ล้านใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kyoto

“ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วง ใบหญ้าโดดเดี่ยว สั่นสะท้าน… ใบไม้ร่วง ร่วงหล่นล่องลอยมาจากที่ใด ฤดูใบไม้ร่วงได้สิ้นสุดลงแล้ว” บทกวีไฮกุโบราณของญี่ปุ่นพรรณนาถึงบรรยากาศและอารมณ์อันหลากหลาย ของฤดูใบไม้ร่วงที่เปี่ยมด้วยสีสัน เมื่อลมหนาวพัดโชย อากาศเยือกเย็นลง และหิมะขาวใกล้โปรยปราย เมื่อนั้นใบไม้ทั่วแดนอาทิตย์อุทัยก็เริ่มผลัดใบกลายเป็นสีเหลือง แดง ส้ม ก่อนที่จะร่วงโรยปลิดปลิวลงจากต้น รอวันให้หิมะขาวโปรยมาทักทาย หมุนเวียนเช่นนี้ทุกปี ดินแดนจึงเปี่ยมเสน่ห์ไม่ต่างจากสวรรค์บนพื้นพิภพ 
ทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน หรือธันวาคม แล้วแต่สภาพอากาศ ก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง ญี่ปุ่นจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง โดยปกติใบไม้จะเริ่มผลัดใบเปลี่ยนสีมาจากภาคเหนือก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ลงสู่ภาคใต้ ยามที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ปรากฏการณ์นี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โมะมิจิ” หรือ “โคโย” นอกจากจะเป็นห้วงเวลาที่มากด้วยลีลาของสีสันแล้ว ยังกลายเป็นฤดูท่องเที่ยวคึกคักสุดๆ เลยล่ะ
ทริปนี้ผมให้รางวัลตัวเอง ด้วยการบินไปไกลถึง “เกียวโต” (Kyoto) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า “เคียวโตะ” เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นที่ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก เมื่อไปสัมผัสเกียวโตด้วยตัวเองจึงรู้สึกได้ทันทีถึงความขลัง เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคซามูไรและโชกุน เห็นสาวๆ หน้าใสใส่ชุดกิโมโนเดินไปมาตามท้องถนน แต่งตัวกันน่ารักคิกคุอาโนเน๊ะ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกียวโตเกือบโดนทิ้งระเบิดปรมาณูโดยสหรัฐฯ มาแล้ว! ทว่าโชคดี ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีทรูแมนเคยมาฮันนีมูนที่เกียวโต เคยเห็นถึงความสวยงาม และคุณค่าทางประวัติศาสต์ ศิลปวัฒนธรรมของนครโบราณนี้ จึงไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากิแทน! มิฉะนั้นเราก็คงจะไม่มีเมืองใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ อย่างเกียวโต ไว้ให้ไปเที่ยวชมกันแล้วล่ะ

การเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีในเกียวโตเป็นเรื่องง่ายดาย เพียงเลือกไปชมที่วัดใดวัดหนึ่งซึ่งมีสวนสวยๆ ล้อมรอบอาณาบริเวณ เท่านี้ก็จะได้ตื่นตากับภาพผืนพรมใบไม้สีสวยแล้วล่ะ โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น วัดคินคาคูจิ วัดคิโยะมิสุ และวัดเรียวอันจิ ที่ว่ามาล้วนอลังการด้วยต้นเมเปิลและต้นกิงโกะสีสด แบบที่เห็นแล้วต้องตกตะลึงพรึงเพริดกันเลยทีเดียว! 
วัดแรกที่ผมไปเยือนคือ “วัดทอง” (Golden Pavilion) วัดที่มีชื่อเสียงสุดของเกียวโต หรือในอีกชื่อว่า “วัดคินคาคูจิ” (Kinkakuji Temple หรือ วัดโรคูออนจิ : Rokuon-ji Temple) ถ้าใครเคยดูการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง “เณรน้อยเจ้าปัญญา อิคคิวซัง” คงพอจะจำได้ถึงภาพพระราชวังสีทองตั้งอยู่ริมสระน้ำใหญ่ บนยอดปราสาทมีนกสีทองตั้งเด่นเป็นสง่า และเป็นที่ประทับของโชกุนโยชิมิตสุ (Yoshimitsu) นั่นล่ะวัดทองซึ่งมีตัวตนอยู่จริง เมื่อแรกสร้างไม่ใช่วัด แต่เป็นปราสาทที่โชกุนประทับ เพื่อบริหารราชการและใช้พบปะข้าวราชการ กระทั่งโชกุนโยชิมิตสุสิ้นพระชนม์ เมื่อ ค.ศ.1408 ปราสาทแห่งนี้จึงได้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นวัดนิกายเซน (Zen) ตามที่ท่านโชกุนมีดำริไว้
วัดคินคาคูจิที่เห็นในวันนี้งามสง่าราวเทพเทวานฤมิตร ตัวปราสาทสีทองสามชั้นเมื่อต้องแสงอาทิตย์ พลันสะท้อนแดดส่องประกายสีทองอร่ามเรืองรอง เงาของมันสะท้อนลงไปในทะเลสาบกว้างเบื้องหน้า เกิดเป็นเงาเสมือนจริงล้อกันอย่างน่าชม ยามนี้แมกไม้นานาพันธุ์โดยรอบกำลังผลิใบเปลี่ยนสีรับฤดูหนาว จึงมีพุ่มไม้เมเปิลและกิงโกะสีแดง สีส้ม สีเหลือง เข้มบ้างอ่อนบ้าง สอดแซมสลับอยู่ตามพุ่มสนเขียวสด เป็นจังหวะจะโคนลงตัว คล้ายภาพวาดของศิลปินเอกระดับโลกก็ไม่ปาน 
จุดชมวิวสวยที่สุดของวัดคินคาคูจิอยู่ตรงด้านหน้าใกล้ทางเข้า บริเวณริมทะเลสาบจำลองนั่นล่ะ ในทะเลสาบมีปลาคาปหลากสีแหวกว่าย ร่วมกับเป็ดแมนดารินฝูงหนึ่งที่ว่ายน้ำอวดโฉม แต่ถ้าจะให้ดี ต้องเดินอ้อมไปด้านหลังตัวปราสาทด้วย จะมีดงต้นเมเปิลผลัดใบสีเหลืองสีแดงฉาน หยุดทุกสายตาไว้ตรงนั้น ในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ลืมที่จะพิจารณารายละเอียดอันแสนวิจิตพิสดารของปราสาทสีทองด้วย เพราะนอกจากจะสร้างด้วยไม้ทั้งหลังแล้ว ชั้นสองและสามยังบุด้วยแผ่นทองแท้อันประเมินค่ามิได้! เชื่อหรือไม่ว่าปราสาททองแห่งนี้เคยถูกไฟไหม้พินาศสิ้นเมื่อ ค.ศ.1950 แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว จนเสร็จสมบูรณ์ใกล้เคียงของเก่าเมื่อ ค.ศ.1955 กลายเป็นมรดกมรดกโลกมาจนทุกวันนี้

เส้นทางนำเราเดินวนขึ้นไปด้านหลังปราสาทผ่านป่าเมเปิลที่กำลังอวดสีสัดสุดอลังการ จนถึงกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง มุงหลังคาด้วยหญ้าแบบโบราณ จุดนี้ใช้เป็นสถานที่นั่งดื่มน้ำชาของท่านโชกุน กับซามูไร เรียกว่า “เซกกะเตอิ” (Sekkatei Tea House) ซึ่งแปลว่า “กระท่อมงามยามบ่าย” เพราะจากจุดนี้เมื่อมองกลับไปยังปราสาททองในยามบ่ายแล้ว แสงจะทำมุมสวยที่สุด น่าอิจฉาท่านโชกุนจริงๆ


จากวัดทองที่มีผู้คนคลาคล่ำ ผมเที่ยวเตร็ดเตร่ไปจนถึง “วัดเรียวอันจิ” (Ryoanji Temple) หรือที่เรียกกันให้จำง่ายว่า “วัดสวนเซน” (Zen Garden Temple) หรือ “วัดสวนหิน” (Rock Garden Temple) ผมรักวัดนี้มาก เพราะสงบ ร่มรื่น คนน้อย เดินเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีได้สบาย ไม่ต้องเร่งร้อน ตลอดทางเดินเข้าสู่ตัววัด รวมถึงภายในวัด และสวนด้านหลัง ล้วนอุดมด้วยป่าเมเปิลหลากสายพันธุ์ ที่พากันผลัดใบอวดสีงดงามสุดขีด จริงๆ แล้วเมเปิลมีทั้งชนิดใบสามแฉก ห้าแฉก และใบเจ็ดแฉก บางชนิดต้นใหญ่ บางชนิดต้นเล็ก บางสายพันธุ์ผลัดใบเป็นสีเหลืองสด แต่บางพันธุ์ก็ผลัดใบเป็นสีแดงเข้มปรี๊ดจนแทบไม่เชื่อสายตา! ยามสายที่แดดส่องลงมาในแนวเฉียง ต้องใบเมเปิลเหล่านี้ สีของพวกมันจึงเจิดกระจ่างขึ้นจนเห็นทุกรายละเอียดเส้นใบ รวมถึงประกายสีเจิดจ้า หรือแม้แต่ในยามที่พวกมันต้องลม สั่นระริกเป็นจังหวะพลิ้วไหวไปมาพร้อมกัน ก็ไมต่างจากโอเปร่าแห่งสีสัน ที่ฉันได้บันทึกภาพนั้นไว้ในก้นบึ้งของหัวใจเรียบร้อยแล้ว

จุดเด่นของวัดเรียวอันจิอยู่ที่ใจกลางวัด ซึ่งมีการจัดเป็น สวนหิน หรือสวนเซน ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยสวนแห่งนี้ยาว 25 เมตร กว้างเพียง 10 เมตร ทอดตัวจากทิศตะวันออก-ตะวันตก และมีแนวกำแพงโบราณขนาบอยู่ด้านหนึ่ง สวนหินโรยหน้าพื้นดินด้วยกรวดสีขาว และมีหินขนาดต่างๆ กัน 15 ก้อน ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่จัดวางอย่างจงใจ บนพื้นกรวดมีการใช้คราดกวาดไปเป็นริ้วลายต่างๆ คล้ายคลื่น และเส้นสายให้เกิดจังหวะพื้นผิวน่ามอง โดยรวมมีนัยทางธรรมสะท้อนถึงความสงบ สมาธิ และการหลุดพ้น ตามแนวคิดของพุทธนิกายเซน ซึ่งเน้นให้ตัวเรากลับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเข้าสู่สภาวะธรรม หรือบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน การชมสวนหินแห่งนี้ห้ามลงไปเดินย่ำเด็ดขาด เขาจัดพื้นที่ระเบียงไม้ด้านหนึ่งไว้ให้นั่งชมอย่างสงบ หรือบางคนก็มาทำสมาธิชำระจิตกันที่นี่ด้วยนะ


บ่ายแก่ของวันนั้น ผมนั่งรถแท็กซี่ต่อไปชมใบไม้เปลี่ยนสีในวัดที่โด่งดังที่สุดอีกแห่งของเกียวโต คือ วัดคิโยะมิสุ (Kiyomizu Temple) หรือ วัดคิโยมิสุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยรู้จักในนาม “วัดน้ำใส” เหตุที่ชื่อวัดน้ำใสก็เพราะมีธารน้ำใสสะอาดจากน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ไหลผ่านวัดนั่นเอง วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว ความโดดเด่นอยู่ที่ตัววัดซึ่งสร้างด้วยไม้ มี 9 อาคาร แต่ที่เจ๋งสุดคืออาคารหลักขนาดมหึมาสร้างยื่นออกไปจากหน้าผา โดยใช้เสาไม้ซุงยักษ์สูงถึง 13 เมตร หลายสิบต้น ค้ำยันตัวอาคารไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ประกอบกับรอบๆ มีป่าเมเปิลสีแดงฉานพื้นที่กว้างใหญ่ ผลัดใบปกคลุมหุบเขาและเนินเขาโดยรอบ ทำให้ภูมิทัศน์ของวัดน้ำใสกลายเป็นสวรรค์ของคนรักธรรมชาติ อย่างไม่กล้าปฏิเสธ วัดนี้มีคนเดินทางมาสักการะนับหมื่นคนทุกวัน โดยเฉพาะสาวๆ ที่นิยมสวมชุดกิโมโนสีสวย หลากลวดลายมาเดินอวดกัน ยิ่งเพิ่มเติมสีสันวันใบไม้เปลี่ยนสีให้ดูสดชื่นขึ้นอีก สาวคนไหนอยากแต่งกิโมโน แต่ไม่มี ก็ไม่ต้องกลัว เพราะก่อนทางขึ้นวัดมีร้านให้เช่าชุดกิโมโนเพียบ แปลงโฉมให้เหมือนสาวเจแปนได้ไม่ยาก

