20 ที่เที่ยวห้ามพลาด อรุณาจัล-อัสสัม (Episode 2)
(11) วัด Tawang Monastery เมืองตาวัง
ที่สุดของการเดินทางไปเที่ยวรัฐอรุณาจัลประเทศ ต้องยกให้ “ตาวัง” (Tawang) เมืองแห่งกลิ่นอายทิเบตและขุนเขาสูงกว่า 3,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในอดีตคือส่วนหนึ่งของอาณาจักรทิเบต ทว่าได้ผนวกรวมเข้ากับอินเดียเมื่อปี ค.ศ.1951 (หลังอินเดียได้รับเอกจากอังกฤษ) ในขณะที่จีนก็ยังอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนนี้ ตาวังจึงกลายเป็นเขตควบคุมพิเศษ ซึ่งนักท่องเที่ยวไปเยือนได้ แต่ต้องทำเรื่องขออนุญาตล่วงหน้าเข้าไปในรูปแบบ Tourist Permit
เมืองตาวัง ตั้งอยู่ทางปลายสุดตะวันตกของรัฐอรุณาจัลประเทศ การเดินทางมีเพียงรถยนต์เข้าถึง ด้วยทางหลวงสาย NH13 (Trans Arunachal Highway) อยู่ห่างชายแดนจีน (ทิเบต) เพียง 16 กิโลเมตร ห่างจากเมืองน้ำทราย (Namsai) 718 กิโลเมตร จากเมืองกูวาฮาติ (Guwahati) 555 กิโลเมตร และจากอิฎานคร (Itanagar) เมืองหลวงของรัฐอรุณราจัลประเทศ 448 กิโลเมตร ถนนสู่ตาวังจึงต้องผ่านทะเลภูเขา ถนนซิกแซกไปมาหลายพันโค้ง เป็นการผจญภัยอย่างแท้จริง
ไฮไลท์ของที่นี่คือ “วัดตาวัง” (Tawang Monastery) อารามใหญ่อันดับ 2 ของโลก วัดพุทธวัชรยานทิเบตนิกายหมวกเหลือง (เกลุกปะ : Gelukpa) ตัวอารามมหึมาตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูง โอบด้วยขุนเขาราวปราการธรรมชาติ ชัยภูมิดีเลิศ คล้ายป้อมปราการแห่งพุทธศาสนาอายุกว่า 400 ปี สร้างขึ้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 16 โดย เมรัค ลามะ ลอเดร กยัตโซ (Merak Lama Lodre Gyatso) ศิษย์ของดาไลลามะองค์ที่ 5 ได้ออกเดินทางค้นหาที่สร้างวัดใหม่ ตำนานเล่าว่าม้าของลามะหายไป ท่านจึงออกตามหา จนมาพบม้ายืนกินหญ้าอยู่บนยอดเขานี้ วัดตาวางจึงได้สร้างขึ้น โดยคำว่า “ตา” (Ta) หมายถึง “ม้า” และ “วาง” (Wang) หมายถึง “เลือก” รวมความหมายถึง “ม้าเลือกที่นี่” แต่ถ้าเรียกชื่อตามภาษาทิเบตคือ “ตาวัง กัลเดน นัมกเย ลัตเซ” (Tawang Galdan Namgye Lhatse) จะหมายถึง “ที่เลือกสรรโดยอาชา ดังสวรรค์แห่งชัยชนะอันสมบูรณ์

วัดตาวังมีพระลามะอยู่กว่า 500 รูป คล้ายเมืองย่อมๆ แบ่งเป็น 3 ชั้น ล้อมด้วยกำแพงสีขาวยาวเกือบ 300 เมตร มีห้องสวดมนต์น้อยใหญ่ ห้องเก็บคัมภีร์โบราณ หอสมุด โรงเรียนสอนธรรมะ โรงอาหาร และกุฎิพระลามะ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่แรกซึ่งดาไลลามะองค์ที่ 14 เสด็จมาประทับครั้งลี้ภัยจากทิเบต หนีการรุกรานของจีนเมื่อปี ค.ศ.1959 หลังจากนั้นอีก 50 ปี พระองค์ก็ได้เสด็จกลับไปเยือนวัดตาวังอีกครั้ง และทรงบูรณะหอสมุดของวัดใหม่อีกด้วย

(12) วัดภิกษุณี Gyangong Ani Gompa เมืองตาวัง
เมืองตาวังมีวัดภิกษุณีหลายแห่ง เพราะหญิงที่นี่สามารถบวชเป็นภิกษุณีได้อย่างเสรี อาทิ วัดบรามาดุง ชุก อนี กอมปะ (Bramadung Chung Ani Gompa) วัดภิกษุณีเก่าแก่ที่สุดของเมืองตาวัง สร้างเมื่อศตวรรษที่ 16 และวัดซิงเซอร์ อนี กอมปะ (Singsur Ani Gompa) ซึ่งอยู่ห่างตัวเมืองออกไป 28 กิโลเมตร ฯลฯ

ทริปนี้เราได้ไปเยือนวัดภิกษุณี “กยันกอง อนี กอมปะ” (Gyangong Ani Gompa) ที่อยู่ห่างตัวเมืองตาวังไป 5-6 กิโลเมตรเท่านั้น รถยนต์ถึงง่าย เป็นวัดเล็กๆ มีภิกษุณีอยู่ประมาณ 45 รูป ตัววัดตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง ล้อมด้วยป่าสน และป่ากุหลาบพันปีสีแดง รวมถึงดอกไม้ป่าเบ่งบานในฤดูร้อนและใบไม้ผลิ ถนนไต่ขึ้นสู่วัดผ่านทุ่งเลี้ยงจามรี มองออกไปเห็นตัวเมือง มีภูเขาตระหว่าน และเจดีย์ทิเบต (ชอร์เตน : Chorten) ผูกธงมนต์เป็นสายสะบัดพลิ้วไปกับสายลมภูเขา หวีดหวิวเยือกเย็น

วัดกยันกอง อนี กอมปะ อยู่ในความดูแลของวัดตาวัง สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 โดยเมรัค ลามะ ลอเดร กยัตโซ (Merak Lama Lodre Gyatso) ให้น้องสาวที่เป็นภิกษุณี เพราะวินัยสงฆ์ห้ามภิกษุณีอยู่ที่วัดตาวัง ตอนแรกท่านเมรัค ลามะฯ สร้างเป็นแค่ถ้ำเล็กๆ ให้น้องสาวทำสมาธิ ต่อมาก็ขยายกลายเป็นวัด มีอารามหลักเป็นห้องสวดมนต์กลางที่ตกแต่งแบบทิเบตอย่างขรึมขลัง ประดับผ้าทังก้าโบราณ (ผ้าพระบฏ) รูปพระแม่ตารา ธรรมบาลปัลเดน ลาโม พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระศรีอริยเมตไตรย พระวัชรปาณี พระไภษัชยคุรุ ท่านคุรุรินโปเช รวมถึงรูปดาไลลามะองค์ที่ 14 ให้สักการะ ฯลฯ

(13) วัด Urgelling Gompa เมืองตาวัง
ชาวทิเบตที่นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน เชื่อในเรื่อง การอวตารกลับชาติมาเกิด (Reincarnation) ของดาไลลามะ (คนทิเบตเรียกว่า “เชนเรซิก”) ตามคติที่ว่าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงกลับชาติมาเกิดในร่างดาไลลามะ เพื่อช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ถึงปัจจุบันนี้มีดาไลลามาะรวม 14 องค์ สืบทอดตำแหน่งโดยกระบวนการค้นหาเด็กชายผู้มีบุญญาธิการและคุณลักษณะครบ เมื่อดาไลลามะองค์เก่าสิ้นพระชนม์ กระบวนการสรรหาจึงดำเนินไปทั่วทิเบต และที่ “วัดอูร์เกลลิง กอมปะ” (Urgelling Gompa) เมืองตาวังนี้เอง ดาไลลามะองค์ที่ 6 ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1683

ชังยัง กยัตโช (Tsangyang Gyatso) คือพระนามของดาไลลามะองค์ที่ 6 ผู้ครองตำแหน่งอยู่ไม่นานนัก ในราวปี ค.ศ. 1706 เพราะข่าวการสิ้นพระชนม์ของดาไลลามะองค์ที่ 5 ถูกปกปิดไว้นานถึง 9 ปี กว่าจะพบตัวเด็กชายผู้สืบทอดตำแหน่ง เขาก็มีอายุถึง 13 ขวบแล้ว ทำให้การอบรมบ่มนิสัยและปลูกฝังประเพณีอันดีงามไม่เข้มงวด เมื่อขึ้นรับตำแหน่งพระองค์ก็ยังใช้ชีวิตสนุกสนาน ฟังดนตรี แต่งกลอนรัก ดื่มสุรา สั่งให้มีการฟ้อนรำ แถมยังแอบออกไปเที่ยวพบหญิงสาวในยามค่ำคืน กระทั่งจักรพรรดิจีนและมองโกลทนดูไม่ได้ ส่งทหารไปลอบสังหารดาไลลามะองค์ที่ 6 ในที่สุด

ณ วัดอูร์เกลลิง กอมปะ สถานที่ประสูติซึ่งดาไลลามะองค์ที่ 6 เคยประทับอยู่กับมารดา ปัจจุบันเรายังสัมผัสได้ถึงเรื่องราวเหล่านั้น ตัวอารามสีขาวเล็กๆ สงบสงัด มีธงมนต์ วงล้อมนตรา เจดีย์ชอร์เตน อ่างน้ำมนต์ ภาพของดาไลลามะครบทุกพระองค์ และรอยเท้าของดาไลลามะองค์ที่ 6 ฯลฯ สร้างบรรยากาศขรึมขลังชวนให้นึกถึงภาพในศตวรรษที่ 15 เมื่อวัดนี้สร้างขึ้นโดย ลามะ อูร์เกน ซังโป (Urgen Sangpo) ท่านลามะได้ไม้เท้าปักลงบริเวณผืนดินใกล้ทางเข้าวัด ซึ่งความอัศจรรย์ใดไม่ทราบได้ ไม้เท้าได้เจริญงอกงามกลายเป็นต้นโอ๊กยักษ์ดังที่เห็นในปัจจุบัน
วัดอูร์เกลลิง กอมปะ อยู่ห่างจากตัวเมืองตาวังออกไปเพียง 3 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงได้สะดวกมาก

