ล่องเรือดูนก เกาะ Langkawi Malaysia
อัญมณีแห่งรัฐเคดาห์ (The Jewel of Kedah) คือฉายาที่ใครๆ ยกย่องให้ เกาะลังกาวี (Langkawi) ในมาเลเซีย เกาะเพื่อนบ้านไม่ใกล้ไม่ไกลจากน่านน้ำอันดามันของไทยในจังหวัดสตูล ลังกาวีนี้เป็นหมู่เกาะใหญ่ รวมแล้วกว่า 99 เกาะ รวมเนื้อที่ถึง 477 ตารางกิโลเมตร ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้นและป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์มาก
ที่นี่คือแหล่งอาศัยของปักษากว่า 220 ชนิด โดยจะมีนกอพยพฤดูหนาวบินมาสมทบอีก 50 ชนิดทุกปี ช่วยเพิ่มมีชีวิตชีวา และกิจกรรมดูนกบนเกาะลังกาวีให้คึกคักตลอด ความง่ายของการสัมผัสธรรมชาติที่นี่คือ เราสามารถลงเรือยนต์ขนาดเล็กล่องไปตามป่าชายเลนร่มครึ้มเขียวขจี ค่อยๆ ซุ่มไปอย่างเงียบเชียบช้าๆ ใช้กล้องส่องทางไกลสังเกตการณ์ เฝ้าดูพฤติกรรมความน่ารักของนกป่าและนกชายเลนนานาชนิด เพื่อช่วยให้เราเกิดความรัก ความเข้าใจ และความหวงแหนในนิเวศน์ธรรมชาติอันแสนเปราะบางของโลกใบนี้
ระหว่างล่องเรือดูนกในป่าชายเลน เมื่อน้ำลด จะเห็นเหล่าปลาตีนโผล่จากรูออกมาคืบคลานหากิน
ในป่าชายเลนเต็มไปด้วยความดิบเถื่อนของธรรมชาติ อย่างปูกับงูคู่นี้
เทือกเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา ที่เกาะลังกาวี
พายเรือคายัคล่องสัมผัสธรรมชาติป่าชายเลน เกาะลังกาวี
นกกระเต็นน้อยธรรมดา
นกกระเต็นใหญ่ธรรมดา
นอกจากเหยี่ยวแดง (Brahminy Kite) ที่ถือเป็นนกรับแขก และสัญลักษณ์ของเกาะลังกาวีแล้ว นกหายากสุด และในมาเลเซียพบได้เฉพาะที่เกาะลังกาวีเท่านั้น คือ นกกระเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล (Brown-winged Kingfisher) ซึ่งอาศัยอยู่ตามริมน้ำในป่าชายเลน คอยดักจับปลาเล็กกินเป็นอาหาร 
นกแก็ก หรือ Oriental Pied Hornbill (ชนิดย่อย นกแก็กใต้)
นกจาบคาหางสีฟ้า
นกยางโทนใหญ่
นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง
เหยี่ยวแดง นกรับแขกของเกาะลังกาวี
Getting There
– เครื่องบิน โดยสายการบิน Malaysia Airlines (www.malaysiaairlines.com) เส้นทางกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์-ลังกาวี มีออกจากกรุงเทพฯ วันละ 3 เที่ยว เวลา 06.00, 11.05, 14.15 น.
– เรือ ลงเรือเฟร์รี่ได้ที่ท่าเรือตำมะลัง จังหวัดสตูล วิ่งตรงสู่เกาะลังกาวี ใช้เวลา 45 นาที ติดต่อ บริษัท Satun Inter Ferry โทร. 0-7421-0662, 08-6284-5552 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tourism Malaysia สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 0-2636-3380 www.tourism.gov.my/th-th/th/
– ล่องเรือหรือเดินป่าดูนกที่ลังกาวี ติดต่อผู้เชี่ยวชาญ http://junglewalla.com
ตามล่าหา Big 5 ในป่าซาฟารี Africa