จากอาคารหลักของวัด มีทางเดินเลียบภูเขาวนไปอีกด้านหนึ่ง เพื่อให้สามารถมองกลับมาเห็นตัวอาคารหลักที่ใช้ไม้ซุงยักษ์ค้ำยันได้ชัดเจนมาก ต่ำลงมาก็คือป่าเมเปิลแดงสุดอลังการ ที่กำลังเปล่งประกายสีแดงเจิดจ้ารับแสงสุดท้ายยามเย็น ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังจะเข้าฤดูหนาว แค่ห้าโมงเย็น ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว การเก็บภาพจึงต้องทำด้วยความรวดเร็ว มองผ่านป่าเมเปิลแดงออกไปไกลลิบๆ เห็นเมืองเกียวโต หอคอยเกียวโต และแนวเทือกเขายาวเหยียดโอบล้อมเมืองโบราณนี้ไว้ ฉันอิจฉาตัวเองเหลือเกินที่ได้มายืนอยู่ที่นี่ ณ เวลานี้

เดินกลับลงมาจากวัดคิโยะมิสุฟ้าก็มืดซะแล้ว แต่ด้วยความที่วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขา และนักท่องเที่ยวก็เยอะ จึงหารถแท็กซี่ยาก ฉันตัดสินใจเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยโบราณ ที่คดเคี้ยวราวเขาวงกต ผ่านร้านรวงขายของที่ระลึกละลานตา ค่อยๆ ลงเขามาอย่างสุขใจ และระหว่างทางเดินขาลงนั้นเองที่ผมรู้สึกว่า ได้ถูกจิตวิญญาณแห่งเกียวโตนครโบราณ กลืนกินตัวตนของผมไปจนหมดสิ้น มีเพียงถนนสายเก่า ตัวผม ความเย็นเยือกของอากาศ และภาพใบไม้เปลี่ยนสี ที่ตรึงอยู่ในก้นบึ้งหัวใจฉันอย่างแนบแน่น


Kyoto Guide
Best season : ใบไม้เปลี่ยนสีในเกียวโตสวยสุด ประมาณต้นเดือนตุลาคม ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน
Getting there : จากไทยบินตรงไปลงที่สนามบินราริตะ โตเกียว แล้วต่อรถไฟหัวจรวดความเร็วสูง ชิงกังเซ็น (Shinkansen) ไปเกียวโตได้เลย ส่วนการท่องเที่ยวในเมืองเกียวโต ถ้าระยะทางใกล้ๆ สามารถนั่งรถบัส หรือปั่นจักรยานเที่ยวได้ แต่ถ้าไกลๆ แนะนำให้นั่งรถแท็กซี่ หรือเช่ารถยนต์ขับเองได้สบาย
Overnight : แนะนำโรงแรมห้าดาว Hotel Kanra Kyoto เพราะสะดวกสบาย ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจาก Kyoto Tower และสถานีรถไฟ Kyoto Station เดิน 10 นาทีถึง จองห้องพักติดต่อ http://hotelkanra.jp/en/ หรือ โทร. +81-75-344-3815
Cuisine : อาหารในเกียวโตมีให้เลือกหลากหลายมาก แต่เนื่องจากเป็นเมืองไกลทะเล จึงมีเมนูปลาไม่เยอะ อาหารเด่นของเกียวโตคือ เต้าหู้รสเลิศ รวมไปถึงผักดอง, ข้าวหน้าปลาไหล, ราเมน อูด้ง, ขนมปังแกง ฯลฯ
Souvenirs : เกียวโตเป็นเมืองแห่งศิลปะและงานหัตถกรรม จึงมีสินค้าให้ซื้อละลานตา เช่น ผ้ากิโมโน, ผ้าห่อของลายญี่ปุ่น, พัด, ปิ่นปักผม, กล่องข้าวเบนโตะทำด้วยไม้, พวงกุญแจ, รองเท้าเกี๊ยะไม้, ภาพวาดญี่ปุ่น, เต้าหู้เกียวโต, ปลาแห้ง, บ๊วยเค็ม บ๊วยหวาน, ถ้วยจานชามเซรามิค, ไม้แกะสลัก, เครื่องจักสาน, เครื่องแก้ว ฯลฯ
More info : http://kyoto.travel/en และ www.japan-guide.com/e/e2158.html
เรื่องเล่าจากเชียงคาน เรือนไม้โบราณริมโขง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ “เชียงคาน” อำเภอน้อยริมโขง แห่งจังหวัดเลย ได้กลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวไทย ถึงขนาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวฮอตฮิต คลื่นนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปชื่นชม จนบางปีในฤดูหนาวเชียงคานล้น หนาแน่นเกินความสามารถที่จะรับนักท่องเที่ยวได้ไหว! บางคนจึงมองว่า เชียงคานกำลังถูกกระแสบริโภคนิยมจากภายนอกทำให้เปลี่ยนไป จนสูญเสียตัวตนที่เคยน่ารัก ดีงาม
แต่ลึกๆ เชียงคานยังมีลมหายใจ ยังมีจิตวิญญาน มีเรื่องเล่า ความเป็นมา แอบซ่อนอยู่อีกมากมายในแต่ละตรอกซอกซอย การเที่ยวชมเชียงคานให้ละเอียดอย่างเนิบช้า ด้วยการเดินหรือปั่นจักรยาน พูดคุยกับชาวบ้านพร้อมรอยยิ้ม จะทำให้เราพานพบ “เชียงคาน” ในอีกแง่มุมหนึ่งอย่างแน่นอน…

คนเชียงคานดั้งเดิมแล้วอพยพข้ามโขงมาจากเมืองสานะคาม (เมืองชนะสงคราม) ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หรือประเทศลาวในปัจจุบัน ณ บ้านเวินคำ โดยย้ายมาอยู่ที่ฝั่งผืนดินสยามบริเวณ บ้านท่านาจัน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองเชียงคาน” จนกลายมาเป็นอำเภอเชียงคาน ส่วนใหญ่คนที่นี่มีชื่อสายจากคนหลวงพระบาง จึงนำวิถีวัฒนธรรม การใส่บาตรข้าวเหนีว ภาษาการพูดด้วยสำเนียงอ่อนหวาน และนำอาหารการกินอร่อยๆ ติดตัวมาด้วย

คนเชียงคานแท้ๆ ต้องตื่นแต่เช้า หุงข้าวเหนียว เพื่อรอใส่บาตรในยามเช้าตรู่ จากนั้นยามสายจึงค่อยนำกับข้าวไปถวายเพลที่วัด ทว่าวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป เร่งรีบมากขึ้น มีเวลาน้อยลง ทำให้วัฒนธรรมการใส่บาตรข้าวเหนียวเชียงคาน ถึงกาลต้องเปลี่ยนไป!

จุดเด่นของเมืองเชียงคานที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธในความงามก็คือ ทัศนียภาพริมโขงที่เห็นแล้วทำให้รู้สึกโปร่ง โล่ง สบายใจ หายใจหายคอได้เต็มปอด สายน้ำโขงที่ไหลเอื่อยๆ อยู่ชั่วนาตาปีไม่เคยเหือดแห่ง คือเส้นเลือดหลัก หล่อเลี้ยงชีวิตคนสองฝั่งน้ำนี้มาหลายชั่วรุ่น
การขนส่งทางน้ำจากเมืองหลวงพระบางลงมายังเชียงคาน ทำให้เมืองนี้เติบโต รุ่งเรืองขึ้นในฐานะเมืองท่าขนาดใหญ่ที่สุดของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ทว่าหลังจากลาวเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง สยามเลิกค้าขายกับลาว เมืองเชียงคานจึงซบเซาลง ทว่าเมื่อการท่องเที่ยวเพิ่มบทบาทมากขึ้น เชียงคานจึงเปลี่ยนจาก “เมืองท่าสู่เมืองเที่ยว” ในที่สุด
บรรยากาศยามเช้าเย็น ริมฝั่งโขงเชียงคาน คือภาพตระการตาของธรรมชาติแสงสีบนฟากฟ้า ที่จะประทับใจเรา มิรู้ลืม
นอกจากตัวเมืองเชียงคานที่เด่นด้วยเรือนไม้เก่ายาวเหยียดอยู่ริมโขงแล้ว ใกล้ๆ กันยังมีภูทอก เป็นจุดชมทะเลหมอกตระการตา โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและหน้าฝน ตื่นเช้าจากเชียงคานนั่งรถขึ้นภูทอก ได้ชมทะเลหมอกแสนสดชื่น
คนเชียงคานเองก็น่ารัก ยิ้มง่าย ใจดี มีอัธยาศัยไมตรี พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน หากเรามีเวลาได้นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวเชียงคาน ก็จะได้รับรู้ถึง “เรื่องเล่าที่ซ่อนเร้น” หรือ The Untold Story of Chiangkhan ซึ่งมีมิติมุมมองลุ่มลึก หลากหลาย ทั้งในเรื่องวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม ภาษา อาหาร และอีกมากมาย
การฟ้อนแบบเชียงคาน ก็คือการฟ้อนหลวงพระบางอย่างหนึ่ง ซึ่งได้รับการดัดแปลงให้สอดรับกับยุคสมัย
คงมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ณ ถนนเชียงคาน ซอย 4 (ล่าง) ที่บ้านของ คุณตาคูณ จูงใจ จะมีเรื่องราวของศิลปะการตัดกระดาษสีที่แทบจะหาดูไม่ได้แล้ว โดยคุณตาคูณ เคยได้รับรางวัลครูศิลป์แห่งแผ่นดิน ประเภทการตัดกระดาษสี (Decorative Paper Cutting) จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ SACICT
กระดาษสีที่ตัดออกมาแล้ว จะมีทั้งเป็นแผ่นรูปดาว ดอกมะลิ และเป็นพวงห้อยระย้า เพื่อใช้ในพิธีมงคลต่างๆ หากจะมีใครสนใจไปสืบทอดไว้ก็ไม่เสียหลาย เพราะนี่คือมรดกของแผ่นดินเชียงคาน และเมืองไทย ที่ประเมินค่ามิได้

คุณตาคูณเล่าว่า ในอดีตไม่มีกรรไกร ต้องใช้มีดพร้ากับฆ้อนตอกลงบนกระดาษสี จึงต้องเชี่ยวชาญจริงๆ
ที่บ้านของ คุณลุงเสี่ยน อ้วนคำ ซอย 16 (ล่าง) ท่านคือผู้เชี่ยวชาญการ “สานกระติ๊บข้าวเหนียว” คุณภาพเยี่ยม สานมาทั้งชีวิต สองมือของท่านจึงเคลื่อนไหวด้วยความแคล่วคล่องอย่างอัตโนมัติ อีกทั้งท่านเป็นคนใจดี ยิ้มง่าย ชอบพูดคุยกับลูกหลานที่ไปเยือน นี่คือหนึ่งในปราชญ์แห่งเชียงคานที่แทบไม่มีใครพูดถึง

คุณลุงเสี่ยน ตรวจสอบผลงานการสานกระติ๊บข้าวเหนียวอย่างตั้งใจ ละเอียดถี่ถ้วน
ใกล้ๆ กับบ้านของลุงเสี่ยน ซอย 16 (ล่าง) คือบ้านของ คุณตาอ้วน และคุณยายสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญการ สานกระติ๊บข้าวเหนียว และหวดนึ่งข้าวเหนียว ผลงานของท่านละเอียดประณีต มีออร์เดอร์สั่งเข้ามาไม่ขาด สะท้อนถึงวัฒนธรรมอีสานที่ยังต้องการใช้งานหัตถกรรมประเภทนี้ในชีวิต ทว่าช่างฝีมือเหล่านี้ต่างหาก ที่กำลังลดลง และล้มหายตายจากบ้านเมืองของเราไปเรื่อยๆ
คุณตาอ้วนเล่าว่า มีนักท่องเที่ยวฝรั่งซื้อกระติ๊บข้าวเหนียวของท่านไปถึงอเมริกาและยุโรปด้วย น่าภูมิใจจริงๆ
คนทั่วไปรู้จักผีตาโขน แห่งอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่ใครจะรู้บ้างว่าจังหวัดนี้ยังมีอีกหนึ่งผีที่แสนน่ารัก “ผีขนน้ำ” ณ บ้านนาซ่าว อำเภอเชียงคาน แม้จะดูเผินๆ ภายนอกคล้ายผีตาโขน แต่ในรายละเอียดต่างกันมาก เพราะผีขนน้ำคืองานบุญเดือนหก ก่อนลงมือทำการเกษตร ประมาณเดือนพฤษภาคม
ชาวบ้านนาซ่าว ซึ่งเป็นชาวไทยพวน เชื่อว่า ผีขน คือ วัว ควาย ที่ตายไปแล้ว แต่วิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ตามห้วย หนอง คลอง บึงรอบหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านไปตักน้ำกลับมา ผีขนก็จะตามมาด้วย โดยได้ยินแต่เสียงกระดิ่งกระดึงที่ผูกคอมันไว้ ในอดีตเมื่อมีการละเล่นแห่ผีขนน้ำแล้ว ฝนมักจะตก ทุกวันนี้การเล่นผีขนน้ำจึงกลายเป็น “ผีขอฝน” นั่นเอง
ลายที่วาดบนหน้ากากผีขนน้ำมักจะน่ารัก ประดับด้านบนด้วยผ้าริ้วเป็นสีสดใส แสดงถึงสายฝนและความอุดมสมบูรณ์
ผีขนน้ำบ้านนาซ่าว สืบทอดกันมาถึงรุ่นที่ 6 หรือ 7 แล้ว ทว่าคนนอกอำเภอเชียงคานแทบไม่รู้จักประเพณีการละเล่นผีขนน้ำเลย นับเป็นอีกหนึ่งประเพณี UNSEEN of Chiangkhan อย่างแท้จริง
หน้ากากผีขนน้ำบ้านนาซ่าว ทำจากไม้นุ่น หรือไม้งิ้ว นำมาสลักให้เป็นรูปใบหน้า แล้วทาสีวาดลายตามต้องการ ส่วนหน้ากากผีตาโขนที่เราคุ้นเคย ทำจากหวดนึ่งข้าวเหนียว แค่นี้ก็ต่างกันแล้ว
ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนบ้านนาซ่าว สามารถทดลองทำหน้ากากผีขนน้ำได้ด้วยตนเอง สนใจติดต่อ คุณวิชิต ทำทิพย์ โทร. 08-8548-1688
เชียงคานในฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นยะเยือกจับใจ ผู้คนที่นี่จึงเรียนรู้การทำ “ผ้าห่มนวม” ขึ้นใช้เอง และจำหน่ายเป็นสินค้ามีชื่อเสียง โดยเฉพาะที่ โรงหีบฝ้ายบ่วยเฮียงในตลาดเชียงคาน เป็นโรงหีบฝ้ายแห่งแรกของเชียงคาน มีทั้งหน้าร้านจำหน่าย และเปิดให้เข้าชมโรงงาน ขั้นตอนวิธีผลิตอย่างละเอียด ตั้งแต่การหีบฝ้าย (แยกเมล็ดฝ้ายออกจากปุยฝ้าย), การขึ้นเส้นโครงผ้าห่ม, การบุฝ้าย, การตีฝ้าย จนกลายเป็นผ้าห่มแสนอุ่นสบาย

