DOD Cafe & Bistro จิบกาแฟในสวนสวย ที่สามพราน

DOD Cafe & Bistro อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โทร. 06-5242-5611 , www.facebook.com/DODcafebistro/

เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น.

Amici Night ค่ำคืนเอ็กซ์คลูซีฟแห่งมิตรภาพ กับอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศ

อาหารอิตาเลียนดีๆ ไวน์ชั้นเลิศ บรรยากาศสุดคลาสสิก และเพื่อนสนิทที่มานั่งสรวนเสเฮฮากันในมื้อค่ำ วันที่ 26 ตุลาคม 2556 ณ ห้องอาหารสุดหรู VIU ชั้น 12 โรงแรม The St.Regis Bangkok คือนิยามของ “ความสุข” ที่ทำให้ AMICI NIGHT Vol.2 จัดอยู่ในความสมบูรณ์แบบ ทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม กับอาหาร 6 คอร์ส ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันและสร้างสรรค์ โดยเชฟมากฝีมือ 2 ท่าน รวมถึงมีไวน์หายาก เป็น Boutique Wine ที่ควรค่าแก่การชิม อิมพอร์ตตรงเข้ามาจากอิตาลีโดย Cafe’ Buongiorno คัดสรรเฉพาะไวน์จากพื้นที่ UNESCO World Heritage Sites เท่านั้น
เชฟเกตาโน่ พาลุมโบ (Gaetano Palumbo) ที่ถือกำเนิดขึ้นจากเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี และ เชฟแก้ว เกศิณี ดำรงสกุล

เชฟแก้ว หัวหน้าแผนกครัว ห้องอาหาร VIU, The St.Regis Bangkok ผู้เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในศาสตร์อาหารไทยและตะวันตก จากความประณีตและประสบการณ์ที่สั่งสม ผ่านการร่วมงานกับภัตตาคารระดับดาวมิชลิ ทั้งในสหราชอาณาจักร ฮ่องกง และกรุงเทพฯ ถ่ายทอดความวิจิตรลงบนเมนูอาหาร สะท้อนศิลปะอาหารไทยและนานาชาติได้อย่างลงตัว จับมือกับ เชฟเกตาโน่ จากห้องอาหาร Rossini’s Sheraton Grand Sukhumvit Hotel ที่ได้รับรางวัลมิชิลินไกด์ 5 ปีซ้อน ร่วมกันรังสรรค์ค่ำคืนสุดพิเศษ ที่อบอวลด้วยบรรยากาศมิตรภาพ ผสานจิตวิญญาณแห่งอาหารและไวน์อิตาเลียนที่แท้จริงห้องอาหาร VIU, The St.Regis Bangkok ห้องอาหาร VIU, The St.Regis Bangkok พร้อมเสิร์ฟความอร่อยระดับ Fine Diningบรรยากาศโรแมนติกยามเย็นที่ ห้องอาหาร VIU, The St.Regis BangkokAMICI NIGHT Vol.2 เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศ ด้วยวัตถุดิบคัดสรรพิเศษ ปรุงอย่างใส่ใจและ Creative รวม 6 คอร์ส  เต็มอิ่มสุดๆ เข้าคู่กับ Italian Boutique Wine หายาก ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้รสชาติอาหาร ทั้ง Prosecco Wine, White Wine, Red Wine และ Dessert Wine นำเข้าโดยตรงจากอิตาลีโดย Cafe’ Buongiorno มีทั้ง TERRE DI MARE Otello Prosecco, IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (White Wine), IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (Red Wine), TERRE DI MARE Arrigoni IL TOSCO Sangiovese อันมีชื่อเสียงจาก Toscana และ SANTITA’ Vino Liquoroso LE MADIE เป็น Dessert Wine ที่มีคาแรคเตอร์พิเศษมาก ไวน์ทั้งหมดล้วนปลูกอยู่ในพื้นที่เก่าแก่ อันเกี่ยวเนื่องกับ UNESCO World Heritage Sites ทั้งสิ้น และผลิตขึ้นโดย Wine Producer ที่ทำต่อเนื่องมานับร้อยปีเร่ิมเรียกน้ำย่อยคอร์สที่ 1 ด้วยขนมปังอิตาเลียนหน้าตาดูดี  มีความนุ่มเหนียว ใครจะถนัดจิ้มซอสเปรี้ยวในน้ำมันมะกอก หรือทาเนยถั่วแบบอิตาเลียน ก็อร่อยเข้ากันไปหมด
คอร์สแรกนี้รับประทานคู่กับ ไข่ปลาคาร์เวีย (Oscietra Caviar) เสิร์ฟมาในโถแก้วคริสตัลใส่น้ำแข็ง ด้านล่างรองด้วยเนื้อปู, Green apple jelly, Smoked cream fraiche และ Potato lavosh เมนูนี้ปรุงโดย เชฟเกศิณี ถือเป็นคอร์สโหมโรงที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานอย่างรวดเร็ว และอยากรู้แล้วว่าอาหารจานต่อไปหน้าตาจะเป็นอย่างไร?คอร์สที่ 2 คือ “Salmon marinate in Earl Gray Tea” หรือ “ปลาแซลมอนหมักในชาเอิร์ลเกรย์” เพื่อลดความคาว เพิ่มความหอม และทำให้เนื้อปลาแซลมอนยิ่งนุ่มเหมือนละลายในปาก ส่วนผงสีดำที่เห็นอยู่บนเนื้อแซลมอนคือสาหร่ายทะเล กินคู่กับ Mozzarella Cheese เพื่อตัดเลี่ยนจากแซลมอน และตัวโฟมสีขาวมีส่วนผสมของบีทรูท เมื่อรับประทานทั้งหมดด้วยกันจะรู้สึกกลมกล่อมมาก

สำหรับการจับคู่อาหารจานนี้กับไวน์ชั้นเลิศทางตอนเหนือของอิตาลี ก็ต้องยกให้ TERRE DI MARE Otello Prosecco เป็นโพรเซคโก้ในหมวดของ Sparkling Wine (Extra Dry) ที่เข้าคู่กับอาหารทะเลอย่างแซลมอนได้เป็นอย่างดี คาแรคเตอร์ของไวน์ตัวนี้เมื่อดื่มที่อุณหภูมิประมาณ 8-10 องศาเซลเซียส เย็นฉ่ำชื่นใจ ถือว่าจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด มีความเปรี้ยวหวานในดีกรีไม่ธรรมดา กลิ่นรสสร้างความสดชื่น บอร์ดี้บางเบา ดื่มเพลิน แอลกอฮอล์ต่ำเพียง 11% น้ำไวน์สีเหลืองทองหรูหราชวนมอง จิบได้ไม่เบื่อ ไวน์ตัวนี้ผลิตจากพื้นที่เมือง Treviso (เทรวิโซ) ในแคว้น Veneto ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ซึ่งมีอากาศเย็น พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและหุบเขา จึงมีชื่อเสียงในการผลิตไวน์ขาวชั้นเลิศ และถือเป็นดินแดนต้นกำเนิดของ Prosecco Wine ดื่มเสร็จแล้วอาจทำให้รู้สึกอยากไปเที่ยว เมืองมรดกโลกเวนิส (Venis) ที่อยู่ใกล้ๆ เลยก็ได้

แซลมอนหมักชาเอิร์ลเกรย์ ปรุงโดย Chef Gaetano คอร์สที่ 3 “Scallop Soup” หรือ “ซุปหอยเชลล์ตัวใหญ่เป้ง” ปรุงโดย เชฟเกศิณี ส่วนประกอบหลักคือหอยนางรมยักษ์ฮอกไกโด จากตอนเหนือของญี่ปุ่น นำมาเซียร์ (Searing) หรือจี่/นาบ บนกระทะร้อนๆ ด้วยความรวดเร็ว จึงสุกนอกนุ่มใน แทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ละลายในปากได้เลย รสชาติเนื้อหอยเชลล์ยักษ์มีความหวานผสมเค็มนิดๆ ติดปลายลิ้น ได้ฟีลลิ่งของทะเลฮอกไกโด ส่วนซุปที่ละมุนลิ้นสุดๆ ทำจากดอกกะหล่ำบดผสมครีม ด้านบนประดับด้วยดอกไม้สีทอง ทำจากดอกกะหล่ำฝานบางๆ ทอด และแป้งรูปใบไม้ทำจากแป้งผสมชาร์โคล ใส่แม่พิมพ์ ทอดกรอบ

ไวน์ขาวที่ช่วยเพิ่มความวิเศษให้ Scallop Soup จานนี้ได้ดีเยี่ยม คือ IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (White Wine) ปี 2018  เป็นไวน์ขาวที่ผลิตขึ้นในภาคกลางของอิตาลี ซึ่งมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์องุ่น และผู้ผลิตรายนี้ยังอยู่ใกล้ๆ กรุงโรม (Rome) อดีตศูนย์กลางอาณาจักรโรมันอีกด้วย ชื่อไวน์ IX MIGLIO BIANCO จึงสื่อถึงถนนที่เป็นแหล่งผลิต อยู่ห่างจากกรุงโรมออกไปเพียง 9 ไมล์เท่านั้น ความพิเศษอย่างยิ่งของไวน์ตัวนี้คือเป็น “Biodynamic / Biological Wine” หมายถึง ไวน์ที่มีขั้นตอนการผลิตให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติมากกว่าออร์แกนิก โดยมองถึงความสมดุลทางธรรมชาติเป็นหลัก ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ แอลกอฮอล์เบาๆ เพียง 12.50% เข้าถึงรสชาติได้ง่าย ดื่มเพลิน เหมาะสังสรรกับเพื่อนฝูง น้ำไวน์สีเหลืองแบบฟาง (Straw Yellow) ใสสะอาดน่าจิบ เมื่อเขย่าแก้วเบาๆ แล้วดมจะได้กลิ่นดินภูเขาไฟโบราณอันอุดมด้วยแร่ธาตุในแถบ Rome ตีขึ้นจมูกอย่างชัดเจน ผสานกับกลิ่นดอกไม้สีขาว กลิ่นส้ม และกลิ่นผลไม้เมืองร้อนที่ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก

ความเลิศอีกอย่างของไวน์ตัวนี้คือ ผลิตขึ้นจากการ Blend องุ่นถึง 6 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน ทั้ง Mulvasia Puntinata, Trebbiano Toscana, Malvasia Rossa, Bellone, Bombino Bianco และ Trebbiano Giallo
เดินทางมาถึง คอร์สที่ 4 “Homemade Beef Agnolotti” หรือ “พาสต้าอัญโญลอตตีไส้เนื้อวัว แบบโฮมเมด” รังสรรค์โดย Chef Gaetano จึงได้กลิ่นอายความเป็นอิตาเลียนขนานแท้ ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า “Agnolotti” เป็นพาสต้าประเภทหนึ่งตามแบบฉบับของภูมิภาค Piedmont (พีดมอนต์ หรือ เพียมอนเต) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี ซึ่งมีอากาศเย็น อาหารชนิดนี้ทำด้วยแป้งพาสต้าชิ้นเล็กๆ แบนๆ พับทับไส้เนื้อย่าง หรือผักต่างๆ ซึ่งของเราเป็นไส้เนื้อวัวบดสูตรพิเศษ เวลารับประทานราดซอสทำจาก “Castelmagno Cheese” ที่ถือเป็น  Premium Cheese ราคาแพงและหายากมาก นอกจากนี้ยังถือเป็นชีสเก่าแก่ที่ผลิตเฉพาะขึ้นในภูมิภาคพีดมอนต์เท่านั้น มีเรื่องราวการกำเนิดชีสย้อนกลับไปได้ถึง ปี ค.ศ. 1277 นับถึงปัจจุบันก็เกือบ 750 ปีแล้ว หลังจากได้ชิมคำแรกต้องบอกเลยว่าหลงรัก เพราะพาสต้าชิ้นเล็กพอดีคำ เนื้อแป้งเหนียวนุ่มหนึบสู้ปาก ส่วนไส้เนื้อบดก็ละเอียดดี มี texture ไม่หยาบหรือละเอียดเกินไป รสชาติออกเค็มนิดๆ รับประทานคู่กับน้ำซอสจากชีสเลอค่า แล้วจะไม่ให้หลงรักได้ไง

ส่วนไวน์แดงที่แพริ่งกับคอร์สนี้ดีสุดๆ คือ IX MIGLIO BIANCO Reserva Della Cascina (Red Wine ) ปี 2018 แอลกอฮอล์ 13.50% เป็น Organic Red Wine ที่ดีต่อสุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อมในการผลิต ใช้องุ่น 3 สายพันธุ์ Blend เข้าด้วยกันจนกลมกล่อม คือ Merlot, Cabernaet Sauvignon และ Sangiovese ซึ่งองุ่นพันธุ์ “Sangiovese” (แซงจิโอวิเซ่) นี้เองถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด และมีการปลูกมากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในอิตาลี เพราะเป็นองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งมีการนำไปทำ Chianti Wineในระดับ DOCG และ DOC เลยทีเดียว จึงนับเป็นไวน์ Top Class Level ตามมาตรฐานอิตาลี

รสสัมผัสของไวน์แดงตัวนี้ต้องบอกเลยว่า ใครไม่ได้ชิมจะเสียใจ  เริ่มตั้งแต่น้ำไวน์สีทับทิมเข้มข้นชวนให้หลงเสน่ห์ บวกกับมีกลิ่นผลไม้จำพวก Black Berry ชัดเจน และมีกลิ่นยาสูบ (Tobacco) เจือเข้ามานิดๆ พอให้เย้ายวน อันเป็นคุณสมบัติของไวน์แดง Full Body ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่หนักเกินไป Tannin (รสฝาด) ไม่แรงจัด ละมุนลิ้น มีความหวานต่ำ (Low Sweetness) และความเป็นกรดหรือรสเปรี้ยวต่ำ (Low Acidity) ทำให้โครงสร้างโดยรวมของไวน์ตัวนี้มีความ Balance ดี เมื่อรับประทานกับ Beef Agnolotti ที่มีแป้งและชีส จึงไม่ทำให้รู้สึกเลี่ยนเลย ยิ่งรับประทานก็ยิ่งเพลินChef Gaetano มาฝนเห็ด Black Truffle on top ในเมนู Homemade Beef Agnolotti ให้เรารับประทานถึงโต๊ะ
คอร์สที่ 5 พระเอกของเรา ซึ่งถือเป็น Main Course หนักแน่นที่สุดในวันนี้ คือ “Lamb Shop marinated with Coffee” หรือ “ซี่โครงแกะหมักกาแฟ” การนำเนื้อแกะไปหมักกาแฟ ก็เพื่อลดความฝาดและกลิ่นของเนื้อแกะลง จากนั้นนำไปซูวี (Sous Vide)ให้เนื้อแกะสุกปานกลาง (Medium) ราดด้วยราสเบอร์รี่ซอส ผสมแองโชวี่ (Anchovy) รับประทานคู่กับเครื่องเคียงคือ อาร์ติโชค (Artichoke) นึ่ง เพื่อตัดเลี่ยนเนื้อแกะ ขอบอกว่าหัวอาร์ติโชคนี้มีประโยชน์มากต่อร่างกาย ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอล และป้องกันตับแข็งได้อีกต่างหาก  เนื้อแกะในจานปรุงมา 2 แบบ คือแบบอัดเป็นก้อน โดยแล่เนื้อซี่โครงบางส่วนออกมาอัดรวมกัน ส่วนเนื้อที่ยังติดซี่โครงอยู่จะมีการนวด หมักกาแฟ และซูวีให้สุกปานกลาง จึงมีความนุ่มละมุน เคี้ยวง่ายกว่าแบบก้อน เรียกว่าจานเดียวได้รสสัมผัสของ texture สองแบบเลย
แน่นอนว่าไวน์แดงที่เหมาะสุดๆ สำหรับเมนูเนื้อแกะแบบนี้ก็คือ TERRE DI MARE Arrigoni IL TOSCO Sangiovese ปี 2014  ผลิตจากภาคกลางอันมีอากาศอบอุ่นของอิตาลี ในบริเวณ แคว้นทัสคานี (Tuscany) หรือ Toscana  ไวน์ตัวนี้ผลิตจากองุ่นสายพันธุ์ Sangiovese อันมีชื่อเสียง เป็นไวน์ Single Variety หรือใช้องุ่นสายพันธุ์เดียวผลิต ไม่มีการ Blend  บริเวณที่ผลิตชื่อหมู่บ้านซานจีมิญญาโน (San Gimignano) ลักษณะเป็นเนินเขาที่ไม่สูงนัก อากาศอุ่น แดดดี จึงผลิตไวน์แดงชั้นเลิศได้ แม้จะเป็นไวน์แดง Full Body แต่มีข้อดีคือปริมาณแอลกอฮอล์ไม่สูงเกินไป เพียง 12.50% เท่านั้น จึงไม่ทำให้รู้สึกมึนเร็ว ดื่มคู่กับอาหารจำพวกเสต็กเนื้อ และอาหารที่มีเครื่องเทศจัดจ้านได้เข้าคู่กันดี ไวน์ตัวนี้มีสีแดงทับทิมข้น กลิ่นหอมชื่นใจจากการบ่มหมักในถังไม้โอ๊คเป็นเวลานาน จิบแล้วให้ความรู้สึกนุ่มลึก รสชาติไม่ซับซ้อนเกินไป นักดื่มทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าเข้าถึงรสชาติได้ง่าย อีกอย่างคือมีความฝาด (Tannin) ไม่มากเกินไป จัดอยู่ในระดับ Medium-High เมื่อดื่มแล้ว ยังทิ้งรสชาติความหอมหวาน และกลิ่นชวนฝันไว้ในปากอย่างยาวนาน
สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อแกะ ก็มีตัวเลือกให้ คือ “Poached Cod Fish” หรือ “ปลาคอตลวก ในซอสเนยเหลวสมุนไพร” ปรุงโดย เชฟเกศิณี นอกจากการเลือกใช้เนื้อปลาคอตคุณภาพสูงแล้ว สิ่งที่ช่วยชูรสชาติอาหารจานนี้ได้ยอดเยี่ยม คือซอสเนยเหลวที่มีสมุนไพรอิตาเลียนบดผสมเพิ่มความหอม เนื้อปลาคงความนุ่มหวานเป็นธรรมชาติ จากการเซียร์ หรือนาบบนกระทะร้อนๆ อย่างรวดเร็ว นับเป็นเมนูสุขภาพเลิศรสที่ห้ามพลาด
เดินทางมาถึงคอร์สที่ 6  เมนูสุดท้ายป็นของหวานหน้าตาน่ารัก สีสันสดใส ชื่อ “Pear Creamux” หรือ “แพร์ครีมมูส” ช่วยล้างปากดับคาวจากอาหารจานหลักทั้งหมด ทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่แน่นท้อง และน้ำตาลจากของหวานจะช่วยในการเผาผลาญอาหารต่อไปได้อย่างดี ตัวขนมที่ทำเป็นลูกแพร์สีเขียวตรงกลาง เมื่อผ่าออกจะพบครีมมูสสีขาวนุ่มหวาน รับประทานอร่อย รองด้วยถั่วพิตาชิโอ้บดผง และมีลาเวนเดอร์ครีมมูสลูกกลมๆ สีม่วงวางประดับเป็นเครื่องเคียงไม่ให้ลูกแพร์เหงา แถมยังมีขนมเมอร์แรงสีขาวรูปดาวแฉก ไว้ให้เคี้ยวเล่นอีกด้วย

สำหรับไวน์ที่เข้าคู่กับ Pear Creamux ได้ดีสุดๆ ต้องยกให้ Arrigoni SANTITA’ Vino Liquoroso LE MADIE ซึ่งเป็น Dessert Wine (ไวน์หวาน) ที่มีคาแรคเตอร์พิเศษมาก เพราะนอกจากจะมีระดับแอลกอฮอล์สูงปรี๊ดถึง 16% แล้ว ยังใช้องุ่นพื้นเมืองถึง 3 สายพันธุ์ Blend เข้าด้วยกันได้ยอดเยี่ยม คือ Trebbiano, Malvasia และ Catarratto บอดี้ของไวน์ถือว่าหนักแน่น รสสัมผัสนุ่มลึก กลิ่นหอมหวานแรง อมรสเปรี้ยวเล็กน้อย ระดับความหวานค่อนข้างสูง (High Sweetness) และเวลาดื่มจะรู้สึกมีกลิ่นแอลกอฮอล์ตีขึ้นจมูกอย่างชัดเจน ถ้าใครดื่มเพียวๆ ไม่ไหว แนะนำให้ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย สัดส่วน ไวน์หวาน 1 ส่วน : น้ำเปล่า 2 ส่วน แล้วเขย่าให้เข้ากัน ก็จะดื่มได้ง่ายขึ้น ถือว่าไม่ผิดธรรมเนียม