(14) Giant Buddha Statute เมืองตาวัง
หากใครเคยไปเที่ยวประเทศภูฏานมาแล้ว ก็คงเคยเห็นพระพุทธรูปมหึมาบนยอดเขาชื่อ Buddha Dordenma Statue ส่วนที่เมืองตาวัง รัฐอรุณาจัลประเทศ ก็มีคล้ายกัน คือ “พระใหญ่ตาวัง” หรือ Giant Buddha Statute
พระใหญ่ตาวัง เป็นพระพุทธรูปหล่อทองสำริดขนาดใหญ่ พุทธลักษณะแบบทิเบตในท่านั่งขัดสมาธิ พระพักตร์อิ่มเอิบเมตตา องค์พระรวมส่วนฐานสองชั้นสูงเกือบ 10 เมตร ประดับลวดลายมงคลแปดประการสไตล์ทิเบต และมีรูปสิงโตหิมะเทินฐานองค์พระไว้ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ชอร์เตนสีทองเล็กๆ ล้อมรอบนับสิบองค์ ด้านหน้ามีบันไดขึ้นสองทาง สู่ภายในฐานที่ประดิษฐานพระประธาน เป็นรูปปั้นท่านคุรุรินโปเช (คุรุปัทมะสัมภวะ) ผู้เดินทางจากอินเดียเข้าไปเผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายวัชรยานในทิเบต เมื่อศตวรรษที่ 8-9 รวมถึงรูปดาไลลามะองค์ที่ 14 ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ธรรมมาสน์ รูปธรรมบาล พระแม่ตารา และมิลาเรปะ (Milarepa) โยคีคนสำคัญของทิเบตในครั้งอดีตกาล


พระใหญ่ตาวัง ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง องค์พระหันพระพักตร์ลงไปสู่เมืองตาวังในหุบเขาเบื้องล่าง เหมือนคอยให้พร ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวมุมสูงอันน่าตื่นตา บนเส้นทางระหว่างตัวเมืองขึ้นไปสู่วัดตาวัง
(15) Sela Pass & Sela Lake
บนเส้นทางจากเมืองบอมดิลา (Bomdila) ไปเมืองตาวัง (Tawang) ทางตะวันตกสุดของรัฐอรุณาจัลประเทศ ถนนจะคดโค้งไต่ความสูงขึ้นไปถึงจุดสูงสุด 4,170 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล (13,700 ฟุต) ที่ “เซลา พาส” (Sela Pass) คำว่า “Pass” หมายถึง “ช่องเขาสำคัญ” สำหรับใช้สัญจรบนภูเขาสูง บนความสูงระดับนี้อากาศเบาบาง หนาวเย็น ชื้นแฉะ มีม่านหมอก ละอองไอฝน ป่าสน และป่าดอกกุหลาบพันปีหลากสีในฤดูร้อน ส่วนฤดูหนาวก็ขาวโพลนด้วยหิมะหนา นับเป็นจุดแวะถ่ายรูปและพักของนักเดินทาง ดื่มชาร้อนๆ กินซุปบะหมี่เติมพลัง แล้วนั่งรถลัดเลาะเหวน่าหวาดเสียวต่อไป เซลา พาส อยู่ในตำบลคาเมงตะวันตก (West Kameng District) ห่างจากอนุสรณ์สงคราม Jaswant Garh War Memorial 37 กิโลเมตร



เซลา พาส เป็นหนึ่งในถนนสูงที่สุดของโลก สาย NH13 (Trans Arunachal Highway) จากเมือง Bomdila-Dirang-Tawang สุดที่บุมลา พาส (Bumla Pass สูง 4,600 เมตร) ตรงชายแดนอินเดีย (ตาวัง)-จีน ชาวทิเบตเชื่อว่ารอบๆ เซลา พาส มีทะเลสาบน้อยใหญ่กระจายอยู่ 101 แห่ง โดยมี “ทะเลสาบเซลา” (Sela Lake) ที่รับน้ำมาจากยอดเขาหิมะละลายรอบๆ เป็นทะเลสาบใหญ่สุด น้ำในทะเลสาบจะจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาช่วงฤดูหนาว แต่จะกลายเป็นผืนน้ำสีฟ้าสดหรือสีเทอร์ควอยต์ในฤดูร้อน แล้วไหลลงสู่แม่น้ำนูรานัง (Nuranang River) และแม่น้ำตาวัง (Tawang River) หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตนับล้าน
(16) Jaswant Garh War Memorial
อรุสรณ์สงครามจัสวัน การ์ ตั้งอยู่ก่อนถึงเซลา พาส (Sela Pass) ประมาณ 37 กิโลเมตร บนภูเขาสูงชัยภูมิดีเลิศ ซึ่งเคยมีเรื่องราวสมรภูมิเดือดระหว่างอินเดีย-จีน เรียกว่า “ยุทธภูมินูรานัง” (Battle of Nuranang) ในระหว่างสงคราม China-Indian War ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ค.ศ. 1962

ที่นี่มีวีกรรมหาญกล้าของทหารอินเดีย หน่วยแม่นปืนที่ 4 กองพัน 4 เมื่อกองทัพจีนรุกรานมาถึง พลแม่นปืน 3 นาย นำโดย จัสวัน ซิงห์ ราวัต (Jaswant Singh Rawat) ร่วมกับ ทริล็อค ซิงห์ เนกี (Trilok Singh Negi) และโกปัล ซิงห์ กูเซน (Gopal Singh Gusain) อาสาไปต้านทัพจีน ทว่าทหารจีนสังเกตเห็นจุดที่ทั้งสามซุ่มอยู่ จึงระดมยิงปืนกลและขว้างระเบิดใส่ จนทริล็อค ซิงห์ เนกี และโกปัล ซิงห์ กูเซน สิ้นชีพ ส่วนจัสวัน ซิงห์ บาดเจ็บ ผลคือทหารจีนตาย 300 อินเดียตาย 2 บาดเจ็บ 8 นาย

จัสวัน ซิงห์ ที่บาดเจ็บไม่ได้ถอยร่น แต่ยังสู้กับทหารจีนต่อไป ด้วยความช่วยเหลือของชาวมอนปะ (Monpa) ท้องถิ่น 2 คน คือ เซลา (Sela) และนูรา (Nura หรือ Noora) น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ในที่สุดเซลาก็ถูกฆ่า และนูราถูกจับ จัสวัน ซิงห์ ต้านทัพจีนอยู่นานถึง 72 ชั่วโมง กระทั่งทหารจีนสืบรู้ว่าจริงๆ แล้วที่รุกคืบต่อไปไม่ได้ เพราะพลแม่นปืนอินเดียแค่คนเดียว! จึงระดมยิงใส่จัสวัน ซิงห์ อย่างหนักจนสิ้นชีพ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเขาตายอย่างไร บ้างว่าเขาปลิดชีพตัวเองด้วยกระสุนนัดสุดท้าย บ้างก็ว่าเขาถูกจีนจับเป็นเชลยจนตาย อณุสรณ์สงครามจัสวัน การ์ รวมถึงชื่อช่องเขาเซลา พาส (Sela Pass) ทะเลสาบเซลา (Sela Lake) และน้ำตกนูรานัง (Nuranang Falls) จึงตั้งชื่อขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีกรรมนี้

อรุสรณ์สงครามจัสวัน การ์ ตั้งอยู่ท่ามกลางบังเกอร์หลุมสนามเพลาะที่เคยใช้สู้รบจริง มีรูปเคารพของจัสวัน ซิงห์ รวมถึงพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ให้ข้อมูลเรื่องราวประวัติวีรกรรมหาญกล้า ถือเป็นจุดหนึ่งที่ห้ามพลาดชมเลยล่ะ
(17) Nuranang Falls เขตตาวัง
40 กิโลเมตร จากเมืองตาวัง (Tawang) หรือ 40 กิโลเมตรจากเซลา พาส (Sela Pass) คือที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจ และมีชื่อเสียงมากของเขตตาวัง “น้ำตกนูรานัง” (Nuranang Falls) น้ำตกใหญ่สูงกว่า 100 เมตร ทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาหินสีดำตั้งชัน โดยน้ำตกช่วงบนไหลลงจากขอบผาสูง ลงไปกระแทกโขดหินบริเวณกลางสายน้ำตก แตกเป็นละอองไอฟุ้งในอากาศ แล้วสายน้ำสีขาวส่วนที่เหลือก็โถมลงสู่แอ่งเบื้องล่าง กระสานซ่านเซ็นสร้างความชุ่มฉ่ำไปทั่วบริเวณ บวกกับภาพผืนป่าเขียวขจีและทิวเขาโดยรอบ ยิ่งเสริมเสน่ห์ให้น้ำตกนูรานังงดงามน่าประทับใจสุดๆ

น้ำตกนูรานัง อยู่ห่างเพียง 2 กิโลเมตร จากตัวเมืองจัง (Jang Town) ชุมชนสำคัญบนเส้นทางไต่เขาสูงสาย NH13 (Trans Arunachal Highway) น้ำตกนี้มีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นอีก 2 ชื่อ ถ้าได้ยินก็ไม่ต้องงง คือ “น้ำตกจัง” (Jang Falls) และ “น้ำตกบองบอง” (Bong Bong Falls) น้ำที่เราเห็นหลากไหลมาจากลาดไหล่เขาด้านทิศเหนือของเซลา พาส (Sela Pass) กลายเป็นน้ำตกนูรานัง แล้วไหลต่อไปรวมกับแม่น้ำตาวังในที่สุด โดยที่ส่วนล่างของน้ำตกมีกังหันปั่นกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ส่งไฟฟ้าไปเลี้ยงเมืองจังและพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