ที่นี่คือแอฟริกา กาฬทวีปซึ่งธรรมชาติและชีวิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสวรรค์ของคนรักการผจญภัยใช้ชีวิตกลางแจ้ง รวมถึงคนที่ต้องการหาโอกาสสักครั้งในชีวิต ไปใกล้ชิดสัตว์ยิ่งใหญ่ที่สุด 5 ชนิดของแอฟริกาในฉายา “ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5” หรือ Big 5 คือ ช้าง, ควายป่า, แรด, เสือดาว และสิงโต แต่การจะเห็น Big 5 ให้ครบทั้งหมดในทริปเดียวนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะนอกจากจะต้องอาศัยโชคช่วยแล้ว ยังต้องอาศัยความชำนาญของไกด์ที่เรียกว่า เรนเจอร์ (Ranger) หรือผู้พิทักษ์ป่า ที่ทำหน้าที่เป็นนักแกะรอยสัตว์ (Tracker) ค่อยๆ ใช้ความชำนาญส่วนตัว ขับรถจี๊ปออกไปในทุ่งซาฟารี พาเราตระเวนค้นหากันตลอดวัน
มีคนบอกว่าในบรรดา Big 5 ทั้งหมด เสือดาวหาตัวได้ยากสุด! เพราะมันชอบนอนอยู่บนต้นไม้ และมีลายพรางกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ทริปนี้ขอแนะนำว่าต้องปฏิบัติตามคำสั่งไกด์อย่างเคร่งครัด ไม่งั้นเราอาจกลายเป็นอาหารของ Big 5 ไปแทน!
กิจกรรมการตามล่าหา Big 5 สามารถทำได้ทุกฤดูในผืนป่าอันกว้างใหญ่ของแอฟริกา โดยหากต้องการใกล้ชิดกับธรรมชาติแนะนำให้เลือกพักในเขตป่าสงวน และแม้จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดีแล้ว แต่ควรปฏิบัติตามกฎและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอย่างเข้มงวด เช่น ห้ามลงจากรถจี๊ปเด็ดขาด เป็นต้น

Getting There
South African Airways ให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ตรงสู่กรุงโจฮันเนสเบิร์ก หรือโจเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ รายละเอียดเกี่ยวกับเที่ยวบินค้นหาได้ที่ www.sa-airlines.co.za โดยเราสามารถซื้อแพ็กเก็จทัวร์สำหรับท่องป่าซาฟารีได้ที่สนามบิน ตัวแทนจำหน่ายทัวร์ท้องถิ่น หรือเลือกซื้อแพ็กเก็จทัวร์จากบริษัทนำเที่ยวในเมืองไทยไปก่อนล่วงหน้าก็สะดวกดี มีให้เลือกหลายบริษัท โดยทริปนี้ถ้าจะให้เต็มอิ่มเต็มตา ควรใช้เวลาอย่างน้อย 7-10 วัน พร้อมด้วยอุปกรณ์กล้องใช้ถ่ายภาพสัตว์โดยเฉพาะนำไปให้ครบถ้วน
เกาะ Redang โอเอซิสแห่งท้องทะเลมาเลย์

เมื่อกล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวในมาเลเซีย เชื่อเหลือเกินว่าคนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ธรรมชาติ ป่าเขา น้ำตก ถ้ำ อะไรทำนองนี้ ทว่าเมื่อพูดถึงท้องทะเลอันสวยงามของดินแดนเสือเหลืองล่ะก็ บอกได้เลยว่า ยังมีหมู่เกาะและท้องทะเลสีครามน้ำใสแจ๋ว ให้ไปสัมผัสอีกมากมาย ไปง่ายๆ แต่สวยจับใจคงต้องยกให้ “เกาะเรดัง” (Redang Island) เกาะใหญ่ 1 ใน 9 ของเขตอนุรักษ์ทางทะเลรัฐตรังกานู ความงามเด่นของเรดังเริ่มขึ้นตั้งแต่แวบแรกที่เห็น เพราะหาดทรายหน้าเกาะขาวจั๊วะ สะท้อนแดดเจิดจ้า เวลาถอดรองเท้าลงไปเดินย่ำรู้สึกนุ่มนวลราวปุยแป้งละเอียด! น้ำทะเลก็ใสแจ๋วราวแก้วเจียระไน! เลยออกไปนิดนึงเป็นแนวโขดปะการังใต้น้ำ ที่มีฝูงปลา ปะการังหลากสี และซากเรือจม ให้ดำน้ำตื้นน้ำลึก ผจญภัยชื่นชมกันอย่างสนุกสนาน และยังมีรีสอร์ทเรียบหรูกลืนไปกับธรรมชาติบนเกาะให้พักค้างแรมกันด้วย
อากาศดีที่สุด ท้องฟ้าปลอดโปร่ง คลื่นลมสงบ เหมาะแก่การออกเรือเที่ยวทะเลหรือดำน้ำ ที่หมู่เกาะเรดัง คือ เดือนมีนาคม-เมษายน อุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส ส่วนเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เป็นฤดูมรสุม คลื่นลมแรง ฝนตกชุก รีสอร์ทบนเกาะเรดังจะปิดบริการ เพราะเรือหยุดวิ่งด้วย
หน้าเกาะเรดัง มีซากเรือจมให้ดำน้ำผจญภัยสำรวจโลกใต้ทะเลกันด้วย
น้ำใสแจ๋ว แทบไม่มีตะกอนในน้ำ ทำให้แสงส่องลงไปสร้างความกระจ่างตาแก่แนวปะการังหน้าเกาะเรดัง
ดำน้ำสำรวจซากเรือจม หน้าเกาะเรดัง







