านละแวกนั้นเข้าไปร่อนทองหาค่ากับข้าวนิดๆ หน่อยๆ ส่วนอุโมงค์ลำเลียงยาว 1 กิโลเมตร ซึ่งเคยทะลุจากไทย-มาเลเซียได้ ก็ถูกปิดลงเช่นกัน ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติเหมืองทองคำที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของเรา

18. ชุมชนภูเขาทอง หมู่ 3 อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘ชุมชนมลายู-ลาว ปลายด้ามขวานทอง ไปดูบุญบั้งไฟแห่งเดียวในแดนใต้’ ไม่ห่างจากเหมืองทองคำโต๊ะโมะและศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะมากนัก คือที่ตั้งของ ‘ชุมชนบ้านภูเขาทอง’ หมู่บ้านของชาวอีสานที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ตามนโยบายรัฐบาลไทยในครั้งอดีต ด้วยนโยบายเมืองล้อมป่าต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยรัฐได้ให้ที่ดินครอบครัวละ 18 ไร่ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย และอีก 16 ไร่เพื่อทำการเกษตรปลูกยางพารา ทว่าพวกเขาไม่ได้มามือเปล่า แต่นำขบมความเชื่อและวัฒนธรรมจากอีสานมาด้วย ทุกวันนี้ชาวบ้านภูเขาทองจึงยังคงพูดอีสาน กินอาหารอีสาน เซิ้งแบบอีสาน และมีประเพณีบุญบั้งไฟในช่วงเดือนมิถุนายนทุกปี นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมหมู่บ้าน ชมการเซิ้งร่อนทอง ชิมอาหารพื้นบ้าน และล่องแก่งด้วยเรือคายัคในฤดูที่มีน้ำพอเพียง นับเป็นกิจกรรมผจญภัยกลางแจ้งที่น่าสนุกตื่นเต้นไม่น้อยเลย


19. มัสยิด 300 ปี บ้านตะโละมาเนาะ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ‘สุดยอดงานสถาปัตย์แห่งศรัทธา งามข้ามกาลเวลาไม่เคยเสื่อมคลาย’ ชาวบ้านแถบนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘มัสยิดวาดีลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละมาเนาะ’ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2167 โดยนายวันฮูเซ็น ฮัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานนา จังหวัดปัตตานี เดิมทีใช้ใบลานมุงหลังคา ต่อมาใช้กระเบื้องว่าว ตัวมัสยิดสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์ผสมมลายู โดยสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ สร้างเป็นอาคารสองหลังเชื่อมถึงกัน, มีฐานรองรับหลังคาหน้าจั่ว และหอขาน หรือหออาซาน สร้างด้วยศิลปะจีนประยุกต์งามแปลกตา นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ชมได้แค่ภายนอก แต่ถ้าอยากชมด้านในต้องขออนุญาตโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านก่อน เพราะถือเป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งของจังหวัดนราธิวาส

20. วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) หมู่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ‘หมุดหลักปักเขตแดนสยาม ความงามแห่งพุทธศิลป์ริมน้ำตากใบ’ เป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของนราธิวาส เพราะเกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ในยุคอาณานิคมอังกฤษ เพราะรัฐบาลไทยใช้วัดนี้ รวมถึงพุทธศาสนา และพุทธศิลป์ เป็นเครื่องต่อรอง อังกฤษจึงไม่ยึดผืนดินส่วนนี้ไป วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ มองไปทางขวาจะเห็นสะพานคอยร้อยปีที่ทอดเข้าสู่เกาะยาวได้ชัดเจน ภายในวัดมีศาลาไม้ลวดลายสีสันงดงาม เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาสมบัติโบราณล้ำค่าของท้องถิ่น และมีพระอุโบสถหลังเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 งดงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือพระภิกษุชาวสงขลา ประดิษฐานพระประธานปิดทองอร่าม จนแลไม่เห็นพระโอษฐ์สีแดง และพระเกศาสีดำ วัดนี้บรรยากาศเงียบสงบดีมาก สามารถไปนั่งเล่นที่ศาลาไม้ริมแม่น้ำตากใบ ชื่นชมธรรมชาติได้ชิลๆ

21. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ บ้านโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘ต้นทางแห่งศรัทธาของลูกมังกร ใกล้เหมืองโต๊ะโม๊ะ’ ที่นี่คือ ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ (เจ้าแม่ทับทิม) ดั้งเดิม ซึ่งชาวจีนที่อพยพเข้ามาร่อนทองจากมาเลเซีย ช่วยกันก่อสร้างขึ้น ในยุคที่ฝรั่งเศสได้สัมปทานทำเหมืองทอง นายช่างหัวหน้าเหมืองชื่อ ‘กัปตันคิว’ ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ หลายครั้งร่างทรงเจ้าแม่ทำนายไม่ให้ขุด ก็ยังดื้อรั้น จึงเกิดดินถล่มทับคนงานตายนับร้อย กัปตันคิวจึงเดินทางไปเมืองจีนเพื่อนำองค์จำลองเจ้าแม่กลับมาประดิษฐานไว้ที่ศาลในอำเภอสุคิริน ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมืองทองต้องปิดตัวลง ผู้คนแตกกระสานซ่านเซ็น เจ้าแม่จึงได้ไปเข้าฝันนายสรรกุล กับเถ้าแก่กังร้านบึงจีบฮวด พ่อค้าในอำเภอสุไหงโก-ลก ให้ช่วยกันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาที่ดินและเรี่ยรายทรัพย์สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก ทุกวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงชาวจีนฝั่งมาเลเซียก็ยังเคารพศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้แม่มาก จนเรียกขานว่า ‘เจ้าแม่โต๊ะโมะ’ ตามที่ตั้งของศาลนั่นเอง

22. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ‘สืบสานตำนานเจ้าแม่ จากสุคิรินถึงถิ่นสุไหงโก-ลก กลิ่นอายแห่งศรัทธาไม่เคยจางไป’ เป็นศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งที่สอง ซึ่งย้ายมาจากอำเภอสุคิริน (ใกล้เหมืองทองโต๊ะโมะ) หลังจากที่ฝรั่งเศสหยุดทำเหมืองทอง และเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ตัวศาลตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านเศรษฐกิจของอำเภอสุไหงโก-ลก มีชาวไทยและจีนจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาสักการะจำนวนมากทุกวัน โดยเฉพาะในวันที่ 23 เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันเกิดของเจ้าแม่ จะมีพิธีฉลองใหญ่ ผู้คนเข้าร่วมนับหมื่น

23. พุทธอุทยานเขากง ต.ลำภู อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘นมัสการพระพุทธรูปกลางแจ้ง งดงามและใหญ่ที่สุดในแดนใต้’ นราธิวาสเป็นเมืองสงบ เป็นดินแดนแห่งความเชื่อและศรัทธาของหลายศาสนา ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งอิสลาม พุทธ จีน และอื่นๆ ใครไปสัมผัสก็ต้องประทับใจ อย่างที่ ‘วัดเขากง’ อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล องค์พระพุทธรูปกลางแจ้งที่ถือว่าสวยงามและมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ องค์พระสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับกระเบื้องโมเสกสีทองอร่าม ศิลปะสกุลช่างอินเดียใต้ หน้าตักกว้าง 17 เมตร สูงถึง 24 เมตร ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาลูกย่อมๆ แลโดดเด่นน่าศรัทธาอย่างยิ่ง นับเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธเมืองนราที่สำคัญที่สุดก็คงจะไม่ผิดนัก

24. พระพิฆเนศเมืองนรา ต.บางนาค อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ตื่นตาพระพิฆเนศงามที่สุดในภาคใต้’ สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาเปี่ยมล้นของ คุณอินดาร์แซล บุศรี เจ้าของกิจการห้างดีวรรณพาณิชย์ในเมืองนราธิวาส เพราะตัวท่านเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ ความเมตาและความสำเร็จ อีกทั้งท่านต้องการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยที่ได้อาศัยมากว่า 60 ปี เพื่อให้องค์พระพิฆเนศเป็นที่สักการะบูชาสำหรับผู้ที่นับถือ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน องค์พระพิฆเนศนี้มีขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูงถึง 16 เมตร ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ สวมศิลาภรณ์มงกุฎประดับโมเสคแก้วหลากสี งวงเยื้องไปทางขวาแล้วเวียนกลับมาทางซ้ายขององค์ เหนือพระนาคีมีสายธุรำเป็นงูแผ่พังพานใต้พระถันด้านซ้าย ส่วนงาข้างซ้ายนั้นหักเพื่อให้นำสิ่งไม่ดีออกไป ขณะที่พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนสติปัญญา พระหัตถ์ขวาล่างถือประคำแสดงท่าประทานพรให้ความสำเร็จ พระหัตถ์ซ้ายบนถือปรศุและขอช้างรวมกันเป็นสัญลักษณ์ของการฟันฝ่าอุปสรรค ให้ความคุ้มครองและเดินไปสู่ความรู้โดยปราศจากมายา พระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะเป็นสัญลักษณ์รางวัลแห่งความเจริญรุ่งเรือง


25. พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘บ้านของพระราชา-พระราชินี สถานที่ฝึกงานอาชีพแด่ราษฎร’ เป็นพระตำหนักทรงงาน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 บนเขาตันหยงมัส เพื่อใช้เป็นที่ประทับทรงงานและแปรพระราชฐานของพระองค์ รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยรอบพระตำหนักประดับด้วยพรรณไม้ดอกไม้ใบงดงามตลอดปี อีกทั้งยังมีส่วนอาคารฝึกศิลปาชีพให้ราษฎรด้วย โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักสาน และเซรามิค นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบริเวณภายนอก หรือติดต่อเป็นหมู่คณะเพื่อเข้าชมงานศิลปาชีพได้



26. พระตำหนักสมเด็จย่า (พระตำหนักสุคิริน) อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ‘จากน้ำพระทัยสมเด็จย่า สู่ปวงประชาชาวสุคิริน’ ทรงพระราชทานชื่อ ‘สุคิริน’ ไว้ ณ ดินแดนนี้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 ครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งแรก ดังลายพระหัตถ์ที่ได้พระราชทานเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และสมาชิกนิคมฯ ว่า “สุคิริน ขอให้นิคมนี้จงมีความเจริญรุ่งเรือง คนอยู่ในศีลธรรม เพื่อความสุขของตนเองและส่วนรวม” การรับเสด็จในครั้งนั้น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่นิคมฯ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระองค์ท่านเสด็จประทับ ณ เรือนรับรองนิคมฯ ซึ่งเป็นอาคารหลังเล็กๆ ที่เราได้เห็นกันในวันนี้


27. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘ต้นแบบวิถีพอเพียง ทรงพระราชทานศาสตร์พระราชา เพื่อความสุขแห่งปวงประชาอย่างยั่งยืน’ เป็นศูนย์การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 1 ใน 6 ศูนย์ฯ ของไทย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงจัดตั้งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ราษฎร์เผชิญอยู่ อย่างที่ศูนย์ฯ พิกุลทอง นี้ พระองค์ทรงต้องการแก้ปัญหาเรื่อง ดินเปรี้ยวจัด เพื่อให้ราษฎร์ธสามารถใช้พื้นที่ปลูกข้าวได้ จึงทรงทดลอง ‘แกล้งดิน’ ใช้น้ำสลับกับปูนขาวแก้ปัญหาดินเปรี้ยวได้สำเร็จ ด้วยพระอัจฉริยภาพอย่างสูง ปัจจุบันศุนย์ฯ พิกุลทองเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานครบวงจรตามแนวพระราชดำริ ของพระองค์ท่าน ทั้งโครงการแกล้งดิน, หญ้าแฝก, การจัดการน้ำ, เลี้ยงปลา, ปศุสัตว์, ปลูกข้าว, ปลูกไม้ผลนานาชนิด, ไบโอดีเซล, งานป่าไม้ ฯลฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ราษฎร์ที่สนใจนำไปปฏิบัติโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนนักท่องเที่ยวก็เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน แต่ถ้ามาเป็นหมู่คณะ ควรติดต่อล่วงหน้านะจ๊ะ โทร. 0-7363-1038 เขามีรถพ่วงพร้อมวิทยากรพานำชมฟรีจ้า