ชื่อ “น้ำตกนูรานัง” ตั้งขึ้นตามชื่อของชาวมอนปะ (Monpa) ผู้กล้าหาญ ที่สร้างวรีกรรมช่วยเหลือ จัสวัน ซิงห์ ราวัต (Jaswant Singh Rawat) พลแม่นปืน ต่อสู้กับทหารจีนที่รุกรานมาถึงเซลา พาส (Sela Pass) ในระหว่างสงคราม China-Indian War ปี ค.ศ.1962 ซึ่งนูรา (Nura หรือ Noora) ชาวมอนปะถูกทหารจีนจับกุมตัว และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
(18) Sessa Waterfall
ระห่างการเดินทางด้วยรถยนต์ฝ่าทะเลภูเขาสูงสลับซับซ้อนและคดเคี้ยวไม่รู้จบ จากเมืองบาลิพาร่า (Balipara) ไปเมืองบอมดิลา (Bomdila) และเมืองดิรัง (Dirang) ควรหาเวลาแวะพักชื่นชมธรรมชาติริมทางที่ “น้ำตกเซสซา” (Sessa Waterfall) น้ำตกเล็กๆ ทิ้งตัวลงจากหน้าผาหินตั้งชันบริเวณริมถนน โดยมีแมกไม้ร่มรื่นแผ่กิ่งใบคล้ายสวนธรรมชาติ บริเวณนี้มีความสูงเกือบ 3,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล อากาศจึงเย็นชื้นตลอดปี เต็มไปด้วยเมฆหมอก พงไพรรกชัฏจนมีเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหลายแห่ง และก่อกำเนิดสายน้ำบริสุทธิ์ไหลเย็นให้ชื่นชม ดังเช่นน้ำตกเซสซา การเที่ยวชมต้องจอดรถหลบไว้ริมถนนให้ดี เพราะเป็นช่วงถนนสองเลนสวนกันบนภูเขา นับเป็นจุดแวะพักชมธรรมชาติแบบสั้นๆ ที่ไม่ควรพลาด
(19) Wild Mahseer Eastern Himalayan Botanic Ark เมือง Balipara รัฐอัสสัม
“Wild Masheer” คือชื่อเกมส์แข่งตกปลาอันน่าตื่นเต้นที่สุดรายการหนึ่ง จัดขึ้นในอดีตเมื่อปี ค.ศ. 1864 โดยบริษัทชา British Assam Tea Company เพื่อจับ “ปลาเวียนยักษ์หิมาลัย” (Himalayan Giant Masheer Fish : ตัวโตเต็มที่ยาวได้ถึง 2.4 เมตร) ในแม่น้ำโบโรลี (Bhoroli River หรือ Kameng River) หนึ่งในสาขาของแม่น้ำพรหมบุตรของรัฐอัสสัม กระทั่งปัจจุบัน ชื่อ Wild Masheer ได้กลายมาเป็น “Wild Mahseer The Eastern Himalaya Botanic Ark” หรือ “สวนพฤกษชาติหิมาลัยตะวันออก ไวด์ มาเชียร์” ซึ่งมีที่พักหรู Luxury Nature Homestay และกิจกรรม Eco-Tourism ศึกษาธรรมชาติหลากรูปแบบ
ภายในพื้นที่เกือบ 60 ไร่ ครึ้มเขียวด้วยป่าไม้ไพรพฤกษ์แน่นทึบ ทั้งป่าดิบชื้น ป่าเฟิร์น และป่าไผ่ พร้อมบังกะโลที่พักหรูโคโลเนียลยุควิคตอเรีย และห้องอาหาร คนที่มาพักส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรักธรรมชาติ เดินป่า ชอบผจญภัย และดูนก เพราะที่นี่มีนกป่าสวยงามอยู่มากกว่า 50-60 ชนิด กิจกรรมศึกษาธรรมชาติมีทั้งเดิน Nature Trail ชมพันธุ์พืชต่างๆ อาทิ ต้นไผ่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (Dendrocalamus giganteus) ซึ่งสูงได้ถึง 42 เมตร จนเราต้องมองคอตั้งบ่า


ยังมีกิจกรรมขี่ช้างหรือนั่งรถจี๊ปซาฟารี ล่องเรือดูปลาโลมาน้ำจืด ดูผีเสื้อ ล่องแก่ง ปั่นจักรยาน ตีกอล์ฟ เล่นเทนนิส เรียนทำอาหารท้องถิ่น ฯลฯ ยิ่งกว่านั้นยังมี ไร่ชากว้างสุดลูกหูลูกตา ให้เดินเที่ยวชมการปลูกชาแบบอัสสัมที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เราจะได้ชิมชาดำ (Black Tea) ที่เป็นซิกเนเจอร์ของรัฐอัสสัม สัมผัสไร่ชา Organic Tea อายุไม่น้อยกว่า 150 ปีแล้ว
ที่นี่ยังมีบังกะโลเก่าแก่ที่สุดในรัฐอัสสัมให้ชมด้วย เป็นบังกะโลยุคอาณานิคมอังกฤษ อายุกว่า 160 ปี สร้างขึ้นโดยบริษัทผลิตและส่งออกชา British Assam Tea Company ภายในมี 3 ห้องนอน พร้อมห้องรับแขกและห้องอาหารอย่างหรูหราโอ่โถง



(20) Damu’s Heritage Dine เมือง Shergaon
รัฐอรุณาจัลประเทศมีชนพื้นเมืองอยู่มากถึง 26 เผ่าหลัก และอีกนับร้อยเผ่าย่อย การมีโอกาสสัมผัสพวกเขาในบางส่วนเสี้ยว อาจทำให้เราเข้าใจวิถีของพวกเขามากขึ้น ลองเดินทางไปเที่ยว เมืองเชอร์กอน (Sherhaon) ตำบลคาเมงตะวันตก (West Kameng District) นั่งรถชมธรรมชาติขุนเขาเข้าสู่หมู่บ้าน ชาวมอนปะ (Monpa Tribe) ท่ามกลางทุ่งหญ้า ป่าไม้ และลำธาร ของหุบเขาชุก (Chug Valley) อันสงบงามด้วยจังหวะชีวิตแบบชนบทสุดเรียบง่าย

วันนี้เราจะมากินอาหารเที่ยงฟิวชั่นกันในหมู่บ้านชาวมอนปะแท้ๆ อดีตชาวมอนปะอพยพจากทิเบตเข้ามาตั้งรกรากที่นี่ กระทั่งโอกาสเปิด นักท่องเที่ยวเริ่มต้องการสัมผัสลึกซึ้งถึงความเป็นชุมชนท้องถิ่น หญิง 8 คนในหมู่บ้านนี้จึงรวมตัวกันจัดโปรแกรมท่องเที่ยวเก๋ไก๋ “Damu’s Heritage Dine” จัดเซ็ทอาหารกลางวันในแบบที่คนเมืองจะไม่เคยชิมแน่นอน คำว่า “ดามู” (Damu) ในภาษาดูฮุมบิ (Duhumbi Language) แปลว่า “ลูกสาว” พวกเธอจึงเป็นเสมือนตัวแทนของชุมชนนั่นเอง

เราเดินลัดเลาะผ่านหมู่บ้านเข้าไปไม่ไกล ก็ถึงบ้านหลังหนึ่งเปิดประตูต้อนรับ หลังบ้านมีระเบียงกว้างที่มองออกไปเห็นทุ่งนาและทิวเขาทอดยาว โต๊ะยาวพร้อมม้านั่งไม่หรูหราทว่าสวยงาม
ชาวบ้านเริ่มทยอยเสิร์ฟอาหารกว่า 12 เมนู ให้เราชิมจนอิ่มแปล้ โดยมีการจัดจานอย่างสวยงาม อาทิ น้ำมันต้นรักอุ่นๆ เสิร์ฟมาบนเตาถ่านร้อนๆ ช่วยบำรุงร่างกาย, ก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากเส้นบักวีต, สลัดผักออร์แกนิคและผลไม้ตามฤดูกาล, โมโม่ (เกี๊ยวทิเบต) ไส้ต่างๆ, ซุป, ทาโก้ไก่, ข้าวกล้อง, แกงไก่ต้มขิง, ผัดผักกูด ฯลฯ ปิดท้ายด้วยเหล้าหมักดีกรีสูงแบบชาวบ้าน นับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ ว้าวมาก!



— SPECIAL THANKS TO ALL OF MY SPONSORS —
ขอบคุณ บริษัท Nikon Sales Thailand สนับสนุนกล้อง Nikon Z8 ระดับ Professional สำหรับ Photo Trip ครั้งนี้

— For more informations about Arunachal Pradesh, India Trip, please contact —
ขอบคุณเป็นพิเศษ : บริษัท RINNAYA TOUR (ริณนาญาทัวร์)
Tel. 092-895-6245 / Line : @rinnayatour
Email : sales.rinnaya@gmail.com
Website : http://www.RinnayaTour.com/




ความงามนี้คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี 




เขายังมีที่พักหรูสไตล์โคโลเนียลกลางไร่ชาให้เช็คอินชื่อ



หมู่บ้านเอาฮาลีอยู่บนเส้นทางระหว่างไปเมืองดิรัง (Dirang) โดยออกจากเมืองน้ำทราย (Namsai) ไม่ไกลก็ถึง 




จุดที่ห้ามพลาดคือ












ท่ามกลางอากาศร้อนใกล้ 40 องศาเซลเซียส ของกลางเดือนเมษายน 2025 เราบินลัดฟ้าจากไทยไปยัง เมืองกัลกัตตา (Kolkata) ของอินเดีย แล้วเปลี่ยนเครื่องบินภายในประเทศสู่ เมืองดิบรูกาห์ (Dibrugarh) แคว้นอัสสัม จากนั้นต่อรถยนต์อีกไม่ไกลก็ถึง 
ทุกปีในช่วงกลางเดือนเมษายน เมื่อจักรราศีเปลี่ยนผ่านจากมีนเข้าสู่เมษ ชาวไทคำตี้ก็จะร่วมกันจัดงานเทศกาล 


“การเชิญสื่อมวลชนและบริษัททัวร์จากนานาชาติเข้าร่วมชมงานมหาซังเกนในปีนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงประเพณีที่ดีงามและมีความสำคัญ สามารถสร้างความประทับใจและน่าจดจำได้ในระดับโลก นับเป็นความพยายามของเราที่จะประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงประเพณีที่มีความพิเศษ เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเรามีแผนจะทำการเผยแพร่ในแพลทฟอร์มที่หลากหลาย กว้างขวางขึ้นต่อไป” 
รอบเจดีย์ทองคำเป็นลานปูนและสนามหญ้ากว้าง มีต้นโพธิ์และแมกไม้ใหญ่ร่มรื่น 










สายน้ำบริสุทธิ์แห่งความสุขและศรัทธา
ศรัทธา ธรรมชาติ และผู้คน มาบรรจบกัน ณ วัดเจดีย์ทองคำใน
ผูกเครื่องพุทธบูชาประดับไว้รอบๆ พระเจดีย์



ขบวนแห่ที่ดูสวยงามแปลกตา
เมื่อการเปิดงานอย่างเป็นทางการโดย

ทางวัดเจดีย์ทองคำมีก๊อกน้ำให้ผู้คนมาเติมน้ำกันได้อย่างไม่อั้น


รวมฟ้อนรำอย่างสนุกสนานต้อนรับปีใหม่ 


สรงน้ำพระพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข
สรงน้ำพระเจดีย์ในวันมหาซังเกน ตามคติความเชื่อชาวไทคำตี้
สิ่งที่เราไม่เคยรู้อีกอย่างเกี่ยวกับงานเทศกาลมหาซังเกนไทคำตี้ในอินเดีย คือที่ 
แม้ค่ำมืดแล้ว การเล่นสาดน้ำและสรงน้ำพระพุทธรูป สรงน้ำพระเจดีย์ ก็ยังคงดำเนินต่อไปด้วยแรงศรัทธา













































