ปั่นสองล้อเที่ยวนครพนม ชมเมืองน่ารัก
ปี 2015 เทรนการปั้นจักรยานเที่ยวกำลังมาแรง ใครที่ไม่เคยมีจักรยานก็หาซื้อกันใหญ่ ส่วนคนที่ยังไม่มีก็รีบหาซื้อมาปั่น กลัวอายเพื่อน จะว่าไปแล้วการปั่นจักรยานเป็นการเดินทางแบบ Slow Travel ที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลย ทำให้นอกจากสุขภาพเราจะดีแล้ว สิ่งแวดล้อมยังสะอาดอีกด้วยนะ เป็น Low Carbon Travel ที่น่าสนับสนุนจริงๆ

วันนี้จังหวัดนครพนมได้กลายเป็น “เมืองแห่งจักรยาน” หรือ The Cycling City อย่างแท้จริงแล้ว เพราะด้วยสภาพของตัวเมืองเลียบลำน้ำโขง บรรยากาศเย็นสบาย มีจุดชมวิว และมีเลนจักรยานให้ปั่นต่อเนื่องยาวหลายกิโลเมตร อีกทั้งคนนครพนมยังนิยมปั่นจักรยานกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว จักรยานจึงเป็นพาหนะที่ยังอยู่ในวิถีของคนที่นี่จริงๆ
เส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวในนครพนม ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ มีอยู่ 4 เส้นทางด้วยกัน คือ 1.เส้นทางชมเมืองเก่าไชยบุรี 2. เส้นทางบ้านดอนนางหงส์ 3.เส้นทางเมืองโบราณบ้านหนองจันทร์ และ 4. เส้นทางเลียบโขงตัวเมืองนครพนม
เส้นทางเมืองเก่าไชยบุรี เป็นเส้นทางปั่นเลียบลำน้ำโขงยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านชุมชนน่ารักๆ ที่ยังคงความเงียบสงบ มีร้านกาแฟเล็กๆ ให้นั่งพัก ใครไม่มีจักรยานไปเอง เขาก็มีบริการให้เช่าหลายสิบคันในราคาไม่กี่สิบบาท ปั่นกันเข้าไปให้น่องโป่งได้ทั้งวัน โดยเส้นทางจะผ่านวัดโบราณริมโขง 4 แห่ง ซึ่งรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก ขอบอกว่าวิวริมโขงที่นี่สวยงามโปร่งโล่งสบายมากๆ จ้า
ใกล้ๆ กับเมืองเก่าไชยบุรี บริเวณพระธาตุท่าอุเทน พระธาตุประจำคนเกิดวันศุกร์ แถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของชุมชนชาวไทญ้อซึ่งมีการแต่งกาย ภาษา อาหาร และวัฒนธรรมเด่นเป็นของตนเอง และแน่นอนว่าเขาก็มีเส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวที่น่าสนใจมากทีเดียว
พระธาตุท่าอุเทนในฤดูฝน มองจากทุ่งนาเขียวขจี แลสดชื่นเย็นตาเย็นใจจริงๆ
เส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวท่าอุเทน เริ่มต้นขึ้นที่พระธาตุท่าอุเทน ซึ่งปัจจุบันบริเวณด้านหลังองค์พระธาตุ ชุมชนได้รวมตัวกันสร้างศูนย์ข้อมูลย่านชุมชนเก่าท่าอุเทนขึ้น ในชื่อ “ภูมิ-มูนมัง ชุมชนท่าอุเทน” โดยเราสามารถเรียนรู้ประวัติของชุมชน รวมถึงรับแผ่นพับแผนที่เส้นทางการปั่นจักรยานเที่ยว ว่าบ้านแต่ละหลังเขามีอะไรให้ชมบ้าง
ในบริเวณชุมชนท่าอุเทน ยังมีเรือนไม้เก่าแบบไทญ้อแท้ๆ ให้ชมหลายหลัง และบางหลังสามารถเข้าไปเยี่ยมชม พูดคุยกับท่าเจ้าของบ้านได้ด้วยล่ะ หรือถ้ามาเป็นหมู่คณะใหญ่ ติดต่อมาก่อน เขาก็จะมีพิธีต้อนรับ มีอาหารไทญ้อให้ชิมด้วย
บอกแล้วว่านครพนมเป็นเมืองจักรยานจริงๆ ที่ท่าอุเทนเลยมีก๊วนจักรยานของเด็กๆ ปั่นเที่ยวเล่นกันไปมา เราปั่นจักรยานผ่าน “ร้านศรีอุเทน” ซึ่งปัจจุบันเป็นร้านเช่าหนังสือการ์ตูน อาคารหลังนี้โดดเด่นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล อันเป็นยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดลาวและริมโขงแถบนี้เป็นอาณานิคมนั่นเอง

บ้านเก่าบางหลังในท่าอุเทน พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน เพื่อเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน ในลักษณะของ Living Museum หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ไปมาลาไหว้ อย่าลืมสวัสดีคุณยายด้วยล่ะจ้า

นอกจากชุมชนน่ารักแล้ว บริเวณริมโขงท่าอุเทนยังมีวัดเล็กๆ อันเป็นที่ประดิษฐานพระบางจำลองอีกด้วย
ปั่นจักรยานกางร่มแบบนี้ ถ้าไม่บอกนึกว่าเป็นสาวเชียงใหม่เจ้า แต่เธอนางนี้เป็นสาวไทญ้อท่าอุเทนแท้ๆ เลยนะ
ริมโขงท่าอุเทน เป็นจุดที่มีวิวเปิดโล่งโปร่งสบาย มองเห็นวิวฝั่งลาวได้แบบสุดสายตาพาโนรามา อากาศก็เย็นสบายหายใจได้เต็มปอด การปั่นจัรกยานเที่ยวแถวนี้จึงเป็นความสุขเล็กๆ แบบ Low Carbon Happiness จริงๆ อ่ะจ้า
ห่างจากอำเภอท่าอุเทน 21 กิโลเมตร ถ้าเราปั่นจักรยานไปตามทางหลวงสาย 212 (ท่าอุเทน-บ้านแพง) ตรงช่วง กม.27 ก็จะถึง “แหล่งเรียนรู้ไดโนเสาร์ท่าอุเทน” Amazing Unseen ที่คนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้ ว่านครพนมก็มีไดโนเสาร์ด้วยหรือ?
แหล่งเรียนรู้ไดโนเสาร์ท่าอุเทน ตั้งอยู่ที่ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน อยู่ภายใต้การดูแลของกรมทรัพยากรธรณี ได้รับการค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มาระเบิดหินบริเวณนี้ เป็นจุดที่ค้นพบรอยเท้าของ ไดโนเสาร์ นกกระจอกเทศ แล อีกัวดอน รวมทั้งรอยเท้าจระเข้ขนาดเล็ก อีก 1 ชนิด รวมแล้วกว่า 300 รอย ถือว่ามีรอยเท้าไดโนเสาร์รวมกันอยู่ในจุดเดียวเยอะที่สุดในเมืองไทยล่ะครับ!!!
วันนี้ปั่นจักรยานเที่ยวนครพนมกันมาทั้งวัน ตอนเย็นย่ำเลยขอพักแบบชิลชิล เข้าเมืองมารอชมแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์อัสดงลงริมโขง เหมือนโชคเข้าข้าง วันนี้เกิดอุกาฟ้าเหลือง! ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แถมเรายังโชคดีได้ขึ้นชมวิวจากมุมสูงพิเศษ มองเห็นย่านชุมชนเก่า เคียงคู่กับหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ Landmark สำคัญของนครพนม

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธแน่นอน ว่านครพนมเป็นเมืองริมโขงที่มีวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่ง ดูสิ มองไปเห็นเทือกเขาหินปูนฝั่งแขวงคำม่วนในลาว ทอดยาวเป็นปราการธรรมชาติยิ่งใหญ่อลังการเหลือเกิน แสงสีแต่ละวันจึงช่วยให้วิวมหัศจรรย์นี้งามไม่ซ้ำกันเลยสักวันเดียว หลงรักนครพนมแล้วล่ะ!
พอพระอาทิตย์หายหน้าไป ไม่นานก็เกิดแสงแบบ Twilight หรือโพล้เพล้ คือในขณะที่ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท ถ่ายภาพออกมาจะได้เป็นสีฟ้าคราม ตัดกับแสงไฟถนนและรถยนต์ที่แล่นไปมา ช่วยให้หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์โดดเด่นมาก
เช้าวันใหม่สดใสยิ่งกว่าเก่า แสงแรกของตะวันริมลำน้ำโขงที่หน้าโรงแรม The River นครพนม ช่างน่าอัศจรรย์ งามเกินคำบรรยาย!
สายหมอกขาวลอยคลอเคลียเทือกเขาหินปูนตะปุ่มตะป่ำในฝั่งเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ของลาว วิวน่ะเป็นของลาว แต่เวลาจะชมต้องมาดูจากฝั่งไทยนะจ๊ะ! น่าอิจฉาคนนครพนมจริงๆ ได้เห็นวิวสวยแบบนี้ทุกวันเลย
นครพนมเพิ่งมีการจัดทำเลนจักรยานใหม่เอี่ยมเสร็จเรียบร้อย เป็น Green Lane ที่อาจจะพูดได้ว่าวิวสวยที่สุดในประเทศ! นอกจากจะมองเห็นลำน้ำโขงและเทือกเขาหินปูนฝั่งลาวอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว ยังมีต้นไม้เขียวสดเย็นตา ปั่นกันเพลินๆ สบายใจ ไม่ต้องห่วงว่ารถจะเฉี่ยวชน เพราะเป็นเลนจักรยานโดยเฉพาะที่ปลอดภัยสุดๆ จริงๆ ครับ
เช้าๆ เย็นๆ อากาศแจ่มใส ชวนกันไปปั่นจักรยานเล่นกินลมชมวิวที่นครพนมดีกว่านะจ๊ะ
สุดยอดเส้นทางปั่นจักรยานนครพนมจ้า
ปั่นจักรยานผ่านตัวเมืองเก่าริมโขง ยังมีจุดแวะพักให้ถ่ายภาพเก๋ๆ กันอย่างสนุกสนานด้วย
ปั่นจักรยานอยู่บน Green Lane อย่างปลอดภัย เน้นทำตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดครับ

เฮฮาร่าเริง กับการปั่นจักรยานเที่ยวบนเส้นทางชมตัวเมืองเก่าริมโขง นครพนม The Cycling City
ออกจากตัวเมืองนครพนม วันนี้เราไปเปลี่ยนบรรยากาศ หาที่เที่ยวใหม่ๆ แบบธรรมชาติที่คนไม่ค่อยรู้จักบ้าง ขอบอกว่าฟังชื่อครั้งแรก “อุทยานแห่งชาติภูลังกา” นึกว่าอยู่ภาคเหนือ แต่แท้ที่จริงอยู่ในอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ต่อเนื่องกับอำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ป่าผืนนี้อุดมสมบูรณ์มาก จนเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกใหญ่ 2 แห่ง คือ น้ำตกตาดขาม และน้ำตกตาดโพธิ์ รวมถึงมีเส้นทางเดินป่า 2 วัน 1 คืน ขึ้นสู่เจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์ ด้วย

น้ำตกตาดโพธิ์ งามอย่างอ่อนโยน น้ำไหลลดหลั่นลงมาเป็นขั้นๆ ผ่านผาหินทราย แวดล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี มีวังน้ำใหญ่ด้านหน้าให้ลงอาบแช่เล่นด้วย
บ้านดอนนางหงส์ อำเภอธาตุพนม เป็นอีกหนึ่งเส้นทางปั่นจักรยานเที่ยว สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนแสนน่ารัก ซึ่งยังผูกพันอยู่กับนาไร่ สวนลิ้นจี่ และวิถี Slow Life ที่ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา
หนุ่มน้อยแห่งบ้านดอนนางหงส์ มาในชุดปั่นจักรยานแบบจัดเต็ม! ดูหน่วยก้านแล้วโตขึ้นคงหนีไม่พ้นทีมชาติ!
เส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวบ้านดอนนางหงส์ มีไฮไลท์อยู่ที่ พระธาตุมรุกขนคร พระธาตุประจำคนเกิดวันพุธกลางคืน ลักษณะคล้ายพระธาตุพนมย่อส่วน โดยองค์พระธาตุนั้นสูงถึง 50.9 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536
เราสามารถปั่นจักรยานจากพระธาตุมรุกขนคร ไปยัง วัดดอนนางหงส์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจดีย์ กว. วัดนี้เก่าแก่มาก สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2300 ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร สมัยพระบรมราชากู่แก้ว

บ้านดอนนางหงส์ มีชื่อเสียงเรื่องงานฝีมือที่กำลังจะสูญหายอย่างหนึ่ง คือการสลักแผ่นทองเหลือง ส่วนมากนิยมสลักเป็นรูปองค์พระธาตุหรือพุทธประวัติต่างๆ เพื่อนำไปถวายวัด หรือประดับบ้านเรือนให้เป็นสิริมงคล แต่งานประณีตศิลป์แขนงนี้ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ และความอดทนสูงมาก จึงหาผู้สืบทอดได้ยาก

บ้านดอนนางหงส์ยังลือเลื่องชื่อเสียงในเรื่องของ งานฝีมือใบตอง ประดิษฐ์เป็นพานพุ่มขันหมากเบ็ง หรือพานบายศรี ได้งดงามในระดับจังหวัด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนชุมชน หรือมาปั่นจักรยานสามารถแวะเรียนรู้ ทดลองทำได้ กิจกรรมนี้เองจะช่วยสืบทอดมิให้ประณีติศิลป์แห่งบ้านดอนนางหงส์สูญหาย และอยู่เป็นเอกลักษณ์คู่นครพนมตลอดไป

แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดนครพนม ซึ่งเราจะขับรถขึ้นไป หรือปั่นจัรกยานเสือภูเขาทดสอบความฟิตขึ้นไปก็ได้ คือ “ลานดานสาวคอย” ในตำบลนาแก อำเภอนาแก ลักษณะเป็นลานหินทรายราบเรียบ มีต้นไม้แบบเต็งรังและเบญจพรรณขึ้นอยู่ประปราย โดยบริเวณลานดานสาวคอยนี้เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นจังหวัดสกลนครได้ แถมยังมองเห็นองค์พระธาตุพนมอยู่ลิบๆ ด้วย นับเป็น Photo Point ที่สุดยอดไปเลย
เหตุที่ลานหินแห่งนี้ได้ชื่อว่า “ลานดานสาวคอย” เพราะมีตำนานเล่าขานว่า อดีตมีสาวงามนัดพบกับคนรักหนุ่ม ณ ที่แห่งนี้ แต่ชายหนุ่มถูกพ่อของสาวงามฆ่าตายเสียก่อน วิญญาณของสาวงามนั้นจึงมาวนเวีนยอยู่ที่นี่เพื่อรอคนรัก!
ถ้าเดินสำรวจดูดีๆ ใกล้ๆ กับลานดานสาวคอย จะมี หินทรายรูปดอกเห็ด ผุดอยู่ทั่วไป เกิดจากการัดเซาะของลม น้ำฝน และความร้อน แต่หินเหล่านี้ก็มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก จึงมักถูกมองข้ามไป
ลานดานสาวคอยตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน ปัจจุบันมี วัดภูพานอุดมธรรม อยู่ มีการสร้างองค์พระธาตุประจำวันเกิดจำลอง กระจายอู่บนลานหิน ให้ผู้มีจิตศรัทธาเดินไปสักการะ เพราะบางคนมีเวลาไม่พอ ไม่สามารถเดินทางไปสักการะพระธาตุประจำวันเกิดองค์จริงได้ครบทุกที่ มาที่นี่ที่เดียวครบเลย
พระพุทธมหามงคลบพิตรจัตุรทิศประทานพร ได้รับการนำมาประดิษฐานไว้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2528 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการยุติการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับลัทธิคอมมิวนิสต์บนเทือกเขาภูพาน จากนี้ไปจะมีแต่สันตินะจ๊ะ

เราขอจบทริปปั่นจักรยานเที่ยวนครพนม ชมเมืองน่ารัก กันที่องค์พระธาตุพนมในยามเย็น ไปกราบขอพรพระธาตุพนม ประจำคนเกิดวันอาทิตย์และปีวอก มาที่นี่ทีไรแล้วรู้สึกร่มเย็น ใจสงบ แม้ว่าโลกภายนอกจะสับสนวุ่นวายปายใดก็ตาม
Special Thanks : ขอขอบคุณ ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ
คุณสมชาย วิทย์ดำรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
คุณเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครพนม
คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Win Win Smile และโครงการ Self Drive Isan
คุณสิทธิพร ศิริวรเดชกุล (เปี๊ยก เสียงทิพย์) ประธานบริษัท เสียงทิพย์ไฮเทค จำกัด
คุณสมภพ ตั้งศิริ กรรมการผู้จัดการโรงแรม The River นครพนม
ขอขอบคุณ พี่ๆ เพื่อนๆ ชาว ททท. สำนักงานนครพนม ทุกคน ที่ช่วยเป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่
และ บริษัท Nikon Sales (Thailand) สนับสนุนอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพ
Honeymoon in Samui, the Sweetest Moment in Life
เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่ได้เป็นเพียงเกาะที่มีต้นมะพร้าวมากที่สุดในเมืองไทย ไม่ได้เป็นเพียงเกาะขนาด 252 ตารางกิโลเมตร แต่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนปีละเกือบ 2 ล้านคน! และมิได้เป็นอำเภอที่มีสภาพเป็นเกาะเก่านั้น ทว่า “สมุย” ยังถือเป็นจุดหมายโด่งดังที่ทั่วโลกรู้จักดี ไม่แพ้พัทยา ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ โดยเฉพาะคู่รักที่กำลังหาสถานที่สุดสวยสำหรับจัดงานแต่งงาน หรือฮันนีมูนกันริมหาดทรายเงียบสงบเป็นส่วนตัว สมุยถือเป็นจุดหมายที่ตอบสนองคู่รักหวานซึ้งได้ยอดเยี่ยม 
เสน่ห์ของการเป็นเกาะที่อุดมด้วยทิวมะพร้าวล้อลมโอนเอน เคียงคู่เกลียวคลื่นครามและหาดทรายขาว อีกทั้งยังมีสนามบินนานาชาติตั้งอยู่ด้วย ยิ่งทำให้สมุยกลายเป็น Hub ที่เดินทางไปได้ง่ายดายจริงๆ และเมื่อมาถึงแล้ว ก็มีหาดทรายสวยเรียงรายให้เลือก ตั้งแต่หาดเฉวง หาดละไม หาดเชิงมนต์ หาดท้องยาง หาดหน้าทอน หาดพังกา หาดตลิ่งงาม ฯลฯ มีรีสอร์ทสวยสร้างกลืนไปกับทิวมะพร้าวโอนเอน ถือเป็นรางวัลของชีวิต ของทั้งตัวคุณและคู่รักอย่างแน่นอน