Getting There
– ไทย-กัวลาลัมเปอร์ ใช้เวลาประมาณ 1.58 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนเครื่องบินไปรัฐตรังกานู อีก 51 นาที แนะนำ Malaysian Airlines (www.malaysiaairlines.com) เพราะปัจจุบันยังไม่มีบินตรงไทย-รัฐตรังกานู
– จากท่าเรือเมรัง (Merang) เมือง Kuala Terengganu ลงเรือเฟอร์รี่ต่อไปเกาะเรดัง ระยะทาง 45 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าตั๋วเรือไปเที่ยวเดียว 40 ริงกิต / ไปกลับ 80 ริงกิต

วิหารพาร์เธนอน สุดยอดสถาปัตยกรรมกรีก


สุดยอดสถาปัตยกรรมกรีกยุคคลาสิก คือคำจำกัดความสั้นๆ ทว่าบ่งชี้ถึงคุณค่าความสำคัญขั้นสุดยอด ของ “วิหารพาร์เธนอน” แห่งนครเอเธนส์ ประเทศกรีซ สถานที่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองกรีกยุครุ่งเรือง และเมืองผู้ให้กำเนิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยของโลก เมื่อ 447-438 ปีก่อนคริสตกาล
จากยอดเขาอะโครโปลิส มองเห็นตัวเมืองเอเธนส์ทอดตัวอยู่บนที่ราบสูงแอตติก้า จนสุดลูกหูลูกตา
วิหารพาร์เธนอนตั้งอยู่บนยอดเขาอะโครโปลิสกลางเอเธนส์ ตัววิหารสร้างด้วยหินอ่อนชั้นเลิศสีขาวสะอาด จึงแลเห็นได้ชัดจากเมืองเบื้องล่าง โครงสร้างเสาหินอ่อนที่แลหนักแน่น มั่นคง รับน้ำหนักโครงหลังคาหน้าจั่วสูง มีรูปสลักหินอ่อนประดับประดา เคยใช้เป็นเทวสถานบูชาเทวีอธีนา (Athena) เทวีผู้ปกปักษ์นครเอเธนส์ ล้อมรอบด้วยวิหารอีกหลายหลัง อาทิ วิหารอธีนาไนกี้, วิหารอีแรกทีอุม, ซุ้มประตูโพรพีเลียขนาดยักษ์ และโรงละครรูปครึ่งวงกลม ฮีโรเดส แอตติคัส ฯลฯ
ทางขึ้นยอดเขาอะโครโปลิส
ตัววิหารพาร์เธนอนที่ยาวถึง 300 เมตร สูง 12 เมตรนั้น ไม่มีเส้นตรงที่แท้จริงอยู่เลย! ทั้งที่ตัวเสา หลังคา พื้น เพราะสถาปนิกออกแบบให้เป็นแนวโค้งเล็กน้อย เพื่อรับน้ำหนักหินอ่อนหลายหมื่นก้อนได้ดียิ่งขึ้น เส้นโค้งนี้หลอกสายตาผู้พบเห็นให้นึกว่าเป็นเส้นตรงได้อย่างอัศจรรย์! อีกทั้งยังมีการใช้สัดส่วนคำณวนก่อสร้าง แบบ Golden Ration คือ 1.618 :1 ทำให้พาร์เธนอนสง่าน่าเกรงขามทุกส่วนสัด ข้ามกาลเวลามานับพันๆ ปี
รูปสลักหินที่พาร์เธนอน ซึ่งได้รับการซ่อมแซมแกะสลักจำลองแบบขึ้นใหม่ ส่วนของจริงถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ในเอเธนส์
ยอดหัวเสาแบบไอโอนิค ที่พาร์เธนอน

