เที่ยวสุดยอด Unseen กาฬสินธุ์ ถิ่นอีสาน (ตอน 1)

กาฬสินธุ์ 1

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ “ทุ่งกุลาร้องไห้” หลายคนคงร้องอ๋อ เพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ครูเคยสอนว่าเป็นเขตแห้งแล้งของภาคอีสาน รวมกว้างๆ อยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์, มหาสารคาม, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, ยโสธร, ร้อยเอ็ด และบางส่วนของกาฬสินธุ์ ความทรงจำจากหนังสือเรียนสมัยเด็ก ทำให้ใครหลายคนไม่อยากย่างกรายไปอีสาน ทว่านั่นคือความเข้าใจผิดมาก!

เพราะแท้จริงแล้วทุ่งกุลาร้องไห้ที่อาจจะดูเปลี่ยวเหงาในฤดูแล้ง เมื่อได้ไปเยือนในฤดูฝน ภาพอีกภาพหนึ่งจะปรากฏให้เห็น เป็นภาพแห่งความเขียวขจีในผืนนานับล้านไร่! เนื่องจากดินบริเวณนี้เหมาะเจาะอย่างยิ่งสำหรับการปลูกข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีเกรด Premium ส่งขายไปทั่วไทยและทั่วโลก!

ทริปนี้เราได้มาเยือนส่วนเสี้ยวหนึ่งของทุ่งกุลาร้องไห้ “กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโนเสาร์” และอดีตเมืองโบราณอาณาจักรฟ้าแดดสงยาง สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุดแห่งหนึ่งบนผืนดินอีสาน ลองมาชมกันซิว่า วันนี้กาฬสินธุ์ยังสบายดีอยู่ไหมจ๊ะ? ฮาฮาฮากาฬสินธุ์ 21. พระธาตุยาคู หรือพระธาตุใหญ่ อำเภอกมลาไสย เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองโบราณอาณาจักรฟ้าแดดสงยาง (อายุประมาณ 2,200 ปี) ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมก่ออิฐ สร้างซ้อนทับบูรณะกันมาถึง 3 สมัย ชาวบ้านเชื่อว่าภายในบรรจุพระธาตุอัฐิของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่ชาวเมืองฟ้าแดดสงยางเคารพนับถือ สังเกตได้จากเหตุการณ์เมื่อเมืองเชียงโสมชนะสงคราม ได้ทำลายทุกอย่างในเมืองฟ้าแดดสงยาง แต่ไม่ทำลายพระธาตุยาคู ปัจจุบันจึงเป็นโบราณสถานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยชาวบ้านจะจัดให้มีงานบุญบั้งไฟช่วงเดือนพฤษภาคมทุกปี เพื่อเป็นการขอฝนและความร่มเย็นแก่หมู่บ้าน

ส่วนคำว่า “ยาคู” แท้จริงมาจากคำในภาษาอีสานว่า “ญาคู” หมายถึง “พระสงฆ์ผู้ใหญ่ในวัด” นั่นเองกาฬสินธุ์ 3

ในบริเวณใกล้ๆ องค์พระธาตุยาคูมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก จัดแสดงใบเสมาหินทรายขนาดใหญ่ ที่ขุดค้นพบในบริเวณเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง และรอบๆ พระธาตุยาคู โดยค้นพบมากถึง 130 แผ่น นับเป็นแหล่งที่ขุดพบมากที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ความยิ่งใหญ่ของเมืองฟ้าแดดสงยาง และยังเผยให้เห็นถึงรูปแบบวิธีคิดของคนในอดีตอีกด้วยกาฬสินธุ์ 4 กาฬสินธุ์ 52. ไม่ห่างจากพระธาตุยาคูมากนัก ณ ทางเข้าของเมืองฟ้าแดดสงยางโบราณ ปัจจุบันคือที่ตั้งของ “วัดโพธิ์ชัยเสมาราม” หรือ “วัดบ้านก้อม” เป็นวัดเก่าที่ชาวบ้านได้นำใบเสมาหินทรายที่ขุดพบในเขตเมืองฟ้าแดดสงยางมารวบรวมไว้ ลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่น่าสนใจมาก ใบเสมาบางอันขนาดใหญ่กว่า 2 เมตร สูงท่วมหัวคน! จำหลักเป็นภาพนูนต่ำเรื่องราวพุทธประวัติตอนต่างๆ และเรื่องชาดก

อาทิ ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยพระเจ้าสุทโธทนะ ภาพแสดงให้เห็นพระราหุลและพระนางยโสธราพิมพา เข้าเฝ้าสักการะด้วยการสยายพระเกศา (ผม) เช็ดพระบาทพระพุทธเจ้า เรียกว่า “เสมาหินพิมพาพิลาป” ซึ่งใบเสมาหลักจริงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นแล้ว ใครที่รักชอบเรื่องโบราณคดี มาวัดบ้านก้อมไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
กาฬสินธุ์ 6 กาฬสินธุ์ 7 กาฬสินธุ์ 8 กาฬสินธุ์ 9

3. มาลัยไม้ไผ่ ประณีตศิลป์แห่งชนเผ่าผู้ไทย บ้านกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ ณ ที่นี้คือชุมชนเผ่าผู้ไทยอันมีอัตลักษณ์เฉพาะตน งดงาม น่าชื่นชม โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าเดือนเก้าและเดือนสิบ ในช่วงบุญข้าวประดับดินและบุญข้าวสาก ตามวิถีฮีต 12 ของชาวอีสาน ผู้ไทยบ้านกุดกว้าก็จะรวมตัวกันสืบสานงานประเพณี “มาลัยไม้ไผ่” ซึ่งถือเป็นวิจิตรศิลป์เพื่อพุทธบูชาแห่งชาวกุดหว้าทั้งมวล
กาฬสินธุ์ 10 กาฬสินธุ์ 11

นอกจากมาลัยไม้ไผ่ดอกเล็กๆ แล้ว ชาวกุดหว้ายังประดิษฐ์มาลัยวิจิตรศิลป์อันตระการตา ขึ้นมาประกวดประชันกันด้วยกาฬสินธุ์ 12

เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันงานบุญพวงมาลัย คณะกรรมการหมู่บ้านจะนำมาลัยไม้ไผ่ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้าน ใช้เป็นเครื่องผูกร้อยพืชพรรณธัญญาหารตามฤดูกาล หรือสิ่งของอุปโภคบริโภค พร้อมด้วยดอกไม้ ธูป เทียน เป็นเครื่องไทยธรรม นำไปประกอบพิธีแห่มาลัยไม้ไผ่รอบโบสถ์ ก่อนจะนำมาแขวนรวมกันเป็นต้นกัลปพฤกษ์ถวายเป็นพุทธบูชากาฬสินธุ์ 13 กาฬสินธุ์ 14

ยิ้มง่ายๆ งามๆ แสนจริงใจ ของสาวผู้ไทยบ้านกุดหว้า
กาฬสินธุ์ 15

สาวผู้ไทยบ้านกุดหว้าในช่วงงานมาลัยไม้ไผ่ จะแต่งกายสวยสุดๆ โดยจะสวมเสื้อแขนกระบอกเข้ารูปสีดำหรือครามเข้ม พาดเฉวียงบ่าด้วยผ้าไหมแพรวาลายงามวิจิตร อีกทั้งยังตกแต่งเรือนกายด้วยดอกมาลัยไม้ไผ่ มีตั้งแต่เข็มกลัด, ต่างหู, ปิ่นปักผม ซึ่งล้วนสร้างสรรค์ขึ้นจากไม้ไผ่ไร่ในหมู่บ้าน นำมาจักสานอย่างประณีตบรรจง
กาฬสินธุ์ 16

ดอกมาลัยไม้ไผ่ ประดิษฐ์จากไม้ไผ่ไร่ซึ่งตัดทิ้งไว้ 15 วัน ให้แห้งสนิทดีซะก่อน จากนั้นนำมาตัดเป็นท่อนๆ ผ่าซีก เหลาให้บาง ความกว้างและยาวขึ้นอยู่กับขนาดดอก โดย 1 ดอก ใช้ไม้ไผ่ที่เหลาแล้ว 6 ชิ้น นำมาหักพับสลับฟันปลาแบ่งระยะความห่างช่องไฟให้พอดี สวยงาม เท่าๆ กัน พร้อมกับผ่าออกเป็นซี่เล็กๆ นำมาประกบเข้าคู่อย่างประณีต จนมีรูปร่างเป็นดอกไผ่ ใช้แขวนในพิธีทำบุญพวงมาลัยนั่นเองกาฬสินธุ์ 17 กาฬสินธุ์ 18