ไม่เฉพาะชาวไทยและชาวยุโรปเท่านั้น ที่มักเลือกเกาะสมุยเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานน่ารักๆ ริมทะเล ทว่าเมื่อเดือนสิงหาคม 2015 ที่ผ่านมานี้ ยังมี คู่รักชาวจีนถึง 35 คู่ ที่เลือกเกาะสมุยเป็นสถานที่จัดงานฮันนีมูน White Romantic Beach Party 2015 ณ โรงแรม Vana Belle หาดเฉวงน้อย งานนี้จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง เฉิงตู และกว่างโจว ชักนำคู่รักหวานแหว๋วมาเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทย ภายใต้บรรยากาศแห่งความรัก เพื่อให้ทุกคู่ดื่มด่ำกับรรยากาศแสนโรแมนติกอันไม่สิ้นสุดของทะเลสมุย
ภายใต้ธีมชุดสีขาวของ White Romantic Beach Party คู่รักทั้งหมดชวนกันลงไปเกี่ยวก้อยเดินเล่น สัมผัสผืนทรายและฟองคลื่นของหาดเฉวงน้อย พร้อมๆ กับฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงอย่างช้าๆ และแสงเทียนที่ได้รับการจุดขึ้นให้แสงมลังเมลืองเพิ่มความโรแมนติกบนหาด รอยยิ้ม การสบตากัน การจูงมือ การโอบกอด หรือแม้แต่การจุมพิตอย่างหวานซึ้ง กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับค่ำคืนนั้น เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่น อดอิจฉาคู่ฮันนีมูนชาวจีนทั้ง 35 คู่ไม่ได้

กิจกรรมภายในงานเลี้ยงต้อนรับ ททท. ตกแต่งบรรยากาศงานในธีม “White Romance Beach Party” ซึ่งคู่ฮันนีมูนจะแต่งกายด้วยชุดสีขาวมาร่วมงานโดยจะมีการร่วมกิจกรรมประกวดและแชร์รูปภาพคู่ของตัวเองไปยัง Social Network ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งรูปภาพคู่ฮันนีมูนที่ได้รับคะแนน Like & Share มากที่สุดได้รับรางวัลแพ็คเกจทัวร์ทัวร์ 4 วัน 3 คืน พร้อมบัตรโดยสารเครื่องบินมาท่องเที่ยวในประเทศไทย 2 ที่นั่ง
นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานเปิดงาน White Romance Beach Party 2015 @ เกาะสมุย จังหวัดสุราษธานี พร้อมด้วย นางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผอ.ททท.สำนักงานปักกิ่ง นายชูวิทย์ ศิริเวชกูล ผอ.ททท.สำนักงานเซี่ยงไฮ้ นางปิ่นนาถ เจริญผล ผอ.ททท.สำนักงานคุนหมิง นางสาวเพลินพิศ หมื่นพล ผอ.ททท.สำนักงานเฉิงตู นายสันติ แสวงเจริญ ผอ.ททท.สำนักงานกว่างโจว นางสาวสายโพยม สมสุข ผู้ช่วยผู้อำนวยการท่องเที่ยวสำนักงานสุราษฎร์ธานี หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวเกาะสมุย แขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และสื่อมวลชนไทย ร่วมงานคับคั่ง
นอกจากนี้ยังมีการเชิญ Mr.Liu Ruijie ซึ่งเป็น Celebrity จากจีน ที่ดำเนินรายการสถานโทรทัศน์คุนหมิงทีวี และเป็นผู้ดำเนินรายการบันเทิงที่มีผู้ชมมากที่สุดในเมืองคุนหมิง มาร่วมสร้างสีสันในงานด้วย โดยภาพของคู่รักจะได้รับการแชร์ไปตาม Social Network ต่างๆ เพื่อให้โลกรับรู้ว่า สมุยคือเกาะแห่งความรัก ที่คู่รักทั่วโลกต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้ง

โครงการ Honeymoon in Thailand ดำเนินการโดย ททท. สำนักงานปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง เฉิงตู และกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทนำเที่ยวพันธมิตรในสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ บริษัท Shenzhen Overseas Travel Service, CTrip เป็นต้น จัดทำแพ็คเกจสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ Luxury Product เสนอขายในราคา 20,000 – 40,000 หยวนต่อคู่ ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มฮันนีมูนในตลาดจีน ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในเกาะสมุยและใกล้เคียง ในระยะเวลา 5 วัน 4 คืน
ทะเลสมุยยามเช้ายามเย็น แสงสวยโรแมนติกมากๆ

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตซึ่งเป็น Landmark ของสมุย คือ หินตา หินยาย ก้อนหินรูปทรงพิสดาร อย่ามองไปทางทะลึ่ง เพราะนี่คือประติมากรรมธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติให้คลื่นลมสลักเสลาหินแกรนิตใหญ่ริมทะเลจนมีรูปทรงอย่างนี้
ส่วนคนที่ชอบผจญภัยท่องธรรมชาติสัมผัสพงไพร ลองชวนกันไปเล่นน้ำที่ น้ำตกหน้าเมือง
เล่นน้ำที่น้ำตกหน้าเมืองเสร็จ ยังมีทัวร์นั่งช้างล่องไพร ผจญภัยในผืนป่าดิบร่มรื่นของเกาะสมุย
พระใหญ่เกาะฟาน อยู่ใกล้ๆ กับหาดบ่อผุด เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเกาะสมุย มักจะไปกราบสักการะขอพร โดยเฉพาะยามโพล้เพล้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีสวยงาม ถ่ายภาพได้แจ่มมากๆ

Special Thanks : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โทร. 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย
มหัศจรรย์พืชวงศ์ขิงข่าไทย มีดีอวดชาวโลก! จ.เชียงใหม่
เมื่อพูดถึงคำว่า “ขิงข่า” คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงอาหารอร่อยอย่างต้มข่าไก่ หรือผัดขิง แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อขิงข่าในวงวิชาการพฤกษศาสตร์แล้วล่ะก็ พืชวงศ์ขิงข่า หรือ Zingiberaceae คือกลุ่มพืชเขตร้อนชื้นที่มีประโยชน์อนันต์ มากกว่าอาหารมากมายนัก เพราะขิงข่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในปัจจัยสี่ โดยเฉพาะอาหารและยารักษาโรค อีกทั้งยังมีความสวยงาม ใช้ประดับสวน บ้านเรือน และส่งออกทำรายได้มหาศาล! ยิ่งกว่านั้น ปัจจุบันยังมีการต่อยอด นำดอกขิงข่าบางชนิดมาสกัดน้ำหอม และทำชาสุขภาพด้วยล่ะ ว้าว!