วิหารอีแรกทีอุม หนึ่งในวิหารสำคัญที่สุดบนยอดเขาอะโครโปลิส
วิหารอีแรกทีอุม

รูปสลักเทวีแห่งวิหารอีแรกทีอุม ซึ่งอดีตเคยถูกขโมยไป แต่ทางรัฐบาลกรีซตามกลับคืนมาได้
ในอดีต ยอดเขาอะโครโปลิส เคยใช้เป็นที่จุดไฟในคบเพลิงกีฬาโอลิมปิก ของชาวกรีกโบราณ
รูปปั้นนางสฟิงซ์ ที่ขุดพบบนยอดเขาอะโครโปลิส

Getting There
จากไทยไปเอเธนส์ มีหลายสายการบิน เช่น Amirates Airlines (โทร. 0-2664-1040-4 www.amirates.com/th) Turkish Airlines (ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่อินสตันบูล ประเทศตุรกี (โทร. 0-2231-0300-7 www.thy.com) การบินไทย (โทร. 0-2356-1111 www.thaiair.com) จากสนามบินเข้าเมืองใช้บริการรถเมล์ สาย X95 หรือจะนั่งแท็กซี่ ค่ารถ 25-30 ยูโร วิหารพาร์เธนอนเปิดให้เข้าชม เวลา 08.00-19.00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 12 ยูโร แต่ไม่อนุญาตให้แบกเป้ใหญ่เข้าไปด้วย เราจึงต้อง check in เข้าโรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋าก่อน จากนั้นนั่งรถไฟใต้ดินไปได้ ลงที่สถานี Akropoli Metro แล้วเดินต่ออีกนิดเดียว ก็ถึงทางขึ้นเขาอะโครโปลิส

Jungfrau นั่งรถไฟสายสูงสุดของยุโรป!

เทือกเขาสวิสแอลป์ (Swiss Alp) เป็นหนึ่งในเทือกเขาที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดในโลก เพราะอุดมด้วยธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร ทุ่งดอกไม้ สายน้ำลำธาร น้ำตก แถมยังมียอดเขาหิมะขาวโพลน หนึ่งในสุดยอดเสน่ห์สวิสแอลป์ที่เราสัมผัสได้ก็คือ “ยอดเขายุงค์ฟราวน์” (Jungfrau) สูง 4,158 เมตร ที่มองเห็นได้ชัดเจนจาก ยอดเขายุงค์ฟราวน์ย็อค (Jungfraujoch) สูง 3,466 เมตรจากระดับน้ำทะเล! ทว่าการขึ้นไปบนยอดเขาหิมะนี้กลับง่ายดาย เพราะมีเส้นทางรถไฟสูงที่สุดในยุโรปเชื่อมต่อ ขึ้นมาจากเมืองอินเตอร์ลาเคน (Interlaken) นำผู้คนขึ้นมาพบประสบการณ์บนทุ่งหิมะหนาวเย็น โดยบนยอดเขานี้มีจุดชมวิว อุโมงค์-ปราสาทน้ำแข็ง และมีตู้ไปรษณีย์บนที่สูงสุดของยุโรปให้ส่งจดหมายกันด้วย
อากาศดีที่สุดคือฤดูร้อน เดือนมิถุนายน-สิงหาคม และฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤดูหนาวในเมืองอินเตอร์ลาเคนและยุงค์ฟราวน์ เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิ 0 ถึง -1 องศาเซลเซียส มีหิมะตกเกือบตลอดเวลา ส่วนในตัวเมืองอินเตอร์ลาเคนอุ่นกว่านี้เล็กน้อย ควรมีอุปกรณ์กันหนาวพร้อม