เข็มกลัดดอกไผ่
กาฬสินธุ์ 19

ต่างหูดอกไผ่กาฬสินธุ์ 20

ปิ่นปักผมดอกไผ่กาฬสินธุ์ 21

เมื่อพร้อมแล้ว ชาวบ้านก็จะนำขบวนมาลัยไม้ไผ่มาจัดขบวน เดินแห่แหนร่ายรำกันไปอย่างสนุกสนาน 3 รอบโบสถ์วัดกกต้องกุดกว้า ทั้งลูกเด็กเล็กแดง ผู้สาว แม่ใหญ่ ต่างมาร่วมงานกันอย่างชื่นมื่นอิ่มบุญกาฬสินธุ์ 22 กาฬสินธุ์ 23

ชาวบ้านกุดหว้า ออกมาร่วมงานมาลัยไม้ไผ่ พ่อเพลงหมอแคนต่างแสดงฝีมือกันเต็มที่ เพราะงานนี้มีปีละครั้งเดียว
กาฬสินธุ์ 24

4. วัดวังคำ บ้านนาวี ตำบลสงเปือย อำเภอเขาวง เป็นวัดสำคัญที่สุดของชาวผู้ไทยในเขตอำเภอเขาวง ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นในเนื้อที่ 8 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2539 สิ่งสำคัญที่สุดในวัดคือ นอกจากมีองค์พระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีวิหารที่จำลองแบบมาจากวัดเชียงทอง (มรดกโลก) ณ เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว หากได้ไปเยือนในยามค่ำคืน จะมีการเปิดไฟแสงสีประดับอย่างน่าตื่นตา อีกทั้งผนังด้านนอกส่วนหลังวิหาร มีการจำลองแบบต้นไม้แห่งชีวิต Tree of Life ประดับกระจกสี เฉกเช่นเดียวกับวัดเชียงทองอีกด้วย
กาฬสินธุ์ 25 กาฬสินธุ์ 26

ภายในวิหารวัดวังคำ งามอลังการดุจเทพนฤมิตร! เด่นด้วยสีแดงชาติและสีทองสุกปลั่งเหลืองอร่าม ทว่าภายในวิหารนี้ห้ามมิให้สตรีเข้าไปนะครับ เข้าได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นกาฬสินธุ์ 27

ในการไปเยือนวัดวังคำ ศูนย์กลางชุมชนชาวผู้ไทยบ้านนาวี หากมีการติดต่อล่วงหน้า และเข้าเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ เขาก็จะมีการจัดงานต้อนรับอย่างเอิกเริก ทั้งในส่วนของชุดผู้ไทยที่มีการใช้ผ่าเบี่ยงพาดบ่า เป็นผ้าไหมแพรวาลวดลายวิจิตร รวมถึงการจำลองวิถีชีวิตของชาวผู้ไทยในแง่มุมต่างๆ ให้ชมกันอย่างใกล้ชิดครับกาฬสินธุ์ 28 กาฬสินธุ์ 29

สาธิตการประดิษฐ์ขันหมากเบ็ง หรือที่คนไทยภาคกลางเรียกว่าพานบายศรีนั่นเอง โดยขันหมากเบงนี้ชาวบ้านจะใช้ในขบวนแห่ในงานประเพณี หรือนำไปถวายวัดเป็นพุทธบูชา
กาฬสินธุ์ 30

สาวน้อยน่ารักชาวผู้ไทย โปรยยิ้มหวานต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน พร้อมกับการแต่งกายย้อนยุคอันมีเอกลักษณ์
กาฬสินธุ์ 31

สาธิตการทำเครื่องจักสาน อีกหนึ่งสาขางานประณีตศิลป์ที่ชาวผู้ไทยบ้านนาวีชำนาญกาฬสินธุ์ 32 กาฬสินธุ์ 33 กาฬสินธุ์ 34

ข้าวแดกงา ขนมพื้นบ้านของชาวผู้ไทยบ้านนาวี เป็นการนำข้าวเหนียวและงาที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ๆ มาตำรวมกันอย่างง่ายๆ จนได้แผ่นแป้งที่เห็น แล้วนำถั่วลิสงกับถั่วแดงใส่เป็นไส้ จากนั้นม้วนเป็นแท่งกลม กินเป็นขนมทานเล่นได้อร่อยดี เพราะเป็นของธรรมชาติล้วนๆ ทว่าขนมแดกงาจะมีให้ชิมเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านเพิ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จใหม่ๆ ข้าวและงาที่ได้จึงหอมหวลเป็นพิเศษกาฬสินธุ์ 35

แม่ใหญ่ชาวผู้ไทย ยิ้มหวานอย่างภาคภูมิในชุดประจำชนเผ่าของตน หวังว่าวัฒนธรรมการแต่งกายอันงดงาม มีเอกลักษณ์เช่นนี้ จะมีให้เราเห็นต่อไปอีกนานๆ นะครับ
กาฬสินธุ์ 36

ขบวนแห่รอบวิหารวัดวังคำ จัดเต็มมากันในชุดผู้ไทยสวยสุดๆ พร้อมด้วยขันหมากเบ็ง ต้นดอกไม้ และเครื่องพุทธบูชานานาชนิด
กาฬสินธุ์ 37

แห่ต้นดอกไม้ รอบวิหารวัดวังคำ 3 รอบ ก่อนนำต้นดอกไม้เข้าไปถวายสักการะหน้าพระประธานในวิหารกาฬสินธุ์ 38 กาฬสินธุ์ 39 กาฬสินธุ์ 40 กาฬสินธุ์ 41 กาฬสินธุ์ 42

แม่ใหญ่แห่งบ้านนาวี ยังคงมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชื่นชมวัฒนธรรมอันดีงามของตนกาฬสินธุ์ 43

หลังจากพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เหล่านักท่องเที่ยวก็ยังไม่หนีหายไปไหน แต่มารวมตัวกันทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยหมอขวัญผู้ไทยแห่งบ้านนาวี เป็นพิธีที่สะท้อนความโอบอ้อมอารี ความห่วงใย และความรักที่มีต่อกันกาฬสินธุ์ 44

ตอนผูกข้อไม้ข้อมือ เราต้องถือไข่ต้มไว้ด้วย 1 ฟอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคดีและความสมบูรณ์พูนสุขกาฬสินธุ์ 45

เสร็จจากพิธีบายศรีสู่ขวัญ ก็ได้เวลาที่นักท่องเที่ยวทุกคนรอคอย คือการนั่งล้อมวงกินพาแลง (อาหารเย็น) ด้วยกัน แน่นอนว่าอาหารมื้อนี้ล้วนเป็นเมนูพื้นบ้านแสนอร่อยของชาวผู้ไทย ป้าดดดด! น้ำลายไหล!กาฬสินธุ์ 46เราคือแขกผู้เข้าไปเยือนชุมชนชาวผู้ไทย แห่งบ้านนาวี อำเภอเขาวง เราได้ประจักษ์แล้วถึงความน่ารัก ความโดดเด่น และความเข้มแข็งของชุมชน ที่ยังคงใส่ใจสืบสานภูมิปัญญาจากปู่ย่าตาทวด นี่คืออีกหนึ่งชุมชนน่ารัก แห่งดินแดนอีสานอันแสนกว้างใหญ่ ซึ่งเรามิอาจปฏิเสธได้เลยว่า พวกเขาคือทูตแห่งวัฒนธรรม ผู้เก็บรักษาสมบัติล้ำค่าจากอดีต ให้ข้ามผ่านกาลเวลาไปสู่อนาคตได้อย่างแท้จริง
กาฬสินธุ์ 47

logo123-300x300Special Thanks : ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคอีสาน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-4322-7714-5

ปราสาทรวงข้าว ปราสาทแห่งศรัทธากาฬสินธุ์

ปราสาทรวงข้าว 2“หลงรักอีสาน” นี่คือความรู้สึกของฉันเมื่อได้ไปเยือนแผ่นดินอันมีเสน่ห์นี้ เพราะอีสานเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม ความโอบอ้อมอารี และวัฒนธรรมอันรุ่มรวย หยั่งรากลึกสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แม้วันนี้โลกจะเปลี่ยนไป วัฒนธรรมเก่าแก่หลายอย่างเริ่มเลือนหาย ทว่าคนอีสานก็ยังรักบ้านเกิด พากันสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

เช่นเดียวกับเมื่อสายลมหนาวมาเยือนต่อกับต้นฤดูร้อน ผืนนาอีสานถึงกาลเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อย ลอมฟางถูกกองทับสูงส่งกลิ่นหอม วัวควายได้เวลาพักจากการหว่านไถ ทว่าชาวบ้านต้อน ตำบลเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ กลับยังไม่ได้พักผ่อน ต่างมารวมตัวกันที่วัดเศวตวันวนาราม ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงาน “บุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูนลาน” เพื่อรำลึกบุญคุณพระแม่โพสพผู้ให้ชีวิต อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่พวกเขาร่วมแรงร่วมมือกันจัดสร้าง “ปราสาทรวงข้าว” ขึ้นเป็นตัวแทนแห่งศรัทธา ปรากฏเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งขวัญข้าว เพียงแห่งเดียวบนผืนดินสยาม!ปราสาทรวงข้าว 3