28. วิถีชีวิตริมแม่น้ำบางนรา อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ‘วิถีคน วิถีน้ำ ความผูกพันที่ไม่มีวันจางคลาย’ บางนราเป็นแม่น้ำที่แยกออกจากแม่น้ำโก-ลก ที่อำเภอตากใบ แล้วไหลขึ้นสู่ทิศเหนือผ่านตัวเมืองนราธิวาส แล้วออกอ่าวไทยในที่สุด บริเวณใกล้ปากแม่น้ำมีชุมชนประมงของชาวบ้านอาศัยอยู่สองฟากฝั่ง แลเห็นอู่ซ่อมเรือ บ้านเรือนริมน้ำ และเรือกอและจอดเรียงรายนับร้อยลำ กินอยู่กันอย่างเรียบง่ายพอเพียง ผูกพันอยู่กับท้องทะเล สายลม แสงแดด เกลียวคลื่น ทุกเมื่อเชื่อวัน ตามประสาลูกทะเล ถ้าไปเที่ยวนราธิวาสคราวหน้า อย่าลืมแวะชมกันนะจ๊ะ มีมุมสวยๆ ให้เซลฟี่ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเพียบ แต่ก็ต้องให้ความเคารพชุมชนด้วยล่ะ อย่าลืมนะ

29. กรือโป๊ะ ‘ข้าวเกรียบปลาทะเลแสนอร่อย ขนมกินเล่น Signature เมืองนรา’ มาเที่ยวเมืองนราถ้าอยากหาของกินเล่นแบบท้องถิ่นแท้ๆ ล่ะก็ ต้องถามหา ‘กรือโป๊ะ’ (หรือ กือโป๊ะ = Keropok : ภาษามลายู) เป็นอันดับแรก เพราะมันคือข้าวเกรียบปลาแผ่นกลม บาง เคี้ยวกรุบกรอบ รสชาติออกเค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ ยิ่งกินยิ่งมันจนหยุดไม่ได้ เพราะทั้งอร่อยและได้คุณค่าโปรตีนจากทะเลน่ะสิ จะกินธรรมดาหรือจิ้มซอสก็ได้ ตามใจชอบ หาซื้อได้ทั่วไปในร้านค้าริมถนน และร้าน OTOP ของจังหวัด


30. ปลากุเลาเค็ม อ.ตากใบ ‘สุดยอดอาหารถิ่น ที่ใครมากินก็ต้องติดใจ’ ปลากุเลาเป็นปลาทะเลชั้นดีมีราคา ที่คนนราธิวาสนิยมนำมาทำเป็นปลากุเลาเค็มแดดเดียว ทอดกินกับข้าว บีบมะนาวนิด ซอยหอมแดง โรยหน้าด้วยพริกขี้หนูลงไปหน่อย แหม แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว กินกับข้าวสวยร้อนๆ นะ เรียกว่าต้องเติมข้าวจานสองจานสามโดยไม่รู้ตัวเชียว มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปลากุเลาเค็มอำเภอตากใบ แนะนำ ร้านอ้อยูงทองปลากุเลา (อยู่ใกล้กับสะพานคอยร้อยปี บนถนนเส้นเดียวกับที่จะไปวัดชลธาราสิงเห) โทร. 0-7358-1044, 09-2996-5641 เราสามารถซื้อขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้ เพราะเขามีกรรมวิธีแพ็กห่อพลาสติกและใส่กล่องเก็บกลิ่นอย่างดี สุดยอดจริงๆ


31. ลองกองตันหยงมัส ‘สุดยอดผลไม้ปักษ์ใต้ ไม่ชิมไม่ได้แล้ว’ ถ้าไปเที่ยวนราธิวาสในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน อันเป็นช่วงที่ผลไม้ภาคตะวันออกอย่างระยอง จันทบุรี ซาหมดไปแล้ว เรายังมีโอกาสได้ลิ้มลอง ‘ลองกองตันหยงมัส’ (หรือ ลองกองซีโป) หนึ่งในสุดยอดผลไม้ปักษ์ใต้ ด้วยลักษณะเด่นคือออกผลเป็นช่อสวย เปลือกผลนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีเหลืองทอง เนื้อล่อน เมล็ดน้อยหรือไม่มีเลย กลิ่นหอม รสหวานชื่นใจ และยังอุดมด้วยวิตามินบีและฟอสฟอรัส ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นไข้ ตัวร้อน บรรเทาอาการร้อนในช่องปาก ลองกองตันหยงมัสจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของนราธิวาสไปโดยปริยาย มีแหล่งปลูกมากที่สุดอยู่ที่ อ.ระแงะ อ.ศรีสาคร และ อ.สุไหงปาดี


Special Thanks : ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส (ดูแลจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา), สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แถลงความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1 ปี 2561