ผ้าห่มนวมเชียงคานไม่ได้มีแต่ที่ร้านบ่วยเฮียง แต่ยังมีที่ร้านนิยมไทย (อยู่ระหว่างซอย 13 และ 14 ล่าง), ร้านไดเฮง (ซอย 12 บน), บ้านคุณป้าคำหล้า สิงห์หล้า (ซอย 10 บน) ฯลฯ

หนึ่งวัฒนธรรมอันแสนน่ารัก ดีงาม ที่บรรพบุรุษชาวหลวงพระบางนำมาสู่เชียงคานเมืองริมโขง ก็คือ “ประเพณีผาสาดลอดเคราะห์” (หรือ ปราสาทลอยเคราะห์) ที่เชื่อกันว่าเป็นเหมือนการสะเดาะห์เคราะห์ นำโชคร้าย สิ่งไม่ดีออกจากตัวด้วยการทำกระทงกาบกล้วยทรงสี่เหลี่ยม ประดับประดาอย่างงดงาม เพื่อไปลอยในแม่น้ำโขง
กระทงผาสาดลอยเคราะห์ ตามแบบประเพณีนิยมดั้งเดิม นอกจากเชื่อว่าจะนำเคราะห์โศรก โรคภัย สิ่งไม่ดีทั้งปวงออกจากตัวเราแล้ว ยังช่วยให้มีโชคดีติดตามมาด้วย
ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวที่สนใจในประเพณีผาสาดลอยเคราะห์ สามารถทดลองทำ แล้วนำไปลอยในแม่น้ำโขงได้ด้วยตัวเอง หรือติดต่อที่บ้านป้านาง ซอย 8 (ล่าง) ช่วยกันสืบสานสิ่งดีๆ ไม่ให้สูญหายนะจ๊ะ
เมื่อทำกระทงผาสาดลอยเคราะห์เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาลงเรือล่องโขง ออกไปหาจุดเหมาะๆ ลอยเคราะห์ไปกับสายน้ำ
นั่งเรือชมธรรมชาติสองฝั่งโขง พร้อมกับผาสาดลอยเคราะห์ในมือ ที่เราประดิษฐ์ขึ้นด้วยตนเองอย่างภาคภูมิใจ
ลอยผาสาดลอยเคราะห์กลางแม่นำ้โขง เชียงคาน ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องจดจำ เชื่อกันว่าเมื่อลอยไปแล้ว ห้ามมอง ต้องปล่อยสิ่งไม่ดี โชคร้าย ความเศร้าโศรกไปกับกระทงนั้น
กลับจากผาสาดลอยเคราะห์เข้าฝั่งเชียงคาน แสงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำเย็นย่ำอ่อนแรง เปลี่ยนบรรยากาศริมโขงให้อ่อนหวาน เนิบช้า สงบเย็น นี่ล่ะเสน่ห์แท้จริงของเมืองริมโขงอย่างเชียงคาน ที่เราสัมผัสได้ตลอดปี
เมื่ออาทิตย์อัสดง สายน้ำโขงเชียงคานก็ถูกแต่งแต้มเปลี่ยนเฉดสีไปตามธรรมชาติสร้างสรรค์ สีของฟากฟ้าสะท้อนลงมาเจือเป็นเนื้อเดียวกับสีสายน้ำโขง บ่งบอกเรื่องราวธรรมชาติ และชีวิตสองฟากฝั่ง โรแมนติกอย่าบอกใครเชียว

เชียงคานเป็นเมืองรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ไม่ได้มีแต่ถนนคนเดินไว้ให้ช้อปปิ้งอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โรงเรียนเชียงคาน คือแหล่งสืบทอดการรำเบิ่งโขง พร้อมด้วยการแต่งกายอย่างคนหลวงพระบาง บรรพบุรุษของชาวเชียงคาน ลีลาอ่อนช้อย และเนื้อเพลงอันน่าฟัง สะท้อนถึงความผูกพันของผู้คนกับสายน้ำโขง มาหลายชั่วรุ่น
งามอย่างเชียงคาน กับลีลาการรำเบิ่งโขงอันอ่อนหวาน ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้พบเห็น
นักเรียนของโรงเรียนเชียงคานทุกคน สามารถรำเบิ่งโขงได้ และในหนึ่งสัปดาห์ ต้องแต่งชุดประจำถิ่นของเชียงคาน เพื่อช่วยกันอนุรักษ์สืบสานอัตลักษณ์ ตัวตน คนเชียงคาน ให้คงอยู่ไปอีกนานแสนนาน
การเที่ยวสัมผัสเชียงคานอย่างมีคุณค่า ควรหาโอกาสไปที่บ้าน “อาจารย์สมโภช ดนตรีไทย” (โทร. 09-3449-3399, 09-4558-9388) อยู่ที่ซอย 10 (บน) เป็นแหล่งเรียนรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล ซึ่งผู้ใหญ่และเด็กรุ่นใหม่ในเชียงคานสนใจมาก การเที่ยวชมเป็นหมู่คณะก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องติดต่อล่วงหน้า ไปร่วมกันซึมซับสัมผัสเสียงดนตรีอันไพเราะ เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณความเป็นไทย แล้วคุณจะรักเมืองไทยมากขึ้นอย่างแน่นอน
ที่บ้านป้านาง (ซอย 8 ล่าง) เวลามีแขกไปใครมาเยือน ตอนเย็นๆ ก็จะมีจัดเลี้ยงอาหารพื้นเมือง เสร็จแล้วก็ร่วมวงฟ้อนรำกันสนุกสนาน บางวันอาจารย์สมโภชก็มาร่วมบรรเลงด้วย สร้างความประทับใจไปอีกนานแสนนาน
แม้วันเวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงไร จิตวิญญาณที่แท้จริงอย่างหนึ่งของเชียงคาน ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนก็คือ “เรือนไม้เก่าริมโขง” ไล่ตั้งแต่ซอย 0 ถึงซอย 20 นับเป็นหนึ่งในชุมชนเรือนไม้เก่าริมแม่นำ้โขงที่โดดเด่นที่สุดในสยาม แม้หลายหลังจะถูกทิ้งร้าง ทว่าส่วนใหญ่ยังมีชีวิต มีลมหายใจ ส่งต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น

เรือนไม้เก่าริมโขงเชียงคาน บริเวณถนนศรีเชียงคาน ถือเป็นหัวใจของเมืองน้อยน่ารักแห่งนี้
เรือนไม้เก่าบางหลัง ด้านที่ติดถนนศรีเชียงคานอาจจะปิดประตูบานพับไม้ไว้มิดชิด แต่เมื่อเดินไปที่ถนนชายโขงตรงริมแม่น้ำ เรายังเห็นผู้คนเปิดบ้านใช้ชีวิต รับลมแม่น้ำพัดพรูเข้ามาสร้างความชื่นใจ เป็นโลกสองด้านที่เราต้องเปิดใจรับรู้
รถสามล้อสกายแลป คือพาหนะสุดเท่ห์ที่ผู้คนใช้เป็นรถรับส่งสาธารณะ ขนคนขนของ รับใช้ชุมชนนี้มาเนิ่นนาน เป็นพาหนะเอกลักษณ์เมืองชายโขงที่เข้าคู่กับเรือนไม้เก่าได้ลงตัว นั่งเที่ยวชมเชียงคานและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง อย่างแก่งคุดคู้, ภูทอก, พระพุทธบาทภูควายเงิน, ภูช้างน้อย ฯลฯ ได้สบายมากๆ

เชื่อหรือไม่ว่าเชียงคานในอดีตเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองมาก ถึงขนาดมีโรงหนังถึง 3 แห่ง คือ ราชาภาพยนตร์, สุวรรณรามา และพรเทพ โดยเฉพาะบนถนนซอย 9 ที่ตรงขึ้นมาจากท่าเรือเก่า ไปสู่ตลาดเชียงคาน แม้แต่คนฝั่งลาวยังนั่งเรือมาชมเวลามีโปรแกรมหนังใหม่ๆ ดังๆ เข้าฉายในวิก แต่เมื่อถึงยุคมีม้วนเทปวีดีโอ แผ่นซีดี ดีวีดี จนมาถึงยุคดูหนังฟรีทางอินเตอร์เน็ท โรงหนังทั้งหมดก็ปิดตัวลงอย่างถาวร สะท้อนสัจธรรมความเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่งของโลกใบนี้
คุณลุงเจ้าของโรงหนังราชาภาพยนตร์ เปิดที่พักเก๋ไก๋น่ารัก พร้อมกับนำเครื่องฉายภาพยนตร์ เก้าอี้ไม้เก่า และโปสเตอร์หนังสุดรัก มาตกแต่งคล้าย Mini Theater หรือโรงหนังขนาดย่อมในด้านล่างของที่พักแบบไม่เหมือนใครจริงๆ
โรงหนังสุวรรณรามา ซอย 9 (บน) ทางเข้าตลาดเชียงคาน ปัจจุบันผันตัวเองไปเป็นร้านอาหาร และคอร์ตแบตมินตัน แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายโรงหนังเก่าในอดีตให้สัมผัส ทั้งม้วนฟิล์มเก่า, เก้าอี้ไม้, เครื่องฉายหนัง, โปสเตอร์ภาพยนตร์ เป็นเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ ริมโขง ที่ทำให้ผู้มาเยือนคนแล้วคนเล่าหลงรักจนหมดใจ
เรือนไม้เก่าของเชียงคาน ถือเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่ายิ่ง แต่ละหลังเปี่ยมด้วยเรื่องราวน่าค้นหา อย่าง “บ้านตาสิงห์คำ” (ซอย 19 ล่าง ถนนศรีเชียงคาน) ที่เก่าแก่กว่า 150 ปีเป็นอย่างน้อย เป็นเรือนหลังเดียวในเชียงคาน ที่มีเสาใต้ถุนเป็นปูนทรงสี่เหลี่ยมแบบยุโรป บนตัวบ้านก็กว้างขวาง และหลังบ้านยังมียุ้งฉางข้าวแบบโบราณให้ชมด้วย
เรือนไม้เก่าอายุนับร้อยปีของตาสิงห์คำ เต็มไปด้วยเรื่องเล่าในทุกอณูของตัวบ้าน
บ้านตาอูบ ปากซอย 14 (ล่าง) ถนนศรีเชียงคาน คือเรือนไม้โบราณอันทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงวิธีการสร้างเรือนของคนเชียงคานในอดีต ที่นิยมใช้ไม้ไผ่ขัดแตะแล้วฉาบปูนบางๆ ปิดทับเป็นฝาผนัง แม้ปัจจุบันบ้านหลังนี้จะปิดร้าง แต่ก็ยังทำหน้าที่เป็น Landmark ของเชียงคาน ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนไม่เสื่อมคลาย
ด้านหลังบ้านตาอูบ ปัจจุบันกลายเป็นที่จอดรถสาธารณะ ทว่าตัวบ้านนั้นยังคงโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอันมีเอกลักษณ์ สมควรได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเพื่อการเรียนรู้ต่อไป
เรือนไม้เก่าเชียงคานทุกหลังมีอดีต มีเรื่องเล่า พร้อมให้เราเข้าไปเรียนรู้ ถ้าเราเปิดใจอย่างเต็มที่
ซอย 9 คือหัวใจหลักของเชียงคานในอดีต เพราะท่าเรือเก่าอยู่ที่ริมน้ำซอย 9 พอขึ้นฝั่งมาก็จะพบกับร้านค้าของชาวจีน ที่มีทั้งร้านโชห่วย ร้านกาแฟ ร้านขายยา รวมถึงโรงหนัง และโรงแรมเล็กๆ เรียงราย จากถนนชายโขง ผ่านถนนศรีเชียงคาน ขึ้นไปยังตลาดเชียงคาน แม้แต่โรงแรมพูลสวัสดิ์ ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของเชียงคาน มี 9 ห้อง ก็อยู่ในซอย 9 นี้เช่นกัน
เรือนไม้เก่าเชียงคาน แม้เก่าก็เพียงตัวบ้าน ทว่ารอยยิ้มของผู้เป็นเจ้าของ ที่พร้อมบอกเล่าเรื่องราวให้เราฟังนั้น ไม่ได้เก่าไปด้วยเลย แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์วิถีชุมชน ที่ไม่ยอมละทิ้งบ้านเรือนของตนไปไหนไกล