วันที่ 5 วันสุดท้ายของการเดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชนของเกาหลีกับ 
ปัจจุบันหมู่บ้านเวอัมมีชื่อเสียงมากในแง่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ในลักษณะ
เมื่อข้ามลำธารสายเล็กๆ เข้าสู่หมู่บ้านแล้ว ก็พบบรรยากาศราวกับว่าเราได้พาตัวเองย้อนเวลาไปในอดีตเมื่อ 500 ปีก่อน เพราะในหมู่บ้านยังคงมีบ้านไม้โบราณที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา บ้างมุงหลังคาด้วยฟางข้าว และมีแนวกำแพงหินก่อเรียงกันไปเหมือนกับที่เราเห็นในละครเกาหลีจริงๆ เลย
กังหันน้ำโบราณตรงทางเข้าหมู่บ้าน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งฟังเสียงน้ำไหลซู่ซ่าให้เย็นใจ
การเดินชมหมู่บ้านโบราณอายุ 500 ปีแห่งนี้ ถ้าให้ดีก็ต้องเช่าชุดฮันบก (ชุดประจำชาติเกาหลี) ใส่ให้สวยๆ เดินเฉิดฉายถ่ายรูปไปเที่ยวไป แหม Happy ดีจริงเนอะ
หมู่บ้านเวอัมเปิดให้ท่องเที่ยวทุกวัน และได้รับความนิมอย่างสูง เพราะมีเสน่ห์ดึงดูดทั้งสถานที่ ธรรมชาติ กิจกรรม และวิถีชีวิตแบบย้อนยุค
จากปากทางเข้าหมู่บ้าน เรานั่งรถแทร็กเตอร์พ่วงเข้าไปเพื่อประหยัดเวลา (พวกบ้านไกลเวลาน้อยก็อย่างนี้ล่ะครับ ฮาฮาฮา)
แม้จะเป็นหมู่บ้านโบราณที่มีอายุถึง 500 ปี ทว่าเวอัมก็ได้รับการดูแลอย่างดี มีความสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ โดดเด่นด้วยเรือนไม้โบราณมุงหลังคาฟางข้าว และแนวกำแพงก่อด้วยหินยาวเหยียด อีกทั้งร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เคียงคู่นาข้าว เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ หรือการไปพักในโรงแรมหรูห้าดาว เพราะนี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของแดนกิมจิล่ะครับ
อาหารเที่ยง เป็นอาหารมื้อแรกในหมู่บ้านเวอัม เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ตักเติมได้ไม่อั้น โดยต้องมากินรวมกันที่โรงครัวสำหรับนักท่องเที่ยวครับ
อาหารแบบง่ายๆ แต่นั่งกินกับคนรู้ใจ มันก็เลยอร่อยไงล่ะ

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของหมูบ้านเวอัม คือแนวกำแพงหินที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกสำคัญของชาติเกาหลีไปแล้ว ว้าว!
หลังจากอาหารเที่ยง กิจกรรมสนุกๆ ก็เริ่มต้นขึ้น อย่างแรกคือ
น้ำถั่วเหลืองที่บดแล้วจะไหลมารวมกันในหม้อต้ม เมื่อคนไปคนมาสักพัก แล้วเติมน้ำทะเลลงไปในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะได้น้ำเต้าหู้และฟองเต้าหู้แยกจากกันชัดเจน
นำน้ำถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) ที่ต้มดีแล้ว กรองในถุงขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้ความใสสะอาด
จากนั้นนำกากถั่วเหลืองมาบีบบดคั้นเอาน้ำออกมาให้ได้มากที่สุด โดยชาวบ้านจะทิ้งน้ำเต้าหู้ (น้ำถั่วเหลือง) ที่เราช่วยกันคั้นนี้ ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนนำมาทำเต้าหู้แสนอร่อยให้เรารับประทานกัน
หลังกิจกรรมทำเต้าหู้ ก็ได้เวลาออกเดินเที่ยวชมบรรยากาศของหมู่บ้านโบราณ ที่ไม่มีการสร้างตึกสูงหรืออาคารสมัยใหม่แทรกแซมเข้าไปเลย เรียกว่าเขายังอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจากอดีตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวเรือนไม้โบราณที่ตั้งหลบอยู่ในดงต้นสนและเมเปิลอย่างนิ่งสงบ ช่วยให้ใจเราสงบไปด้วย อยากนั่งอยู่เฉยๆ สักพัก ชมแนวกำแพงหินเคียงคู่ดอกไม้ ป่าสน ลำธาร เป็นความงามเปี่ยมคุณค่า ถึงขนาดรัฐบาลเกาหลีประกาศให้ 3 สิ่งในหมู่บ้านวัฒนธรรมเวอัมกลายเป็น
แนวกำแพงหินที่แลดูธรรมดา บัดนี้กลายเป็นโลเกชั่นถ่ายแบบของสาวน้อยแสนน่ารักชาว
แนวกำแพงหินโบราณกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้งในฤดูร้อน เมื่อดอกไม้เล็กๆ เบ่งบานขึ้นมาทักทายกันอย่างน่ารักน่าชัง
ใบเมเปิลแดงหลงฤดู ที่หมู่บ้านเวอัม นี่คือศิลปะในธรรมชาติที่มีคุณค่ายิ่งต่อจิตใจมนุษย์
ต้นไม้โบราณเก่าแก่หลายชั่วอายุคน ยืนต้นตระหง่านแผ่กิ่งก้านสาขา เปลือกของมันแตกออกเป็นร่องเป็นเกล็ดเหมือนลวดลายที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นประดับประดาหมู่บ้านเวอัม
เดินเที่ยวหมู่บ้านด้วยความเพลิดเพลิน เพราะแดดไม่ร้อนจัด แถมยังมีดอกไม้หลากสีเบ่งบานดึงดูดเราไปตลอดทาง
ถนนเดินผ่านกลางหมู่บ้าน นำเราย้อนอดีตในทุกย่างก้าว ท่ามกลางโอบกอดของธรรมชาติและแนวกำแพงหินนิ่งสงบ แลดูมั่นคง
ชีวิตเรียบง่ายในเวอัม สะท้อนออกมาในทุกย่างก้าวของชีวิตผู้อยู่อาศัย
พักคลายร้อนในห้องแอร์เย็นฉ่ำ กับการฟังบรรยายสรุปความเป็นมาของหมู่บ้าน และรูปแบบการจัดท่องเที่ยวโดยชุมชน สมาชิกชาว 
เสร็จแล้วจ้า พัดเกาหลีสวยแบบ Minimal ตาม character ของน้องสาวแสนน่ารัก
เสร็จแล้วจ้า ผลงานสวยๆ ของแต่ละคน มีชิ้นเดียวในโลกเลยนะเนี่ย
กิจกรรมถัดมา เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนรอคอยมาทั้งวัน นั่นคือการใส่ชุดฮันบก ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของเกาหลี เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เลือกกันได้ตามใจชอบเลยจ้า
ผู้ชายหน้าหวานกับดอกซากุระบนหมวก เขาคือนักปราชญ์ราชบัณฑิตหรือขุนนางจากยุคไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่แน่ๆ ว่า มีแต่คนเหลียวมองชายผู้นี้ ตลอดเวลาที่เขาสวมหมวกใบนั้น!!!
พี่น้องสองสาว ในชุดฮันบกสีสดใส บันทึกภาพนี้ไว้ในความประทับใจตลอดไปเลย
ยิ้มกว้างขนาดนี้ เขินหรือว่าดีใจที่ได้ใส่ชุดฮันบกจ๊ะพี่หุย? ฮาฮาฮา
เย็นมากแล้ว เวลาผ่านไปไม่รอท่า ได้เวลาเช็คอินเข้าพักในบ้านโบราณ ตอนนี้เจ้าบ้านแต่ละหลังมารอรับพวกเราอยู่แล้ว
บางบ้านมีบริการพาเรานั่งรถเล่นด้วย น่าอิจฉาจังคู่นี้
ในงานเลี้ยง มีการเชิญศิลปินแห่งชาติด้านการขับร้อง มาร้องเพลงอารีรัง (คนไทยรู้จักในชื่อเพลง อารีดัง) ให้เราฟังกันสดๆ ขอบอกว่าไพเราะจับใจมากจริงๆ ฟังจบปุ๊ปรู้สึกเลยว่ามาถึงเกาหลีแล้ว
การเดินทางมาเกาหลีเป็นเวลา 5 วัน ในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างสองประเทศ ประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์อย่างดีเยี่ยม เช้าวัดสุดท้ายก่อนบินกลับไทย จึงเป็นวาระสำคัญยิ่งที่
เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง คณะ
บรรยากาศการประชุมอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ในการทำงานสู่ทิศทางเดียวกัน ก่อนที่จะมีการเซ็นต์ MOU

หลังจากเซ็นต์ MOU เสร็จเรียบร้อย 
และทั้งหมดนี้ คือกิจกรรมสนุกๆ ของ 

วันที่ 4 ของการเดินทางท่องเที่ยวอันแสนสนุกและไม่เหมือนใครในเกาหลีกับ
แม้จะเป็นไร่ชาแบบดั้งเดิมที่ยังคงสืบทอดวิธีปลูกและผลิตชาด้วยกรรมวิธีโบราณ ทว่าการจัดสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับดูเก๋ไก๋ น่ารัก โมเดิร์น ราวกับว่าเราอยู่ในยุโรปกลายๆ ยิ่งยามนี้เป็นฤดูร้อนด้วย ดอกไม้นานาชนิดจึงเบ่งบานละลานตาเชียว
มุมเล็กๆ อันแสนน่ารัก เติมสีสันการท่องเที่ยวในไร่ชาโพยาง ดาวอน ให้สมบูรณ์แบบ
ผึ้งตัวน้อยดื่มกินน้ำหวาน พร้อมกับช่วยผสมเกสรดอกไม้ ที่ไร่ชาโพยาง ดาวอน
ตามธรรมเนียม เมื่อแขกมาถึงบ้าน เจ้าบ้านก็ต้องกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ
นอกจากการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวไร่ชาแล้ว เรายังได้ฝึกฝนวิธีการทำความเคารพแบบคนเกาหลี ที่ถูกต้องด้วย สะท้อนถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน น่ารักดีครับ
อุ่นเครื่องกันได้ที่แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาออกไปเก็บชากันล่ะ แต่ละคนจะได้รับแจกกระจาดเล็กๆ คนละอัน เอาไว้ไปใส่ยอดชาเขียวที่เก็บได้
ป้ายแสดงความมั่นใจให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวว่า โร่ชาแห่งนี้ปลูกด้วยวิธี 