ด้วยความสำคัญของพืชวงศ์ขิงข่าที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อีกทั้งเมืองไทยของเรายังมีพืชวงศ์นี้อยู่กว่า 300 ชนิด ใน 24 สกุล ถือเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของพืชวงศ์ขิงข่าที่มีอยู่ในโลก! สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดสร้าง “อุทยานพืชวงศ์ขิง-ข่า” บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ มีการรวบรวมพืชวงศ์นี้ไว้กว่า 180 ชนิด จากทั่วทุกภาค ถือเป็นสวนที่รวมพืชวงศ์ขิง-ข่าไว้มากที่สุดแล้วในปัจจุบัน
กระเจียว (Curcuma) เป็นสกุลเด่นในพืชวงศ์ขิงข่า เพราะมีช่อดอกขนาดใหญ่ และดอกบานทนนาน มีดอกเฉพาะฤดูฝน ส่วนในฤดูอื่นๆ จะพักตัวลงหัว มีแต่ใบเขียวๆ ให้เห็นเท่านั้น

กระเจียวส้ม
ช่อดอกสีสดใสของกระเจียวที่เห็น แท้จริงคือกลีบประดับ (Bract) ที่เรียงซ้อนกันขึ้นไปเป็นช่อแนวตั้ง ส่วนดอกที่แท้จริงของกระเจียว เป็นดอกรูปทรงจงอย มีขนาดเล็ก โผล่ออกมาจากกลีบประดับอีกทีหนึ่ง

ดอกข่าลิง (Globba sp.) เป็นพืชวงศ์ของข่าที่มีดอกขนาดเล็ก รูปทรงดอกสวยงามแปลกตา มีทั้งสีเหลือง ขาว และชมพูอ่อน ดอกเข้าพรรษาที่พบในจังหวัดสระบุรี ก็อยู่ในวงศ์ข่าลิงนี้ด้วยเช่นกัน

อุทยานขิง-ข่า เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญให้กับเยาวชนจากทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กๆ รู้ถึงคุณค่าความสำคัญ และความสวยงาม นำไปสู่ความรัก และการอนุรักษ์พืชวงศ์นี้ให้อยู่คู่ป่าไทยตลอดไป

ภายในอุทยานขิง-ข่า ร่มรื่นมาก สามารถเดินชมพรรณไม้ต่างๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน พร้อมกับมีป้ายบอกชื่อชนิดพันธุ์ของขิงข่าเอาไว้อย่างชัดเจน แยกเป็นสกุลอย่างมีระบบระเบียบ
กระทือพิลาส หรือกระทือช้าง (Zingiber spectabile) เป็นพืชวงศ์ขิงข่าที่มีช่อดอกขนาดใหญ่มาก สีสดใสสวยงาม ตั้งแต่เหลือง ส้ม แดง ไล่เฉดกันสวยงาม ดั้งเดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่ในป่าดิบชื้นแถบจังหวัดนราธิวาส
ดอกจริงๆ ของกระทือพิลาส มีขนาดเล็ก โผล่ออกมาจากกลีบประดับ โดยมีรูปร่างเป็นจงอยโค้งแบบนี้ล่ะ เพราะธรรมชาติได้ออกแบบดอกไม้ให้มีรูปทรงเหมาะเจาะรับกับแมลงที่มาช่วยผสมพันธุ์ให้ น่ารักมากๆ

ไพล (Zingiber sp.) เป็นพืชวงศ์ขิงข่าที่ใช้ทำอาหารและสมุนไพรในสังคมไทยมาช้านาน โดยเฉพาะในวงศ์การแพทย์แผนไทย ใช้เหง้าไพลที่แก่จัด แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ยอก ปวดเมื่อย ขับลม ท้องเดิน ช่วยขับระดูหรือประจำเดือนของสตรี นิยมใช้หลังจากที่คลอดบุตรแล้ว เหง้าไพลมีน้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบด้วย
กระทือหนู (Zingiber sp.) เป็นพืชในวงศ์ขิงข่าที่นิยมปลูกเลี้ยงประดับสวนกันทั่วไป เพราะดอกออกตลอดปี และดอกบานทน สร้างสีสันให้สวนสวยได้
ทากน้อยแอบมาอาศัยอยู่กับดอกขิงข่า อยู่อย่างพึ่งพิงอิงอาศัยกัน เป็นการเกื้อกูลในธรรมชาติอันแสนน่ารัก
ดร.สุญาณี เวสสบุตร ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อ.ส.พ.) เดินทางมาต้อนรับคณะสื่อมวลชน ที่มาเยี่ยมชมอุทยานขิงข่า อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
คุณเมธี วงศ์หนัก นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ขิงข่า ผู้ที่เดินทางสำรวจรวบรวมพืชวงศ์ของข่าทั่วประเทศ มาออกแบบจัดเป็นอุทยานพืชวงศ์ขิงข่า ในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ดร.สุญาณี เวสสบุตร ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อ.ส.พ.) ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกับ คุณเมธี วงศ์หนัก นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ขิงข่า และคุณน้ำค้าง PR สาวสวนแห่งสวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
มหาหงส์ (Hedychium sp.) ถือเป็นนางเอกแสนสวยของอุทยานขิงข่า เพราะปัจจุบันมีการศึกษาวิจัย จนสามารถนำดอกมหาหงส์มาผลิตเป็นน้ำหอม และชาสุขภาพ ได้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอการผลิตออกขายในเชิงอุตสาหกรรมเท่านั้น
ตาเหิน (Hedychium sp.) เป็นพืชวงศ์ขิงข่าที่มีช่อดอกขนาดใหญ่ จัดเป็นพืชป่าหายากที่มีความสวยงามมาก
มหาหงส์ (Hedychium coronarium) เป็นพืชท้องถิ่นล้านนา ที่สาวๆ นิยมนำดอกประดับมวยผม เพื่อให้กลิ่นหอมชื่นใจ
นอกจากอุทยานขิงข่าแล้ว สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ยังมีกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ 12 โรงเรือน จัดแสดงพืชพรรณต่างๆ ไว้ให้ชมอย่างน่าตื่นตา
โรงเรือนไม้ทะเลทรายและพืชทนแล้ง

ดอกกระเจียวขาว เบ่งบานอยู่ด้านหน้าโรงเรือนบุก-บอน

โรงเรือนไม้กินแมลง มีทั้งพืชท้องถิ่นของไทยและจากทวีปอเมริกาให้ชม
โรงเรือนกล้วยไม้และเฟิน ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นเย็นฉ่ำ เหมือนเดินอยู่ในผืนป่าจริงๆ เลยล่ะ


โรงเรือนป่าดิบชื้น (Tropical Rainforest) เป็นอาคารหลังใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาคารเรือนกระจก จำลองสภาพป่าดิบชื้นของไทยมาให้ชม พร้อมด้วยพืชหายากและพืชเฉพาะถิ่นอันน่าตื่นตา อย่างใบไม้สีทอง (ย่านดาโอ๊ะ), ปาล์มเจ้าเมืองตรัง, ปาล์มเจ้าเมืองถลาง, ปาล์มบังสูรย์, หมากแดง, กล้วยศรีนรา, ดาหลาขาว และอื่นๆ อีกมากมาย

ภายในโรงเรือนป่าดิบชื้น มีสะพานสูงให้เดินชมบรรยากาศจากด้านบนด้วย จะได้เห็นเรือนยอดไม้กันชัดๆ
สะพานเดินศึกษาธรรมชาติบนยอดไม้ หรือ Canopy Walkway แห่งใหม่ของไทย ที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นทางเดินบนยอดไม้ยาวที่สุดในเมืองไทย คือยาวถึง 500 เมตร สูงจากพื้นป่าเบื้องล่างกว่า 22 เมตร และจะเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเที่ยวชมได้ในปลายปี 2015 ครับ