ปราสาทรวงข้าว คืองานศิลป์แห่งวิถีศรัทธาสามัคคีของชาวบ้านกาฬสินธุ์ ในการประกอบพิธีบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูนลาน หรือบุญคูนลานตามวิถีฮีตสิบสองของชาวอีสาน ซึ่งจะประกอบพิธีหลังฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อระลึกถึงคุณพระแม่โพสพ อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดินที่ให้ผลผลิตเพื่อการยังชีพ ให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิต และการเพาะปลูก ตลอดจนเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไปปราสาทรวงข้าว 4

ด้วยรวงข้าวน้อยที่งอกงามขึ้นจากผืนดินอีสานกาฬสินธุ์ คือตัวแทนแห่งความอุดมของธรรมชาติ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน บัดนี้ได้รับการนำมาเนรมิตเป็นงานศิลป์ประจำท้องถิ่นในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อสร้างเป็น ปราสาทรวงข้าว
ปราสาทรวงข้าว 5

ชาวบ้านและพระสงฆ์จะช่วยกันนำรวงข้าวมามัดเป็นกำๆ แล้วนำไปผูกติดกับโครงไม้ไผ่ที่ขึ้นรูปไว้เป็นปราสาทรวงข้าวปราสาทรวงข้าว 6

ปราสาทรวงข้าว ในประเพณีบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูนลาน มีจุดเริ่มต้นสร้างครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2537 โดยในขณะนั้น เมื่อถึงช่วงเวลาประกอบพิธีบุญคูนลาน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังนวดข้าวไม่เสร็จ จึงนำมัดข้าวที่ยังไม่ได้แยกเมล็ดข้าวออกจากฟางมาถวายวัด จนเกิดแนวคิดการนำมามัดรวมสร้างเป็นปราสาทรวงข้าวขึ้น จนมีการพัฒนารูปแบบให้งดงาม น่าศรัทธา ดังเช่นปัจจุบัน โดยระยะเวลาในการสร้างปราสาทรวงข้าวแต่ละครั้ง ใช้เวลาถึง 2 เดือนทีเดียว
ปราสาทรวงข้าว 7

สวยสง่า เปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธาในทุกอณู สะท้อนถึงความผูกพันของผู้คน ธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาปราสาทรวงข้าว 8 ปราสาทรวงข้าว 9 ปราสาทรวงข้าว 10 ปราสาทรวงข้าว 11 ปราสาทรวงข้าว 12.1 ปราสาทรวงข้าว 12

ชาวบ้านในละแวกวัดเศวตวันวนาราม นำกับข้าวมาเตรียมตักบาตรในยามเช้าตรู่ปราสาทรวงข้าว 13

ตามปกติแล้ว งานบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูนลาน จะจัดกันไม่ต่ำกว่า 4 วัน โดยวันแรก ชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกมากองรวมกันที่วัดในปราสาทรวงข้าว แล้วรับบริจาคจตุปัจจัยตลอดวัน มีพิธีทำบุญตักบาตร 108 และบูชาข้าวเปลือกมงคลคูนลาน พร้อมด้วยขบวนแห่พานบายศรี แห่ปราสาทรวงข้าวจำลอง และแห่เครื่องบูชาพระแม่โพสพ ปิดท้ายด้วยการแสดงบวงสรวงบูชาพระแม่โพสพสมโภชกันอย่างสนุกสนานชื่นบาน

ปราสาทรวงข้าว 14

ในวันถัดไป ก็จะมีการทำบุญตักบาตร, บายศรีสู่ขวัญข้าวคูนลาน รวมถึงการแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ บริเวณหนองสาหร่าย ซึ่งอยู่ติดกับวัดเศวตวันวนาราม นั่นเอง
ปราสาทรวงข้าว 15

หนุ่มสาวหน้าใสในชุดพื้นเมืองโบราณกาฬสินธุ์ มาร่วมทำบุญตักบาตรกันอย่างชื่นบานปราสาทรวงข้าว 16 ปราสาทรวงข้าว 17

ร่วมทำบุญตักบาตรสืบสานพลังแห่งศรัทธา ณ วัดเศวตวันวนาราม ในงานบุญคูนลาน ปราสาทรวงข้าว 18 ปราสาทรวงข้าว 19 ปราสาทรวงข้าว 20

ตักบาตรเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาฟังเทศน์ฟังธรรม รับศีลรับพร ให้ชีวิตมีแต่มงคลตลอดไปนะจ๊ะปราสาทรวงข้าว 21.1 ปราสาทรวงข้าว 21

จากนั้นก็ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ หน้าตาอาหารพื้นบ้านแท้ๆ เห็นแล้วน่าทานไปซะทุกสิ่งอย่าง อุดมด้วยพืชผักพื้นบ้านที่ส่วนใหญ่ปลอดสารพิษทั้งนั้นเลยล่ะปราสาทรวงข้าว 22 ปราสาทรวงข้าว 23 ปราสาทรวงข้าว 24

สาวงามหนุ่มหล่อ ก็ต้องมาถ่ายภาพคู่กับปราสาทรวงข้าวไว้เป็นที่ระลึก
ปราสาทรวงข้าว 25

การได้มาร่วมงานบุญคูนลาน และเห็นปราสาทรวงข้าวอันงดงามตั้งอยู่ตรงหน้า ทำให้เราสำนึกในทันทีว่า แท้จริงแล้วข้าวมิใช่เป็นเพียงแค่อาหาร หรือเป็นข้าวในกระสอบที่ใช้เงินทองแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเท่านั้น! ข้าวคือแม่ คือผลผลิตแห่งพระแม่ธรณีที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตผองเราชาวไทยมาหลายชั่วอายุคน และปราสาทรวงข้าว ก็คือตัวแทนแห่งความนอบน้อม ความขอบคุณ ต่อพระคุณของเมล็ดข้าว แม้เพียงเมล็ดเดียวก็สูงค่ายิ่งแล้ว
ปราสาทรวงข้าว 26

คำว่า “หลงรักอีสาน” คือคำที่จะตรึงอยู่ในใจฉันไปอีกนาน เพราะวันนี้ ฉันมีความสุขเหลือเกินที่ได้มาเยือน ปราสาทรวงข้าว แห่งกาฬสินธุ์ ถิ่นคนงามน้ำใจดี บ้ายบาย.logo123-300x300Special Thanks : ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคอีสาน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-4322-7714-5

ผ้าไหมแพรวา ราชินีแห่งแพรพรรณไทย

ผ้าแพรวา 1

เมื่อพูดถึงเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปชื่นชมความงามของผืนผ้าแพรพรรณในเมืองไทยเรา ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสวรรค์ของคนรักผ้า รักงานศิลป์อย่างแท้จริง เพราะในแทบทุกจังหวัด แทบทุกภูมิภาค ล้วนมีผ้าทอเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของตนเองด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะในดินแดนภาคอีสาน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มิใช่ดินแดนแห้งแล้งอย่างที่หลายคนเข้าใจ ทว่าอีสานคือดินแดนอันรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตผู้คนหลายเผ่าหลากพันธุ์

ในทริปนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “ราชินีแห่งผ้าไหมไทย ผ้าไหมแพรวา” แห่งอำเพอบ้านโพน จังหวัดกาฬนสินธุ์ผ้าแพรวา 2

ผ้าไหมแพรวา ได้รับการยกย่องให้เป็นราชินีแห่งไหมไทย! เพราะเป็นผ้าไหมที่มีลวดลายวิจิตพิสดาร ประณีต สวยงาม อย่างที่ใครเห็นก็ไม่กล้าปฏิเสธ! ทั้งในส่วนของสีสันอันเตะตา ซึ่งแต่เดิมใช้สีหลักเป็นสีแดงจากตัวครั่ง รวมถึงลวดลายทรงเรขาคณิตแบ่งจังหวะลวดลายบนผืนผ้าอย่างลงตัว ผืนผ้ามีความแวววาว สูงค่าน่าสวมใส่ ทำให้ผ้าไหมแพรวาเป็นที่ต้องการของทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ อย่างที่ผลิตกันแทบไม่ทันในปัจจุบัน!ผ้าแพรวา 3

แต่ก่อนจะไปลงลึกถึงเรื่องผ้าแพรวากันมากกว่านี้ เราคงต้องมาทำความรู้จักกับ “ชาวผู้ไทย” หรือ “ภูไท” กันสักเล็กน้อยก่อน เพราะว่าชาวผู้ไทยนี้เอง คือเจ้าของผ้าไหมแพรวาอันเลื่องชื่อ โดยแต่เดิมในอดีตนั้น ชาวผู้ไทยอาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย (ดินแดนตอนเหนือของลาวและเวียดนาม ซึ่งต่อกับจีนตอนใต้) จากนั้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ถูกภัยสงคราม กวาดต้อนเข้ามาสู่แผ่นดินสยามหลายระลอก โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งชาวผู้ไทยได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาสู่แถบจังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม (เทือกเขาภูพาน) มากที่สุด ทว่าชาวผู้ไทยในแต่ละจังหวัดก็แต่งกายต่างกัน อย่างเช่นผู้ไทย อำเภอบ้านโพน กาฬสินธุ์ก็จะแต่งกายด้วยผ้าพื้นสีดำเป็นหลัก ส่วนผู้ไทยอำเภอเรณูนคร นครพนม ก็จะแต่งกายด้วยสีฟ้าครามเป็นหลัก เป็นต้น