เชียงคานบุรี เรือนไม้ 3 ชั้นเพียงแห่งเดียวของเชียงคาน เป็นโรงแรมสร้างใหม่บริเวณซอย 11 (ล่าง) พอขึ้นไปชั้นบนสุด จะมองเห็นวิวตัวเมืองได้สวยงาม ใครจะไปพักต้องจองนะจ๊ะ จะบอกให้
โรงแรม White House (อยู่ระหว่างซอย 5-6 ล่าง ถนนศรีเชียงคาน) เป็นตึกฝรั่งทรงโคโลเนียลสีขาวอันสวยงาม สะท้อนวันเวลาท่ีฝรั่งเศสเคยมีอิทธิพลเหนือล้านช้าง หรือลาวในอดีต แถมยังแผ่อิทธิพลข้ามโขงมาถึงเมืองเชียงคานด้วย ปัจจุบัน Whit House คือโรงแรมน่าพัก ที่พาเราย้อนกลับไปสู่อดีตได้ราวกับ Time Capsule
เชียงคานเป็นเมืองพุทธ เมืองสงบ ที่ผู้คนยังคงยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม วัดวาอารามกว่า 10 แห่งในย่านริมโขง ทำให้คนใกล้วัด ไม่ลืมทำบุญสุนทาน และในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญด้วย เด่นที่สุดคือ “วัดศรีคุณเมือง” อยู่ระหว่างซอย 6-7 (ล่าง) ใกล้แม่น้ำโขง

วัดศรีคุณเมือง เดิมชื่อ วัดใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2119 เป็นวัดที่โดดเด่นด้วยพุทธศิลป์แบบล้านช้าง (ลาว) เห็นได้จากหลังคาโบสถ์ที่ลดหลั่นกันลงมาในทรงเตี้ยแบบล้านช้าง, พระพุทธรูปไม้จำหลักปิดทอง และภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบล้านช้างแท้ๆ นับเป็นศูนย์กลางรวมใจรวมศรัทธาของชาวเชียงคาน
พระประทานในโบสถ์วัดศรีคุณเมือง สร้างด้วยศิลปกรรมล้านช้างแท้ๆ เป็นทองสำริด 
วัดศรีคุณเมือง ที่เชียงคาน แท้จริงแล้วเป็นชื่อวัดเดียวกับ วัดสีคุนเมือง ของเมืองหลวงพระบางในประเทศลาว เป็นวัดที่ราชวงศ์ลาวให้การอุปถัมป์ เมื่อผู้คนอพยพลงมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน จึงนำชื่อวัดในบ้านเกิดมาด้วย
วัดมหาธาตุ คือวัดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่กลางเมืองเชียงคานใกล้ริมโขง บริเวณซอย 14 สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2197 เป็นวัดที่เก่าแก่มาก เด่นด้วยพระอุโบสถไม้หลังเก่าศิลปะล้านช้าง เชื่อกันว่าเจดีย์ขาวที่วัดมหาธาตุนี้ สร้างอุดรูพญานาคไว้ เพราะเชื่อว่าเป็นทางผ่านของพญามุจลินทร์นาคราช ที่เข้ามากราบไหว้หลวงพ่อใหญ่ แล้วกลับลงสู่แม่น้ำโขง
นอกจากความเชื่อเรื่องพญานาคแล้ว วัดมหาธาตุยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และวัตถุโบราณเก็บรักษาไว้ อีกทั้งยังมีส้วมฝรั่ง ที่เป็นห้องน้ำก่ออิฐถือปูนทรงโคโลเนียล เพราะจุดนี้เคยใช้เป็นที่ตั้งที่ว่าการเมืองเชียงคานเก่า สมัยพระยาศรีอรรคฮาต
ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดมหาธาตุ เป็นฝีมือช่างพื้นบ้านสกุลช่างล้านช้าง แม้ทุกวันนี้จะลบเลือนไปมาก แต่ก็ยังพอเห็นเค้าโครงกลิ่นอายความงามของพุทธศิลป์แห่งศรัทธา

หลวงพ่อใหญ่แห่งวัดมหาธาตุ ที่เชื่อกันว่าท่านศักดิ์สิทธิ์มาก

เชียงคานเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายสุดๆ ทั้งในแง่วัฒนธรรม ชุมชน งานประเพณี เชิงเกษตร และธรรมชาติ โดยเฉพาะที่ “ภูทอก” แหล่งชมทะเลหมอกใกล้เชียงคาน มองออกไปเห็นแม่น้ำโขงและฝั่งลาวได้ชัดเจน ยิ่งถ้าเป็นฤดูหนาวด้วยแล้ว ทะเลหมอกจะแน่นเป็นผืนพรมคล้ายปุยนุ่นทีเดียว 
แก่งคุดคู้ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงคานไปทางตะวันออก 2 กิโลเมตร เป็นแก่งใหญ่กลางแม่น้ำโขง ที่จะเผยตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนในยามฤดูแล้ง ปัจจุบันมีร้านอาหาร จุดชมวิว และบริการล่องเรือเที่ยวชมธรรมชาติลำน้ำโขง ชิลสุดๆ
ตำนานแก่งคุดคู่เล่าว่า ในอดีตมีพรานคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ชื่อ ตาจึ่งขึ่งดังแดง ไล่ตามควายเงินมาจากฝั่งลาว โดยหมายจะยิงมันให้ได้ แต่พอมาถึงแก่ง ก็มีพ่อค้าจากหลวงพระบางถ่อเรือมาถึงพอดี ควายเงินตกใจ เผ่นหนีขึ้นไปซ่อนอยู่ที่ปลักบนภูควายเงิน พรานโกรธมากจึงนำหินมาก่อเรียงขวางลำน้ำ เพื่อไม่ให้ใครถ่อเรือผ่านไปได้อีก พระอินทร์จึงแปลงร่างลงมาเป็นเณรน้อย ออกอุบายให้พรานใช้ไม้ไผ่ทำคานแบกหิน ทว่าไม้ไผ่ไม่แข็งแรงพอ จึงหักลงมาบาดคอตายในท่านอนคุดคู้ บริเวณนี้จึงได้ชื่อว่า “แก่งคุดคู้” มาจนทุกวันนี้
เวลาไปเที่ยวแก่งคุดคู้ นอกจากกุ้งแพ (กุ้งฝอยแม่น้ำโขง ชุบแป้งทอดเป็นแพ กินกับน้ำจิ้มแสนอร่อย) แล้ว สิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดชิมคือ มะพร้าวแก้วแก่งคุดคู้ ผลิตกันที่นี่มาช้านาน มีหลายเจ้า ขอเข้าชมการผลิตได้ เอกลักษณ์คือเนื้อมะพร้าวต้องนุ่ม รสชาติหวานนวลๆ กินเล่นได้เพลินๆ จ้า
การผลิตมะพร้าวแก้วแก่งคุดคู้ ต้องใช้เนื้อมะพร้าวคุณภาพดี ทำความสะอาด แล้วผ่ารีดเป็นแผ่นบางๆ ก่อนนำไปเชื่อม

การเชื่อมมะพร้าวแก้ว แก่งคุดคู้ ของกินเล่นยอดฮิตที่เหมาะจะซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน
ใครที่สนใจวิถีท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรือ Agro-Tourism แนะนำให้ไปเที่ยวที่ “สวนผลไม้บ้านบุฮม” อยู่ห่างจากเชียงคานไปทางตะวันออก 14 กิโลเมตร ตามถนนเส้นเลียบโขงอันสวยงาม เราจะเห็นสวนมะม่วง สวนฝรั่ง สวนแก้วมังกร สวนกระท้อน สวนมะขามหวาน และอีกสารพัดสวน ให้เข้าชม ชิม และซื้อกลับบ้าน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดปี
มะม่วงบ้านบุฮม มีพ่อค้ามาซื้อเหมากันไปถึงที่เลย รสชาติหวานอร่อยสุดยอด เพราะดินแถวริมโขงมีแร่ธาตุเยอะมาก
เชียงคานมีอาหารอร่อย เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอยู่หลายอย่าง เช่น ที่ซอย 0 มี “ข้าวหลามยาว” ซึ่งเมื่อก่อนยาวมากถึง 1.5 เมตร (เกือบ 2 เมตรก็มี!) ถือเป็นข้าวหลามที่ยาวที่สุดในเมืองไทย เอกลักษณ์คือเนื้อข้าวเหนียวจะนุ่ม หอม หวานอ่อนๆ มีทั้งข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวขาว เหมาะจะกินเล่นจิ้มนมข้นหวาน ที่นี่ทำขายตอนเช้าเท่านั้นจ้า
น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ไม้ไผ่ยาวๆ ในบ้านเราแทบไม่มีแล้ว หรือถ้ามีก็อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เข้าไปตัดมาใช้งานไม่ได้ ข้าวหลามยาว ซอย 0 เชียงคาน เลยต้องรับซื้อไม้ไผ่มาจากฝั่งลาวแทน
เมื่อปิ้งข้าวหลามจนสุกดีแล้ว ก่อนหม่ำก็ต้องมาเหลาเปลือกให้บางเฉียบ จนสามารถใช้มือปอกข้าวหลามกินได้ทันที นี่คือเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของข้าวหลามยาวเชียงคาน

เที่ยวชมเชียงคานกันมาจนเหนื่อยแล้ว ได้เวลาเติมพลัง กับ “ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว” ซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากลาว (ต้นตำรับคือเวียดนาม) แท้จริงแล้วก็คือเส้นขนมจีน ใส่น้ำซุป และเครื่องในหมู เนื้อหมู กินกับผักแกล้ม พริก กะปิ มะนาว คล้ายๆ เฝอ (ก๋วยเตี๋ยว) เวียดนามนั่นล่ะ
ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว คืออาหารเช้ายอดฮิตของคนเชียงคาน ชื่อดังสุดคือ ข้าวปุ้นน้ำแจ่วป้าบัวหวาน ซอย 14 (บน)
ส้มตำด้องแด้ง แห่งร้านจิตส้มตำ ปากซอย 21 (บน) ใกล้โรงพยาบาลเชียงคาน เป็นส้มตำเจ้าเด่นเจ้าดัง รสชาติแซ่บถึงใจ สั่งได้ตามต้องการ มีตำทุกประเภทให้เลือก โดยเฉพาะส้มตำด้องแด้ง ซึ่งมีต้นกำเนิดที่นี่
จุ่มนัวยายพัด หรือสุกี้หลวงพระบาง ขายอยู่ที่ซอย 10 (ล่าง) รสชาติอร่อยกลมกล่อม ลูกค้าแน่นตลอดวัน ขายมาหลายสิบปี ร้านนี้ยังมีขนมหวานแบบไทยๆ ให้กินล้างปากด้วย โดยเฉพาะลอดช่อง, กล้วยบวชชี, ฟักทองแกงบวช สุดยอด!!!
ตื่นเช้าเดินไปเที่ยวตลาดเชียงคาน ถ้าหิวขึ้นมา ก็เดินไปชิม “ปาท่องโก๋ยัดไส้” กินคู่กับกาแฟ โอวัลติน ชาร้อน ต้อนรับวันใหม่ให้สดชื่นอิ่มท้อง
มีคนเคยบอกว่า ตลาดเช้าคือสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ได้ดี มันคือความจริง เพราะในตลาดเช้าเชียงคาน จะมีพืชพักผลไม้ในท้องถิ่นมาขายหลากหลายตามฤดูกาล รวมถึงพืชผัก ข้าวเหนียว แกง อ่อม หมก แหนม ฯลฯ อุดมสมบูรณ์ คนที่อยากใส่บาตรข้าวเหนียว ตื่นเช้าเอากระติ๊บมาซื้อข้าวเหนียวร้อนๆ ที่นี่ได้เลย