บางช่วงของ Canopy Walkway เป็นพื้นกระจกใส เข้าไปยืนแล้วให้ความรู้สึกเสียวดี แต่ที่เจ๋งกว่าคือ เหมือนกับตัวเราลอยอยู่เหนือพื้นป่า สามารถศึกษาสังคมพืชและสิ่งมีชีวิตบนยอดไม้ได้อย่างง่ายดาย
Special Thanks : ขอขอบคุณ งานประชาสัมพันธ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0-5384-1234 www.qsbg.org
20 ที่เที่ยวเติมความสุขสุดใจ @นครพนม
นครพนม เมืองเนิบช้าที่สุขสุดๆ ริมแม่น้ำโขง เมืองแห่งอาณาจักรศรีโคตรบูรอันรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็น Gateway to ASEAN ของอีสาน ด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ทอดข้ามโขง นำเราเที่ยวเชื่อมโยงไปได้ถึงลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ เลยล่ะ วันนี้ลองมาทำความรู้จักกับนครพนมให้ลึกซึ้ง กับ “20 ที่เที่ยวเติมความสุขให้คุณ” ซึ่งเรา คัดสรรมาอย่างดี จากการ Review ของกลุ่มคนชอบเที่ยว Media & Blogger 8 ซึ่งเป็นนักเดินทางมืออาชีพ ร่วมกับ Go Travel Photo ภายใต้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ททท. สำนักงานนครพนม บริษัท Win Win Smile และ The River Hotel นครพนม
นครพนม เป็นเมืองที่เที่ยวได้ง้ายง่าย! เพราะสามารถบินไป-บินกลับ ขับรถเที่ยวได้สบายแฮ… จะเลือกเที่ยวด้วยตัวเอง หรือให้บริษัททัวร์ที่เชี่ยวชาญดูแลอำนวยความสะดวก ออกแบบเส้นทางเที่ยวให้ได้ไม่ยาก แถมนครพนมวันนี้มีรถให้เช่าขับเที่ยวทำนอง Self Drive ได้สบายมาก ขับรถเที่ยวอีสานกันวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝันอีกต่อไปแล้วล่ะ อย่างบริษัท Win Win Smile เขาก็มีรถยนต์ไว้บริการนักท่องเที่ยวพร้อมสรรพ
พร้อมแล้วก็รีบไปแอ่ว “นครพนม” เมืองออนซอนริมโขงได้เลยจ้า…
1. พระธาตุพนม (พระธาตุประจำคนเกิดวันอาทิตย์)
เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิส่วนพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอก ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระธาตุสูงถึง 53.60 เมตร แลสง่างามมาก กล่าวกันว่าแค่ได้ไปสักการะพระธาตุพนมเพียง 1 ครั้ง ก็เป็นสิริมงคลยิ่งแล้ว แต่ถ้าได้ไปสักการะครบ 7 ครั้ง ก็จะกลายเป็น “ลูกพระธาตุ” ชีวิตมีแต่ความรุ่งเรือง นอกจากนี้ยังเป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีวอกอีกด้วย และหากเราได้ไปเที่ยวพระธาตุพนม ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ก็จะได้ชมงานบูชาพระธาตุพนมอันยิ่งใหญ่อลังการอีกด้วย
2. พระธาตุเรณู (พระธาตุประจำคนเกิดวันจันทร์)
อำเภอเรณูนคร เป็นถิ่นที่อยู่ของชาผู้ไท 1 ใน 8 เผ่าของนครพนม ซึ่งพวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของตน ไว้อย่างเข้มแข็งมาก ศูนย์กลางชุมชนนี้อยู่ที่องค์พระธาตุเรณูอันสวยงามตระการตา สูงกว่า 35 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2461 โดยประดับลวดลายปูนปั้นไว้รอบๆ อย่างวิจิตรตระการตามากเลยทีเดียว เพราะได้จำลองแบบมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม (ก่อนที่พระธาตุพนมจะพังถล่มลงมา) นั่นเอง
3. พระธาตุศรีคุณ (พระธาตุประจำคนเกิดวันอังคาร)
แม้ว่าจะอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมถึง 78 กิโลเมตร แต่การได้มาเยือนพระธาตุศรีคุณสักครั้ง ก็ถือว่าคุ้ม! เพราะมีลักษณะเหมือนพระธาตุพนมย่อส่วน ได้กราบแล้วอานิสงส์คือส่งให้เกิดยศศักดิ์ศรี โชคลาภทวีคูณ!
4. พระธาตุมหาชัย (พระธาตุประจำคนเกิดวันพุธกลางวัน)
พระธาตุมหาชัยอยู่ที่อำเภอปลาปาก องค์พระธาตุสูงถึง 37 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูง แลสง่าน่าเลื่อมใส เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุสำคัญ อานิสงส์ของการได้มากราบนมัสการคือ จะมีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง ทำให้ชีวิตมีแต่ความรุ่งโรจน์
5. พระธาตุมรุกขนคร (พระธาตุประจำคนเกิดวันพุธกลางคืน)
วันพุธเป็นเพียงวันเดียวที่มีพระธาตุประจำวันเกิด 2 องค์ คือ กลางวัน และกลางคืน ในส่วนของกลางคืนมีพระธาตุมรุกขนครเป็นพระธาตุประจำวัน เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าครั้งพุทธกาล มีอยู่คืนหนึ่งเป็นคืนวันพุทธ ภิกษุสงฆ์ได้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น พระพุทธองค์จึงเสด็จหนีออกไปจากวัดที่ทรงจำพรรษาอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีพระธาตุประจำวันพุธกลางคืน โดยองค์พระธาตุมรุกขนครนั้นคล้ายพระธาตุพนมย่อส่วน สูง 50.9 เมตร สร้างขึ้นในพระวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี โดยความสูงเศษ จุด 9 เมตร ก็หมายถึง รัชกาลที่ 9 นั่นเอง
6. พระธาตุประสิทธิ์ (พระธาตุประจำคนเกิดวันพฤหัสบดี)
พระธาตุประสิทธิ์อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนม 93 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไปประมาณ 1.30 ชั่วโมง กระทั่งถึงอำเภอนาหว้า ก็จะได้สักการะองค์พระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า อานิสงส์ของการได้มานมัสการคือ ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในความก้าวหน้าดังประสงค์ ในบริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งของศูนย์หัตถกรรมบ้านท่าเรือ ซึ่งเป็นศูนย์ศิลปาชีพแห่งแรกของไทย เมื่อปี พ.ศ. 2520 สินค้าโดดเด่นคือผ้าไหมมัดหมี่อันประณีตงดงาม
7. พระธาตุท่าอุเทน (พระธาตุประจำคนเกิดวันศุกร์)
ณ อำเภอท่าอุเทน ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงไหลเย็นชื่นใจ คือที่ตั้งขององค์พระธาตุสูงใหญ่ โดดเด่นนาม พระธาตุท่าอุเทน โดยสร้างให้คล้ายคลึงกับพระธาตุพนม สร้างเป็น 3 ชั้น ทรงสี่เหลี่ยม สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2454 โดยพระอาจารย์ศรีทัตถ์ เพื่อบรรจุพระอรหันตธาตุสำคัญ เชื่อว่าใครได้มาสักการะแล้วจะช่วยให้ชีวิตรุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามอรุณรุ่ง
8. พระธาตุนคร (พระธาตุประจำคนเกิดวันเสาร์)
เป็นอีกหนึ่งพระธาตุของนครพนมที่ตั้งอยู่ใกล้ริมล้ำน้ำโขง ในบริเวณตัวเมืองนครพนมนั่นเอง เป็นองค์พระธาตุขนาดกลาง สูง 24 เมตร ทว่างดงามด้วยรูปลักษณ์และลวดลาย ไม่ย่ิงหย่อนไปกว่าพระธาตุองค์ใด ได้มากราบสักการะแล้วเชื่อว่าอานิสงส์จะช่วยเสริมบารมี ทำให้มีอำนาจวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน
9. พระธาตุจำปา อำเภอโพนสวรรค์
แม้จะมิใช่พระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน แต่พระธาตุจำปาก็เป็นโบราณสถานสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่ในอำเภอโพนสวรรค์ ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2253 ดั้งเดิมเป็นสถาปัตยกรรมอีสาน แต่ได้รับการบูรณะเพิ่มเติมด้วยศิลปะรัตนโกสินทร์ จนเกิดการผสมผสานอันงดงาม โดยองค์พระธาตุสูงประมาณ 20 เมตร ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2548
10. วัดโอกาส ศรีบัวบาน อำเภอเมืองนครพนม
เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองนครพนมมาแต่โบราณ ตั้งอยู่บนถนสุนทรวิจิตร ตรงข้ามด่านท่าเรือนครพนม-คำม่วน (ลาว) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1994 ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรรุ่งเรือง ความโดดเด่นอยู่ที่หอประดิษฐานพระติ้วและพระเทียม “พระติ้ว” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำด้วยไม้ติ้วบุทองคำ หน้าตักกว้าง 30 เซนติเมตร สูง 2 ฟุต สร้างโดยเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร เมื่อ พ.ศ. 1328 ส่วน “พระเทียม” สร้างให้เหมือนพระติ้ว เพื่อใช้ประดิษฐานไว้ข้างๆ เพื่อเทียม หรือแทนกัน
11. วัดศรีเทพประดิษฐาราม อำเภอเมืองนครพนม