เข้าใจแล้วก็เริ่มต้นเก็บยอดชากันทันที ไม่จำกัดเวลานะครับ แต่เอาแค่พอเต็มกระจาด เพื่อนำไปคั่วต่อ การเดินในไร่ชาที่เปิดโล่ง อากาศบริสุทธิ์ มองเห็นทัศนียภาพเนินเขากว้างไกล และมีต้นสนซีดาร์กระจายอยู่ห่างๆ กัน ถือเป็นกำไรของชีวิต เพราะเป็นการพาตัวและหัวใจออกมาสัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติบ้าง หลังจากถูกเมืองใหญ่ดูดกลืนพลังชีวิตไปซะเยอะแล้ว ฮาฮาฮา
ได้แล้วยอดขาเขียวสามใบ ตามที่คุณชอยสอน
พี่หุยครับ เขาให้มาเก็บยอดชานะครับ ไม่ได้ให้มาเซลฟี่ ฮาฮาฮา (อ๋อ ดูในกระจาดเก็บได้เยอะแล้ว เลยเปลี่ยนจากยอดชา มาเก็บภาพเป็นที่ระลึกแทน อิอิ)
โมงยามแห่งความสุข ของสมาชิกชาว
ค่อยๆ เก็บยอดชาไป ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวก็เต็มกระจาดเองนั่นล่ะ
มืออาชีพมากๆ ได้มาเพียบ เตรียมเอาไปทำกิจกรรมที่สองต่อเลย คือการคั่วใบชาเขียวครับ
ผลงานการเก็บยอดชาเขียวคุณภาพ โดยน้องๆ ทีมงานจากนครพนม น่ารักอ่ะ
ไม่รอช้า ต่อเนื่องเข้าสู่กิจกรรมที่สองกันเลย คือ
ผ้ากันเปื้อนและถุงมือกันร้อน คืออุปกรณ์สำคัญสำหรับทุกคนในกิจกรรมนี้ เพราะเราต้องใช้มือทั้งสองคั่วใบชาเขียวในกระทะขนาดใหญ่ ด้วยไฟร้อนถึง 150 องศาเซลเซียส น่ะสิ
เตรียมพร้อม เอายอดใบชาเขียวลงกระทะคั่วครับ
เมื่อคั่วใบชาเขียวในกระทะจนได้ที่ ก็นำมาแผ่บนโต๊ะให้เย็นตัว แล้วแบ่งเป็นกองๆ นวดคลึงคลุกเคล้าไปมาอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความหอม และสารเคมีต่างๆ ในใบชาถูกกระตุ้นให้พร้อมออกมาเต็มที่ยามชงใส่น้ำร้อน

เสร็จขั้นตอนคั่วและนวดคลึงใบชา ก็ได้เวลา Tea Master มาตรวจการบ้าน ว่าใน 5 กลุ่มของพวกเรา กลุ่มไหนคั่วใบชาเขียวได้เก่งที่สุด ดีที่สุด หอมที่สุด???
กลุ่ม 5 คว้ารางวัลชนะเลิศ สำหรับกิจกรรมคั่วใบชาเขียวในวันนี้ครับ
รับรางวัลกันไป กับผลิตภัณฑ์ชาหลากชนิดของไร่ชาออร์แกนิก โพยาง ดาวอน
นี่คือหน้าตาของชาแบบโบราณ ทั้งชาแผ่น ชาเหรียญ และชาก้อน เป็นการนำใบชามาอัดเป็นรูปทรงตากแห้งไว้ เพื่อใช้ในการเก็บไว้กินตลอดปี หรือเพื่อในการขนส่งไปค้าขายระยะทางไกลๆ หรือเพื่อติดตัวไปยามเดินทางได้สะดวก ซึ่งชาก้อนลักษณะนี้จริงๆ เราก็จะเห็นในประเทศจีนและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน เรียกว่า ชาก้อน (Brick Tea)
คืนนี้เราจะเข้าพักค้างคืนที่ไร่ชาโพยาง ดาวอน ทว่าเขามีให้แต่ที่พัก (แบบง่ายๆ และมีจำนวนจำกัด) และไม่ได้มีอาหารรวมอยู่ในแพ็กเกจด้วย เราจึงต้องขับรถออกมาประมาณ 15 นาที สู่ตัวเมืองโพยาง (Bohyang) เพื่อกินอาหารเย็น ร้านนี้ไม่ธรรมดา เพราะเด่นด้วยเนื้อหมูเบอร์เกอร์ เสิร์ฟมาพร้อมอาหารเกาหลีขนานแท้หลากหลายรสชาติ เป็นอีกหนึ่งมื้อที่เรามีความสุขมากๆ
เรากลับจากร้านอาหารสู่ไร่ชาโพยาง ดาวอน เกือบสองทุ่ม เพื่อมารวมตัวกันและเริ่มกิจกรรมสุดท้ายของวันนี้ คือ
การชงชาแบบเกาหลีนั้นจะดูเกร็งๆ น้อยกว่าของญี่ปุ่น คือของเกาหลีเขาให้เราจับคู่นั่งตรงข้ามกัน ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชง อีกฝ่ายเป็นผู้ดื่ม แล้วผลัดกัน โดยวิธีการรับส่งแก้วและยกขึ้นดื่มจะต้องกระทำอย่างช้าๆ และมีเสต็ปเฉพาะ
การดื่มชาจริงๆ แล้วเป็นทั้งการดื่มดม และทำสมาธิไปในตัว ขณะดื่มก็ต้องคิดแต่สิ่งดีๆ แบบ Positive Thinking ให้เราสัมผัสลึกล้ำทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ของน้ำชาที่ค่อยๆ ไหลลงคอแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย พร้อมกับมีการเสิร์ฟขนมหวานชิ้นเล็กๆ ให้กินคู่กันด้วย
คุณ Choi Yeong-Gi เล่าให้ฟังว่าไร่ชาของเขามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา มิใช่แค่ต้องการขายให้คนเกาหลีได้ดื่มเองในประเทศเท่านั้น แต่บุกตลาดไปทั่วโลก เพื่อให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงวัฒนธรรมเกาหลีผ่านชาคุณภาพนี่ล่ะ ยิ่งกว่านั้นเขายังมีการคิดค้น
วันเวลาในเกาหลีทำไมช่างผ่านไปรวดเร็วอย่างนี้นะ? เหลืออีกแค่วันเดียวก็ต้องกลับบ้านแล้ว และเราก็มุ่งหน้าเข้าใกล้กรุงโซลเข้าไปทุกทีๆ โปรดติดตามตอนสุดท้าย ว่าสมาชิก 
วันที่สองของการเดินทางท่องเที่ยวในเกาหลีกับ
คอนเซ็ปต์ของการท่องเที่ยวที่นี่คือ
แต่การจะเข้าถึงหมู่บ้านไม่ใช่เรื่องหมูซะแล้ว เพราะรถบัสของเราวิ่งลงไปตามถนนแคบๆ ไม่ได้ จึงต้องออกแรงลากกระเป๋าเดินลงไปเกือบ 1 กิโลเมตร สู่ใจกลางหมู่บ้านที่อยู่ริมทะเลตรงโน้นนนนนนนน!
โชคดี
หมู่บ้านดารังงีได้รับงบสนับสนุนด้านท่องเที่ยวจากรัฐบาลกลางเกาหลี จึงนำมาปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ให้งดงาม สะอาดสะอ้าน และมีเรื่องราวแฝงอยู่ในนั้น โดยแต่ละบ้านจะมีป้าย หรือมีรูปวาดไว้ตามหลังคา กำแพง ผนังบ้าน สื่อถึงจุดเด่นของบ้านแต่ละหลัง เช่น บางบ้านปลูกกระเทียม ก็มีรูปกระเทียม บางบ้านปลูกฟักทอง ก็มีรูปดอกและผลฟักทอง ส่วนบางบ้านเลี้ยงวัวไว้ไถนา ก็จะมีรูปวัว เป็นต้น
ด้วยว่าภูมิประเทศแทบทั้งหมดของหมู่บ้านดารังงีเป็นเนินเขาลาดเอียงลงสู่ทะเลสีคราม บ้านเรือนจึงสร้างลดหลั่นลงไปตามเนินเขาลาดชันอย่างสวยงาม
นอกจากภาพวาดตามฝาฟนัง หรือ Wall Painting ที่มีกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้านแล้ว ในช่วงฤดูร้อนอย่างนี้ก็จะมีดอกไม้ประดับเบ่งบานแทบทุกบ้านเลย สดชื่นดีจัง
ภาพชีวิตประจำวันอันแสนน่ารักของชาวดารังงี นอกจากอาชีพหลักคือปลูกข้าวและประมงแล้ว ยังนิยมปลูกกระเทียมด้วย เพราะกระเทียมบนเกาะนัมเฮนี้ว่ากันว่ารสชาติดีที่สุดในเกาหลี เพราะมีลมทะเลพัดมาเพิ่มความอร่อย จริงไม่จริงต้องไปพิสูจน์กันเองนะครับ
ชื่อหมู่บ้านดารังงี มีความหมายสื่อถึงนาขั้นบันไดที่ลดหลั่นลงไปตามเชิงเขา โดยปัจจุบันมีนาขั้นบันไดอยู่กว่า 680 ผืน รวมเป็นพื้นที่ไม่น้อยกว่า 20 เฮกตาร์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัส ต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ซึ่งก็อิงอยู่กับวิถีเกษตรของชาวบ้านนั่นเอง อย่างในช่วงฤดูร้อน ก็จะมีกิจกรรมไถนา (ที่นี่ใช้วัวไถนานะครับ), ปลูกข้าว, จับหอยทาก, จับตั๊กแตน รวมไปถึงการเกี่ยวข้าวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เป็นต้น
พอพักกันจนหายเหนื่อยแล้ว คุณคิมก็เริ่มให้เราทำกิจกรรมแรกเพื่อทำความรู้จักกับหมู่บ้านดารังงีให้ดีขึ้น นั่นคือ 
ใช่ว่าหมู่บ้านดารังงีจะเล็กซะเมื่อไหร่ เราเลยต้องวิ่งหากันทั่ว แถมยังต้องวิ่งขึ้นลงเนินกลางแดดยามบ่าย จะว่าสนุกก็ใช่ แต่ขอโทษนะพี่ เล่นเอาหอบเลยอ่ะ!!!
พบแล้ว คุณลุงคุณป้าผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านดารังงี ขอถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกหน่อยน้า
ระหว่างเล่นเกมส์ Running Man เท่ากับเราได้ทำความรู้จักกับหมู่บ้านดารังงีในแง่มุมต่างๆ ไปโดยไม่รู้ตัว วิ่งกันเหนื่อย ก็หยุดถ่ายภาพคู่กับ Wall Painting สวยๆ ที่มีอยู่ทั่วหมู่บ้าน
ร้านกาแฟน่ารักในหมู่บ้าน มองเห็นวิวทะเล และมีสีสันของดอกไม้ฤดูร้อนแต่งแต้มเติมชีวิตชีวา
พบแล้ว ทุ่งนาผืนเล็กที่สุดในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ไม่มีต้นข้าว มีแต่ดอกไม้สีขาวเบ่งบานหอมชื่นใจ
ในหมู่บ้านมีมุมถ่ายภาพเก๋ไก๋สไลเดอร์อยู่มากมาย สดชื่นดีจัง
เจอแล้ว หินตา หินยาย ที่สื่อถึงการกำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ของชีวิต ขอถ่ายภาพไว้เอาไปส่งกรรมการด่วน
นาขั้นบันไดที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 108 ชั้น ไล่เรียงลดหลั่นลงมาตามลาดเนินเขาของดารังงี กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดถ่ายภาพยอดฮิตไปโดยปริยาย