27 มีนาคม 2561 ณ ห้องประชุมอโนมา 1 ชั้น 3 โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำโดย นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) แถลงข่าวดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไตรมาส 1/2561 เท่ากับ 101 ซึ่งอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวอันเนื่องจากเศรษฐกิจโลก นำโดย สหรัฐอเมริกาและกลุ่มยุโรปที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้การส่งออกของเอเชียปรับขยายตัวดี ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ส่วนในไตรมาสที่ 2/2561 สทท. คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ เท่ากับ100 เป็นการคาดการณ์ในระดับปกติอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการมีการปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการในไตรมาสหน้า และบางส่วนวางแผนที่จะปรับเพิ่มราคาสินค้าไปพร้อมๆ กับเพิ่มการจ้างงานและการลงทุน โดยในปี 2561 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 38.63 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.16 จากปี 2560 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 17.37
ในไตรมาสที่ 1/2561 สทท.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.84 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.07 จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ส่วนในไตรมาส 2/2561 หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.10 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.93 จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวจากประเทศในกลุ่มอาเซียน 2.66 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.37 นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก (รวมจีน) 3.74 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.48 นักท่องเที่ยวจากยุโรปจะอยู่ที่ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.62 จากปี 2560 ส่วนแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศ ไตรมาสที่ 1/2561 มีนักท่องเที่ยวไทยวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ร้อยละ 25 ต่ำกว่าระยะเดียวกันในปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 2/2561 เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 33 ซึ่งเพิ่มสูงกว่าปีก่อน
สทท. มองว่า ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังสามารถขยายตัวได้ดี ด้วยปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ การเดินทางที่สะดวกรวดเร็วและง่ายขึ้น รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น พร้อมกับแผนการตลาดเชิงรุกจากหน่วยงานภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เห็นควรให้ภาครัฐวางระบบพัฒนาการคมนาคมขนส่งให้มีมาตรฐานและเชื่อมต่อระบบการเดินทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสถานที่ท่องเที่ยว และสถานประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยว ให้เป็นไปตามมาตรฐานสอดคล้องกับความสามารถในการรองรับของพื้นที่ และออกแบบการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้นโยบายที่มีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงทุกพื้นที่ ในส่วนของผู้ประกอบการควรพัฒนาคุณภาพสินค้า และการให้บริการให้อยู่ในมาตรฐานสากล มีการทำงานร่วมกันในพื้นที่ระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น และส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคลากรในสถานประกอบการเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีคุณภาพ
นายศิเวก สัจเดว ผู้ก่อตั้งบริษัทไมนด์ทรี กล่าวถึงผลการวิเคราะห์ทัศนคติของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ว่า ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์โดยนำเอาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในการแบ่งทัศนคติออกเป็น 4 ระดับ คือ Positive (สีเขียว) , Negative (สีแดง), Ambivalent (สีเหลือง) และ Neutral (สีเทา) โดยในการประมวลผลดัชนีความพึงพอใจสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวนั้นทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับบริษัท ไมนด์ทรี ได้ทำการพัฒนาโมเดลและระบบปัญญาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับดัชนี World Economic Forum Travel & Tourism Competitiveness Index จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ไตรมาส 1 ปี 2561 นักท่องเที่ยวมีทัศนคติต่อเมืองเชียงใหม่เป็นบวกมากที่สุด ร้อยละ 56 และมีทัศนคติเป็นบวกเพิ่มขึ้นสูงสุดจากทุกเมืองหลักเมื่อเทียบจากไตรมาส 4 ปี 2560 ส่วนพัทยาและภูเก็ตเป็นสองเมืองที่นักท่องเที่ยวมีทัศนคติเป็นบวกน้อยสุด ร้อยละ 46 และ ร้อยละ 50 ตามลำดับ ทั้งนี้จังหวัดกระบี่เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวมีทัศนคติเป็นลบเพิ่มขึ้นสูงเมื่อเทียบจากไตรมาส 4 ปี 2560
ในการวิเคราะห์ความเห็นนักท่องเที่ยวต่อโครงสร้างพื้นฐาน สนามบิน และการเชื่อมต่อทางอากาศ ได้ข้อสรุปว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีทัศนคติเป็นบวกต่อสายการบิน Qatar Airways ที่ได้ประกาศเปิดเที่ยวบินใหม่ เชื่อมต่อสู่สนามบินอู่ตะเภา บินตรงจากเมืองโดฮา (Doha) เพื่อเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวพัทยา ส่วนทัศนคติของนักท่องเที่ยวต่ออาหารและร้านอาหารของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2561 พบว่ากระแสของ “ข้าวซอย”เป็นที่น่าสนใจมาก เนื่องจากทำให้ทัศนคติของนักท่องเที่ยวเป็นบวกต่ออาหารไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดจาก ผู้กำกับชื่อดัง (Phil Rosenthal) ได้เปิดตัวรายการสารคดีอาหาร (Somebody Feed Phil) ผ่าน Netflix ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชม โดยออกอากาศตอนแรกในเดือนมกราคม 2561 รายการถ่ายทำที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่ เน้นเรื่อง อาหารการกิน ว่าจะกินอะไร ? โดยนำเสนออาหารขึ้นชื่อทางภาคเหนือ ได้แก่ “ข้าวซอย” เกิดเป็นกระแสให้คนอเมริกันมีการเข้าไปค้นหาข้อมูลสูตรการทำข้าวซอยจาก Google เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
โทร 02 250 5500 ต่อ 1646-1648 อีเมลล์ info@thailandtourismcouncil.org
Explore Mie, Miracle of Kansai (Episode 4)
วันสุดท้ายของการเดินทางท่องเที่ยวใน จังหวัดมิเอะ (Mie) ความสนุกสนานเข้มข้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย แต่ยิ่งทวีความน่าสนใจขึ้น จนเราต้องรีบตื่นเช้านั่งรถขึ้นไปทางตอนเหนือของจังหวัดมิเอะ เข้าสู่เขตภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยผืนป่าร่มรื่นที่ เมืองอิงะ (Iga) เพราะที่นี่คือ ‘ต้นกำเนิดนินจาญี่ปุ่น’ ซึ่งราเห็นกันในหนังนั่นแหละ!
นินจาคือใคร และใครคือนินจา? พวกเขาคือนักรบนิรนามที่ทำงานในทางลับ เป็นภารกิจซ่อนเร้นอำพราง สอดแนม ล้วงความลับ โขมย ลอบฆ่า ที่โชกุนหรือไดเมียวในยุคอดีตสั่งให้ทำ ถือเป็นงานสกปรกที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น ผิดกับงานของเหล่าซามูไรที่ดูมีเกียรติในสังคม และสามารถเปิดเผยตัวออกสู่โลกได้ ทว่างานของนินจาก็สำคัญยิ่งยวด เพราะเป็นงานที่ช่วยให้เจ้านายของตนรบชนะ หรือคงอยู่ในอำนาจต่อไปได้ พวกนินจาจึงต้องฝึกฝนวิชากันอย่างหนักหน่วง ทั้งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การใช้อาวุธนานาชนิด การใช้ยาพิษ การรักษาโรคด้วยยาสมุนไพร ฝึกเทคนิคการอำพรางกาย การไต่ปีนที่สูง หรือแม้แต่การเดินบนผิวน้ำก็มีจริง ไม่ใช่เรื่องโกหก (เขามีรองเท้าชนิดพิเศษ ทำให้เดินบนผิวน้ำได้ ปัจจุบันจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์นินจาหมู่บ้านอิงะ)
วันนี้เรามาเที่ยวชม ‘หมู่บ้านนินจาอิงะ’ (Iga Ninja Village) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ดั้งเดิมแท้จริง ของนินจา 1 ใน 2 สำนัก ที่โด่งดังที่สุดในแดนอาทิตย์อุทัย สายแรกคือ อิงะนินจา (Iga Ninja) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในจังหวัดมิเอะ และสายที่สองคือ โคงะนินจา (Koga Ninja) โดยนินจาเหล่านี้ได้เริ่มปรากฏชื่อขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนาราและสมัยคามาคุระ เมื่อผู้นำทางศาสนาในศาลเจ้าชินโตต่างๆ เร่ิมเสื่อมอำนาจ เพราะถูกทางการปฏิรูประบบศาสนา เหล่าพระและนักบวชจึงพัฒนาการบำเพ็ญตบะตามป่าเขาห่างไกล ให้กลายเป็นวิชานินจาขึ้นมา นำนินจาในสังกัดไปออกรบรับใช้โชกุนและไดเมียว เพื่อรักษาฐานอำนาจตน
กระทั่งถึงยุคโชกุนโตกุกาวา อิเอยาสุ ถือเป็นยุคทองของเหล่านินจา เพราะโชกุนองค์นี้ได้นำนินจากว่า 200 คนจากก๊กของฮัตโตริ ฮันโซ เข้ามาใช้งาน ภาระกิจลับของนินจาจึงแพร่หลาย และถูกใช้งานรับใช้นายเพื่อความมั่นคงทางการเมือง กระทั่งล่วงเข้าปี ค.ศ. 1606 เมื่อโชกุนองค์อื่นๆ มีอำนาจขึ้นแทน ก็เลิกใช้งานนินจา เพราะถือว่าเป็นนักรบไร้เกียรติ เรื่องราวของนินจาอิงะและโคงะจึงค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และลดความสำคัญลงจนกระทั่งปัจจุบัน จนบางคนถึงกับกล่าวเย้ยหยันว่า เรื่องของนินจาเป็นเพียงตำนาน!!!
แม้วิถีทางของนินจาจะดูไร้เกียรติและทำงานสกปรกในสายตาใครบางคน แต่ชื่อ ‘นินจา’ ก็ดูมีเสน่ห์ลึกลับเสมอ สามารถดึงดูดความสนใจผู้คนได้ทุกยุคสมัย วันนี้เราได้มาถึงหมู่บ้านนินจาอิงะแล้ว และได้ชมการแสดงของนินจารุ่นใหม่ เหมือนการปลุกชีวิตนินจาอิงะขึ้นมาให้ได้ชมอย่างสนุกตื่นเต้น!
นินจาเป็นนักรบในเงามืดที่ต้องเชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นดาบ มีด เคียว กระบองคู่ หอก ง้าว สามง่าม หน้าไม้ ธนู มีดสั้น เข็มพิษ ลูกดอกอาบยาพิษ ดาวกระจาย และอีกมากมาย โดยนินจาอิงะจะแบ่งเป็น 3 ระดับความเก่ง ไล่ตั้งแต่เก่งมากสุดไปจนถึงเก่งน้อย คือ โจนิน (Jonin) เป็นพวกเก่งสุด ชูนิน (Chunin) เป็นพวกเก่งกลางๆ และ เงนิน (Genin) เป็นพวกเก่งน้อยสุด ต้องฝึกอีกเยอะว่างั้น
การปีนป่ายขึ้นที่สูงด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ อย่างเชือกและตะขอ รวมถึงการปีนด้วยตัวเปล่า (คล้ายวิชาตัวเบาในหนังจีน) คือสิ่งที่นินจาทุกคนต้องฝึกจนชำนาญ