เดิมชื่อ วัดศรีคุณเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2402 แต่ก่อนเป็นวัดร้าง กระทั่งหลวงปู่จันทร์ เขมิโย ได้เข้ามาบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2449 ภายในพระอุโบสถวัดนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง 108 ภาพ อันงดงามมาก และยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระแสง ซึ่งตำนานเล่าขานว่าสร้างขึ้นพร้อมกับพระสุก พระเสริม และหลวงพระพ่อพระใส (จังหวัดหนองคาย) ควรหาโอกาสไปกราบเพื่อเสริมมงคลชีวิต
12. โบสถ์นักบุญอันนา หนองแสง อำเภอเมืองนครพนม
ตัวเมืองนครพนมปัจจุบัน มีพี่น้องชาวไทยคริสต์จากเวียดนามที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่จำนวนมาก จึงปรากฏโบสถ์คริสต์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสานขึ้น! ในนาม “โบสถ์นักบุญอันนา” ที่สร้างขึ้นโดยคุณพ่อเอทัวร์ นำลาภ เมื่อปี ค.ศ. 1926 โดยโบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมลำน้ำโขง กล่าวกันว่าเป็นโบสถ์แบบโกธิคที่สวยที่สุด 1 ใน 3 แห่งของไทย!
13. พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการ (หลังเก่า) อำเภอเมืองนครพนม
ตั้งอยู่ที่ถนนสุนทรวิจิตร ใกล้ริมแม่น้ำโขง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลในยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองดินแดนแถบลุ่มน้ำโขง อาคารหลังนี้เคยใช้เป็นที่พำนักของผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในอดีต ทว่าปัจจุบันได้พลิกบทบาทมาเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวหลากหลายของนครพนม ผ่านภาพถ่ายเก่า โมเดล ภาพยนตร์สั้น ฯลฯ อีกทั้งยังเคยเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จเยือนนครพนมด้วย โดยในครั้งนั้น แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ อายุ 102 ปี ได้มาถือดอกบัวรอรับเสด็จ จนกลายเป็นภาพแสนซึ้งตรึงใจ ที่เราชาวไทยแทบทุกคนคุ้นเคยกันดี
14. ย่านหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ อำเภอเมืองนครพนม
ชวนกันไปเดินเล่นชิลล์ๆ พักผ่อนหย่อนใจ ชมวิถีชุมชนเก่าอันเนิบช้าริมลำน้ำโขงกลางเมืองนครพนม ไปชม ชิม ช็อป แชะ แชร์ กับภาพประทับใจมากมายในย่านหอนาฬิกาเก่า ซึ่งปัจจุบันมีร้านอาหารน่านั่งสำหรับวัยรุ่นเปิดกันเพียบ อีกทั้งในคืนวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 17.00-20.00 น. ยังมีถนนคนเดิน เปิดให้เดินช็อปกันยาวกว่า 800 เมตรด้วยนะ
15. นั่งรถพ่วงชมเมืองนครพนม สัมผัสชีวิตอันเนิบช้า
ไปสนุกสนานกับการนั่งรถพ่วงชมเมืองนครพนม เติมความสุขให้กับการมาสัมผัสเมืองริมโขงนี้อย่างไม่ต้องเร่งร้อน เป็น City Tour ที่ชิลล์มากอีกวิธีหนึ่ง โดยเส้นทางรถรางจะเริ่มตั้งแต่โรงแรม The River ไปสิ้นสุดที่พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าหลังเก่า แวะไปตามจุดต่างๆ เป็นสิบแห่ง ใช้เวลารวมแล้ว 2-3 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายก็ถูกมาก แค่คนละ 50 บาทเอง นับเป็นการทำความรู้จักกับนครพนมได้อย่างลึกซึ้ง และง่ายดาย อย่างไม่ต้องเหนื่อยเลย
16. ล่องเรือสำราญชมวิว อลังการเบิกบานริมน้ำโขง
ไปเต็มอิ่มกับวิวสองฝั่งโขง ชื่นชมบรรยากาศความงามของภูมิทัศน์ธรรมชาติ เทือกเขาหินปูนกุ้ยหลินเมืองลาว ลงเรือท่องเที่ยวล่องชมวิวอย่างสุขใจ งามเป็นพิเศษในยามเช้ายามเย็น มีทั้งเรือของเทศบาลนครพนม (โทร. 0-4251-1535), เรือแม่โขง พาราไดซ์ครุยส์ (โทร. 0-4251-2551) และเรือริเวอร์ครุซ (โทร. 09-8015-0026-7)
17. หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี อำเภอเมืองนครพนม
ตั้งอยู่ที่อำเภอหนองญาติ ห่างจากตัวเมืองนครพนม 7 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เพิ่งเปิดใหม่ ใช้จัดแสดงนิทรรศการความเป็นมาของอาณาจักรศรีโคตรบูรและเมืองนครพนม รวมถึงราชวงศ์จักรี และพระราชกรณรียกิจสำคัญ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน อาคาร 2 ชั้นนี้แบ่งเป็นโซนต่างๆ อย่างดี พร้อมด้วยห้องชมภาพยนตร์ และห้องนิทรรศการ 8 เผ่า 2 เชื้อชาติ นครพนม น่าสนใจมากๆ (โทร. 0-4251-3973)
18. บ้านลุงโฮจิมินห์ หมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียนาม บ้านนาจอก
ไปร่วมกันย้อนประวัติศาสตร์การกู้เอกราชของชาวเวียดนามกับ ลุงโฮ หรือท่านโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม ผู้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อต่อสู้และกอบกู้เอกราชคืนจนสำเร็จ โดยก่อนหน้านั้นท่านได้เข้ามาหลบซ่อนจากฝรั่งเศส เพื่อซุ่มวางแผนและหาทุนสนับสนุน อยู่ที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม นี่เอง ในระหว่างปี พ.ศ. 2467-2474 แม้ปัจจุบันบ้านหลังเดิมจริงๆ ที่ลุงโฮเคยพำนักจะพังไปหมดแล้ว แต่ก็ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในบริเวณเดิม ด้วยรูปแบบเดิม เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวเวียดนามเดินทางมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากตลอดปี (โทร. 08-9713-0261 คุณสมจิตร อรรถวรวินิจ)
19. จุดชมวิวสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 อำเภอเมืองนครพนม
วันที่ 11 เดือน 11 ค.ศ. 2011 เวลา 11 โมง 11 นาที คือฤกษ์งามยามดี ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่เชื่อมโยงจังหวัดนครพนม เข้าสู่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วนของลาว ซึ่งสามารถเดินทางต่อไปยังเมืองดงเหยของเวียดนามได้ ภายในเวลาแค่ 1 วัน ด้วยระยะทางเพียง 140 กิโลเมตรเท่านั้น! สะพานยักษ์ข้ามโขงแห่งนี้จึงเป็นเสมือน Gateway to ASEAN ของอีสานอย่างแท้จริง โดยมีจุดชมวิวอยู่ที่เชิงสะพานฝั่งไทย
20. ปากแม่น้ำสองสี และเมืองเก่าไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน
ห่างจากตัวเมืองนครพนมไปเพียง 47 กิโลเมตร ในอำเภอท่าอุเทน คือถิ่นที่ตั้งของจุดบรรจบแห่ง “แม่น้ำสองสี” คือแม่น้ำสงครามสีเขียวมรกต ได้ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงสีน้ำตาลแดง เกิดเป็นปากแม่น้ำที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ฝูงปลาชุกชุม ชาวบ้านได้ออกเรือไปหาปลามาทำอาหารหลากหลาย โดยเฉพาะปลาส้มแสนอร่อยแห่งไชยบุรี เมืองริมโขงแสนน่ารักที่มีความเก่าแก่กว่า 200 ปีแล้ว! ตลอดริมฝั่งโขงมีวัดโบราณอันทรงคุณค่าอยู่ไม่น้อยกว่า 7-10 แห่ง พร้อมด้วยบ่อน้ำโบราณ ซากเจดีย์เก่า ชุมชนแสนน่ารัก พร้อมด้วยเส้นทางปั่นจักรยานริมน้ำชิลล์ๆ และแน่นอนว่าต้องมีจุดชมวิวแม่น้ำสองสีที่น่าชมอย่างยิ่ง
Special Thanks ผู้สนับสนุนการเดินทางอย่างเป็นทางการ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม โทร. 0-425103490-1
บริษัท Win Win Smile Co., Ltd. คุณวสุมน เนตรกิจเจริญ โทร. 0-4250-3503-4, 0-2153-8119-20, 09-2258-6848-9
The River Hotel นครพนม โทร. 08-3669-2999, 0-4252-2999 http://therivernakhonphanom.com
อลังการหวงกั่วซู่ น้ำตกใหญ่อันดับ 3 ของโลก!
เครื่องบินเจ็ทลำใหญ่ลำนั้น ค่อยๆ ลดระดับลงอย่างช้าๆ บินฝ่ากลุ่มเมฆสีเทาทึบลงสัมผัสรันเวย์ของสนามบินเมืองกุ้ยหยาง (Guiyang) เป็นเมืองหลวงของมณฑลกุ้ยโจว (Guizhou Province) ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ของจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะเรากำลังจะไปเยือน น้ำตกใหญ่อันดับ 3 ของโลก! และใหญ่อันดับ 1 ของทวีปเอเชีย! “น้ำตกหวงกั่วซู่” (Huangguoshu Waterfall)
ก่อนจะเข้าถึงน้ำตกหวงกั่วซู่ เราต้องเดินผ่านสวนหิน Tianxing Bridge ก่อน ภูมิประเทศตรงนี้น่าตื่นเต้นดี เพราะเป็นเหมือนโตรกเขาแคบให้เราเดินมุดลอดไปอย่างน่าสนุก