สภาพพวกเราหลังจบเกมส์ Running Man ภาพนี้ไร้คำบรรยาย!!!
เมื่อทั้ง 5 ทีม มาส่งการบ้านครบ คุณคิมก็เริ่มตรวจว่าหา RC กันครบ และถูกต้องหรือไม่นะ?
ลุ้นกันใหญ่ เพราะอยากได้รางวัล
ของรางวัลแด่ทีมผู้ชนะครับ
รางวัลแห่งความภูมิใจ The Running Man (Girls)
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เหนื่อยสุดๆ ได้เวลาเข้าพักในบ้าน Homestay กับคุณป้าใจดี ที่จัดห้องไว้ให้เรา 2 ห้อง แยกหญิงชาย (บ้านเราพักกัน 4 คน) แต่กว่าจะถึงบ้านก็ต้องหอบอีกรอบ เพราะบ้านตั้งอยู่บนเนิน ต้องเดินลากกระเป๋าใบใหญ่ แล้วยกขึ้นบันไดไปอีกนิด โอ้วแม่เจ้า!
ห้องนอนชายหนุ่ม มีทีวี แอร์ และเครื่องนอนแบบง่ายๆ เตรียมไว้ให้ คุณป้าเจ้าของบ้านเขากลัวเราหนาว เลยเปิดฮีตเตอร์ที่พื้นบ้านไว้ให้ด้วย เรียกว่าอุ่นจนร้อนเลย นี่ผมเพิ่งเล่นเกมส์ Running Man มานะครับคุณป้า จะหนาวได้ไง เหงื่อท่วมออกขนาดนี้ ฮาฮาฮา!
ระหว่างที่เราอาบน้ำเปลี่ยนชุด คุณป้าก็จัดเตรียมอาหารเย็นชุดใหญ่ให้ในห้องรับแขก
เมนูผักทอด เป็นอะไรที่ดูง่ายๆ แต่อร่อยมากในยามนี้
ซุปกิมจิหม้อใหญ่ ผัดหมูเกาหลี กิมจิก้านกระเทียมใส่ปลาตัวเล็ก ไส้กรอกทอด ผักทอด ปลาชุบแป้งทอด สาหร่ายแผ่น และข้าวสวยร้อนๆ คืออาหารเย็นง่ายๆ แต่ได้ใจเราไปเลยเต็มๆ
หน้าตาอาหารเช้าของบ้านนี้ อลังการยิ่งกว่าอาหารเย็นซะอีก โดยเฉพาะปลาทอดแสนอร่อย โชว์ความเจ๋งของดารังงีที่เป็นหมู่บ้านติดทะเล
เอาล่ะ ไม่รีรอ หิววววววว กินแล้วนะ
ค่ำวันนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษรออยู่อีก แต่ก่อนอื่น เขาแจกกระติกน้ำเรืองแสงให้เราคนละอันไว้ประจำตัว เพราะเราต้องเดินจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวประจำหมู่บ้าน ไปยังโรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อทำกิจกรรมอะไรหนอ? เขาไม่ยอมบอก ปล่อยให้เรางง
เดินเรียงแถวกันไปสู่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนาขั้นบันไดและวิวทะเล ซึ่งตอนนี้แสงหมด ถ่ายภาพไม่ได้ กะว่าตอนเช้าจะมาเก็บภาพซ้ำครับ
ณ โรงเรียนประจำหมู่บ้านซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว เพราะนักเรียนกับวัยรุ่นเข้าไปเมืองใหญ่กันหมด! แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้มันร้าง ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมยามค่ำให้นักท่องเที่ยว เริ่มด้วยเกมส์วิ่งหอยโข่ง ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเกมส์โบราณที่ไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว เส้นที่วาดไว้บนพื้นจะเป็นเกลียวขดคล้ายลู่วิ่ง ให้สองทีมจัดคนวิ่งมาปะกัน แล้วเป่ายิ้งฉุบ ถ้าแพ้ก็ตายไปทีละคน ข้าวมื้อเย็นที่กินมาหมดไปเลยกับเกมส์นี้!
เกมส์โบราณ แบ่งทีมทอยเส้น และโยนไม้ไปให้หลักของอีกฝ่ายล้ม คล้ายเกมส์สะบ้าของบ้านเรา เกมส์นี้ไม่เหนื่อยแต่ฝึกความแม่น สายตา การกะระยะ และน้ำหนักการโยนครับ
คุณคังจากหมู่บ้านดูโมที่เราไปพักเมื่อวาน ขับรถมาร่วมกิจกรรมยามค่ำกับเราด้วย แถมยังช่วยออกแบบท่าประจำกลุ่มอันแสนฮาและน่ารัก
เมื่อเล่นเกมส์ต่างๆ กันไปครบชั่วโมงนึง จนเหงื่อชุ่มโชกไปทั่วสารพางกายแล้ว ก็ได้เวลา Relax กับการลอยโคมอธิษฐานแบบเกาหลี
เสร็จสิ้นการลอยโคมแล้ว แม้จะเร่ิมง่วง แต่หลายคนยังมีแรงเหลือ โดยเฉพาะคุณแม่คุณลูกแสนน่ารักคู่นี้ครับ
ก่อนเข้านอน เราใช้เวลาอีกราวหนึ่งชั่วโมง นั่งล้อมวงจับเข่าคุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และปัญหาในการทำท่องเที่ยวชุมชน ทำให้รู่ว่ากว่าหมู่บ้านดารังงีจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องด้วยความสามัคคี และเติมความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ลงไป ในที่สุดก็ได้โปรแกรมการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมาย ทั้งจากจีน ยุโรป เอเชีย และคนเกาหลีเอง

ก่อนเข้านอน เพื่อให้กิจกรรมคืนนี้สมบูรณ์แบบ ก็ต้องทำมันหวานเผากินกันให้อุ่นท้องก่อน