เสน่ห์อีกอย่างของไวน์ตัวนี้คือมีกลิ่นเฉพาะของถั่วฮาเซลนัต, อัลมอนด์ และโกโก้ บวกกับ น้ำไวน์สีทองอำพัน (Amber Gold) คือคาแรคเตอร์ที่ทำให้เราจดจำได้ไม่ลืมเลือนขนม Biscotti ของ Cafe’ Buongiorno เป็นขนมแป้งอบกรอบร่วน หอมหวานกำลังดี สามารถใช้จิ้มกับ Dessert Wine รับประทานได้ในแบบอิตาเลียนแท้ๆ ใช้เป็นตัวจบมื้ออาหารสนุกๆ ได้เช่นกันMr.Sam Chia (Hotel Manager, The St.Regis Bangkok) และ Mr.Anupam Banerjee (FB Director, The St.Regis Bangkok) พร้อมต้อนรับแขกทุกท่าน
เชฟเกตาโน่ (Gaetano Palumbo) และ เชฟแก้ว เกศิณี ดำรงสกุล
สนใจชิมและสั่งซื้อไวน์อิตาเลียนชั้นเลิศ ติดต่อ Cafe’ Buongiorno Tel. 06-2494-1649 (คุณพิม)

For more Informations & Reservation : The St.Regis Bangkok Hotel, VIU Restaurant 12 floor / Tel. 0-2207-7813, 0-2207-7777

AMICI NIGHT 3,800/person, add 1,400/person for Wine Paring

นางลอยข้ามสมุทร ที่สุดแห่ง Thai-Fusion!

นานๆ ทีจะได้มีโอกาสออกมาสังสรรค์กับเพื่อนสนิท และได้ชิมอาหารสไตล์ Private Chef Table ที่มีเชฟมืออาชีพชื่อดัง มาปรุงให้ทานในห้องส่วนตัว เพราะตอนนี้เป็นยุคโควิด เราเลยไม่ต้องการไปนั่งกินอาหารกับคนเยอะๆ ในที่แออัด พอได้ข่าวว่าเว็บไซต์ Potioneer เขาเปิดตัว เป็นสื่อกลาง platform ในการจอง Private Dining ที่ซอยสุขุมวิท 24 เราเลยไม่รอช้า ลองกดจองเข้าไปชิมอาหารไทยที่ชอบ โดยเลือกเป็นมื้อเย็นกินกับเพื่อนๆ รวม 12 คน สถานที่คือชั้นสองของอาคาร Curator ที่มีบรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน
จริงๆ แล้ว Potioneer ก็เป็นเหมือน Hub หรือสื่อกลางที่นำเชฟชื่อดังตามโรงแรมต่างๆ รวมถึงเชฟหน้าใหม่ที่มีความสามารถ มาพบกับลูกค้า โดยเลือกเชฟที่ชอบ อาหารที่ชอบ เวลาที่ใช่ ในราคาจับต้องได้ และที่สำคัญคือสามารถกดจองทุกอย่างผ่าน online ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นทาง App บนมือถือ หรือจะเข้าเว็บไซต์ Potioneer ก็ได้ นี่คือประสบการณ์พิเศษที่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่อยากมี Once in a life time กับ Chef Table Dining อันน่าจดจำวันนี้ เราเลือกชิมอาหารไทยฟิวชั่นที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และอัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ ของ เชฟฮูโต๋ (Chef Huto) หรือคุณเชฏฐ์ภูชิชย์ เถกิงศักดิ์ เชฟรุ่นใหม่ผู้โด่งดังจากรายการ Top Chef Thailand มีความสามารถพิเศษในการนำวัตถุดิบของอาหารไทยหลากหลายท้องถิ่น มารังสรรค์เป็นเมนูแปลกใหม่ได้อย่างลงตัวสุดๆ เชฟ Huto เป็นคนเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี โดยกำเนิด จึงคุ้นเคยกับอาหารไทยมาตั้งแต่เล็ก และความภาคภูมิใจมากๆ อย่างหนึ่งของเขาก็คือ ได้เคยดูแลพระกระยาหารของราชวงศ์จิ๊กมี่ แห่ง Bhutan คราวเสด็จเยือนประเทศไทยมาแล้ว
หลายๆ คนคงจะเข้าใจว่าการรับประทานอาหารแบบ Chef  Table เป็นอะไรที่ต้องจ่ายเงินแพงหูฉี่ แต่วันนี้ Potioneer ได้ทำให้ความฝันของใครหลายคนเป็นจริง ในงบประมาณที่เอื้อมถึง แต่ยังคงกลิ่นอายของ ความเป็นส่วนตัว (Private) และความ Luxury เล็กๆ จนทำให้เรายิ้มได้ ในแว่บแรกที่เห็นห้องจัดเลี้ยง การจัดโต๊ะอาหาร และความตั้งใจของทีมงานเชฟ Huto ที่ขมักเขม้นจัดเตรียมอาหารอร่อยๆ รอเราอยู่ ถือว่าบรรยากาศแบบนี้เหมาะทั้งการนั่งสังสรรค์กับเพื่อนๆ เลี้ยงวันเกิด มานั่งทำซึ้งกับคนรัก หรือพาลูกค้ามาเลี้ยงก็ได้ เพราะไม่ว่าจะมากันแค่ 1-2 คนเขาก็พร้อมต้อนรับ โดยรับสูงสุดครั้งละไม่เกิน 20 คน เพื่อคงคอนเซปต์ Private เอาไว้ ก่อนเร่ิมรับประทานอาหารค่ำกัน ทางทีมงานก็มีกิมมิคเก๋ๆ ให้เล่นสนุกก่อน โดยให้เรา load App บนมือถือ แล้ว scan ส่วนต่างๆ ของ Menu Card, ที่รองจาน, ที่รองแก้ว ก็จะเกิดภาพ AR สามมิติเคลื่อนไหวได้ ลอยขึ้นมาบนหน้าจอมือถือ WOW Amazing! คอนเซปต์ของภาพ 3D ที่ว่าก็เกี่ยวข้องกับชื่อเมนูสำรับอาหารไทยในวันนี้ด้วยคือ “นางลอยข้ามสมุทร” โดยภาพ 3D จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปบนภาพคลื่นน้ำในมหาสมุทร ที่มีลายเส้นแบบไทยผสมผสานตะวันตก น่ารักเก๋ไก๋สไลเดอร์สุดติ่งไปเลยฮะ 555555 พระเอกของวันนี้ที่เราจะมาชิมกัน คือสำรับอาหารไทยชื่อเก๋ไก๋ “นางลอยข้ามสมุทร” ที่เชฟ Huto บรรจงรังสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจ โดยคอนเซปต์คือเป็นอาหาร Thai Fusion ที่มีความ Sexy เพราะเป็นการนำวัตถุดิบจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และสมุทรสงคราม มาผสานผสมให้กลมกลืนลงตัว ทั้งรสชาติ เครื่องปรุง และหน้าตา โดยรสชาติของนางลอยข้ามสมุทร จะมีความเป็นไทยสูง เผ็ดลึกและหวานซ่อนเปรี้ยวในทุกเมนู และต้องบอกเลยว่าวัตถุดิบจากทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าว ถือว่ามีความรักจืด รักเค็ม เพราะเป็นพื้นที่ 3 น้ำ (น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม) ที่บ่มเพาะให้วัตถุดิบต่างๆ มีรสเลิศเกินจะห้ามใจ

แรงบันดาลใจในการรังสรรค์สำรับ “นางลอยข้ามสมุทร” ของเชฟ Huto มาจากหนึ่งในวรรณกรรมของรามเกียรติ์ชื่อ “นางลอย” โดยมีเรื่องราวที่น่าสนใจจากการที่ นางลอยใช้อิทธิฤทธิ์จำแลงตัวเป็นศพนางสีดา ลอยข้ามสมุทรผ่านแม่น้ำ  เพื่อให้พระรามเข้าใจผิดคิดว่านางสีดาตายแล้ว แต่พระรามเกิดจับได้ จากร่างที่ยังคงกลิ่นหอม ยังสวยอยู่ แตกต่างจากร่างของมนุษย์ทั่วไป แถมนางลอยก็ยังลอยทวนน้ำด้วย อีกความหมายของ “นางลอย” ในพุทธชาดก คือนางเมขลาลอยมาจากฟ้า ช่วยให้พระมหาชนกข้ามมหาสมุทรได้ ที่มาของ “นางลอย” ทั้ง 2 ไอดอล จากภาคพื้นทะเลและแผ่นดิน จึงนำมาสู่ไอเดียการคัดเลือกวัตถุดิบในคอร์สอย่าง ปู ปลา กุ้ง ปลาวง ปลาหวาน เครื่องปรุงรส และผลไม้ประจำฤดูกาล ทีนี้ก็ได้เวลาชิมกันแล้วล่ะ

เมนูแรก “จับไม้ปู” ซึ่งมีความต่างจากจับไม้ (ทอดมันเสียบไม้ย่าง) ทั่วไปโดยสิ้นเชิง เพราะเชฟ Huto ใช้เนื้อปูนิ่ม คลุกเคล้าเครื่องแกงเผ็ดร้อนกำลังดี หอมเตะจมูก และกรอบนอกนุ่มใน ทานกับซอสกระเทียมใช้แทนน้ำอาจาดสไตล์ครีมมี่ ชูกลิ่นกระเทียมได้ดีมาก ส่วนตัวจับไม้แทนที่จะใช้ไม้ไผ่ธรรมดา เชฟใช้หน่อกะลาเกาะเกร็ดกินแกล้มกันได้ ร่วมกับใบติ้วผักอีสาน ถือว่าเป็นการ Mix and Match ที่ดีงามซะจริงๆ