เชียงคาน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ของเรื่องราว ชีวิต วัฒนธรรม และธรรมชาติงามริมโขง เรือนไม้เก่าทุกหลังล้วนมีอดีต เรื่องเล่า ที่พร้อมให้เราเข้าไปเรียนรู้ เชียงคานไม่ได้มีแต่ถนนคนเดิน แม้เชียงคานจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่นั่นคือการปรับตัวตามวิวัฒนาการของเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว คำถามคือ เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยกันรักษาเชียงคานให้คงอยู่ พร้อมกับรักษาอัตลักษณ์ตัวตนไว้ได้ด้วย
เชียงคานไม่ใช่เมืองที่ถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลา แต่เป็นเมืองที่มีความเติบโตไปตามยุคสมัย วันนี้เชียงคานยังน่านัก เต็มไปด้วยเรื่องราวของชีวิตที่หมุนไป ไม่หยุดหย่อน เราจึงต้องเคารพความเป็นเชียงคาน ไปเรียนรู้ในสิ่งที่เขาเป็น อย่าให้เขาต้องเปลี่ยนเพื่อคนนอก
นี่คือเมืองแห่งเรือนไม้เก่าริมโขง ที่ฉันหลงรักจนหมดใจ ในความน่ารักและรอยยิ้มที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
มานครพนม ชมสามที่สุด เพื่อสุขที่สุด
มาเที่ยวนครพนมทีไร สุขใจทุกครั้ง ทั้งวิวสวยริมโขง ผู้คนน่ารัก ความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย ญวน จีน และอีสาน ผสมกลมกลืน รวมถึงอาหารแสนอร่อย แต่มาเที่ยวคราวนี้มีความพิเศษ เพราะเป็นปีท่องเที่ยวนครพนม ที่เขาจัดแคมเปญสนุกๆ ชื่อ “สามที่สุด…ปีท่องเที่ยวนครพนม” ชวนไปชมของดีของเด่น ซึ่งจะทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม
ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด : พระธาตุพนม เป็นพระธาตุประจำคนเกิดวันอาทิตย์ และปีวอก
สวยที่สุด : สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 (นครพนม-คำม่วน)
งามที่สุด : ทิวทัศน์ริมฝั่งโขง
ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด : พระธาตุพนม เป็นพระธาตุประจำคนเกิดวันอาทิตย์ และปีวอก
ท่านสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เปิดตัวกิจกรรม “สามที่สุด…ปีท่องเที่ยวนครพนม” กับจุด Check In แรก ณ พระธาตุพนม ซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจังหวัดนครพนม
มาเที่ยวนครพนมแล้ว ร่วมกิจกรรม “เช็ค อิน ฟินสุขสุด” และกิจกรรม Like and Share เพื่อรับของที่ระลึกและของรางวัลจากนครพนม ทั้งสินค้าโอทอป, เสื้อ T-Shirt สามที่สุด, แฟลชไดร์ฟสามที่สุด, Gift Voucher โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านของฝากในจังหวัด และแพ็กเกจทัวร์ ตั้งแต่ 11 มิถุนายน – 30 ตุลาคม 2559
สอบถามเพิ่มเติมที่ สำนักงานจังหวัดนครพนม โทร. 0-4251-1287

พระธาตุพนม เป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่มาก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 หรือ 12 เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า ถ้าได้มากราบไหว้ หรือห่มผ้าพระธาตุแล้ว ถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งกับชีวิต

ใครได้มาไหว้พระธาตุพนมครบ 7 ครั้ง ถือว่าเป็นลูกพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์แล้วนะจ๊ะ
อาจารย์คฑา ชินบัญชร และ คุณซัน ประชากร ปิยะสกุลแก้ว นักแสดงสายเลือดนครพนม นำคณะผู้ศรัทธา บูชาพระธาตุพนมและห่มผ้าพระธาตุ ณ จุด Check In จุดแรก
พลังแห่งศรัทธา ณ พระธาตุพนม
เนื่องจากปี 2559 นี้ ถือเป็นปีดีเฮงๆ ของคนปีวอก จังหวัดนครพนมจึงจัดงาน “พิธีบูชาพระธาตุพนม เสริมบารมีคนปีวอก” ซึ่งโดยปกติจัดกันอยู่แล้วทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน แต่ปีนี้จัดยิ่งใหญ่และพิเศษขึ้นอีก ด้วยว่าองค์พระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีวอก จึงมีผู้ศรัทธาเข้าร่วมอย่างล้นหลาม
ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธีเปิดงานบูชาพระธาตุพนม เสริมบารมีคนปีวอก
ท่านประมวล มุ่งมาตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานเปิดงาน “พิธีบูชาพระธาตุพนม เสริมบารมีคนปีวอก” เมื่อค่ำของวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2559
ผู้ศรัทธาและนักท่องเที่ยวนับพัน เข้าร่วมพิธีบูชาพระธาตุพนม เสริมบารมีคนปีวอก

พิธีบายศรีสู่ขวัญตามความเชื่อของชาวอีสาน ก่อนที่การรำบูชาพระธาตุพนมจะเริ่มขึ้น
พานบายศรีประดิษฐ์ด้วยใบตองฝีมือละเอียดประณีตของชาวนครพนม สร้างสรรค์เป็นรูปพญานาค 7 เศียร
ไฮไลท์ของงานบูชาพระธาตุพนมที่ทุกคนรอคอย คือการฟ้อนบูชาพระธาตุพนมโดยชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา จัดขึ้นทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน
การฟ้อนบูชาพระธาตุพนมอันยิ่งใหญ่ตระการตา ได้ชมเมื่อไหร่ก็ประทับใจเมื่อนั้น สะท้อนถึงความผูกพันของผู้คน กับพระพุทธศาสนา และพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์
ชาวบ้านในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดนครพนม ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำการแสดง เพื่อบูชาองค์พระธาตุ
การฟ้อนอันสวยงามอ่อนช้อย ของสาวนครพนม ตำบลพระกลางทุ่ง

รำด้วยศรัทธา ถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระธาตุพนม

ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ร่วมฟ้อนรำกับนางรำตำบลพระกลางทุ่ง ในช่วงท้ายของพิธีบูชาพระธาตุพนม เสริมบารมีคนปีวอก
สวยที่สุด : สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) จุด Check In จุดที่ 2 ของสามที่สุด… ปีท่องเที่ยวนครพนม นำเราไปชมความสวยงามของสะพานทอดยาวข้ามลำโขง สู่เมืองท่าแขกของลาว ซึ่งมีทิวเขาหินปูนยิ่งใหญ่ทอดยาวตระการตา เป็นวิวทิวทัศน์ที่ Amazing จริงๆ!
ซัน ประชากร ปิยะสกุลแก้ว นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง ลูกหลานของชาวนครพนมแท้ๆ มาเป็น presenter ให้กับกิจกรรม “สามที่สุด…ปีท่องเที่ยวนครพนม” ว๊าว!
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 เวลา 11.11 น. ทำหน้าที่เหมือน Gateway ใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวและค้าขายใน ASEAN

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 ในวันฟ้าใสปิ๊งๆ
งามที่สุด : ทิวทัศน์ริมฝั่งโขง จุด Check In ที่ 3
วิวริมโขงนครพนมสวยสุดๆ ตลอดวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น มองเห็นเทือกเขาหินปูนฝั่งเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ทอดยาวเป็นแนวกำแพงธรรมชาติอยู่ไกลลิบๆ ตรงเส้นขอบฟ้า

สามพรีเซนเตอร์ ณ จุดงามที่สุด ทิวทัศน์ริมฝั่งโขงนครพนม
ถ้าใครขยันตื่นเช้า ก็จะได้ชื่นชมความงามของตะวันเบิกฟ้า ณ ริมโขงนครพนม มองข้ามโขงไปเห็นแสงทองรับวันใหม่ เหนือเทือกเขาหินปูนแขวงคำม่วน
ยามเช้าอันเงียบสงบที่ริมโขงนครพนม ยังเป็นเมือง Slow Town ที่ช่วยทำให้นาฬิกาชีวิตเราเดินช้าลงจริงๆ นะจ๊ะ
นอกจากวิวธรรมชาติสวยๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมตักบาตรริมโขงรับวันใหม่ ตามวิถี Slow Life ชาวนครพนม
บรรยากาศสบายๆ ในยามเช้าอันสดใสที่ริมโขงนครพนม รอพระเดินบิณฑบาตรหน้าวัดพระมหาธาตุ

ตักบาตรริมโขงยามเช้า สืบสานวิถีพุทธอันสงบเย็นให้คงอยู่สืบไป
คนอีสานบ้านเฮา ก็ต้องตักบาตรข้าวเหนียวอย่างนี้ล่ะจ้า
วิวริมโขงนครพนมในช่วงกลางวันแดดกระจ่างตาฟ้าใส มองไปเห็นทิวทัศน์เทือกเขาทอดยาวเรียงราย เหมาะนั่งเรือชมธรรมชาติสองฝั่งโขงซะจริงๆ เลยนะ

นอกจากการร่วมกิจกรรม “จุดถ่ายภาพสามที่สุด” ในปีท่องเที่ยวนครพนมแล้ว มาเยือนจังหวัดนี้ทั้งที ก็ต้องหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุประจำวันเกิดให้ครบ 7 วันด้วยนะจ๊ะ เพราะนครพนมเป็นจังหวัดเดียวในเมืองไทย ที่มีพระธาตุประจำวันเกิดครบ 7 วัน อย่างพระธาตุท่าอุเทน เป็นพระธาตุประจำคนเกิดวันศุกร์จ้า
พระธาตุนคร พระธาตุประจำคนเกิดวันเสาร์

พระธาตุเรณู พระธาตุประจำคนเกิดวันจันทร์
พระธาตุศรีคูณ พระธาตุประจำคนเกิดวันอังคาร
มาไหว้พระทำบุญ ถวายสังฆทาน สะสมบุญบารมีกันที่นครพนม

อาจารย์คฑา ชินบัญชร เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการจัดกิจกรรมไหว้พระธาตุประจำวันเกิดในจังหวัดนครพนม จนเกิดคลื่นมหาชนผู้ศรัทธา หลั่งไหลมาสักการะพระธาตุประจำวันเกิด เสริมบุญบารมี สร้างสิริมงคลแก่ชีวิต
สวดมนต์ไหว้พระ ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เสริมบุญบารมีกันที่นครพนม เมืองริมโขงอันแสนสงบร่มเย็น
พอไหว้พระเสร็จแล้ว ถ้าใครมีเวลาเหลือก็อย่าลืมแวะชมแหล่งท่องเที่ยวใหม่เอี่ยมของนครพนม คือ “อนุสรณ์สถานประธานาธิบดีโฮจิมินห์” เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของเส้นทางการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราช ของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ซึ่งเคยมาหลบภัยพำนักอยู่ที่บ้านจาจอก ตำบลหนองญาติ จังหวัดนครพนม อยู่หลายปีเลยล่ะ

สาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ที่บ้านนาจอก นครพนม
สีสันของสาวเวียดนามรุ่นใหญ่ ที่อนุสรณ์สถานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ แหล่งท่องเที่ยวซึ่งไม่ใช่เฉพาะชาวไทยเท่านั้นนิยมไปชม แต่ชาวเวียดนามแท้ๆ ก็มักจะเดินทางตามรอยประวัติศาสตร์การกู้ชาติ มาเยือนบ้านนาจอกเสมอๆ โดยภายในที่นี้มีการจำลองบ้านพักของท่านมาให้ชมด้วย
อนุสรณ์สถานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ บ้านนาจอก นครพนม แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ไม่ควรพลาด