ตัว Mascot น่ารักๆ ของอุทยาน เชิญชวนให้เราเข้าไปสัมผัสได้ทั้ง 4 ฤดู
ก่อนเดินขึ้นเขา ก็ต้องมาฟังบรรยายสรุปเส้นทางและจุดชมวิวเด่นๆ กันก่อน โดยวันนี้เราจะเดินกันไป-กลับ เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ไกด์บอกว่าทางไม่ชัน ส่วนใหญ่เป็นทางราบ (จะเชื่อได้จริงเหรอ???)
วันนี้แดดไม่ร้อนจัด ประกอบกับผืนป่าก็ร่มรื่น ทำให้การเดินเทรกกิ้งในช่วงแรกเป็นไปอย่างชิลชิล สบายๆ ใครเดินเร็วก็นำไปก่อนเลย ส่วนผมเดินช้าเพราะต้องถ่ายภาพ และชอบชื่นชมต้นไม้ใบหญ้า ก็รั้งท้ายเช่นเคย
ระหว่างทางมีจุดให้นั่งพักผ่อนชมธรรมชาติด้วย อย่าลืมพกน้ำและขนมขึ้นไปกินล่ะ เพราะถ้าเที่ยวกันแบบจริงจัง ต้องใช้เวลากันเป็นวันทีเดียวบนภูเขาลูกนี้
เดินมาได้ครึ่งทาง ภูมิทัศน์ก็เปิดมากขึ้น เราโผล่ออกจากแนวป่ามาสู่จุดชมวิวโล่ง เลยขอรวมตัวเก็บภาพไว้สักช๊อต ก่อนที่ทุกคนจะหอบกันไปมากกว่านี้ครับ!
ภูเขาที่เรากำลังเดินเทรกกิ้งอยู่นี้ ชื่อ
ถ้าค่อยๆ เดินช้าๆ สังเกตผืนป่าสองข้างทางไปด้วย เราจะพบกับความหลากหลายของพืชและสัตว์มากมาย เขาบอกว่าในอุทยานแห่งชาตินี้มีพืชอยู่กว่า 1,142 ชนิด เช่น สนแดง (Red Pine), สนดำ (Black Pine), ต้นคามิเลีย (Camellia), ต้นโอ๊กซีเร็ตต้า (Serrata Oak) และต้นค็อกโอ๊ก (Cork Oak) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 25 ชนิด นก 115 ชนิด แมลง 1,566 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 16 ชนิด และเหล่าปลาอีกมากมาย เพราะอุทยานแห่งชาตินี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่กว่า 545.63 ตารางกิโลเมตร กินพื้นที่ทั้งบนบกและในทะเลด้วย
ช่วงนี้เป็นฤดูร้อนในเกาหลี ระหว่างทางเดินเทรกกิ้งขึ้นเขาจึงมีดอกไม้ป่านานานชนิดเบ่งบาน สดชื่นมาก และแน่นอนว่ามันทำให้สปีตการเดินของเราลดลงด้วย เพราะต้องหยุดถ่ายภาพกันบ่อยมาก (ดีได้พักเหนื่อยไปด้วยนิ)
สมาชิก TEATA หยุดชักภาพดอกไม้ตลอดทาง เธอคนนี้ผู้มีหัวใจรักธรรมชาติสุดๆ ครับ
จากแนวป่ามองทะลุยอดไม้ขึ้นไปเห็นยอดเขาหินตั้งตระหง่าน ในขณะที่หนทางก็เริ่มทวีความชันเป็นเนินยาวขึ้นเรื่อยๆ
เห็นเต็มตาขึ้นเมื่อใกล้ยอดเขา กับภูผาหินขนาดมหึมา ชวนให้จินตนาการไปเป็นรูปทรงต่างๆ
พี่เอื้องกับน้องโม นี่คือหยุดนั่งเล่นชมธรรมชาติ หรือนั่งพักเหนื่อยจ๊ะ? เสียงหายใจแรงเชียว! (ล้อเล่นนะครับ)
น้องจิ้น น้องโม น้องโอปอ นี่ก็หยุดพักชมธรรมชาติเช่นกัน!
ในที่สุดก็มาถึงแล้ว
จาดยอดเขามองเห็นยอดเขา Geumsan ตั้งตระหง่านน่าเกรงขามอยู่ด้านหลัง โดยมีทางเดินป่าขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตร จนถึงจุดที่มีสะพานเหล็กเชื่อมยอดเขาหินสองลูกไว้ด้วยกัน อันเป็นจุดชมวิวพาโนรามาสุดตระการตา และนักท่องเที่ยวนิยมเก็บภาพกันมากที่สุดครับ
ความงามในรายละเอียดของสถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์แบบเกาหลี ที่ต้องชื่นชม
สมาชิก TEATA บางท่าน ไม่ได้ไปเดินเทรกกิ้งต่อขึ้นยอดเขา Geumsan แต่ใช้เวลาคุ้มค่าด้วยการนั่งสมาธิอย่างสงบ ข้าน้อยขอคารวะ!
จริงๆ แล้วก่อนเข้าไปกราบพระในอาราม เราต้องล้างมือให้สะอาดด้วยนะจ๊ะ เขาเตรียมน้ำบริสุทธิ์ไว้ให้แล้ว
จากอารามมีจุดชมวิวขึ้นไปทางทิศเหนือ แลเห็นภูผาหินขนาดมหึมาโผล่ทะลุผืนพรมสีเขียวของพงไพรขึ้นมา ไม่ต่างจากยักษ์ปักษ์หลั่นอันน่าเกรงขาม ทำให้เราสำเหนียกในความเล็กกระจ้อยร่อยของตัวเรา ซึ่งมิอาจเทียบได้กับธรรมชาติผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่งบนโลกใบนี้
ระหว่างเดินขึ้นเขา พบ
ยืนเหม่อมองทะเลภูเขาเรียงรายสลับซับซ้อน
เวลายังเหลือ ถ้าจะหยุดอยู่แค่ที่วัดก็กระไรอยู่ เราหนุ่มสาวชาว TEATA จึงชวนกันเดิน (ปีนป่าย) ขึ้นเขาต่อไป เพื่อหวังไปให้ถึงจุดที่เป็นบันไดเหล็กเชื่อมภูเขาหินสองลูก ทว่าหนทางก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทางเรียบๆ กลับกลายเป็นบันไดชันนับร้อยๆ ขั้น เราจึงต้องรวบรวมพละกำลังอีกครั้ง ค่อยๆ ก้าวเดินเป็นจังหวะและหายใจให้สม่ำเสมอ อีกทั้งปล่อยให้สีเขียวของผืนป่ารอบกายช่วยดึงดูดชักนำเราไปอย่างได้ผล
ทางชันต่อเนื่องขึ้นเขา พิสูจน์ใจ พิสูจน์กาย และพิสูจน์ศรัทธาของเราเอง
หนทางเดินลัดเลี้ยวผ่านไปในราวป่าเปลี่ยว มีเพียงเสียงหัวใจของเราเองพูดคุยกับธรรมชาติ ณ วินาทีนี้ เราลืมบางสิ่งที่เคยเจ็บปวด ปล่อยให้แมกไม้เยียวยาหัวใจอันบอบช้ำ (โห Drama มากๆ ฮาฮาฮา)
ใบเมเปิลในฤดูร้อนเปล่งประกายเป็นสีเขียวสดใสเมื่อต้องไอแดดอุ่น ผิดกับในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ที่พวกมันจะผลัดใบเป็นสีเหลือง ส้ม แดง ฉูดฉาดบาดตายิ่งนัก
เปลือกไม้บางต้นก็สวยงามราวกับภาพวาดศิลปะชั้นเยี่ยม ที่แอบมีคนมาเติมแต้มเอาไว้
ผีเสื้อกลางคืน (ชีปะขาว) หรือ Moth ตัวน้อย เกาะพักหลับอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้รก ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่เห็น
ใบเฟินอ่อนคลี่ออกรับแดดอุ่น ช่วยดูดซับความชื้นไว้ทำให้ราวป่าทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำขนาดยักษ์
สองสาว TEATA พี่อ้อ น้องน้ำ เดินชมธรรมชาติบนภูเขา Geumsan กันเพลิน (หรือหลงทางครับ???)
ทางเดินบางช่วงบนยอดเขา งดงามราวภาพวาดที่ดูแล้วสงบดีจัง
พื้นทางเดินหลายๆ ช่วง ปูลาดไว้ด้วยเชือกมะนิลา ที่ถูกถักทอสานกันเป็นผืนใหญ่ ช่วยป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวลื่น เป็น IDEA ที่ดี น่าเอามาทำบ้างในบ้านเรานะครับ
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ในที่สุดก็ถึงยอดเขา Geumsan สูง 705 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนนี้เป็นลานหินขรุขระเปิดโล่ง ล้อมรอบด้วยแมกไม้เขียว และวิวสุดสายตาพาโนรามาของอุทยาน ก้อนหินกลมคล้ายหัวกะโหลกบนยอดเขานี้มีขนาดมหึมาจนเราตะลึง มันถูกเชื่อมไว้ด้วยสะพานเหล็กแข็งแรง ให้นักทอ่งเที่ยวเดินข้ามไปมาระหว่างผาหินสองยอด ซึ่งถ้ามองลงไปเบื้องล่างก็สุดเสียวเพราะคือเหวดีๆ นี่เอง!
ใช้เวลาไปกว่าครึ่งวันบนภูเขา Geumsan เรียกว่าทั้งสนุกสนานและได้ความรู้ในเรื่องราวของธรรมชาติกันไปเต็มๆ Late Lunch มื้อนี้ เราชวนกันไปล้ิมลองอาหารประจำชาติเกาหลีสุดฮิตเมนูหนึ่ง ที่ร้านเจจู (Jeju Restaurant) ร้านมีชื่อเสียงมากในแถบนี้ เมนูที่ว่าคือ
บิบิมบับช่วยเรียกพลังเรากลับมาได้อย่างวิเศษ บ่ายนี้นั่งรถต่อไปหมู่บ้านดารังงี บนเกาะนัมเฮ ต้องหลับแน่ๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะไม่มีอะไรเร่งร้อน Happy ดีจังทริปนี้

เมื่อเอ่ยถึงชื่อประเทศ
วันแรกเราบินตรงจากไทยไปยังสนามบินปูซาน แล้วนั่งรถยนต์ต่ออีก 2 ชั่วโมงครึ่ง สู่
พอไปถึงปั๊ป ผู้นำชุมชนก็มารับเราไปทานอาหารเที่ยงกันก่อนเลย
วันนี้ผู้นำชุมชนและหน่วยงานท่องเที่ยวชนบทของเกาหลีหลายท่าน มาต้อนรับเราด้วยตนเอง โดยเฉพาะ
อาหารมื้อแรกในเกาหลีน่าประทับใจ เพราะเป็นอาหารแดนกินจิแท้ๆ นั่งกินกับพื้น มีเครื่องเคียงนานาชนิดยกมาเสิร์ฟ พร้อมด้วยซุปผัก ผัดหมูเกาหลี กินกับข้าวสวยร้อนๆ โดยใช้ช้อนและตะเกียบเหล็กแบบเกาหลี ทำให้รสชาติอาหารที่ว่าดีอยู่แล้ว อร่อยขึ้นอีกเป็นกองเลย ทีเด็ดคือ เครื่องเคียงทุกอย่างเติมได้ไม่อั้นครับ ฮาฮาฮา
เครื่องเคียงนานาชนิด เติมได้ไม่อั้น แค่กินเครื่องเคียงอย่างเดียวก็อิ่มแปร้แล้วมั้ง ฮาฮาฮา
วัฒนธรรมการกินแบบเกาหลี คือต้องกินอาหารกับช้อนและตะเกียบเหล็กแบบนี้ ทีแรกอาจไม่ค่อยถนัด แต่พอสักพักจะรู้สึกว่าตักคีบอะไรได้มั่นคงดีมาก จึงทำให้ Speed การกินเราไม่ตกเลย อิอิ
ห้องรับประทานอาหารรวม ของหมู่บ้านดูโม ไม่ใหญ่โต แต่อบอุ่นด้วยมิตรไมตรีของคุณป้าๆ ที่มาคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิด ไม่ขาดตกบกพร่อง โดยคนที่มาท่องเที่ยวหมู่บ้านดูโม ทั้งแบบ One Day Trip และ Overnight (ค้างคืน) ก็จะต้องมากินอาหารรวมกันที่นี่ทั้ง 3 มื้อครับ อาหารก็มีให้กินกันอิ่มแปร้ ไม่ต้องห่วง
ตัวหมู่บ้านดูโมมีที่ราบไม่มากนัก นาข้าวส่วนใหญ่อยู่ในหุบเขาหว่างกลาง มีแนวภูเขาขนาบสองด้าน จากใจกลางหมู่บ้านเราเดินหรือปั่นจักรยานชิลชิล ผ่านผืนนาไปแค่ไม่ถึง 10 นาที ก็จะถึงท่าเรือแล้ว ที่นี่เขาจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนกันเองอย่างน่ารัก มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และรับนักท่องเที่ยวในปริมาณที่พอเหมาะ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวถูกใช้เป็นทั้งที่ให้ข้อมูล ที่กินอาหาร และด้านบนเป็นที่พักแบบง่ายๆ ซอยเป็นห้องๆ
ห้องพักแต่ละห้อง พักได้ 3-5 คน พร้อมห้องน้ำในตัว วิธีการนอนก็เป็นแบบเกาหลีแท้ คือปูฟูกบางๆ นอนบนพื้น จากห้องเปิดประตูไปมองเห็นนาข้าวและทิวเขา ได้ยินเสียงกบเขียด แมลง หรีดเรไร และนกต่างๆ ร้องระงม ใกล้ชิดธรรมชาติ อากาศก็สดชื่นสุดๆ
ชีวิตชาวบ้านที่ยังผูกพันอยู่กับผืนนา และความพอเพียง
ต้นข้าวเขียวขจี รับไอแดดอุ่นของฤดูร้อนริมทะเล บนเกาะนัมเฮ แห่งนี้
ในนาข้าวยังมีกบ เขียด แมลงปอ แมลงต่างๆ และลูกอ๊อดว่ายไปมา บ่งบอกว่าผืนนาที่นี่เป็น Organic หรืออินทรีย์แท้ๆ
วิวโล่งโปร่งสบายของหมู่บ้านดูโม สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนแปลงกายเป็นพระเอกเกาหลี ไปโพสต์ท่าถ่ายภาพเก็บไว้
ความน่ารักอีกอย่างของหมู่บ้านดูโม คือเขามีการวาด
ภาพนี้คือหัวกระเทียมครับ ที่เขาบอกว่าหัวกระเทียมของเกาะนัมเฮอร่อยที่สุดในเกาหลี รสชาติเหมือนแอปเปิล! เพราะดินดี และลมทะเลพัดเข้ามาโดนต้นกระเทียม ทำให้รสชาติต่างจากที่อื่นๆ
สองสาวฮิปสเตอร์ โพสต์ท่าถ่ายภาพอย่างสนุกสนาน
จะหล่อไปไหนเนี่ยะ พี่เล็ก?!