 เมนูที่สอง “แกงคั่วลิ้นจี่เนื้อย่าง กับปลาหวาน” เป็นจานที่เต็มไปด้วยความ Creative เพราะเชฟ Huto ใช้น่องลายตุ๋น กินแกล้มกับลิ้นจี่สมุทรสาครซึ่งออกมากในช่วงเดือนพฤษภาคม เมื่อใช้มีดตัดลงไปตรงกลางจะเป็นเนื้อตุ๋นเย็นๆ โดยใช้เอ็นตุ๋นของน่องลายล้วนๆ เลย เจลาตินที่เกิดขึ้นมาจากน่องลายของเนื้อวัวเอง และเนื้อวัวเป็นของวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน จ.นครปฐม หลังจากชิมเลเยอร์แรกของน่องลายไปแล้ว เชฟจะเอาซอสแกงคั่วสีเหลืองหอมกรุ่นมาราดเพิ่มให้ จนเกิดเป็น texture การกินที่แตกต่าง และวิเศษอย่างยิ่ง บอกเลยว่าเนื้อวัวนุ่มสุดๆ แทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว กินคู่กับไวน์แดงดีๆ สักแก้ว ก็ถือว่าเข้าคู่ Pairing กันได้อย่างแนบเนียน แต่สำหรับคนที่กินเผ็ดไม่ค่อยได้ ก็ต้องราดซอสแกงคั่วน้อยๆ เพราะกินไปสักพักจะรู้สึกเผ็ดร้อนลิ้นอยู่พอสมควร (คนที่ไม่กินเนื้อวัว แจ้งเชฟล่วงหน้าทาง App Potioneer ตอนทำ Booking เขาจะเปลี่ยนเป็นเนื้อหมูให้ ไม่มีปัญหา)

เมนูที่ 3 “ต้มสับปะรดหมึกแห้งมะพร้าวอ่อน” เป็นเมนูซดคล่องคอที่เกินความคาดหมาย ทีแรกเห็นหน้าตาธรรมดาๆ แต่รสชาติทำให้ทุกคนเอ่ยปากชมกันไม่หยุด เมนูนี้เชฟ Huto ใช้หัวและก้นสับปะรด มาต้มเคี่ยวกับหมึกจนนุ่ม เชฟเลือกใช้หมึกแดดเดียวที่มีไข่ เราว่าความโดดเด่นจริงๆ ของเมนูนี้คือการได้ลิ้มลองสัมผัสความจัดจ้านของน้ำซุป ที่มาจากการเคี่ยว สับปะรดพันธุ์ Siam Gold (หรือ พันธุ์หอมสุวรรณ) ถือเป็นสับปะรดที่ปลูกมากในอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้รับความนิยม จึงได้น้ำซุปหวานอมเปรี้ยวลงตัว ซดร้อนๆ ชื่นใจมาก

เมนูที่ 4 “ยำไตกุ้ง กับปลาวง” ชื่อแปลกๆ จนเชฟ Huto ต้องอธิบายให้ฟังว่า “ไตกุ้ง” จริงๆ แล้วก็คือน้ำเคย โดยชาวบ้านจะเอากุ้งมาตากแดด จนกว่าจะแห้งกลายเป็นกะปิอย่างที่เราคุ้นกัน น้ำที่ออกมาระหว่างขั้นตอนดังกล่าวนี้เอง ชาวบ้านจะเก็บไว้ใช้ในครัวเรือนแทนน้ำปลา รสชาติจะหวานและเค็มอ่อนๆ กำลังดี เชฟเอามาเคี่ยว แล้วหมักกับส่า คือเนื้อข้าวหมาก ซึ่งใช้ในการทำกุ้งสะดุ้งของภาคกลาง กิบแกล้มกับผักเคียงของอีสาน อย่างยอดกระโดน และตาลปัตรฤาษี ที่เข้ากันได้อย่างวิเศษ ตักกินไปเป็นชั้นๆ มีรสหวานซ่อนเปรี้ยว ตบท้ายด้วยเค็มนิดๆ ไม่เคยชิมที่ไหนมาก่อน ส่วนเนื้อกุ้งก็สดสู้ปากดีแท้

เมนูที่ 5 “ข้าวมันกะทิ กับน้ำดอกดาหลา” เป็นเมนูข้าวจานน้ำ ภูมิปัญญาของคนไทยนิยมกินกันมาตั้งแต่โบราณ ในช่วงรอยต่อฤดูร้อน-ฝน ซึ่งคนมักจะปรับตัวกับสภาพอากาศไม่ทันจนป่วยบ่อย เพราะเกิดอาการ Heat Stroke เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เมนูข้าวจานน้ำจริงๆ คล้ายข้าวแช่ชาววัง โดยกินกับปลาสลิด ปลาแห้ง น้ำพริก หรือเครื่องยำที่เหลือในสำรับ ใส่น้ำเย็นลงไป กินแล้วย่อยง่าย มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายเย็นลง ข้าวสวยใช้หางกะทิในการหุง จึงมีความหอม หวาน มัน กินคู่กับปลาวง ปลาหวาน กระเทียมโทนดอง ใช้ตัดแกล้มตัดเลี่ยนได้เหมาะเจาะลงตัว ส่วนน้ำที่ใช้เทลงไปในข้าวจานน้ำ เชฟ Huto ใช้ “น้ำดอกดาหลา” ที่สกัดเอง กลิ่นรสเป็นน้ำดอกไม้หอมชื่นใจ อ่อนโยน บางเบา ไม่ต่างจากการกินข้าวแช่ชาววังเลย

น้ำดอกดาหลา สไตล์เชฟ Huto

กินคาวกันไป 5 เมนูแล้ว ก็ได้เวลาล้างปากกับของหวานที่ไม่ธรรมดา “ส้มฉุนน้ำข้าวหมาก” ซึ่งต้องบอกเลยว่าจัดจานมาดู Inter สีสันเย้ายวนชวนให้ตักเข้าปากซะจริงๆ

            ต้องอธิบายก่อนว่า จริงๆ แล้ว “ส้มฉุน” เป็นเมนูของเปรี้ยวที่คนไทยสมัยก่อนนิยมนำมาแช่อิ่มเก็บไว้ ช่วงเวลาที่ร้อนๆ กระหายน้ำ หรือเหงาปาก ก็มักจะเอามากินแทนเมี่ยง โดยเอาการบูรโรยกินกับขนมแช่อิ่ม ให้ความสดชื่นในฤดูร้อน หรือวันที่อบอ้าว ทว่าปัจจุบันการบูรไม่สามารถกินได้แล้ว เพราะเป็นการบูรสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เชฟ Huto จึงใช้ความสดชื่นจากการแช่เย็นก่อนเสิร์ฟแทนการบูร และใช้ผลไม้แช่อิ่มตามฤดูกาล ทั้งมะม่วงสุก มะยงชิด และลูกพีช (ของภาคเหนือที่กำลังล้นตลาด) เมนูนี้พอดีเป็นช่วงที่มะยงชิดวายไปแล้ว เชฟ Huto จึงใช้ลูกพีช กินคู่กับเจลลี่ข้าวหมาก แกล้มกับเม็ดทับทิม ขิงอ่อนซอย และผิวส้มฉุนฝาน Topping มาอย่างจุ๋มจิ๋มน่ารัก

ส้มฉุน (Bitter Orange) พืชวงศ์ส้มที่หายากราคาสูงในปัจจุบัน แต่ครัวไทยนิยมนำผิวมาแต่งกลิ่นอาหาร ส้มฉุนมีกลิ่นเฉพาะตัว อยู่กึ่งกลางระหว่างมะกรูดกับมะนาว ทางจังหวัดเพชรบุรีนิยมใช้ใบอ่อนส้มฉุนใส่แกงคั่วหัวตาล ปัจจุบันถือว่าส้มฉุนเป็นพืชหายาก เพราะปลูกค่อนข้างยาก ชอบขึ้นอยู่ในบริเวณน้ำกึ่งแห้งกึ่งแฉะPrivate Dining ของเราในวันนั้น เต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มอร่อย เป็นประสบการณ์ดีๆ ครั้งหนึ่งที่ยากจะลืม โดยเฉพาะรอยยิ้มและมิตรไมตรีจากเพื่อนสนิท เคล้าเคียงกับรสชาติอาหารได้อย่างวิเศษ จนเวลาล่วงเลยไปดึกดื่นก็ต้องร่ำลา แต่สัญญากันไว้ว่าจะกลับมาพบกันอีกแน่นอน

สนใจจองรับประทานอาหาร และสอบถามข้อมลูเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท โพชั่นเนียร์ (ประเทศไทย) จํากัด

Paparitk@potioneer.com  Instagram.com/potioneerth. Facebook.com/potioneer

คุณพาพฤทธิ์ กาญจน์เกียรติกุล (แน็ก) โทร. 081-424-7887  Yanisat@potioneer.com
คุณญาณิศา ธรี กีรติกุล (เจ) โทร. 062-447-4249

“Potioneer” Private Dining New Experience!

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2565 บริษัท โพชั่นเนียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงาน Soft Opening platform ใหม่ “Potioneer” ที่ Potioneer House Curator ซอยสุขุมวิท 24

บริษัท โพชั่นเนียร์ (ประเทศไทย) จํากัด ก่อตั้งโดย คุณพิตนิตสันติ์ สันติวราคม (พล) คุณถาวร กมลสิทธุ์ (อาร์ม)

คุณพาพฤทธิ์ กาญจน์เกียรติกุล (แน็ก) และ คุณปีติภัทร คูตระกูล (แบม) ร่วมสร้างนวัตกรรมเพื่อพลิกโฉมวงการอาหาร Gastronomy ในประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล

Potioneer มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนวงการอาหารไทย สู่ความเป็นผู้นําระดับภูมิภาค และระดับสากล โดยเป็นศูนย์กลางการเสริมสร้างและต่อยอดวิชาชีพให้เชฟทุกระดับ

Potioneer เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยอํานวยความสะดวกให้กับคนรักอาหาร ทั้งฝ่ายเชฟและผู้รับประทาน

ด้วยระบบการจองมื้ออาหารส่วนตัว (Private Dining) ที่ง่ายและสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนั้นยัง เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมวงการอาหารผ่านพื้นที่ที่เปิดกว้างให้เชฟได้แสดงความสามารถ และความคิด สร้างสรรค์ของตน เสมือนศูนย์กลางที่เชฟสามารถใช้สร้างอาชีพ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เพื่อการพัฒนาศักยภาพสู่ ระดับสากล

Potioneer เป็นระบบการจองมื้ออาหารส่วนตัว (Private Dining Booking Platform)

ที่เปิดโอกาสให้เชฟเข้ามารังสรรค์คอร์สเมนู เพื่อนําเสนอเอกลักษณ์ของเชฟแต่ละท่าน การจองลักษณะนี้เหมาะสําหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษ

หรือต้องการสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แปลกใหม่จากเดิม โดยลูกค้าสามารถเลือกสถานที่รับประทานอาหารได้ทั้งที่ Potioneer House Curator สุขุมวิท 24 ร้านอาหารของเชฟ บ้านของลูกค้า หรือพื้นที่อื่นๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ

นอกจากนี้ทาง Potioneer ยังได้ร่วมมือกับ พระราชวังพญาไท เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ผู้รับประทานอาหาร

Potioneer ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบการจองมื้ออาหารเท่านั้น แต่เรายังมีความตั้งใจสร้างสังคม ของเชฟ หรือ Chef Community ให้เป็นเวทีสําหรับเชฟทุกรูปแบบ ทั้งเชฟที่มีร้านอาหารเป็นของตนเองและเชฟอิสระ โดยเชฟทุกท่านจะได้มีโอกาสแสดงศิลปะการทําอาหาร ความเชี่ยวชาญ และความเป็น เอกลักษณ์ของแต่ละท่าน พร้อมทั้งสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างเชฟมืออาชีพและเชฟหน้าใหม่ เปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ เช่น Chef Collaboration ที่เหล่าเชฟ สามารถผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ ฝีมือ และเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อบุกเบิกศิลปะการทําอาหารรูปแบบ ใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

นอกจากนี้ Potioneer ยังมีการจัดสัมมนา Masterclass โดยเชิญชวนวิทยากร ที่มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะทาง

และมีประสบการณ์มาถ่ายทอดความรู้ให้กับเชฟ ไม่ว่าจะเป็น วิธีการจัดอาหารให้สวยงาม การสร้างคอนเซ็ปต์และความเป็นเอกลักษณ์ของเชฟแต่ละท่าน การตลาด รวมถึง แนะแนวทางการสร้างอาชีพ ฯลฯ

สอบถามข้อมลูเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท โพชั่นเนียร์ (ประเทศไทย) จํากัด

Paparitk@potioneer.com

Instagram.com/potioneerth

Facebook.com/potioneer

คุณพาพฤทธิ์ กาญจน์เกียรติกุล (แน็ก) โทร. 081-424-7887  Yanisat@potioneer.com
คุณญาณิศา ธรี กีรติกุล (เจ) โทร. 062-447-4249

HUG ริมธาร กระบี่ ที่พักดีๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ ‘จังหวัดกระบี่’ หลายคนคงจะนึกถึงภาพของทะเลแหวก, อ่าวนาง, เกาะพีพี, อ่าวมาหยา ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา จนเราเกิดคำถามขึ้นในใจว่า จะมีที่ไหนไหมหนอ? ที่เงียบสงบเป็นส่วนตัวเหมาะกับการพักผ่อนจริงๆได้

ในที่สุด เราก็ได้พบกับ ‘HUG ริมธาร กระบี่’ คลองม่วง ใกล้อ่าวมาหยา รีสอร์ทสุดพิศษที่ซุ่มซ่อนอยู่ในอ้อมกอดของแมกไม้เขียวครึ้ม และลำธารใสสีมรกตที่หลากไหลมาจากผืนป่าโดยรอบ

ด้วยระยะห่างจากหาดอ่าวนางเพียง 7 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองกระบี่ 18 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินกระบี่แค่ 28 กิโลเมตร ทำให้ HUG ริมธาร กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายใหม่สำหรับคนที่รักสงบอยากมาพักผ่อนแบบชิลๆ นั่งเล่นดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติ เคล้าเสียงเพลงเบาๆ เหม่อมองสายน้ำไหลผ่านไปเหมือนกับจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้จุดเด่นของ HUG ริมธาร คือสายน้ำใสไหลเย็นที่ไหลผ่านกลางรีสอร์ท ต่อเนื่องมาจากลำธารธรรมชาติใกล้ๆ กัน สามารถลงเล่นน้ำได้สบายอย่างปลอดภัย เพราะน้ำไม่ลึกจ้า

แถมยังมีที่นั่งชิลเอนกายสบายๆ ทั้งในซุ้มศาลา และในตาข่าย ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้อยู่ใกล้น้ำมากๆ หัวใจหลักจริงๆ ของ HUG ริมธาร คือที่พักพิเศษไม่เหมือนใคร สร้างอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ปัจจุบันเปิดให้บริการ 5 หลัง แต่กำลังจะเพิ่มรถบ้านเข้าไปด้วยในอนาคตอันใกล้นี้

ดูภายนอกหน้าตาอาจธรรมดาๆ แต่ลองเข้าไปดูข้างในซิ ขอบอกว่าจะทำให้อยาก Check In นอนค้างกันหลายๆ คืนเลยทีเดียว
เล็กๆ แต่หรูเรียบ สะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน แถมติดแอร์เย็นฉ่ำ มีฟรี WiFi ทีวีจอแบน ตู้เย็น ต่างๆ นาๆ ครบ ช่วยเพิ่มเสน่ห์ของ HUG ริมธาร ได้อย่างวิเศษ เปิดประตูไปหน้าห้องก็เจอป่าไม้เขียวๆ อากาศเย็นสดชื่น และทางเดินลงไปเล่นน้ำในลำธารใสน้ำเย็นเฉียบได้เลยนะ ห้องพักบางหลัง มีขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับสาย Backpacker  คู่รัก  และสาย Minimal ที่ต้องการความเรียบง่าย แต่สะดวกครบทุกความต้องการ ห้องน้ำหรูดูดีขนาดนี้ ไม่บอกไม่เชื่อนะเนี่ย ว่าคือห้องพักภายในตู้คอนเทนเนอร์สุดหรูของ HUG ริมธาร WOW! มองจากหน้าห้องพัก เห็นลำธารใสไหลเย็นขนาดนี้เลย แถมมีโขดหินธรรมชาติส่วนตัว ให้ลงไปนั่งแช่น้ำเล่นได้ราวกับสระอโนดาตในตำนาน ฮาฮาฮา
ที่พักดีๆ เขามีอาหารและเครื่องดื่มดีๆ มาเติมเต็มให้วันพักผ่อนของเราสมบูรณ์แบบ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก Soft Drink ที่ไม่เน้นแอลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำผลไม้ปั่น และกาแฟคั่วสดในชื่อ ‘โรงคั่ว ฮัก @กระบี่’ ที่คนกระบี่รู้จักกันดี อาหารไทย อาหารฟิวชั่น และ Seafood แบบง่ายๆ สั่งทานกันได้เลยตามใจชอบ เสน่ห์ที่ใครๆ พูดถึง HUG ริมธาร คือกรุ่นกลิ่นกาแฟคั่วรสละมุนของ ‘โรงคั่ว ฮัก @กระบี่’ ที่เป็นกาแฟคั่วใหม่สดทุกวันตาม order ลูกค้า

ที่สำคัญคือใช้เมล็ดกาแฟที่ปลูกจาก ดินภูเขาไฟ อันอุดมด้วยแร่ธาตุใต้พิภพของ บ้านแผ่นดินเสมอ อำเภอคลองท่อม จ.กระบี่  นี่เอง คั่วเมล็ดกาแฟดิบจากดินภูเขาไฟกันให้ดูเห็นๆ กลิ่นหอมฟุ้งไปแปดบ้านสิบบ้าน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จนเมล็ดกาแฟดิบสีขาวนวลกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม และยิ่งคั่วนานรสชาติก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้นด้วยคั่วเสร็จแล้ว ก็นำเมล็ดกาแฟสุกมาบดเป็นผงละเอียด ชงด้วยน้ำเดือดในหม้อความดัน จนได้ กาแฟคั่ว ฮัก @กระบี่ ที่เข้มข้นหอมกรุ่นจนต้องติดใจ สำรองห้องพักได้ที่  HUG Rimtarn Resort & Restaurant  เลขที่ 172 หมู่ 6 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่

โทร. 06-1694-5979 / ID line : art_ttt / Email : hugrimtarnresort@gmail.com

Movenpick Bangkok สุขุมวิท 15 ความสุขที่กลืนกินได้

ในย่านถนนสุขุวิท Downtown สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ อันเป็นเสมือนย่านการค้าและหัวใจของธุรกิจ Mövenpick Hotel คือหนึ่งในจุดนัดพบสำหรับการพบปะสังสรรและเข้าพักในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว

จัดวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในซอยสุขุมวิท 15 ที่เข้าถึงได้สะดวกง่ายดาย วันนี้เราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก ‘ร้านอาหารลีลาวดี’ และ ‘Roof Top Bar’ ของโรงแรม Mövenpick Hotel กับการลิ้มลองอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นแสนอร่อย จนต้องมาบอกต่อ

โรงแรม Mövenpick สุขุมวิท 15 กรุงเทพ มีความเงียบสงบแต่ไม่ไกลจากถนนใหญ่ และมีบริการรถตุ๊กๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ไปยังห้าง Terminal 21, BTS และ MRT การตกแต่งจะเน้นโทนสีขาวเป็นหลัก และสีเขียวซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนผ่อนคลาย “สไตล์รีสอร์ทใจกลางสุขุมวิท” 

ห้องอาหารลีลาวดี เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไฮท์ไลท์จะเป็นอาหารเมดิเตอร์เรเนียน แต่ก็ยังมีทั้งงอาหารไทย อินเตอร์ และจากสวิตเวอร์แลนด์ ให้เลือกสรรอีกด้วย เริ่มต้นกันด้วย Mixed grill (main course) เป็นเมนูนำของห้องอาหารและนอกจากคัดสรรเนื้อสัตว์คุณภาพดีแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งอยู่ที่ Garlic sauce โดยใช้กระเทียมเป็นส่วนประกอบหลักและเป็น Gluten free โดยปกติแล้ว mixed grill จะมีแค่ kabab, lamb tenderloin, shish taouk (chicken breast) แต่ที่นี่จะเพิ่มความโดดเด่ด้วย lamb chop และ chicken wings ทานคู่กับ เฟร้นฟราย, garlic sauce สูตรพิเศษ รวมทั้งหอมใหญ่และมะเขือเทศย่าง เรียกน้ำย่อยกันด้วย Salmon Tatar (appetizer) เป็นการผสมผสานของปลาแซลมอนทั้ง 2 ชนิดและ 2 รสชาติ ทั้งความหวานมันจากแซลมอนสดและความเค็มเล็กน้อยจากแซลมอนรมควัน นอกจากนี้ยังมีรสสัมผัสหอมมันและหวานจากอะโวคาโด ไข่ขาว และมะม่วงน้ำดอกไม้สุกอีกด้วย  ทำให้จานนี้มีความพิเศษและรสชาติกลมกล่อมจากส่วนผสมที่ลงตัวในแต่ละชั้น ต่อกันด้วย ควินัน แสนอร่อย เป็นอาหารสุขภาพที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ ใครอยากควบคุมน้ำหนักลดหุ่น คุณอาจหลงรักเมนูนี้ก็ได้นะ