ชาวผู้ไทยจากลาวที่เข้ามาตั้งรกรากใหม่อยู่บนผืนดินอีสาน จริงๆ แล้วถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุด รองจากคนลาวเลยก็ว่าได้ ลักษณะของชาวผู้ไทยคือเป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมค่อนข้างสูง นิสัยรักสงบ ยิ้มแย้ม หน้าตาดี ผิวพรรณดี โอบอ้อมอารี และมีฝีมือทางด้านงานถักทอผ้าแพรวา นำติดตัวเข้ามาสืบสานจนถึงปัจจุบันผ้าแพรวา 4

ผ้าไหมแพรวาของชาวผู้ไทยจะใช้เทคนิคการจกและขิดผสมกัน โดยแต่เดิมผืนผ้านั้นมีความยาวเพียง 1 วา หรือ 1 ช่วงแขน ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียง เรียกว่า “ผ้าเบี่ยง” ใช้พาดบ่าไปวัดไปวาในโอกาสงานเทศกาลบุญประเพณี หรือเทศกาลงานสำคัญ กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2520 ครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมราษฎรผู้ไทย บ้านโพน กาฬสินธุ์ ทรงเห็นสาวชาวบ้านห่มผ้าเบี่ยงมารอรับเสด็จ จึงทรงสนพระทัยมาก จากนั้นจึงมีการส่งเสริมให้มีการทอเพิ่มหน้ากว้างและเพิ่มความยาวของผ้าแพรวา เพื่อนำไปตัดชุด ทำประโยชน์ได้หลากหลายมากขึ้น ให้สอดรับวิถีชีวิตและการใช้งานยุคปัจจุบัน ผ้าแพรวาจึงได้ประกาศความยิ่งใหญ่ในวงการผ้าไทย มาถึงทุกวันนี้
ผ้าแพรวา 5

ลายหลักของผ้าไหมแพรวา เป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สลับด้วยลายคั่นเป็นเส้นทางยาว ไล่ไปจนถึงลายเชิงหรือปลายสุดของผ้าผ้าแพรวา 6

ลวดลายบนผืนผ้าแพรวา เกิดจากการใช้เทคนิคการจกและขิด ในอดีตใช้สีธรรมชาติ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนมาใช้สีเคมีบ้างตามความนิยมของยุคสมัย จากที่เคยนิยมทอแต่สีแดง เหลือง ขาว ดำ ทุกวันนี้มีให้เลือกทุกสีแล้วล่ะผ้าแพรวา 7.1

กลุ่มสตรีทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้า ผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ตั้งอยู่เลขที่ 173 หมู่ 5 ตำบลบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ โทร. 0-4385-6204, 08-3338-3956ผ้าแพรวา 7

กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เขาผลิตกันเองในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปลูกต้นหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ไปจนถึงการทอ และทำการตลาดขายกันอย่างเป็นระบบ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมขั้นตอนเหล่านี้ได้ตลอดปีเลยจ้าผ้าแพรวา 8

เส้นไหมดิบจะมีสีเหลืองทองอร่ามอย่างนี้เอง ว้าว!
ผ้าแพรวา 9

ตัวหนอนไหม กำลังกินใบหม่อนอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อสะสมพลังงานและสารอาหารไว้ ก่อนที่มันจะเข้าสู่ระยะดักแด้ ที่มีการสร้างรังไหมสีทองห่อหุ้มตัวไว้ โดยในระยะนั้นนั่นล่ะ ที่เราจะได้เส้นไหมจากรังดักแด้ของมัน นำมาทอผ้า
ผ้าแพรวา 10

นำรังไหมมาต้ม แล้วสาวไหมออกมาทีละเส้น ปั่นรวมกันเป็นเส้นไหม พร้อมใช้ทอผ้าต่อไปผ้าแพรวา 11 ผ้าแพรวา 12.1

ต้มรังไหมให้ร้อนได้ที่ ค่อยๆ สาวเส้นไหมออกไปปั่นรวมกัน
ผ้าแพรวา 12

ปั่นเส้นไหมเข้ากระสวย เตรียมนำไปใช้งานผ้าแพรวา 13 ผ้าแพรวา 14

บางครั้งก็ต้องมีการย้อมสีเส้นไหม หรือเส้นฝ้าย ก่อนนำไปทอเป็นผืน เพื่อให้เกิดความหลากหลายของสีสันมากขึ้น
ผ้าแพรวา 15 ผ้าแพรวา 16

เส้นไหมที่ผ่านกระบวนการย้อมมาเรียบร้อยแล้ว มีหลายสิบสี อีกไม่นานเมื่อผ่านมือช่างทอผ้าแพรวาผู้ชำนาญการ ก็จะกลายมาเป็นผืนผ้าอันสูงค่า มีราคาตั้งแต่หลักพันบาท ไปจนถึงหมื่นบาท และแสนบาท! ตามความยากของการทอ โดยลวดลายในปัจจุบัน ยังมีการอนุรักษ์ลายโบราณไว้นับร้อยลายผ้าแพรวา 17 ผ้าแพรวา 18

หนึ่งในเสน่ห์การทอผ้าแพรวาที่ไม่มีใครเหมือน ก็คือการใช้ปลายนิ้วก้อยเกี่ยวเส้นยืนของเส้นไหมบนกี่ขึ้นมา แล้วสอดเส้นไหมอีกแนวหนึ่งเข้าไป ผูกให้เกิดลายตามต้องการ โดยลายเหล่านี้จริงๆ แล้วแต่ละครอบครัว แต่ละคน ก็มีลายเฉพาะของตนเอง ที่แม่จะสอนต่อให้ลูกสาวสืบกันมาเป็นรุ่นๆ ในภาษาอีสานเรียกว่า “พ่อแม่พาทำ”ผ้าแพรวา 19

การผูกลายอันสลับซับซ้อนของผ้าแพรวา ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันนานหลายปี จึงต้องใช้ช่างทอที่มีใจรักในงานศิลป์อย่างแท้จริง โชคดีที่มีโครงการศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เข้ามาโอบอุ้ม ทำให้ผ้าแพรวาไม่สูญหายไปจากผืนดินสยาม
ผ้าแพรวา 20 ผ้าแพรวา 21 ผ้าแพรวา 22

ผ้าไหมแพรวาลายจกผ้าแพรวา 23

ผ้าไหมแพรวาลายจกผ้าแพรวา 24

ผ้าไหมแพรวาลายจกผ้าแพรวา 25

เมื่อทอเสร็จแล้ว ก็จะได้ผ้าไหมแพรวาอันเลอค่า นิยมสวมใส่กันตั้งแต่ประชาชนทั่วไป จนถึงเจ้านายในวังหลวง รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงโปรดผ้าไหมแพรวาอย่างมาก
ผ้าแพรวา 26

สาวผู้ไทยบ้านโพน ในชุดการแต่งกายแบบดั้งเดิม เสื้อทรงกระบอกสีดำเข้ารูป และมีผ้าแพรวาหน้าแคบพาดบ่า พร้อมกับยิ้มอันจริงใจ คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนผ้าแพรวา 27

ที่บ้านโพนมีผ้าไหมแพรวาให้เลือกชมเลือกซื้อกันอย่างจุใจ ราคาอาจจะสูงหน่อย แต่ขอร้องว่าอย่าต่อเลยนะ เพราะกว่าจะได้มาสักผืน ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก นับเป็นงานศิลป์ที่ควรค่าแก่การซื้อมาใช้และสะสมไว้ประดับตัวผ้าแพรวา 28

เห็นแล้วก็น้ำลายไหล อยากซื้อทุกผืนเลย!!!ผ้าแพรวา 29

ผ้าไหมแพรวา เคยประกาศศักดาความงามในงานกาล่าดินเนอร์ที่จังหวัดกาฬสินธุ์จัดขึ้น เป็นการนำผ้าแพรวามาดีไซน์ใหม่ให้ดู Modern จนต้องตะลึง!!!
ผ้าแพรวา 30 ผ้าแพรวา 31 ผ้าแพรวา 32 ผ้าแพรวา 33 ผ้าแพรวา 34 ผ้าแพรวา 35 ผ้าแพรวา 36 ผ้าแพรวา 37

ในตัวอำเภอบ้านโพน มีร้านจำหน่ายผ้าแพรวาอยู่หลายร้าน เมื่อเยี่ยมชมศูนย์การผลิตของชาวบ้านแล้ว ก็ลองแวะเลือกชมเลือกซื้อกันได้ตามอัธยาศัยนะครับ
ผ้าแพรวา 38 ผ้าแพรวา 39 ผ้าแพรวา 40 ผ้าแพรวา 41 ผ้าแพรวา 42logo123-300x300Special Thanks : ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคอีสาน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-4322-7714-5