ดาวกระจายคมกริบ คืออาวุธสังหารที่ถือเป็น Signature ของนินจาเลยก็ว่าได้ เพราะสามารถซัดได้จากระยะไกล ทั้งเพื่อป้องกันตัว ใช้ถ่วงเวลาเพื่อหนี ทำให้ศัตรูหวาดกลัว และเพื่อสังหาร! การแสดงของอิงะนินจาวันนี้ เขาใช้ดาวกระจายจริงๆ ที่คมกริบ ทดลองซัดให้ดูเห็นๆ ขอบอกเลยว่าถ้าคนโดนเข้าไปคงไม่รอด!
ในการรบของนินจา อาวุธทำลายล้างแรงสูงชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ ธนูติดระเบิด! ใครโดนเข้าไป แหลกชัวร์!!!
โชว์การต่อสู้ของนินจา ต้องอาศัยความทักษะ ความว่องไว และความกล้าอย่างมาก เพราะใช้อาวุธจริงกันเลยนิ
แค่มีเชือกเส้นเดียวก็สามารถแย่งดาบจากศัตรูมาได้ และท้ายที่สุดสามารถสังหารศัตรูได้ด้วยดาบของศัตรูเอง นี่คือสุดยอดนินจาอิงะ
โชว์น่าตื่นเต้นอีกอย่างคือ การสาธิตใช้ดาบคาตานะ (ดาบซามูไรญี่ปุ่น) ฟันท่อนฟางให้ขาด 3 ท่อน แบบเนียนๆ ภายในพริบตาแค่ไม่เกิน 3 วินาที!!!
ตลอด 30 นาที ของการดูโชว์ เต็มไปด้วยความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ ปนอารมณ์ขัน ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเลย แต่เขาห้ามถ่ายภาพนะครับ เพื่อไม่ให้ไปรบกวนสมาธินักแสดง เพราะเขาใช้อาวุธจริงแสดงทั้งหมด ใครที่พาเด็กไปดูด้วย ก็ต้องจับลูกหลานคุณไว้ให้ดี ส่วนใครที่อยากถ่ายภาพจริงๆ ก็ต้องขออนุญาตให้ถูกต้องก่อน
เมื่อชมโชว์นินจาจบแล้ว ก็ได้เวลาเข้าชมบ้านของนินจา ซึ่งต่างจากบ้านคนธรรมดานะจะบอกให้ เพราะในบ้านมีค่ายกล ห้องลับ และที่หลบซ่อน ทางหนีมากมาย จนศัตรูที่บุกเข้ามางงงวย นินจาจึงหนีออกไปได้ หรือสามารถย้อนกลับมาจัดการกับผู้บุกรุกได้สบายๆ
แม้แต่พื้นบ้านของนินจาก็ใช้แอบซ่อนดาบสั้น ดาวกระจาย เงิน และตะปูเรือใบ เพื่อใช้ในการต่อสู้หรือหลบหนีแบบฉุกเฉิน ถ้าคุณคิดจะบุกเข้าไปฆ่านินจาในบ้านของพวกเขาด้วยดาบคาตานะอย่างยาวล่ะก็ อย่าหวัง เพราะบ้านนี้มีเพดานเตี้ยมาก และมีคานเพดานถี่ การใช้ดาบยาวในบ้านจึงไม่คล่องตัว ต้องใช้ดาบสั้นแทนนะจ๊ะ
ก่อนอำลา ถ่ายภาพกับเหล่านินอิงะนินจา โดยเฉพาะพี่นินจาชุดดำ แหม ทาคิ้วเข้มเหมือนกับจะไปเล่นงิ้วแน๊ะ ฮาฮาฮา
ออกจากหมู่บ้านนินจาอิงะ เรานั่งรถยิงยาวขึ้นไปทางเหนือของมิเอะ จนถึง เมืองคุวานะ (Kuwana) เพื่อกินข้าวเที่ยง และช้อปปิ้งรอ เตรียมขึ้นเครื่องบินกลับบ้านที่สนามบินนาโงย่าในตอนค่ำ และคงจะไม่มีสถานที่ไหนดีไปกว่าการไปช้อปปิ้งทิ้งท้ายที่ Mitsui Outlet Park Jazz Dream Nagashima เอาท์เล็ทที่มีสินค้าแบรนด์เนมละลานตาในราคาพิเศษ ให้เลือกกันอย่างจุใจ
เอาท์เล็ทแห่งนี้เปรียบเสมือนเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ที่เราสามารถเดินช้อปปิ้งกันได้ทั้งวัน เพราะมีสินค้าทั้งของเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ให้เลือกกันนับร้อยๆ แบรนด์
ใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างต่ำต้อง 3-4 ชั่วโมง หรือต้องจัดให้ครึ่งวันไปเลย จะได้สะใจ ไม่ต้องรีบร้อน
เย็นมากแล้ว เรามุ่งหน้าไปอำลามิเอะกันที่แหล่งท่องเที่ยวสุดอลังการงานสร้าง ซึ่งมีการประดับประดาไฟในฤดูหนาวอย่างยิ่งใหญ่ ถือว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลย คือ Nabana No Sato สวนพฤกษศาสตร์สวย 4 ฤดู ที่เที่ยวชมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะจุดเด่นคือ ‘อุโมงค์ไฟฤดูหนาว’ ที่เหมือนช่องทางเดินขึ้นสู่สวรรค์
แต่ก่อนฟ้าจะมืดและไฟจะเปิดโชว์เต็มที่ ก็ได้เวลา Dinner ปิ้งย่างส่งท้ายทริปกันซะก่อน
ร้านอาหารของ Nabana No Sato บรรยากาศดีเยี่ยม
ยกมาเสิร์ฟแล้ว กับสารพัดเมนูปิ้งย่าง ที่เติมได้ตลอด
Nabana No Sato เป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ งดงามทั้ง 4 ฤดู มีดอกไม้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเบ่งบานให้ชมไม่รู้เบื่อ อย่างดอกไฮเดรนเยียในต้นฤดูร้อน ทุ่งคอสมอสในต้นฤดูใบไม้ร่วง และช่วงฤดูใบไม้ผลิเด่นด้วยดอกซากุระ ทิวลิป กุหลาบ แด๊ฟโฟดิล ฯลฯ บานสะพรั่ง ทว่าไฮไลท์จริงๆ อยู่ที่ การประดับไฟในฤดูหนาว (Winter Illumination) ที่มีหลอดไฟกว่า 200 ล้านหลอด และอุโมงค์ไฟอันน่าตื่นตา!
โรแมนติกสุดๆ ถ้ามาเป็นคู่
เดินเที่ยวชมภายในสวนอันกว้างใหญ่ ทุกแห่งหนล้วนประดับไฟสว่างไสวเรืองรอง
แม้แต่สวนดอกไม้ก็ยังเที่ยวชมได้ในยามราตรี เมื่อมีแสงไฟมาช่วยเติมแต่งให้สว่างไสวขึ้น
ภาพนี้บอกไม่ถูกเลย ว่าคนหรือดอกไม้ ใครสวยกว่ากัน
เดินเที่ยวสวน Nabana No Sato ในคืนพระจันทร์เต็มดวง อากาศเย็นสบายกำลังดี และมีดอกไม้เบ่งบานอยู่รอบๆ ตัว นี่สวรรค์หรือโลกมนุษย์กันแน่นะ?
อีกจุดที่มีชื่อเสียงโด่งดังของ สวน Nabana No Sato คือโรงเรือนปลูกต้นบีโกเนีย (Begonia) เขาไม่ได้ปลูกกันแค่ต้นสองต้น แต่ะปลูกกันเป็นหมื่นๆ ต้น! ทั้งแบบใส่กระถางลงดิน และแบบห้อยระย้าลงมาจากเพดาน ละลานตาด้วยสีสัน Colorful ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้
จะเดินถ่ายภาพให้จุใจ หรือนั่งเฉยๆ ปล่อยอารมณ์ไปกับดอกบีโกเนียรอบตัว ก็เอาที่สบายใจเลย
สวยจริง สวยจัง ทั้งดอกไม้ทั้งคน
นอกจากดอกบีโกเนียแล้ว ในโรงเรือนอื่นๆ ก็ยังมีดอกไม้นานาชนิดให้ชื่นชม โดยเฉพาะดอกทิวลิปหลากสี
มุมน่ารักๆ เก๋ๆ มีให้เดินเก็บภาพนับไม่ถ้วน
สุดท้ายคือโรงเรือนพรรณไม้เขตร้อน จำพวกเฟิน (Fern) อย่างในภาพนี้คือ เฟินต้น (Tree Fern) เป็นเฟินขนาดใหญ่มีลำต้นสูงเหมือนมะพร้าว และจัดเป็นเฟินโบราณที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคจูราสสิก ครั้งที่ยังมีไดโนเสาร์เดินดุ่มๆ อยู่บนโลกโน่นเลย!
มาถึงแล้ว ไฮไลท์ของสวนพฤกษศาสตร์ Nabana No Sato คือ อุโมงค์ไฟ Winter Illumination ที่จะประดับประดาให้ชมกันเฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น โดยอุโมงค์ไฟนี้ยาว 200-300 เมตร เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวถ่ายภาพกันมากที่สุด จึงต้องแบ่งๆ กันนะจ๊ะ ใจเย็นๆ จะได้ภาพสวยกันครบทุกคน
ภาพแห่งความประทับใจของเราสองคนเนอะ
ไฮไลท์อีกอย่างของ Nabana No Sato คือสวนไฟนับแสนๆ ดวง ที่จัดแสดงเป็นภาพเคลื่อนไหวควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ โดยปีนี้มีคอนเซ็ปต์นำตัวการ์ตูนชื่อดัง Kumamon เจ้าหมีสีดำแก้มแดงอันแสนน่ารัก มาเป็นตัวพระเอกดำเนินเรื่อง นำเราท่องเที่ยวมิเอะใน 4 ฤดู งดงามอลังการ หาชมได้ยากจริงๆ
นอกจากอุโมงค์ไฟ สวนไฟ และโรงเรือนดอกไม้นับร้อยๆ ชนิดแล้ว การเดินชมแสงไฟที่ประดับอยู่ทั่วสวนและสระน้ำในยามราตรี ก็เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่หาชมไม่ได้ในบ้านเรา
หอคอยจานบิน (อันนี้เราตั้งชื่อเอง) ให้คนขึ้นไปอยู่ข้างบน จากนั้นเสาจะยกตัวขึ้น พร้อมกับจานบินหมุนไปรอบๆ อย่างช้าๆ กลางอากาศ ให้เราได้ชมวิว 360 องศา ของดวงไฟนับล้านที่ประดับสวนในยามราตรี Amazing!
ปิดท้ายลงอย่างน่าประทับใจ กับทริปเที่ยวจังหวัดมิเอะ 4 วัน 3 คืน ทำให้เราได้เห็นญี่ปุ่นในมุมมองที่ต่างไป ภาพของธรรมชาติงดงาม มิตรไมตรีของผู้คน อาหารแสนอร่อย ที่พักอุ่นสบาย และการช้อปปิ้งสุดมันส์ ทำให้เราบอกตัวเองว่า ต้องกลับมามิเอะอีกรอบแล้วรอบเล่า เพราะที่ได้สัมผัสมาใน 4 วันนี้ มันแค่เสี้ยวเดียวของมิเอะ ยังมีสถานที่แปลกใหม่น่าสนใจรอเราอยู่อีกนับไม่ถ้วน
แล้วเราจะกลับมาอีกนะ ดินแดนอันแสนน่ารักนามว่า ‘มิเอะ’
Special Thanks : บริษัท เวิล์ดโปร แทรเวิล จำกัด (World Pro Travel Co., Ltd.) สนับสนุนการเดินทางจัดทำสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดีเยี่ยม
สนใจไปเที่ยวมิเอะ ติดต่อ โทร. 0-2026-3372, line id : wpoutbound หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.worldprotravel.com/tour-program
และ www.facebook.com/WorldProTravel หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ outbound@worldprotravel.com
Explore Mie, Miracle of Kansai (Episode 3)
วันที่ 3 ของการเดินทางท่องเที่ยวในดินแดนแสนสุขของ จังหวัดมิเอะ (Mie) ดูเหมือนว่าความเข้มข้นของความสนุกสนานและสวยงาม จะยิ่งทวีขึ้นจนทำให้เราแปลกใจ เพราะมิเอะเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายจริงๆ แหม หลงไปเที่ยวที่อื่นอยู่ซะตั้งนาน ทำไมไม่รู้จักมิเอะก่อนหน้านี้นะ ฮาฮาฮา
วันนี้ช่วงเช้า เราขอย้อนยุคกลับไปเป็นเด็กกันอีกครั้ง เพื่อเข้าไปเที่ยวใน ‘สวนสนุก Theme Park Espana’ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็เป็นเจ้าของเดียวกับโรงแรม Shima Spain Mura และอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันด้วย สามารถเดินจากโรงแรมไปแค่ 5 นาทีถึง หรือจะนั่งรถ Shuttle Bus ของเขาที่มีรับส่งเป็นรอบๆ ได้อย่างสบาย
แค่เดินพ้นปากประตูเข้ามานิดเดียว ก็ถึงกับต้องร้องโอ้โหอ้าหา! เมื่อเห็นสถาปัตยกรรมที่จำลองอาคารในประเทศสเปนมาไว้ในมิเอะได้อย่างแนบเนียน และยิ่งใหญ่อลังการจริงๆ บวกกับวันนี้ฟ้าใสอากาศเป็นใจด้วย ได้ยินเสียงชัตเตอร์กล้องรัวกันไม่หยุดเลย
จากนั้นก็เดินตรงเข้าสู่ ถนนสเปน หรือ Espana Avenue ที่มีร้านรวงขายของที่ระลึกน่ารักๆ เรียงรายอยู่สองฟากฝั่ง บางคนอดใจไม่ไหว ต้องเข้าไปชมอยู่นานสองนาน
สวนสนุก Theme Park แห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ถ้าจะเที่ยวกันให้ทั่วขอบอกเลยว่าต้องใช้เวลา 1 วันเต็ม เพราะนอกจากจะมีอาคารสวยๆ สไตล์สเปนให้ชม ให้ถ่ายภาพกันอย่างจุใจแล้ว ยังมีโซนเครื่องเล่นเจ๋งๆ กระจายอยู่อีกมากมาย ทั้งรถไฟเหาะตีลังกาแบบนั่งห้อยขาสุดเสียว, เรือไวกิ้ง, รถไฟลอยฟ้า, ม้าหมุน, ล่องเรือผจญภัย ฯลฯ รวมถึงมีโรงละคร โรงภาพยนตร์ ปราสาทจำลอง และร้านกาแฟ ร้านขนมอร่อยๆ เปิดบริการทุกวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นครอบครัว
เห็นอาคารสวยๆ แบบนี้ ถ้าไม่บอกว่าอยู่ในญี่ปุ่น คงนึกว่าอยู่ในสเปนจริงๆ นะเนี่ย
ที่นี่มีมุมให้โพสต์ท่าถ่ายภาพกันนับไม่ถ้วน เพราะเขาใส่ใจในรายละเอียด และนำความ Art เข้ามาผสานผสมได้อย่างกลมกลืนมาก
กระเบื้องโมเสกสุดสวยได้รับการเนรมิตขึ้นเป็นงานศิลปะอันแปลกตา