“สวนหิน Tianxing Bridge” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Tianxing Resort ตั้งอยู่ภายในพื้นที่กว้างใหญ่ของอุทยานน้ำตกหวงกั่วซู่ ภูมิประเทศตรงนี้เด่นที่ภูเขาหินปูน ซึ่งในทางธรณีวิทยาเรียกว่า Limestone Karst เกิดจากภูเขาหินปูนผุกร่อนเกิดเป็นรูปร่างพิสดาร ทั้งภูเขายอดแหลมฟันเลื่อย แท่งหินทรงหอคอย ถ้ำ หินงอกหินย้อย ช่องเขาแคบๆ และโตรกธารสีมรกต พวกเราเข้าไปเดินเที่ยวชมภูมิทัศน์มหัศจรรย์นี้อย่างเพลิดเพลิน

ระหว่างทางในสวนหินมีน้ำตกเล็กๆ แบบนี้ให้ชมหลายแห่ง
ก่อนเข้าไปถึงน้ำตกหวงกั่วซู่ ก็ต้องอ่านข้อมูลศึกษาไว้ล่วงหน้าก่อนล่ะ
ทางเดินค่อนข้างแคบ เปียกลื่นชื้นแฉะ จึงต้องเดินอย่างระวัง เพราะหน้าผาฝั่งตรงข้ามน้ำตกนี้ ถูกละอองไอจากน้ำตกหวงกั่วซู่ปลิวว่อนสาดมาปะทะตรงๆ เต็มๆ จนหลายคนต้องรีบเก็บกล้อง บางคนรีบควักเสื้อกันฝนมาสวม แต่ผมไม่มี เลยทำตัวชิลๆ เดินไปพักไป ถ่ายภาพไป ปล่อยให้ตัวเปียกปอน ราวกับกำลังตากฝนอยู่ก็ไม่ปาน! กล้องถ่ายภาพชุ่มโชกเหมือนมีคนเอาน้ำมาเทใส่สักสิบขัน ฮาฮาฮา

แม้จะยังไม่ถึงหน้าน้ำตก แต่ก็ได้ยินเสียงสายน้ำคำรามกระหึ่มแต่ไกล นั่นไง หวงกั่วซู่!
น้ำตกหวงกั่วซู่ สูงถึง 77.8 เมตร และม่านน้ำแผ่กว้างกว่า 101 เมตร จึงเป็นน้ำตกที่ทยิ่งใหญ่ และงดงามสุดๆ

มาถึงจุดชมวิวแรก บนหน้าผาที่อยู่ตรงหน้าฝั่งตรงข้ามน้ำตกพอดิบพอดี จุดนี้ชมวิวได้เจ๋งสุดๆ แต่ก็เปียกที่สุดเช่นกัน ละอองน้ำปลิวว่อนอยู่ในทุกอณูอากาศ บวกกับแรงลมขณะนั้น ทำให้รู้สึกคล้ายอยู่กลางพายุเฮอร์ริเคน

เริ่มเดินวนจากด้านหน้าน้ำตก เพื่อลอดเข้าไปด้านหลังม่านน้ำอันทรงพลัง!

ภาพสายน้ำสีขาวอิ่มเอมถาโถมลงจากหน้าผาสูงลิบ เป็นม่านน้ำสีขาวคล้ายทางสำลียักษ์ ดิ่งลงกระแทกแอ่งน้ำและโขดหินผาเบื้องล่าง ปล่อยละอองไอปลิวว่อนฟุ้งไปในอากาศโดยรอบ ภาพนี้ทำให้รู้สึกคล้ายเราหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง!
จากหน้าผาฝั่งตรงข้ามน้ำตก ทางเดินเลียบหน้าผานำเราวนเข้าหาม่านน้ำตก ถามว่าเข้าไปทำไม? จะไปเล่นน้ำเหรอ? คำตอบคือเปล่า แต่หวงกั่วซู่เป็นน้ำตกเพียงไม่กี่แห่งในโลก ที่มีทางเดินให้ลอดผ่านด้านหลังม่านน้ำตกได้ด้วย! ว้าว Amazing สุดๆๆๆ! มันเป็นวินาทีน่าตื่นเต้น เพราะเรากำลังเดินเข้าไปหลังม่านน้ำสีขาวโพลนอันทรงพลังของน้ำตกใหญ่ที่สุดในเมืองจีน เผยให้เห็นสายน้ำสีขาวปริมาณมหาศาล ถาโถมลงมาเป็นสายเหนือหัว

ผมลองแหงนมองคอตั้งบ่า เห็นม่านน้ำตกพุ่งลงมาผ่านตัวเราไป เสียงน้ำดังสนั่น จนพูดกันแทบไม่ได้ยิน

ความชุ่มฉ่ำของสายน้ำที่หลากไหลอยู่ชั่วนาตาปี ไม่เคยเหือดแห้ง ช่วยให้พืชน้อยๆ น่ารักๆ อย่างเฟินและมอสที่ชอบความชื้น งอกงามอยู่ตามผาหินจนแลคล้ายผืนพรมสีเขียว เย็นตา

พอมุดผ่านหลังม่านน้ำตกแล้ว ทางเดินเลียบผาก็จะต่ำลงๆ จนไปถึงสะพานแขวนข้ามธารน้ำ กลับไปยังฝั่งตรงข้ามน้ำตก บัดนี้เราได้เดินเที่ยวน้ำตกหวงกั่วซู่มาเป็นวงรอบครบสมบูรณ์แล้ว จากนั้นก็ขึ้นบันไดเลื่อนยาวเหยียด กลับไปสู่จุดเริ่มต้นของเส้นทางอีกครั้ง 
ตัวผมยังเปียกชุ่มอยู่ขณะที่นั่งรถบัสของอุทยานฯ กลับออกมาต่อรถบัสกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม ช่วงเวลาแห่งความสุขช่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่หวงกั่วซู่ฝากตรึงไว้ในใจผมคือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวเราช่างเล็กกระจ้อยเหลือเกิน และคงไม่มีวันชนะพลังธรรมชาติได้อย่างแน่นอน.
Special Thanks : บริษัท Spirit of the World, บริษัท Himalayan Center และรายการโลกใบใหม่ by เมืองไทยดอทคอม สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี
Guiyang Guide
When to go : เที่ยวได้ตลอดปี แต่ฤดูฝนอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม
How to go : สามารถบินตรงจากสุวรรณภูมิ สู่สนามบินเมืองกุ้ยหยาง ใช้เวลา 2.40 ชั่วโมง ด้วยสายการบิน HNA Capital Airlines หรือจะบินมาจากเมืองกว่างโจว, กุ้ยหลิน, คุณหมิง, เฉิงตู, ปักกิ่ง ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีรถไฟภายในประเทศของจีนด้วย เช่น สาย Yunnan-Guizhou Railway และ Zhuzhou-Liupanshui II Track Railway เป็นต้น มีทั้งรถไฟธรรมดา และรถไฟหัวจรวด
Where to stay : แนะนำโรงแรมสี่ดาวสุดเจ๋งในเมืองกุ้ยหยาง Forest City Wanyi Hotel โทร. 0851-6878888 จองผ่าน www.agoda.com ส่วนที่เมืองขายลี่ แนะนำ โรงแรม Jai Jun Hotel เพราะอยู่ใกล้ปากทางเข้าอุทยานน้ำตกเลย จองผ่าน www.chinahotelbooking.com
What to eat : คนจีนภาคใต้ในกุ้ยหยาง นิยมกินอาหารเผ็ดร้อน โดยใส่เครื่องเทศชื่อ “หมาล่า” ลงไปด้วย ยิ่งใส่เยอะยิ่งเผ็ด หอม ชาลิ้นนิดๆ นิยมใส่ในผัดและน้ำซอสปิ้งย่าง มีให้ชิมทั่วไปทุกภัตตาคารและร้านริมทาง
Souvenirs : ของที่ระลึกสุดเก๋จากกุ้ยหยาง คือ เครื่องเงิน, เสื้อผ้าชาวเขา, ผลไม้สด ฯลฯ
More info : บริษัท Spirit of the World (http://sprtour.com), บริษัท Himalayan Center โทร. 0-2553-0996-7 www.himalaicenter.com, รายการโลกใบใหม่ by เมืองไทยดอทคอม โทร. 08-6666-7660
เที่ยวไป กินไป Style บุรีรัมย์ (ตอน 5)

เผลแป๊บเดียว! นี่ก็วันที่ 6 เป็นวันสุดท้ายของการมาเที่ยวบุรีรัมย์แล้ว! เหมือนที่มีคนเคยบอกไว้เลย ว่าเวลาแห่งความสุขมันช่างรวดเร็ว เร็วจนเราลืมไปเลยว่า วันนี้จะต้องลาจากเพื่อนๆ แล้ว!
เช้านี้เป็นเช้าที่ Happy อีกวันของชีวิต เพราะเราเล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้ว ว่าเช้านี้จะต้องมาชิมขาหมูที่อร่อยมากๆ อีกร้านของอำเภอนางรองให้ได้ เพียงแค่ข้ามถนนจากหน้าร้านลักษณาขาหมู ไปยัง ร้านจิ้งนำ รีบสั่งขาหมูมาหม่ำให้เต็มอิ่ม เช้านี้ร้านไม่แน่น เลยนั่งกินกันสบายๆ ในบรรยากาศร้านแบบย้อนยุคครับ

โดยส่วนตัว ผมว่าขาหมูร้านจิ้งนำเป็นขาหมูตุ๋นยาจีนกินกับหมั่นโถว ที่อร่อยไม่แพ้ร้านไหนๆ เนื้อขาหมูที่เหนียวนุ่ม สู้ปาก น้ำราดข้นกำลังดี กินกับผักดอง พริก กระเทียมสด และน้ำจิ้ม ถือว่าสุดยอดแล้ว นอกจากนี้เขายังมีกับเมนูอาหารอื่นให้ชิมอีกเพียบ…
ต้มยำปลากะพงน้ำข้น ชวนน้ำลายสอ!
พอกินของคาวเสร็จ ก็ล้างปากด้วยของหวาน ลอดช่องน้ำกะทิ อิจฉาตัวเองจริงๆ ชีวิตดี้ดีเนอะ!