Let’s Go to ปาย

ปาย 2

เมื่อสายลมหนาวมาเยือน ก็ได้เวลางัดเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอสวยๆ ออกมาใส่ซะที หลังจากต้องเก็บอยู่ในตู้มาเกือบปีแล้ว ทริปนี้ขอแต่งตัวสวยๆ นั่งเครื่องบินและนั่งรถต่อขึ้นเหนือสู่ อำเภอปาย เมืองน้อยในหุบเขาใหญ่ทางตอนเหนือของแม่ฮ่องสอน เป็นเมืองติดชายแดนพม่าที่โอบกอดด้วยธรรมชาติ ม่านหมอกขาวอันหนาวเย็น และมีสายน้ำลำธารใสไหลหล่อเลี้ยงผู้คน และวิถีวัฒนธรรมแห่งปายให้คงอยู่มาหลายชั่วอายุคน

แม้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลายคนจะบ่นว่าปายบอบช้ำจากธุรกิจคนเมือง ที่นำวิถีอันวุ่นวายเข้าไปทำให้ปายเปลี่ยนไป แต่เชื่อเถอะว่า จิตวิญญาณที่แท้จริงของปายยังคงอยู่ รอยยิ้มของผู้คนที่นี่ยังน่ารัก เปี่ยมสุขเหมือนเคย และที่สำคัญคือ ธรรมชาติของปายช่างบริสุทธิ์จริงๆ โดยเฉพาะในฤดูหนาวอย่างนี้ เหมาะจะชวนก๊วนเพื่อน หรือเกี่ยวก้อยพาคนพิเศษของเราไปรับลมหนาว ตื่นเช้าๆ ไปสูดโอโซนให้โล่งปอดแถวริมแม่น้ำปาย
ปาย 3 ปาย 4

มุมถ่ายรูปน่ารักๆ สำหรับคู่รักหวานแหว๋ว ที่จุดชมวิว ทะเลหมอกหยุนไหลปาย 5

แสงสุดท้ายยามเย็น มองเห็นตัวเมืองปาย จากยอดเขาวัดพระธาตุแม่เย็นปาย 6 ปาย 7

ยามเช้าอันเงียบสงบ อากาศเย็นสดชื่น หายใจได้โล่งปอด ณ ริมลำน้ำปายอันแสนอ่อนโยนปาย 8

ปายในช่วงฤดูหนาว รวงข้าวเปลี่ยนเป็นสีทองพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วปาย 9

วิถีการเกี่ยวข้าวด้วยมือแบบคนรุ่นเก่าก่อน ยังพบเห็นได้ที่ สะพานซูตองเป้ปาย 10

สะพานซูตองเป้ จุดถ่ายภาพใหม่ที่ให้ความรู้สึกแบบไทยใหญ่ ผสาผสานกับพม่า และล้านนา
ปาย 11

เณรน้อยที่สะพานซูตองเป้ปาย 12

ห่างจากตัวเมืองปายออกมาประมาณ 9 กิโลเมตรเศษๆ คือที่ตั้งของ สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย เป็นสะพานเหล็กสีเขียวขนาดใหญ่ ทอดข้ามลำน้ำปาย โดยทหารญี่ปุ่นได้มาสร้างไว้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อลำเลียงทัพขึ้นไปตีพม่า (แต่ไม่สำเร็จ) คล้ายกับสะพานข้ามแม่น้ำแควที่จังหวัดกาญจนบุรีนั่นล่ะ ปัจจุบันสะพานนี้ยังแข็งแรงมั่นคงมาก เราสามารถลงไปเดินชม และถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ขอเตือนนิดนึงว่า พื้นไม้ที่ใช้ปูทางเดินบนสะพานบางช่วงผุพังไปตามกาลเวลา เดินชมต้องระวังด้วย สมัยก่อนชาวปายเขาใช้สะพานนี้สัญจรไปมาทั้งคนทั้งรถ ทว่าปัจจุบันทางการได้สร้างสะพานคอนกรีตใหม่ อยู่ข้างๆ ให้ใช้แทน สะพานประวัติศาสตร์ก็เลยกลายเป็นจุดท่องเที่ยวไปโดยปริยาย ปาย 13

ในหุบเมืองปายมีวัดที่ควรไปชม คือ วัดน้ำฮู ซึ่งมีบ่อน้ำธรรมชาติผุดขึ้นมาไม่เคยเหือดแห้ง ปัจจุบันทางวัดได้ก่ออิฐล้อมบ่อน้ำไว้ แต่ที่สำคัญคือวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์องค์ใหญ่ อยู่ด้านหลังโบสถ์ เป็นเจดีย์บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา (พี่สาว) ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยพระนางได้ถูกจับไปเป็นองค์ประกันที่เมืองหงสาวดีของพม่า และถูกสังหารในภายหลัง จึงมีผู้แอบนำพระอัฐิ และเส้นพระเกศากลับคืนสู่ผืนดินสยามที่ท่านรักและหวงแหน ปาย 14

ข้าวซอยไก่ปาย อาหารพื้นเมืองยอดฮิต ที่เราต้องลิ้มลอง แนะนำ ร้านน้องเบียร์ (อยู่ใกล้ถนนคนเดิน) โทร. 0-5369-9103 ขอบอกว่าข้าวซอยสูตรนี้น้ำเข้มข้น เครื่องปรุงครบ ใส่น้ำพริกเผาลงไปนิดนึง บีบมะนาวหน่อย คนให้เข้ากัน น้ำซุปจะยิ่งอร่อยถึงใจเลยล่ะ
ปาย 15

ปายเป็นเมืองที่มีอาหารอร่อยให้ชิมเยอะ อาหารเลื่องชื่อคือ “ขาหมู-หมั่นโถว” สูตรจีนยูนนาน ขาหมูแบบนี้ต่างจากที่เรากินกันทั่วไปในลักษณะน้ำซุปสีดำข้นแตกมัน รสออกหวาน แต่ของปายเป็นขาหมูท่อนเล็กๆ ตุ๋นเปื่อยนุ่มกำลังดี น้ำซุปตุ๋นเครื่องยาจีน น้ำใสๆ สีออกแดงๆ กลิ่นหอมชื่นใจ รสชาติไม่หวานจัด หนังหมูละลายในปาก ส่วนเนื้อแดงก็นุ่มนิ่ม กินกับน้ำจิ้มพริกเปรี้ยวๆ แต่ถ้าจะให้ครบสูตรต้องสั่งหมั่นโถว (เหมือนซาลาเปา แต่ลูกยาวรี ไม่มีไส้) มากินคู่กัน

หลายคนบอกว่าไม่อยากกินขาหมู เพราะกลัวอ้วนหรือกลัวคลอเรสเตอร์รอลพุ่งปรี๊ดใสเส้นเลือด ขอบอกว่าไม่ต้องกลัว เพราะคนจีนยูนนานเขาฉลาด รู้จักนำธรรมชาติมาสร้างสมดุลย์ให้อาหาร คือหลังจากกินขาหมู-หมั่นโถวแล้ว ต้องจิบชาอู่หลงตามเพื่อล้างปาก และช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้! ยิ่งช่วงนี้อากาศหนาวๆ ได้ซดน้ำชาร้อนๆ ดูวิวสวยๆ ของปายไปด้วย เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม แนะนำขาหมู-หมั่นโถว ร้านมิตรภาพปาย บ้านสันติชล โทร. 08-0129-9165, 08-1993-2129
ปาย 16

มาเที่ยวปายให้เพอร์เฟ็กต์ ต้องหาเวลาไปเยือน หมู่บ้านจีนสันติชล ซึ่งเป็นชาวจีนตอนใต้ จากมณฑลยูนนานที่อพยพเข้ามาอยู่ในปายเนิ่นนานแล้ว ชวนกันเข้าไปเดินเที่ยวหรือขี่ม้าเล่นในศูนย์วัฒธรรมจีนยูนนาน สร้างเป็นหมู่บ้านจีน มีกำแพงเมืองจีนจำลอง ให้ปีนป่ายขึ้นไปถ่ายรูปชมวิวสุดเก๋ ที่นี่มีร้านน้ำชา ร้านอาหาร ร้านขายของ Souvenirs และร้านถ่ายรูป ให้เราลองใส่ชุดจีนเป็นฮ่องเต้ มเหสีแบบจีน แอ็กท่าถ่ายภาพร่วมกับก๊วนเพื่อนๆ แบบขำๆ สุดยอดไปเลย!