Aish Al Saray (เอช อัล ซาราย) เป็นขนมหวานสไตล์ fusion โดยส่วนประกอบหลักคือ Mascarpone cheese ถั่ว pistachio และกลิ่นกุหลาบ (rose water) อีกด้วย โดยเมนูนี้ถือเป็น Lebanese cheesecake Rainforest Rooftop Bar อยู่บริเวณชั้น 8 ของโรงแรม คือจุดหมายต่อไปในมื้อเย็นอันแสนพิเศษของเรา

โปรโมชั่น 15 Yourself เป็นโปรโมชั่นสุดคุ้ม เพราะได้ทั้ง unlimited appetizer, main course และ dessert และยังสามารถสั่ง เครื่องดื่มได้ในราคาเพียงแก้วละ 15++ เท่านั้น

โปรโมชั่น 15 Yourself จะเริ่มต้นด้วย Unlimited Mixed Mezze ซึ่งจะเน้นไปทางอาหารสุขภาพตามแบบฉบับของ Mediterranean (Hummus, Babaghanouj, Tabouleh) เสริฟพร้อมกับ pita bread แบบไม่อั้น จากนั้นเต็มอิ่มกับ BBQ station ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา เนื้อสัตว์อื่นๆ เสิร์ฟคู่กับ garlic sauce ที่ขึ้นชื่อ1 เซท/ท่าน ตบท้ายมื้ออร่อยด้วยขนมหวาน เช่น mango cheesecake ทั้งหมดนี้ราคาเพียงคนละ 777++บาทเท่านั้น

พิเศษสุดสำหรับท่านที่ออเดอร์โปรโมชั่นนี้ คือ จะได้รับสิทธิพิเศษในการสั่งเครื่องดื่มราคาเพียงแก้วละ 15++บาท เท่านั้น ซึ่งรวมทั้งไวน์ เบียร์ คอกเทล และซอฟดริ๊งค่ะ  เหมาะมากสำหรับผู้ที่ชืนชอบเครื่องดื่มและอาหารแนวสุขภาพพร้อมทั้งสัมผัสกับบรรยากาศชิวๆที่ Rainforest Rooftop Bar โดยเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00น-22.00 น. นอกจากเมนูแสนอร่อยที่พาไปชิมกันมาแล้วนั้น ที่นี่ยังมีขนมหวานอร่อยๆให้เลือกหม่ำอีกเพียบ ลองหาเวลามาสัมผัสนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่า ในย่านสุขุมวิท 15 ยังมีสถานที่สุดพิเศษนี้อยู่จริงๆ

Chocolate Bar (เสริฟตลอด 24 ชั่วโมงที่ห้องอาหารลีลาวดี) เครื่องดื่มแนวใหม่ กับการผสมผสานระหว่างช็อคโกแลตแท้จากสวิตเซอร์แลนด์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีให้เลือกระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 70% 80% และ 90% นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเป็นร้อนหรือเย็นได้อีกด้วย  เหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มปิดท้ายมื้ออาหาร หรือแทนขนมหวาน มีให้เลือกกว่า 30 เมนู

Choco Castro (Hennessy V.S.O.P, Rum, Baileys Irish Cream, Swiss Chocolate, Cream) เป็นตัวแนะนำรสชาติเข้มข้นจากช็อคโกแลตแท้ๆ เป็น cocktail ร้อน ที่ค่อนข้างแรง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โรงแรมเมอเวนพิค สุขุมิวท 15 กรุงเทพ โทร. 0-2119-3100

อีเมล : hotel.sukhumvit15.reservations@movenpick.com

Facebook : https://www.facebook.com/movenpickBKK/

IG : https://www.instagram.com/movenpickbangkok/

เกาะจำ Ocean Beach Resort กระบี่ ความทรงจำดีๆ ที่น่าจดจำ

‘เกาะจำ’ เกาะที่ใครหลายคนหลงรักเมื่อได้สัมผัส และจากไปพร้อมกับ ‘ความทรงจำดีๆ’ ที่มีต่อธรรมชาติ หาดทราย ท้องทะเล และรอยยิ้มของผู้คน ด้วยว่าเกาะจำคือดินแดนอันพิสุทธิ์ เป็นส่วนตัว ยังคงความอุดมของธรรมชาติทั้งบนบกและในท้องทะเล

กว่า 500 ปีมาแล้ว ที่ชาวเลอูรักลาโว้ยกลุ่มแรกได้เดินทางโดยเรือลำน้อย มาตั้งรกรากอยู่บริเวณหัวเกาะจำ พวกเขาใช้ชีวิตเรียบง่าย ผูกพันอยู่กับเกลียวคลื่น หมู่ปลา และการขึ้นลงของกระแสน้ำในแถบนี้ ในเวลาต่อมาชุมชนค่อยๆ ขยายตัวไปสู่บ้านติงไหร และบ้านเกาะปูที่อยู่ไกลออกไป ทำให้เกาะจำคึกคักมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น กระทั่งต่อมา ชาวมาเลเซียและชาวจีนที่โล้สำเภาเข้ามาค้าขาย ก็ได้ตั้งรกรากลงบนเกาะจำเช่นกัน เกิดเป็นความหลากหลายของชาติพันธุ์ อันเป็นเสน่ห์ของเกาะจำมาจวบทุกวันนี้

แม้ว่าเกาะจำจะมิใช่หมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดกระบี่ ทว่านี่คือข้อดี ที่ช่วยเก็บรักษาความเป็นธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนบนเกาะจำไว้ได้อย่างงดงาม ทุกวันนี้เรายังสามารถเข้าไปสัมผัสหาดทรายอันเงียบสงบ ปราศจากความวุ่นวาย ไร้ความอึกทึก เกาะจำจึงกลายเป็นหมุดหมายแห่งการมาพักผ่อน และช๊าตพลังชีวิตของเราอย่างแท้จริง ไม่ต่างจาก

สวรรค์ส่วนตัวที่แอบซ่อนอยู่ในหมู่เกาะทะเลกระบี่

การเดินทางสู่เกาะจำนั้นแสนง่ายดาย ถ้าไม่ซื้อแพ็กเกจทัวร์ของรีสอร์ทต่างๆ ก็สามารถเดินทางเอง

คือเมื่อลงเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติกระบี่แล้ว สามารถต่อรถแท็กซี่จากสนามบิน ระยะทาง 25 กิโลเมตร สู่ท่าเรือแหลมกรวด อ.เหนือคลอง เพื่อลงเรือเมล์โดยสารที่มีบริการเกือบตลอดวัน (ค่าโดยสาร คนไทย 50 บาท / ชาวต่างชาติ 100 บาท) สู่เกาะจำที่ท่าเรือมูตู จากนั้นสามารถเหมารถสองแถวที่ท่าเรือไปยัง
หนึ่งในรีสอร์ทสวยที่สุดและกลมกลืนกับธรรมชาติที่สุดบนเกาะจำ ตั้งอยู่บนหาดติงไหร ‘เกาะจำ โอเชี่ยน บีช รีสอร์ท’ (Koh Jum Ocean Beach Resort) รีสอร์ทสวยที่สร้างกลมกลืนอยู่กับธรรมชาติ สายลม แสงแดด เกลียวคลื่น และความสงบงามของเกาะจำ ที่ยังคงบริสุทธิ์เหลือเกินบ้านพักของ Koh Jum Ocean Beach Resort มี 5 แบบ แต่ละแบบสร้างกลมกลืนกับแมกไม้ชายเขาและหาดทราย โดยเฉพาะบ้านเรือ (Boat House) 2 หลัง ที่เหมาะจะไปฮันนีมูนกันสุดๆต้นไทรใหญ่อายุกว่า 300 ปี ที่แผ่กิ่งก้านอยู่ภายในรีสอร์ท ถือเป็น Landmark สำคัญ และเป็นเหมือนจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ที่ช่วยปกปักรักษาผู้คนที่นี่ให้อยู่รอดปลอดภัย

บ้านพัก 5 แบบ ของที่นี่ ประกอบด้วย Ocean View Superior Cottage,  Ocean View Deluxe Cottage, Ocean View Honeymoon Villa, Beach Front Boat House และ Beach Front Family 