นี่ไง Roller Coaster แบบนั่งห้อยขา ซึ่งถือเป็นที่สุดของที่สุดสำหรับเครื่องเล่นในสวนสนุก Theme Park แห่งนี้ หลายคนที่เคยเล่นบอกว่ามันเสียวกว่าแบบธรรมดาหลายเท่า เพราะเหมือนกับเรานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่แล่นไปตามราง ไม่ใช่การเข้าไปนั่งในขบวนรถไฟเหาะแบบทั่วไปนะสิ ยิ่งตอนที่ถึงช่วงตีลังกาหลับหัวเหวี่ยงไปมายิ่งเสียวสุดๆ มันจึงไม่เหมาะสำหรับคนกลัวความสูง เกลียดความเสียว หรือคนใจอ่อน อย่างแน่นอน!
เจอจังหวะนี้เข้าไป พูดไม่ออก กรี๊ดกันสนั่น!!!
เรือไวกิ้งก็เสียวไม่แพ้รถไฟเหาะตีลังกาเหมือนกัน!
รถไฟลอยฟ้าน่ารักๆ ธรรมดา ชิลๆ สำหรับพ่อแม่พาลูกเล็กๆ นั่งเล่น ไม่เสียว ก็มีเหมือนกัน
ใช้เวลาอยู่ที่สวนสนุกกันกว่าครึ่งวันจนหมดแรง ได้เวลาไปเติมพลังกันแล้ว กับอาหารรสเลิศจากท้องทะเลที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของ เมืองชิมะ (Shima) จังหวัดมิเอะ ได้เป็นอย่างดี เพราะแถบนี้มีชายฝั่งเว้าแหว่งเป็นอ่าวน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน คลื่นลมค่อนข้างสงบ น้ำใสแจ๋ว แต่ก็มีแพลงก์ตอนและธาตุอาหารในน้ำอยู่อย่างอุดม จึงมีสัตว์น้ำชุกชุมมาก
ตรงที่น้ำตื้นๆ ใกล้ฝั่ง เราจะเห็นสาหร่ายหลายชนิดเติบโตขึ้นรับแสงแดดอุ่น ความใสของน้ำทะเลที่นี่ไม่ต่างจากแก้วคริสตัลเลยจริงไหม?
อาหารเที่ยงวันนี้พิเศษสุดๆ ไม่ใช่ภัตตาคารใหญ่ ไม่ใช่ร้านอาหารหรู ไม่ได้มีดาวระดับมิชิลินสตาร์ ทว่าเป็นร้านเล็กๆ ชื่อ ‘Maruzen Suisan’ หรือ ‘ฟาร์มหอยนางรม มารูเซน’ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงเมืองชิมะ เราต้องจอดรถไว้ แล้วเดินเข้าไปที่ร้าน ระยะทางราวๆ 200-300 เมตร ระหว่างทางได้เห็นวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวประมงญี่ปุ่น อันเงียบสงบเรียบง่าย และผูกพันอยู่กับท้องทะเลทุกเมื่อเชื่อวัน
ฟาร์มหอยนางรม มารูเซน ตั้งอยู่ในเวิ้งอ่าวโทบะ (Toba) ของเมืองชิมะ ซึ่งเป็นเวิ้งอ่าวเล็กๆ โอบล้อมด้วยรรมชาติ แมกไม้ และหมู่บ้านชาวประมงขนานแท้ ความใสสะอาดของน้ำที่นี่ ทำให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงหอยนางรมตัวใหญ่อ้วนพี และดูเหมือนว่าเราจะมากินหอยกันถูกฤดูกาลเผงเลย เพราะเขาบอกว่าช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเราไปถึงนั้น หอยนางรมจะอร่อยที่สุด ว้าว!
เรือประมงของชาวญี่ปุ่นเขาไฮโซไม่น้อย ไม่ใช่เรือตังเกไม้ตะเคียนทองแบบบ้านเรา แต่เป็นเรือเหล็กเรือไฟเบอร์ซึ่งเห็นทีแรกนึกว่าเรือยอร์ช ฮาฮาฮา
หอยนางรมของฟาร์มมารูเซนตัวใหญ่อวบอ้วน เนื้อขาวนวลแบบที่เห็น เมื่อเก็บมาจากกระชังแล้ว ก็จะมีแผนกแกะไปทำอาหารตามเมนูที่ลูกค้าสั่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่ได้แกะออกจากเปลือก แต่จะให้ลูกค้าเอาไปย่างเอง เพื่อความสนุกสนานในการกิน
คุณป้าใจดีแกะหอยนางรมสดๆ ออกจากเปลือกโชว์ให้เราดู โอ้โห! น่าหม่ำ!
คุณลุงเจ้าของฟาร์มหอยนางรม มารูเซน โชว์หอยที่เขาเลี้ยงมากับมือด้วยความภูมิใจ แม้จะคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะคุณลุงพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น แต่รอยยิ้มและมิตรไมตรีที่มีให้ ก็ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลมาชิมกันไม่ขาดสาย แต่ขอบอกเลยว่าถ้า Walk In เข้ามาอาจไม่ได้กิน ต้องโทรจองล่วงหน้า เพื่อให้คุณลุงออกเรือไปเก็บหอยมาเตรียมไว้ก่อนนะสิ แบบนี้ถึงจะเรียกว่า Local จริงๆ น่ารักมาก
ความพิเศษของร้านคุณลุง คือไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่ร้านที่ให้ลูกค้านั่งกินหอยนั้น อยู่บนโป๊ะลอยน้ำขนาดใหญ่อย่างที่เห็นในภาพ ข้างในมีโต๊ะเรียงราย พร้อมเตาย่างหอยนางรม ซึ่งบางเตาใช้ถ่านเพิ่มกลิ่นหอม และบางเตาก็เป็นเตาไฟฟ้าแบบใหม่ ทีนี้หลายคนสงสัยว่าเกิดมาไม่เคยกินหอยนางรมย่าง เพราะคนไทยเรากินแต่หอยนางรมสด ญี่ปุ่นเขาเลยมีนาฬิกาจับเวลาไว้ให้ทุกโต๊ะ ตั้งเวลาไว้ที่ 9 นาทีเท่ากันหมด พอเริ่มย่างหอยก็กดปุ่มนาฬิกา เมื่อครบ 9 นาที มันก็จะร้องเตือนปิ๊ปๆๆๆ เปิดฝาครอบออกมา หอยสุกกินได้พอดี เอ้อ เจ๋งอ่ะ!
ร้านนี้เปิดทุกวัน วันธรรมดาตั้งแต่เวลา 11.00-12.20 น. และ 12.40-14.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์มีหลายรอบ คือ 10.50-12.10 น. / 12.30-13.50 น. และ 14.10-15.30 น. ให้เวลากินรอบละ 80 นาที แบบไม่อั้น กินได้เท่าไหร่กินกันเข้าไปเลย ยกมาเพิ่มตลอด โดยเขาจะใส่หอยนางรมสดมาให้ทีละถาดแบบที่เห็นในภาพ ใต้โต๊ะมีกาละมังใบใหญ่ไว้ให้ใส่เปลือกหอยที่แกะแล้ว ส่วนอุปกรณ์การกินก็มีให้ครบ ทั้งผ้ากันเปื้อน ถุงมือกันร้อน มีดแงะหอย ที่คีบ แต่ไม่มีน้ำจิ้มให้นะ ฮาฮาฮา (อาจต้องแอบเอาน้ำจิ้ม Seafood ไปเอง)
สำหรับใครที่ไม่เคยแงะหอยนางรมสดออกจากเปลือก อาจต้องออกแรง และใช้เวลาฝึกนิดนึง แต่พอแงะไปสักตัวสองตัวก็จะชำนาญเองจ้า
วิธีกินก็ไม่ยากไม่ง่าย เอาหอยนางรมสดทั้งตัว (ที่ยังมีเปลือก) ย่างไว้บนเตา ปิดฝาเหล็กครอบไว้ 9 นาที (บางคนบอก 7 หรือ 8 นาทีพอ ไม่งั้นมันจะสุกไป ไม่นิ่ม) หลังจากนั้นก็เปิดฝาครอบ ใช้มีดแงะเนื้อมากินได้เลย
ภาพนี้คงไม่ต้องบรรยาย สด ตัวใหญ่ เนื้อนุ่ม หวานมากๆๆๆๆๆ
อิ่มเอมเปรมปรีกันจนพุงกางกับหอยนางรมไม่รู้กี่ตัวที่ลงไปอยู่ในท้องขณะนี้ เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็คงต้องไปอิ่มตาอิ่มใจกันด้วย เราเลยนั่งรถเลียบชายทะเลของอ่าวโทบะ ต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากไปเยือนสักครั้ง! อ้าว พูดอย่างนี้ไม่ได้โอเวอร์นะ เพราะสถานที่ที่เรากำลังเดินทางไป คือ ‘เกาะไข่มุกมิกิโมโต้’ (Mikimoto Pearl Island) เป็นฟาร์มไข่มุกชั้นนำของโลก และกล่าวกันว่าสามารถผลิตไข่มุกคุณภาพดีที่สุดของโลกขึ้นได้นั่นเอง!
วันนี้ทางมิกิโมโต้รู้ว่าเราจะไปเยือน จึงจัดเตรียมชักธงชาติไทยขึ้นคู่กับธงชาติญี่ปุ่นเพื่อต้อนรับ นับเป็นการให้เกียรติกันอย่างสูงเลย
นี่คือเกาะไข่มุกมิกิโมโต้ เกาะซึ่งมีการเลี้ยงหอยมุกครั้งแรกโดย คุณลุงโคคิชิ มิกิโมโต้ เมื่อปี ค.ศ. 1893 นับเป็นฟาร์มหอยมุกในเชิงอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จแห่งแรกในญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านั้นในอดีต คนญี่ปุ่นใช้ไข่มุกเพื่อเป็นเครื่องประดับ และนำมาบดทำยารักษาโรค โดยมีการเพาะเลี้ยงหอยมุกกันเป็นฟาร์มขนาดเล็กเท่านั้น และแน่นอนว่าไม่มีการส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย
การเข้าถึงเกาะไข่มุกมิกิโมโต้ เราต้องเดินข้ามสะพานทางเชื่อมเหนือทะเลเข้าไป โดยบนเกาะแบ่งเป็น 4 โซน ให้เที่ยวชม คือ ลานไข่มุก, พิพิธภัณฑ์ไข่มุก, จุดแสดงหญิงนักประดาน้ำหาไข่มุก อามะซัน และสุดท้ายคือ หอรำลึกเกียรติประวัติคุณลุงโคคิชิ มิกิโมโต้ ผู้ก่อตั้งฟาร์มไข่มุกแห่งนี้ขึ้น
โฉมหน้าของ คุณลุงโคคิชิ มิกิโมโต้ (ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1858-1954) ท่านเกิดในร้านบะหมี่ชื่อ Awako ของบิดา บริเวณอ่าวโทบะ จากนั้นเมื่ออายุ 20 ปี ท่านก็เข้าไปทำงานในกรุงโตเกียว ได้เห็นการค้าขายสินค้าทางทะเลจากเมืองโยโกฮาม่า อย่างพวกหอยเป๋าฮื้อและปลิงทะเลตากแห้ง ท่านจึงตัดสินใจเร่ิมต้นอาชีพพ่อค้าของทะเลจากบ้านเกิด และสุดท้ายก็เข้าสู่ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงหอยมุก ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่าหอยมุกมีคุณค่าและมีมูลค่าสูงกว่าของทะเลตากแห้งหลายร้อยเท่า โดยในช่วงเริ่มต้นทำฟาร์มหอยมุกนั้น ท่านได้คำแนะนำอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญชื่อ Narayoshi Yanagi
ในช่วงที่คุณลุงโคคิชิ มิกิโมโต้ เร่ิมทำฟาร์มหอยมุกนั้น เป็นยุคเมจิซึ่งญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศรับอารยธรรมตะวันตกแล้ว และเกิดวิกฤตขึ้นอย่างหนึ่งบริเวณอ่าวโทบะบ้านเกิดท่าน คือมีการจับสัตว์ทะเลและหอยมากเกินไป จนพวกมันแทบหมดสิ้น! โดยเฉพาะหอยมุกนั้นไม่มีเหลือในธรรมชาติอีกเลย ฟาร์มของท่านจึงสร้างแรงบันดาลใจในการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติขึ้นมา ควบคู่กับการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงค้าขายอย่างประสบความสำเร็จ
หลังศึกษาค้นคว้าอยู่นาน ท่านก็พบว่าจากบรรดาหอยมุกกว่า 100,000 ชนิดที่มีอยู่ทั่วโลก มีหอยมุกอยู่แค่ 6 ชนิด ที่ให้ไข่มุกสวยที่สุด ทั้งสีดำ สีขาวนวล สีทอง และสีฟ้า แต่พันธุ์ที่ถือว่าให้ไข่มุกสวยที่สุดในโลก คือ หอยมุก Akoya (ชื่อวิทยาศาสตร์ Pinctada fucata) เพราะจะได้ไข่มุกเม็ดโต ทรงกลมสมบูรณ์ สีสันสวยงาม และมีความแววาวในเนื้อ อย่างหาที่เปรียบมิได้!
นับจากวันนั้นจวบจนวันนี้ ก็ครบ 160 ปีแล้ว ที่ชื่อไข่มุกมิกิโมโต้ ได้ผงาดขึ้นมาในวงการเครื่องประดับและไข่มุกของโลก โดยร้านที่ท่านเปิดขายแห่งแรกอยู่ในย่านกินซ่า ของมหานครโตเกียว การทำธุรกิจของคุณลุงโคคิชิ มิกิโมโต้ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่การขายไข่มุกเป็นเม็ดๆ ทว่าท่านได้ส่งพี่ๆ น้องๆ ไปเรียนการทำเครื่องประดับถึงโรงเรียนในยุโรป เพื่อกลับมาทำคอลเลกชั่นเครื่องประดับไข่มุกของตนเอง นับว่าท่านเป็นคนที่มี Vision มาก
คณะนักท่องเที่ยวจาก บริษัท เวิล์ด โปร แทรเวิล จำกัด ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ด้านหน้าอนุสาวรีย์ท่านโคคิชิ มิกิโมโต้
ได้เวลาไปชมการแสดง การดำน้ำงมหอยมุกของเหล่าหญิงนักดำน้ำโดยไม่ใช้ถังอากาศแห่งมิเอะ เรียกว่า ‘อามะ’ (Ama) เป็นอาชีพเก่าแก่อันมีเกียรติ และอยู่คู่กับฟาร์มไข่มุกมิกิโมโต้มาตั้งแต่ต้น เพราะพวกเธอคือคนที่ดำน้ำนำแม่หอยมุกลงไปไว้ที่ก้นทะเล เพื่อเลี้ยงให้มันเติบโตค่อยๆ สร้างไข่มุกขึ้น หรือในเวลาที่มีพายุคลื่นลมแรงมากๆ พวกเธอก็ต้องดำน้ำลงไปย้ายหอยมุกเข้าสู่บริเวณที่ปลอดภัย และเมื่อหอยมุกโตได้ที่ ถึงเวลาเก็บมาขาย ก็พวกเธออีกนั่นล่ะที่ต้องดำน้ำลงไปงมขึ้นมา ขอนับถือเลยอามะ
การสาธิตดำน้ำตัวเปล่าของเหล่าอามะนี้ แม้จะเป็นแบบง่ายๆ แต่ก็น่าสนุก และช่วยให้เราได้เห็นถึงความยากลำบาก ความเสี่ยงอันตราย ในอาชีพใต้น้ำนี้เป็นอย่างดี ในอดีตว่ากันว่าที่มิเอะมีอามะอยู่เป็นพันคน พวกเธอมีทั้งสาวน้อยสาวใหญ่และคุณป้าคุณยายวัยดึก! สามีออกเรือประมงไปจับปลา พวกเธอก็ดำน้ำเก็บหอยเป๋าฮื้อ กุ้งมังกร สาหร่ายทะเล ปลิงทะเล หอยสังข์ กัลปังหา และหอยมุก ขึ้นมาขายเลี้ยงชีพ