ปาย 17 ปาย 18 ปาย 19

ชิมชาอู่หลงบำรุงสุขภาพ ที่หมู่บ้านจีนสันติชลปาย 20 ปาย 21

เสน่ห์ที่ทำให้ปายมีชื่อเสียง ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศมาสัมผัส ไม่ใช่มีแค่ถนนคนเดินเก๋ๆ แต่ปายมีเรื่องราวแง่มุมอื่นให้ค้นหามากกว่านั้น เพราะเมืองปายเป็นเมืองเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ล้านนา สังเกตได้จากวัดวาอารามโบราณหลายแห่ง ซึ่งเก่าจนหาบันทึกช่วงเวลาสร้างแน่ชัดไม่ได้เลยทีเดียว

            พระธาตุแม่เย็น ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มองลงไปจะเห็นหุบเขาเมืองปายและแม่น้ำไหลผ่าน เมื่อมองเลยไปอีกจะเห็นแนวเทือกเขาใหญ่ ที่ตั้งของหมู่บ้านจีนสันติชล ทางขึ้นไปชมทะเลหมอกหยุนไหลนั่นเอง พระธาตุแม่เย็นเก่าแก่มาก ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด เป็นพระธาตุเล็กๆ 3 องค์อยู่ด้วยกัน ผู้คนนิยมมานมัสการกราบไหว้ขอพร แล้วชวนกันเดินขึ้นบันไดต่อไปยังส่วนสูงสุดของยอดเขานี้ เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปสีขาวขนาดยักษ์ในท่าปางสมาธิ จากจุดนี้มองไปทางทิศตะวันตก จะเห็นเมืองปายอยู่เบื้องล่างอย่างเต็มตา โดยเฉพาะช่วงเย็นจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งามสุดๆ เลย

ปาย 22 ปาย 23

หนึ่งในไฮไลท์ของการไปเที่ยวปายก็คือ การได้มีโอกาสไปเดินชิลเที่ยวชม ถนนคนเดินปาย ซึ่งจัดกันประจำทุกวัน ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน โดยปิดถนนชัยสงคราม เริ่มจากที่ว่าการอำเภอปาย ลงไปจนถึงลำน้ำปายเลยล่ะ บริเวณที่ว่าถือเป็นย่าน Down Town ของปายอย่างแท้จริง เพราะเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกหลากหลายละลานตา มีร้านอาหาร บาร์ และเกสต์เฮาส์ให้เลือกเพียบ

ปาย 24 ปาย 25

 ถนนคนเดินปายมีบ้านเรือนสองฟากฝั่งเป็นเรือนไม้สวยงาม ชวนให้นึกถึงวันเก่าๆ เรือนไม้เหล่านี้ได้รับการแต่งแต้มโดยศิลปะร่วมสมัย มีการทาสี ประดับโคมไฟ วาดรูปลวดลายเก๋ๆ น่ารักๆ จนกลายเป็นมุมถ่ายภาพน่าหลงใหล คือหลังจากตระเวนเที่ยวปายกันมาตลอดวันแล้ว พอพระอาทิตย์เริ่มอัสดง ก็เวลาออกมาเดินช็อปปิ้งกัน เต็มไปด้วยเสื้อยืด, โปสการ์ด, ผ้าชาวเขา, ผ้าพันคอกันหนาว, งานศิลปหัตถกรรมทำมือ ตุ๊กตา หมวก รองเท้า ถุงย่าม พวงกุญแจ ฯลฯ ป้ำลวดลายคำว่าปายไว้เป็นที่ระลึก ปาย 26 ปาย 27

Tourist’s Guide

เวลาน่าเที่ยว : เที่ยวได้ตลอดปี แต่อากาศเย็นสบาย ฟ้าใสสุด ต้องเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

การเดินทาง : บินกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จากนั้นมีหลายทางเลือก เช่น นั่งรถบัสเชียงใหม่-ปาย, นั่งรถตู้เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-ปาย หรือถ้าเช่ารถยนต์ขับชมวิวไปเองจากเชียงใหม่ ต้องใช้ทางหลวงหมายเลข 108 จากเชียงใหม่ผ่านอำเภอหางดง สันป่าตอง จอมทอง ฮอด แม่สะเรียง แม่ลาน้อย และขุนยวม ถึงอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน รวม 349 กิโลเมตร เป็นทางตัดขึ้นเขาสูง วิวสวยงามแต่คดเคี้ยวถึง 1,846 โค้ง! แล้วขับรถต่อจากอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน-ปาย อีก 111 กิโลเมตร แต่ถ้าทนนั่งรถนานขนาดนั้นไม่ไหว แนะนำให้นั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน โดย Kan Air โทร. 0-2551-6111 www.kanairlines.com แล้วค่อยนั่งรถต่อไปปาย ยังทุ่นระยะทางได้ครึ่งหนึ่ง

หลับสบาย : แนะนำที่พักหรูมีระดับแนวบูติก แถมวิวสวยเป็นธรรมชาติสุดๆ ที่ปาย คือ Belle Villa โทร. 0-5369-8226-7, 0-2693-3952-3 www.bellevillaresort.com/pai/

More info : www.อําเภอปาย.com / ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน โทร. 0-5361-2982-3

Tips : ขอแนะนำ วิธีแก้เมารถ เพราะทริปนี้ต้องนั่งรถผ่านเขาสูงคดเคี้ยว อย่างแรกคือไม่ควรนั่งเบาะหลัง, ควรมองออกไปไกล ไม่เพ่งสายตาอยู่กับวิวใกล้รถ, ไม่หันซ้ายหันขวาบ่อย, ควรกินยาแก้เมารถ 1 เม็ด ล่วงหน้า 30 นาทีก่อนรถออก และวิธีสุดท้ายที่แปลกดี คือให้เอาแผ่นพลาสเตอร์ หรือกอเอี๊ยะปิดสะดือ! จริงไม่จริงให้ลองไปทำกันดูนะ ไม่อันตราย มีหลายคนบอก work!

ตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา ชวนแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง

สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 2

เชียงใหม่ ในช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย สดชื่น ดอกไม้ผลิบานทั่วไปหมด โดยเฉพาะบนดอยสูงและโครงการหลวง พืชผักผลไม้ดกงาม รสชาติก็อร่อย ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนให้ผู้คนเดินทางมาเยือนเชียงใหม่อย่างล้นหลาม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ จึงจัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวโครงการหลวง ในมิติของการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ทั้งด้านวิถีเกษตร การรักษาสิ่งแวดล้อม และวิถีชุมชน โดยเฉพาะโครงการหลวง (Royal Project) ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้ชาวไทยในภาคเหนือได้มีอาชีพมั่นคง มีรายได้ และสามารถเลี้ยงตนเองได้
สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 3 สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 4.1

คุณวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่นอกจากจะมีภูมิอากาศ ภูมิประเทศเหมาะสมต่อการทำเกษตรแล้ว ยังมีธรรมชาติสวยงาม สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งสามฤดู โดยในส่วนของโครงการหลวงนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 มีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ ในตำแหน่งผู้อำนวยการ
สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 4

ทุกวันนี้โครงหลวงในพระราชดำริของเชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง มีอยู่กว่า 20 แห่ง มีบทบาทช่วยเหลือส่งเสริมด้านอาชีพแก่ผู้คนบนดอยสูง ให้หยุดถางป่าทำไร่เลื่อนลอย หรือปลูกฝิ่น หันมาปลูกพืชผักผลไม้และดอกไม้เมืองหนาว ส่งขาย สร้างรายได้อย่างยั่งยืนกว่า ททท. จึงได้จัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงโครงการหลวงหลายแห่งเข้าด้วยกัน ในชื่อ “ตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา” นำคนมาเที่ยวในมุมมองใหม่ ให้เกิดการเรียนรู้ และความประทับใจไปพร้อมกัน สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 5

เส้นทางท่องเที่ยว ตามรอยพิพัฒน์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา มี 6 เส้นทางให้เลือก คือ

  1. เส้นทางชวนแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางอ่างขาง-เชียงดาว-ห้วยลึก” (สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก)
  2. เส้นทางชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางจอมทอง-อินทนนท์-แม่แจ่ม” (สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง)
  3. ขวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางแม่โถ-ห้วยต้ม” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ)
  4. ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางแม่ริม-สะเมิง” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย-สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์-สถานีเกษตรหลวงปางดะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์)
  5. ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางวัดจันทร์-กัลยาณิวัฒนา” (ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์-อำเภอกัลยาณิวัฒนา)
  6. ชวนกันแอ่วดอย ตามรอยพ่อหลวง “เส้นทางห้วยฮ่องไคร้-ตีนตก” (โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง-โครงการพระราชดำริบ้านทุ่งจี้)

สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 6 สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 7 สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 8 สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 9

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2522 เน้นการศึกษาวิจัยและขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว มีโรงเรือนและสวนสวยให้นักท่องเที่ยวชื่นชมตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ จะมีดอกไม้ผลิบานงดงามที่สุด

สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 10 สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 11

ดอกกุหลาบพันปี (Rhododendron spp.) ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 12

White Rhododendron หรือคำขาว ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 13

ดอกลิลลี่ ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 14 สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 15