รูปเคารพของลุงโฮ หรือท่านโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของเวีดยนาม หลังจากต่อสู้ทวงคืนเอกราชจากฝรั่งเศสได้สำเร็จ บัดนี้สร้างอย่างยิ่งใหญ่ ณ บ้านนาจอก นครพนม แหล่งที่ท่านเคยหนีมาพำนัก เพื่อวางแผนกู้ชาติ
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดนครพนม โทร. 0-4251-1287
From Nan to Luang Prabang, the Land of Peace (episode 1)
During 22-26 May 2016, Mekong Tourism was arranged the International Media Trip visiting Nan province in the Northern Thailand connecting route to the World Heritage site Luang Prabang City in Lao PDR by road and cursing along Mekong River as connectivity tourism in the GMS region.
Nan is a small and peaceful province in the Northern Thailand bordering Lao PDR flourished in Nature, Fine Art, Culture and Local Way of Life, moreover Nan is also the centre of Eastern-Lanna Kingdom for hundred years. Thai Lue (in Thai language “ไทลื้อ) from the Southern China migrated downward to this land and settle down. That’s why “Wat Phumin” the most famous and most beautiful temple in Nan was build by Thai Lue architecture mixed with Lanna Artistic style.
Not only the beautiful open wide space of Nan’s city landscape could calm down our heart but also this is exactly the SLOW TOWN and SLOW LIFE atmosphere. Inside the main pavilion hall of Wat Phumin, i found a very peaceful corner with 4 golden huge sacred Buddha Statutes constructed since 1596. Well known as one of the most beautiful Buddhist Pavilion in Northern Thailand. And TAT promote Wat Phumin to the Unseen Thailand!
Very old and amazing wall painting inside Wat Phumin Pavilion Hall is famous around the country, especially “the whispering of Love” the iconic painting by great painting master named Nhan Bua Phan. This painting reflected not only the concept of eternal love through time, but also showing us the way of Nan’s dressing for hundred years ago. Which believe this man was Burmese whispering some love poet to his Nan’s lady Love one.
Wat Phumin at twilight turn on beautiful lighting from 6.00 pm. to 10.00 pm. everyday as a landmark in the city centre of NAN. From outside we can see Thai Lue architecture style call “Viharn Sot” (in Thai language วิหารซด) means 3 steps of roof layer above the Pavilion.
A very lively rhythm of life at Wat Phumin walking street. 
The second destination of my trip to this peaceful city is “Wat Phra That Chae Hang” that was founded in 1354-1358. The location of this temple was use to be the first capital city of NAN Kingdom in the ancient time, but after a great epidemic killed thousand of peoples here, Nan king’s ordered across Nan River for building the new capital city as we seen until now.
The Jedi or Golden Stupa at Wat Phra That Chae Hang is believe to be the Jedi of people who born in the year of Rabbit as ancient believe. This golden jedi is contain a real scared Buddha Relic, therefor thousand of pilgrims came here everyday to pay their homage.
Wat Phra That Chae Hang is famous for the Huge Golden Buddha Statutes in a main Prayer Hall. The Buddha Statute was created with Sukhothai-Style surrounded with hundred of smaller golden buddha statues offering to the temple year by year from many kings.
The true mercy face of Great Buddha Statutes in the main pavilion hall of Wat Phra That Chae Hang.
From the flat land that Wat Phra That Chae Hang located, i travel with a small van gradually up the hill just outside Nan city centre called “Wat Phra That Khao Noi” (in Thai language “วัดพระธาตุเขาน้อย”). Here is known as the best scenic point of sun rise, sunset and good for observing Nan city in panoramic top view. At the top of the hill located a golden huge standing Buddha Statute facing Nan city area as blessing symbol.
The greenery landscape viewing from top of Wat Phra That Khao Noi toward Nan City. As we could see here is still no Skycreeper disturbing the peaceful landscape, therefore Nan is remain one of popular slow town in Thailand nowadays.
After visited many famous temples in Nan for all day long, after sunset and do some shopping at Wat Phumin Walking Street, Bua Loi Aunty Nim (in Thai language บัวลอยป้านิ่ม) is the best choice to choose.
Aunty Nim is boast for her 40 years of selling local dessert call “Bua Loi” which “Bua” means “Lotus” and “Loi” means “Float”. Because of this local dessert made from flour, after boiling it for a while in sweet syrup then after the flour well cooked it will float on the syrup’s surface, so call Bua Loi.
Don’t Miss Aunty Nim’s Bua Loi!. Selling during 6.00 pm. to 10.00 pm. everyday at Wat Sri Phah Ton (in Thai language วัดศรีพันต้น) intersection.
The second day in Nan, is a good time to proof the words “Nan the city of Art”. Then i visit one of the biggest and most famous local Art Gallery in town : “Nan Riverside Art Gallery” (in Thai language หอศิลป์ริมน่าน) because this wonderful place situated by the bank of Nan River, 20 kilometres from Nan City. Easy to reach by car via super highway number 101, which is the same route take us to Thai-Lao Border at Huay Kon : ห้วยโก๋น (138 kilometres from Nan City).
On the outdoor open space of Nan Riverside Art Gallery, there are many Installation Art with mixed Media, some are metal, brass and wood. Yes! this is a good photo point for sure.

Inside the 2 stories building of Nan Riverside Art Gallery is a True Heaven of Art’s Lover! Because every corner in the gallery is shown the circulating Work of Art from many local artists in Nan and more. I spend one hour here to appreciate fine art reflecting Nan way of life. So Wonderful!

Because Nan was use to be a great kingdom since the ancient time, therefore they got their own artistic style separated them from the others Lanna Art in the Northern Thailand. Many local artist nowadays try to gather in a small group creating new channel of showing, teaching and selling their own works. By the near future we will see more Nan’s Art spread to the public.
Installation Art on the second floor of Nan Riverside Art Gallery.
Next to the Main Gallery, i take a shot walk to a mini gallery close to Nan River, here is permanently exhibition of Photographic copy from Wat Phumin (in thai Language วัดภูมินทร์) and Wat Nong Bua (in Thai language วัดหนองบัว) where Nhan Bua Phan the Great Painter done his wall painting. So we could see the similarity painted style and some pictures that he love and always paint such as, a chicken standing with one leg and a young Thai Lue woman do their everyday living.
To proof that Nan Bua Phan the Great Painter of Nan was the same guy to make wall painting at Wat Phumin and Wat Nong Bua, So i took my van straight to Wat Nong Bua not far away. The first thing i can conclude is the main pavilion hall of Wat Phumin and Wat Nong Bua build with the same architectural style of Thai Lue. Small but very fine and elaborate wood carving decorated outstandingly.
Next to the parking area and main pavilion hall of Wat Nong Bua is a small ban of aged local musician. The 3 of their major unplug music instruments are : Sa Lor (สะล้อ), Sor (ซอ) and Seung (ซึง) all playing together in the same time creating soft rhythm in true slow life of Lanna region.

Again with a breath taking beautiful masterpiece of art here inside the main pavilion hall of Wat Nong Bua, i can feel a very perfect peaceful moment of Buddhism which i respected. The huge golden Buddha Statute glittering in a dim light and all of ancient wall painting are fade colours, but still showing a great art of Nan Bua Phan the Great Painter.
The Load Buddha was creating by local artist in both statute and wall painting, reflected their strong believe in Buddhism concept.
The wall painting in Wat Nong Bua created with 3 main colours : Red, Blue and White, which all raw material making these colours came from 100 percent natural in the old day. Some of the painting shows battle scene in the ancient time by the King and Queen on an elephant’s back.
Finally, just behind the wall of main Buddha Statue i found a self-portrait of Nan Bua Phan the Great Painter. He is not just a normal guy of Thai Lue but the one who contained a perfect gift in art and painting. Not attended to any school, Nan Bua Phan practise his own painting style and finally done the wall painting in Wat Phumin and Wat Nong Bua, the best 2 Lue’s temple in Nan until nowadays.
In Wat Nong Bua surrounded area, located an old Thai Lue Wooden House for tourist to visit. Normally in the old day some of their cattles, hens and pigs will kept on the ground floor and on the second floor are the connecting of 3 houses. Two big houses is for living and a small house behind is for storing their rice seed.
The bedroom of Thai Lue Old Wooden House Style.
Next to the Thai Lue Wooden House in Wat Nong Bua, is a small local shop good for shopping in local handicraft, fruits, herbs, dessert and Nan’s textile call “Sin Nham Lai” (“Sin” is a cloth of local woman / “Nham” is “Water” and “Lai” is “Flowing” so all together means “the cloth with flowing water motif”.
From Wat Nong Bua i took my van continue to Thai-Lao Boarder at Huay Kon which is still more than a hundred kilometre away, but as i’m in a slow life mode so i take a short break at a very lovely local coffee shop “Coffee Ban Tai-Lue” (in Thai language กาแฟ บ้านไทลื้อ). 
This Coffee Shop is situated in a rice paddy field providing me the wonderful landscape of mountain background and the greenery at foreground. Just one sip of local Arabica Nan’s Coffee and this amazing view, i’m in HEAVEN now! 
Beautiful smile, beautiful natural view and wonderful coffee at Coffee Ban Tai-Lue, the famous local coffee shop today where i can find my own private corner sitting by the greenery all day long!
Arabica Coffee of Ban Tai-Lue is ready to serve.
More than an ordinary local coffee shop, here we can appreciate a very creative of building style with bamboo architecture to be a bridge, walkway, platform and see-through wall blended into the greenery atmosphere.

The big water wheel pumping water from a small stream into the paddy field and flowers garden.

The last place i stopped on the way before reach the Thai-Lao Border in Huay Kon, is a famous local silver factory : Doi Silver Factory (in Thai language ดอย ซิลเวอร์ แฟคตอรี่). Here is one of the hundred silver factory in Nan province. The staff is welcome a group to see their silver production line and after that surely for shopping a very good quality silver products as a souvenir.
Silver handbag of lady for a formal use and gala luxury dinner. I cannot imagine how much time, experiences, effort and perseverance they should spend for creating these elaborate silver products!? However, this silver factory gained more than 40 years of experienced, so they can teach the technics to young generation.

Silver Necklace for lady creating in local orchid form.
More than 200 silver makers of Doi Silver Factory got a handful work everyday!
Silver Bowl in production line.
Silver Bracelet under the production process by experienced hands.
My wonderful journey from Nan to Luan Prabang, the twin cities of slow life is not ended here. I’m still carry on the trip to Thai-Lao Border at Huay Kon by my van loaded full of my friends and my eager.
Please find more adventure in episode 2 and 3 in the next article here at www.gotravelphoto.com


Special Thanks : Mekong Tourism / Tourism Authority of Thailand Phrae Office / Air Asia /
Luang Say Lodge & Cruise / EXO Travel / SOFITEL Luang Prabang
Passport น่าน PLUS แพร่ 12 เมืองต้องห้ามพลาด (ตอน 4)

วันสุดท้ายของการท่องเที่ยวในแคมเปญ Passport น่าน Plus แพร่ ของ ททท. สำนักงานแพร่ ทำให้เรารู้สึกใจหาย เพราะหลายวันที่ผ่านมาเราได้สัมผัสเรื่องราวน่ารู้ และสถานที่ท่องเที่ยวอันหลากหลายเหลือเกิน จนทำให้รู้สึกว่า เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาถิ่นนี้ไปแล้ว!
ยามเช้าอากาศสดชื่น เราขับรถจากที่โรงแรม Come Moon Loft ผ่านชุมชนเชตวัน ตรงไปสุดที่ริมแม่น้ำยม จนได้พบกับแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง คือ “โรงเรียนป่าไม้แพร่ (เดิม)” ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมไม้สัก แกะสลักลวดลายแบบขนมปังขิงอย่างสวยงามตามแฟชั่นนิยมสมัยรัชกาลที่ 5 โดยอาคารโบราณหลังนี้แท้จริงแล้วเคยเป็นที่ทำการของ บริษัท อีส ทีค (East Asia Teak) ซึ่งเข้ามาสัมปทานทำไม้สักในภาคเหนือของสยามนั่นเอง

ภายในอาคารด้านล่าง มีนิทรรศการเล็กๆ ให้ชม บอกเล่าเรื่องราวกิจการทำไม้สักในจังหวัดแพร่ ซึ่งกลายเป็นต้นกำเนิดของการจัดตั้งกรมป่าไม้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยอธิบดีกรมป่าไม้คนแรกของสยามเป็นฝรั่งชื่อ เอช. เอ. สเลด (H.A. Slade) เป็นเจ้ากรมระหว่างปี พ.ศ.2439-2444
ภาพที่หาชมไม่ได้อีกแล้ว! เป็นการล่องไม้ซุงนับพันๆ หมื่นๆ ท่อนลงมาตามลำน้ำยม เพื่อลงไปรวมไว้ที่จังหวัดนครสวรรค์ แล้วส่งออกไปต่างประเทศ กิจการสัมปทานทำไม้ในอดีตนั่นเองคือส่วนหนึ่งที่ทำให้หัวเมืองทางเหนือของสยามร่ำรวยมหาศาล! ทว่าในขณะเดียวกันป่าไม้ธรรมชาติก็หดหายไปจนน่าใจหายเช่นกัน!
จากป่าไม้ที่สยามเคยมีกว่า 80 เปอร์เซนต์ของเนื้อที่ประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ทุกวันนี้เราเหลือป่าไม้แค่ 30 เปอร์เซนต์เท่านั้น! งั้นคงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเมืองไทยอากาศจึงได้ร้อนนัก!!!

ไม่ไกลจากโรงเรียนป่าไม้แพร่ (เดิม) เราขับรถสูดอากาศยามเช้าเย็นสบายหลังฝนตกใหม่ๆ ไปเที่ยวต่อกันที่ “บ้านประทับใจ” ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ ตั้งอยู่ริมถนนสายแพร่-ลอง (ทางหลวงหมายเลข 1023) โทร. 0-5452-2245, 08-9851-2981
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท
ลวดลายแกะสลักไม้สักทองอันประณีตงดงาม ที่หน้าจั่วบ้านประทับใจ สะท้อนถึงฝีมือเชิงช่างไม้ชั้นยอดของคนล้านนา ที่สามารถเนรมิตไม้สักให้กลายเป็นลวดลายอันวิจิตรพิสดารได้ถึงเพียงนี้!