ภายในบ้านพักแต่ละหลัง ใช้โทนสีอบอุ่นเป็นหลัก เพิ่มบรรยากาศให้น่าพัก อีกทั้งใช้วัสดุที่แลกลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบ ห้องฮันนีมูน ก็ต้องมีอะไรเก๋ๆ หวานๆ แบบนี้ประดับตกแต่งเมื่ออาทิตย์ลาลับ ราตรีค่อยๆ คืบคลานเช้ามา Koh Jum Ocean Beach Resort ก็สว่างไสวสวยงามด้วยแสงไฟมลังเมลือง เพิ่มเติมชีวิตชีวาให้กับผู้เข้าพักนอกจากทะเลจริงที่เราสามารถไปดำผุดดำว่ายได้แล้ว ที่นี่ยังมี สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ให้ได้สนุกกันทั้งครอบครัวด้วยนั่งเล่นปล่อยอารมณ์พร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้ว ที่สระว่ายน้ำของ Koh Jum Ocean Beach Resortนั่งเล่นบนชิงช้าหน้าหาด คือความสุขเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ค้นพบ ณ Koh Jum Ocean Beach ResortOcean Spa พักผ่อนนอนนวดไทย ได้ฟังเสียงคลื่นไปด้วย น่าอิจฉาจริงๆ หาดติงไหร ด้านหน้า Koh Jum Ocean Beach Resort คือหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดบนเกาะจำ มาพักที่ Koh Jum Ocean Beach Resort ไม่มีคำว่าน่าเบื่อแน่นอน เพราะตอนกลางวันมีกิจกรรมให้ทำมากมาย ทั้งการพายเรือคายัค, แพดเดิล บอร์ด, เดินป่าขึ้นจุดชมวิวบนยอดเขา, นั่งเรือสปีตโบ๊ทออกไปดำน้ำตื้นกันที่เกาะไผ่ เกาะยูง และหมู่เกาะพีพี แบบ One Day หรือ Half Day Trip เกาะไผ่ เป็นจุดดำน้ำที่ยังมีปะการังและฝูงปลานานาชนิดให้ชม
เที่ยวเกาะพีพีดอน
แวะไปจอดเรือชมอ่าวมาหยาจากด้านหน้าลิบๆ เพราะตอนนี้ยังปิดให้ธรรมชาติฟื้นตัว แบบไม่มีกำหนดหลังจากออกไปดำน้ำเล่นเที่ยวเกาะกันมาท้ังวัน ยามเย็นก็กลับสู่ Koh Jum Ocean Beach Resort อีกครั้ง นั่งชิลริมหาด พร้อมเครื่องดื่มที่โปรดปราน Dinner พร้อมเพื่อนๆ และคนรู้ใจ อิ่มอร่อยกับ Seafood จัดเต็ม ทั้งกั้ง กุ้ง ปูม้า หมึก ปลา และหอยชักตีน ที่ถือเป็น Signature Cuisine ของจังหวัดกระบี่กั้งตัวใหญ่ๆ จับกันมาสดๆ โดยชาวประมงพื้นบ้านที่รอบๆ เกาะจำนี่เองปูม้าตัวเขื่อง เนื้อแน่นอย่าบอกใครหอยชักตีนตัวใหญ่มาก เกาะจำยังมีให้ชิมเพียบเกาะจำเป็นแหล่งที่ยังคงพบกุ้งมังกรได้เสมอ เพราะท้องทะเลที่นี่อุดมสมบูรณ์ มีเพียงการประมงขนาดเล็ก ของชาวประมงชายฝั่งที่จับขายแบบพอเพียงเกาะจำถือเป็นบ้านของกั้งทะเลหลายชนิด ทั้งกั้งกระดาน, กั้งตั๊กแตน, กั้งนางฟ้า, กั้งลายเสือ ฯลฯ แต่อาจจะไม่ได้จับกันทุกวัน ถ้าอยากกินต้องสั่งชาวบ้านล่วงหน้าวิถีชีวิตของชาวบ้านบนเกาะจำ ยังกินอยู่อย่างเรียบง่ายพอเพียงจริงๆ และอิงอยู่กับทรัพยากรทางทะเลเป็นหลัก เกาะจำเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม คือมีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบมาหลายชั่วอายุคน ทั้งชาวเล ชาวไทยจีน ชาวไทยมุสลิม แลชาวไทยพุทธ ป่าชายเลนของเกาะจำยังอุดมสมบูรณ์มาก จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ และอนุบาลสัตว์ทะเลตามธรรมชาติ ซึ่งจะเติบโตไปเป็นกุ้งหอยปูปลาให้จับขายจับกินได้ไม่มีวันหมด ศาลเจ้าพ่อโต๊ะบุหรง เป็นศูนย์รวมจิตใจผู้คนบนเกาะจำมาเนิ่นนาน เพราะเป็นเสมือนผู้ปกปักรักษาผู้คนให้สงบสุขคิดจะเที่ยวกระบี่ครั้งต่อไป ถ้าไม่อยากไปแออัดอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเดิมๆ ต้องไม่ลืมนึกถึง ‘เกาะจำ’ ความทรงจำดีๆ ที่มีให้เราเสมอสนใจติดต่อ Koh Jum Ocean Beach Resort เกาะจำ จ.กระบี่ โทร. 06-3079-0944 / www.kohjumoceanbeachresort.com / 

info@kohjumoceanbeachresort.com

พักในอ้อมกอดสีเขียว เที่ยวกระบี่ที่ Pooltara Resort

นานแล้วไม่ได้กลับมาเที่ยว ‘จังหวัดกระบี่’ มาเที่ยวทั้งทีทริปนี้จึงต้องเป็นอะไรที่พิเศษสุดๆ

เราเดินทางเข้าสู่อ้อมกอดของแมกไม้เขียวขจีและสายน้ำใสเย็นจากธรรมชาติ ที่  Pooltara Resort Krabi ซึ่งแม้จะอยู่ในเขตอำเภอเมืองกระบี่ ทว่าก็ไม่ได้อยู่ในใจกลางเมืองหรือแถบอ่าวนางที่ค่อนข้างแออัด แต่ Pooltara Resort ได้พาตัวเองมาแอบซ่อนอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา และธรรมชาติพิสุทธิ์ ที่ซึ่งมีเพียงเราและธรรมชาติกระซิบรักกันฝนโปรยละอองเย็นฉ่ำ ต้อนรับการมาถึงของเราที่ Pooltara Resort ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่ติดลำธารธรรมชาติชื่อ ‘คลองธารทิพย์’ ซึ่งเคยมีนากน้ำอาศัยอยู่ เป็นลำธารสาธารณะที่ไหลมาจากป่าบนเขาพนมเบญจา บรรยากาศของที่นี่จึงอาบอิ่มด้วยธรรมชาติ อากาศปลอดโปร่ง เหมาะจะมาพักผ่อนกายใจในมุมส่วนตัวอย่างแท้จริง
คุณเฟียต CEO แห่ง Pooltara Resort Krabi คือหนึ่งคนที่ตกหลุมรักจังหวัดกระบี่เข้าอย่างเต็มเปา จากที่ป่าพรุและสวนเก่า 10 ไร่ ซึ่งคุณพ่อได้ซื้อไว้เมื่อกว่า 26 ปีก่อน บัดนี้คุณเฟียตได้เนรมิตให้กลายเป็นที่พักสไตล์ Eco-Friendly  เป็นมิตรใกล้ชิดธรรมชาติอย่างกลมกลืนมากๆจุดเด่นของ Pooltara Resort Krabi คือความเป็นธรรมชาติของแมกไม้เขียวสดร่มรื่น และลำคลองธารทิพย์ ที่ผ่านเข้ามายังรีสอร์ท เหมาะไปนั่งพักผ่อน เล่นน้ำ พายเรือ ให้เย็นกายเย็นใจเหมือนการช๊าตพลังชีวิตอดใจไม่ไหว ไปพายเรือแคนนูเล่นชมธรรมชาติกันเถอะเรา ริมคลองธารทิพย์ มีการจัดแต่งสวนสวยร่มรื่น ใช้เป็นจุด check in หรือ photo point ได้สบายๆ เลยจ้าส่วนสำคัญอีกอย่างของ Pooltara Resort Krabi คือบ้านพักสไตล์ Villa ที่ออกแบบได้อย่าง Modern โปร่งโล่งสบาย มองเห็นธรรมชาติอยู่ใกล้แค่เอื้อม สำหรับหลังนี้เป็นแบบสองชั้น โดยชั้นล่างใช้เป็นห้องนั่งเล่น อิงกายบนโซฟานุ่ม ส่วนชั้นบนเดินขึ้นบันไดไปอีกนิด ก็ถึงที่นอนคล้ายชั้นลอย ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายคล้ายอยู่บ้าน
ที่พิเศษมาก คือหน้าห้องมีมุม Relax สุดชิล เป็นตาข่ายให้นอนเล่นรับลมธรรมชาติมุม Lobby ที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเองได้เวลา Dinner แล้ว ขอให้คืนนี้เป็นคืนพิเศษที่เราจะจดจำไปอีกนานแสนนานแค่เห็นการจัดโต๊ะก็กินขาดแล้วล่ะ นำเอาใบตองมาปูโต๊ะ เป็นการผสมผสานกลิ่นอายท้องถิ่นปักษ์ใต้เข้ามาได้อย่างน่ารักมากๆ
อาหารค่ำของ Pooltara Resort Krabi มี 2 เซ็ทให้เลือก คือ ลัดตา Set และปกาสัย Set ทั้งสองแบบนี้จัดมาในสไตล์อาหารท้องถิ่น อาทิ แกงส้มปลากะพง, หมูฮ้อง, คั่วกลิ้งปลา, น้ำพริกปลาฉิ้งฉ้าง, หมูสามชั้นผัดกะปิ, ต้มกะทิใบเหรียง และนำ้พริกกะปิกุ้งสด เป็นต้นลิ้นลิ้มรสความอร่อย ตาได้เสพความงาม และหูได้ยินเสียงเพลงเบาๆ เคล้าบรรยากาศยามหัวค่ำท่ามกลางธรรมชาติ
เครื่องดื่มเย็นๆ ผสมแอลกอฮอล์เบาๆ ช่วยให้ค่ำคืนนี้ Perfect ขึ้น ในขณะที่เรานั่งพูดคุยสรวนเสเฮฮากับเพื่อนฝูงอาหารเช้าของ Pooltara Resort Krabi ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะเน้นอาหารพื้นบ้าน ที่อุดหนุนชาวบ้านมาแท้ๆ รสชาติจึงอร่อยถึงเครื่องแบบปักษ์ใต้จริงๆ ส่วนการจัด Setting Buffet Corner ก็น่ารักเก๋ไก๋ฟรุ้งฟริ้ง
ข้าวเหนียวไก่ทอดแบบพื้นบ้าน ดูหน้าตาธรรมดา แต่รสชาติอาหร่อยอย่างแรง ขอบอกว่าถึงเครื่องมากครับ แต่ก็ขอเหลือท้องไว้ชิมขนมจีนด้วย ฮาฮาฮาขนมพื้นบ้านต่างๆ จัดไว้เสิร์ฟกันตั้งแต่เช้าตรู่ กินกันให้เต็มที่เลยนะเช้านี้ จะได้มีแรงออกไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวสุด Unseen ที่อยู่ไม่ห่างจาก Pooltara Resort Krabi คือ ‘จุดชมวิวเขาทอง’ จากจุดนี้สามารถชื่นชมพระอาทิตย์ตกได้แบบสุดสายตา Panorama โดยมีหมู่เกาะทะเลกระบี่เรียงรายอยู่ตรงหน้าเลย!ส่วนใครที่อยากเที่ยวแบบ Adventure ผจญภัยกลางแจ้ง แนะนำให้ไปพายเรือคายัคในคลองบ่อท่อ ตรงสู่ ‘ถ้ำผีหัวโต’ แหล่งประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี เป็นถ้ำที่มีภาพเขียนสีอยู่บนผนังถ้ำนับร้อยภาพ มากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย มีภาพแปลกๆ ชวนให้ฉงนสนเท่ห์ ตั้งแต่ ผีหัวโต, มือหกนิ้ว, มนุษย์อวกาศ, เจ้าบ่าวเจ้าสาว, ฮิปปี้โบราณ, นกยักษ์, ปลาโบราณ ฯลฯถ้ำลอด ในระหว่างทางไปถ้ำผีหัวโต คลองบ่อท่อภาพวาดผีหัวโต ที่ชวนให้ขบคิดว่า นี่คือภาพของสัตว์ คน หรือมนุษย์ต่างดาวกันแน่นะ?!อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว Unseen ใกล้ Pooltara Resort Krabi ที่ห้ามพลาดชมด้วยประการทั้งปวงก็คือ ‘ท่าปอม คลองสองน้ำ’ ระบบนิเวศมหัศจรรย์ ที่มีน้ำจืดและน้ำทะเลไหลบ่าสลับกันเข้ามาในลำธารสีเขียวมรกตธรรมชาติ มีให้ชมทุกวัน โดยเฉพาะในยามเช้าที่น้ำจะใสปิ๊งเป็นพิเศษ แต่ปัจจุบันอนุญาตให้ลงเล่นน้ำได้แค่บางจุดเท่านั้นนะ เพื่อรักษารากไม้และระบบนิเวศนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