กล้วยไม้รองเท้านารีปีกแมลงปอที่ใกล้สูญพันธุ์ ก็มีให้ชมที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 16

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 17 สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 18

บนดอยอินทนนท์มีงานวิจัยประมงบนที่สูง นำพันธุ์ปลาน้ำจืดจากเมืองหนาวมาเพาะเลี้ยง เพื่อส่งเสริมอาชีพ และปรุงเป็นเมนูอาหารรสเลิศในราคาไม่ธรรมดาสถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 19

บ่อเลี้ยงปลา Rainbow Trout และปลา Russian Sturgeon บนดอยอินทนนท์สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 20

ดูกันชัดๆ หน้าตาปลา Rainbow Trout จากเมืองนอกมันเป็นอย่างนี้เอง พวกมันชอบอยู่ในน้ำเย็นอุณภูมิไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส และต้องเป็นน้ำสะอาดที่ไหลถ่ายเทตลอดเวลาซะด้วย จริงๆ แล้วปลาชนิดนี้เป็นตระกูลเดียวกับปลาแซลมอน ตามธรรมชาติจึงต้องออกไปอาศัยหากินอยู่ในทะเล แล้วว่ายน้ำกลับเข้ามาวางไข่ในแหล่งน้ำจืดที่มันถือกำเนิดขึ้นมา  พบได้ทั่วไปในมหาสมุทรแปซิฟิกในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 21

ปลา Russian Sturgeon เมื่อโตเต็มที่มีความยาวได้ถึง 2.3 เมตร ตัวผู้และตัวเมียดูภายนอกเหมือนกันเปี๊ยบ ถ้าจะแยกเพศต้องจับไปทำอัลตร้าซาวด์ดู ตามธรรมชาติเราสามารถพบปลาชนิดนี้ได้ที่ทะเลสาบแคสเปียน, ประเทศอาเซอร์ไบจาน, บัลแกเรีย, จอร์เจีย, อิหร่าน, โรมาเนีย, คาซักสถาน, รัสเซีย, ตุรกี, ยูเครน และเติร์กเมนิสสถานสถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 22

ไข่คาร์เวีย หรือไข่ปลาสเตอร์เจียน ขวดแค่นี้ราคาถึง 5,000 บาท ถ้า 1 กิโลกรัม ราคาแพงถึง 50,000 บาท!สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 23

ฮาฮาฮา ปลา Rainbow Trout ที่เราเพิ่งไปดูที่บ่อเลี้ยงในตอนเช้า พอมื้อเที่ยงก็ถูกทอดกระเทียมมาเสิร์ฟในจานแล้ว
สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 24

นี่ก็เสต็กปลา Russian Sturgeon เนื้อนุ่ม แต่แน่นสู้ปาก รสชาติคล้ายเนื้อปลาแซลมอนมากๆ
สถานีเกษตรหลวง อินทนนท์ 25

ปิดท้ายมื้อเที่ยงที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ด้วยเมนูสรอว์เบอร์รี่แสนอร่อยโครงการหลวง ขุนวาง 1

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อยู่ที่ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงฤดูหนาวดอกไม้เบ่งบานหลากสีหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย สาวๆ แอบแต่งตัวด้วยชุดยูกาตะแบบญี่ปุ่นไปถ่ายภาพกับนางพญาเสือโคร่ง ถ้าไม่บอกนึกว่านี่คือญี่ปุ่นแท้ๆ เลยนะเนี่ยะ!
โครงการหลวง ขุนวาง 2โครงการหลวง ขุนวาง 3

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2528 เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาเผ่าม้งและปกากะญอ ปัจจุบันมีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับพืชผักเมืองหนาว และป่าซากุระช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์
โครงการหลวง ขุนวาง 4โครงการหลวง ขุนวาง 5โครงการหลวง ขุนวาง 6โครงการหลวง ขุนวาง 7โครงการหลวง ขุนวาง 8

ซากุระขุนวางโครงการหลวง ขุนวาง 9โครงการหลวง ขุนวาง 10

แอ่วเมืองเหนือ เหมือนได้ไปเมืองนอก กับดอกซากุระโครงการหลวงขุนวางนั่นเองเจ้า
โครงการหลวง ขุนวาง 11โครงการหลวง หนองหอย 1

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตำบลแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 มีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาว ส่งขายทั้งในตัวเมืองเชียงใหม่และกรุงเทพฯ โดยเฉพาะผักปลอดสารพิษ และผักปลอดภัยต่างๆโครงการหลวง หนองหอย 2โครงการหลวง หนองหอย 3

ท่านผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย นำชมแปลงปลูกผักไร้ดินโครงการหลวง หนองหอย 4

ผักไร้ดินใบดกงอกงามดีเหลือเกินโครงการหลวง หนองหอย 5โครงการหลวง หนองหอย 6.1

มะเขือเทศปลอดสารพิษพวงใหญ่เบ้อเริ่ม น่าหม่ำมากๆ ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยโครงการหลวง หนองหอย 6

แหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตอย่าง “ม่อนแจ่ม” จริงๆ แล้วก็อยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการหลวงหนองหอย ดอยม่อนแจ่มมีลักษณะเป็นจุดชมวิวสันเขา สามารถมองเห็นได้รอบด้านแบบ 360 องศา ทั้งทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก มีสวนดอกไม้ละลานตา พร้อมด้วยร้านอาหารให้นั่งจิบกาแฟ และชาสมุนไพร 7 ชนิดโครงการหลวง หนองหอย 7โครงการหลวง หนองหอย 8

เทือกเขาสลับซับซ้อน มองจากจุดชมวิวดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 9

ดอกไม้เมืองหนาวสะพรั่งบานละลานตา ที่ม่อนแจ่ม ในฤดูหนาว
โครงการหลวง หนองหอย 10

จุดชมวิวดอยม่อนแจ่ม
โครงการหลวง หนองหอย 11

ผักเมืองหนาว ดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 12

ทุ่งดอกไม้ ดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 13

ศาลาชมวิววันฟ้าใสในฤดูหนาว ที่ดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 15

ดอกป๊อปปี้สีแดงชาติ ที่สวนดอกไม้ม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 16โครงการหลวง หนองหอย 17โครงการหลวง หนองหอย 18

ความงาม ณ มุมเล็กๆ มุมหนึ่งของธรรมชาติสวนดอกไม้ ดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 19

แปลงพืชผัก ดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 20

แปลงผักขั้นบันได ดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 21

หนาวแล้ว ชวนเพื่อนๆ มาเที่ยวม่อนแจ่มกันเถอะเราโครงการหลวง หนองหอย 22

กิจกรรมสุดฮิตของดอยม่อนแจ่มก็คือ การขี่รถฟอร์มูล่าม้ง! เป็นรถไม้ทำเอง ที่ชาวม้งประดิษฐ์ขึ้นมา รถนี้ไม่มีพวงมาลัย เวลาจะเลี้ยวต้องใช้ขาขวาหรือซ้ายดันคานล้อหน้าเอาเอง ส่วนการเบรคหยุดรถ หรือจะให้มัมวิ่งเร็ว ช้า แค่ไหน เขาใช้คานไม้โยกที่อยู่ตรงกลางนั่นล่ะ ถ้าผลักไปข้างหน้าแสดงว่าวิ่งเร็วจี๋ แต่ถ้าดึงคันบังคับเข้าหาตัว แสดงว่าต้องการให้รถเบรคจ้า
โครงการหลวง หนองหอย 23

เจ้าตัวน้อย ลูกหลานชาวม้ง มารอรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่ลานจอดรถฟอร์มูล่าม้งโครงการหลวง หนองหอย 24

ยำสรอว์เบอร์รี่ อาหารเมนูยอดฮิตที่ดอยม่อนแจ่มโครงการหลวง หนองหอย 25

ไม่ไกลจากดอยม่อนแจ่ม และโครงการหลวงหนองหอย มีไร่สตรอว์เบอร์รี่ของเอกชนให้เราเข้าไปชม ชิม ช้อป หลายแห่ง แต่แนะนำว่าไม่ควรเก็บกินจากต้น เพราะส่วนใหญ่ฉีดยาฆ่าแมลงไว้จ้า ต้องเอามาแช่น้ำล้างให้สะอาดก่อนนะโครงการหลวง หนองหอย 26โครงการหลวง หนองหอย 27โครงการหลวง หนองหอย 28

สตรอว์เบอร์รี่หวานฉ่ำ กลิ่นหอมฉุย ที่หนองหอยโครงการหลวง หนองหอย 29โครงการหลวง หนองหอย 30โครงการหลวง ปางดะ 1สถานีเกษตรหลวงปางดะ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเคยเป็นสถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาว ปัจจุบันโดดเด่นด้านการวิจัย ปรับปรุงพันธุ์ และผลิตพืชผลเมืองหนาวส่งขายทั่วประเทศ อาทิ กีวี่, มะเดื่อฝรั่ง, องุ่นไร้เมล็ด, เสาวรส, ราสพ์เบอร์รี่, มัลเบอร์รี่, อาโวกาโด้, ลิ้นจี่, มะเฟือง, เชอร์รี่สเปน ฯลฯ แถมยังมีบ้านพักให้ไปนอนค้างคืน สัมผัสธรรมชาติวิถีเกษตร Agro-tourism กันอย่างเต็มอิ่มเลยจ้า
โครงการหลวง ปางดะ 2โครงการหลวง ปางดะ 3โครงการหลวง ปางดะ 4