จุดเด่นของบ้านประทับใจ คือมีเสาไม้สักทองกว่า 130 ต้น ซึ่งแต่ละต้นมีอายุกว่า 300 ปี เส้นรอบวง 2-3 คนโอบ! ที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวบ้านขนาดใหญ่เอาไว้ โดยบ้านหลังนี้เป็นเรือนไทยประยุกต์หลังคาสูง ต่อเนื่องกันถึง 3 หลัง มีหน้าจั่วแบบกาแล สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2515

โคนเสาไม้สักทองแต่ละต้นที่บ้านประทับใจ มีการแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ อย่างงดงาม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับป่าไม้ ช้าง การทำไม้ซุง และวิถีชีวิตของชาวแพร่ในอดีต
ที่ชั้นล่างของบ้าน มีการนำข้าวของเครื่องใช้ของคนแพร่ในอดีตมาจัดแสดงไว้ให้ชมด้วย
บนชั้นสองของบ้านประทับใจ มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตมาก ส่วนหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าบ้าน และอีกส่วนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเครื่องเรือนที่ทำด้วยไม้สักทองทั้งหมด อลังการมาก!

เครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณ จัดแสดงให้ชมบนชั้นสองของบ้านประทับใจ
จากบ้านประทับใจ เราขับรถออกไปนอกเมือง ตามถนนที่มุ่งหน้าตรงสู่พระธาตุช่อแฮ (ทางหลวงหมายเลข 1022) พอดีระหว่างทาง เหลือบไปเห็นทางซ้ายมือมีป้าย “ร้าน API ” (อภิ) ก็เลยต้องรีบชะลอรถ เลี้ยวเข้าไปซะหน่อย เพราะที่นี่เป็นจุดประทับตรา Passport ของ ททท.
ร้าน API จริงๆ หาง่ายมาก อยู่ทางไปวัดพระธาตุช่อแฮ ติดกับปั๊มน้ำมัน PT ป่าแดง ถ้ามาจากตัวเมืองแพร่ ร้านอยู่ฝั่งซ้ายมือ จอดรถได้ทั้งด้านข้างและด้านหน้าริมถนน
ชื่อร้าน API จริงๆ แล้วมาจากชื่อ คุณเบล อภิสิทธิ์ เจ้าของร้าน ซึ่งปัจจุบันเปิดมาได้ครบหนึ่งขวบปีแล้ว มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ทั้งในเรื่องของกาแฟหอมอร่อย และเบเกอร์รี่ Home Made ทำเองสดอร่อยทุกวัน จากฝีมือเจ้าของร้านเลยล่ะ
ประทับตราในสมุด Passport ของเรา ที่ร้าน API

ภายในร้าน API ออกแบบตกแต่งให้ดูโปร่งโล่งสบายตา โต๊ะเก้าอี้มีวางไม่แน่นจนเกินไป ผนังด้านหน้าและด้านข้างร้านเป็นประจกใส แลโปร่งดี ส่วนฝาผนังแบบปูนเปลือยและอิฐมอญก็ช่วยให้หรูเรียบ ตามมาด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้อย่างดี ที่ลงทุนไปไม่น้อย สร้างสรรค์ให้บรรยากาศน่านั่งชิลกันนานๆ ได้ไม่เบื่อเลย
นับเป็นจุดแวะแห่งใหม่บนเส้นทางไปพระธาตุช่อแฮ ที่แนะนำเลยว่า ต้องไม่พลาด!
ร้าน API มีเมนูเครื่องดื่มและเค้กอร่อยๆ ให้เลือกชิมมากมาย

ด้านหน้าร้าน API เป็นกระจกใสแลโปร่งสบายตา เชิญชวนให้เราเข้าไปลิ้มลองกาแฟหอมกรุ่น

ครัวซองต์เนยสดของร้าน API สุดยอดมากๆ! ทั้งเนื้อนุ่ม ทั้งหอมกรุ่น ได้กินตอนร้อนๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมจ้า
ชีสเค้ก ของร้าน API เนื้อนุ่มแน่นกำลังดี กลิ่นหอมติดจมูกติดลิ้น แถมรสชาติก็หวานกำลังดีด้วย
เมื่อเต็มอิ่มกับกาแฟร้าน API แล้ว ก็ขับรถตรงต่อไปอีกแค่ไม่กี่กิโลเมตร ในที่สุดเราก็มาถึง “วัดพระธาตุช่อแฮพระอารามหลวง” อันเป็นสถานที่ประดิษฐานองค์พระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำคนเกิดปีเสือ (ปีขาล)
นับเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่มาช้านาน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1879-1881 สมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) โดยขุนลั๊วะอ้ายก้อม ใช้ประดิษฐานพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองศิลปะเชียงแสน สีทองอร่าม งดงามจับใจมาก

ภายในพระอุโบสถวัดพระธาตุช่อแฮ บางเดือนก็จะมีการจัดพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาแบบล้านนาด้วย
ห่างจากพระธาตุช่อแฮไม่ไกล คือที่ตั้งของ “วัดพระธาตุดอยเล็ง” ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวเมืองแพร่จากมุมสูงอันตระการตา โดยคำว่า เล็ง เป็นภาษาถิ่นเหนือ ตรงกับภาษากลางหมายถึง จ้อง มอง ดู นั่นเอง เส้นสีขาวที่เห็นในภาพคือบันไดเดินขึ้นเขา!!! แต่ไม่ต้องตกใจ ใครเดินไม่ไหว รถยนต์ก็ขึ้นถึงจ้า โอว โล่งอก!

จากตีนเขามีถนนสองเลนแคบๆ ขึ้นไปถึงยอดเขา อันเป็นที่ประดิษฐานองค์พระธาตุดอยเล็ง อย่าลืมเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำด้วยรถยนต์จะได้มีแรง เพราะทางบางช่วงค่อนข้างชันทีเดียว
จุดชมวิวแรกของพระธาตุดอยเล็ง อยู่ทางด้านซ้ายมือขณะขับรถขึ้นเขา

บันไดวัดใจสำหรับเดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยเล็ง
ตรงใกล้ถึงยอดเขา มีลานจอดรถ และบันไดแค่ 97 ขั้น ให้เดินออกำลังกาย ขึ้นไปกราบขอพรพระธาตุดอยเล็ง
พระธาตุดอยเล็ง ถือเป็นพระธาตุที่ตั้งอยู่สูงสุดในบรรดาพระธาตุทั้งหมดของจังหวัดแพร่
ขึ้นมาถึงยอดเขาแล้ว ก็ต้องกราบพระขอพรกันหน่อยล่ะ
จากพระธาตุดอยเล็ง มองลงไปเห็นที่ตั้งของวัดพระธาตุช่อแฮด้วย
จากบนยอดเขาที่ประดิษฐานพระธาตุดอยเล็ง มองเห็นวิวได้กว้างไกลแบบสุดสายตาพาโนรามาเลยล่ะ โดยเราจะมองเห็นได้ไกลถึง 3 อำเภอ คือ อำเภอสูงเม่น อำเภอร้องกวาง และอำเภอเมืองแพร่
ในช่วงบ่ายของวันนั้น ก่อนบินกลับบ้าน เราใช้เวลาขับรถเที่ยวชมวิวไปจนถึงอำเภอลอง เพื่อตามหาจุดประทับตราสุดท้ายในสมุด Passport ของเราที่ “ร้านกาแฟแห่ระเบิด” (โทร. 08-9485-1978)
ร้านกาแฟแห่ระเบิด อำเภอลอง มีกิมมิคสุดเท่ห์เป็นลูกระเบิดขนาดใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แขวนไว้เป็นสัญลักษณ์เรียกแขก ฮาฮาฮา แต่ไม่ต้องกลัว ข้างในไม่มีดินระเบิดอยู่แล้ว
ร้านนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในเรื่องเครื่องดื่มอร่อย และยังเป็น Art Gallery อีกด้วย ร้านสร้างด้วยไม้ ตกแต่งอย่างสวยงาม มีลูกเล่น โดยนำเรื่องราวของ “คนแพร่แห่ระเบิด” มาเป็นจุดขาย เพราะแพร่เป็นจุดที่ถูกเครื่องบินรบอเมริกันทิ้งระเบิดเยอะมากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่าระเบิดส่วนหนึ่งด้าน ไม่ระเบิด ชาวบ้านจึงเก็บมาถอดดินปืนออก แล้วแห่นำไปถวายวัดเพื่อใช้ทำระฆังซะเลย!!!
ทริปกิน เที่ยว เลี้ยวลดสัมผัสเรื่องราวสนุกๆ ของ น่าน แพร่ สองจังหวัดสุดเจ๋งแห่งล้านนาตะวันออก ของเราจบลงตรงนี้ แต่ความประทับใจในน้ำใจไมตรีของคนน่าน แพร่ ก็ยังตรึงอยู่ในใจเราเสมอ วิถีชีวิตที่ยังคงเนิบช้า ธรรมชาติที่ยังคงอาบอิ่ม และวัฒนธรรมที่ยังคงมีลมหายใจของทั้งสองจังหวัดนี้ คือเสน่ห์เมืองเหนือที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
และตอนนี้ ก็ได้เวลานำสมุด Passport ของเรา ไปขอรับของรางวัลที่ ททท. สำนักงานแพร่ แล้วล่ะจ้า ฮาฮาฮา

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ โทร. 0-5452-1127
Passport น่าน PLUS แพร่ 12 เมืองต้องห้ามพลาด (ตอน 3)
วันที่สามของการเดินทางท่องเที่ยว ตามแคมเปญ Passport น่าน Plus แพร่ 12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส ของ ททท. สำนักงานแพร่ ยังมีอีกหลายจุดหมายปลายทางรอเราอยู่ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวันอันน่าจดจำสำหรับคนชอบเที่ยว อยู่ไม่ติดบ้านอย่างพวกเรา ฮาฮาฮา
เราเริ่มทักทาย ทำความรู้จักเมืองแพร่กับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์สำคัญที่ “คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่” (โทร. 0-5452-4158, 0-5453-2485-8) เปิดให้ชมเวลา 08.30-16.30 น. ทุกวัน
คุ้มแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ถนนคุ้มเดิม (หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2435 โดยเจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์สุดท้าย โดยอาคารหลังนี้สร้างอย่างโอ่โถง มีประตูหน้าต่างรวมกันมากถึง 72 บาน งดงามด้วยศิลปกรรมไม้ฉลุ ตัวอาคารไม่มีการฝังเสาเข็มเลยสักนิดเดียว แต่ใช้ไม้ซุงท่อนเป็นไม้เนื้อแข็งวางเป็นฐานรากแทน!
คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ จัดแบ่งห้องภายในให้ชมอย่างเป็นระเบียบ สวยงาม ทั้งห้องนอน, ห้องอาหาร, ห้องรับแขก, ห้องจัดแสดงอาวุธ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีส่วนจัดแสดงประวัติของ “เจ้าแม่บัวไหล” พระชายาในเจ้าพิริยเทพวงษ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์ที่ 22 และเป็นแม่เจ้าหลวงแห่งนครแพร่ด้วย โดยเจ้าแม่บัวไหลเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านการเย็บปักถักร้อยมาก ได้ปักผ้าม่าน หมอนขวาน รวมถึงผ้าคลุมรถดิ้นทองผืนแรกของสยาม ถวายรัชกาลที่ 5 เป็นที่โปรดปรานมาก
ตัวเมืองแพร่นั้นไม่ใหญ่โต จึงขับรถวนเที่ยวได้สบาย เข้าซอยโน้นออกซอยนี้ พอเที่ยวคุ้มเจ้าหลวงเสร็จ ก็มุ่งหน้าต่อไปยังบ้านวงศ์บุรี แต่ก่อนถึงเราขอแวะดื่มกาแฟหอมกรุ่นกันก่อน ที่ “ร้านเณอบาร์ Coffee & Cake” ถนนคำลือ (โทร. 08-6922-3899) โดยร้านนี้ เป็นจุดประทับตราใน Passport ททท. ด้วย

ร้านเณอบาร์ หรือ Je Bar เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “บาร์ของฉัน”

ประทับ Passport กันไปพร้อมรอยยิ้ม
มุมเล็กๆ ในช่วงเวลาน่าจดจำที่ร้านเณอบาร์
มีมุมเก๋ไก๋ น่ารัก ให้เลือกมากมายตามใจชอบ ทั้งในห้องแอร์ และด้านนอก
นอกจากกาแฟรสนุ่มกลมกล่อมแล้ว ร้านเณอบาร์ยังมีเบเกอร์รี่สดใหม่ให้ชิมทุกวันด้วยนะ
การชงกาแฟให้อร่อย คือศิลปะชั้นสูงอย่างหนึ่ง จริงไหม?