อิ่มแล้วก็มีแรงเที่ยวต่อทันที ทีมเราก็เป็นแบบนี้ล่ะ ฮาฮาฮา คือถ้าไม่กิน เที่ยว ถ่ายรูป เมาท์กัน ก็หลับ!
เช้านี้เป็นคิวของการสัมผัสเรียนรู้วิถีชุมชนทอผ้าไหมอันมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์ “บ้านหนองตาไก้” อำเภอนางรอง จากจุดที่ร้านขาหมูจิ้งนำและร้านลักษณาตั้งอยู่ ขับรถไปไม่ไกลก็ถึงบ้านหนองตาไก้แล้วจ้า

พอดีช่วงนี้เป็นหน้าฝน ชาวบ้านส่วนใหญ่เลยไม่ได้มีกิจกรรมการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้า กันเยอะเหมือนในฤดูอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่ออกไปทำนาทำไร่กันหมด แต่ก็โชคดีที่ผมเคยไปเที่ยวบ้านหนองตาไก้มาแล้วเมื่อปีก่อน เลยขอนำภาพสวยๆ มา Share ให้เพื่อนๆ ที่น่ารักทุกคนได้ชมกันนะครับ ว่าหมู่บ้านนี้เขาเจ๋งแค่ไหน…
คำว่า ตาไก้ จริงๆ แล้วเป็นชื่อของไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งครับ ซึ่งเมื่อสมัยก่อนเคยมีอยู่เยอะมากในแถบนี้ (แต่ปัจจุบันแทบไม่มี) หมู่บ้านนี้จึงตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของต้นไม้นั่นเองคร้าบบบ เวลามีคณะนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ควรติดต่อไปล่วงหน้าให้ชาวบ้านเตรียมตัว เขาก็จะมีพิธีจัดต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ใส่ชุดผ้าไหมกันมาแบบจัดหนักเลยล่ะ

เวลาที่คณะนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมหมู่บ้าน เขาจะมีการฟ้อนรำให้ชมด้วย ม่วนหลายเด้อ!
ความงามของชุดผ้าไหมสีสดใส ที่ชาวบ้านหนองตาไก้ทอเอง ใส่เอง อย่างน่าชื่นชมครับ
ชุดผ้าไหมบ้านหนองตาไก้ ได้รับอิทธิพลมาจากผ้าเขมร เนื่องจากบรรพบุรุษของชาวบ้านที่นี่คือคนเขมรนั่นเองจ้า
หน้าหมู่บ้าน เขามีร้านจัดแสดงผลิตภัณฑ์งานฝีมือ และจำหน่ายผ้าไหมให้นักช้อปทั้งหลายด้วย แม้ราคาจะสูง แต่อย่าต่อรองเลยนะจ๊ะ เพราะถ้าได้เข้าไปชมขั้นตอนการทอผ้าไหมอย่างละเอียดแล้ว จะรู้ว่ามันต้องทุ่มเทมาก
เสื่อกกทอมือจากฝีมือคนบ้านหนองตาไก้จ้า

วิธีการเที่ยวชมหมู่บ้านหนองตาไก้ก็แสนน่ารัก จัดให้นักท่องเที่ยวนั่งรถอีแต๋นแบบ Slow Travel จริงๆ 
เส้นไหมที่ยังไม่ได้ฟอกย้อม สีแท้ๆ จะเป็นสีเหลืองทองอย่างนี้ล่ะ มหัศจรรย์จริงๆ เลยใช่ไหม?

ชาวบ้านหนองตาไก้เขาปลูกต้นหม่อน เอาใบไว้เลี้ยงตัวไหมเองด้วย เรียกว่ามีครบทุกขั้นตอนการผลิตเลย เจ๋งอ่ะ!
ไหมที่ผ่านการปั่นเป็นเส้นเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำมาย้อมร้อน จุ่มขึ้นจุ่มลงให้สีติดดี เพราะยิ่งย้อมหลายครั้ง และสีย้อมถูกอากาศ ก็จะเกิดกระบวนการออกซีไดซ์ สีติดทนนาน สีเข้มขึ้น และแวววาวสวยงาม
นี่คือความอลังการของงานหัตถศิลป์ถิ่นแพรไหมบ้านหนองตาไก้ ที่ทุกวันนี้ยังคงสืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษไว้อย่างเหนียวแน่น จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตผ้าไหมคุณภาพเยี่ยม มีคนมาชม ซื้อผ้า และดูงานกันหัวกระไดไม่แห้ง

ทำงานอยู่กับบบ้านมีความสุข ชุมชนก็เข้มแข็ง และเจริญขึ้นทุกวันๆ
สาวไหมจากรังไหมให้เป็นเส้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทักษะประสบการณ์ และใจเย็นมากพอตัวเลยล่ะ
ผีเสื้อไหมตัวน้อย ตัวสีขาวนวลอ้วนป้อม แต่บินไม่ได้ เป็น 1 ใน 4 ระยะ ของวัฏจักรวงจรชีวิตตัวไหม คือ ไข่, ตัวหนอน, ดักแก้ และผีเสื้อไหม โดยพวกมันจะกินอาหารเพียงระยะเดียวตลอดชีวิตคือในขณะเป็นตัวหนอน เพื่อเก็บสะสมพลังงานไว้เข้าดักแด้ครับ และเส้นใยที่อยู่รอบดักแด้ ก็คือเส้นไหมที่นำมาทอเป็นผืนผ้านั่นเอง ว้าว Amazing!
หนอนไหม กำลังหม่ำใบหม่อนอย่างเอร็ดอร่อย

เส้นไหมแท้ๆ ที่ยังไม่ผ่านการฟอกย้อมใดๆ มีสีเหลืองทองอร่าม แต่ค่อนข้างแข็ง
น้องพัชชี่ของเราดูจะ Happy มากกับเส้นไหมสีเหลืองทอง สีสวยสดใส อย่างนี้ต้องมาเรียนวิธีการทอผ้าไหมที่นี่เลย
พูดยังไม่ทันขาดคำ น้องพัชชี่ก็เข้าไปตีซี้กับคุณยาย เรียนรู้วิธีการตีเกลียวเส้นไหม
ในที่สุด น้องพัชชี่ก็กลายเป็นคนบ้านหนองตาไก้โดยสมบูรณ์! เมื่อได้ขึ้นไปนั่งบนกี่ทอผ้า ทดลองทอผ้าไหมด้วยมือตัวเองจริงๆ น่าชื่นชมสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ยังมีใจรักงานหัตถกรรมพื้นบ้านของไทยเช่นนี้ครับ ซึ้ง น้ำตาจิไหล!
นอกจากการย้อมไหมทั้งเส้นแล้ว ยังมีการย้อมแบบมัดลาย เพื่อเตรียมไปทำไหมมัดหมี่ด้วย คนบ้านนี้เก่งจริงๆ
งามอย่างทรงคุณค่า ผ้าไหมบ้านหนองตาไก้ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

จากบ้านหนองตาไก้ เราใช้เวลาอีกกว่า 3 ชั่วโมง ขับรถจากบุรีรัมย์กลับไปขอนแก่น เพื่อขึ้นเครื่องบินของ Nok Air กลับบ้านในเที่ยวสองทุ่ม… ตลอดทางกลับ ผมแอบเศร้าอยู่นิดๆ คนเดียว เพราะใกล้จะถึงเวลาที่ต้องโบกมือลาเพื่อนๆ แล้ว
ใครจะไปนึกนะ ว่าเวลาแค่ 6 วัน จะทำให้เราได้สัมผัสเรื่องราวสนุกๆ มากมายขนาดนี้ ใครจะไปเชื่อว่าบุรีรัมย์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในภาพลักษณ์ของเมืองกีฬาระดับโลก มีสนามแข่งฟุตบอลสุดเจ๋ง สนามแข่งรถสุดมัน แท้จริงแล้วจะยังมีเรื่องราวในแง่มุมอื่นให้สัมผัสอีกมากมายจนเราจดจำได้ไม่ไหว แม้แต่เมมโมรี่กล้องตอนนี้ยังเต็มแล้วเต็มอีก!!! แล้วเมมโมรี่ในสมองเราจะเก็บหมดได้ไง…
แต่เชื่อเถอะเพื่อนๆ ว่าเมมโมรี่ในใจที่ผมเก็บไว้… มันยังมีที่เหลือ ให้กับมิตรภาพ รอยยิ้ม และทริปต่อไปอีกแน่นอน… เพราะ Buriram Style ทำให้เราหลงรัก จนหมดใจ จุ๊บๆ
See You Again บุรีรัมย์
ขอขอบคุณ ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของโครงการ “The Amazing Journey Blogging Contest” 2015
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
และ 1672 เบอร์เดียว เที่ยวทั่วไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ
โทร. 0-4451-4447-8 อีเมล tatsurin@tat.or.th




























































































































