ปัจจุบันนี้ ท่านหัวหน้าสถานีเกษตรหลวงปางดะ ได้สั่งดอกกุหลาบกว่า 20-30 ชนิด เข้ามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์โดยตรง เพื่อนำมาเพาะเลี้ยง ทั้งเพื่อประโยชน์ในการตัดดอก และนำมาทำเป็นอาหารเมนูดอกกุหลาบปลอดสารพิษอย่างแท้จริง
โครงการหลวง ปางดะ 5โครงการหลวง ปางดะ 6

กุหลาบเนเธอร์แลนด์สีหวานซึ้ง ที่โครงการหลวงปางดะโครงการหลวง ปางดะ 7โครงการหลวง ปางดะ 8โครงการหลวง ปางดะ 9โครงการหลวง ปางดะ 10โครงการหลวง ปางดะ 11โครงการหลวง ปางดะ 12
logo123-300x300Special Thanks : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-5324-8604-5 ทุกวัน ในเวลา 08.30-16.30 น.

ตื่นตาตื่นใจ ไปเดินบนยอดไม้ Canopy Walk เชียงใหม่

canopy เชียงใหม่ 2

นับตั้งแต่เปิดตัวมาเมื่อปี พ.ศ. 2536 สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ หรือ Queen Sirikit Botanic Garden อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ก็กลายเป็นแหล่งศึกษาวิจัย แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวของคนรักธรรมชาติ ไปได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้น เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ทางสวนได้มีการเปิดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติบนเรือนยอดไม้แห่งใหม่ล่าสุดของไทย ในชื่อ Canopy Walks Flying Draco Trail โดยนำชื่อของเจ้ากิ้งก่าบินชนิดหนึ่งที่พบในผืนป่าบริเวณนี้ มาเป็นกิมมิคน่ารักๆ ด้วย

ทริปนี้ Go Travel Photo ได้รับเกียรติจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ และ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ ร่วมกันเดินทางไปสัมผัสเส้นทางเดินชมป่าบนเรือนยอดสูงลิบ คงน่าตื่นเต้นไม่เบาเลย
canopy เชียงใหม่ 3 canopy เชียงใหม่ 4

หน้าหนาวฟ้าใสปิ๊ง เป็นฤกษ์ดีที่เราจะไปเดินบนเส้นทาง Canopy Walks ที่ยาวที่สุดในเมืองไทยกันล่ะ เขาบอกว่ายาวกว่า 400 เมตรทีเดียว เป็นสะพานเหล็กปลอดสนิมอย่างแข็งแรง อยู่สูงจากพื้นกว่า 20-30 เมตรเลย! ว้าว!canopy เชียงใหม่ 5

จากอาคารจุดเริ่มต้นเดินเข้าสู่ Canopy Walks แค่เห็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะวิวแบบพาโนรามาบนยอดไม้นี้ ช่างกว้างไกล เห็นเรือนยอดป่าทอดตัวออกไปราวกับผืนพรมสีเขียว โดยมียอดเขาสูงอยู่ด้านหลังcanopy เชียงใหม่ 6

เดินเที่ยวบน Canopy Walks ขอบอกว่าไม่ต้องรีบ เดินไปช้าๆ ไม่ต้องกลัว เพราะโครงเหล็กแข็งแรงมาก ไม่มีอาการสั่นเลย หยุดชมนกชมไม้ ศึกษาพืชพรรณกันไปเรื่อยๆ เพื่อเข้าใจธรรมชาติให้มากขึ้น แต่ก็มีกฎอยู่นิดนึงคือ ห้ามอยู่ในจุดเดียวกันเกิน 5 คน เพราะเขาต้องกระจายน้ำหนักให้ดีนั่นเองcanopy เชียงใหม่ 7

สุดยอดความเจ๋งอีกอย่างของเส้นทาง Flying Draco trail ก็คือ ในบางจุดจะมีระเบียงแก้วใสยื่นออกไปจากตัวสะพานเหล็ก ให้เราชมวิวได้ตื่นเต้นสุดๆ แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ห้ามเข้าไปยืนบนกระจกใสนี้พร้อมกันหลายคน และไม่ควรไปยืนในช่วงที่ฝนตก เพราะกระจกจะลื่นนั่นเองcanopy เชียงใหม่ 8 canopy เชียงใหม่ 9 canopy เชียงใหม่ 10

ช่วงแรกของเส้นทางเดินบนยอดไม้ นอกจากจะเห็นป่าเบญจพรรณผลัดใบที่ภูเขาด้านหลังแล้ว ใกล้ๆ กับเส้นทาง ยังมีพรรณไม้ให้ชื่นชมหลากชนิด อาทิ เสี้ยวเครือ เป็นพรรณไม้จำพวก Bauhinia (สกุลชงโค) ที่ทอดเลื้อยไปบนเรือนยอดต้นไม้ใหญ่ และจะออกดอกสีขาวสะอาดหมดจด เฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น
canopy เชียงใหม่ 11

ดอกเสี้ยวเครือcanopy เชียงใหม่ 12

ดอกแคป่า ที่พบบนเส้นทาง Canopy Walkscanopy เชียงใหม่ 13

เมื่อลมหนาวมาเยือน ป่าเบญจพรรณใกล้ๆ กับเส้นทาง Canopy Walks ก็เริ่มผลัดใบเป็นสีส้ม สีเหลือง สีแดง แซมสลับกับยอดไม้สีเขียวสดอย่างน่าตื่นตาcanopy เชียงใหม่ 14

เส้นทางนี้เหมาะอย่างมากสำหรับการมาใช้เวลาร่วมกับธรรมชาติ โดยเฉพาะยามเช้าจะมีนกป่าหลายชนิด
canopy เชียงใหม่ 15
canopy เชียงใหม่ 16

ในอดีตป่าเบื้องล่าง Canopy Walks เป็นป่าเสื่อมโทรมที่เคยถูกชาวบ้านถาง แต่เมื่อได้รับการฟื้นฟู สังคมป่าเบญจพรรณ ที่มักผลัดใบในฤดูแล้ง ก็จะเริ่มกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งcanopy เชียงใหม่ 17

นี่คือป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับกิ้งก่าบิน เจ้าของฉายาเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติบนยอดไม้สายนี้canopy เชียงใหม่ 18

ทั้งตื่นเต้น ทั้งสนุก นี่คือประสบการณ์ในชีวิตที่เด็กๆ จะไม่มีวันลืมcanopy เชียงใหม่ 19

ในช่วงสุดท้ายของเส้นทางเดินบนยอดไม้ เมื่อมองกลับไป จะเห็นสะพานเหล็กในช่วงแรกที่เราเดินผ่านมาแล้ว เพิ่งรู้ว่าที่แท้มันสูงจากพื้นไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ยะ! เสียว แต่ก็สนุกตื่นเต้นดี
canopy เชียงใหม่ 20

จากสะพานเดินศึกษาธรรมชาติบนยอดไม้ เดินเล่น หรือนั่งรถต่อไปอีกแค่ 300 เมตร ก็จะถึงบริเวณหมู่อาคารเรือนกระจก และสวนไม้ดอกไม้ประดับสวยๆ ของสวนสมเด็จฯ ใครใคร่เก็บภาพประทับใจไว้อย่างเดียวเราก็ไม่ว่ากัน แต่ใครที่มุ่งมาศึกษาหาความรู้เรื่องพฤกษศาสตร์โดยตรง ก็คงต้องใช้เวลาเป็นวันๆ เพราะเขามีทั้งโรงเรือนป่าดิบชื้น, สวนขิงข่า, โรงเรือนไม้กินแมลง, โรงเรือนพืชทะเลทราย, โรงเรือนบัว, โรงเรือนกล้วยไม้, โรงเรือนเฟิน ฯลฯ สนุกแน่canopy เชียงใหม่ 21 canopy เชียงใหม่ 22 canopy เชียงใหม่ 23 canopy เชียงใหม่ 24 canopy เชียงใหม่ 25 canopy เชียงใหม่ 26 canopy เชียงใหม่ 27 canopy เชียงใหม่ 28 canopy เชียงใหม่ 29 canopy เชียงใหม่ 30 canopy เชียงใหม่ 31

สอบถามเพิ่มเติมที่ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0-5384-1234 www.qsbg.org/Garden_n.htm
logo123-300x300Special Thanks : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ สนับสนุนการเดินทางเป็นอย่างดี สนใจสอบถามโทร. 0-5324-8604-5