กาแฟเย็น และเค้กช็อกโกแลต ที่หน้าตาดูดีมาก เช่นเดียวกับรสชาติที่ไม่หวานเกินไป ลงตัวดีจริง

เค้กหน้าผลไม้ใหม่สดทุกวัน ที่ร้านเณอบาร์ แพร่
เค้กของร้านเณอบาร์ น่าหม่ำมากๆ 
เค้กช็อกโกแลตร้านเณอบาร์ ไม่ได้ลองจะเสียใจ!
จากร้านเณอบาร์ เดินไปแค่ไม่กี่สิบเมตร ก็ถึง “บ้านวงศ์บุรี” ถนนคำลือ (โทร. 0-5462-0153) เรือนไม้ลายฉลุสุดอลังการ ในสไตล์ขนมปังขิง หรือ Gingerbread แบบยุโรป ประกอบกับเมืองแพร่คือแหล่งใหญ่ของไม้สักเมืองเหนือ จึงมีไม้เหลือเฟือมาฉลุลายประกอบเป็นบ้านที่มีสถาปัตยกรรมงดงามอย่างน่าทึ่ง ถึงเพียงนี้!
บ้านวงศ์บุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. ค่าเข้าชมคนไทย 30 บาท และมีร้านอาหารในบริเวณด้านข้างด้วย เมนูแนะนำคือ ข้าวซอยไก่ และข้าวซอยหมูหมัก

บ้านวงศ์บุรี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2450 โดยพรหม (หลวงพงษ์พิบูลย์) และเจ้าสุนันตาวงศ์บุรี ธิดาเจ้าบุรี (พระยาบุรีรัตน์) เป็นบ้านไม้สองชั้นแบบยุโรปประยุกต์ หลังคามีสองชั้น ทรงปั้นหยา ภายในจัดแสดงเครื่องเรือนโบราณ ในลักษณะที่เหมือนกับยังมีคนอยู่อาศัยจริงในยุคอดีต จึงตกแต่งอย่างสวยงาม หรูหราโอ่อ่ามาก
ห้องนั่งเล่น ภายในบ้านวงศ์บุรี
จากบ้านวงศ์บุรี ขับรถเที่ยวเล่นเย็นใจไปช้าๆ เข้าสู่ถนนวิชัยราชา กระทั่งพบกับเรือนไม้สุดอลังการอีกแห่งของเมืองแพร่ นามว่า “คุ้มวิชัยราชา” (หรือ คุ้มเจ้าโว้ง) โทร. 08-1562-4425
คุ้มวิชัยราชา เป็นบ้านไม้สักเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ของพญาแสนศรี สืบทอดมาจากยุคของพระเจ้าวิชัยราชา เป็นเรือนไม้สักทรงมะนิลา ที่เคยเสื่อมโทรมเพราะขาดทุนทรัพย์บูรณะ ปัจจุบันได้รับการซ่อมแซมเพียงบางส่วน งามเด่นตั้งแต่ลายฉลุหน้าจั่ว บังลม ระเบียง หน้าต่างบานกระทุ้ง ราวบันได ตลอดจนช่องลมเหนือประตูหน้าต่าง ฯลฯ นับเป็นอาคารโบราณที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

คุ้มวิชัยราชา เคยมีประวัติที่น่าสนใจคือ วีรกรรมความกล้าของพระวิชัยราชา ที่ยอมเสี่ยงนำคนไทยจากภาคกลางขึ้นไปซ่อนไว้บนเพดานบ้าน ในสมัยที่เมืองแพร่มีกบฎเงี้ยว
ปัจจุบันภายในคุ้มวิชัยราชา ทั้งชั้นล่างและชั้นบนว่างเปล่า ไม่มีเครื่องเรือนจัดแสดง สะท้อนถึงยุครุ่งเรือง และยุคเสื่อมถอยของเมืองแพร่ ตามกาลเวลาและสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละสมัย ทว่าการได้มีโอกาสเดินเข้าไปชมภายใน แม้เพียงนิดเดียว ก็ถือเป็นการย้อนอดีตอันมีคุณค่า ได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมที่คนแพร่และคนสยามควรหวงแหน
จุดประทับตราใน Passport ของ ททท. จุดต่อไป คือ “ร้าน Gingerbread House Gallery” ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองแพร่ ตรงบริเวณสี่แยกหน้าสถานีตำรวจ (โทร. 08-6885-6551) เปิดเวลา 08.00-18.00 น. ทุกวัน
ประทับตราใน Passport ของ ททท. ที่ร้าน Gingerbread House Gallery

ร้าน Gingerbread House Gallery ไม่ได้ขายเฉพาะกาแฟ แต่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ รวมถึงอาหารหลัก พร้อมด้วยห้องพัก ร้านขายของที่ระลึกจำพวกผ้าย้อมฮ่อมพื้นเมือง และ Art Gallery ที่ชั้นสองด้วย จึงกลายเป็นแหล่งพบปะของ Artist นักสถาปัตย์ และช่างภาพ ต่างมานั่งเสวนากันอยู่เป็นประจำ
ภายในร้าน Gingerbread House Gallery ออกแบบตกแต่งอย่างมีดีไซน์ ให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยไม้และแสงไฟโทนสีเหลืองอ่อนอุ่นๆ

มุมจำหน่ายของที่ระลึกกิ๊บเก๋มีดีไซน์ ของ Gingerbread House Gallery

ภายในร้าน Gingerbread House Gallery มีบรรยากาศไม่ต่างอะไรจากแกลเลอร์รี่จัดแสดงงานศิลป์จริงๆ เลยล่ะ
ห้องพักของ Gingerbread House Gallery แม้จะเล็ก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เป็นการผสมผสานความ Modern เข้ากับกลิ่นอายล้านนาตะวันออกได้อย่าลงตัวจริงๆ

ร้าน Gingerbread House Gallery ในยามค่ำคืน Lighting แสงไฟสวยมากๆ
บนชั้นสองของร้าน Gingerbread House Gallery เป็นห้องพักขนาดเล็กกะทัดรัด น่ารัก แค่ไม่กี่ห้อง อยากมาพักต้องรีบจองล่วงหน้านะจ๊ะ
หนึ่งแห่งท่องเที่ยวที่ถือว่า ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงในตัวเมืองแพร่ก็คือ “วัดจอมสวรรค์” ถนนยันตรกิจโกศล ตำบลในเวียง เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณ พ.ศ.2437 โดยชาวเงี้ยวผู้เข้ามาทำกิจการค้าขายจนร่ำรวยในเมืองแพร่ ต่อมาเกิดกบฏเงี้ยว วัดจึงถูกทิ้งร้าง กระทั่งได้รับการบุณณะโดยชาวไทยใหญ่
วัดจอมสวรรค์ เป็นวัดที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมศิลปะพม่าแบบไทยใหญ่ หลังคาซ้อนลดหลั่นกันหลายชั้น ประดับประดาด้วยลายไม้แกะสลัก และลายฉลุอย่างวิจิตรงดงาม ทั้งภายนอกและภายใน
กลุ่มเจดีย์แบบพม่าภายในวัดจอมสวรรค์ แม้จะดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความขลัง ความงาม และพลังศรัทธาข้ามกาลเวลา!
ภายในวัดจอมสวรรค์ งดงามน่าตื่นตาด้วยเสาไม้สักสีทองอร่ามหลายสิบต้น ฝาผนังและเพดานอลังการด้วยลายไม้แกะสลักวิจิตรพิสดาร! จนทำให้รู้สึกราวกับว่าได้ไปเยือนวัดวังเวียงของพม่าแท้ๆ อย่างไรอย่างนั้น!
เครื่องจองพารา คือ การสร้างปราสาทจำลองเพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้า ที่เสด็จกลับลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในวันออกพรรษา ตามความเชื่อของชาวไทยใหญ่ มีจัดแสดงให้ชมภายในวัดจอมสวรรค์
พระพุทธรูปศิลปะพม่าภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัดจอมสวรรค์
พ่อเฒ่าคำอ่อง (ชาวเงี้ยว) ได้ร่วมมือกับพ่อฮ่อยกันตี (ต้นตระกูลเจริญกุศล) สร้างวัดจอมสวรรค์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2437 ใช้เวลาสร้างประมาณ 5 ปี จึงแล้วเสร็จ

คัมภีร์ใบลานจารภาษาล้านนาหลายร้อยเล่ม ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีที่วัดจอมสวรรค์
ทุกปีจะมีการทอผ้าห่มธาตุวัดจอมสวรรค์ ใครมีฝีมือการทอก็ไปช่วยกันได้เพื่อสร้างบุญกุศลแรงกล้า
ไม่ห่างจากวัดจอมสวรรค์ ถ้าขับรถไปเรื่อยๆ ตามถนนยัตรกิจโกศล สองข้างทางจะพบร้านขาย ผ้าย้อมฮ่อม บ้านทุ่งโฮ้ง อันมีชื่อเสียง ยาวเหยียดต่อเนื่องกันไปกว่าหนึ่งกิโลเมตร นับเป็นแหล่งใหญ่ของผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมฮ่อมเมืองไทย ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบขึ้นมาก จนน่าสวมใส่ ไม่ทำให้รู้สึกเชยเหมือนที่ใครหลายคนบ่นเมื่อสมัยก่อนแล้วล่ะ

ร้านขายผ้าหม้อฮ่อม บ้านทุ่งโฮ้ง
มีเสื้อผ้าหญิงชายที่ตัดเย็บจากผ้าย้อมฮ่อม ให้เลือกกันละลานตา ที่บ้านทุ่งโฮ้ง
ถ้ามีเวลาเยอะ นอกจากร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อฮ่อม เราสามารถแวะเข้าชมไปชมขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การหมักฮ่อมในหม้อ (ขั้นตอนคล้ายการย้อมครามของภาคอีสาน) การย้อมเส้นใย ไปจนถึงการทอ

เส้นฝ้ายที่ย้อมสีฮ่อมเรียบร้อยแล้ว รอตากให้แห้ง แล้วนำไปทอต่อไปจ้า
เที่ยวเมืองแพร่กันมาทั้งวัน ตอนค่ำต้องออกไปเดินเล่น พร้อมกับหาอะไรอร่อยๆ หม่ำกันให้อิ่มแปล้ไปเลย ที่ “ตลาดประตูชัย” ในอำเภอเมือง โดยเฉพาะวันอาทิตย์แรกของเดือน จะมีร้านมาขายเยอะที่สุด
ชาวต่างชาติเฮฮา บ้าน I ไม่มีตลาดริมถนนแบบนี้ ตลาดประตูชัยเมืองแพร่บ้าน You Amazing จริงๆ เลย!
ลูกชิ้นป้ิงตลาดประตูชัย เมนูกินเล่น ที่กินไปกินมาก็อิ่มจริงได้เหมือนกัน ฮาฮาฮา
ที่พักอุ่นสบายของเราในคืนนี้ “คำมูลลอฟท์ โฮเทล” (Come Moon Loft Hotel) ที่พักเปิดใหม่เอี่ยมแค่ 6 เดือน ตั้งอยู่ในชุมชนเชตวัน อำเภอเมืองแพร่ (โทร. 09-0328-3203, 0-5462-0148)
โลโก้แสนน่ารักของ Come Moon Loft 
Come Moon Loft เป็นหนึ่งใน จุดประทับตราใน Passport ของ ททท.

คุณเอ๋ เจ้าของ Come Moon Loft ประทับตราใน Passport ของ ททท. ให้เราด้วยตัวเอง พร้อมเล่าว่า ที่ใช้ชื่อ คำมูลลอฟท์ ก็เพราะคุณแม่ของคุณเอ๋เป็นชาวแพร่แท้ๆ ชื่อของท่านคือ คำมูล จึงใช้ชื่อนี้เลยเพื่อความโชคดี
Come Moon Loft Hotel ตั้งอยู่ในชุมชนเชตวัน ซึ่งแม้จะอยู่ในอำเภอเมืองแพร่ก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง จึงเงียบสงบมาก โดยรอบเป็นบ้านเรือนของชาวบ้านที่อาศัยกันแบบพี่น้อง ต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว

ห้องพักสไตล์ Loft Hotel ที่เน้นความหรูเรียบ ทว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราคาคืนหนึ่งก็ไม่แพงเลย แค่ 590 บาทเท่านั้น เหลือเชื่อ!
ตกแต่งน่ารักแบบนี้ ขอนอนไปเลยหลายๆ คืนจ้า
นอกจากที่พักแล้ว Come Moon Loft ยังมีร้านคาเฟ่เล็กๆ จำหน่ายเครื่องดื่มต่างๆ และยังใช้เป็นห้องอาหารเช้าสำหรับแขกที่เข้ามาพักด้วย
มุมสุดกิ๊บเก๋ ในห้องอาหารของ Come Moon Loft

บรรยากาศของ Come Moon Loft Hotel เมื่อมองจากชั้นบนลงไป เป็นความงามบนความเรียบง่าย ที่ผสานกับความ Modern ได้อย่างลงตัวจริงๆ
คืนนี้เราคงหลับฝันดี เพื่อพรุ่งนี้จะได้มีแรง มีเวลา ออกไปไล่ล่าฝัน เก็บเกี่ยวเรื่องราวสนุกๆ ในจังหวัดแพร่กันต่อจ้า…
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ โทร. 0-5452-1127



