กระทั่งฟาร์มไข่มุกมิกิโมโต้เปิดตัวขึ้นอามะส่วนหนึ่งจึงได้มาช่วยงานในฟาร์มอย่างถาวร แม้ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าขึ้นมาก และอาชีพดำน้ำตัวเปล่าไม่ใช้ถังอากาศของอามะแทบจะหายไปแล้ว ฟาร์มไข่มุกมิกิโมโต้ก็ยังเป็นแหล่งสุดท้ายในมิเอะ ซึ่งเราจะสามารถเห็นอามะในชุดผ้าสีขาวแบบดั้งเดิมได้ (ข้างในใส่ Wet Suit สีขาวเพื่อกันหนาว เพราะน้ำที่นี่เย็นมาก) นับเป็นการอนุรักษ์อาชีพดั้งเดิมของอ่าวโทบะและจังหวัดมิเอะเอาไว้
เคยมีคนสงสัยกันว่า ทำไมอาชีพนักดำน้ำตัวเปล่าแบบนี้ต้องให้ผู้หญิงทำ ทั้งๆ ที่มันอันตรายจะตายไป เหตุผลเขามีอยู่คือ สามีของพวกเธอจะออกเรือประมงไปจับปลา และพวกเธอก็ต้องช่วยดำน้ำเป็นอาชีพเสริมเลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า ผู้หญิงมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนากว่าผู้ชาย จึงทนความเย็นจัดของน้ำทะเลในบริเวณนี้ได้! อีกทั้งผู้หญิงยังมีความจุปอดมากกว่า สามารถกลั้นหายใจดำน้ำได้นานกว่าผู้ชายนะสิ
อามะแต่ละคนจะมีอุปกรณ์ประจำตัว คือนอกจากชุดสีขาวที่สวมใส่แล้ว (สีขาวทำให้ปลาฉลามกลัว และไม่เข้ามาทำร้ายอามะ) ยังมีหน้ากากดำน้ำ มีด แชลงอันเล็กๆ สำหรับแงะหอยออกจากโขดหินหรือแนวปะการังใต้น้ำ รวมทั้งยังมีถังไม้ลอยน้ำได้ เอาไว้ใส่หอยและสัตว์ทะเลที่หาได้นำกลับเข้าฝั่ง
อาชีพดำน้ำตัวเปล่า หรือ Free Diving ของอามะ นับเป็นหนึ่งในอาชีพอันตรายที่สุดในโลก! เพราะพวกเธอสามารถตายได้ทุกขณะจากภยันตรายใต้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นถูกสัตว์ทะเลมีพิษทำร้าย, ขาดอากาศจนหมดสติใต้น้ำ จมน้ำ, ปอดฉีก, เป็นตะคริว หรือถูกโขดหินใต้น้ำที่กำลังแงะหอยถล่มใส่! พวกเธอจึงต้องมีการฝึกฝนเรียนรู้สร้างความปลอดภัยให้ตัวเองด้วย อย่างเช่น พวกเธอจะไม่ดำน้ำลึกเกิน 6 ช่วงตัวของความสูงตัวเอง แต่อามะบางคนก็เคยดำน้ำลึกกว่า 10 เมตรมาแล้ว! นอกจากนี้พวกเธอจะไม่ดำน้ำนานและลึกเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการมึนงง จากการที่เริ่มมีก๊าซไนโตรเจนซึมเข้ากระแสเลือด ในขณะที่ว่ายกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ พวกเธอจึงต้องว่ายอย่างช้าๆ พร้อมกับพ่นอากาศจำนวนสุดท้ายในปอดออกมาด้วย เมื่อโผล่ขึ้นถึงผิวน้ำ เราจึงมักได้ยินเสียงคล้ายนกหวีดที่พวกเธอร้องออกมา นั่นคือเทคนิคการระบายลมออกจากปอด มิให้ปอดฉีกนั่นเอง (อากาศในปอดเราจะขยายและหดตัวได้ ตามความกดในระดับน้ำลึกไม่เท่ากัน)
นี่จึงเป็นอาชีพที่เสี่ยง และน่ายกย่องสุดๆ
สิ่งที่อามะงมขึ้นมาได้จากท้องทะเลมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหอยเป๋าฮื้อ หอยมุก หอยเม่น ปลิงทะเล สาหร่ายทะเลต่างๆ กัลปังหา หอยสังข์ ฯลฯ อามะหลายคนในมิเอะมีอายุมากถึง 72 ปี และที่เคยมีการบันทึกไว้ อายุสูงสุดถึง 80 ปี! เราลองนึกภาพหญิงชราอายุ 80 ปี ดำน้ำลึก 10 เมตรโดยไม่ใช้ถังอากาศดูสิ! มัน Amazing แค่ไหน!!!!!!
อย่างไรก็ตาม เทคนิคในการดำน้ำของเหล่าอามะ มีทั้ง แบบดำน้ำเดี่ยว (Solo Diver) และดำน้ำคู่ (Couple Diver) โดยในแบบหลังนั้น คนที่เป็นสามีของอามะ จะนั่งรออยู่บนเรือ ปล่อยให้ภรรยาดำดิ่งลงไปทำงานใต้น้ำ โดยมีเชือกจากบนเรือผูกไว้ที่ตัวอามะด้วย สามีจะเป็นคนคำนวณว่าภรรยาดำน้ำนานเกินไป หรือลึกเกินไปหรือไม่ โดยดูได้จากความยาวเชือกที่ปล่อยออกไปนั่นเอง
อาชีพอามะมีบันทึกเก่าแก่ย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 3 และจะยังคงอยู่คู่จังหวัดมิเอะต่อไป แม้จากจำนวนมากมายในอดีต จะลดลงเหลือแค่ประมาณ 1,300 คนในปัจจุบัน แต่นี่ก็คือหนึ่งในจิตวิญาณแห่งท้องทะเล ที่ร้อยรัดผูกพันผู้คนอยู่กับเกลียวคลื่นสีคราม และความอุดมที่มหาสมุทรพัดพามาให้พวกเขาเก็บเกี่ยวเลี้ยงชีพ จนสร้างเอกลักษณ์ตัวตนขึ้นได้ในที่สุด
วันนี้ทาง Mikimoto จัดเลี้ยง Afternoon Tea พร้อมเค้กอร่อยๆ ให้พวกเราเป็นพิเศษเลย
หน้าตาดูดีมาก บอกได้เลยว่าเชฟตั้งใจแสดงฝีมือสุดๆ
เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นปลูกผักชีกินกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะเขาบอกผักชีไทยโออิชิมากๆ ฮาฮาฮา เขาเลยนำผักชีมาประกอบกับอาหารคาว อาหารหวาน อย่างที่เราเองก็ต้องทึ่ง
ได้เวลาที่หลายคนรอคอย คือการได้ซื้อหาเป็นเจ้าของไข่มุก Mikimoto สักเม็ด หรือสักเส้น ราคาก็มีให้เลือกตั้งแต่แพงระยิบ แบบเลขศูนย์ห้าตัว ไปจนถึงราคาหลักพันบาทก็มี แล้วแต่งบประมาณของเรา โดยเขาแบ่งเป็นโซนๆ ตามราคาไว้เลย พร้อมมีใบรับประกันที่มีเลข Serial Number ให้ไว้อุ่นใจด้วย ในกรณีที่เราซื้อไข่มุกเส้นที่ราคาสูงมากๆ
ไข่มุกสีทอง ก็เป็นชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง ราคาต่างกันไปตามขนาด ความแวววาว และรูปทรง
บางคนถามว่า ทำไมไข่มุก Mikimoto จึงมีราคาสูง ตอบง่ายๆ คือกว่าจะได้ไข่มุกแต่ละเม็ดนั้น ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี เลี้ยงดูบ่มเพาะแม่หอยมุกอยู่ใต้ทะเล แต่ก่อนอื่น ต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์แม่หอยมุก เลี้ยงแม่หอยมุกจนเติบโต แล้วค่อยนำก้อนนิวเคลียสกลมๆ สอดเข้าไปในเนื้อหอยมุกให้มันระคายเคือง (จริงๆ เรียกว่าอาการเจ็บมากกว่า) จนมันคายสารแคลเซียมคาร์บอร์เนตรูปทรงคริสตัล ออกมาห่อหุ้มก้อนนิวเคลียสนั้น ซ้อนกันจำนวนหลายพันชั้น จนเกิดเป็นก้อนไข่มุกขึ้น!
ในจำนวน 100 เปอร์เซนต์ของหอยมุกที่เลี้ยงตลอด 5 ปี จะมี 50 เปอร์เซนต์ที่ตายไป มี 5 เปอร์เซนต์ที่เกิดผิดรูปทรงจนไม่สามารถเรียกได้ว่าไข่มุก มี 17 เปอร์เซนต์ ที่จัดเป็นไข่มุกคุณภาพต่ำ (Poor Quarlity Pearl) มีอีก 23 เปอร์เซนต์ ที่เป็นไข่มุกคุณภาพดี (Good Quality Pearl) และจะมีเพียง 5 เปอร์เซนต์เท่านั้น ที่ถือเป็นสุดยอดไข่มุกมิกิโมโต้ เรียกว่า ไข่มุกระดับ Hanadama
ทีนี้เข้าใจแล้วนะ ว่ากว่าจะได้ไข่มุกดีที่สุดในโลก 1 เม็ด มันยากลำบากแสนเข็นขนาดไหน!
นอกจากจะมีเครื่องประดับไข่มุกให้ได้ซื้อหาครอบครองเป็นเจ้าของกันตามกำลังทรัพย์แล้ว Mikimoto ยังพัฒนาเครื่องสำอางนานาชนิด ที่มีส่วนผสมของไข่มุก ช่วยบำรุงผิวพรรณตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
นอกจากนี้ยังมีส่วนของพิพิธภัณฑ์ไข่มุก บอกเล่าประวัติความเป็นมาของ Mikimoto พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องหอยมุก ไข่มุก และวิธีการเลี้ยงอย่างละเอียดยิบ
เจ้าหญิงไข่มุกแห่งมิกิโมโต้ ฮาฮาฮา ในพิพิธภัณฑ์เขามีมงกุฎไข่มุกจำลอง เอาไว้ให้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันด้วยนะจ๊ะ
มงกุฎไข่มุกหมายเลข 2 หรือ Pearl Crown II ซึ่งมิกิโมโต้ใช้เวลาสร้างสรรค์ขึ้นถึง 14 เดือนกว่าจะสำเร็จ (สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1979) ทั้งในส่วนไข่มุกระดับสุดยอด และทองคำบริสุทธิ์ทำเป็นลวดลายเหมือนกับบนกริชของฟาโรห์ตุตันคาเมนแห่งอียิปต์
เครื่องประดับล้ำค่าหนึ่งเดียวในโลกแห่ง Mikimoto ชื่อ ‘Yaguruma’ ที่ประดับประดาด้วยไข่มุกเลอค่า เพชรแท้ และพลอยสีต่างๆ การดีไซน์มีแนวคิดนำเครื่องประดับดั้งเดิมของญี่ปุ่น 12 ชิ้น มาวางลวดลายไว้ในเครื่องประดับชิ้นนี้ชิ้นเดียว มีไว้โชว์นะจ๊ะ ไม่ได้ขาย ฮาฮาฮา
ในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงไข่มุกชนิดต่างๆ ให้ชม แต่ที่พลาดไม่ได้คือ ไข่มุกสีทอง และไข่มุกเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้มาจากเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎ์ธานี ของเมืองไทยเรานี่เอง!
ตัวเบาหวิว เมื่อออกจากเกาะไข่มุก Mikimoto เพราะเพื่อนๆ หลายคนได้ครอบครองสร้อยไข่มุกสมใจแล้ว! เรานั่งรถต่อไปค่อนข้างไกลนิดนึง จนถึงร้านอาหารที่จะมีน้อยคนนักได้สัมผัส เพราะเป็นบ้านของเหล่าหญิงนักประดาน้ำแห่งมิเอะ ที่เปิดเป็นร้านอาหารทะเลปิ้งย่างสดๆ ให้เราชิมกันน่ะสิ ที่นี่ชื่อ Ama Hut Satoumian อยู่ในเมืองชิมะ (Shima) นั่นเอง แต่ต้องจองก่อนนะ เพื่อให้คุณป้าอามะไปหาของทะเลมาเตรียมไว้
เจ้าของร้านและพนักงานรอต้อนรับเราอยู่แล้ว พร้อมด้วยป้ายและธงชาติไทย สร้างความตื่นเต้นให้เราตั้งแต่ยังไม่เข้าไปในร้าน ขอบคุณมากนะครับ
บอกแล้วว่ามิเอะเป็นดินแดนแห่ง Seafood! มื้อนี้เราจึงจะได้ลิ้มลอง BBQ Seafood นานาชนิด ที่เพิ่งจับกันขึ้นมาสดๆ จากทะเลเลย มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือ Japanese Lobster หรือ Mie Lobster (กุ้งมังกรมิเอะ) ซึ่งมีอยู่เพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่จังหวัดมิเอะ
เมนูเด่น กุ้งมังกรมิเอะ (กุ้งมังกรญี่ปุ่น) ตัวหนึ่งยาวฟุตกว่า ที่สำคัญคือมากันสดๆ เป็นๆ ไม่ใช่แบบตายแช่แข็งมาให้กินนะ เพราะร้านนี้อยู่ใกล้ทะเลนิดเดียว แถมเจ้าของร้านยังเป็นชาวประมง และมีอามะนักประดาน้ำหญิงแท้ๆ มาป้ิงย่างให้เรากินกันต่อหน้าเห็นๆ เลย สุดยอด!!!!!!
อามะ (Ama) วิถีหญิงนักประดาน้ำแห่งมิเอะมีอยู่จริง และยังคงมีลมหายใจในกระท่อมริมทะเลหลังนี้
ภาพเก่าเล่าเรื่อง วิถีความสุขอันเรียบง่ายของเหล่าอามะ ในช่วงพักผ่อนหลังจากดำน้ำเสร็จ ก็ขึ้นมาปิ้งย่าง Seafood กินกัน พร้อมกับผิงไฟคลายหนาวไปด้วย
ไม่พูดพล่ามทำเพลง ป้าอามะเร่ิมปิ้งย่าง BBQ Seafood ให้เราหม่ำ ด้วยหอยเชลล์และหมึกตัวโตก่อนเลย
กินตามวิถีญี่ปุ่นแท้ๆ นั่งบนเสื่อตาตามิในกระท่อมอามะ กินป้ิงย่างอาหารทะเลสดๆ ที่เพิ่งขึ้นจากทะเล แหม โออิชิ!
ในที่สุดก็ได้เวลาที่รอคอย BBQ กุ้งล็อบสเตอร์มิเอะ ไซต์ใหญ่จริงทุกตัว แต่คุณป้าอามะให้ชิมแค่คนละ 1 ตัว พอนะจ๊ะ ฮาฮาฮา
ป้ิงย่างอยู่พักเดียว คุณป้าอามะก็แกะกุ้งล็อบสเตอร์ยักษ์ใส่จานมาให้เราเสร็จสรรพพร้อมกิน โดยแยกหัวแยกตัว และแกะเปลือกให้เรียบร้อย น่ารักจริงๆ คุณป้า
หอยเชลล์ยักษ์ กำลังเดือดปุดๆ อยู่บนเตาปิ้งย่าง รอไม่ไหวแล้ววววว!
Seafood สดๆ นานาชนิดในมื้อนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า ได้มาถึงและเข้าถึงมิเอะอย่างแท้จริงแล้ว
หมึกย่างตัวโตจนแทบจะล้นตะแกรงปิ้ง!
นั่งกินกันไป พูดคุยกันไป คุณป้าอามะก็จะเล่าเรื่องวิถีชีวิตการดำน้ำ และเกร็ดความรู้ต่างๆ ในท้องทะเลให้ฟังด้วย (ใครรู้ภาษาญี่ปุ่นช่วยแปลให้ที)
วันนี้เราจัดหนัก Seafood กันมาทั้งวัน ตั้งแต่หอยนางรมยักษ์มื้อเที่ยง มาจนถึง BBQ Seafood ในกระท่อมอามะตอนมื้อเย็น บอกได้คำเดียวว่า ‘มิเอะคือเมืองแห่งหอยและกุ้งล็อบสเตอร์’
ความสุข และความอิ่ม ไม่เคยปราณีใคร! วันนี้เราแทบสำลักความสุขและความอิ่มอันล้นปรี่ที่มิเอะมอบให้ ขอเข้านอนอย่างมีความสุข พร้อมเที่ยวต่อในวันสุดท้ายพรุ่งนี้นะจ๊ะ