Contact : Pooltara Resort Krabi เลขที่ 144/1 หมู่ 4 บ้านในสระ ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี่ 81000

โทร. 0-7566-4599, 0-7581-9846, 0-7581-9847

pooltararesort@gmail.com / Facebook : Pooltara Resort Krabi

โปรฯ วันแม่สุดคุ้ม…ปูอลาสก้ามาเต็ม!

ปูมาแล้วจ้า ปู! แต่ไม่ใช่ปูธรรมดา เพราะเป็น ‘ปูอลาสก้า’ แท้ๆ ขาใหญ่ๆ เนื้อแน่นๆ สู้ปาก ที่ร้านอาหาร The Terrace@72 ของ โรงแรม Ramada Plaza Bangkok Menam Riverside โรงแรมสุดหรูในย่านถนนเจริญกรุง ท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันแสนคลาสิก
ห้องอาหาร The Terrace@72 โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซา เป็นที่รู้จักกันดีในเหล่านักชิม และคนรักบุฟเฟ่ต์ เพราะนอกจากจะมีบรรยากาศริมแม่น้ำที่สวยงาม ชื่นตาชื่นใจ และเย็นสบายตลอดวันแล้ว ร้านนี้ยังตกแต่งอย่างทันสมัยในสไตล์ Modern ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายตา ทุกโต๊ะสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำเพลินๆ ได้ ในขณะที่กำลังละเลียดชิมบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมาอย่างดี ทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป เรียกว่ามาที่เดียวครบ หลากหลายจริงๆ
เมื่อวันแม่ใกล้เข้ามาทุกที ทาง The Terrace@72 เขาจึงจัดโปรโมชั่นพิเศษสุดคุ้ม เพื่อคุณแม่และคุณลูกโดยเฉพาะ ระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม 2561 นี้ (รวม 4 วันเต็ม)

คือเมื่อคุณโทรมาสำรองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ก็จะได้รับฟรีทันที ‘ขาปูอลาสก้ายักษ์’ 1 จาน (ต่อโต๊ะ) ไปเลย! รวมทั้งยังสามารถอิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์นานาชาติได้อย่างไม่อั้นเช่นเคย เรียกว่าฉลองวันแม่แห่งชาติกันด้วยความสุข สนุก และอิ่มอร่อยกันทั้งครอบครัว
ไม่ต้องบรรยายกันมากเลยจริงไหม? ขาปูอลาสก้ายักษ์ ที่สั่งตรงมาจากรัสเซีย จับขึ้นมาสดๆ จากน่านน้ำเย็น แล้วส่งตรงสู่ The Terrace@72 เพื่อวันแม่นี้จริงๆขอบอกว่าขาปูยักษ์อลาสก้าแต่ละขานั้น ใหญ่มากๆๆๆๆ กินคนละ 2-3 ขา ก็อิ่มแปร้แล้ว! เปลือกที่หนาและแข็ง ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยเปิดให้เห็นเนื้อแน่นๆ ภายใน พอกัดคำแรกเข้าไป น้ำตาแทบไหล! เพราะมันแน่น นุ่ม สู้ปาก กัดลงไปมีความหวานซาบซ่านทะลักออกมา เคี้ยวเพลินกว่าเนื้อปูชนิดอื่นเป็นไหนๆ คงจะดีไม่น้อยเลยถ้าได้พาคุณแม่มานั่งกินด้วยกันนะจ๊ะ
เปรียบเทียบขนาดขาปู กับนางแบบเซเลปสุดสวยของเรา อิอิร้าน The Terrace@72 ของโรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซา เปิดบริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น

บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน (11.30-14.30 น.) ท่านละ 790 บาท จันทร์-เสาร์

บุฟเฟ่ต์มื้อเย็น (18.00-22.00 น.) ท่านละ 1,400 บาท จันทร์-อาทิตย์

ซันเดย์บรั้นช์ วันอาทิตย์ (11.30-15.00 น.) ท่านละ 1,400 บาท และ 700 บาท สำหรับเด็กอายุ 6-12 ขวบ
นอกจากขาปูอลาสก้ายักษ์ในช่วงโปรโมชั่นพิเศษวันแม่ 10-13 สิงหาคม 2561 นี้แล้ว ยังมีบุฟเฟ่ต์ Seafood นานาชนิด สดใหม่ ให้ชิมกันอย่างจุใจ คงไม่ต้องบรรยายมากเนอะ ฮาฮาฮา สำหรับใครที่ไม่เคยไป โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซา ไม่ต้องกังวล เพราะหาง่ายมาก อยู่บนถนนเจริญกรุง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส และใกล้ทางด่วน พร้อมมีบริการเรือของโรงแรมรับส่งฟรีจากท่าสาทรทุกวัน

อย่าลืมนะ วันแม่ปีนี้ 10-13 สิงหาคม พาคุณแม่ไปบอกรัก แกะเนื้อขาปูอลาสก้ายักษ์ป้อนแม่ ที่ร้าน The Terrace@72 จ้าสนใจสอบถามเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 0-2688-1000 ต่อ 80110 (The Terrace@72)

www.ramadaplazamenamriverside.com/f-and-b-promotions.html

มหาลาภ ลาบยโสธรแท้ แซ่บนัวเด้อ!

_IND7774 _IND7784ปีนี้งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 ที่สวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2560 คึกคักกว่าทุกปี โดยเฉพาะในโซนอาหารแซ่บนัวของภาคอีสาน เพราะมีอาหารอร่อยๆ ให้ชิมเพียบ

หนึ่งในนั้นคือลาบจากจังหวัดยโสธรแท้ๆ รสชาติดั้งเดิม ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ หรือ ‘ร้านมหาลาภ’ ในบูธที่ NEF 16 ณ ลานแซ่บนัว (โทร. 08-3734-2658, 08-1318-3561)
ยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 48ลองมาชิม ลาบยโสธรแท้ๆ ที่ต้องใช้คำว่า ‘นัว’ เพราะรสชาติกลมกล่อม ไม่มีรสใดโดดขึ้นมากว่ารสอื่น อีกทั้งเนื้อเป็ดที่ใช้ยังเป็นเป็ดบ้านที่เหนียวนุ่ม เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ

พลาดไม่ได้ต้องชิม ‘เมนูมหาลาภ’ ประกอบด้วยลาบ 5 อย่าง คือ ลาบเป็ด, ลาบหมู, ลาบปลา, ลาบเห็ด และลาบไข่ ซึ่งลาบไข่เป็นเมนูพิเศษที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ ให้ลองชิมกันในงานนี้เลย ชิมแล้วนอกจากอร่อย ยังได้ความมงคลจากชื่อมหาลาภด้วยนะจ๊ะยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 49 ยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 50_IND3946_IND7777สำหรับราคาขายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 มหาลาภลดพิเศษเหลือเมนูละ 60 บาทเท่านั้น ส่วนคนที่พลาดชิม ก็ไม่เป็นไร ตามไปกินได้ที่ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด ในราคาย่อมเยาเพียง เมนูละ 70 บาทเท่านั้นจ้า_IND7792 _IND7804ลูกค้าเข้าร้านตลอดวัน เพราะอยากชิมว่าลาบยโสธรแท้ๆ รสชาติจะเป็นอย่างไรนะ_IND7822แม้แต่พี่ฝรั่ง ก็ยังชื่นชอบลาบยโสธรเลยจ้า_IND7826รีบมาเลย ที่ลานแซ่บนัวภาคอีสาน งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560 จ้า_IND7782 _PPL8937ส่วนใครที่ยังติดใจในรสชาติ ‘มหาลาภ’ ก็ต้องตามไปกินให้ถึงที่ บ้านกว้าง-ท่าเยี่ยม อำเภอเมือง จ.ยโสธร ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ เป็นที่รู้จัก ขึ้นชื่อลือชาในรสชาติมานานแล้ว

แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้เชิงวิถีชุมชนน่ารักๆ ที่โดดเด่นทั้งในแง่วิถีข้าว และการทำบั้งไฟยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 4ไปร่วมแห่บังไฟที่วัดบ้านกว้าง ท่าเยี่ยม จ.ยโสธร กับชาวบ้านน่ารักๆ เปี่ยมน้ำใจไมตรียโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 13บั้งไฟบ้านกว้างท่าเยี่ยมยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 15ในช่วงฤดูทำนา จะมีพิธีทำขวัญข้าว บูชาพระแม่โพสพ ให้ชมด้วยยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 23ความสงบงาม แบบ Slow Life ของผืนนาเขียวขจี ที่บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม จ.ยโสธรยโสธร บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม 45วิถีชาวบ้านอีสาน ณ บ้านกว้าง ท่าเยี่ยม ยังยึดถือฮีต 12 คอง 14 อย่างเหนียวแน่น น่าชื่นชม_IND7781อย่าลืม! ‘ร้านแม่อ้อมลาบเป็ด’ หรือ ‘ร้านมหาลาภ’ จ.ยโสธร โทร. 08-3734-2658, 08-1318-3561_IND7786