Getting There
– กรุงเทพฯ-เบิร์น (Bern) เช่น การบินไทย (www.thaiairways.co.th) และ Swissair (www.swissair.com) ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง
– เบิร์น-อินเตอร์ลาเคน (Interlaken) นั่งรถไฟ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากเมืองไทยควรซื้อตั๋วรถไฟ Swiss Pass ไปก่อน เพื่อความรวดเร็วและได้ส่วนลด (บริษัท Diethelm Travel / www.diethelmtravel.com)
– จากตัวเมืองอินเตอร์ลาเคน นั่งรถไฟสาย Jungfrau Railway จากสถานีอินเตอร์ลาเคน ออส (Interlaken Ost) ผ่านสถานีเลาเทอร์บรุนเนน (Lauterbrunnen) สูง 796 เมตร – สถานีไคลน์ ชไนเดกก์ (Kleine Scheidegg) สูง 2,061 เมตร – สถานีไอเกอร์วานด์ (Eigerwand) สูง 2,865 เมตร จนถึงยอดเขายุงค์ฟราวน์ย็อค

Glacier Express รถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลก!


ถ้ามีเพื่อนมาชวนไปนั่งรถไฟด่วนขบวนช้าที่สุดในโลก! ระยะทางแค่ 274 กิโลเมตร แต่วิ่งตั้ง 8 ชั่วโมง! ฟังอย่างนี้เราคงไม่อยากไป! แต่ถ้ามีเพื่อนอีกคนมาบอกว่า เราไปนั่งรถไฟชมวิวสายหิมะกันเถอะ เป็นรถไฟแบบ Panoramic View หน้าต่างและหลังคาตู้โบกี้เป็นกระจกใสชมวิวได้ตระการตา ถ่ายภาพได้แจ่ม แถมภายในตู้ที่นั่งยังหรู นุ่มสบาย ยังกับนั่งเครื่องบิน มีเครื่องดื่มและอาหารอร่อยเสิร์ฟด้วย ฟังอย่างนี้เราคงไปชัวร์! เพราะทั้งหมดนี้คือ “รถไฟด่วนกลาเซียร์ เอ็กซ์เพรส” (Glacier Express) ของสวิตเซอร์แลนด์
รถไฟขบวนนี้ วิ่งจากเมือง Zermatt (เมืองตั้งต้นขึ้นยอดเขาแมตเตอร์ฮอร์น) ไปยังเมือง St.Moritz (เมืองสกีสุดหรู) ตลอดทางของรถไฟชมวิวนี้ เราจะได้ชื่นชมกับขุนเขาสลับซับซ้อน ทุ่งหิมะ ป่าสน วิถีชีวิตผู้คน อุโมงค์ลอดภูเขา 91 แห่ง และสะพานข้ามเหว 291 แห่ง! โดยจุดสูงสุดของเส้นทางจะผ่านช่องเขาสูง 2,033 เมตร ที่ปกคลุมด้วยหิมะตระการตา จนเราลืมเวลาราวกับโลกหยุดหมุนไปเลย! 
ทุกที่นั่งบนรถไฟกลาเซียร์ เอ็กซ์เพรส จะมีแผ่นพับข้อมูลเส้นทางให้อ่าน พร้อมกับมีหูฟังบรรยาย 6 ภาษา คือ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี จีน และญี่ปุ่น พอถึงจุดที่จะมีคำบรรยาย ก็จะมีเสียงกระดิ่งพร้อมตัวอักษรวิ่งบนหน้าจอเหนือประตูขบวนรถไฟ บรรยายว่าขณะนี้เรากำลังอยู่จุดใด แต่ถ้าไม่ฟังคำบรรยาย ก็จะมีเพลงให้เลือกฟังแทน

Getting There
– ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-ซูริก (Zurich) มีหลายสายการบิน เช่น Thai Airways โทร. 0-2356-1111 (www.thaiair.com) และ Swiss International Airlines โทร. 0-2636-2150-60 (www.swiss.com)
– ช่วงที่ 2 ซูริก-เมืองแซร์มัตต์ (Zermatt) โดยรถไฟ ใช้เวลา 3.30 ชั่วโมง (เช็คเวลาจาก www.sbb.ch/en/) จากเมืองไทยควรซื้อตั๋วรถไฟ Swiss Pass ไปก่อนที่ บริษัท Diethelm Travel โทร. 0-2660-7000 (www.diethelmtravel.com)
– ช่วงที่ 3 นั่งรถไฟ Glacier Express เส้นทางเมือง Zermatt-เมือง St.Moritz ใช้ตั๋วรถไฟ Swiss Pass ไปจองที่นั่งได้เลย โดยจ่ายค่าจองเพิ่มอีกเล็กน้อยเท่านั้น ค้นข้อมูลเพิ่มที่ www.glacierexpress.ch