Special Thanks : บริษัท เวิล์ดโปร แทรเวิล จำกัด (World Pro Travel Co., Ltd.) สนับสนุนการเดินทางจัดทำสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดีเยี่ยม
สนใจไปเที่ยวมิเอะ ติดต่อ โทร. 0-2026-3372, line id : wpoutbound หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.worldprotravel.com/tour-program
และ www.facebook.com/WorldProTravel หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ outbound@worldprotravel.com
Explore Mie, Miracle of Kansai (Episode 2)
วันที่สองของการเดินทางท่องเที่ยวใน จังหวัดมิเอะ (Mie) อากาศแจ่มใส เย็นสบายกำลังดี เดินเที่ยวได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ อากาศสดชื่นมาก สูดหายใจได้เต็มปอด แถมอาหารเช้าที่โรงแรมก็อร่อย
เช้านี้เราออกจากโรงแรมกัน 9.00 น. มุ่งหน้าสู่ เมืองอิเสะ (Ise) เมืองติดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่สำคัญมากอีกเมืองหนึ่ง เพราะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าชินโตซึ่งมีความเก่าแก่ที่สุด มีขนาดใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุดในประเทศญี่ปุ่น นั่นคือ ‘ศาลเจ้าหลวงแห่งอิเสะ’ (Grand Shrine of Ise) เปรียบได้กับวัดพระแก้วของบ้านเราเลยทีเดียวเชียว โดยคนญี่ปุ่นเรียกที่นี่ว่า ‘อิเสะจิงงุ’ (Ise Jingu) เพราะคำว่า ‘จิงงุ’ (Jingu) แปลว่า ‘ศาลเจ้า’ (Shrine) ถ้าคนญี่ปุ่นบอกว่าฉันจะไปจิงงุ ก็เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าเขาจะมาสักการะศาลเจ้าหลวงแห่งอิเสะ ในจังหวัดมิเอะ นั่นเอง
จากประตูทางเข้าด้านหน้า ที่มีซุ้มประตูโทริอิขนาดใหญ่ เราต้องเดินข้ามสะพานไม้เข้าสู่ปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าหลวงอิเสะ ซึ่งจากจุดนี้ต้องเดินผ่านผืนป่าโบราณเข้าไปอีกราวๆ 500 เมตร แต่ก็เดินเพลิน เพราะมีธรรมชาติสุมทุมพุ่มไม้ไพรพฤกษ์ให้อภิรมย์ตลอดทาง
ตลอดทางเข้าสู่ตัวศาลเจ้าหลัก เราจะผ่าน ซุ้มประตูโทริอิ 3-4 แห่ง อันเป็นตัวแทนของการเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงคนญี่ปุ่นยังเชื่อว่า ซุ้มประตูโทริอินี้มีไว้ให้นกมาเกาะ เพราะนกคือตัวแทนที่สามารถติดต่อกับเทพเจ้าอามาเทราสุ โอมิคามิ (Amaterasu Omikami) ได้ เทพีองค์นี้คือ เทพีแห่งพระอาทิตย์ ผู้ให้กำเนิดชาวญี่ปุ่นทั้งมวล คนญี่ปุ่นจึงเรียกตนเองว่า ‘ลูกพระอาทิตย์’ ยังไงล่ะ ทว่าไม่เคยมีใครเห็นหรอกนะ ว่าเทพีอามาเทราสุท่านมีพระพักตร์เป็นอย่างไร แต่ก็คงไม่จำเป็น เพราะชาวญี่ปุ่นได้ยอมรับนับถือในตัวพระองค์อย่างลึกซึ้งมาจนถึงปัจจุบัน
วันนี้มีนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญชาวญี่ปุ่นเข้ามาสักการะศาลเจ้าหลวงอิเสะกันอย่างล้นหลามอย่างเคย เพราะในแต่ละปีจะมีคนมาที่นี่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน เราจะเห็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมเก่าใหม่ ของชุดกิโมโนอันสวยงาม กับชุดสูทแบบตะวันตกของผู้ชายที่เดินเคียงคู่กันไป นี่คือญี่ปุ่นที่ดำรงเอกลักษณ์ของตนไว้ ในขณะที่ก็มีความโมเดิร์นเข้ามาผสานอยู่ในทุกอณู
เมื่อเดินมาถึงซุ้มประตูโทริอิแต่ละอัน เราควรหยุดยืน ตั้งใจกราบและน้อมคำนับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสิงสถิตอยู่ในศาลเจ้าหลวงอิเสะ รวมถึงทำความเคารพพลังธรรมชาติในป่าโบราณผืนนี้ด้วย
เพลิดเพลินกับการเดินชมธรรมชาติสองข้างทาง ไม่ต้องเร่งร้อน เพราะเรามีเวลาอยู่ที่นี่หลายชั่วโมง
ระหว่างทางจะได้ชื่นชมต้นไม้โบราณอายุหลายร้อยปี (เขาว่าบางต้นอายุเป็นพันปี) สูงใหญ่หลายสิบเมตร ลำต้นหลายคนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น และทรงพลัง ราวกับว่าเทพแห่งต้นไม้กำลังยืนตระหง่านคอยต้อนรับการมาเยือนของเราอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ก่อนเข้าถึงตัวศาลเจ้าหลัก จะมีจุดแวะให้เราชำระล้างมือและบ้วนปากให้สะอาด จริงๆ คือกุศโลบายคล้ายการชำระกายใจ ปลดวางสิ่งวุ่นวายจากโลกภายนอก ก่อนเข้าเฝ้าเทพเจ้านั่นเอง ซึ่งจริงๆ ความเชื่อเรื่องการใช้น้ำบริสุทธิ์ชำระล้างนี้ก็มีอยู่ในทุกอารยธรรมของโลก อย่างของอาณาจักรเขมร ก่อนเข้าไปสักการะเทพในปราสาทหิน ก็ต้องชำระล้างร่างกายในบาราย (สระน้ำ) เช่นกัน
จริงๆ แล้วศาลเจ้าหลวงแห่งอิเสะมีอาณาบริเวณกว้างขวางหลายร้อยไร่ ในบริเวณนี้มีศาลเจ้าเล็กศาลเจ้าน้อยกระจายอยู่หลายแห่ง ระหว่างทางเราสามารถแวะชมและถ่ายภาพได้ในจุดที่เขาอนุญาต
ในที่สุดก็เดินมาถึงตัวศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าหลวงอิเสะแล้ว จุดสุดท้ายที่อนุญาตให้ถ่ายภาพได้คือตรงเชิงบันไดหินนี้ เมื่อก้าวขึ้นไปด้านบนก็ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอีกต่อไป ต้องปฏิบัติตามด้วยนะ อย่าฝ่าฝืน เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ตาไวคอยมาเตือนอย่างสุภาพ
ตัวศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าหลวงอิเสะมีกำแพงล้อมรอบ ไม่เปิดเผยหรืออนุญาตให้บุคคลทั่วไปเห็นได้ เพราะถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งยวดอย่างสูงสุดของลัทธิชินโต อีกทั้งยังเป็นสถานที่เก็บรักษา ‘คันฉ่องศักดิ์สิทธิ์’ อันเป็น 1 ใน 3 เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระจักพรรดิในวันขึ้นครองราชย์ (อีก 2 สิ่ง คือ พระขรรค์ และอัญมณี) ซึ่งผู้ที่นับถือลัทธิชินโตก็จะนับถือสิ่งนี้เป็นเครื่องเคารพสูงสุดเช่นกัน เนื่องจากเขาไม่มีรูปเคารพของเทพ หรือศาสดา
ตัวศาลเจ้าหลวงแห่งอิเสะสร้างขึ้นเมื่อปีที่ 4 ก่อนคริสตกาล หรือประมาณ พ.ศ. 539 เพื่อถวายความศรัทธาแด่เทพีอามาเทราสุ หรือเทพีแห่งพระอาทิตย์ และด้วยความที่ศาลเจ้าสร้างมาเมื่อหลายพันปีก่อน วัสดุที่ใช้จึงมีไม้และหินเป็นหลัก ทางญี่ปุ่นเขาก็อนุรักษ์สถาปัตยกรรมนี้ไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง โดยกำหนดให้มีการซ่อมสร้างใหม่ทุก 10 ปี เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาเชิงช่าง และสืบสานการสืบทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นต่อไป
ออกจากศาลเจ้าหลวงอิเสะ แค่เดินข้ามถนนมา เราก็เข้าสู่ถนนแสนน่ารักในบรรยากาศสุดชิลชื่อ ‘ถนนโอคาเงะ โยโคโช’ (Okage-yokosho Street) เป็นถนนคนเดินย้อนยุคที่เหมาะสำหรับคนโหยหาอดีต และถือเป็นถนนคนเดินแบบโบราณอันมีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดมิเอะเลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้ฟื้นคืนชีพชุมชนเก่าสมัยเอโดะ-สมัยเมจิตอนต้นขึ้นมา (ราวๆ ค.ศ. 1603-1868) ด้วยการบูรณะและสร้างเมืองขึ้นใหม่เมื่อ ค.ศ. 1993 เหมือนการเนรมิตภาพอดีตให้ฟืนคืน กลับมาเป็นถนนคนเดินที่คึกคักด้วยร้านรวงสองฟากฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านขนม ร้านอาหาร ร้านน้ำชา พิพิธภัณฑ์ และร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆ เป็นร้อยๆ ร้าน!
ในสมัยเอโดะและเมจิ ชุมชน ถนนโอคาเงะ โยโคโช รุ่งเรืองขึ้นก็เพราะตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้าหลวงอิเสะนั่นเอง ในแต่ละปีจึงมีผู้คนหลั่งไหลมาสักการะศาลเจ้าไม่ขาดสาย ปัจจุบันถนนสายนี้ได้กลายเป็นเส้นทางแห่งชีวิตชีวา มีนักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและนานาชาติเข้ามาสัมผัสความน่ารัก ทุกย่างก้าวจึงเหมือนการพาตัวเองย้อนไปสู่อดีต โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือน ได้สะท้อนส่วนเสี้ยวของวิถีปุถุชนในยุคเอโดะขึ้นอย่างชัดเจนมาก เพราะเป็นยุคที่คนชั้นกลางและชนชั้นล่างพอลืมตาอ้าปากได้ กระทั่งถึงยุคเมจิที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับอารยธรรมตะวันตก ถนนสายนี้จึงนำเราย้อนไปสู่สิ่งเหล่านี้ได้ราวกับ Living Museum
ความงามในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ของถนนโอคาเงะ โยโคโช
คนรักแมวต้องหยุดถ่ายรูปกันแน่นอน กับรูปน้องเนโกะจังเต้นแอโรบิก เห็นแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ฮาฮาฮา
สีสัน และความเก๋ไก๋แห่งดีไซน์แบบญี่ปุ่น กรุ่นอยู่ในทุกซอกมุมบนถนนโอคาเงะ โยโคโช