นอกจากการปั่นจักรยานเที่ยวชมรอบๆ หมู่บ้านแล้ว กิจกรรมยอดฮิตที่ทำให้หมู่บ้านดูโมโด่งดังมาก ในประเทศเกาหลีคือ
สนุกสนานกันใหญ่กับการพายเรือคายัคในทะเลจริงๆ เทคนิคการพายง่ายๆ คือ ให้พายพร้อมกัน ซ้าย ขวา โดยให้คนหลังดูจังหวะคนหน้าเป็นหลัก วันนี้โชคดีคลื่นลมไม่แรง เลยไม่เหนื่อยมาก ชิลๆ

จากนั้นก็เป็นกิจกรรมนั่งเรือประมงออกไปตกปลาในทะเลแบบ
เรื่อเร่งเครื่องตัดผืนทะเลเรียบสีฟ้าครามสะอาดตา ออกสู่เวิ้งอ่าวเบื้องหน้า ที่มีเกาะน้อยใหญ่เรียงรายรอเราอยู่
แค่ 10 นาที ก็มาถึงจุดเหมาะ ที่กัปตันคิดว่ามีปลาให้เราได้ตกแล้ว
กัปตันใจดี สาธิตการตกปลาด้วยสายเอ็นเกี่ยวเบ็ดอย่างง่ายๆ หย่อนลงไปในน้ำลึกราวๆ 3 เมตร กระตุกเอ็นขึ้นลง ประเดี๋ยวเดียวก็ได้ปลาตัวเขื่องติดเบ็ดขึ้นมา แต่เราไม่ได้เอามันไปกินนะ ปล่อยมันกลับลงทะเลดีกว่า
เหยื่อที่ใช้เกี่ยวเบ็ด ลักษณะคล้ายไส้เดือนหรือหนอนทะเลก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นเหยื่อที่ปลาชอบกินมาก (กัปตันบอก)
ใช้เวลาแค่ไม่ถึง 5 นาที ก็ได้ปลาตัวเบ้อเริ่ม! บ่งบอกถึงความอุดสมบูรณ์ของท้องทะเลแถบนี้ ที่ไม่ต้องแล่นเรือออกไปไกลฝั่งเลย
หน้าตาน้องปลาที่กำลังตกใจ ก่อนเราปล่อยเขากลับคืนลงสู่ท้องทะเลดังเดิม
พอตกปลากันหอมปากหอมคอแล้ว เรือประมงก็พาเราแล่นวนรอบเกาะใหญ่ ให้ได้ชมภูมิประเทศชายฝั่งโขดหินแปลกตา ทั้งสีสันและรูปทรง นี่คือเสน่ห์ของชายฝั่งทะเลตอนใต้ของเกาหลีล่ะ
เย็นย่ำแล้ว อาบน้ำเปลี่ยนชุดซะหอมฉุย ตอนนี้ได้เวลาอาหารค่ำแบบง่ายๆ แต่แสนอร่อยแล้ว มีครบทั้งคาร์โบไฮเดรต ผัก ปลา เนื้อสัตว์ สมกับที่มีคนบอกว่าอาหารเกาหลีเป็น Healthy Food จริงๆ
มื้อนี้มีปลาแดดเดียวทอดราดซอสพริกด้วย ออกจะเค็มๆ นะ ต้องกินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ถึงจะพอดี แต่ตอนกินต้องระวังก้างด้วย
ชุมชนหมู่บ้านดูโม มีการแบ่งงานแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน และทำท่องเที่ยวใน scale ที่พอเหมาะเท่าที่ตนเองรับไหว ไม่เกินขีดจำกัด อย่างคุณป้าแม่ครัวก็จะผลัดเวรกันมาดูแลนักท่องเที่ยว เข้าครัว ทำความสะอาด ส่วนเวลาปกติก็กลับไปทำงานบ้านของตน ทำนาทำไร่ และช่วยสามีในอาชีพประมง เขาจึงทำท่องเที่ยวได้อย่าง Happy มีรอยยิ้ม เพราะใช้การท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น นี่สิ ถึงจะก่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่คุณคังได้คิดค้นพัฒนาขึ้นเองมานานแล้วก็คือ
ค่ำคืนในหมู่บ้านดูโมผ่านไปอย่างรวดเร็ว อากาศยามค่ำและยามเช้าตรู่ที่เย็นสบายกำลังดี ทำให้ไม่ต้องเปิดพัดลม แอร์ หรือเครื่องทำความร้อนแต่อย่างใด ผมตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า ขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นอย่างงัวเงีย แต่ธรรมชาติบริสุทธิ์ของดูโม กลับทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดแรงบันดาลใจในการออกไปปั่นจักรยานชมหมู่บ้านยามเช้าอันสดใสเบิกบานเช่นนี้
ชาวนาที่ดูโมตื่นเช้ากว่าผมอีก ตอนนี้ถึงเวลาซ่อมต้นกล้า เติมน้ำเข้านา และถอนวัชพืชออกจากท้องนา อากาศเย็นสบาย มีสายหมอกบางๆ โรยตัวลงอย่างอ่อนโยน
ปั่นจักรยานแค่ไม่ถึง 10 นาที จากใจกลางหมู่บ้านที่เป็นทุ่งนา มาสู่ท่าเรือที่เราออกไปพายคายัคกันเมื่อวาน ขณะนี้ท้องน้ำนิ่งสงบ ไร้คลื่นลม พาให้จิตใจสงบไปด้วย
อาหารเช้าสไตล์หมู่บ้านดูโม มื้อนี้มีปลาแดดเดียวตัวใหญ่ทอดมาให้ชิมด้วย ว้าว!
ได้เวลาอำลาหมู่บ้านนารักนามว่า ดูโม แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1 วัน 1 คืน แต่ก็เกิดภาพประทับใจและความทรงจำดีๆ มากมายที่นี่ น้ำใจไมตรีของชาวบ้าน รอยยิ้มอันอบอุ่น และผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง นำพาดูโมไปในทิศทางที่ควรจะเป็น โดยสามารถรักษาเอกลักษณ์และวิถีของตนไว้ได้อย่างเต็มร้อย ถ้ามีโอกาส ผมต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งแน่นอนครับ
ก่อนจากลา พี่เอื้อง ท่านผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานอุบลราชธานี มอบของที่ระลึกเก๋ไก๋ไว้ให้คุณคัง แล้วพบกันใหม่นะจ๊ะ

วันสุดท้ายของการเดินทางท่องเที่ยวใน 
วันนี้เรามาเที่ยวชม 
แม้วิถีทางของนินจาจะดูไร้เกียรติและทำงานสกปรกในสายตาใครบางคน แต่ชื่อ 
การปีนป่ายขึ้นที่สูงด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ อย่างเชือกและตะขอ รวมถึงการปีนด้วยตัวเปล่า (คล้ายวิชาตัวเบาในหนังจีน) คือสิ่งที่นินจาทุกคนต้องฝึกจนชำนาญ
ในการรบของนินจา อาวุธทำลายล้างแรงสูงชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ
โชว์การต่อสู้ของนินจา ต้องอาศัยความทักษะ ความว่องไว และความกล้าอย่างมาก เพราะใช้อาวุธจริงกันเลยนิ
แค่มีเชือกเส้นเดียวก็สามารถแย่งดาบจากศัตรูมาได้ และท้ายที่สุดสามารถสังหารศัตรูได้ด้วยดาบของศัตรูเอง นี่คือสุดยอดนินจาอิงะ
โชว์น่าตื่นเต้นอีกอย่างคือ
เมื่อชมโชว์นินจาจบแล้ว ก็ได้เวลาเข้าชมบ้านของนินจา ซึ่งต่างจากบ้านคนธรรมดานะจะบอกให้ เพราะในบ้านมีค่ายกล ห้องลับ และที่หลบซ่อน ทางหนีมากมาย จนศัตรูที่บุกเข้ามางงงวย นินจาจึงหนีออกไปได้ หรือสามารถย้อนกลับมาจัดการกับผู้บุกรุกได้สบายๆ
แม้แต่พื้นบ้านของนินจาก็ใช้แอบซ่อนดาบสั้น ดาวกระจาย เงิน และตะปูเรือใบ เพื่อใช้ในการต่อสู้หรือหลบหนีแบบฉุกเฉิน ถ้าคุณคิดจะบุกเข้าไปฆ่านินจาในบ้านของพวกเขาด้วยดาบคาตานะอย่างยาวล่ะก็ อย่าหวัง เพราะบ้านนี้มีเพดานเตี้ยมาก และมีคานเพดานถี่ การใช้ดาบยาวในบ้านจึงไม่คล่องตัว ต้องใช้ดาบสั้นแทนนะจ๊ะ
ออกจากหมู่บ้านนินจาอิงะ เรานั่งรถยิงยาวขึ้นไปทางเหนือของมิเอะ จนถึง
เอาท์เล็ทแห่งนี้เปรียบเสมือนเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ที่เราสามารถเดินช้อปปิ้งกันได้ทั้งวัน เพราะมีสินค้าทั้งของเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ให้เลือกกันนับร้อยๆ แบรนด์
ใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างต่ำต้อง 3-4 ชั่วโมง หรือต้องจัดให้ครึ่งวันไปเลย จะได้สะใจ ไม่ต้องรีบร้อน
เย็นมากแล้ว เรามุ่งหน้าไปอำลามิเอะกันที่แหล่งท่องเที่ยวสุดอลังการงานสร้าง ซึ่งมีการประดับประดาไฟในฤดูหนาวอย่างยิ่งใหญ่ ถือว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลย คือ
แต่ก่อนฟ้าจะมืดและไฟจะเปิดโชว์เต็มที่ ก็ได้เวลา Dinner ปิ้งย่างส่งท้ายทริปกันซะก่อน
ร้านอาหารของ Nabana No Sato บรรยากาศดีเยี่ยม
ยกมาเสิร์ฟแล้ว กับสารพัดเมนูปิ้งย่าง ที่เติมได้ตลอด


เดินเที่ยวชมภายในสวนอันกว้างใหญ่ ทุกแห่งหนล้วนประดับไฟสว่างไสวเรืองรอง
แม้แต่สวนดอกไม้ก็ยังเที่ยวชมได้ในยามราตรี เมื่อมีแสงไฟมาช่วยเติมแต่งให้สว่างไสวขึ้น
ภาพนี้บอกไม่ถูกเลย ว่าคนหรือดอกไม้ ใครสวยกว่ากัน
อีกจุดที่มีชื่อเสียงโด่งดังของ
จะเดินถ่ายภาพให้จุใจ หรือนั่งเฉยๆ ปล่อยอารมณ์ไปกับดอกบีโกเนียรอบตัว ก็เอาที่สบายใจเลย
สวยจริง สวยจัง ทั้งดอกไม้ทั้งคน
นอกจากดอกบีโกเนียแล้ว ในโรงเรือนอื่นๆ ก็ยังมีดอกไม้นานาชนิดให้ชื่นชม โดยเฉพาะดอกทิวลิปหลากสี
มุมน่ารักๆ เก๋ๆ มีให้เดินเก็บภาพนับไม่ถ้วน
สุดท้ายคือโรงเรือนพรรณไม้เขตร้อน

ภาพแห่งความประทับใจของเราสองคนเนอะ
นอกจากอุโมงค์ไฟ สวนไฟ และโรงเรือนดอกไม้นับร้อยๆ ชนิดแล้ว การเดินชมแสงไฟที่ประดับอยู่ทั่วสวนและสระน้ำในยามราตรี ก็เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่หาชมไม่ได้ในบ้านเรา