ความสนุกสนานอย่างหนึ่งของการเดินเที่ยวถนนโบราณสายนี้ คือการเดินไปกินไป ฮาฮาฮา ใช่แล้ว ฟังไม่ผิดหรอก เพราะตลอดทางจะมีร้านอาหารและร้านขนมเรียงรายให้ชิมกันจนพุกกาง แนะนำอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ ‘ซอฟท์ครีมเต้าหู้’ อันนึงราคาไม่กี่ร้อยเยน แต่ความอร่อยเกินราคา เนื้อซอฟท์ครีมนวลเนียนหนืดนุ่ม รสไม่หวานจัด กลิ่นหอมติดลิ้นติดจมูกมาก แต่ขอเตือนว่าให้ชิมอันเดียวพอ เพราะเดินไปเรื่อยๆ ยังมีของอร่อยรออยู่อีกเพียบนะสิ ฮาฮาฮา
สินค้าพื้นเมืองโดดเด่นที่เป็นเหมือน OTOP ของมิเอะอย่างหนึ่ง ก็สามารถซื้อหากันได้ที่นี่ในสนนราคาไม่แพงเลย นั่นคือ ‘สาหร่ายทะเล’ ในหลากรูปแบบ ทั้งสดและแห้ง บ้างก็มาเป็นผงโรยข้าว จัดเป็นอาหารมีประโยชน์ ที่อุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และมีสารคลอโรฟิลด์ในปริมาณสูงปรี๊ด สามารถซื้อกลับเมืองไทยได้ง่าย เพราะแพ็กเกจกระทัดรัดดีจัง
แต่ร้านที่เราหยุดแวะกันนานที่สุดคือ ร้านขายปลาแห้งของคุณลุงใจดี ที่เปิดหน้าร้านเป็นเตาป้ิงย่างปลาให้ลูกค้าชิมในปริมาณไม่อั้นกันตลอดวัน! ชิมเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ว่าสักคำ จะซื้อไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ยิ้มแย้มแจ่มใส ร้านนี้ขายเฉพาะปลาแห้งนานาชนิด มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ซื้อกลับบ้านได้เลย วิธีกินก็ง่าย นำมาปิ้งย่างหรือจี่ไฟให้สุกดีก่อน จะได้กลิ่นหอมฉุยชวนน้ำลายสอ และเมื่อได้กัดเข้าไปสักคำตอนร้อนๆ จะรู้สึกถึงความสดใหม่ของปลาแห้ง ซึ่งบางชนิดเป็นปลาไข่ เนื้อหนานุ่ม มีความมันอยู่ในตัว เรียกว่าคุณลุงเขายกทะเลมาไว้ที่นี่จริงๆ!
ปลาแห้งตัวเล็กผอมเรียว ถูกนำไปเรียงไว้บนกระทะแบนร้อนๆ อีกเดี๋ยวเดียวก็ชิมฟรีกันได้ไม่อั้น แต่อย่าลืมเหลือไว้ให้เพื่อนๆ ชิมด้วยล่ะ ฮาฮาฮา
ในร้านมีสัตว์ทะเลแห้งสารพัดชนิดมาแขวนโชว์กันด้วย ว้าว!
ชิมแล้วก็ซื้อกลับบ้านกันแทบทุกคน เพราะเป็นปลาแห้งแดดเดียวสดใหม่ และสะอาดน่ากินมาก
เดินเที่ยวเหนื่อยก็มีร้านน้ำชาสไตล์โบราณยุคเอโดะให้นั่งพักนั่งดื่มกันด้วย แต่อาจต้องรอคิวนิดนึงนะ เพราะลูกค้าแน่นตลอด
น้ำชาญี่ปุ่นร้อนๆ แก้หนาว และช่วยบำรุงรักษาสุขภาพไปในตัว
นั่งดื่มชาประสานักท่องเที่ยวบนเสื่อตาตามิ พร้อมกับชิมขนมอร่อยๆ ไปด้วย อย่างนี้เรียกว่าเข้าถึงวิถีคนญี่ปุ่นแล้วล่ะ
อาหารมื้อเที่ยงของวันนี้ ใครจะเลือกกินราเมนร้อนๆ แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ในถนนคนเดินก็ได้ หรือใครจะลองลิ้มเทปันยากิสุดอลังการที่ร้าน Tessen ก็ไม่ว่ากัน
Seafood นานาชนิดได้รับการนำมาประกอบอาหารรสเลิศ เพราะจังหวัดมิเอะมีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด เป็นแหล่งสัตว์ทะเลชุกชุมมาก
หลังจากพาตัวเองย้อนไปในยุคเอโดะและเมจิ พร้อมกับกินอาหารเที่ยงจนอิ่มแปล้แล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังไฮไลท์ของจังหวัดมิเอะ คือ ‘หินแต่งงาน’ (Wedding Rock หรือ Marrige Couple Rocks) ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า ‘Meoto Iwa’ เป็นหินสองก้อนตั้งอยู่ในทะเลใกล้ชายฝั่ง บริเวณศาลเจ้าฟุตามิโอคิทามะ (Futami Okitama Shrine) หินก้อนหนึ่งมีขนาดใหญ่ อีกก้อนเล็กกว่า เชื่อมโยงกันด้วยเชือกฟางเส้นใหญ่คล้ายมงคลงสมรสของบ่าวสาวในวันแต่งงาน เรียกว่า ‘ชิเมนาวะ’ (Shimenawa Rope)
ตามตำนานหมายถึงคู่สามีภรรยา คือ เทพอิซานากิ (Izanagi no Okami) และเทพอิซานามิ (Izanami no Okami) ผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นบนโลก และให้กำเนิดเทพต่างๆ อีกมากมาย
แน่นอนว่า นี่คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของมิเอะ ซึ่งคู่รักหวานแหว๋วนิยมเกี่ยวก้อยจูงมือกันมาเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่ง
ระหว่างทางเดินเลียบทะเลเข้าสู่หินแต่งงาน มีศาลเจ้าเล็กๆ อยู่ข้างทางให้แวะสักการะกันด้วย
ศาลเจ้าฟุตามิโอคิทามะ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงโขดหินริมทะเลที่มองออกไปเห็นหินแต่งงานได้อย่างชัดเจน
ในบริเวณนี้มีรูปปั้นและรูปสลักหินเป็นกบน้อยใหญ่มากมาย ใช้เป็นตัวแทนสัญลักษณ์แห่งความโชคดี
ขอให้ความรักมั่นคงยืนยาว หวานชื่น เหมือนหินแต่งงานที่อยู่ด้านหลังเรานี่นะ ตัวเอง คริคริ
เย็นมากแล้ว เรารีบมุ่งหน้ากลับสู่โรงแรม Shima Spain Mura เพื่อเปลี่ยนชุดไทยเข้าร่วมงานเลี้ยงสุดพิเศษ ‘Mie Thai Night Party’ ที่ทางจังหวัดมิเอะจัดให้กับพวกเราโดยเฉพาะ
บรรยากาศห้องจัดเลี้ยงสุดหรู กับแขกผู้มีเกียรติทั้งไทยและเมืองมิเอะ ร่วมสานสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างกัน
แขก VIP ทั้งไทยและจังหวัดมิเอะ ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารค่ำอย่างชื่นมื่น
งานนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดมิเอะ Mr. Shinichiro Watanabe มาเป็นประธานในงาน นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากเมืองชิมะ (Shima City) คือ ท่านนายกเทศมนตรี Chichiro Takeuchi และท่านเจ้าของโรงแรม Shima Spain Mura คุณ Hirodumi Nakane เข้าร่วมงานด้วย
อาหารรสเลิศหลากเมนูจัดเต็มมากคืนนี้ ส่วนใหญ่นำวัตถุดิบจากท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ของมิเอะ มาปรุงเพื่อโชว์ฝีมือกันเต็มที่
ปลาดิบละลานตา Sashimi of Happiness
ไม่ได้อร่อยอย่างเดียว แต่ขอบอกว่าฝีมือการจัดแต่งของเชฟมิเอะนี่สุดยอด!
ข้าวผัดกุ้งล็อบสเตอร์มิเอะ เมนูนี้มีให้ชิมเฉพาะที่จังหวัดมิเอะเท่านั้น
ข้าวปั้นก็ชวนน้ำลายสอมากๆ
หอยเชลตัวใหญ่อบเนย จะอดใจไหวได้ไง!
แม้แต่ออร์เดิร์ฟยังน่ากิน และมีส่วนผสมของท้องทะเลมิเอะด้วย มิได้ขาด
งานคืนนี้จะสมบูรณ์ไปไม่ได้ หากไม่มีอาหารหรือขนมไทยไปร่วมด้วย โดย พี่ตุ้ย คุณรุ่งนภา คำพญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิล์ด โปร แทรเวิล จำกัด ได้นำขนมไทยนานาชนิดขึ้นเครื่องบินตรงไปให้ชาวมิเอะชิมกัน สร้างสีสันและความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ทองหยิบ ทองหยอด มาแล้วจ้า
ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดมิเอะ Mr. Shinichiro Watanabe ขึ้นกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวไทยจาก บริษัท เวิล์ด โปร แทรเวิล จำกัด และพร้อมต้อนรับชาวไทยทุกคนที่จะไปเยือนจังหวัดมิเอะ ด้วยมิตรไมตรี
พี่ตุ้ย คุณรุ่งนภา คำพญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิล์ด โปร แทรเวิล จำกัด กล่าวขอบคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดมิเอะ พร้อมกล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีและยาวนาน ในด้านการท่องเที่ยวระหว่างญี่ปุ่นและไทย
คุณรุ่งนภา คำพญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิล์ด โปร แทรเวิล จำกัด มอบของที่ระลึกให้กับ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดมิเอะ Mr. Shinichiro Watanabe
Party คืนนี้คือคอนเซ็ปต์ชุดไทย จะไทยแท้หรือไทยประยุกต์ก็ได้ เราเลยได้โอกาสนำขึ้นไปโชว์ให้ชาวญี่ปุ่นได้ซาบซึ้งในวัฒนธรรมไทยอันงดงาม
ต่อด้วยการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชาวมิเอะ เสียงกลองฟังแล้วฮึกเหิม จนต้องขยับแข้งขยับขาตามอย่างสนุกเร้าใจ
สาวน้อยในชุด ‘อามะ’ (Ama) หรือหญิงนักดำน้ำโดยไม่ใช้แท็งก์อากาศของชาวมิเอะ พร้อมด้วย ‘กุ้งล็อบสเตอร์ยักษ์มิเอะ’ คือ Signature ที่ทำให้มิเอะโดดเด่น และน่าไปเยือนในทุกฤดูกาล
ความสนุกสนาน และบรรยากาศฉันมิตร ของชาวไทยและชาวมิเอะ
ชุดไทยสวยๆ ได้มีโอกาสไปโชว์ที่มิเอะแล้วนะ
ปิดท้ายงานอันแสนประทับใจด้วย โชว์ระบำสเปนชุดพิเศษ จาก โรงแรม Shima Spain Mura ถือเป็นสิ่งที่ห้ามพลาดชมเมื่อได้มาพักยังโรงแรมหรูแห่งนี้
คืนนี้หลับฝันดีพร้อมกับภาพสาวสเปนในท่วงท่าลีลางดงามราวนางฟ้า!
พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวมิเอะกันต่อ แทบจะรอไม่ไหวแล้วล่ะ เพราะได้ข่าวว่าเขาจะพาไปชมฟาร์มไข่มุกชื่อดังระดับโลก กะว่าจะซื้อกลับไปฝากที่บ้านสักเม็ดสองเม็ด ฮาฮาฮา
Special Thanks : บริษัท เวิล์ดโปร แทรเวิล จำกัด (World Pro Travel Co., Ltd.) สนับสนุนการเดินทางจัดทำสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดีเยี่ยม
สนใจไปเที่ยวมิเอะ ติดต่อ โทร. 0-2026-3372, line id : wpoutbound หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.worldprotravel.com/tour-program
และ www.facebook.com/WorldProTravel หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ outbound@worldprotravel.com






